‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ ชมสหกรณ์ร้อยเอ็ด แจ้งเรื่องการพักหนี้ ขายเมล็ดพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780191

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด (สาขานกเหาะ) ต.ดงครั่งใหญ่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ว่าได้มาตรวจเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจและชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่บริหารจัดการให้มีกำไรถึง 33 ล้านบาท และสามารถจัดสรรให้สมาชิก 27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70 ถือเป็นสหกรณ์ตัวอย่างที่ดี พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันให้ราคารับซื้อข้าวกิโลกรัมละ 13 บาท หรือตันละ13,000 บาท

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ แจ้งข่าวดีเกษตรกรเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำแผนพักหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ ใช้มาตรการเดียวกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมถึงเตรียมงบประมาณสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดรายจ่ายค่าพลังงานและส่งเสริมสหกรณ์ให้มีรายได้ช่วยพี่น้องเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวราคาถูกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ 3,500 ตัน (ข้าวหอมมะลิ ราคากิโลกรัมละ 5 บาท ข้าวขาวกข.6 กิโลกรัมละ 4 บาท) ให้พี่น้องเกษตรกร จ.ร้อยเอ็ด พร้อมทั้งจัดเตรียมงบสนับสนุนเพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต วงเงิน 2,960,000 บาท โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถขอรับการสนับสนุนได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัด

มุกดาหารเปิดแหล่งท่องเที่ยว ไร่รุ่งเรืองกิจาของขวัญคาเฟ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780193

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นางอัญชลี กัลมาพิจิตร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร นายชาคริต ชุมจันทร์ นายอำเภอดอนตาล นายก่อการ รุ่งเรืองกิจาประธานกรรมการบริหารไร่รุ่งเรืองกิจาและของขวัญคาเฟ่ นางนภัทร รุ่งเรืองกิจารองประธานบริษัท น.ส.ขวัญลัดดา รุ่งเรืองกิจาประธานกรรมการบริหาร พร้อมผู้นำท้องถิ่นและประชาชน ร่วมพิธีเปิดไร่รุ่งเรืองกิจา และของขวัญคาเฟ่ ณ บ้านหนองกะยัง ต.นาสะเม็ง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ทั้งนี้นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ไร่รุ่งเรืองกิจาได้ดำเนินธุรกิจและได้ช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังมีความตั้งใจจริงในการที่จะช่วยเหลือให้อำเภอดอนตาลมีจุดท่องเที่ยวเชิงการเกษตรแห่งใหม่ เพื่อช่วยเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในเขตพื้นที่อำเภอดอนตาล อันจะเกิดเป็นผลดีต่อส่วนรวมทางเศรษฐกิจของอำเภอต่อไป

นางนภัทร รุ่งเรืองกิจา รองประธานบริษัทไร่รุ่งเรืองกิจา และของขวัญคาเฟ่ กล่าวว่า “ไร่รุ่งเรืองกิจาก่อเกิดจาก บริษัท พีเคดี สยาม เซอร์วิส จำกัด ได้ดำเนินการทำธุรกิจมา 7 ปี ได้รับรางวัลกินรีทองคำ 2 ปีซ้อนคือครั้งที่ 5 และครั้งที่ 6 ในสาขาช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ เนื่องจากบริษัทได้เข้าพื้นที่ช่วยเหลือสังคมมาตลอด อาทิเช่น การแจกถุงยังชีพ ช่วยเหลือน้ำท่วมทุกปี ตามจังหวัดต่างๆ การมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนหลายๆ โรงเรียน การสร้างบ้านให้น้องนักเรียนโรงเรียนซับกะโซ่ จ.เพชรบูรณ์ การแจกทุนการศึกษาที่ จ.บุรีรัมย์, จ.มุกดาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้เราได้รับรางวัลตัวอย่างในการช่วยเหลือสังคม เราจึงเล็งเห็นที่อยากจะช่วยเหลือแบ่งปันให้กับคนในอำเภอดอนตาล จ.มุกดาหาร และให้ชาวบ้านมีช่องทางทำมาหากิน โดยการเปิดไร่รุ่งเรืองกิจา (ของขวัญคาเฟ่) ให้ชาวบ้านที่ว่างงานมาช่วยกันทำงานในไร่และหากชาวบ้านมีผลิตภัณฑ์ ผลไม้สิ่งของที่จะจำหน่าย สามารถนำมาจำหน่ายได้ บริเวณหน้าไร่ เพื่อส่งเสริมการมีรายได้ให้หมู่บ้านของเราเอง”

‘กรมข้าว​’จัดสัมนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780192

'กรมข้าว​'จัดสัมนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน

‘กรมข้าว​’จัดสัมนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.02 น.

กรมข้าว​ จัดสัมนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ศูนย์ข้าวชุมชน​ มุ่งเสริมความรุ้ความเข้าใจการจัดทำแปลงผลิต

เมื่อวันที่​ 10​ ม.ค.​2567​ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการ​สัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2567 เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชน มีความรู้ ความเข้าใจและรับรู้ถึงประโยชน์ของการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้คุณภาพ ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท จ.ชัยนาท โดยมีผู้บริหาร​ ข้าราชการ​  และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว​ รวมไปถึงเกษตรกรเข้าร่วมการสัมนารวมทั้งสิ้น 60 คน

เกษตรฯยังเดินหน้า ลุยปราบขบวนการ ลอบนำเข้าหมูเถื่อน ยันเอาผิดให้สิ้นซาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779972

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวผลปฏิบัติการเข้าตรวจสอบห้องเย็นและบังคับใช้กฎหมายด้านปศุสัตว์ 77 จังหวัด ว่ากรมปศุสัตว์ และกรมประมง ได้เข้าตรวจสอบห้องเย็นทั่วประเทศ แบ่งเป็นการตรวจสอบห้องเย็นด้านปศุสัตว์ 2,210 แห่ง และห้องเย็นด้านประมง 2,062 แห่ง ทั้งนี้ ภายหลังการตรวจสอบห้องเย็นทั้งหมด ได้บังคับใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และ พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 พบการกระทำผิดโดยอายัดซากสัตว์และดำเนินคดี รวม 2,568,322 กิโลกรัม 92 คดี รวมมูลค่าประมาณ 287.72 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.ซากโค-กระบือ 411,336 กิโลกรัม 2.ซากสุกร 689,649 กิโลกรัม และ 3.ซากสัตว์ปีก 1,467,337 กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังพบการกระทำความผิดตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558 ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกนำผ่านราชอาณาจักรมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ มีโทษตามมาตรา 68 จำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ได้อายัดซากสัตว์และดำเนินคดีโดยอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของห้องเย็น 14 แห่ง แบ่งเป็น 1.ซากโค-กระบือ 380,841 กิโลกรัม 2.ซากสุกร 338,361 กิโลกรัม และ 3.สัตว์ปีก 410,236 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 1,129,438 กิโลกรัม ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งทีมฉก.พญานาคราช เป็นทีมเฉพาะกิจชุดปฏิบัติการพิเศษ ร่วมสนับสนุนภารกิจของสารวัตรปศุสัตว์ และสารวัตรประมง เพื่อให้การปราบปรามขบวนการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฯเป็นปธ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาหมอกควัน-ไฟป่า-และฝุ่นละออง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780151

นายกฯเป็นปธ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาหมอกควัน-ไฟป่า-และฝุ่นละออง

นายกฯเป็นปธ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาหมอกควัน-ไฟป่า-และฝุ่นละออง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.47 น.

นายกฯ เป็นประธานเปิดปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 พื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2567

วันที่ 11 มกราคม 2567 เวลา 09.45 น. ณ บริเวณท่าอากาศยานทหารกองบิน 41 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2567 พร้อมด้วย นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวให้การต้อนรับ เพื่อปฏิบัติการรับมือกับสภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน ที่มักประสบปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นภารกิจตามยุทธศาสตร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นอกจากนี้ยังได้มีการเข้าร่วมประชุมติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ณ หอประชุมเดชะตุงคะ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังรายงานสรุปแผนการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การรายงานสรุปสถานการณ์สภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา การรายงานสรุปแผนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการรายงานแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายและตรวจติดตามความพร้อมในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 และรับชมการสาธิตวิธีการพ่นละอองน้ำแรงดันสูง ของเครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อีกด้วย

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับในปี 2567 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ช่วยเหลือพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 15 จังหวัด , หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2566 เป็นต้นมา ช่วยเหลือพื้นที่ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล , หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2566 เป็นต้นมา ช่วยเหลือพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นอกจากนี้ ยังได้มีแผนการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567 จำนวน 14 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้บรรเทาและป้องกันการเกิดไฟป่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5  การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือ ได้กำหนดให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งจะใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขนาดใหญ่ จำนวน 2 ลำ เครื่องบินขนาดกลาง จำนวน 4 ลำ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์พ่นละอองน้ำสู่ชั้นบรรยากาศ เครื่องบินขนาดเล็ก จำนวน 4 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 ลำ พร้อมชุดกระเช้าตักและโปรยน้ำดับไฟป่า โดยมีแผนดำเนินงานและปฏิบัติการหลักคือ ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อให้มีฝนตกในพื้นที่ที่ต้องการ เพื่อเร่งกระบวนการธรรมชาติทำให้เกิดเป็นเม็ดน้ำ โดยเม็ดน้ำพัฒนาตัวเป็นเม็ดฝนตกลงมาเป็นน้ำฝน  ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อดัดแปรสภาพอากาศให้มีช่องในการเคลื่อนตัวของกระแสอากาศไหลขึ้นจากชั้นอากาศที่ปิดกั้นอยู่ในพื้นที่ต้องการ เพื่อเร่งกระบวนการธรรมชาติ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5  ลงได้ และ การสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการบูรณาการร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 และจังหวัดเชียงใหม่ ในภารกิจการทิ้งน้ำดับไฟป่าในพื้นที่ลาดสูงชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปถึงได้ เพื่อสามารถบรรเทาปัญหาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการปฏิบัติการทำฝนบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปี 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มีประยุกต์ใช้ โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำการวิจัยและทดสอบการประยุกต์ใช้อากาศยานสำหรับพ่นละอองน้ำแรงดันสูงเพื่อควบคุมและบรรเทาฝุ่นละออง PM2.5  ที่ระดับความสูง 5,000-6,000 ฟุต หรือประมาณ 1,700-2,000 เมตร โดยใช้ท่อโปรยติดตั้งบนอากาศยานชนิด CASA และ CN-235 และติดเครื่องพ่นสเปรย์ฉีดน้ำแรงดันสูง พร้อมกับบรรจุถังน้ำ จำนวน 3 ถัง ที่สามารถบรรจุน้ำปริมาตรรวมทั้งหมดได้กว่า  2,000 ลิตร และใช้แรงดันในการส่งน้ำไปยังหัวฉีดทั้ง 12 หัว ที่ติดตั้งอยู่ใต้เครื่องบิน ซึ่งจากการทดสอบที่ผ่านมา พบว่า การกระจายตัวของละอองน้ำที่ภาคพื้น หัวฉีดสามารถทำระยะการพ่นไกลได้สูงสุดถึง 10 เมตร และครอบคลุมพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยจะทำการปล่อยละอองน้ำเป็นระยะเวลา 40 นาทีต่อรอบการปฏิบัติ และพบว่าวิธีดังกล่าวจะสามารถลดปริมาณฝุ่น PM2.5  ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะสามารถเพิ่มความชื้นและช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งในปี 2567 จึงได้มีการปรับแผนการปฏิบัติการให้เร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกร งดการเผาทุกประเภท เพื่อช่วยกันลดปัญหามลพิษจากหมอกควันและฝุ่นละออง และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกเคหะสถาน และสามารถติดต่อประสานแจ้งข้อมูลและขอฝนหลวงได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100 ต่อ 410 หรือช่องทางเพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, Instagram, Tiktok, Twitter : @drraa_pr

– 006

‘กรมข้าว’ร่วมเป็นสักขีพยาน อ.ต.ก.MOU ภาคเอกชน ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780100

'กรมข้าว'ร่วมเป็นสักขีพยาน อ.ต.ก.MOU ภาคเอกชน ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

‘กรมข้าว’ร่วมเป็นสักขีพยาน อ.ต.ก.MOU ภาคเอกชน ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.41 น.

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค ระหว่าง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และ บริษัท เดอะลิส อินเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท หวา ฉี  ซับพลาย เชน ยูนาน จำกัด (Huashi Supply Chain (Yunnan) Co.,Ltd) โดยมีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนทั้งสามฝ่าย เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ร่วมกับภาคเอกชน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันดำเนินการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ในรูปแบบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อการสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศผ่านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะนำรายได้เข้าประเทศแล้ว ยังถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยการใช้กลไก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ซึ่งพิธีลงนามภายใต้ความร่วมมือ การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคนี้ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนและดำเนินการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยการแสวงหาช่องทางการตลาด ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบความร่วมมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น การให้บริการจัดหา จำหน่าย ขนส่งและขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศผ่านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

– 006

ชื่นชม‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’แก้ปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการสมาชิกฯ ลดดอกเบี้ยเหลือ 4.75% ต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780020

ชื่นชม‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’แก้ปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการสมาชิกฯ ลดดอกเบี้ยเหลือ 4.75% ต่อปี

ชื่นชม‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’แก้ปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการสมาชิกฯ ลดดอกเบี้ยเหลือ 4.75% ต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.55 น.

ชื่นชม‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’แก้ปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการสมาชิกฯ ลดดอกเบี้ยเหลือ 4.75% ต่อปี

11 มกราคม 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชื่นชมกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้ประกาศแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สิน สำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ เนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.66 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอว่า ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของทุกภาคส่วน ซึ่งกระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยพบว่าสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ยังคงเผชิญปัญหาภาระหนี้สินจำนวนมากจนเกินศักยภาพในการชำระหนี้คืน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ประจำที่เป็นบุคลากรของหน่วยงาน

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ โดยเป็นการจัดการสวัสดิการและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรของหน่วยงาน เพื่อประโยชน์แก่การดำรงชีพ นอกเหนือจากสวัสดิการที่หน่วยงานจัดให้เป็นกรณีปกติ และเพื่อช่วยเหลือผ่อนปรนภาระหนี้และบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีหนี้จำนวนมาก

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงประกาศแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินสำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้รายเดือนคงเหลืองเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อยร้อยละ 30 ของเงินได้รายเดือนว่า

ข้อ 1 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ประสงค์จะให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ ให้ดำเนินการจัดทำโครงการแก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์ เพื่อแก้ไขหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืนเป็นการเฉพาะ และกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ให้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(1) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการ ให้สหกรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษภายใต้โครงการฯ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

(2) ระยะเวลาการชำระหนี้ ให้สหกรณ์ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปจนถึงอายุ 75 ปี

(3) หลักเกณฑ์ในการควบคุมยอดหนี้ ให้สหกรณ์ผู้พิจารณาเงินกู้คำนึงถึงภาระหนี้สินที่สมาชิกต้องชำระให้แก่สินเชื่อสวัสดิการกับสถาบันการเงินอื่นด้วย เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีเงินได้รายเดือนคงเหลือหลังหักส่งชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อยร้อยละ 30 ของเงินได้รายเดือน

(4) หลักเกณฑ์ผ่อนชำระเงินกู้ สหกรณ์สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ผ่อนชำระเงินกู้เฉพาะส่วนที่เกินกว่าทุนเรือนหุ้นที่สมาชิกถืออยู่กับสหกรณ์

ข้อ 2 ก่อนการดำเนินโครงการฯ ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พิจารณาถึงสภาพคล่องของสหกรณ์ การจ่ายหนี้และภาระผูกพันคืนให้กับเจ้าหน้าผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้รายอื่นของสหกรณ์ พร้อมทั้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีมติให้จัดโครงการดังกล่าว

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า ก่อนการดำเนินโครงการฯ ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พิจารณาถึงสภาพคล่องของสหกรณ์ การจ่ายหนี้และภาระผูกพันคืนให้กับเจ้าหน้าผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้รายอื่นของสหกรณ์ พร้อมทั้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีมติให้จัดโครงการดังกล่าว

‘ธรรมนัส’ถกอนุกรรมการฯ แก้ปัญหาผลกระทบโครงการรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779973

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง ตลอดจนกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาของรัฐ เข้าร่วมรับฟังและนำเสนอปัญหาข้อเรียกร้อง รวมทั้งร่วมพิจารณาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขบส.) หรือพีมูฟ และคำสั่งคณะกรรมการ
แก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ กำหนดมาตรการ แนวทาง และเสนอแนะการดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ รวมทั้งติดตามผลการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา เร่งรัดติดตามผลดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ดี มีหลักการและแนวทางแก้ไขปัญหา คือการพัฒนาโครงการของรัฐ ต้องไม่กระทบวิถีชีวิตของประชาชน รวมทั้งชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 3 ระยะ
(ระยะสั้น ชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม ถูกต้อง เท่าเทียม ระยะกลาง ส่งเสริมการรวมกลุ่มและพัฒนาอาชีพของชุมชน ระยะยาว ฟื้นฟูวิถีชีวิตผู้ได้รับผลกระทบ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเคารพสิทธิชุมชนดั้งเดิม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและข้อเสนอแนะ ในกรณีปัญหาและข้อเรียกร้องของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ ได้แก่ 1.การก่อสร้างโครงการแก้มลิงทุ่งทับ จ.นครศรีธรรมราช 2.โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี 3.โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.ลำปาง 4.โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี จ.อุตรดิตถ์ 5.โครงการก่อสร้างฝายลำเซบก ต.ท่าเมือง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี 6.โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล 7.กรณีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากของกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น 8.กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ BOI ที่บริเวณหาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต และ 9.กรณีโรงโม่ศักดิ์ชัย ชุมชนตาดปูน ต.ทุ่งนาเลา อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

‘ธรรมนัส’ แถลง Kick off มอบโฉนดครุฑเขียวเพื่อการเกษตร 25,000 ฉบับ พร้อมกันทั่วประเทศ 15 ม.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779836

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.16 น.

‘ธรรมนัส’ แถลง Kick off มอบโฉนด ครุฑเขียวเพื่อการเกษตร จำนวน 25,000 ฉบับ พร้อมกันทั่วประเทศ แทน  ส.ป.ก 4-01 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน  15 ม.ค.นี้ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เตรียมออกโฉนดต้นไม้ในพื้นที่สวนยาง-กระชังปลา เพื่อเพิ่มมูลค้าทางการเกษตร

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวการ “Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร” ว่า เป็นการมอบโฉนดที่ดินฯ ให้กับเกษตรกรผู้ทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินพร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 25,000 ฉบับ ในวันที่ 15 ม.ค.นี้  โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานมอบโฉนดเพื่อการเกษตรจำนวน 1,000 ฉบับ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สำหรับส่วนภูมิภาค จะจัดขึ้นที่ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชในแต่ละจังหวัด 

ส่วนที่นายกฯ ได้เร่งให้ดำเนินการในพื้นที่ 22 ล้านไร่ให้เสร็จโดยเร็วนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องศึกษาว่าต้องใช้งบในการเร่งการออกโฉนดประมาณเท่าไหร่ ส่วนจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ใช้ ถ้าไม่เพียงพอก็จะหารือกับสำนักงบประมาณ และหารือกับนายกฯ ต่อไป

อย่างไรก็ตามในการเปลี่ยนจาก ส.ป.ก 4-01 เป็นโฉนด เพื่อการเกษตรในครั้งนี้ ส่วนในแง่ทางด้านเศรษฐกิจ  ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีมูลค่ามากขึ้นเช่นกัน โดยประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในการเปลี่ยนมือแล้วสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตรได้มากขึ้นโดยจากเดิมสามารถนำไปเป็นกลักทรัพย์ค้ำประกันกู้ยืมเงินได้ร้อยละ 50 ของมูลค่าที่ดิน แต่จากนี้ไปจะสามารถกู้ยืมได้มากขึ้นกว่าร้อยละ 90 ถึงตามมูลค่าทรัพย์สิน 

ในจำนวน 22 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1 ล้าน 6 แสนครอบครัว โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเข้มในการป้องกันนอมินีสวมสิทธิ์รับโฉนดทั่วประเทศ หากพบการกระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีอาญา และยึดคืนทันที  

นอกจากนี้ การออกโฉนดเพื่อการเกษตรแล้วยังมีแนวทางที่จะออกโฉนดต้นไม้ในพื้นที่สวนยาง และออกโฉนดกระชังปลา เพื่อให้มีมูลค่ามากขึ้นด้วย 

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779673

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.18 น.

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน อนุญาตขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะพันธุ์-ส่งออก‘ปลายี่สกไทย – ปลาบึก’ประเทศแรกของโลก

9 มกราคม 2567 ที่อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง จัดพิธีมอบหนังสือแสดงการขึ้นทะเบียนสถานที่สามารถเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อการค้าระหว่างประเทศกับสำนักเลขาธิการ CITES (ไซเตส) ให้กับฟาร์มและหน่วยงานที่ดำเนินการเพาะพันธุ์เพื่อส่งออก ได้แก่ ฟาร์มจระเข้น้ำจืด 1 ฟาร์ม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด (เพาะพันธุ์ปลาบึกและปลายี่สกไทย) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมประมง จำนวนทั้งสิ้น 6 แห่ง นอกจากจะเป็นการสนับสนุนในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำดังกล่าวแล้ว นับเป็นการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป

นายบัญชา  สุขแก้ว  รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และการค้าสัตว์ป่าในเชิงพาณิชย์ภายใต้ข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES ช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจ ผ่านกลไกการควบคุมการค้าระหว่างประเทศทำให้การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอย่างถูกกฎหมายให้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีศักยภาพได้

จระเข้น้ำจืด จระเข้น้ำเค็ม ปลาตะพัด ปลายี่สกไทย และปลาบึก จัดเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่อยู่ท้ายอนุสัญญา CITES ในบัญชีที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์และห้ามทำการค้าในเชิงพาณิชย์ แต่อนุสัญญาได้มีข้อกำหนดว่า หากสัตว์น้ำนั้นสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ในที่เลี้ยง และได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES จะสามารถทำการค้าระหว่างประเทศได้

สำหรับจระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis) กรมประมงได้พยายามดำเนินการผลักดันและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยในการเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืด เนื่องจากธุรกิจการค้าจระเข้ในต่างประเทศมีความเติบโตและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จัดเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในทุกส่วนของอวัยวะ เช่น เลือด เนื้อ หนัง กระดูก ไขมัน ฯลฯ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ประเทศไทยได้เริ่มขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES ปัจจุบันมีผู้เพาะพันธุ์จระเข้ไทยได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES จำนวน 29 แห่ง สร้างรายได้จากส่งออก มูลค่ามากกว่า 7,000 ล้านบาท จากการซื้อ – ขายจระเข้มีชีวิต เนื้อจระเข้ ไข่จระเข้ และหนังจระเข้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เนื่องจากศักยภาพการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทยในฟาร์ม มีการขึ้นทะเบียนทั้งฟาร์มขนาดเล็กและฟาร์มขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งมีธุรกิจต่อเนื่องในการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับใบอนุญาตให้มีการเพาะพันธุ์จระเข้เพื่อการค้าและส่งออกมากที่สุดในทวีปเอเชีย

ล่าสุด เมื่อปลายปี พ.ศ. 2566 ฟาร์มลำดับที่ 29 สำนักเลขาธิการ CITES ได้พิจารณาอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะพันธุ์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ ชนิดพันธุ์ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis)  ให้แก่ ฟาร์ม Fluke and Fern Crocodile ของ นางจรีพร โชติรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงที่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญา และเป็นฟาร์มที่มีการดำเนินการแบบครบวงจร อีกทั้งยังก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพในพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

ในส่วนของ ปลาบึก และปลายี่สกไทย ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะพันธุ์เพื่อการค้าระหว่างประเทศจากสำนักเลขาธิการ CITES และเป็นประเทศแรกของโลก เนื่องจากได้รับการพิจารณาว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์อย่างมากและเป็นที่ต้องการของตลาดระหว่างประเทศ  โดยมีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่

1. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเลย

2. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี

3. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอุดรธานี

4. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย

5. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพระนครศรีอยุธยา

6. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี

รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า นับว่าเป็นโอกาสอันดี ที่กรมประมงจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเหล่านี้ได้มากขึ้น และสนับสนุนผู้ที่สนใจสามารถหาแนวทางในการสร้างรายได้ต่อไป โดยในปี พ.ศ. 2567 กรมประมงมีแนวทางในการช่วยผลักดันให้ผู้ที่ประสงค์จะทำการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์น้ำท้ายอนุสัญญา CITES บัญชี 1 มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเชิงบวกต่อผู้ประกอบการไทย และภาคธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำของไทยได้ในอนาคต