คกก.สร้างอาชีพฯ ร่วมฟื้นฟูศักยภาพ พักชำระหนี้เกษตร เพิ่มประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784525

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ครั้งที่ 1/2566 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำ “โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้กับเกษตรกร 300,000 ราย หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงและพัฒนาด้านการตลาด ยกระดับสู่ตลาด Modern Trade ตลาดออนไลน์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินสำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1.กิจกรรมระยะที่ 1 : การปรับแนวคิด/ความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ Kick off โครงการ 2.กิจกรรมระยะที่ 2 : การฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้แก่เกษตรกรรม (On the job training) 3.กิจกรรมระยะที่ 3 : การตรวจเยี่ยม แนะนำ ติดตามและประเมินผลเบื้องต้น และ 4.กิจกรรมระยะที่ 4 : การรวบรวมช่องทางการตลาด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรายการอาชีพกว่า 100 โครงการครอบคลุมด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง

‘ไชยา’ยกปทุมธานีโมเดล เมืองไร้ควัน-ลดการเผาตอซัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784528

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานวันสาธิต การใช้นวัตกรรมและภูมิปัญญา เปลี่ยนฟางข้าวเป็นทอง สู่เมืองปทุมธานีไร้ควัน ที่แปลงนาสาธิต หมู่ 2 ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่คิดว่าการเผาตอซังเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อทำการเกษตรฤดูต่อไป ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ไม่ถูกต้อง จึงขอฝากกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรทำการเกษตรด้วยนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมการจัดการวัสดุจากเกษตร เช่น ฟางข้าวมาทำปุ๋ยอินทรีย์ และถ่านชีวภาพ

“จากความร่วมมือในการลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 ระหว่างสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี และเอกชน เป็นระยะเวลา 5 ปี มีการทดลองตามแปลงต่างๆ ทำให้เกษตรกรใน จ.ปทุมธานี ลดการเผาลงจนเกือบหมดแล้ว ต้องขอบคุณความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ช่วยกันทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นในการทำเกษตรรูปแบบใหม่ โดยจะขยายรูปแบบเมืองไร้ควันสู่จังหวัดรอบข้างต่อไป” นายไชยา กล่าว

ในโอกาสนี้ นายไชยา และประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และส่วนจังหวัด ได้ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความร่วมมือการทำการเกษตรปลอดการเผา ระหว่างตัวแทนเกษตรกรและหน่วยงานเอกชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำเกษตร อันจะช่วยลดการเผาที่เป็นผลกระทบต่อภาคการเกษตรและประชาชน จากนั้นประธานในพิธีและผู้บริหารได้ร่วมชมกิจกรรมการสาธิต “เปลี่ยนฟางข้าวเป็นทอง สู่เมืองปทุมธานีไร้ควัน” ได้แก่ นวัตกรรมย่อยสลายตอซังข้าว เปลี่ยนฟางให้เป็นปุ๋ย การเปลี่ยนฟางข้าวเป็นทอง ด้วยเครื่องจักรผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด และการใช้เทคโนโลยีย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ด้วยโดรนเพื่อการเกษตรด้วย

รมว.เกษตรฯประชุม คณะอนุกก.ส่งเสริม พัฒนาอาชีพ-ตลาด เกิดผลเป็นรูปธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784260

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดครั้งที่ 2/2566 โดยที่ประชุมรับทราบคำสั่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่ 1/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 11 คณะ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยภาพรวมการดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ปีงบประมาณ 2558 – 2566 มีพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1,582 พื้นที่ 71 จังหวัด เนื้อที่ 5.8 ล้านไร่ พื้นที่เห็นชอบการจัดที่ดินแล้ว 1,372 พื้นที่ เนื้อที่ 4.3 ล้านไร่ พื้นที่ออกหนังสืออนุญาตแล้ว 523 พื้นที่ 2.4 ล้านไร่ ดำเนินการจัดราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้ว 393 พื้นที่ 85,403 ราย เนื้อที่ 587,357 ไร่ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดแล้ว จำนวน 312 พื้นที่ 66 จังหวัด หน่วยงานในคณะอนุกรรมการฯ บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ คทช.ดำเนินการตามกรอบภารกิจ 6 ด้าน

นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบร่างคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ในพื้นที่ คทช.และร่างคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ คทช.เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันในพื้นที่ คทช.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะเสนอประธานอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ลงนามแต่งตั้งต่อไป

สวก.ชูพันธุ์ใหม่ถั่วลิสงเพิ่มปริมาณผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784266

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) องค์การมหาชน กล่าวว่า ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า “เกษตรศาสตร์ สวก.1” โดยปรับปรุงพันธุ์จากแม่พันธุ์ขอนแก่น 5 และพ่อพันธุ์ IC 10 ทำให้ได้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานต่อโรคยอดไหม้ ซึ่งผลการทดสอบพบว่า พันธุ์ถั่วลิสง “เกษตรศาสตร์ สวก.1” ให้ผลผลิตและผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบพันธุ์ดั้งเดิม คุณภาพเมล็ดเป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรมแปรรูป และสามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในฤดูฝน และฤดูแล้ง (ผลผลิตฝักแห้งในช่วงฤดูแล้งเฉลี่ย 353 กิโลกรัมต่อไร่) พร้อมทั้งร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร นำไปขยายผลในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 12 จังหวัด โดยบริษัท แม่รวยการเกษตร (โก๋แก่) จำกัด พร้อมรับซื้อผลผลิตถั่วลิสง ก่อให้เกิดกำไรสุทธิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.94 เท่า สามารถเพิ่มรายได้กว่าปีละ 72.02 ล้านบาท คาดว่าภายใน 5 ปี จะก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านของการลดปริมาณการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศมากกว่า 400 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินการดังกล่าวเนื่องจากปัญหาปริมาณผลผลิตถั่วลิสงไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พบว่าเกิดจากเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงที่ไม่มีคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ปริมาณการเพาะปลูกและผลผลิตถั่วลิสงลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับบริโภค และวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้ถั่วลิสงปริมาณสูงถึง 113,498 ตัน แต่ผลิตได้เพียง 25,074 ตัน ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในปริมาณสูงถึง 89,387 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,002.90 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายสำคัญที่จะเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตถั่วลิสง หวังลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มผลผลิตและสร้างความเข้มแข็งภายใต้บริบทของพื้นที่

‘ธรรมนัส’ถกเวทีข้าวไทย มุ่งพัฒนาพันธุ์ยกระดับคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784262

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ร่วมการประชุมเวทีข้าวไทย ภายใต้แนวคิด “อนาคตข้าวไทย : โอกาสและความท้าทาย” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม.และกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย” ว่ามุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการตลาดตลอดโซ่อุปทาน โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1.ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวที่หลากหลายตรงความต้องการของตลาด มีความต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.นำเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุนด้านการเกษตร 3.ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ ลดการเผาตอซังในไร่นา ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตปุ๋ย การนำไปเป็นอาหารสัตว์ และการนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล ช่วยลดมลพิษทางอากาศ PM2.5

4.สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าว สามารถพึ่งพาตนเองได้5.ส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานรองรับตรงตามความต้องการของตลาด 6.ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และ 7.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกเพื่อการส่งออกข้าวไทย การส่งเสริมหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อ การเจาะกลุ่มตลาดข้าวเฉพาะ สร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าและคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าข้าวไทย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงประเด็นพันธุ์ข้าวไทย ไม่ติดอันดับในการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2023 ว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ส่งพันธุ์ข้าวเข้าประกวด ซึ่งหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวดคือ กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าว สำหรับกรณีการลักลอบนำเข้าสายพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาปลูกในไทยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยกรมการข้าว ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแก่เกษตรกร อีกทั้งได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับฤดูกาลผลิตหน้าแล้ว โดยมุ่งให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี ผลผลิตต่ำ กรมการข้าว จึงต้องตระหนักและมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทนทานต่อโรค และตรงความต้องการของตลาดโลกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ ประเทศไทย มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.68 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรัง เฉลี่ยปีละ 70-71 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของเนื้อที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ (149 ล้านไร่) มีผลผลิตข้าวประมาณ 31-32 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี หรือประมาณ 20 ล้านตันข้าวสาร โดยในปี 2565 ไทยส่งออกข้าวได้ 7.71 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 138,698 ล้านบาท และปี 2566 (มกราคม-กันยายน) ส่งออกได้แล้ว 6.08 ล้านตันมูลค่า 117,590 ล้านบาท

กรมชลฯสั่งเตรียมพร้อม รับสถานการณ์น้ำทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784268

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทานรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ ว่าปัจจุบันพบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 61,027 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 37,085 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุอ่างฯรวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,274 ล้าน ลบ.ม.(73% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) มีน้ำใช้การได้ 11,578 ล้าน ลบ.ม.(64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 3,848 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 18% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 773 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 13% ของแผนฯ

ในการนี้กรมชลประทาน ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานในเขตพื้นที่ภาคใต้ ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการตาม 13 มาตรการของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งกำชับโครงการชลประทานทั่วประเทศ จัดสรรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นไปตามแผนที่วางไว้ที่สำคัญต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้ ได้เน้นยำให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2566/67 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวนรถไฟ ส่งสินค้าเกษตรไปประเทศจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784030

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังปล่อยขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรไปยังนครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธรัฐรัสเซีย และสหภาพยุโรป ที่สถานีรถไฟมาบตาพุด จ.ระยอง โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ว่าการขยายตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศได้มากขึ้น

ขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์นี้ถือเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรจากประเทศไทยไปยังนครเฉิงตู ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านระบบการขนส่งทางรางที่รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการขนส่งทางเรือ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กรมส่งเสริมสหกรณ์กับภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท Global Multimodal Logistics (GML)ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ครบวงจร และบริษัท แพน-เอเชีย ซิลด์โรด จำกัด (PAS)ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านระบบราง มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะส่งสินค้าเกษตรผ่านระบบการขนส่งทางรถไฟไทย-จีน

‘อนุชา’ดันปศุสัตว์สร้างรายได้ทดแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784034

‘อนุชา’ดันปศุสัตว์สร้างรายได้ทดแทน

‘อนุชา’ดันปศุสัตว์สร้างรายได้ทดแทน

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผลักดัน : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานสีสันตำนาน 160 ปีเที่ยวเมืองตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี โดยผลักดันการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสม มาทำปศุสัตว์ ทดแทนการทำนา ให้เกษตรกรมีรายได้ดีกว่าเดิม มีการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ร่วมกันส่งเสริมให้กับเกษตรกร

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานสีสันตำนาน 160 ปี เที่ยวเมืองตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ประจำปี 2566 และงานเกษตรแฟร์ 160 ปี ตระการพืชผล พร้อมกับมอบรางวัลประกวดวัว-ควายสวยงาม ที่สวนสาธารณะหนองขุหลุ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี โดยนายอนุชา กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการทำการเกษตรในอดีต ไม่ประสบความสำเร็จ มีความเสี่ยงสูงทั้งสภาพอากาศและการระบาด
ของโรค-ศัตรูพืช จึงต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่การทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสมโดยใช้ Agri-Map เดิมทำนาปรับเปลี่ยนมาทำปศุสัตว์ ทดแทนการทำนา เกษตรกรมีรายได้ดีกว่าเดิม จึงอยากให้มีการขยายผลให้กว้างขึ้น

“หากเกษตรกรไทยยังคงทำการเกษตรแบบเพาะปลูกเพียงอย่างเดียวเราจะไม่หลุดพ้นจากความยากจน และลูกหลานเกษตรกรไทยก็ยังต้องเป็นแรงงาน ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนในภาคเกษตร ต้องร่วมมือกันเปลี่ยนประเทศของเราให้ดีขึ้น นำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาร่วมกันส่งเสริมเกษตรกร ปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม หันมาทำปศุสัตว์” นายอนุชา กล่าว

สำหรับงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งด้านความรู้และการสร้างรายได้ เพิ่มผลผลิต
เพิ่มมูลค่าสินค้า และผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนมีรายได้และเกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเกษตรให้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าการเกษตรและนำเสนอผลิตภัณฑ์ของชุมชนในท้องถิ่น ส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร และสินค้า OTOP ยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรคุณภาพ สร้างอาชีพที่ยั่งยืน เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้พัฒนาต่อยอดผลิตผลด้านการเกษตร โดยงานนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ผู้ประกอบการพ่อค้า ประชาชน และเกษตรกร

‘ธรรมนัส’นำตรวจ ด่านนำเข้าสินค้าฯ จับมือกรมศุลกากร ยันขั้นตอนโปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784032

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังนำทีมพญานาคราช ลงพื้นที่ติดตามการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้า ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ที่ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่าได้ร่วมกับ ผวจ.ชลบุรี นายอำเภอแหลมฉบัง และกรมศุลกากร บูรณาการเข้าตรวจตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเกษตรคงค้างที่เกินกว่า 45 วัน หลังจากที่กรมศุลกากร แจ้งผู้ประกอบการให้ยื่นเอกสารการเสียภาษีและสำแดงรายการสินค้าใน 25 ตู้ จากทั้งหมด 95 ตู้ ซึ่งตรวจไปแล้ว 70 ตู้โดยรับรายงานจากกรมศุลกากรว่าเป็นตู้ตกค้างและสำแดงรายการไม่ตรงตามความเป็นจริง

อย่างไรก็ดี จากนี้กรมศุลกากร จะดำเนินการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตามประเภทสินค้าที่ตรวจพบเพื่อรับมอบตู้ดังกล่าวไปทำลาย สำหรับ 20 ตู้ ที่ไม่สามารถเปิดตรวจได้เนื่องจากต้องขนย้ายลงมาจากที่สูง ได้มอบหมายให้อธิบดีทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเปิดตู้ตรวจสอบ และรายงานความคืบหน้าต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า มาตรการจากนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมด จะร่วมบูรณาการดำเนินงานร่วมกัน โดยจะมีการลงนาม MOU เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ปิดช่องโหว่และขจัดขบวนการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายให้สิ้นซาก ขณะเดียวกัน ได้ประสานความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการขยายผลไปจนถึงต้นตอของขบวนการ

กรมวิชาการฯใช้เทคโนโลยี ระบบให้น้ำทุเรียนพลังแสงอาทิตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784033

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ขนิษฐ์ หว่านณรงค์ ผอ.กลุ่มวิจัยวิศวกรรมผลิตพืช สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน โดยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ได้พัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำสำหรับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) เพื่อเป็นพลังงานทดแทนทางการเกษตรควบคุมปริมาณการให้น้ำต่อวันตามความต้องการของพืชอย่างแม่นยำ เพราะในปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลง อีกทั้งยังสามารถใช้ในแปลงที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง โดยระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะไม่ต้องลงทุนสร้างหอสูงวางถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ และสามารถปรับใช้กับทุกสภาพการดำเนินการทางการเกษตร ถ้าเปลี่ยนชนิดพืช ระยะปลูก ภูมิภาค ก็สามารถทำได้ง่าย

รูปแบบเทคโนโลยีนี้ควบคุมการจ่ายน้ำด้วยบอร์ดสมองกลฝังตัว Arduino Mega 2560 และเขียนโปรแกรมควบคุมด้วยภาษา Matlab Simulink เพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ และยังลดต้นทุนในการสร้างหอสูงโดยจะใช้ถังน้ำขนาดเพียง 200 ลิตร ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นไปเก็บไว้ และยังไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่มากเพื่อใช้ในการสูบน้ำจากสระ ช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบให้น้ำพลังแสงอาทิตย์อัจฉริยะได้นำไปใช้ควบคุมการให้น้ำแปลงทุเรียนในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ซึ่งปลูกทุเรียน 1 ไร่ 24 ต้น ระยะปลูก 8×9 เมตร สามารถควบคุมการให้น้ำทุเรียนได้อย่างถูกต้อง โดยระบบควบคุมด้วยสมองกลฝังตัวจะควบคุมการทำงานของวาล์วไฟฟ้าให้จ่ายน้ำครั้งละ 50 ลิตร ส่วนจำนวนครั้ง ขึ้นอยู่กับความต้องการน้ำของทุเรียน ในภาคปฏิบัติถ้าแสงแดดเพียงพอจะให้น้ำอย่างต่อเนื่อง ถ้าแสงแดดน้อยก็จะหยุดการให้น้ำ และจะกลับมาให้น้ำใหม่เมื่อแสงแดดเพียงพออีกครั้ง การให้น้ำทุเรียนตามความต้องการของทุเรียนในแต่ละวัน จะใช้ข้อมูลจากการทดลองของนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะต่างกันไปตามช่วงอายุของทุเรียน และช่วงพัฒนาการของทุเรียน ตั้งแต่การเตรียมต้นจนการเก็บเกี่ยวและจะต่างกันตามภูมิภาค

“ระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการน้ำในการเกษตร ซึ่งจะส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมวิชาการเกษตร มีแผนการนำระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ในพื้นที่การเกษตรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำและพลังงานในการเกษตรเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจสีเขียว ตามโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน (BCG Economy Model)” ผอ.กลุ่มวิจัยวิศวกรรมผลิตพืช กล่าว