‘สมศักดิ์’เผยน้ำพื้นที่EEC มีพอใช้รับมือผลกระทบเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770434

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามข้อห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนน้ำภาคอุตสาหกรรมจากสถานการณ์เอลนีโญ พบว่าแม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะมีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนมีร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้ฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำ 82% ของปริมาณความจุ คาดว่าจะเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นย้ำให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)บริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการเชื่อมโยงแหล่งน้ำแต่ละแห่งในลักษณะอ่างพวงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา สทนช.มีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนรองรับสถานการณ์เอลนีโญ โดยผันน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออกเพื่อเติมน้ำทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต-คลองพานทอง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่

ด้าน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก โดยปัจจุบัน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง ในภาคตะวันออก มี 4 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมีปริมาณน้ำ 164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100% ของความจุ อ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำ 282 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 96% ของความจุและอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำ 276 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 94% ของความจุส่วนอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีปริมาณน้ำ 84 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น72% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์ดี และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด มีปริมาณน้ำ 161 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 38% ของความจุ อยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดย สทนช.จะบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

‘ไชยา’ลุยกาญจนบุรีเติมน้ำเขื่อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770435

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และปัญหาลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (วัว/หมู) ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งมอบนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของส่วนราชการในสังกัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารส่วนราชการ จ.กาญจนบุรี เข้าร่วม ที่ อบจ.กาญจนบุรี ว่าจากรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ พบว่ายังสามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติมได้ จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด STB ณ สนามบินนครสวรรค์ ระดมกำลังเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำแบบเต็มอิ่มในเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อ่างเก็บน้ำกระเสียวจ.สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานีรวมถึงพื้นที่การเกษตรภายใน จ.กาญจนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบห้องเย็นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงเส้นทางการนำเข้าทุกเส้นทางตามนโยบายประกาศสงครามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ยกเลิกการนำเข้าชิ้นส่วนเนื้อสุกรทุกประเภท และชะลอการนำเข้าโคเนื้อ-กระบือ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสุกร โคเนื้อ และกระบือผิดกฎหมายมาจำหน่ายในราคาถูก ทำให้กลไกราคาบิดเบือน สำหรับปัญหาโรคระบาดในสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโคนมทุก 4 เดือน และโคเนื้อทุก 6 เดือน ขณะนี้ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในโคและกระบือรอบที่ 1/2567 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเร่งกำจัดโรคระบาดให้คืนสู่สถานภาพปลอดโรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

รมว.เกษตรฯถกมท.-ทส. แก้ปัญหาสมัชชาฯ-กลุ่มพีมูฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770437

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับแกนนำสมัชชาคนจน (สคจ.) เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดินที่เป็นปัญหาค้างคา แบ่งเป็นกระทรวงมหาดไทย 14 กรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 7 กรณี ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกรอบการทำงานจากนี้ร่วมกันระหว่าง สคจ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามข้อร้องเรียนในแต่ละประเด็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี หลังจากหารือร่วมกับกลุ่มสมัชชาฯ แล้ว รมว.เกษตรฯ ได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล พบปะตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ เพื่อหารือการขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการ ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรรมการ ลงนามแต่งตั้งทั้งหมด 7 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินทั้งระบบ 2.คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม 3.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากโครงการของรัฐ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ 5.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ และบุคคล 6.คณะอนุกรรมการสิทธิที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และ 7.คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาใน 10 ประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และปัญหารายกรณีทั้งสิ้น 266 กรณี ร่วมกันตามที่กลุ่มพีมูฟ ได้ยื่นข้อเสนอการแก้ปัญหา ซึ่งสำนักปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะประสานงานฝ่ายเลขาฯ ของคณะกรรมการและอนุกรรมการทุกชุด

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770392

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.37 น.

สวก.จัดใหญ่จัดเต็ม!! โชว์ผลงานวิจัยเด่น 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก พลิกโฉมเกษตรไทยสู่สากล 20 – 21 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.จัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร โชว์ศักยภาพงานวิจัย กับ 6 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก ในงาน “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ยกระดับประสิทธิภาพภาคเกษตร เพื่อแสดงถึงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเกษตรแบบเดิมไปสู่ยุคการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม ตอบโจทย์รัฐบาล ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ระหว่างวันที่ 20 – 21 พ.ย.นี้ ณ ฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ของการจัดตั้งสำนักงานฯ จึงได้จัดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตร ภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนวิถีเกษตรไทย ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” โดยการจัดงานครั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดการประชุมฯ พร้อมพระราชทานโล่รางวัล ให้กับนักวิจัยดีเด่น และงานวิจัยดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลโครงการวิจัยดีเด่น ได้แก่ ชุดโครงการความต้องการโภชนะของโคนมในประเทศไทย (กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น)

2.รางวัลนักวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 3.รางวัลนักเรียนทุน สวก.ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2566 ได้แก่ นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัล (Big data) ด้านการเกษตรของประเทศไทยสู่เวทีโลก 4.รางวัลผู้ประกอบการ สวก.ดีเด่น ที่นำผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ไฟโตไบโอติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จัดภายใต้ธีมงาน “พลิกโฉมเกษตร สู่ตลาดสากล ด้วย 6 เมกาเทรนด์เปลี่ยนโลก” โดยนำผลงานความสำเร็จจากงานวิจัยและนวัตกรรมของ สวก.และเครือข่ายพันธมิตร มาจัดแสดงภายในงาน ประกอบด้วย 4 โซนหลัก ได้แก่

1.นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นำเสนอผลงานของ สวก.ที่สนองพระราชปณิธานด้านการเกษตร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรในประเทศไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชการที่ 10 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยด้านการเกษตรของไทย

2.นิทรรศการ 20 ปี สวก.และ ARDA Award นำเสนอผลงานวิจัยเด่นของ สวก.ในรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ Smart Farm for Future Agriculture , Machinery Plus for Value Added , Miracle of Biodiversity , Food for the Future , Better Forecast for Better Life , Policy for Life and Trade

3.โซนนิทรรศการ 6 Mega Trends เปลี่ยนโลก นำเสนองานวิจัยที่ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนา ภาคเกษตรไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก ประกอบด้วย 1) Agritechnology 2) Coffee & Tea 3) Food & Beverage 4) BCG 5) Health & Beauty 6) Agricultural Sustainability

4.โซนนิทรรศการของหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยในระบบ ววน.นำเสนอ บทบาท ภารกิจและผลงานของหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยในระบบ ววน. ที่ทำหน้าที่  เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและบริหารงบประมาณวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

สำหรับตัวอย่างผลงานวิจัยเด่นที่จัดแสดงภายในงาน อาทิ เทคโนโลยีน้ำแข็งเหลวโอโซน หรือ Slurry ice สำหรับยืดอายุการเก็บรักษาสัตว์น้ำ สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหารทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปลากะพงขาวที่เก็บรักษาในน้ำแข็งเหลวโอโซน พบว่า ไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค ตลอดช่วงระยะเวลาในการเก็บรักษานานถึง 12 วัน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่น่าสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโปรตีนสูงจากไข่น้ำ/ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนวัตกรรมสมุนไพรจากพลูคาว / ผลิตภัณฑ์ไฮโดรเจลสมานแผล / ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงจากสารสกัดข้าวสังข์หยด

ภายในงานยังมีปาฐกถาและการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ภาพรวมผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร และการเตรียมการรับมือ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก. / การบรรยาย หัวข้อ “เกษตรไทยจะเปลี่ยนไปด้วยวิจัยและพัฒนา” โดย ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / การเสวนา หัวข้อ “ก้าวทันสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป กับอนาคตเกษตรไทยเปลี่ยนแปลง” และหัวข้อ “นวัตกรรมอาหารไทย สู่ความมั่นคงอาหารโลก” ส่วนในวันที่ 21 พฤศจิกายน ยังมีพิธีลงนาม MOU การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ระหว่าง สวก.กับ องค์การเภสัชกรรม และ MOU การพัฒนางานด้านปศุสัตว์ ระหว่าง สวก. กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น อีกด้วย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานรวมทั้งนำเสนอความสำเร็จและความภาคภูมิใจของ สวก.แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพงานวิจัย และยังต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย ได้มาศึกษาหาความรู้ อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน นักลงทุนและนักธุรกิจได้พบปะนักวิจัยและสัมผัสกับงานวิจัยของจริง เพื่อนำผลงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงธุรกิจต่อไปด้วย

– 006

รมช.เกษตรฯถก สมาคมไร่อ้อยฯ รับฟัง-แก้ปัญหา มอบทุนนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770222

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ และเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญ สมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ประจำปี 2566 ที่หอประชุมสมาคมไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ว่ารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการเป็นประธานเปิดประชุมสามัญใหญ่ของสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ประจำปี 2566 เนื่องจากได้รับทราบกิจกรรมรวมถึงปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะปัญหาการขอรับเงินชดเชย 120 บาท/ตัน จากการตัดอ้อยสด เพื่อลด PM2.5 ในช่วงปี 2565-2566 ยืนยันว่าพร้อมสานต่อและเร่งดำเนินการให้พี่น้องเกษตรกรได้รับเงินชดเชยแน่นอน

“เห็นควรเร่งผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลอีกครั้งภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล ให้มีความทันสมัยมีสิทธิประโยชน์ที่ก่อให้เกิดกำไรต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมากขึ้น เช่น ผลผลิตที่เกิดขึ้นเป็นรายสินค้าต้องนำมาคำนวณผลกำไรแบ่งให้เกษตรกร รวมถึงพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูกเพียงแค่อ้อยแต่ปลูกพืชอื่นผสมด้วย จึงควรนำ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรฯ อาจจะตรงตามภารกิจมากกว่า” นายไชยา กล่าว พร้อมกันนั้นได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิตการเกษตร (พันธุ์อ้อย) ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย รวมทั้งมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน 15 ทุน

จากนั้น นายไชยา ได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด พร้อมให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

‘ไชยา’-DSIค้นห้องเย็นซุกหมูเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770225

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ว่าได้ขยายผลจากการตรวจค้นของดีเอสไอ ในคดีพิเศษ 59/2566 ที่ตรวจพบบริษัทนำเข้าเนื้อหมูเถื่อน และสามารถตรวจยึดของกลางได้ 200 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าอาจนำหมูเถื่อนมาซุกซ่อนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ตรวจสอบเอกสารสำแดงการนำเข้าของซากสัตว์ที่กำลังตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการห้องเย็นที่อยู่ในฐานะผู้รับฝาก ซึ่งต้องมีหลักฐานการรับฝากเก็บสินค้านำเข้าอย่างถูกต้อง

นายไชยากล่าวอีกว่า เบื้องต้นตรวจสอบพบเนื้อกระบือ และโค ที่ส่วนหนึ่งมาจากประเทศที่สามารถนำเข้าได้อย่างออสเตรเลีย ซึ่งผู้นำเข้าต้องเตรียมเอกสารมาสำแดงการนำเข้าให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และแสดงตนว่านำเข้ามาอย่างถูกต้อง ในส่วนเครื่องในสุกรที่ตรวจพบ 75 ตันมีความคล้ายคลึงกับซากสัตว์ที่ตรวจพบ 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อนหน้านี้ คาดว่ามีความเชื่อมโยงกัน และอยู่ในระหว่างการพิสูจน์หลักฐาน โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เพื่อประกาศสงครามการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เถื่อนและสร้างกลไกตลาดให้กลับมาเป็นปกติ รวมถึงช่วยปกป้องเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ รวมถึงเน้นย้ำว่าหากมีกระบวนการที่ขัดกับการแก้ปัญหา เช่น ระเบียบ หรือตัวบุคคล จะต้องแก้ไขให้สามารถดำเนินการตามนโยบายต่อไปได้

‘ธรรมนัส’รุดบริหารจัดการ แก้อุทกภัย-แล้งคาบสมุทรสทิงพระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770224

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์และพบปะเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ต.บ้านตาขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ได้แก่ อ.ระโนด กระแสสินธุ์สทิงพระ และสิงหนคร และบางส่วนของ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 2,200 ไร่ อาทิ ก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านท่าเข็น ขุดขยายคลองศาลาหลวง ระยะทาง 2.44 กิโลเมตร ขุดขยายคลองโคกทอง-หัวคลอง ความยาว 4.663 กิโลเมตร ก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองระโนด ขุดขยายคลองโรง ความยาว 4 กิโลเมตร ขุดขยายคลองพังยาง ความยาว 4.50 กิโลเมตร ขุดขยายคลองหนัง ความยาว 2.52 กิโลเมตร ก่อสร้างสถานีสูบน้ำสนามชัย และก่อสร้างคันกั้นน้ำบ้านเกาะใหญ่ – บ้านท่าคุระ ความยาว 3 กิโลเมตร

ด้านการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ได้ดำเนินโครงการ อาทิ การเพิ่มศักยภาพคลอง พล.อ.อาทิตย์ฯ พร้อมอาคารประกอบ โดยขุดขยายคลอง ความยาว 37.40 กิโลเมตร การก่อสร้างสถานีสูบน้ำโคกพระและระบบส่งน้ำ การก่อสร้างสถานีสูบน้ำคลองหนังและขุดลอกแก้มลิงชะแล้ เป็นต้น หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถชะลอน้ำหลากในช่วงฤดูฝนได้ 32,000 ไร่ ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง 21,530 ไร่และราษฎรได้รับประโยชน์ 1,485 ครัวเรือนสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 12,000 ไร่

“โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อราษฎรในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำไว้อุปโภคบริโภค การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้จะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาเขตลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่สำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำทะเลน้อย คาบสมุทรสทิงพระ และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดประตูน้ำสถานีสูบน้ำคลองหนัง พร้อมร่วมปล่อยพันธุ์ปลาสุลต่าน 300,000 ตัว และมอบพันธุ์ปลาให้กับผู้แทนชุมชน จากนั้นได้เดินทางไปยังที่ว่าการ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) รวม 30 ราย มอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ ชุดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ 250 ชุด ปัจจัยการผลิตพืช (ต้นกล้ามะเขือและสารชีวภัณฑ์) 20 ชุด และข้าวสาร 200 ชุด มอบเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และเยี่ยมชมนิทรรศการความสำเร็จของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่

นบข.เคาะมาตรการช่วย ปลูกข้าวปีการผลิต66/67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770226

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 2/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่กระทรวงพาณิชย์ ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/67 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศไทย ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ รวมไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 56,321 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับปีการผลิตถัดไป กระทรวงเกษตรฯ ได้รับมอบหมายเป็นเจ้าภาพในการเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ตลอดกระบวนการผลิต และเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการขอเพิ่มกรรมการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) 3 ราย และขอเพิ่มอนุกรรมการของคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติการผลิต (กข.) 2 ราย เพื่อให้การดำเนินงานบริหารจัดการข้าวเป็นไปด้วยความราบรื่น คล่องตัว มีการพิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบครบทุกด้าน พร้อมนำมติเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769807

'เฉลิมชัย'นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

‘เฉลิมชัย’นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.23 น.

วานนี้ (16 พ.ย.66) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมฯ ร่วมกับ นายเหอ ซุน ผู้ว่าเมืองเจิ้งโจว และคณะผู้บริหารฯ ในการประชุมฯ นายเฉลิมชัย ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ความร่วมมืออันดีของไทย-จีน ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านสังคม โดยวาระนี้ ได้มีการนำเสนอพื้นที่ความร่วมมือแห่งใหม่จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการ Eastern Economic Corridor: EEC หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ ทางฝ่ายจีน ได้ให้การตอบรับอย่างดี พร้อมให้ความร่วมมือส่งเสริม ผลักดันนักลงทุนจากเจิ้งโจว เข้าไปลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง และเห็นร่วมส่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมณฑลเหอหนาน เข้าไปศึกษาในปีการศึกษาหน้าที่จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการสร้างนิคมฯ ดังกล่าวต่อไป

หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย และคณะฯ เดินทางร่วมกับ นายจาง ปั๋ว รองผู้ว่าฯ เมืองเจิ้งโจว ร่วมเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเขตนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ RCEP “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และเปิดตัวโครงการตามบันทึกความร่วมมือ “สองประเทศ สองนิคม” อย่างเป็นทางการ ระหว่างเมืองเจิ้งโจว กับเมืองระยอง พร้อมทั้งลงนามในสัญญาร่วมก่อสร้างโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไปพร้อมกับก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่จังหวัดระยอง เพื่อยกระดับความร่วมมือห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย-จีน โดยปีนี้เป็นปีครบรอบ 48 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างไทย-จีน อีกด้วย ถือเป็นการต่อยอด ก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป

‘ธรรมนัส’ชูนวัตกรรม หนุนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769745

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานเสวนา “สร้างนวัตกรรมด้วยแรงบันดาลใจ เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรไทยในเวทีโลก” เนื่องในโอกาสมหาวิทยาลัยทักษิณ สถาปนาครบรอบ 55 ปีและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ตลอดจนเยี่ยมชมศูนย์เทคโนโลยียางเพื่อชุมชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรจะต้องมุ่งไปที่การปรับตัว เปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิม โดยนำนวัตกรรมทางการเกษตร มาใช้เป็นกลไกของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการใช้เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตร และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับระดับราคาของสินค้าการเกษตร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในการเร่งดำเนินการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยจะพยายามประสานงานทุกภาคส่วน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน”

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หากใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมมาช่วย จะมีโอกาสสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ ในการทำโรดโชว์เพื่อหาตลาดใหม่ และขับเคลื่อนผ่านทูตเกษตร ทั้งนี้ สินค้าเกษตรมูลค่าสูงคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการยกระดับความสามารถในการผลิตให้ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพ โดยใช้กระบวนการและวิธีการสมัยใหม่ในการลดต้นทุนและการควบคุมคุณภาพ อาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่า ในการสร้างแบรนด์ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคีต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่รวมขององค์ความรู้และนวัตกรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนเพื่อให้นโยบายของรัฐบาลมุ่งสู่ความสำเร็จ อาทิ 1.การยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร โดยผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง 2.ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายโดยถือเป็นการประกาศสงครามสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างจริงจัง 3.ยกระดับ MR. สินค้าเกษตร 4.สร้างครอบครัวเกษตร บูรณาการงานเข้มแข็ง 5.การรับมือภัยธรรมชาติ และ 6.การจัดการทรัพยากรทางการเกษตรทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG และ Carbon Credit เป็นต้น