‘ธรรมนัส’ใช้นาเปียกสลับแห้ง หนุนกรมชลฯยกระดับชีวิตชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785575

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG) ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) คือใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งคำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล มั่นคงและยั่งยืน โดยศึกษาวิจัยสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับ BCG ซึ่งกรมชลประทาน ได้ศึกษาและวิจัยเปรียบเทียบการให้น้ำแบบประหยัดสำหรับนาข้าว เป้าหมายเพื่อขยายผลองค์ความรู้สู่เกษตรกร หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และผู้สนใจได้ใช้ประโยชน์ เฉพาะอย่างยิ่งการหาแนวทางประหยัดน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในสภาวะอากาศที่ผันผวนสูง

ขณะเดียวกัน ต้องไม่กระทบผลผลิต และเป็นวิธีที่นำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงการประเมินประสิทธิภาพด้านการใช้น้ำในนาข้าวเป็นสำคัญ ร่วมด้วยปัจจัยในการเพาะปลูก ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพการปลูกจริงของเกษตรกร ซึ่งคณะผู้วิจัยเลือกวิธีการทำนาแบบนาเปียกสลับแห้ง และทำการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม ได้แก่ กข.85 และออกแบบการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดร่วมกับเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ IOT เข้ามาเฝ้าติดตามสมดุลน้ำในพื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลบน สำนักงานชลประทานที่ 8 จ.นครราชสีมา

ด้าน นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ทำต้นแบบและคู่มือการบริหารจัดการการทำนาที่มีประสิทธิภาพใช้น้ำน้อย หรือทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยประหยัดน้ำกว่าการปลูกแบบเดิมถึงร้อยละ 30-50 หรือประหยัดจากเดิมที่ใช้น้ำไร่ละ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เหลือประมาณไม่เกิน 860 ลบ.ม.และยังช่วยจัดการการให้ปุ๋ยแก่ต้นข้าวในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยได้ร้อยละ 30-40 ต่อไร่ และเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่เพาะปลูกได้ร้อยละ 20-30 ต่อไร่ นอกจากนี้จากผลงานวิจัยยังพบว่าพันธุ์ข้าว ชนิดดิน วิธีปลูก วิธีการจัดการน้ำ ชนิดกับอัตราการใช้ปุ๋ย และปริมาณสารอินทรีย์ในนาข้าว มีอิทธิพลต่อการสร้างและปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งการจัดสรรน้ำในแปลงนา การใส่ปุ๋ย และการไถพรวนแบบนาแบบเปียกสลับแห้งสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทน ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ถึงร้อยละ 75 ช่วยสนับสนุนเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน ( Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

รมว.เกษตรฯจี้สำรวจ ขุดลอก-ฟื้นฟูคลองโคกขาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785572

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะประชาชนและติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาคลองโคกขาม โดยมีนายบุญสิงห์วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่วัดบ้านโคกต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ คลองโคกขาม เป็นคลองระบายน้ำในระบบแก้มลิง โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันคลองมีสภาพคดเคี้ยวหักศอก และมีต้นไม้ปกคลุมค่อนข้างหนาทึบทั้ง 2 ฝั่งคลอง และในบางจุดมีตะกอนตกจมในคลอง ทำให้ไม่สามารถคมนาคมสัญจรทางน้ำได้ อีกทั้งช่วงน้ำหลากยังมีปัญหาในเรื่องการระบายน้ำ ที่ผ่านมาโครงการชลประทานสมุทรสาคร ได้แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อสร้างอาคารควบคุมบริหารจัดการน้ำในระบบแก้มลิง 2 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำคลองสหกรณ์สาย 2 และประตูระบายน้ำคลองสหกรณ์สาย 3/1 ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำสู่แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน (เขื่อนป้องกันตลิ่งคลองโคกขามใหม่) ระยะทาง 635 เมตร นอกจากนี้ ยังมีแผนขุดลอกคลองเพิ่ม 2 แห่ง ได้แก่ คลองเจ๊กและคลองลัดตะเคียน

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ รมว.เกษตรฯ มอบหมายกรมชลประทาน สำรวจพื้นที่ริมคลองโคกขาม ทั้งสายเก่าและสายใหม่ เพื่อขุดลอกคลองภายในเดือนมกราคม 2567 ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และให้นำระบบควบคุมประตูระบายน้ำโดยคอมพิวเตอร์มาใช้ เพื่อรักษาระดับน้ำให้เพียงพอกับการสัญจร และรักษาระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันการควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบบน้ำดังกล่าวยังใช้เจ้าหน้าที่ควบคุม

‘ไชยา’ตอกย้ำมั่นใจปศุสัตว์OKปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785573

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ตลาดสดธนบุรี เขตทวีวัฒนา กทม.โดยมีผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้อนรับ ว่าตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่ต้องการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อให้ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยรัฐบาลได้จัดการปัญหาการนำเข้าเนื้อสัตว์เถื่อนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ รวมถึงช่วยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด นอกจากนี้ ยังมีความเป็นห่วงสุขภาพอนามัยของประชาชนจึงจัดกิจกรรมตรวจเยี่ยมร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ นำไปประกอบอาหาร ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเนื้อสัตว์ที่มีเครื่องหมาย “ปศุสัตว์ OK” มีความปลอดภัยถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบแหล่งผลิตต้นทางได้ ทั้งนี้ นายไชยา กล่าวชื่นชมกรมปศุสัตว์ ที่ดำเนินโครงการปศุสัตว์ OK โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินโครงการ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าร้านค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นร้านจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่เลี้ยงจากฟาร์มที่ได้รับมาตรฐาน GAP ผ่านกระบวนการเชือดชำแหละในโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย หรือมาจากศูนย์รวบรวมไข่ที่ได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ โดยสินค้าที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองของโครงการ “ปศุสัตว์ OK” มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ดเนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด ปัจจุบันมีสถานที่จำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 9,239 แห่ง ทั่วประเทศ แบ่งเป็นสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ 5,621 แห่ง และสถานที่จำหน่าย ไข่สด 3,671 แห่ง

ถึงเวลาทำGAP เป็นมาตรฐานบังคับ ช่วยเกษตรกรข้าวโพดลดข้อหาพัวพันPM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785467

ถึงเวลาทำGAP เป็นมาตรฐานบังคับ ช่วยเกษตรกรข้าวโพดลดข้อหาพัวพันPM2.5

ถึงเวลาทำGAP เป็นมาตรฐานบังคับ ช่วยเกษตรกรข้าวโพดลดข้อหาพัวพันPM2.5

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.49 น.

ถึงเวลาทำGAP เป็นมาตรฐานบังคับ ช่วยเกษตรกรข้าวโพดลดข้อหาพัวพันPM2.5

ปัญหาฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย หรือแม้แต่ชาวนาผู้ปลูกข้าว ก็หนีไม่พ้นข้อหาการเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งเสมอ จนเกิดการกดดันให้ “คนรับซื้อพืชเหล่านี้” ต้องหามาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนลดการเผา ซึ่งนับว่ากลุ่มโรงงานอาหารสัตว์รับลูกในเรื่องนี้เป็นอย่างดีมาตลอด 10 ปี ทั้งยังมีความพยายามที่จะผลักดันให้รัฐบาลไทย ประกาศบังคับใช้มาตรฐาน GAP ในการปลูกพืชอาหารสัตว์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปทั้งเพื่อตอบโจทย์ทางการค้า และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน 

มาตรฐาน GAP หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agriculture Practice : GAP) เป็นมาตรฐานในการตอบโจทย์การผลิตพืชอาหารสัตว์ และมีข้อกำหนดห้ามเผาตอซังในแปลงปลูก นอกจากจะช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้น ภายใต้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำลงแล้ว ยังเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยลดหมอกควัน อันป็นสาเหตุของปัญหา PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 โดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ซึ่งมีสมาชิกเป็นโรงงานอาหารสัตว์หลายแห่ง ได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกให้ดำเนินนโยบายจัดซื้อเพื่อความยั่งยืนในธุรกิจอาหารสัตว์ 3 ข้อ ได้แก่ 1.) ไม่สนับสนุนการลักลอบนำเข้า  2.) รับซื้อผลผลิตที่มีแหล่งที่มาถูกต้อง  และ 3.) ไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากแหล่งที่มีการเผาตอซัง รวมถึง ขอให้สมาชิกวางโครงสร้างการพัฒนาวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยจะต้องกำหนดนโยบาย เตรียมการลงทุน จัดหาเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ได้มาตรฐานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emission)

สมาชิกหลายบริษัทให้การตอบสนองแนวทางนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ “บริษัทในเครือซีพี”  ที่จัดทำ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับการจัดหาวัตถุดิบ” และประกาศนโยบาย “ไม่รับและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่ที่มาจากการเผา” โดยขณะนี้ดำเนินการในส่วนการรับซื้อข้าวโพดในประเทศได้แล้ว 100% และกำลังขยายการดำเนินการจัดหาผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

จริงอยู่ว่าปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน ที่ล่าสุดพบจุดความร้อนมากที่สุดในประเทศกัมพูชานั้น เป็นจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาในนาข้าวเป็นหลัก แต่การเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศเพื่อหาความร่วมมือในการแก้ปัญหานั้น หากมีการแนะนำแนวทางการรับซื้อข้าวโพดที่ปราศจากการเผาให้มีการประกาศและบังคับใช้ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ย่อมมีส่วนช่วยให้ พ่อค้าพืชไร่ ที่รับซื้อผลผลิตนำเข้าจากเกษตรกรกัมพูชา จะสามารถตรวจสอบมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อให้ข้าวโพดนำเข้าเป็นข้าวโพดที่ปราศจากการเผาตามมาตรฐานเดียวกันกับข้าวโพดในประเทศไทย

แต่การจะไปเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านทำมาตรฐาน GAP ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่บังคับใช้มาตรฐานนี้อย่างเต็มที่ เป็นเพียงมาตรฐานสมัครใจที่เกษตรกรบางรายเลือกที่จะไม่ปฏิบัติก็ได้นั้น นายกเศรษฐา ทวีสิน ของไทย จะเจรจากับนายกกัมพูชาอย่างเต็มปากได้อย่างไร  นี่จึงเป็นที่มาที่บอกว่า รัฐบาลไทยต้องบังคับใช้มาตรฐาน GAP ในข้าวโพดให้เป็นมาตรฐานบังคับ ไม่ใช่มาตรฐานสมัครใจอย่างที่เป็นอยู่  ปล่อยให้เกษตรกรที่ต้องการขายข้าวโพดให้รายใหญ่ใช้ข้าวโพดมาตรฐาน GAP แต่เกษตรกรที่จะไปขายรายอื่นๆ สามารถทำการเผาต่อไปได้ … แบบนี้ไม่ช่วยลดสาเหตุหมอกควัน และไม่ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลุดพ้นข้อหาพัวพัน PM2.5 ได้เลย

โดย วายุ นพดล

ส่อง 5 พืชเกษตรสำคัญ! 6 เดือนรัฐบาลเศรษฐา ราคาเพิ่มขึ้นยกแผง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785356

ส่อง 5 พืชเกษตรสำคัญ!  6 เดือนรัฐบาลเศรษฐา ราคาเพิ่มขึ้นยกแผง

ส่อง 5 พืชเกษตรสำคัญ! 6 เดือนรัฐบาลเศรษฐา ราคาเพิ่มขึ้นยกแผง

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.23 น.

“ภูมิธรรม” ส่องราคาสินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพาราย้อนหลัง 6 เดือน ตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา เข้ามาบริหารประเทศ พบราคาขยับขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นเฉลี่ยตั้งแต่ 8-45% ผ่านผลงานการผนึกเอกชนทำตลาดส่งออก วางแผนบริหารจัดการเชิงรุก ช่วยลดต้นทุน และวางแผนบริหารจัดการน้ำ   

6 กุมภาพันธ์ 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา ที่มีมูลค่าตลาดรวมต่อปีไม่น้อยกว่า 8-9 แสนล้านบาท พบว่า ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาบริหารราชการ ในเดือน ก.ย.2566 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ทุกรายการมีราคาขยับขึ้น และยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับระหว่างปี 2558 ถึงปี 2566 หรือช่วง 9 ปี ในรัฐบาลประยุทธ์ พบว่า ณ เดือน ก.พ.2567  ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 14,995 บาทต่อตัน จากราคา 13,315 บาทต่อตัน ส่วนต่างราคาสูงขึ้น 1,680 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 13% ข้าวเปลือกเจ้า 12,181 บาทต่อตัน จากราคา 8,443 บาทต่อตัน ส่วนต่าง 3,738 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 44% ข้าวเปลือกเหนียว 13,640 บาทต่อตัน จากราคา 11,847 บาทต่อตัน ส่วนต่าง 1,793 บาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 15% มันสำปะหลัง 3.56 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากราคา 2.45 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 1.20 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 45% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9.84  บาทต่อกก. จากราคา 9.10 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 0.33 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 8% ปาล์มน้ำมัน 5.83 บาทต่อกก. จากราคา 5.23 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 1.22 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 12% และยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 54.51 บาทต่อกก. จากราคา 47.17 บาทต่อกก. ส่วนต่าง 7.34 บาทต่อกก. หรือเพิ่มขึ้น 16%

สำหรับปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มที่สูงขึ้น คือ การผลักดันส่งออก ที่รัฐบาลได้เน้นการจับมือภาคเอกชนในการทำตลาด ทั้งเร่งเจรจาซื้อขายข้าวสารให้กับประเทศคู่ค้า ที่มีการประกาศไว้อย่างญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ส่งผลต่อปริมาณเกินกว่าเป้าหมายที่ 8 ล้านตันต่อปี และผลักดันการส่งออกมันสำปะหลัง โดยราคาส่งออกแป้งมันปัจจุบันสูงกว่าราคาเฉลี่ยปี 2566 แล้ว 4.6% หรือจากราคา 19.15 บาทต่อกก. วันนี้เฉลี่ย 20.03 บาทต่อกก. 

 นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มุ่งการยกระดับเพิ่มผลิตผลสินค้าเกษตร ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยได้เร่งรัดผลักดันพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ตอบโจทย์ตลาดโลก ภายใต้หลักการผลผลิตสูง ทนทานโรค ต้นทุนต่ำ เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 535,000 ตัน ภายในปี 2570 และยังสนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับระเบียบการค้า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมสากล เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย รวมถึงผลไม้ ที่ได้ส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อยืดอายุและคงคุณภาพ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของผลไม้ไทย 

ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลเศรษฐาเข้าบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการกลไกตลาด วางแผนบริหารจัดการเชิงรุกในทุกสินค้า ตั้งแต่จัดการก่อนเกิดปัญหา อย่างข้าว ช่วยชาวนา โรงสีเก็บสต็อกในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ช่วยลดต้นทุนชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ มันสำปะหลัง ได้ส่งเสริมการแปรรูปหัวมันสดเป็นมันสับ เพื่อเพิ่มโอกาสและมูลค่าการจำหน่ายผลผลิตของชาวไร่มัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องให้ลานมัน โรงแป้ง ในการรวบรวมหัวมันสด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้รวบรวมในการรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน เข้าบริหารจัดการสมดุลสต็อกน้ำมันปาล์ม ให้มีน้ำมันปาล์มเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ การส่งเสริมเป็นพลังงานทางเลือก และผลักดันส่งออกเพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน

 ส่วนในระยะกลางถึงยาว ช่วยลดต้นทุนชาวไร่ชาวนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ช่วยลดต้นทุนปุ๋ย เชื่อมโยงปุ๋ยราคาถูกให้แก่เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีและการตลาดสมัยใหม่ในยุคดิจิตอล สนับสนุนการรวมกลุ่มและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ตั้งแต่กระบวนการ เพาะปลูก เก็บเกี่ยว และจำหน่าย เพื่อลดความสูญเสียและเสียหายของผลผลิต ลดภาระด้านการเงิน ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกรที่ลูกหนี้รายย่อย ธ.ก.ส. ไม่เกิน รายละ 300,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ด้วยการจัดอบรม เกษตรกร คู่ขนานกับมาตรการพักชำระหนี้ เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรนำเงินไปลงทุนปรับเปลี่ยนหรือขยายการประกอบอาชีพมีความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้

 “รัฐบาลนี้ ยังได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพตอบสนองความต้องการในแต่ละพื้นที่ เช่น พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้พื้นที่ จ.กาญจนบุรี การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรด้วยนวัตกรรมเกษตรแม่นยำข้างต้น สะท้อนถึงแนวทางและเป้าหมายของรัฐบาลเศรษฐา ภายใต้นโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” นายภูมิธรรมกล่าว

‘ธรรมนัส’รุดตรวจปตร. ฟื้นวิถีชีวิตคลองบางใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785294

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจราชการโครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำ (ปตร.) คลองบางใหญ่ ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งกรมชลประทาน ร่วมกับส่วนราชการ จ.นนทบุรี เข้าสำรวจความต้องการและรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 70 ปี เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ และปรับปรุงเส้นทางสัญจรทางน้ำของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลอง ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวคลองบางใหญ่ โดยเร่งให้บรรจุแผนการดำเนินโครงการ ในปีงบประมาณ 2568 ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ มอบหมายกรมชลประทาน ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาเรื่อง
น้ำเค็มทะลักเข้าพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน

สำหรับแผนปรับปรุงประตูระบายน้ำคลองบางใหญ่ ประกอบด้วย การรื้อถอนประตูระบายน้ำเดิม และก่อสร้างประตูระบายน้ำ ขนาด 6.00×6.00 เมตร 2 ช่อง ก่อสร้างประตูเรือสัญจร ขนาด 6.00×6.00 เมตร 1 ช่อง พร้อมทั้งก่อสร้างทางสัญจรสำหรับจักรยานยนต์ ความกว้างอย่างน้อย 2.50 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย รองรับการสัญจรทางน้ำและเพิ่มโอกาสในการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งลดการเกิดปัญหามลพิษและการเน่าเสียของน้ำ

องคมนตรีทำพิธีเปิดศูนย์ฯ ประชุมคกก.ผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785297

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวงเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารสำนักงานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ พร้อมด้วยนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม โดยมีนายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผวจ.ตาก กล่าวให้การต้อนรับ ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ อ.เมือง จ.ตาก โดยมีการประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและการแสดงศิลปวัฒนธรรมภาคเหนือจากวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น ตาก และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 55 จ.ตาก

จากนั้น พล.อ.อ.ชลิต ได้ประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน ความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการภาคใต้ตอนบนและอาคารพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการอากาศยาน การแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพิ่มเติม การขอใช้พื้นที่ท่าอากาศยานตาก เพื่อประโยชน์ในกิจการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร การแต่งตั้งกองทัพบกเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง และความก้าวหน้าการดำเนินการจัดตั้ง “มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” การรายงานข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา การรายงานสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและการบริหารจัดการน้ำจากกรมชลประทาน

นอกจากนี้ได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2566 โดยในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ (ตอนบน) ปฏิบัติการฝนหลวงในปี 2566 รวมทั้งสิ้น 152 วัน มีฝนตก 108 วัน คิดเป็น 71.05% จำนวนชั่วโมงบินรวม 1,285:42 ชั่วโมง ใช้สารฝนหลวง 566.15 ตัน น้ำ 163,700 ลิตร พลุ AgI 642 นัด และพลุ CaCl2 52 นัดปฏิบัติภารกิจยับยั้งความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ในช่วงระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-31 พฤษภาคม 2565 โดยใช้เครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha-Jet) ในระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-31 พฤษภาคม2566 และเครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ชนิดSuper King Air 350 (SKA) บริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ทั้งหมด 13 วัน เที่ยวบิน 15 เที่ยวบิน มีพื้นที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด 9 จังหวัด 24 อำเภอ และรายงานแผนการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมีภารกิจหลักเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า(ลดความหนาแน่นของหมอกควันและลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้) ภารกิจการยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสำรองน้ำเก็บกักตุนให้เขื่อนต่างๆ ซึ่งจะมีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ 16 หน่วยฯ เพื่อปฏิบัติการตลอดทั้งปี

กยท.ดันเครือข่ายสวนยางพัฒนายั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785293

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดงาน“เครือข่ายสวนยางยั่งยืนเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย RAOT สู่มาตรฐานโลก” ที่ศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง พัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสวนยาง

นายณกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เรื่องการส่งเสริมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรเป็นเจ้าของเครื่องมือเครื่องจักรของตนเอง รวมถึงบริหารภาคธุรกิจเกษตรควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตร โดยใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG /Carbon Credit ทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างศักยภาพในการแข่งขันด้วยการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอย่างยั่งยืน โดยการจัดการสวนยางและแปรรูปยาง ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน จึงจัดงานนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย และเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านการให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์ในการบริหารจัดการยางพาราครบวงจรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำสวนยาง จากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ ชาวสวนยางที่ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกร

ทั้งนี้ ภายในงานมีเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและบุคคลทั่วไปที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 1,500 คน เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิดการประกอบอาชีพ รวมถึงประสานความร่วมมือและช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเครือข่ายสถาบันเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้สู่การปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรรายย่อยมีการบริหารจัดการยางพาราแบบครบวงจรร่วมกันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง

‘เนื้อหมู’จากฟาร์มเกษตรกรรายย่อย สู่ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ ซีพีเอฟช่วยหาตลาดรองรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785132

‘เนื้อหมู’จากฟาร์มเกษตรกรรายย่อย สู่ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ ซีพีเอฟช่วยหาตลาดรองรับ

‘เนื้อหมู’จากฟาร์มเกษตรกรรายย่อย สู่ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ ซีพีเอฟช่วยหาตลาดรองรับ

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.55 น.

‘เนื้อหมู’จากฟาร์มเกษตรกรรายย่อย สู่ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ ซีพีเอฟช่วยหาตลาดรองรับ

อุตสาหกรรมหมูไทยที่ถูกหมูเถื่อนเข้ามาตีตลาด กระทบกับอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางรายต้องเลิกเลี้ยงเพราะทนแบกรับภาวะขาดทุนไม่ไหว แต่เรื่องนี้สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ร่วม 5,000 ราย ในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เพราะมีบริษัทรับหน้าที่ช่วยหาตลาดรับซื้อผลผลิตหมูของเกษตรกรทั้งหมด เพื่อนำมาเข้ากระบวนการผลิตเป็นเนื้อหมูคุณภาพ สำหรับส่งจำหน่ายในร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) อาทิ แม็คโคร โลตัส เป็นการตอกย้ำความมั่นใจให้กับเกษตรกร ว่าเป็นผู้ผลิตที่มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่าได้บริโภคเนื้อหมูที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ และยังมีส่วนร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีอาชีพที่ยั่งยืน

ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ นายสมพร เจิมพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาหมูผันผวนมาก จากหมูเถื่อนที่มาตีตลาดหมูไทย สำหรับซีพีเอฟที่ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร ในรูปแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ที่ปัจจุบันมีเกษตรกรย่อยอยู่ในโครงการนี้ร่วม 5,000 ราย ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเผชิญปัญหาความผันผวนของราคาหมู เนื่องจากเกษตรกรและบริษัทฯ มีการทำสัญญาตกลงราคากันไว้ และบริษัทฯ เป็นผู้รับซื้อผลผลิตทั้งหมดของเกษตรกรไว้ จึงไม่ต้องกังวลว่าผลิตแล้วจะไม่มีตลาดรองรับ ทำให้เกษตรกรมีอาชีพที่ไร้ความเสี่ยงทั้งด้านราคาและการตลาด มีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง

ที่สำคัญ ผลผลิตหมูจากฝีมือเกษตรกรไทย ถูกส่งเข้าโรงงานเชือดชำแหละที่ได้มาตรฐานของซีพีเอฟ ผลิตเป็นเนื้อหมูที่จำหน่ายผ่านตลาดสด ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ ร้านค้าปลีก และร้านโมเดิร์นเทรดต่างๆ เพื่อให้เนื้อหมูคุณภาพส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ และสนับสนุนด้านการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายกลางอีกร่วม 500 ราย ที่ถือเป็นการสร้างห่วงโซ่การผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคชาวไทย

การรับบท ‘ผู้ช่วยหาตลาดรองรับผลผลิต’ จากเกษตรกรรายย่อย ที่ซีพีเอฟทำมาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี จึงมีส่วนช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องตลาดผันผวน ช่วยตัดวงจรเสี่ยงด้านราคาให้แก่เกษตรกร และยังเป็น “ตัวกลาง” ในการส่งต่อเนื้อหมูที่ผลิตจากฝีมือคนไทยเพื่อผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง /////////-005

‘3 รมต.เกษตรฯ’ยกขบวนประชุมจัดทำงบปี68ที่กรมชลประทาน หลังไฟไหม้กระทรวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785122

‘3 รมต.เกษตรฯ’ยกขบวนประชุมจัดทำงบปี68ที่กรมชลประทาน หลังไฟไหม้กระทรวง

‘3 รมต.เกษตรฯ’ยกขบวนประชุมจัดทำงบปี68ที่กรมชลประทาน หลังไฟไหม้กระทรวง

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.56 น.

‘3 รมต.เกษตรฯ’ยกขบวนประชุมจัดทำงบปี68ที่กรมชลประทาน หลังไฟไหม้กระทรวง

5 กุมภาพันธ์ 2567 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเช้าวันนี้ (5 ก.พ.67) ตนเดินทางไปประชุมหารือการจัดทำงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ห้องประชุมของกรมชลประทาน โดยเป็นการเปลี่ยนสถานที่จากเดิมกำหนดประชุมที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการประชุมวันนี้ ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน , นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมด้วย ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงและกรมต่างๆ สังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีสำนักงบประมาณเข้าร่วมหารือด้วย

 นายไชยา กล่าวว่า เบื้องต้นสำนักรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เตรียมห้องประชุม 123 ซึ่งอยู่ชั้น 2 ให้เป็นห้องทำงานชั่วคราว โดยห้องประชุม 123 อยู่คนละปีกกับบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ หลังประชุมหารือการจัดทำงบประมาณปี 2568 แล้ว จะไปดูห้องทำงานชั่วคราวซึ่งอาจเป็นการนั่งทำงานรวมกับคณะทำงานทั้งหมด

“ผมตั้งใจว่าจะไปตรวจสอบความเสียหายของห้องคณะที่ปรึกษา รวมถึงห้องทำงานของตัวเอง แต่ไม่ทราบว่า จะเข้าไปได้หรือไม่ เนื่องจากวานนี้มีคำสั่งปิดพื้นที่เกิดเหตุทั้งหมด”นายไชยา กล่าว