‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

5 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า วันนี้ (5พ.ย.68) เมื่อเวลา07.00 น. ที่ผ่านมา สถานี C.2 จ.นครสวรรค์   มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 2,908 ลบ.ม./วิ  ในขณะที่สถานี Ct.25 แม่น้ำสะแกกรัง จ. อุทัยธานี   มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 304 ลบ.ม./วิ   แนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักมาจากฝนที่ตกหนักบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำ  ส่งผลต่อเนื่องให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับ +17.14 ม.รทก. 

ทั้งนี้  เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์และฝนที่ตกในพื้นที่ กรมชลประทาน จะทำการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งตามศักยภาพของคลอง และจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 11.00 น. จากอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที  เป็น 2,600 ลบ.ม./วินาที  ภายในเวลา 17.00 น. ของวันนี้

อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง จากอิทธิพลของร่องมรสุม อาจทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอีก จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นและมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจะแจ้งให้ทราบต่อไป

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.38 น.

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

4 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ว่า ปัจจุบัน (4 พฤศจิกายน 2568) มีน้ำไหลลงอ่างฯ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุดมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 983 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 102% ของความจุอ่างฯ

จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่าบริเวณด้านเหนือเขื่อนยังคงมีแนวโน้มน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยอาจมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ดังนั้น เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นลำดับ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 68 จากอัตรา 75 ลบ.ม./วินาที

+ วันที่ 5 พ.ย. 68 จะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 200 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 17 ล้าน ลบ.ม./วัน

+ วันที่ 6 พ.ย. 68 จะปรับเป็น 300 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณวันละ 26 ล้าน ลบ.ม./วัน

ทั้งนี้ จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ประมาณ 2.00-2.30 เมตร โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นยังอยู่ในลำน้ำ ไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำล้นตลิ่งในแม่น้ำป่าสัก ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารใกล้ชิด

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.00 น.

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

4 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า จากอิทธิพลฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วง 2-4 พ.ย. 68 ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม และน่าน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักและอ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยกรมชลประทาน ได้วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้

1. การบริหารจัดการน้ำตอนบน

ได้ใช้ศักยภาพของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ บริหารจัดการร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำการ “หน่วงน้ำ” และเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ แม้จะมีการหน่วงน้ำจากเขื่อนหลักแล้ว แต่ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ ยังคงเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกในพื้นที่ท้ายเขื่อน ทั้ง 2 แห่ง ประกอบกับมีปริมาณน้ำที่ไหลมาสมทบจากแม่น้ำยม และแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

2. การบริหารจัดการเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท

เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำเหนือที่ไหลลงมา กรมชลประทานจะรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเขื่อน แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจำเป็นต้องระบายผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราประมาณ 2,700 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที

จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกแนวคันกั้นน้ำเดิมคล้ายกับช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ได้แก่

– พื้นที่ริมแม่น้ำน้อย–คลองโผงเผง–คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– อำเภออินทร์บุรี และอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

– อำเภอป่าโมก และอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง

– อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า รวมทั้งมีการนำน้ำเข้าสู่คลองชลประทานอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับติดตั้งเครื่องจักร และเดินเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำส่วนเกินลงสู่อ่าวไทย เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ wmsc.rid.go.th และ bigdata-swoc.rid.go.th

ขอบคุณภาพ : สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมอุตุนิยมวิทยา

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.04 น.

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะ ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.53 น.

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำผู้บริหาร ข้าราชการกรมการข้าว ร่วมเฝ้า ฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

เลขาธิการส.ป.ก. ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

เลขาธิการส.ป.ก. ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

เลขาธิการส.ป.ก. ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.42 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และคณะ  ร่วมเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

-(016)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมเฝ้าฯในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.40 น.

4 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นำผู้บริหาร ข้าราชการ  เฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

-(016)

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.11 น.

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

4 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า ประเทศไทยยังคงได้รับอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุม ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกระลอก

ล่าสุดเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้(4 พ.ย. 68) แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,673 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น  ในขณะที่สถานี ct.25 แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 261 ลบ.ม./วินาที  ก่อนจะไหลมาสมทบกันบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ส่งผลให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนยกตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับ  +17.02 ม.รทก.

กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบให้มากที่สุด ด้วยการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งตามศักยภาพของคลอง รวมทั้งทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 10.00 น.วันนี้ จากอัตรา 2,300 ลบ.ม./วิ เป็นอัตรา 2,400 ลบ.ม./วิ ภายในเวลา 16.00 น. ของวันนี้ และจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

การแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึง ความล้มเหลวของระบบกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น ตั้งแต่ต้นทางจนถึงธรรมชาติ

ปลาที่เข้ามาในนาม “ปลาสวยงาม” วันนี้กลายเป็นผู้รุกรานระบบนิเวศในเขื่อน, บ่อเพาะเลี้ยง และลุ่มน้ำชุมชน โดยไม่สามารถสืบสวไปถึงต้นทางได้ ความล้มเหลวนี้ชี้ชัดว่าหากรัฐไม่ใช้ ข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือ จะเกิด “วงจรปลาต่างถิ่น” และ “ปลาเถื่อน” ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 คือ ปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ แต่ในความเป็นจริงพบการแพร่ระบาดของปลาต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ปลาบัตเตอร์, ปลาช่อนอเมซอน, ปลาซัคเกอร์ และยังมีปลาต้องห้ามอื่นๆ ที่พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ

ช่องว่างนี้สะท้อนว่า กฎหมายอ่อนแอ, ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์, และขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การอนุญาตนำเข้า “ปลาสวยงาม” โดยไม่ประเมินความเสี่ยงและไม่บังคับใช้ระบบ traceability ทำให้เกิดการลักลอบและการแพร่พันธุ์ในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ตลาดปลาสวยงามสร้างรายได้สูง แต่ช่องโหว่ของระบบกำกับทำให้ ผู้ค้าและฟาร์มสามารถลักลอบนำเข้าปลาที่มีศักยภาพรุกรานสูง เมื่อความนิยมลดลงไม่ทำเงินอีกต่อไป หรือโดนจับตาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ปลาที่เลี้ยงเพื่อความสวยงามถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างไม่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังมีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เพิ่มเติม) เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่นหายาก หรือป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ ซึ่งประกอบสัตว์น้ำด้วย 13 ชนิด อาทิ ปลาเทราท์สายรุ้ง ปลากะพงปากกว้าง ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช ปลาที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO LMO ทุกชนิด เป็นต้น

ปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างชัดเจนของวงจรนี้ จากแหล่งค้า สู่ฟาร์ม สู่ธรรมชาติ การปล่อยโดยไร้การประเมินทางวิทยาศาสตร์ทำให้สัตว์เหล่านี้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและแทนที่ปลาพื้นถิ่น การหยุดวงจรนี้จึงจำเป็นต้องใช้ ข้อมูลโปร่งใสและมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ต้นทาง

รายงานการส่งออกปลาหมอคางดำโดย 11 บริษัท แสดงให้เห็นปัญหาด้านความโปร่งใส ที่กรมประมงยังไม่ได้เปิดเผย เอกสารอนุญาต, หนังสือรับรองชนิดพันธุ์ หรือหลักฐานตรวจสอบต่อสาธารณะ

การไม่เปิดเผยข้อมูล ทำให้หน่วยงานอิสระและนักวิชาการไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ การหยุดวงจรปลาต่างถิ่นจึงต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลนำเข้า–ส่งออกอย่างโปร่งใส พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับ

การระบุชนิดพันธุ์ปลาต้องใช้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น DNA barcoding หรือ Whole Genome Sequencing แต่การตรวจสอบปลาหมอคางดำที่ผ่านมา ยังไม่โปร่งใสและไม่ครบถ้วน

การจัดตั้ง ศูนย์พิสูจน์ DNA สัตว์น้ำต่างถิ่น ภายใต้การกำกับร่วมของรัฐ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย จะสร้างมาตรฐานที่เชื่อถือได้และสามารถ ยุติวงจรปลาต่างถิ่น ได้ตั้งแต่ต้นทาง

ปลาหมอคางดำไม่เพียงแค่ผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนระบบรัฐ ว่า กฎหมายอ่อนแรง การตรวจสอบไม่โปร่งใส และการขาดหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้วงจรปลาต่างถิ่นดำเนินต่อเนื่อง

“หยุดวงจรปลาต่างถิ่นจากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ ด้วยข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์”

เป็นแนวทางปฏิบัติที่ต้องเกิดขึ้นจริง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติก่อนเกิดความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก Ayam Bangkok ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 50 ล้าน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก Ayam Bangkok ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 50 ล้าน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก Ayam Bangkok ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 50 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.36 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก “ Ayam Bangkok” ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศไปแล้วกว่า 50 ล้านบาท

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิต (Ayam Bangkok) ไปยังประเทศอินโดนีเซีย ณ ด่านกักสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนามบินสุวรรณภูมิ 

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตไปอินโดนีเซีย 9 ครั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 403 ตัว สร้างรายได้กว่า 50 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มมีการส่งออกไก่พื้นเมืองครั้งแรกบินตรงสู่อินโดนีเซีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกำหนดการที่จะส่งออกในวันที่ 7 และ 12 พฤศจิกายน 2568 (ครั้งละ 50 ตัว) ซึ่งการส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยไปอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องทั้งปริมาณและมูลค่า แสดงให้เห็นถึงการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานของไก่พื้นเมืองไทย 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยไปอินโดนีเซียในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 9 โดยในครั้งนี้มีไก่ของเกษตรกร 1 ราย จำนวน 4 ตัว ขายได้ราคากว่า 1.9 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตัวละเกือบ 5 แสนบาท ซึ่งนับเป็นมูลค่าการส่งออกที่สะท้อนถึงศักยภาพของเกษตรกรไทยและความเชื่อมั่นจากตลาดต่างประเทศ การส่งออกไก่พื้นเมืองทั้งหมดในครั้งนี้ จำนวน 50 ตัว มูลค่ารวมกว่า 8.5 ล้านบาท โดยกรมปศุสัตว์ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงอย่างเข้มงวด ให้เป็นฟาร์มปลอดโรค และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสัตว์ของอินโดนีเซียทุกประการ 

ทั้งนี้ไก่พื้นเมืองมีชีวิต “Ayam Bangkok” ของประเทศไทยที่เป็นที่นิยมกับตลาดประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากสายพันธุ์ที่มีความ “เก่งและโก้” คือมีทั้งความเก่งกาจด้านการต่อสู้เชิงกีฬาและความสวยสง่างาม มาอย่างยาวนาน  การขยายตลาดไก่พื้นเมืองในต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร ผ่านสายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก จะเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบาย “เกษตรมูลค่าสูง” ด้านปศุสัตว์ ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในอนาคตอันใกล้นี้กรมปศุสัตว์มีแผนที่จะดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ขยายตลาดในการส่งออกไก่พื้นเมืองของประเทศไทยสู่ตลาดอื่นๆ   ในต่างประเทศต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด