กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772922

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน

วันเสาร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.38 น.

กรมข้าว​ ร่วม​ ธรรมนัส เดินสายเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั้งแผ่นดิน​ เตรียมเฮ​ หลังเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร เตรียมลุยโครงการโฉนดต้นไม้​

วันที่​ 2​ ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการให้บริการรับคำร้องขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงเรียนสว่างแดนดิน จ.สกลนคร

“เรื่องเอกสารสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรมีความมั่นคง ซึ่งการเปลี่ยนจาก ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ตอนนี้ทำได้แล้ว โดยเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค. 66) ได้ลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 15 ธ.ค. 66 นี้ จะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับโฉนดพร้อมกันทั่วประเทศไทยในวันที่ 15 ม.ค. 67 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการจัดทำโฉนดต้นไม้ ที่เป็นไม้เศรษฐกิจ ที่จะสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของที่ดิน ซึ่งหลังจากทำเรื่องโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรแล้ว จะทำเรื่องโฉนดต้นไม้ต่อไป” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว   

 นอกจากนี้ ภายในงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการมอบพันธุ์ปลา มอบผลิตภัณฑ์สารเร่ง และเมล็ดพันธุ์ปอเทือง มอบเมล็ดพันธุ์ข้าว​ มอบต้นพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ และไตโคเดอร์มา มอบชุดโซล่าเซลล์พร้อมบ่อบาดาล จำนวน 2 ราย มอบลานรวบรวมยางพารา จำนวน 2 สถาบันเกษตรกร และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร จำนวน 100 ราย และตรวจเยี่ยมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดด้วย

ในโอกาสเดียวกันนี้​ กรมการข้า​ว​ นำโดย​ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าวในส่วนภูมิภาค ได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว​ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์จำนวน​ 10​ กลุ่ม​ อีกทั้งได้ร่วมจัดนิทรรศการงานด้านข้าวภายในงาน​ อาทิ​ นิทรรศการข้าวพันธุ์ต่างๆที่สำคัญในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ นิทรรศการสารเคมีชีวภัณฑ์แบคทีเรียปฏิปักษ์​ ที่จะช่วย​ป้องกันโรคไหม้และโรคเมล็ดด่างของข้าว​ รวมไปถึงการนำผลิตแปรรูปจากข้าว​ เช่น​ เค้กบราวนี่​  ไอศกรีมข้าว​ มาแจกและให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิม

‘ธรรมนัส’ออกมาตรการเพิ่มใช้‘ยาง’ในประเทศ ขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ที่‘กยท.’ผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772710

‘ธรรมนัส’ออกมาตรการเพิ่มใช้‘ยาง’ในประเทศ ขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ที่‘กยท.’ผลิต

‘ธรรมนัส’ออกมาตรการเพิ่มใช้‘ยาง’ในประเทศ ขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ที่‘กยท.’ผลิต

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.47 น.

‘ธรรมนัส’เดินหน้าออกมาตรการเพิ่มการใช้‘ยาง’ในประเทศ เร่งหน่วยงานภาครัฐขับเคลื่อนการทำ‘ถนนยางพาราซอยซีเมนต์’ เตรียมขอไฟเขียว ครม.ให้‘รถยนต์ราชการ’ใช้ล้อยางที่‘กยท.’ผลิต

1 ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯเร่งสร้างเสถียรภาพให้กับยางพาราด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐจะต้องกำหนดเป็นนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยางพาราในการทำถนนยางพาราซอยซีเมนต์ของหน่วยภาครัฐที่จะต้องทำถนน นอกจากจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางได้ในปริมาณที่มากแล้ว ถนนยังมีความทนทานมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สามารถป้องกันการซึมผ่านของน้ำได้ดี ลดการเกิดฝุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้หารือเบื้องต้นกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับให้รถยนต์ของหน่วยราชการใช้ล้อยางที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ผลิต โดยออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้

สำหรับการผลิตล้อยางของ กยท. ล่าสุดได้เจรจากับโรงงานผลิตล้อยางของจีนรายใหญ่ในประเทศไทยที่มีโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง ถึงแนวทางการร่วมลงนาม MOU ในการผลิตล้อยางให้กับ กยท. โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพื่อมีความพร้อมที่จะผลิตล้อยางให้กับ กยท. ได้ทันที รองรับการใช้ล้อยางรถยนต์ของหน่วยงานราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และทหาร ซึ่งรถยนต์แต่ละคันมีอายุใช้ล้อยางประมาณ 2-3 ปี ก็จะต้องเปลี่ยนใหม่  ซึ่งหากดำเนินการได้เป็นรูปธรรมจะทำให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงได้สั่งการให้ กยท. ดำเนินการปรับสมดุลปริมาณยางในประเทศ  โดยเร่งตรวจสอบสต๊อกยาง ตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน พื้นที่สวนยาง และปริมาณผลผลิตยาง เพื่อจัดทำฐานข้อมูลยางที่ครอบคลุมทั้งประเทศ (Big Data)  ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการยาง กำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆ ด้านยางได้อย่างสอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์  สามารถรองรับการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของยางพาราไทยอีกด้วย

ขณะที่การเร่งปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราผิดกฎหมายก็ต้องทำคู่ขนาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทีมปฏิบัติการพิเศษ “พญานาคราช” จะสอดส่องและเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสผู้กระทำผิดให้แจ้งหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการจับกุมทันที พร้อมทั้งให้ กยท.บูรณาการร่วมทำงานกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตร ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในเส้นทางที่มีการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศเมียนมา หากเป็นยางพาราที่ขอใช้เส้นทางในประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 จะต้องมีเอกสารที่ถูกต้องและชัดเจนตรงกับปริมาณยางที่ขอผ่าน

ด้านนายณกรณ์  ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า  กยท. มุ่งเน้นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ โดยจะผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะการยกระดับสินค้าเกษตร “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูล ค่าสูง” โดยกำหนดเป้าหมายนำร่อง จำนวน 120 แห่งทั่วประเทศ ผ่านโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ (Smart Farm) ภายใต้แผนสร้างความเข้มแข็งให้สอดคล้องกับการพัฒนายางพาราทั้งระบบ ประกอบด้วย การอบรมพัฒนาความรู้ด้านยางพาราครบวงจร ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และการจัดการด้านการตลาด ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อก้าวไปสู่ Smart Farm  

“สถานการณ์ราคายางขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นนอกจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลให้ผลผลิตทั่วโลกลดลงขณะที่ความต้องการมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่าแล้ว นโยบายด้านยางพาราของรัฐบาลที่ชัดเจน และที่สำคัญการประกาศสงครามกับยางพาราเถื่อน โดยสั่งปราบปรามอย่างจริงจังของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ล้วนแต่เป็นปัจจัยบวกสนับสนุนให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น โดยล่าสุด ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับราคา 55.23 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบ 52.60 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางสดราคา 52.30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 15 เดือน” นายณกรณ์  กล่าว

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772699

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.17 น.

ผู้เลี้ยงหมูขอ‘อย.’ตรวจเข้มสารเร่งเนื้อแดงในหมูทุกจุดจำหน่าย

1 ธันวาคม 2566 นายสัตวแพทย์วรวุฒิ ศิริปุณย์ รองเลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เผยถึงสถานการณ์การสืบสวนสอบสวนและปราบปรามหมูเถื่อนที่กำลังเข้มข้นอยู่ในขณะนี้ทำให้ทราบว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา มีการลักลอบนำหมูเถื่อนเข้ามาแล้วกว่า 2,385 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยเข้ามาปะปนอยู่ในห้องเย็นและท้องตลาดของไทยเป็นจำนวนมากหลายหมื่นตันในสภาพหมูแช่แข็ง ไม่ใช่มีเพียง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ที่จับกุมได้ ณ แหลมฉบังเท่านั้น เชื่อว่าหมูเหล่านั้นกระจายวางขายให้ผู้บริโภคไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และปัจจุบันมันยังไม่หมดไป โดยยังคงมีวางจำหน่ายแทรกอยู่ตามท้องตลาดทั่วไทย หรือรอเวลาเล็ดลอดออกมาขาย 

สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือสารตกค้างในเนื้อหมูเถื่อนเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สารเร่งเนื้อแดง” เนื่องจากหมูเถื่อนส่วนใหญ่ เป็นหมูลักลอบนำเข้าจากประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างเสรี เพื่อหวังผลด้านลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวเพราะความห่วงใยในผู้บริโภคเป็นสำคัญ ด้วยสารเร่งเนื้อแดงมีผลกระตุ้นหัวใจให้ทำงานหนัก เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน 

“ในฐานะเกษตรกรซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย จึงอยากขอให้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ปูพรมตรวจสารเร่งเนื้อแดงในทุกจุดจำหน่ายเนื้อหมูทั่วประเทศ ตรวจให้หมดทั้งแผงหมูสดในตลาด ร้านขายหมูติดแอร์ หรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ  เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของผู้บริโภคในการบริโภคเนื้อหมู ตลอดจนเพื่อสุขอนามัยที่ดีของประชาชนคนไทยลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว ถือว่าเป็นการป้องกันก่อนรัฐต้องเสียงบประมาณในการรักษาอาการเจ็บป่วยของประชาชนที่จะตามมาอีกมากหากปล่อยให้รับประทานสารเร่งเนื้อแดงจากหมูเถื่อนกันทั้งประเทศ” น.สพ.วรวุฒิ กล่าว 

ทั้งนี้ หมูเถื่อนแช่แข็ง สามารถเก็บในห้องเย็นได้นาน 1 ปี จากใบขนสินค้าเข้าราชอาณาจักรไทยจำนวนมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่จับได้ นับว่ายังมีหมูเถื่อนเหลือรอดจากการถูกจับกุมอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งหากมีการขนย้ายไปยังแหล่งจำหน่ายได้แล้ว เช่น ตลาดหรือร้านอาหาร ก็ยากมากที่ประชาชนจะสังเกตเห็นหรือแยกได้ว่า ชิ้นใดเป็นหมูเถื่อน ชิ้นไหนเป็นหมูไทย ขณะที่หมูเถื่อนเก็บมานานกว่า 1 ปี ยังมีโอกาสขึ้นราและหมดอายุด้วย  จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบจาก อย.

สำหรับสารเร่งเนื้อแดงเป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจ ขยายหลอดลม สลายไขมัน เพิ่มระดับกลูโคสในเส้นเลือด เป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ยาบรรเทาโรคหอบหืดของมนุษย์ แต่การที่นำมาใช้เลี้ยงสัตว์และเกิดตกค้างในเนื้อสัตว์ที่ผู้บริโภครับประทานเข้าไป  จึงมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหลอดเลือด หลอดลม กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น เป็นอันตรายมากสำหรับหญิงมีครรภ์  ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ 

สระแก้ว พบมะพร้าว 3 นาง 1 ในล้าน เชื่อให้โชค ต่างขอเลขเด็ดเจอเต็มตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772563

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว มีชาวบ้านร่ำลือกันว่าที่บ้านของนายสมหมาย มาบกลาง อายุ 64 ปี ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว พบมะพร้าว3 นาง ซึ่งหายาก โดยโอกาสพบเจอมีเพียง 1 ในล้าน ชาวบ้านต่างเชื่อเป็นมะพร้าวให้โชค จึงแห่มาขอเลขเด็ดกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังรับทราบผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ พบนายสมหมาย เจ้าของบ้าน เมื่อถามถึงมะพร้าว3 นาง นายสมหมายได้ไปหยิบลูกมะพร้าวแก่หรือลูกมะพร้าวแห้งภายในบ้านจำนวน 1 ลูกออกมาให้ดู พบว่าเป็นลูกมะพร้าวแก่ๆ แห้งๆ หรือมะพร้าวห้าวที่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะนำมาคั้นน้ำกะทิ แต่ที่ผิดสังเกตคือ มียอดมะพร้าวหรือต้นอ่อนมะพร้าวโผล่ทะลุเปลือกมะพร้าวออกมาทีเดียว 3 หน่อหรือ 3 ยอดเรียงกันสูงประมาณ 30 ซม.และมีรากโผล่ออกมาถึง 8 รากนายสมหมายกล่าวว่า นี่คือมะพร้าว 3 นาง ซึ่งเป็นมะพร้าวที่หายากมากจะมีเพียง 1 ในล้านเท่านั้น เชื่อว่าเป็นมะพร้าวนำโชคจึงเก็บรักษาไว้ภายในบ้าน และจะนำไปปลูกในสวนเพื่อเป็นสิริมงคล เพราะเป็นมะพร้าวที่แปลกมาก 1 ลูกมีหน่อออกมาถึง 3 หน่อ ตนเองเกิดมาอายุปูนนี้แล้วไม่เคยพบเห็น นี่เป็นครั้งแรก ปกติธรรมดาลูกมะพร้าวแก่ๆ หรือมะพร้าวห้าวจะมีหน่อหรือยอดแทงออกมาเพียงลูกละ 1 หน่อหรือ 1 ต้นเท่านั้น นานๆ ครั้งอาจจะเจอบ้างที่มี 2 หน่อ แต่ไม่เคยเห็นมะพร้าวแทงหน่อออกมาพร้อมกันถึง 3 หน่อ มีความสูงไล่เลี่ยกัน ซึ่งชาวบ้านโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่บอกว่าเขาเรียกกันว่ามะพร้าว 3 นาง เป็นของที่หายากมาก ต่อมาได้มีชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างแห่เดินทางมาขอดูมะพร้าว 3 นางที่บ้านของนายสมหมายกันอย่างคึกคัก

อำนาจเจริญ ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ให้บริการตรวจหาโรค รักษาฟรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772565

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. บริการประชาชนในพื้นที่ ต.โพนทอง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ และได้มอบชุดยาพระราชทาน จำนวน 50 ชุด ให้ผู้นำชุมชนไปแจกจ่ายประชาชนที่มีฐานะยากจน ในพื้นที่ จำนวน 50 ครัวเรือน โดยมี นายแพทย์ปฐมพงศ์ ปรุโปร่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ นำทีม แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ออกให้บริการช่วยเหลือประชาชน ในการรักษาป้องกันโรค และส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่โรงเรียนบ้านโพนทอง หมู่ที่ 9 ต.โพนทอง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป บริการด้านทันตกรรม บริการแพทย์แผนไทย แนะนำการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมโรคติดต่อตามฤดูกาล การตรวจเช็คมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ตลอดจนชี้แจงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ แก่ประชาชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะช่วงนี้ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องรักษาสุขภาพตนเองให้ดี เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และปรุงสุกใหม่ๆ พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง สำหรับจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับพระราชทานให้เป็นจังหวัด พอ.สว. ลำดับที่ 49 เมื่อปีพุทธศักราช 2537 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีอาสาสมัคร พอ.สว.สายแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขและอื่นๆ รวม 1,558 คน ได้จัดกิจกรรมออกปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

คปก.เคาะชื่อออกโฉนดเพื่อการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772566

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 6/2566 ว่าได้ติดตามความคืบหน้าการยกระดับเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 11 ข้อ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายและระเบียบ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ประชุมพิจารณาแก้ไขระเบียบ คปก.ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ที่ประชุม คปก.มีมติรับทราบความก้าวหน้าในการแก้ไขระเบียบ คปก.ทั้ง 3 ฉบับ ตามที่คณะอนุกรรมการเสนอ ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าตาม Roadmap ที่ได้วางไว้ในการยกระดับเอกสารสิทธิเป็น “โฉนดเพื่อเกษตรกรรม” ซึ่งหลังจากนี้ ส.ป.ก.จะได้นำร่างระเบียบ คปก.ทั้ง 3 ฉบับ ไปดำเนินการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป และจะนำกลับมาให้ คปก.เห็นชอบร่างฉบับสุดท้าย เพื่อให้ รมว.เกษตรฯ ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 และเริ่มแจกโฉนดเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกทันวันที่ 15 มกราคม 2567

สำหรับคณะอนุกรรมการได้ดำเนินการปรับปรุงระเบียบ คปก.ภายใต้กรอบแนวทาง 4 ข้อ โดยการเปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ และถือครองทำประโยชน์เกิน 5 ปีขึ้นไป โดยมอบให้ ส.ป.ก.ทุกจังหวัด เร่งสำรวจว่ามีกี่ราย ต้องมีแนวทางป้องกันไม่ให้โฉนดตกไปอยู่ในมือของนายทุน โดยมีการตรวจสอบทุก 5 ปี ว่าเกษตรกรนำที่ดินไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้กฎหมาย แต่เป็นการใช้ระเบียบของ ส.ป.ก.

นายกฯเยือนถิ่นเมืองลับแล ติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772567

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เขื่อนทดน้ำผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นายเศรษฐาทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหาและมอบนโยบายแนวทางการแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี นายสุริยพลนุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน นายอภิชาต ชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายยุทธนามหานุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 3 (โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก อ.เมืองอุตรดิตถ์, โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปาด อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์)  นายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 นายไพฑูรย์ ศรีมุก รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุกตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมชลประทาน ร่วมให้การต้อนรับ

โดย จ.อุตรดิตถ์ เป็น 1 ในจังหวัด ที่มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 450,000 ไร่ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนการใช้น้ำให้กับจังหวัดต่างๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวม 22 จังหวัด ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่าง ประมาณ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งอยู่ในแม่น้ำน่าน บริเวณบ้านคลองนาพงหมู่ 7 ต.ผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันได้สร้างเขื่อนทดน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำ พร้อมอาคารประกอบ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

รองปลัดฯร่วมถก แก้ภัยพิบัติเกษตร เกิดภาวะเอลนีโญ ปัญหาฝุ่นPM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772560

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 7/2566 ว่าต้องเตรียมแผนการแก้ปัญหาด้านการเกษตรจากผลกระทบของสภาพอากาศแปรปรวน เกิดเอลนีโญ และมีน้ำฝนสำรองพอใช้ รวมถึงเตรียมการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ (PM2.5) ที่เกิดจากภาคการเกษตร ซึ่งที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ พบว่ามีการกักเก็บน้ำเกินเกณฑ์ความจุ 8 แห่ง มีอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อย 4 แห่ง รวมถึงรับทราบสถานการณ์อุทกภัย ปี 2566

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ช่วงฤดูแล้ง ปี 2566/67 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางดำเนินงานป้องกัน และลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านการเกษตรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและอุทกภัย พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2566/67 เพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้ และตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช ซึ่งส่งผลให้เกิดมลภาวะฝุ่นทางอากาศ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้จัดทำ (ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน

เทศบาลนครเชียงราย จับมือกองทัพอากาศ จัดกิจกรรมเชิงสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772561

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกับ พลอากาศโทชัยนาท ผลกิจ รองเสนาธิการทหารอากาศ พร้อมด้วย นาวาอากาศโทปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับการฝูงบิน 416 เชียงราย และคณะทหารอากาศ  ที่โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ทั้งนี้ การหารือได้วางกรอบแนวทาง เรื่องการส่งเสริมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมส่งเสริมกีฬาและสิ่งแวดล้อม โดยทางกองทัพอากาศ และเทศบาลนครเชียงราย จะได้ร่วมกันดูแลพื้นที่บางส่วนของฝูงบิน 416 เชียงราย จำนวน 20 ไร่ เพื่อดำเนินการพัฒนาให้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย สถานที่พักผ่อน ลานกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อขานรับกับ เชียงราย เมืองแห่งสุขภาพ Chiang rai  Wellness City โดยนายวันชัย จงสุทธานามณีนายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมกับทางกองทัพอากาศ และฝูงบิน 416 เชียงราย ดำเนินการโครงการต่างๆ ที่ดีให้ประชาชนชาวเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปลูกผักสวนครัว พื้นที่สร้างสรรค์ให้กับนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 สันป่าก่อ ดังนั้นการดำเนินการในพื้นที่ 20 ไร่ จะเป็นสิ่งที่ต่อยอดสิ่งดีๆ ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดเชียงรายให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอีกแห่ง กลางเมืองเชียงราย

กรมชลฯเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ภาคใต้ตอนล่างรับมือฝนตกหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772562

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน กล่าวว่า 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และภูเก็ต ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก จึงกำหนด 6 แนวทางปฏิบัติ ซึ่งจะสอดคล้องกับ 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ในการรับมือ

สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมนั้น จะเป็นจุดที่น้ำท่วมซ้ำซาก ฝั่งตะวันออกในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่ บริเวณเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช สนามบินนครศรีธรรมราช และพื้นที่โดยรอบ เขตเทศบาลเมืองทุ่งสง พื้นที่ลุ่มน้ำตาปีตอนบน แหล่งชุมชนในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกและตะวันตก พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตอนบนและตอนล่าง พื้นที่ติดทะเลของสวนส้มโอทับทิมสยามรวม 3,500 ไร่ ใน ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ บริเวณเทศบาลตลาดไชยา ที่ลุ่มริมแม่น้ำตาปี ตั้งแต่ อ.พระแสง อ.เคียนซา อ.พุนพิน และพื้นที่โครงการฝายคลองท่าทอง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 15 ได้จัดเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำพร้อมเสริมคันดินระยะทาง 900 เมตร ในพื้นที่ ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากคลองบางจากไหลล้นเข้าท่วมสวนส้มโอแล้ว

ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันตก 3 จังหวัด คือ พังงา ภูเก็ต และกระบี่ แม้ไม่มีสถานการณ์ฝนตกหนัก แต่ได้เตรียมความพร้อมจัดกำลังคนเครื่องจักรกลเข้าประจำ 12 จุดเสี่ยง รวมทั้งเครื่องจักร เครื่องมือประจำการในพื้นที่ที่สำนักงานชลประทานที่ 15 รับผิดชอบทั้งสิ้น 177 เครื่อง

“ฤดูฝนในพื้นที่ภาคใต้จะเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายน ซึ่งก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝน สำนักงานชลประทานที่ 15 ได้กำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกเพิ่มประสิทธิภาพการระบายบริเวณประตูน้ำระบายน้ำ (ปตร.) แม่น้ำสายสำคัญ คลองสายย่อย รวมระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร กำจัดวัชพืชได้กว่า 10,000 ตัน นอกจากนี้ได้ประสานโครงการชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนหากเกิดสถานการณ์ที่บ่งชี้เหตุอุทกภัยล่วงหน้า พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันผ่านสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 14 แห่ง ของกรมชลประทานในพื้นที่ 5 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งอยู่ในฝั่งตะวันออก 6 อ่าง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 167 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณเก็บกัก สามารถรับน้ำได้อีก 49 ล้าน ลบ.ม.ฝั่งตะวันตก 8 อ่างมีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 58.2 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณเก็บกัก สามารถรับน้ำได้อีก 5 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างไรก็ดี ได้บริหารจัดการน้ำตามเกณฑ์กำหนดในฤดูฝนนี้อย่างรัดกุม ไม่ให้กระทบพื้นที่ท้ายน้ำ รวมถึงบริหารน้ำต้นทุนสำรองเพื่อใช้อุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง