‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เข้ม สั่งเร่งระบายน้ำ‘เจ้าพระยา’ออกทะเลให้เร็วที่สุด

11 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมรายงานการดำเนินงาน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 3,011 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง และไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ตามลำดับ โดยที่ผ่านมากรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมควบคุมการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาในขณะนี้ที่ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มลดลง ซึ่งคาดว่าการระบายปริมาณน้ำนี้จะเป็นชุดสุดท้ายของฤดูฝน ปี 2568 ด้านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีการปรับลดการระบายเหลือ 200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลผ่านเขื่อนพระรามหก และมีการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ เพื่อลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง และอ่าวไทยตามลำดับ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก รวมถึงช่วยบรรเทาและลดผลกระทบในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ร้อยเอกธรรมนัสฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทาน ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชน พร้อมกันนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งที่ยังมีศักยภาพรองรับ เพื่อเอื้อต่อการเตรียมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรในการทำนาปรังที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน ยังคงบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำฝน–น้ำท่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

‘ธรรมนัส’ห่วงประชาชน คงอัตราระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที 1 สัปดาห์

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.

‘ธรรม​นัส’ชี้​‘น้ำเหนือ-น้ำหนุน’เริ่มลด​ ยืนยัน​การ​ระบายท้าย‘​เขื่อน​เจ้าพระยา’​ที่​ 2,900​ ลบ.ม./วินาที​ เป็นอัตรา​สูง​สุด​แล้ว​ ห่วง​ประชา​ช​นจังหวัดท้าย​เขื่อน​ที่​ได้รับ​ผลกระทบ​ จึงคงอัตราดังกล่าว​เพียง​ 1 สัปดาห์​ แล้ว​ทยอย​ลดลง​ในอีก​ 2 – 3 วัน​ ส่วน‘ภาคใต้’ฝน​จะเพิ่ม​ขึ้น​ กำชับ​ชลประทาน​พื้นที่​พร้อมรับมือ

11 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็น​ประธาน​การประชุม​ติดตาม​สถานการณ์​น้ำที่กรมชลประทาน​ โดย​เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาในช่วงนี้ ว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลยังคงระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน ส่วน​เขื่อน​กิ่วลมระบายที่​ 6 ล้าน​ลบ.ม./ วัน​ ส่งผลให้​ปริมาณ​น้ำที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยามีมาก​ แม้ได้แบ่งน้ำเข้าระบบชลประทาน​ทั้ง​ 2 ฝั่งเหนือ​เขื่อน​อย่าง​เต็ม​ศักยภาพ​แล้ว​ ยังจำเป็นต้องระบายท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้​ประชาชน​จังหวัด​ท้าย​เขื่อน​ได้​รับผลกระทบ​กว้าง​ขึ้นโดยยืนยัน​ว่า การระบายในอัตราดังกล่าว​ เป็น​อัตราสูงสุด​ซึ่ง​จะดำเนินต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนทยอยปรับลดลงตามปริมาณน้ำเหนือที่เริ่มลดลง​ รวมทั้ง​ภาวะ​น้ำ​ทะ​เ​ลหนุน​ที่​คลี่คลาย​ลง

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำตอนปลายลุ่มเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทยที่จังหวัด​สมุทรปราการ​และ​จังหวัด​ฉะเชิงเทรา​ ตลอด​จนจะระบาย​น้ำเข้า​คลองบางสายของกทม.​ ในอัตราเล็กน้อย​ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม การระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงเหลือประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับเข้าสู่ระดับปกติราว 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเดือนมกราคม ขณะที่รัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเป็นพิเศษให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบยาวนานจากน้ำท่วม โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

“สถานการณ์อากาศในภาพรวมปีนี้​ ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากพายุหลายลูก ทำให้เกิดภาวะอากาศแปรปรวนและน้ำท่วมในหลายพื้นที่  โดยสถานการณ์​น้ำ​ลุ่ม​เจ้าพระยา​จะไม่รุนแรง​ไปกว่านี้​ เนื่องจาก​ฝนจะลงสู่ภาคใต้​ซึ่ง​ได้​สั่งการ​ให้​ชลประทาน​ในพื้นที่​เตรียม​มาตรการ​รับมือ​แล้ว” ร.อ.​ธรรม​นัส กล่าว​

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมติดตาม’รองนายกฯและรมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ร่วมติดตาม'รองนายกฯและรมว.กษ.' ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมติดตาม’รองนายกฯและรมว.กษ.’ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.23 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) ร่วมลงพื้นที่ติดตาม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดตรัง พบปะพี่น้องเกษตรกร และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.ตรัง จ.ตรัง ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นางปาริชาต รัตนมนตรี ปฏิรูปที่ดินจังหวัดตรัง นายรักศักดิ์ รักเดช ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพังงา นายสุทธวัชร นาคสวาทดิ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสราวุธ แต่งสถิตย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง จ่าเอกวันชัย เกิดด้วยทอง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวินัย จะระนิล ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ นายมานิต เอกสุวรรณ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

นอกจากนี้ รองนายกฯ และ รมว.กษ.ได้เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดเพื่อ การเกษตร จำนวน 228 ราย 292 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,106-2-55 ไร่ และมอบโฉนดต้นไม้จำนวน 10 ราย 10 แปลง เนื้อที่ประมาณ 170-0-55 ไร่ และปัจจัยการผลิต อาทิ โฉนดยางพารา โฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร (กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) เกียรติบัตรสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ได้รับการวัดชั้นระดับความเข้มแข็ง ชั้น 1 ต่อเนื่อง 3 ปี เงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มผลิตด้านการประมงชุมชนละ 100,000 บาท พันธุ์สัตว์น้ำจืด จำนวน 5 ชุมชน (ศูนย์ฯ สัตว์น้ำจืด) สารปรับปรุงบำรุงดิน (โดโลไมท์) โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โครงการฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ หญ้ามักอาหารสัตว์ ต้นพันธุ์พืชผักและเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นพันธุ์หม่อนไหม ต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ชีวพันธุ์เห็ดเรืองแสงศิรินรัศมี

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ตรัง มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินครอบคลุม 10 อำเภอ 62 ตำบล เนื้อที่ประมาณ 586,962 ไร่ มีการจัดที่ดินและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ใน เขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้เกษตรกร จำนวน 21,877 ราย 30,746 แปลง เนื้อที่ประมาณ 304,746 ไร่ โดยเปลี่ยนเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 4,924 ราย 6,580 แปลง เนื้อที่ประมาณ 54,260 ไร่

– 006

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.17 น.

“ธรรมนัส”ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังปัญหา พร้อมสั่งหน่วยงานเดินหน้ายกระดับราคาสินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง และรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารเกษตรเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรและประชาชน เข้าร่วมกว่า 2,000 คน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา พัทลุง สตูล และตรัง ร่วมกับคณะ เพื่อรับฟังประเด็นจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา การท่องเที่ยว สาธารณสุข คมนาคม และสังคม เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาหาแนวทางแก้ไขและเร่งผลักดันให้เกิดผลโดยเร็ว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย 6 ด้าน ได้แก่ เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและความมั่นคงกรรมสิทธิ์ บริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั้งระบบ ยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพและบริการมูลค่าสูง เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรกล จัดการทรัพยากรเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG และ Carbon Credit และเข้มงวดปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับปัญหาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดตรังที่เกษตรกรได้นำเสนอให้มีการแก้ไขเร่งด่วน อาทิ 1.ด้านการบริหารจัดการน้ำระบบชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอในการเกษตร 2.ด้านประมง เสนอขอให้ปรับเงื่อนไขโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ จัดตั้งหน่วยย่อยศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมง และผลักดันการขุดลอกร่องน้ำกันตังเพื่อการสัญจรและประมง และ 3.ผลักดันราคายางพารา และปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น และเพิ่มผลผลิตต่อไร่

“ทุกประเด็นที่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้เสนอ จะถูกนำมาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง หากเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ จะสั่งการให้เร่งแก้ไขทันที ส่วนเรื่องที่ต้องประสานกระทรวงอื่น รัฐบาลจะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง ขอย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ทั้งในกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ยางพารา และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ก่อนหน้านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ส่วนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรภาคใต้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศเขตควบคุมการขนย้ายยางใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และเชียงราย หากมีการขนย้ายโดยไม่ขออนุญาตจะถือเป็นยางสวมสิทธิ์และต้องถูกดำเนินคดีทันที พร้อมเดินหน้าเข้มงวดตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขับเคลื่อนราคายางพาราผ่านการทำ MOU กับหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศ รวมถึงการขยายตลาดส่งออกไปจีนและประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และการยางแห่งประเทศไทย

– 006

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

'โสภณ'มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

“โสภณ”มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส  

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) มอบนโยบายการดำเนินงาน “ธนาคารที่ดิน” โดยมี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน นายจำนงค์ หนูพันธ์ ผู้แทนบอร์ดสัดส่วนองค์กรชุมชม และนายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน พร้อมผู้บริหารธนาคารที่ดิน และผู้แทนบอร์ดธนาคารที่ดิน เข้ารับฟังแนวนโยบายการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 4 ตึกอำนวยการ ทำเนียบรัฐบาล

นายโสภณ กล่าวว่า ผู้บริหารธนาคารที่ดิน รายงานผลการปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2559-2568 โดยเป็นองค์กรช่วยเหลือประชาชนในด้านการกระจายการถือครองที่ดิน บนพื้นที่กว่า 7,256 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส จำนวน 1,816 ครัวเรือน ให้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน

ทั้งนี้ นายโสภณ ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม และให้เป็นปัจจุบัน และนำมารายงานในการประชุมวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ต่อไป

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

10 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาและบริหารจัดการโครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกรมส่งเสริมการเกษตร (OR) ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร และระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับทราบโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ภาพรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และพิจารณาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Prototype Products) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

-(016)

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’จัดการจราจรน้ำเหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมากถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที พื้นที่ตอนล่างได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ใช้‘คลองลัดโพธิ์’ระบายน้ำเหนือออก‘อ่าวไทย’ให้สอดคล้องกับจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล

10 พ.ย.68 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน แจ้งว่า ขณะนี้ได้บริหาร “จราจรน้ำ” ในลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลจากภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง หลังพบว่าระดับน้ำในหลายพื้นที่ยังคงสูงต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 06.00 น. ที่จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าแม่น้ำสายหลักทั้ง 3 สายมีปริมาณน้ำไหลมาก โดยแม่น้ำปิงมีอัตราการไหลผ่าน 1,329 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม่น้ำยม 501 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแม่น้ำน่าน 1,225 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านถึง 2,965 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำสะแกกรังไหลสมทบอีก 175 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท อยู่ที่ +17.70 เมตร (รทก.) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาโดยรับน้ำเข้าระบบชลประทานเต็มศักยภาพทั้งสองฝั่งรวม 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จาก 350 เหลือ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อชะลอน้ำจากตอนบนที่จะไหลมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมากเกินไป

ขณะที่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างและกรุงเทพมหานคร-ปริมณฑลยังคงได้รับอิทธิพลน้ำทะเลหนุนสูงร่วมด้วย ทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยช้ากว่าปกติ กรมชลประทานจึงเร่งระบายน้ำผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ ให้สอดคล้องกับจังหวะน้ำทะเลขึ้นลง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและลดภาวะน้ำล้นตลิ่งบริเวณริมลำน้ำ

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 930.25 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.90% ของความจุอ่าง มีน้ำไหลเข้า 145.31 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (12.55 ล้าน ลบ.ม./วัน) และระบายออก 300.29 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (25.95 ล้าน ลบ.ม./วัน) ซึ่งกรมชลประทานยืนยันว่า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำ5อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน พร้อมปรับแผน บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ หลังตกรูดสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศราคาแนะนำ​ฟองละ​ 3.20 บาทหรือ​เพิ่มขึ้น 6​ บาทต่อแผงมีผลวันนี้ ภาครัฐระดมมาตรการแก้ปัญหาราคา ทั้งปราบไข่ไก่เถื่อน เร่งรักษาเสถียรภาพราคา​ และ​กระจายไข่ไก่​ออกสู่​ตลาด​ทั่วประเทศ

10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกาศแจ้งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อฟอง หรือ 6 บาทต่อแผง หลังจากปรับลดไปได้เพียงสัปดาห์เดียว โดยราคาขายแนะนำใหม่อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง (น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไป) มีผลตั้งแต่วันนี้ (10 พ.ย. 68) เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เครือข่ายที่ออกประกาศประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่–ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แม่น้ำน้อย จำกัด เพื่อแจ้งแนวทางราคากลางให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ใช้เป็นแนวทางอ้างอิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศ หลังกรมปศุสัตว์ตรวจพบไข่เถื่อนจำนวนมากที่ส่งผลให้ตลาดล้นและกดราคาภายในประเทศ พร้อมทั้งหารือกับเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อวางแนวทางช่วยเหลืออย่างยั่งยืน

ต่อมา นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่​ โดยมีผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สหกรณ์ และผู้ประกอบการเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เร่งรัดการปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการระบายไข่ไก่ 60 ล้านฟองออกจากระบบภายใน 2 เดือน ด้วยการเร่งส่งออก​หรือ​ให้​บริษัท​ผู้นำเข้า​พ่อแม่​พันธุ์​ปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เร็วขึ้​นเพื่อพยุงราคาให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังผ่านพ้นช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับการเปิดภาคเรียนและโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้การบริโภคและการค้าคล่องตัวขึ้น โดยกรมการค้าภายในได้เดินหน้าโครงการ เชื่อมโยงไข่ไก่จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ผ่านเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งเป้าระบายไข่ไก่กว่า 3.5 ล้านฟอง ระหว่างวันที่ 17–23 พฤศจิกายนนี้ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มช่องทางจำหน่ายและรักษาเสถียรภาพราคาภายในตลาดทั้งมาตรการจากภาครัฐและความต้องการบริโภคที่ฟื้นตัวในช่วงปลายปี ส่งผลให้แนวโน้มราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.07 น.

10 พฤศจิกายน 2568 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้อำนวยการและบุคลากรกรมการข้าวในพื้นที่ ร่วมติดตาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ 

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำ การแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาร้างให้สามารถกลับมาทำนาหรือการเกษตรได้อีกครั้ง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้ทั่วถึงและเพียงพอความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่นราธิวาส

ในโอกาสเดียวกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ “เร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฯ“

นอกจากนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ได้ร่วมมอบปัยจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรพื้นที่นราธิวาส.

012

‘กรมปศุสัตว์’ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

'กรมปศุสัตว์'ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

‘กรมปศุสัตว์’ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

กรมปศุสัตว์ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กรมปศุสัตว์ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ โดยมี นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งผู้บริหารในสังกัดกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร เข้าร่วมงานฯ ณ ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

ในโอกาสนี้ มีการให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวน 300 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 200 ตัว ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง จำนวน 500 ตัว ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดนราธิวาส และประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า