‘อนุชา’จับมือเอกชน พัฒนาสายพันธุ์ข้าว มุ่งผลผลิตคุณภาพดี สนองความต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785068

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมสถานีวิจัยพันธุ์ข้าว บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จํากัด โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ เข้าร่วม ในพื้นที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่ามีนโยบายมุ่งเน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพผลผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้น และมีศักยภาพการผลิตสูงขึ้น สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ อีกทั้งส่งเสริมให้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่หลากหลายเพื่อให้เกษตรกรมีพันธุ์ข้าวให้เลือกเพาะปลูก ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องผนึกความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนพัฒนาวิจัยสายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย เพื่อเพิ่มผลผลิต และทนทานต่อโรค โดยขณะนี้กรมการข้าว ได้เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร และในเดือนเมษายน 2567 เตรียมประกาศรับรองพันธุ์เพิ่มอีก 8สายพันธุ์ ซึ่งมีผลผลิตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1,300 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป

“ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย จึงเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาข้าวไทยให้มีความก้าวหน้า ส่งเสริมเกษตรกรเพาะปลูก เน้นการพัฒนาตลาดทั้งในและต่างประเทศ การแปรรูป และการนำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยให้มากขึ้น โดยให้กรมการข้าว หารือร่วมกับภาคเอกชน วิจัยพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว ใช้สถานีทดลองข้าวที่มีอยู่ทั่วประเทศ ร่วมกันใช้องค์ความรู้ที่มี ศึกษาทดลองเพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์กับประเทศและชาวนาไทย”นายอนุชา กล่าว

เกษตรฯผลักดันเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785060

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงาน Thailand Rice Fest 2023 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีการนำสินค้าเกษตร นำเสนอผ่านรูปแบบการจัดกิจกรรมและงานแสดงสินค้า เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตร ผ่านการมีประสบการณ์ร่วม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคการเกษตรผ่านการเพิ่มมูลค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยมี 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ 1.Premiumization คือการนำผลผลิตทางการเกษตรมาทำให้มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ต้องมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่า ผ่านความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และงานวิจัย ซึ่งภาครัฐและเอกชนที่ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับสินค้าการเกษตรมีอยู่มาก และในอนาคตจะผลักดันให้นำงานวิชาการที่วิจัยมาแล้ว มาใช้ให้มากขึ้น อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะร่วมพัฒนาสายพันธุ์ข้าวและกาแฟ ให้เป็นสินค้าเกษตรคุณภาพสูงเพื่อแข่งขันในตลาดส่งออกต่อไป

2.Product Derivative คือการนำสินค้าเกษตร ทั้งผลผลิตและผลพลอยได้ มาต่อยอดเป็นสินค้าใหม่ เช่น ข้าว นำมาทำเป็นสินค้า เพื่อการอุปโภค-บริโภคอาทิ เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม หรืออาหารแปรรูปต่างๆ เพื่อให้สินค้าเกษตรได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ ใช้งานง่ายขึ้น หรือเก็บได้นานขึ้น ในส่วนนี้มีงานวิชาการที่ทำวิจัยอยู่เช่นเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ พร้อมผลักดันให้ภาคธุรกิจนำความรู้เหล่านั้นมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และ 3.การทำเกษตรแบบคิดถึงคนรุ่นหลัง โดยสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ขึ้นกับสภาวะแวดล้อมมาก กระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรที่ทั้งมีคุณภาพดีและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเห็นความพยายามของหลายภาคส่วนในการคิดค้นวิธีที่จะลดคาร์บอนในการปลูกข้าว การทำการเกษตรแบบคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ล้วนเป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการจะทำให้ประเทศไทยคงความเป็นครัวของโลกต่อไป

รองปลัดฯถกกลั่นกรอง ก.ม.การบริหารทรัพยากรน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785063

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายการบริหารทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2566 ที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเขตหลักสี่ กทม.โดยมีนายพุทธิสัตย์ นามเดช ประธานอนุกรรมการฯ เป็นประธานในการประชุม ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบคำสั่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ 7/2566 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายการบริหารทรัพยากรน้ำ 2.ที่ประชุมรับทราบ ความก้าวหน้าในการออกกฎหมายลำดับรองซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ (1) ในความรับผิดชอบของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 3 ฉบับ (2) ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ และ/หรือกรมชลประทาน 1 ฉบับ (3) ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และ หรือกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล 2 ฉบับ และ (4) ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย และ/หรือกรมโยธาธิการและผัง 2 ฉบับ

3.ที่ประชุมรับทราบ ความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดทำและยกร่างกฎหมายลำดับรองของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (มาตรา 45 มาตรา 50 และมาตรา 78) ได้แก่ร่างกฎกระทรวงการอนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม พ.ศ. ร่างกฎกระทรวง กำหนดอัตราค่าใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม พ.ศ. และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ พ.ศ. ….

4.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อาจส่งผลกระทบกับทรัพยากรน้ำสาธารณะ พ.ศ. (มาตรา 74) เพื่อเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณา ซึ่งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขอตั้งข้อสงวนในการขอข้อมูลจากหน่วยงานเพิ่มเติมหรือขอแก้ไขร่างกฎกระทรวงดังกล่าวในการพิจารณาชั้นต่อไป

5.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แนวทางการบูรณาการความร่วมมือเกี่ยวกับการขุดลอกคลองและการสูบน้ำเพื่อการเกษตร โดยเห็นควรเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพในการจัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการแก้ปัญหาการสูบน้ำเพื่อการเกษตรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป สำหรับประเด็นปัญหาข้อติดขัดด้านกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการขุดลอกคลอง และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร เห็นควรให้เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อยกร่างประเด็นการปรับปรุง/แก้ไขกฎหมายต่อไป

‘ธรรมนัส’แก้‘จนเจ็บเจ๊ง’ กรมข้าวรับรอง8สายพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785061

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่พบปะและรับฟังปัญหาจากเกษตรกร สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานคร พร้อมหว่านข้าวในแปลงนา โดยมีการใช้โดรนเป็นนวัตกรรมใหม่ และปลูกต้นไม้มงคล ที่โรงสีข้าวชุมชน หมู่ 6 ก้าวหน้า คลองสิบสอง เขตหนองจอก กทม.แก้ปัญหา “จน เจ็บ เจ๊ง”ในพื้นที่ดังกล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรมการข้าว ได้เตรียมประกาศรับรอง 8 สายพันธุ์ ในเดือนเมษายน ปี 2567 ครอบคลุมข้าวหลายชนิด เช่น ข้าวพื้นนุ่ม ข้าวหอม ข้าวบาร์เลย์ข้าวสาลี และข้าวญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งทั้ง 8 สายพันธุ์ เป็นพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ทั้งปี มีอายุการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 95 วัน เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในเขตภาคกลางทั้งหมด จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์สำหรับรองรับความต้องการ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่นาปรังทั้งหมด ประมาณ 6 ล้านไร่ อีกทั้งยังต้องการให้รับรองข้าวเจ้าหอม มช 10-1 ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเป็นข้าวที่มีระยะเวลาการปลูกน้อย ผลผลิตเยอะ และมีความเป็นข้าวหอมมะลิถึง 92%มีกลิ่มหอม นุ่ม และรูปทรงสวยงาม ปัจจุบันสำนักงานสภาเกษตรกร จ.ราชบุรี อยู่ระหว่างการทดลองและปรับปรุงพันธุ์ เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการรับรองของกรมการข้าวต่อไป

‘พาณิชย์’ประสานผู้ประกอบการ ซื้อกะหล่ำปลี จ.แพร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784972

'พาณิชย์'ประสานผู้ประกอบการ ซื้อกะหล่ำปลี จ.แพร่

‘พาณิชย์’ประสานผู้ประกอบการ ซื้อกะหล่ำปลี จ.แพร่

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.40 น.

พาณิชย์จังหวัดแพร่ เผยกรมการค้าภายในประสานผู้ประกอบการ เข้าซื้อผลผลิตกะหล่ำปลี ในราคานำตลาด นำกระจายออกนอกพื้นที่ และจะซื้อจนกว่าผลผลิตจะหมด เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรในช่วงปลายฤดู

4 กุมภาพันธ์ 2567 นางอารีย์ เหลืองหิรัญ พาณิชย์จังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ประสานกรมการค้าภายในนำผู้ประกอบการแปรรูป เข้ามาช่วยเชื่อมโยงผลผลิต กะหล่ำปลี ในตำบลสะเอียบ อำเภอสอง และตำบลไผ่โทน อำเภอร้องกวาง จำนวน 10 ตัน ในราคานำตลาด และจะนำกระจายออกนอกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยจะเข้ามาช่วยซื้อไปจนกว่าผลผลิตในพื้นที่จะหมด

ทั้งนี้ ผลผลิตกะหล่ำปลี ปลูกมากในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน สถานการณ์ราคาในช่วงต้นฤดู (ธันวาคม) ราคากะหล่ำปลี เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาที่สูงมากอยู่ที่ 15-16 บาท/กิโลกรัม (กก.) สูงกว่าช่วงปีก่อนที่ราคา 7-8 บาท/กก.

“สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์ราคาพืชผักอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ พืชผักฤดูกาลที่มีแนวโน้มจะมีปัญหาราคาในทุกปี เช่น ผัก และ มะเขือเทศ ซึ่งเมื่อเห็นว่าราคาเริ่มปรับตัวลดลง ได้เร่งประสานกรมการค้าภายในเข้ามารับซื้อผลผลิตทันที  ราคากะหล่ำปลี ในพื้นที่ จ.แพร่ เพาะปลูกส่วนใหญ่ได้แก่ อำเภอสอง และอำเภอร้องกวาง เกษตรกรนำไปยังจำหน่ายยังตลาดต่างจังหวัด เช่น ตลาดสี่มุมเมือง กทม. ตลาดไท กทม.และจ. ปราจีนบุรี ขณะนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว คิดเป็นร้อยละ 40% ขณะนี้ออกมากจังหวัดจึงได้ประสานกรมการค้าภายในนำผู้ประกอบการ เข้ามารับซื้อผลผลิตผักลุ้ย กะหล่ำปลีและมะเขือเทศออกจากอำเภออมก๋อย ซึ่ง ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นมาในเกณฑ์ที่เกษตรกรมีความพึงพอใจ” นางอารีย เหลืองหิรัญ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานจะติดตามสถานการณราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจว่าจะขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม.012

‘ธรรมนัส’รุดเข้ากระทรวงเกษตรฯ หลังไฟไหม้ กำชับให้ตรวจสอบอย่างละเอียด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784950

'ธรรมนัส'รุดเข้ากระทรวงเกษตรฯ หลังไฟไหม้ กำชับให้ตรวจสอบอย่างละเอียด

‘ธรรมนัส’รุดเข้ากระทรวงเกษตรฯ หลังไฟไหม้ กำชับให้ตรวจสอบอย่างละเอียด

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.56 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 จากกรณีเพลิงไหม้อาคารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ต้นเพลิงเกิดที่โซนปีกซ้ายของอาคาร ฝั่งห้อง ท่านไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นห้องประชุมย่อย ก่อนจะลุกลามไปยังห้องคณะที่ปรึกษา นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์  ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์  เข้าตรวจสอบสถานการณ์เพลิงไหม้อาคารกระทรวงเกษตรฯ ทันที พบความเสียหายเกิดบริเวณห้องคณะทำงานของรมช. ไชยา ต้นเพลิงอาจมาจากระบบแอร์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจสอบโดยละเอียด คาดไม่กระทบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้เร่งเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์เพลิงไหม้อาคารกระทรวงทันทีที่ได้รับรายงาน 

ทั้งนี้เพลิงลุกไหม้เวลา 18. 40 น. แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งวันนี้เป็นวันหยุดจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จากการตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้นพบว่า มีช่างเข้าไปทำความสะอาดแอร์ที่ห้องของคณะทำงานของนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริเวณที่เป็นครัว คาดว่า ไฟลุกไหม้จากคอล์ยร้อนของแอร์ แต่จะต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบสาเหตุที่ชัดเจนอีกครั้ง 

ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า พื้นที่ที่เสียหายไม่มากและไม่ลุกลามถึงห้องทำงานของนายไชยา โดยคาดว่า จะไม่กระทบต่อความมั่นคงของอาคาร โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภายในอาคารโดยละเอียดอยู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โฆษกเกษตรแจง! เพลิงไหม้ที่กระทรวงเกษตร คาดไฟฟ้าลัดวงจร-รอสอบสวนหาข้อเท็จจริง

เปิดปฏิบัติการปราบปราม‘ยางพาราเถื่อน’ ดันราคาพุ่งถึงกิโลกรัมละ 72 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784815

เปิดปฏิบัติการปราบปราม‘ยางพาราเถื่อน’ ดันราคาพุ่งถึงกิโลกรัมละ 72 บาท

เปิดปฏิบัติการปราบปราม‘ยางพาราเถื่อน’ ดันราคาพุ่งถึงกิโลกรัมละ 72 บาท

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.00 น.

เปิดปฏิบัติการปราบปราม‘ยางพาราเถื่อน’ ดันราคาพุ่งถึงกิโลกรัมละ 72 บาท

3 กุมภาพันธ์ 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลของสำนักงานตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ราคาประมูลยางพาราประจำวัน ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม จนถึงปลายเดือนมกราคม 2567 เพิ่มสูงขึ้นถึงกิโลกรัม (กก.) ละ 15 บาท จาก กก. ละ 57 บาท เป็นกก. ละ 72 บาท ขณะที่ข้อมูลของการยางแห่งประเทศไทย ระบุราคายาง ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) อยู่ที่ 72.69 บาท/กก. ซึ่งราคายางพาราที่พุ่งสูงขึ้นนี้ เป็นผลจากมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนอย่างเข้มงวดจริงจังของรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ด้วยมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนอย่างเข้มงวดจริงจังของรัฐบาล ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับทั้งกระทรวงพาณิชย์ ทหารและตำรวจ เป็นผลให้ราคายางพารา (ยางแผ่นรมควันชั้น 3) ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปลายเดือนมกราคม 2567 เพิ่มสูงขึ้นจาก กก. ละ 57 บาทเป็น กก. ละ 72 บาท เพิ่มสูงขึ้นถึง กก. ละ 15 บาท โดยพี่น้องชาวสวนยางทั้งประเทศสามารถกรีดยางได้วันละราว ๆ 14 ล้านกิโลกรัม ดังนั้น ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้นถึงวันละ 210 ล้านบาท และถ้าตลอดทั้งปี ราคายางไม่ต่ำกว่า กก. ละ 72 บาทเช่นนี้ รายได้ของชาวสวนยางทั้งประเทศก็จะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 76,650 ล้านบาททีเดียว

“ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการปราบปรามยางพาราเถื่อน ได้ส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้ช่วยยกระดับราคายางพาราในประเทศขึ้นมาได้เป็นอย่างมาก เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศให้มีรายได้ที่มากขึ้น  ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอย่างต่อเนื่อง” นายชัย กล่าว 

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784814

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 08.50 น.

‘กรมประมง’คิกออฟ 5 จังหวัด เร่งกำจัดวงจรระบาด‘ปลาหมอสีคางดำ’

3 กุมภาพันธ์ 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เปิดปฏิบัติการนโยบายแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ด้วยการมอบธงสัญลักษณ์ และปล่อยขบวนเรือชาวประมงออกปฏิบัติการ 23 ลำในแม่น้ำท่าจีน และปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาว 60,000 ตัวพร้อมกันในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด โดยปัญหาปลาหมอสีคางดำได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงชาวประมงได้รับผลกระทบจากการระบาดเข้าไปในบ่อเลี้ยงปลา

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า กรมประมงได้กำหนดมาตรการระยะเร่งด่วน สร้างการรับรู้ด้วยการ Kick Off ใน 5 จังหวัดที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร ที่มีการใช้เครื่องมืออวนรุนชนิดพิเศษ สามารถกำจัดปลาชนิดนี้ได้ 100%  ร.อ.ธรรมนัส จึงได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ กำหนดยกเว้นข้อบังคับทั่วไป ให้สามารถใช้อวนรุนจับปลาได้ ภายใต้เงื่อนไขระยะเวลา 1 ปี และมอบให้กรมการประมงประจำจังหวัด กำหนดพื้นที่ในการจับปลา ภายใต้การควบคุมกำกับของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากการควบคุมในระยะ 1 ปีนี้ ไม่สามารถลดอัตราการขยายพันธุ์ได้ ก็จะทำการขยายประกาศฉบับนี้ต่อไป

“ร.อ.ธรรมนัส ยังได้ กำชับให้กรมประมงประสานพัฒนาที่ดิน เพื่อนำปลาหมอสีคางดำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการเกษตร รวมถึงการแก้ไขปัญหาการถูกกดราคาปลาหมอสีคางดำที่จับได้โดยพ่อค้าคนกลาง เบื้องต้น กรมประมงจะมีการประชุมในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 กับสมาคมปลาป่น โดยจะหาผู้รับซื้อในพื้นที่ และกำหนดราคาซื้อขายที่เป็นธรรมกับชาวประมง” น.ส.เกณิกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปลาหมอสีคางดำไม่ใช่สัตว์น้ำที่เป็นพิษ แต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น ทำน้ำปลา ปลาส้ม ข้าวเกรียบ ไส้อั่ว เป็นต้น ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวประมง รวมถึงพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ริมน้ำ สามารถจับปลาชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ ส่วนการต่อยอดในอนาคต ขณะนี้ได้คุยกับสมาคมปลาป่นในการผลิตปลาป่น  และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพคุณภาพสูงจากสัตว์น้ำ

‘ธรรมนัส’ชูข้าวหอมมะลิ ใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่า-รายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784526

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกรด้วยการผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ตามนโยบาย 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในส่วนของการส่งเสริมศักยภาพข้าวไทยนั้น ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกรไทย เกิดการสร้างงานเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้า โดยใช้องค์ความรู้จากการวิจัยด้านนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและได้คุณภาพตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ถึงร้อยละ 46ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด 2.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 986,807 ไร่ สุรินทร์ 575,993 ไร่ ศรีสะเกษ 287,000 ไร่ มหาสารคาม 193,890 ไร่ และ ยโสธร 64,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งมีการปรับปรุงและรับรองพันธุ์ในปี 2502 ในชื่อ “ขาวดอกมะลิ 105” ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ คนทั่วไปจะรู้จักจากคำนิยามว่า “หอม-เรียวยาว-ขาวนุ่ม” ด้วยคุณสมบัติพิเศษคือ ความนุ่มของข้าว และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI

สำหรับงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 จ.ร้อยเอ็ด เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ สู่การทำเกษตรสร้างมูลค่า เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงตลาด ระหว่าง กลุ่มเกษตรกรและผู้รับซื้อข้าวทั้งในและต่างประเทศ ให้มีช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยอาศัยความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตรเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งจะเป็นอีกพลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับภาคเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรไทย ให้กินดีอยู่ดี โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ร้อยเอ็ด ชมรมโรงสีข้าว จ.ร้อยเอ็ด และผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ

เกษตรฯแลกเปลี่ยนลาวทำBCGModel

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784527

วันศุกร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว ภายหลังหารือกับ Mr.Ammala SAENGCHONGHACK รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าการหารือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) รวมถึงความมั่นคงทางด้านอาหารภายใต้ BCG

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯได้นำหลักแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร โดยนำเอาความรู้และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพ และผลผลิตทางการเกษตร หรือที่เรียกว่า “ทำน้อย แต่ได้มาก” เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง และ 2Q คือ Quality & Quantity ซึ่งมีแนวทางในการพัฒนา 4 แนวทาง ได้แก่ 1.อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรทางเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน 2.ส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ และการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 3.พัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ/เกษตรรุ่นใหม่ และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากร และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกภาครัฐ รวมถึงโมเดลเศรษฐกิจ BCG สามารถเป็นรูปแบบที่ประเทศอื่นสามารถนำไปปรับใช้ พัฒนา และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสและแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต