‘ไชยา’รับหนังสือ เกษตรกรรายย่อย เร่งปราบหมูเถื่อน มุ่งการผลิตวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761690

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบหนังสือจากตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ในประเด็นราคาผลผลิตตกต่ำ การลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรแช่แข็งผิดกฎหมาย รวมถึงการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ว่าให้ความสำคัญกับเกษตรกรทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย หลังจากได้กำกับดูแลการปราบปรามสินค้าภาคการเกษตรที่นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะด้านปศุสัตว์ ซึ่งได้เร่งดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนจากต่างประเทศ สำหรับกรณีที่มีตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งเนื้อสุกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบก่อนนำเข้านั้น กรมปศุสัตว์ จะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างโปร่งใส

สำหรับแนวทางการเร่งแก้ไขปัญหา อุปสรรค จากข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ในประเด็นโรคระบาดในสัตว์นั้น จะตั้งคณะกรรมการในการศึกษาเรื่องการผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดให้แก่เกษตรกรรายย่อย เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศรวมถึงแนวทางการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรรายย่อย มีช่องทางการจำหน่ายในประเทศมากขึ้นตามนโยบายด้านเกษตรกรรม “ตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” โดยนายเศรษฐาทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ใช้กลไกอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอาทิ การเข้ามาดูแลด้านราคาผลผลิตเกษตรให้เป็นธรรม การเพิ่มโอกาสทางการค้าและกลไกตลาดโดยอาศัยความมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นต้น

เกษตรฯประสานFAO มุ่งความสำคัญเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761183

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้นางเบธ เบค-ดอล รองผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of United Nations : FAO) พร้อมด้วยนายจอง จิน คิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรฯ เข้าเยี่ยมคารวะ แสดงความยินดีในโอกาสรับตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ตลอดจนหารือประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยและ FAO

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ และ FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ทั้งความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตร ภายใต้กรอบ Country Programing Framework (CPF) สำหรับประเด็นหารือครั้งนี้มุ่งเน้นความสำคัญด้านการเกษตรของประเทศไทย และโครงการพระราชดำริซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงให้ความสำคัญและทรงงานด้านการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องดิน อันเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและภาคการเกษตรไทย รวมถึงประชาคมโลก มุ่งดูแลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ให้มีความอยู่ดี กินดี มีรายได้มั่นคง เน้นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาปรับใช้ให้เกิดศักยภาพในด้านการผลิต

‘ธรรมนัส’เปิดงาน ทำให้รายย่อยยั่งยืน รับฟังข้อเรียกร้อง เกษตรกรรายย่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761185

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เปิดสัมมนา “ทำอย่างไรให้รายย่อยยั่งยืน” โดยมีสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานเอกชน ด้านปศุสัตว์ เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ขวัญกำลังใจให้เกิดแก่เกษตรกร ภาคปศุสัตว์เศรษฐกิจรายย่อยทั่วประเทศให้ดำรงอยู่ในอาชีพการเลี้ยงสุกรต่อไป และเพื่อปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคาสุกรในประเทศตกต่ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรได้สะท้อนปัญหาต่างๆ ทั้งต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตตกต่ำ การลักลอบเนื้อสุกรแช่แข็งผิดกฎหมาย การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยรมว.เกษตรฯ ให้ความมั่นใจว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่าภาคปศุสัตว์ต้องเข้มแข็ง จะดำเนินการป้องกันการลักลอบการนำเข้าเนื้อสุกรผิดกฎหมายอย่างจริงจังให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยแต่งตั้งคณะกรรมการปราบปรามของเถื่อนทุกประเภท ที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ และจะให้ รมช.เกษตรฯ ทั้ง 2 ท่าน เป็นรองประธานฯ รวมทั้งอธิบดีที่เกี่ยวข้องของแต่ละกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติกรรม DSI เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์เข้ามามีส่วนร่วม อย่างไรก็ดีขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าภายใต้การกำกับดูแลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พี่น้องเกษตรกรจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

รมว.เกษตรฯจี้ติดซ่อมพนังแม่น้ำโก-ลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761186

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก พื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พร้อมติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำดำป่าพรุโต๊ะแดง พร้อมด้วย นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ โดยมีนายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 17 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ด้วย

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยใน จ.นราธิวาส เป็นเรื่องที่ต้องหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัยในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสั่งการให้กรมชลประทาน เร่งปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังจุดเสี่ยงช่วงที่เป็นรอยต่อของงานก่อสร้าง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ส่วนการแก้ปัญหาน้ำดำจากป่าพรุโต๊ะแดง ได้สั่งการให้วางแผนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้สะดวกมากขึ้น

สำหรับการปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักสะสม ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกัดเซาะพนังกั้นน้ำจนชำรุดเสียหาย จนท่วมตลาดมูโนะ กรมชลประทาน จึงซ่อมแซมและปรับปรุง เสริมพนังกั้นน้ำ เสริมคันกั้นน้ำ และก่อสร้างพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก เพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงของระบบฐานราก ป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง

ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำดำ บริเวณป่าพรุโต๊ะแดง กรมชลประทาน ได้จัดจราจรน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำที่เกิดจากสภาพดินที่มีความเป็นกรดหรือดินเปรี้ยว ไม่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก ที่ไหลจากป่าพรุโต๊ะแดง โดยการระบายน้ำต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร พร้อมกันนี้ ได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยการก่อสร้างขยายอาคารบริเวณจุดตัดกับถนนทางหลวง และขยายคลองระบายน้ำบริเวณจุดที่เป็นคอขวดก่อนที่จะระบายออกสู่คลองระบายน้ำคลองลานและคลองปูยู

ปลัดฯติวเข้มหน่วยงาน ขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761189

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวง
เกษตรฯ สู่ความสำเร็จ ประจำปีงบประมาณ 2567” (OPSMOAC Driving for Success) ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จ.นนทบุรี ว่าการสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ การตระหนักรู้ในการขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2567 แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เข้าใจแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำไปสู่การปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อให้การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ให้ยึดแนวทางการขับเคลื่อนงานฯ ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯมอบนโยบาย 9 ประเด็น ดังนี้ 1.การจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร โดยให้เกษตรอำเภอเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน 2.การขับเคลื่อนภารกิจยกระดับ Mr.สินค้าเกษตร 3.การป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้ง/ภัยพิบัติด้านการเกษตร 4.การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 5.การผลักดัน“1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” 6.การส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร 7.การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 8.สร้างระบบประกันภัยพืชผล และ 9.บริการทางการเกษตร (Agriculture Service Provider) ที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม

ขณะเดียวกันนายประยูร ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานฯ เพิ่มเติมว่า “การปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน ขอให้เอาจิตวิญญาณมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวัน สร้างคนรองรับ โดยหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย ต้องรู้งาน ในสำนักงาน สามารถทำงานทดแทนผู้อำนวยการและเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้ต้องมีความพร้อมในการประสานงาน สั่งการ บริหารงาน และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นได้ โดยให้ความใส่ใจ รับฟังข้อคิดเห็น ปัญหา และให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงานในส่วนภูมิภาค ขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสรุปข้อมูลสำคัญรายงานผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ รองปลัดฯ และปลัดฯ รับทราบ”

นอกจากนี้ยังมอบแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตรและงานเร่งด่วนที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ควรให้ความสำคัญ 7 ประเด็น ดังนี้ 1.การเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดิน ที่ออกโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นโฉนด 2.โครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เกษตรกรโดยให้เกษตรกรพักชำระหนี้ 3.มหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี 4.การสืบสาน ต่อยอด และขยายผลโครงการพระราชดำริ 5.การแก้ไขปัญหาด้านการประมง 6.การพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และ 7.การเปิดตลาดสินค้าเกษตรใหม่ และขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยในต่างประเทศ

เกษตรฯจัดงาน’สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ’ 5-7 ต.ค.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760984

เกษตรฯจัดงาน'สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ' 5-7 ต.ค.66

เกษตรฯจัดงาน’สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ’ 5-7 ต.ค.66

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.58 น.

เกษตรฯจัดงาน”สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ” 5-7 ต.ค.66 นำผลผลิตคุณภาพส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการ “สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 49 ปี พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เข้าร่วม ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ว่า การจัดงาน “สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตด้านการตลาด โดยการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรให้เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง สร้างโอกาสเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และกระตุ้นความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในการดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างมากให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้อย่างมั่นคง พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับด้านการเกษตร และส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกรให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อผลักดันสินค้าที่ผ่านการคัดสรรจากเกษตรกรกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการตลาดขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ในการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร รวมถึงเพิ่มทักษะการพัฒนารูปแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยใช้หลักการตลาดนำนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ได้ดำเนินงานโครงการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรเกิดการเรียนรู้ สร้างเครือข่าย สร้างช่องทางการจำหน่าย เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมทั้งสามารถพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสม และก่อให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบถาวรและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรม “สินค้าเกษตรคุณภาพ ลดค่าครองชีพ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 ตุลาคม 2566 ณ บริเวณลานกิจกรรม ตลาดริมน้ำ อ.ต.ก.ซึ่งสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรรวมถึงสินค้า อุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์แปรรูป ผัก ผลไม้สด และกล้วยไม้สายพันธุ์ต่างๆ จำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น ส้มโอทับทิมสยาม จังหวัดนครศรีธรรมราช , ทุเรียน จังหวัดปราจีนบุรี พริกแกง จังหวัดสงขลา , พืชผักสวนครัว จังหวัดราชบุรี , สับปะรดห้วยมุ้น จังหวัดอุตรดิตถ์ และกาแฟโรบัสต้า จังหวัดชุมพร เป็นต้น

– 006

‘รมช.ไชยา’เยือนมาเลเซีย ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 45 ชูเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760973

‘รมช.ไชยา’เยือนมาเลเซีย ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 45 ชูเกษตรยั่งยืน

‘รมช.ไชยา’เยือนมาเลเซีย ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 45 ชูเกษตรยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.15 น.

‘รมช.ไชยา’เยือนมาเลเซีย ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 45 ชูเกษตรยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 45 (45th ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรม Grand Hyatt Kuala Lumpur กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการประชุมที่เกี่ยวข้องมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง นายประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวลดา ภู่มาศ ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือด้านการเกษตรและป่าไม้ของอาเซียน

ในโอกาสนี้ นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวสนับสนุนนโยบายในกรอบอาเซียนด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการเกษตรของไทยที่ให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การปรับตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการดำเนินการด้านการเจรจาการเกษตรของ ASEAN Negotiating Group on Agriculture หรือ ANGA ภายใต้กรอบสนธิสัญญาสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้าน e-SPS ให้มีการเชื่อมต่อและใช้งานจริงระหว่างกันโดยเร็ว รวมทั้งผลักดันความร่วมมือด้าน traceability และ rapid alert system ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ยกระดับความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหารในภูมิภาค สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน-ญี่ปุ่น ด้านการเกษตรและป่าไม้ ที่ประชุมเห็นชอบการจัดทำแผนความร่วมมือมิโดริ อาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างระบบการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรม เพื่อประกันความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับโปรตีน โดยเฉพาะแมลงที่กินได้และโปรตีนจากพืช โดยประเทศไทยหวังว่าจะได้มีความร่วมมือด้านโปรตีนทางเลือกภายใต้แผนความร่วมมือมิโดริ ซึ่งจะส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการเกษตรกรรมที่ยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับโมเดล BCG และแผนความร่วมมือมิโดริด้วย

‘ธรรมนัส’ติดตามสถานการณ์ ลุ่มเจ้าพระยาเก็บกักน้ำรับฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760895

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา พร้อมเตรียมแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่ฝนตกหนัก ควบคู่ไปกับการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และเร่งเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาที่มีปริมาณการใช้น้ำสูงเพื่อรองรับปรากฏการณ์เอลนีโญ และการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยขอความร่วมมือชาวนา ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการปลูกพืช งดทำนาปรังรอบที่ 2

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ที่สถานีวัดน้ำ C.2อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,166 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที แนวโน้มลดลง กรมชลประทาน ได้ใช้ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ระดับ16.80 เมตร (รทก.) สูงกว่าระดับปกติประมาณ 0.30 เมตร เพื่อยกระดับน้ำเข้าสู่คลองต่างๆที่อยู่ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุด โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ริมคลอง และสามารถรองรับฝนที่อาจตกลงมาในพื้นที่ได้ พร้อมกันนี้ได้ผันน้ำเข้าระบบชลประทาน ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก และ คลองชัยนาท-อยุธยา และผันน้ำบางส่วนไปลงคลองพระองค์ ไชยานุชิต เพื่อสูบผันน้ำไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตก จะผันเข้าทางแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองมะขามเฒ่า-อู่ทองไปกักเก็บไว้ในแหล่งน้ำต่างๆ รวมไปถึงคลองส่งน้ำในพื้นที่ชลประทาน เพื่อสำรองไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในช่วงฤดูแล้ง การเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยเป็นหลัก

สำหรับปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่คงเหลือจากการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานเพื่อสำรองไว้ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูแล้งนั้น ได้วางแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา และเพื่อความมั่นคงของตัวเขื่อน โดยจะควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่802 ลบ.ม.ต่อวินาที มีแนวโน้มลดลง โดยปริมาณน้ำที่ระบายท้ายเขื่อนนี้บางส่วนจะถูกนำไปเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำและพื้นที่แก้มลิง เขต จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี

เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา 3ประเด็นให้เกษตรกรยะลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760900

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ จ.ยะลา พร้อมด้วยนายอภัย สุทธิ์สังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอธารโตจ.ยะลา โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าต้องการรับฟังเสียงของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นปัญหาที่แท้จริง โดย จ.ยะลา มีประเด็นปัญหาหลักๆ 3 เรื่อง คือ 1.ผลกระทบจากช้างป่าเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โดยแนวทางแก้ไขระยะเร่งด่วน หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการร่วมกันในการผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ ส่วนระยะยาวตนจะขอนำเรื่องนี้กลับไปประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยะลา ได้สำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายต่อไป

2.ปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ได้มอบหมายกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันศึกษาหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว และรายงานผลให้ทราบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพ และ 3.ราคายางพารา และการตลาดการแปรรูป ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภาครัฐจะต้องหาแนวทางแก้ไขและส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ

“ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มีความคล้ายกัน คือเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตร ยางพารา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบูรณาการทำงานกันอย่างจริงจัง และประเด็นปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.ที่ราชพัสดุ ให้เป็นโฉนด สำหรับพื้นที่ใดที่ไม่สามารถออกโฉนดได้ ก็จะพิจารณาให้จะออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์” รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘อนุชา’รุดลงพื้นที่ ตรวจความก้าวหน้า โครงการอุโมงค์น้ำ รับมือความต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760893

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังติดตาม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการอุโมงค์ผันน้ำ (เขื่อนแม่กวงอุดมธารา) โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ให้การต้อนรับ ที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ว่าโครงการอุโมงค์ผันน้ำ (เขื่อนแม่กวงอุดมธารา) เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำระหว่างลำน้ำแม่แตงมายังเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และผันน้ำต่อให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำเนื่องจากการเติบโตด้านการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา โดยปัจจุบันมีความก้าวหน้าผลงานสะสมทั้งโครงการ 80% เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทั้ง 2 ช่วง ประกอบด้วย 1.อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัด 2.อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง จะสามารถผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับแผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง และรองรับภัยแล้ง กรมชลประทาน ได้มีแผนการสนับสนุนเครื่องจักร-เครื่องมือขุดลอกอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และการเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร เช่น เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกพร้อมให้การช่วยเหลือ รวม 214 หน่วย เป็นต้น