‘ไชยา’ชมศูนย์วิจัยข้าวปทุมฯ พัฒนาสายพันธุ์-เพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780716

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยมีนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน รอง ผวจ.ปทุมธานี และคณะ ต้อนรับว่าศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีบทบาทสำคัญต่อเกษตรกรอย่างมาก โดยปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวกว่า 20,000 ชนิด ซึ่งการวิจัยพันธุ์ข้าวร่วมกับการใช้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยและของโลก ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร ด้วยนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งกรมการข้าวช่วยสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมุ่งเน้นการผลิตข้าวใส่ใจสิ่งแวดล้อม รองรับตลาดในอนาคต ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้วยการวิจัยสายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพอากาศแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ นอกจากการปลูกข้าวแล้ว ก็จะส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น รวมถึงหาตลาดรองรับ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีความมั่งคั่ง ยั่งยืนสืบไป

ในโอกาสนี้ นายไชยา ได้เข้าชมนิทรรศการเมล็ดพันธุ์ข้าว และตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ รวมถึงเยี่ยมชมยุ้งฉางเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เพื่อดูกระบวนการวิจัย และจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

‘ธรรมนัส’ถกคกก.พัฒนาฯ ขับเคลื่อนแผนงานด้านสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780718

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 3/2566 มีวาระเพื่อพิจารณาที่สำคัญ ดังนี้ 1.เห็นชอบการฝากและลงทุนของสหกรณ์ โดยการลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ให้มีการปรับปรุงประกาศ คพช.เรื่องข้อกำหนดการฝากหรือลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ พ.ศ.2563 ให้ครอบคลุมตามข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการการลงทุน และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการการลงทุนกำหนดแนวทางปฏิบัติ กรณีสหกรณ์นำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลให้เป็นไปตามที่ คพช.ให้ความเห็นชอบ เรื่องการลงทุนได้ตามมาตรา 62 (7) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความชัดเจน และ 2.เห็นชอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาสหกรณ์ประจำปี พ.ศ.2567 ภายใต้แผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566-2570) โดยมีแนวทางประกาศให้ปี 2567 เป็นปีแห่งการรณรงค์จัดทำแผนกลยุทธ์ (พ.ศ.2567-2570) เสนอที่ประชุมใหญ่ของทุกสหกรณ์ที่มีสถานะดำเนินกิจการ และนำแผนฯ ไปใช้จัดทำโครงการ/กิจกรรมรองรับผ่านแผนงานประจำปี

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1.การดำเนินการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566–2570) สำหรับการดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติในปี พ.ศ.2567 มีการสื่อสารทำความเข้าใจวิธีการขับเคลื่อนแผนฯ ไปสู่รูปแบบการจัดทำแผนกลยุทธ์ของสหกรณ์ให้สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในห้วงที่ 2 (พ.ศ.2566-2570) รวมถึงการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการสหกรณ์ในประเทศไทย 2.รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566-2570) ยุทธศาสตร์ที่ 1-6

3.การปรับปรุงหลักสูตร “การเงินการบัญชี และการบริหารสำหรับกรรมการสหกรณ์” เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการสหกรณ์ฯ 4.เกณฑ์การตรวจสอบและรับรองผลการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นชุมนุมสหกรณ์ ระดับประเทศ พ.ศ.2561 และ 5.รายงานข้อมูลสหกรณ์ที่มีแอปพลิเคชั่นทางการเงินให้สมาชิกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน โดยพบว่าสหกรณ์ทุกประเภท เฉพาะสหกรณ์ที่มีสถานะ Active 6,286 แห่ง มีแอปพลิเคชั่นให้สมาชิกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน1,350 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 21.48 แยกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 435 แห่ง สหกรณ์นอกภาคการเกษตร 915 แห่ง สหกรณ์ที่ไม่มีแอปพลิเคชั่นให้สมาชิกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินมีแผนจะใช้แอปพลิเคชั่น 329 แห่ง สำหรับในปี 2567 มีนโยบายให้หน่วยงานส่งเสริมให้สหกรณ์ทุกประเภทที่มีทุนดำเนินงาน 100 ล้านบาทขึ้นไปมีแอปพลิเคชั่นให้สมาชิกใช้ 90% สามารถช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้

เกษตรฯจัดงานวันรวมญาติชาวเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780715

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ และรองประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ประธานเปิดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 13 “โอบกอดฉันไว้จนกว่าจะเจอความยุติธรรม” โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการ จ.ภูเก็ต เข้าร่วม ที่ชุมชนชาวเลแหลมหลา-หินลูกเดียว ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต สำหรับงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลเป็นการรวมตัวกันของพี่น้องชาวเลอันดามันทั้ง 3 ชนเผ่า ประกอบด้วย 1.ชนเผ่ามอแกลน 2.ชนเผ่ามอแกน และ 3.อูรักลาโว้ย ซึ่งกระจายอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล ตามวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองวัฒนธรรมวิถีชีวิตที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ต่อไป พร้อมทั้งเปิดหมุดเขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุชาวเลชุมชนหินลูกเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในส่งเสริมสิทธิชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ดี ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายกรมประมง ในการส่งเสริมอาชีพการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เพื่อต่อยอดวิถีชีวิตสู่การเพิ่มพูนรายได้ให้แก่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชนอย่างยั่งยืน

“ในบทบาทหน้าที่ของ รมว.เกษตรฯ และรองประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) พร้อมขับเคลื่อนนโยบายแบบบูรณาการเพื่อการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ทั้งในส่วนของโฉนดที่ดิน ตลอดจนการเข้าถึงสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างทั่วถึง ในด้านการประกอบอาชีพได้มอบหมายกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องชาวเล เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในชุมชนอย่างทั่วถึงและเร่งรัดแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘อธิบดีกรมข้าว’เผยขั้นตอนรับรองพันธุ์ ชี้ต้องเข้มข้นเพื่อเฟ้นหาข้าวคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780746

'อธิบดีกรมข้าว'เผยขั้นตอนรับรองพันธุ์ ชี้ต้องเข้มข้นเพื่อเฟ้นหาข้าวคุณภาพดี

‘อธิบดีกรมข้าว’เผยขั้นตอนรับรองพันธุ์ ชี้ต้องเข้มข้นเพื่อเฟ้นหาข้าวคุณภาพดี

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 20.31 น.

“อธิบดีกรมข้าว”เผยขั้นตอนรับรองพันธุ์ ชี้ต้องเข้มข้นเพื่อเฟ้นหาข้าวคุณภาพดี พร้อมนำเทคโนโลยีมาลดขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมการข้าวมีการรับรองพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าวแล้วทั้งสิ้น จำนวน 172 พันธุ์ ครอบคลุมทุกชนิดและประเภทข้าวที่ปลูกในนิเวศน์การทำนาของประเทศไทย ซึ่งข้าวรับรองพันธุ์ของกรมการข้าวมีหลายพันธุ์ที่มีศักยภาพและแนะนำให้เกษตรกรนำไปปลูก เนื่องจากการรับรองพันธุ์นั้นได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบผลผลิต ทดสอบคุณภาพเมล็ดทางเคมีและกายภาพ รวมทั้งทดสอบความต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ ผลผลิตที่ได้เป็นค่าเฉลี่ยของพื้นที่ทดสอบทั้งประเทศ (ผลผลิตที่ความชื้น 20 – 25%) และในปัจจุบันกรมการข้าวได้รับรองพันธุ์ข้าวตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้ใช้ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด เกษตรกรหรือผู้ใช้ประโยชน์สามารถเลือกพันธุ์ข้าวไปปลูกได้ตามความต้องการและสภาพพื้นที่ปลูกข้าว ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การรับรองพันธุ์ข้าวในอดีตนั้นใช้เวลาในการพัฒนาพันธุ์หรือการปรับปรุงพันธุ์ข้าวประมาณ 10 – 12 ปี เพื่อให้นักวิจัยมั่นใจในพันธุ์ข้าวที่เตรียมรับรองพันธุ์ว่ามีความสม่ำเสมอ คงตัวทางพันธุกรรม และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างในพื้นที่ปลูกข้าวที่แตกต่างกัน ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้ใช้ประโยชน์ ซึ่งในปัจจุบันกรมการข้าวได้พยายามลดขั้นตอนในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว โดยการใช้เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเวลาสั้นลง เช่น เทคนิคการกลายพันธุ์ การใช้ anther culture การฉายรังสี การใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกข้าว การเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing) เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ เป็นการลดขั้นตอนการผสมพันธุ์เพื่อสร้างความแปรปรวนในประชากรข้าว สามารถลดระยะเวลาลงได้ 1 ฤดูปลูก ส่วนขั้นตอนการคัดเลือกนั้นมีความสำคัญด้วยเช่นกัน และจำเป็นต้องคงไว้เพื่อให้ข้าวพันธุ์ใหม่มีลักษณะที่พึงประสงค์และมีเสถียรภาพของพันธุ์ในด้านต่างๆ เช่น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ต้านทานต่อศัตรูข้าวที่สำคัญ การเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ธาตุอาหาร การเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ตลอดจนคุณภาพการหุงต้มและรับประทาน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการรับรองพันธุ์ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ก่อนที่จะได้เป็นพันธุ์ใหม่ไปเผยแพร่ และแนะนำให้เกษตรกรใช้เป็นพันธุ์ปลูก เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลสนับสนุนสายพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ โดยผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบจากคณะกรรมการ ที่พิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย และคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรที่จะนำสายพันธุ์นั้นไปปลูกต่อไป

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้ายว่า ในขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณารับรองพันธุ์จะมีคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว ซึ่งมีอธิบดีกรมการข้าวเป็นประธาน ประกอบด้วยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ จากกรมการข้าว ได้แก่ สาขาปรับปรุงพันธุ์ โรคพืช กีฏวิทยา ปฐพีวิทยา เทคโนโลยีการผลิต วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูป วิทยาการเมล็ดพันธุ์และสถิติศาสตร์ นอกจากนั้นยังมีผู้แทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมข้าว ได้แก่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์ข้าวชุมชน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ ดังนั้น พันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว จึงเป็นพันธุ์ที่มีข้อมูลถูกต้อง น่าเชื่อถือ ทั้งด้านการปรับปรุงพันธุ์และการผลิต ซึ่งพันธุ์ข้าวที่ได้จากการรับรองพันธุ์เป็นพันธุ์ที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์ต้องการ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย

– 006

กรมชลฯพร้อมผลุดโมเดลอ่างเก็บน้ำคะนานแก้ภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780472

กรมชลฯพร้อมผลุดโมเดลอ่างเก็บน้ำคะนานแก้ภัยแล้ง

กรมชลฯพร้อมผลุดโมเดลอ่างเก็บน้ำคะนานแก้ภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.18 น.

 กรมชลฯพร้อมผลุดโมเดลอ่างเก็บน้ำคะนานแก้ภัยแล้ง

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการที่ ผู้ใหญ่บ้านตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และปัญหาเรื่องอุทกภัยในลุ่มน้ำห้วยโมงตอนบน กรมชลประทานได้พิจารณาวางโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยคะนาน ในพื้นที่ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู และตำบลน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นโครงการในลำดับที่ 4 ตามแผนการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำห้วยโมง หลังจากปี 2563 ที่ได้ศึกษาโครงการความเหมาะสมการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำห้วยโมง จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีกรอบแนวคิดในการศึกษาและกำหนดทางเลือก รูปแบบในการพัฒนาโครงการโครงการไว้ 3 ทาง ได้แก่

1. บริหารจัดการโดยใช้สิ่งก่อสร้างเดิม ลักษณะเป็นฝายทดน้ำจำนวน 3 แห่ง แต่เป็นการก่อสร้างเฉพาะแห่ง โดยสำนักชลประทานที่ 5 ส่งผลให้สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้แค่บางส่วนเท่านั้น จากพื้นที่เกษตรทั้งหมดประมาณ 400 ไร่

2.การก่อสร้างฝายทดน้ำเพิ่มเติม ตามสภาพภูมิประเทศสามารถก่อสร้างได้จำนวน 7 แห่ง เมื่อรวมกับที่ก่อสร้างไว้แล้ว 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 10 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำไว้หน้าฝายรวมทั้งสิ้นประมาณ 507,500 ลบ.ม. ส่งน้ำให้แก่พื้นที่รับประโยชน์รวมได้ทั้งสิ้น 1,490 ไร่

3.พิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคะนานพร้อมระบบส่งน้ำ ตำแหน่งที่ตั้งอ่างเก็บน้ำของโครงการอยู่หมู่ที่ 7 และ หมู่ที่ 8 ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู และหมู่ที่ 15 ตำบลบ้านหยวก อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานีมี ความจุที่ระดับน้ำเก็บกัก 16.10 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำให้แก่พื้นที่รับประโยชน์รวมได้ทั้งสิ้น 12,417 ไร่
จากการศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกในการพัฒนาโครงการ พบว่า การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคะนานพร้อมระบบส่งน้ำ ตามทางเลือกที่ 3 จะมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการมากที่สุด

เนื่องจากเป็นทางเลือกที่มีแหล่งน้ำต้นทุนที่ถาวรและมั่นคง พร้อมระบบชลประทานสามารถส่งและกระจายน้ำให้แก่ราษฎรในเขตพื้นที่รับประโยชน์ได้ทั่วถึง สามารถใช้เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค และอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ นอกจากนี้ราษฎรยังปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ถือเป็นแนวทางยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

จากผลการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นอ่างเก็บน้ำห้วยคะนาน ที่ตั้งอ่างจะครอบคลุ่มพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี รับประโยชน์รวม 12 หมู่บ้าน 4 ตำบล 2 อำเภอ ได้ประโยชน์ในฤดูฝน 11,538 ไร่ ฤดูแล้ง 2,500 ไร่ ให้ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยราคาค่าก่อสร้างและแผนงานก่อสร้างโครงการรวม 1,160 ล้านบาท

การก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยคะนาน จะมีผลกระทบด้านต่างๆ คือ 1. สูญเสียต้นไม้บางส่วนในเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม (โซน C) ของป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม และป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเก่ากลอย และป่านากลาง พื้นที่ 478.61 ไร่ 2. เสียพื้นที่การเกษตรบริเวณที่ก่อสร้างหัวงาน 113 ไร่ และพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 994 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ 1,107 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ยางพารา อ้อย และข้าว 3. มีราษฎรสูญเสียที่ดินรวม 254 ราย 305 แปลง รวม 1,531 ไร่ แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการก่อสร้างโครงการส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการ เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ 4. การใช้เส้นทางในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง อาจส่งผลให้เกิดฝุ่นละออง การชำรุดของถนนจาการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน มีมาตรการรองรับได้แก่ การปลูกป่าทดแทน 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่สูญเสียไป จ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินให้กับผู้ได้รับผลกระทบในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงปรับปรุงเส้นทางที่ใช้ในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง (ถนนเข้าหัวงาน) และกำหนดความเร็วขนส่งไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในบริเวณที่เป็นชุมชน และความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำของโครงการ ด้วยระบบโทรมาตร ได้แก่ การเชื่อมโยงกับ Website ของโครงการชลประทานหนองบัวลำภูและสำนักชลประทานที่ 5 การเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน (SWOC) และสถานีโทรมาตรในสนาม ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ และอาคารบังคับน้ำที่สำคัญในการบริหารจัดการ

ขณะที่ นายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จ.หนองบัวลำภู มีลำน้ำสองสายไหลผ่าน ในช่วงหน้าน้ำ มีน้ำไหลผ่าน มาเร็วไปเร็ว ทำให้เก็บกักน้ำไม่ได้ เมื่อการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคะนานขึ้นมา ก็จะเกิดประโยชน์ต่อการเก็บกักน้ำ โดยเฉพาะเพื่อการเกษตร ซึ่งมีความสำคัญกับเกษตรกรในพื้นที่หนองบัวลำภู รวมถึงจ.อุดรธานี ที่เป็นเขตติดต่อกัน อีกทั้งยังสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้เป็นอย่างดี ในระยะยาวยังทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนในอำเภอสุวรรณคูหาได้

ด้าน นายอุทัย พุทธโก กำนันตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า ที่ผ่านพบเจอปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด ช่วงแรกชาวบ้านขอเป็นฝายชะลอน้ำกับกรมชลประทาน เนื่องจากขาดแคลนน้ำ ทางกรมชลฯลงมาสำรวจ มีความคิดว่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ น่าจะได้ประโยชน์กว่า จึงปรากฎออกมาเป็นอ่างเก็บน้ำห้วยคะนาน จากผลสำรวจพบว่ามีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ70กว่าราย แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์มีค่อนข้างเยอะ ทั้งตำบลบ้านหยวก อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี และ บ้านดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู หากมีน้ำแล้ว ชาวบ้านจะมีน้ำใช้สำหรับทำเกษตร สวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน ยางพารา นำมาทั้งผลผลิตรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โครงการส่งน้ำห้วยโมงตกผลึกกรมชลพร้อมทุ่มงบฯ 3,870 ล้านบาท บูรณาการเต็มรูปแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780471

โครงการส่งน้ำห้วยโมงตกผลึกกรมชลพร้อมทุ่มงบฯ 3,870 ล้านบาท บูรณาการเต็มรูปแบบ

โครงการส่งน้ำห้วยโมงตกผลึกกรมชลพร้อมทุ่มงบฯ 3,870 ล้านบาท บูรณาการเต็มรูปแบบ

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.15 น.

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จ.หนองคาย ชู 10 กิจกรรม เพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 39.49 ล้านบาศก์เมตร ลดพื้นที่น้ำท่วมช่วยเหลือเกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จังหวัดหนองคาย โดยมี นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน และประชาชนเข้าร่วมประชุม ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 ปี ที่ว่าการอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ลุ่มน้ำห้วยโมงครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู พระบาทสมเด็จพระ บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อปี 2525 กรมพลังงานแห่งชาติ ชื่อเดิม “กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน” ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำห้วยโมง จำนวน 1 แห่ง สถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร จำนวน 10 แห่ง พร้อมระบบส่งน้ำ 163 สาย ระบบระบายน้ำ 35 สาย และคันกั้นน้ำจำนวน 4 สาย ต่อมาในปี 2545 กรมชลประทานรับถ่ายโอนกิจการบริหาร ในปี 2548 ยกขึ้นเป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ปัจจุบันโครงการฯ ใช้งานมา 37 ปี อาคารประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ระบบชลประทานและอาคารประกอบ จึงเกิดสภาพทรุดโทรม และประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่โครงการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น และในฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร กรมชลประทานจะต้องสูบน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรทุกปี ประมาณ 8.42 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาปรับปรุงทั้งโครงการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและเกษตรกรที่ใช้น้ำจากโครงการ อีกทั้งสภาพภูมิสังคมที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำการปรับปรุง ศึกษา สำรวจความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนและเกษตรกร เพื่อจัดทำโครงการให้ตรงกับความต้องการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง และเชื่อว่าการสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

“วันนี้ดีใจที่เห็นประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นโครงการดังกล่าว และขอให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น” รองผู้ว่าฯ หนองคาย กล่าว

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ตามนโยบายที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานของโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาโครงการที่ก่อสร้างมาเป็นเวลานานทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อให้ประหยัดน้ำและทั่วถึงเป็นธรรม ซึ่งพื้นที่ห้วยโมงมักประสบปัญหาอุทกภัยอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงที่น้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้น และในฤดูร้อนก็จะเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้ต้องสูบน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาช่วยเหลือเกษตรทุกปี ประมาณ 8.42 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมงก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2530 มีอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว แม้ที่ผ่านมากรมชลประทานจะสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมทุกปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การส่งน้ำและระบายน้ำมีประสิทธิภาพ เพราะแนวท่อน้ำอาจจะไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เนื่องจากวัสดุเก่าและมีการรั่วซึม เป็นต้น

“เราต้องการเพิ่มอัตราการระบายน้ำลงแม่น้ำโขงของประตูระบายน้ำห้วยโมงเดิม เพื่อลดระดับน้ำท่วมและลดระยะน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมไปถึงช่วงเวลาที่แม่น้ำโขงสูง อีกทั้งยังต้องการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักของโครงการ ที่ปัจจุบันแหล่งน้ำต้นทุนหลักของโครงการ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยโมง อ่างเก็บน้ำห้วยลาน และลำน้ำห้วยโมง มีปริมาตรเก็บกักเมื่อสิ้นฤดูฝนอยู่ที่ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่” นายสุรชาติ กล่าว

สำหรับการศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ประกอบด้วย 10 กิจกรรม ได้แก่ 1. การปรับปรุงประตูระบายน้ำห้วยโมงเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น และก่อสร้างประตูระบายน้ำห้วยโมงแห่งที่ 2 เป็นท่อระบายน้ำจำนวน 5 ช่อง ความยาวท่อระบายน้ำ 232.20 เมตร พร้อมติดตั้งเกียร์มอเตอร์และระบบโทรมาตร เพื่อช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก 2.ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยโมง เพิ่มความจุเป็น 36.36 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปัจจุบันที่มีความจุ 14.36 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้ปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของโครงการ โดยไม่ต้องสูบน้ำกลับจากแม่น้ำโขง 3. ปรับปรุงสถานีสูบน้ำและติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ โดยจะซ่อมแซมอาคารสถานีสูบน้ำทั้งหมด 10 แห่ง และซ่อมระบบโทรมาตรที่มีสภาพเก่าและใช้งานมาเป็นเวลานาน จะเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำและตู้ควบคุมที่ชำรุด 31 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำ และจะนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซล่าเซลล์มาใช้ช่วยลดค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำ 4. ปรับปรุงแนวท่อส่งน้ำ ซึ่งปัจจุบันเก่าใช้งานเป็นเวลานาน แต่แนวท่ออยู่ในการถือครองของประชาชนและอยู่ในระดับลึก ทำให้ซ่อมแซมและบำรุงรักษายุ่งยาก จึงจะลงไปตรวจสอบและกันเขตแนวท่อส่งน้ำใหม่ เปลี่ยนท่อที่ชำรุดและหมดสภาพในการใช้งาน 9 สาย ความยาวทั้งหมด 8.882 กิโลเมตร รวมทั้งย้ายแนวท่อให้บำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น 5.ปรับปรุงคลองส่งน้ำ ได้แก่ คลองส่งน้ำสายหลักจำนวน 17 สาย ความยามรวม 83.96 กิโลเมตร พร้อมปรับปรุงขยายผิวจราจรถนนบนคันคลองให้ได้มาตรฐาน และปรับปรุงซ่อมแซมคลองส่งน้ำสายซอยจำนวน 37 สาย ความยาวรวม 37.24 กิโลเมตร เป็นคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต พร้อมปรับปรุงผิวจราจร ถนนบนคันคลองและอาคารประกอบตามแนวคลองทุกแห่ง

6. ปรับปรุงคลองระบายน้ำ ซึ่งเป็นคลองขุดและคลองธรรมชาติใช้งานมาตั้งแต่ปี 2525 แต่ปัจจุบันตื้นเขิน แคบ และถูกบุกรุก จึงจะขุดลอกคลองระบายน้ำสายหลักและสายซอย 35 สาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ 7. ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยลาน เพิ่มความจุเป็น 23.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีความจุ 8.21 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะนำดินที่ขุดมาถมเป็นเกาะกลางอ่างเก็บน้ำ เพื่อวางแผงโซล่าเซล์ 8. ปรับปรุงคันกั้นน้ำ รวมทั้งอาคารประกอบคันกั้นน้ำตามแนวทั้ง 4 สาย จำนวน 11 แห่ง และปรับปรุงคลองขนานคันกั้นน้ำด้วย 9. ปรับปรุงขุดลอกบริเวณสถานีสูบน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง เพื่อเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรได้ และ 10. การทำระบบชลประทานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่แปลงใหญ่ มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอหลังการขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยโมง

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาปรับปรุงโครงการดังกล่าวนี้จะใช้งบประมาณ 3,870 ล้านบาท ระยะเวลาในการปรังปรุง 5 ปี โดยจะได้รับผลตอบแทนทางด้านเศรษฐศาสตร์และคุ้มค่ากับการลงทุน ช่วยให้เกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานภายใต้พื้นที่โครงการ 54,000 ไร่ เก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 39.49 ล้านบาศก์เมตร และลดพื้นที่น้ำท่วมลงได้กว่า 14,956 ไร่

“ขอยืนยันว่าการปรับปรุงประตูน้ำระบายน้ำห้วยโมงเดิม และการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพิ่ม จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของประชาชน เพราะกรมชลประทานก่อสร้างในพื้นที่ของกรมฯ เอง การขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยโมง และอ่างเก็บน้ำห้วยลานจะขุดลอกในขอบเขตที่ดินของรัฐที่จัดซื้อไว้แล้ว และทำในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น” นายสุรชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780197

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง  แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

สกู๊ปพิเศษ : KICK OFF สถานชีวาภิบาล ทน.อ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่อง แห่งแรกในจังหวัด และ เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่เทศบาลนครอ้อมน้อย ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร นายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อยชุมชนต้นแบบนำร่องแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร และเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี โดยมีนายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย พูดถึงความเป็นมาและความสำคัญในการจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย ร่วมด้วย นพ.วิเชียร ตันสุวรรณนนท์ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี นายแพทย์ธรรมวิทย์เกื้อกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน นายฐิติวัชร์วารีรัตน์ภากร สาธารณสุขอำเภอกระทุ่มแบน ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 5 ราชบุรี และผู้มีเกียรติทั้งจากทางเทศบาลนครอ้อมน้อย และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก

นายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย ในฐานะผู้ริเริ่มและจัดตั้งสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย กล่าวว่า สำหรับสถานชีวาภิบาลในชุมชนนี้ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ติดบ้าน ติดเตียง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และมีข้อจำกัดในการดูแลตนเอง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดจนตอบสนองความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้ป่วยและครอบครัว,เพื่อให้การดูแลชีวิตผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยมีสหวิชาชีพเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัย การให้การดูแลแบบต่อเนื่องไร้รอยต่อ เน้นการทำงานแบบองค์รวมครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจและอารมณ์ ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ ตลอดจนยังเพื่อเป็นศูนย์สถานชีวาภิบาลในชุมชน ต้นแบบนำร่องของจังหวัดสมุทรสาคร และของเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี อีกด้วย

ด้านนายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ก็กล่าวด้วยว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2567 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายการดำเนินงานด้านการยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นโครงการ 30 บาท พลัส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมถึงการดูแลรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพร่างกายเพื่อเป้าหมายที่ว่า “ประชาชนคนไทยสุขภาพดี ประเทศไทยสุขภาพดี” ดังนั้นการจัดตั้งสถานชีวาภิบาล จึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่มุ่งเน้นเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน ติดเตียง ให้ได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย, ด้านจิตใจและอารมณ์, ด้านสังคมและด้านจิตวิญญาณ อย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้าน สู่ชุมชน โดยไม่ถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง ขณะที่ลูกหลานสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ตามปกติ อันเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งสถานชีวาภิบาลในชุมชน เทศบาลนครอ้อมน้อยแห่งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงติดบ้าน ติดเตียงซึ่งเป็นการ “สร้างเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตรองรับสังคมสูงวัย” อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล ผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยใช้พื้นฐานจากการดูแลประคับประคองที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง

ทั้งนี้หลังจากที่ทำพิธีเปิดสถานชีวาภิบาลเทศบาลนครอ้อมน้อย ชุมชนต้นแบบนำร่องแห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร และเขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี พร้อมกับเยี่ยมชมการให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านสถานชีวาภิบาลในชุมชนร่วมกันอีกด้วย

จำรัส โกยอารี

กรมชลฯวางแผนส่งน้ำ มั่นใจมีน้ำใช้เพียงพอฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780194

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำ ว่าปัจจุบันพบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 61,480 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 81% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 37,540 ล้าน ลบ.ม.(72% ของความจุอ่างฯรวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,440 ล้าน ลบ.ม.(74% ของความจุอ่างฯรวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 11,744 ล้านลบ.ม.(65% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 2,541ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 12% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 403 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น7% ของแผนฯ ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลดีต่อระบบนิเวศ ทำให้ปัจจุบันค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาและการเพาะปลูกพืชแต่อย่างใด

ด้านพื้นที่ตอนบนของประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการใช้น้ำตามแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ จัดสรรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและพื้นที่เพาะปลูก พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้สำรวจแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ แก้มลิง และบึงต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ให้ได้มากที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เน้นย้ำให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2566/67 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ที่ยังคงมีปริมาณฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565/66 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ไชยา’หนุนปลูกหม่อน เลี้ยงไหมต่อยอดผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780198

‘ไชยา’หนุนปลูกหม่อน เลี้ยงไหมต่อยอดผลิตภัณฑ์

‘ไชยา’หนุนปลูกหม่อน เลี้ยงไหมต่อยอดผลิตภัณฑ์

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชิงบูรณาการ ที่หมู่บ้านท่องเที่ยวบ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์ซึ่งโครงการดังกล่าว ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯบุรีรัมย์ กรมหม่อนไหม ได้ส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าให้แก่เกษตรกร รวมทั้งผู้สูงอายุในชุมชน เป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 1.ฐานการเรียนรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม2.ฐานการเรียนรู้การฟอกย้อมสีเส้นไหม และ 3.ฐานการเรียนรู้การทอผ้าไหมสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของศูนย์เรียนรู้กลุ่มทอผ้าไหมบ้านสนวนนอก มีการพัฒนาลวดลายเอกลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าซิ่นตีนแดง เป็นต้น อีกทั้งได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย “ตรานกยูงพระราชทาน”ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้าในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและยกระดับรายได้เกษตรกรในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นการต่อยอดอาชีพเสริมไปสู่อาชีพหลักที่มั่นคงตามเป้าหมายสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกรภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาล ซึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของไทยเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ จากลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นและสีสันจากการฟอกย้อมที่สวยงาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยมากขึ้นดูแลรักษาง่ายเพื่อเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์สำหรับการเปิดตลาดสินค้าในคนรุ่นใหม่มากขึ้นและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันผ้าไหมไทยในเวทีโลก

ปลัดฯติวเข้มด้านเกษตรประเทศคู่ค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780195

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2566 ว่าเห็นถึงความสำคัญของการเกษตรต่างประเทศอย่างมากต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของไทย จึงได้มีนโยบายในการปฏิรูปการดำเนินงานด้านการบูรณาการข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในแต่ละหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อประกอบการจัดทำท่าทีด้านการค้าสินค้าและความร่วมมือเกษตรกับประเทศคู่ภาคีต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนงานของคณะทำงานฯ ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการค้า ประกอบด้วย 1.คณะทำงานกำหนดแผนงานด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศของกระทรวงเกษตรฯ 2.คณะทำงานกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาจากข้อจำกัดทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ และ 3.คณะทำงานด้านการวางแผนการตลาด เพื่อดำเนินงานรวบรวมข้อมูลสินค้าทางด้านเกษตรให้เป็นปัจจุบัน สามารถใช้ประโยชน์ต่อการวิเคราะห์การเปิดตลาดสินค้าเกษตร การเจรจาการค้าสินค้าเกษตร และการตลาดในต่างประเทศ สอดคล้องกับนโยบายด้านการเกษตรต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาจัดทำแผนโครงสร้างบุคลากรสำหรับการปฏิบัติงานด้านต่างประเทศของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีการปรับปรุงกำหนดตำแหน่ง
ผู้ปฏิบัติงานในต่างประเทศให้สูงขึ้น และการจัดตั้งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศเพิ่มในกลุ่มประเทศอื่นๆ พร้อมผลักดันบทบาทของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ โดยมุ่งใช้ตลาดนำ และผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น