นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

นักวิชาการชี้ลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น ปัญหาหลักกระทบระบบนิเวศ แนะรัฐแก้แต่ต้นทาง

การแพร่ระบาดของ “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือสัตว์น้ำต่างถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย กำลังเป็นปัญหาหลักที่คุกคามระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการ “ลักลอบนำเข้า” ที่ถูกระบุเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่สุดที่ต้องเร่งอุดให้ได้ตั้งแต่ต้นทางไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุถึงการพบปลาต่างถิ่นหลายชนิด อาทิ ปลาหมอบัตเตอร์, ปลาหมอมายัน, ปลาซักเกอร์, และปลาอโรวาน่า แพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ ซึ่งตอกย้ำถึงความเร่งด่วนที่ กรมประมง ต้องเร่งวางมาตรการป้องกันและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการจัดการปัญหาที่ต้นตอคือ การลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำเหล่านี้

ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า เปิดเผยว่า ในเชิงวิทยาศาสตร์ “เอเลี่ยน” คือสัตว์หรือพืชต่างถิ่นที่ไม่ใช่สายพันธุ์ดั้งเดิมของไทย แม้จะมีเอเลี่ยนสปีชีส์จำนวนมากถูกนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายเพื่อการวิจัยหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่มาจาก “การลักลอบนำเข้า” สัตว์น้ำเหล่านี้

“ตามข้อมูลที่เราตรวจสอบ การลักลอบเข้ามาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิดหลุดรอดและแพร่พันธุ์ในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจกรมประมงที่มีหน้าที่กำกับดูแล แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง” ดร.ชัยภัฏกล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า การควบคุมการลักลอบนี้มีความซับซ้อนไม่ต่างจากการปราบปรามยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย

เครือข่ายเสียงจากป่าเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างสัตว์ต่างถิ่นที่เป็นประโยชน์และที่เป็นโทษ โดยยอมรับว่าทุกการนำเข้าเป็น “ดาบสองคม” แต่สำหรับสัตว์น้ำที่ถูกลักลอบนำเข้าและไม่สามารถค้นหาที่มาที่ไปได้ชัดเจนนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างที่สุด จากการสำรวจพบว่ามีสัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิดที่หน่วยงานรัฐไม่มีหลักฐานการนำเข้าถึงร้อยละ 50 ซึ่งอนุมานได้ว่าเกิดจากการลักลอบเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยภัฏได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังเป็นข่าวอย่าง “ปลาหมอคางดำ” ว่า ข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาทางสื่อโซเชียลจำนวนมากมักสร้างความเข้าใจผิดว่ามันเป็นปลานักล่าที่ทำลายสัตว์น้ำอื่น “เราไปหลงเชื่อตั้งแต่ต้นว่ามันอันตราย ทั้งที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลจาก FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำ วงศ์ Cichlidae มีลักษณะการกินเน้นเศษอินทรียวัตถุ, สาหร่าย, และแพลงก์ตอนเป็นหลัก” ดร.ชัยภัฏกล่าว พร้อมเสริมว่า โครงสร้างฟันและทางเดินอาหารของมันเหมาะสำหรับการ “กรอง” มากกว่าการ “กัด” และมีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลายในพื้นที่น้ำกร่อยหรือน้ำเสีย

ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือการ เพิ่มความเข้มงวดและมีเอกสารที่ชัดเจนในการตรวจสอบการนำเข้าและการส่งออก เพื่อลดปัญหาการลักลอบให้ได้มากที่สุด แม้ว่าการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น แต่การขาดการควบคุมดูแลที่ทั่วถึงและปัญหาการลักลอบคืออุปสรรคสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขตั้งแต่ต้นทางเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างแท้จริง

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ ‘รองฯธรรมนัส’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ 'รองฯธรรมนัส' ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ร่วมคณะ ‘รองฯธรรมนัส’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์ สามัคคีติวานนท์

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.33 น.

17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนและมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์บริการเคหสถานสามัคคีติวานนท์ โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรม หน่วยงานภายใต้กระทรวง  ผู้บริหารหน่วยงานร่วมภารกิจ และผู้แทนเครือข่ายชุมชน ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนในครั้งนี้ และมอบบ้านมั่นคงสหกรณ์บริการการเคหสถานสามัคคีติวานนท์ ทั้งนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ รูปธรรมสหกรณ์บริการเคหสถานสามัคคีติวานนท์จากชุมชนบุกรุกสู่การพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งกล่าวให้กำลังใจ และมอบบ้านมั่นคง จำนวน 59 หลัง  ณ เทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

-(016)

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

17 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมหารือแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 134-135

-(016)

‘โฆษกกระทรวงเกษตรฯ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจสอบราคาซื้อ’ข้าวเปลือกนาปี’

'โฆษกกระทรวงเกษตรฯ'ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจสอบราคาซื้อ'ข้าวเปลือกนาปี'

‘โฆษกกระทรวงเกษตรฯ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจสอบราคาซื้อ’ข้าวเปลือกนาปี’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.45 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อสอบถามราคาซื้อข้าวเปลือกนาปี

โดยจุดแรก ที่โรงสีบัวสมหมาย ตั้งอยู่ที่ ต.เหนือ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นสถานที่รับซื้อข้าวรายใหญ่ ได้สอบถาม นายสมหมาย สมทรัพย์ เจ้าของโรงสี แจ้งว่า วันที่ 14 พ.ย.รับซื้อข้าวหอมมะลิสด ความชื่น 25% กก.ละ 12.50 บาท วันนี้ (15 พ.ย.) รับซื้อ กก.ละ 12.80 บาท และมีแนวโน้มราคาจะสูงขึ้นกว่านี้ ซึ่งนายสมหมายแจ้งว่า ข้าวหอมมะลิมีเท่าไหร่รับซื้อทั้งหมด

จุดที่ 2 จุดรับซื้อบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด อ.เชียงขวัญ ณ วันที่ 15 พ.ย.รับซื้อข้าวมะลิสด ความชื้น 25% ในราคา กก.ละ 12.50 บาท และจุดที่ 3 ลานรับซื้อเกษตรวิสัยไรซ์ ซี่งมาตั้งจุดรับซื้อที่ลานตลาด อบต.ม่วงลาด ได้พบ น.ส.สุวิดา อาพัฒน์ ตัวแทนบริษัทผู้รับซื้อ แจ้งว่า เมื่อวาน (14 พ.ย.) รับซื้อข้าวหอมมะลิสด ความชื้น 25% กก.ละ 12.80 บาท วันนี้ (15 พ.ย.) รับซื้อข้าวหอมมะลิข้าวสด ความชื้น 25% กก.ละ 13.20 บาท เนื่องวันนี้ความชื้นจะน้อยกว่าเมื่อวาน เมล็ดข้าวจะแห้งกว่า สาเหตุจากน้ำในแปลงนาเริ่มแห้ง ความชื้นน้อยกว่า และมีแนวโน้มราคาจะเพิ่มขึ้นอีก

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ จนท.วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ-ครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ นายณฐกร บริบูรณ์ วิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการและครอบครัว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทำร้ายคณะกรรมการตรวจรับงานปรับปรุงอาคารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ณ โรงพยาบาลกระบี่ และเป็นตัวแทนมอบกระเช้าเยี่ยมให้กำลังใจจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจาก ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

จากนั้น ได้เดินทางไปยังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน

จากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและคณะได้เดินทางไปยังวัดแก้วโกรวาราม ตำบลปากน้ำอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายปราโมทย์ แซ่ตั๋น สถาปนิกปฏิบัติการ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่ และที่วัดคลองท่อม ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต นายชาญณรงค์ ถิ่นลิพอน พนักงานโยธา สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกระบี่

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมคณะ'รองฯธรรมนัส'ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมคณะ’รองฯธรรมนัส’ลงพื้นที่นครปฐมดูแลประชาชน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ร่วมกับคณะของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ตรวจราชการในจังหวัดนครปฐม ณ จุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน เชื่อมคลองสูบ หมู่ 2 โรงพยาบาลห้วยพลู ต.ห้วยพลู อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และตรวจสถานที่ก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย บริเวณหน้าวัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะได้พบปะประชาชน พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ด้วย

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ พลิกวิกฤตบ่อกุ้งร้าง-สู่ธุรกิจปูขาวเศรษฐกิจยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการวิจัย ‘การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง’ โดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะ มทร.ศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปลี่ยนพื้นที่บ่อกุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง (อ.หัวไทร, อ.ปากพนัง, อ.เมือง) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กลายเป็นแหล่งผลิตปูขาวที่มีคุณภาพ

โดยโครงการนี้เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยเดิมที่ชื่อว่า ‘ปูขาว-นครศรีโมเดล’ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างชุดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปูทะเลแบบเดิมที่มีอัตรารอดต่ำเพียง 15-20% ให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

ซึ่งโครงการได้พัฒนาชุดความรู้ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน เห็นได้จาก 1.)อัตราการรอดตาย (ปูไซส์ตลาด) จากเดิมอยู่ที่ 15–20% กลายเป็น 60–80% และ 2.)รายได้ผู้ประกอบการจากเดิมที่ไม่แน่นอน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากโดยรวมของกระบวนการโครงการวิจัยดังกล่าว จะพบว่าในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดอัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROI) จะอยู่ในระดับที่สูงถึง 522.15% ขณะที่ผลกระทบทางสังคม (SROI) ก็อยู่ในระดับสูงถึง 4.1

ในปี 2568 โครงการได้เข้าสู่ระยะขยายผล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบเครือข่ายแม่ข่าย-ลูกข่าย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบชุมชนขับเคลื่อน (Community-Driven Technology Transfer) ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ และมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน (แม่ข่าย 16 ครัวเรือน และลูกข่าย 104 ครัวเรือน)

โดยเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จากโครงการเดิม (แม่ข่าย/นวัตกร) ทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่ม ถ่ายทอดชุดความรู้ Standard Operating Procedure (SOP) การผลิตปูขาว และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น (เช่น การเลี้ยงแบบใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง) ให้แก่เกษตรกรรายใหม่ (ลูกข่าย) ซึ่งเกษตรกรลูกข่ายสามารถบรรลุรายได้สุทธิเกิน 60,000 บาทต่อปี ขณะที่แม่ข่ายคาดว่าจะมีรายได้สุทธิสูงถึง 350,000 บาทต่อปี (คำนวณจาก 2 รอบการเลี้ยง)

ซึ่งข้อมูลชุดความรู้และ SOP การผลิตปูขาวได้รับการยอมรับจาก สำนักงานประมงจังหวัด และกรมประมง เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะการปรับนากุ้งทิ้งร้างมาเป็นบ่อเลี้ยงปูขาว และสอดคล้องกับแนวทางการกำหนดปูขาวเป็นสัตว์เป้าหมายของกรมประมง นอกจากนี้รูปแบบการเลี้ยงเน้นการรักษาสมดุลทางนิเวศ โดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นหลัก ทำให้การผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ ผลจากงานวิจัยได้ก่อให้เกิด ‘นิเวศธุรกิจปูขาว’ ที่ครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ปูขาวกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน และคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมในห่วงโซ่ธุรกิจปูขาวไว้ที่ประมาณ 19-20 ล้านบาทต่อปี

////-026

‘กรมการข้าว’ผนึกกำลัง’ซันไรซ์’ออสเตรเลีย เดินหน้า’ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

'กรมการข้าว'ผนึกกำลัง'ซันไรซ์'ออสเตรเลีย เดินหน้า'ข้าวคาร์บอนต่ำ' ขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

‘กรมการข้าว’ผนึกกำลัง’ซันไรซ์’ออสเตรเลีย เดินหน้า’ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

“กรมการข้าว” ผนึกกำลัง “ซันไรซ์” ออสเตรเลีย เดินหน้า “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ขยายตลาด – พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อชาวนาไทย

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  เปิดห้องประชุมต้อนรับ  Mr. Ed Thistlethwaite Vice President และ คุณบราลี แตงอ่อน Category Procurement Manager บริษัท ซันไรซ์ (SunRice Group) กลุ่มธุรกิจข้าวชั้นนำระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย ให้เข้าพบแสดงความยินดีและร่วมปรึกษาหารือ ความร่วมมือในการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายสำคัญของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

การหารือครั้งสำคัญนี้มุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาวนาไทย ได้แก่

1. โอกาสทางการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำในออสเตรเลีย การหารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดและการขยายช่องทางการจำหน่าย ข้าวคาร์บอนต่ำของไทย ในประเทศออสเตรเลีย ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ยั่งยืน (Sustainability) และแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการของตลาด การกำหนดราคา และมาตรฐานการนำเข้าข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อต่อยอดข้าวคาร์บอนต่ำสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปมูลค่าสูง (Value-added products) ที่หลากหลาย

3. ความร่วมมือส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำการสร้างความร่วมมือทางเทคนิคในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Rice Farming) ให้กับชาวนาไทย และสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้เกิดการขยายผลการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนทั่วประเทศ สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับชาวนาจากการขายผลผลิตพรีเมียมและโอกาสในการเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิต

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า “การพบปะกับ SunRice ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของข้าวไทยในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำข้าวรักษ์โลก การผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง SunRice จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงตลาดพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลตอบแทนให้กับชาวนาไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทางด้าน Mr. Ed Thistlethwaite ได้แสดงความยินดีในความร่วมมือครั้งนี้ โดยระบุว่า ไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตข้าวคุณภาพดี และบริษัทพร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้และช่องทางทางการค้า เพื่อร่วมสร้างข้าวคาร์บอนต่ำที่เข้มแข็งและยั่งยืน

การหารือครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว

'อธิบดีกรมการข้าว'เฝ้ารับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.03 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เฝ้ารับเสด็จฯ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”เสด็จพระราชดำเนินติดตามความก้าวหน้างานด้านข้าว และทรงทอดพระเนตรการเกี่ยวข้าว ณ แปลงสาธิตการเกษตรโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมกรมการข้าว พร้อมด้วย นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พลเอกหญิง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการเกี่ยวข้าวประจำปี 2568 (เป็นการส่วนพระองค์) ณ แปลงสาธิตการเกษตร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลถวายรายงานทรงทราบผลการดำเนินงาน “โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ” โดยผลการดำเนินงานได้ดำเนินการ สร้างแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะนำร่องใน 13 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การจัดการแปลง จนกระทั่งการเก็บเกี่ยว อาทิ การปรับระดับดินด้วยเลเซอร์ การบริหารน้ำด้วยเซนเซอร์อัตโนมัติ การใช้โดรนทางการเกษตร และระบบตรวจสุขภาพข้าวที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ สามารถลดต้นทุนได้ 30 – 35% เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยกว่า 8% และถ่ายทอดความรู้แก่
เกษตรกรกว่า 520 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ถวายรายงานการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าอันเนื่องมาจาก พระราชดำริบริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ประจำปี 2568” โดยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี

– 006

‘เลขาธิการ มกอช.’เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

'เลขาธิการ มกอช.'เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

‘เลขาธิการ มกอช.’เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“เลขาธิการ มกอช.”เผยความร่วมมืออาเซียน-จีน เดินหน้าเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมความปลอดภัยอาหาร ไทยเตรียมต่อยอดพัฒนาระบบใบรับรอง SPS อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับจีน

นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมระดับอธิบดีว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การประชุมครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการความร่วมมือที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบความปลอดภัยอาหารและอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาค

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าจากจีนในการพัฒนา เว็บไซต์ China-ASEAN SPS Cooperation Information Platform (www.chinaaseansps.com) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลกฎหมาย มาตรฐาน และมาตรการด้านสินค้าเกษตรกว่า 40,000 รายการ พร้อมจัดตั้งฐานข้อมูลสารจำกัดและสารปนเปื้อนกว่า 200,000 รายการ โดยเพิ่มฟังก์ชัน AI Assistant “เสี่ยวไห่” (Xiaohai) เพื่อช่วยสืบค้น วิเคราะห์ และตอบคำถามด้าน SPS ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบ Market Access Inquiry Platform ที่เปิดให้ประเทศสมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะการเข้าถึงตลาดของสินค้าเกษตรและอาหารได้แบบออนไลน์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาช่วยพัฒนาความโปร่งใสและการบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นการจัดตั้งกลไกร่วมป้องกันและควบคุมโรคพืชและสัตว์ข้ามพรมแดน (Invasive Alien Species) ซึ่งจีนได้เสนอให้ขยายความร่วมมือเชิงเทคนิคและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังและการตอบสนองอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาค โดยไทยเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity) และความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอาเซียน-จีนได้อย่างยั่งยืน

เลขาธิการ มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทย มกอช.จะได้ใช้เวทีนี้ในการหารือแนวทาง ต่อยอดพัฒนา “ระบบใบรับรอง SPS อิเล็กทรอนิกส์ (e-SPS)” ระหว่างไทยและจีน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการรับรองด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ และส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดย มกอช.อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อเตรียมระบบและโครงสร้างข้อมูลให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบของจีนได้ในอนาคต

“ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลภายใต้กรอบ SPS ระหว่างอาเซียนและจีน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบข้อมูลร่วมที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรระหว่างภูมิภาค แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสุขภาพของประชาชน พืช และสัตว์อย่างยั่งยืน มกอช.พร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาค” นายชัยวัฒน์ กล่าว

– 006