ปลัดฯร่วมถกคกก.ควบคุม ผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739857

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2566 ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก และบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับยาสูบ ภายใต้กลไกคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรให้เพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกยาสูบ และคณะทำงานขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566-2570 ยุทธศาสตร์ที่ 66 มาตรการภาษีการป้องกันและปราบปรามเพื่อควบคุมยาสูบ

‘อลงกรณ์’ปั้นนักสร้างแบรนด์ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรออกสู่ตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739860

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการยกระดับด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยมี ดร.มนัญญา ปริยวิชญภักดี รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนาบัณฑิตและวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการฝึกอบรม เข้าร่วม

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่า ยกระดับสินค้าเกษตรทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์จะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการแข่งขันตลอดเวลา เกษตรกร ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ทางการตลาด ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยใช้หลักตลาดนำการผลิต พัฒนาองค์ความรู้ด้านการสร้างแบรนด์
เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างโอกาสเข้าถึงตลาด พร้อมทั้งให้ความสำคัญด้านการรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำ

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า ได้ตั้งให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.เพชรบุรี (Agritech and Innovation Center หรือ AIC) เพื่อให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกรที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้พัฒนาต่อยอดการผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐาน ประกอบกับ ปัจจุบันการสร้างแบรนด์เป็นปัจจัยสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่มากขึ้น เนื่องจากเป็นการสร้างอัตลักษณ์และสร้างมูลค่าให้กับสินค้า ตลอดจนสร้างความโดดเด่นของสินค้า เพื่อให้เกิดการจดจำง่ายซึ่งกระบวนการเรียนรู้ด้านนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการออกแบบ LOGO การสร้าง QR Code Social Media และตลาดนำการผลิต มีความสำคัญอย่างมาก จะทำให้สามารถเพิ่มช่องทางการจัดหน่ายผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีร่วมกับคณะทำงานส่งเสริมและพัฒนาแบรนด์จ.เพชรบุรี เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงจัดทำโครงการยกระดับสร้างแบรนด์สินค้า โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 50 ราย ประกอบด้วย เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ได้เรียนรู้ถึงกลยุทธ์ การสร้างและสื่อสารแบรนด์ผ่านการค้นหา กำหนด สร้างสรรค์ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ 1. การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรชุมชน/การออกแบบและพัฒนาตราสัญลักษณ์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน/ฉลากสำหรับบรรจุภัณฑ์ 2. ความสำคัญการตลาด การทำ Social Media / QR Code และ 3. การตลาดนำการผลิต

เนื้อควายเถื่อน! ‘เฉลิมชัย’นำทีมฝังทำลายกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739741

เนื้อควายเถื่อน! 'เฉลิมชัย'นำทีมฝังทำลายกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร

เนื้อควายเถื่อน! ‘เฉลิมชัย’นำทีมฝังทำลายกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.24 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมฝังทำลายเนื้อกระบือเถื่อนกว่า 110 ตัน โวลั่นจับจริงไม่เอื้อใคร พร้อมปกป้องข้าราชการชนขบวนการลักลอบนำเข้า ขณะที่”อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยจับกุมการลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือและโคแล้ว 88 ครั้ง น้ำหนักรวมกว่า 354 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 53.2 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางลักลอบนำเข้า ณ ศูนย์กักกันสัตว์ฃลเพชรบุรี ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือและโคอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือและโคเนื้อเนื่องจากการลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือและโค นอกจากทำลายกลไกราคาภายในประเทศ ยังอาจเป็นพาหะของโรคระบาดสัตว์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบการเลี้ยงกระบือและโคเนื้อของประเทศไทยอย่างมหาศาล เพราะเนื้อกระบือและเนื้อโคที่ลักลอบนำเข้าไม่ผ่านการตรวจสอบซึ่งอาจมีเชื้อโรคและสารตกค้างที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งการฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางในครั้งนี้มีจำนวนมากถึง 110,079 กิโลกรัม มูลค่ารวม 14,529,665 บาท โดยที่ผ่านมาได้กำชับกรมปศุสัตว์ให้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และสัตว์มีชีวิตอย่างต่อเนื่อง

“การจับเนื้อเถื่อน เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินการในวันนี้ เกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง ทั้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ตำรวจ กรมศุลกากร การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นบ่อนทำลายประเทศ ทั้งเนื้อไก่ ขาไก่ เนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อกระบือ ที่มีการลักลอบนำเข้ามา เป็นบ่อนทำลายเสถียรภาพด้านราคา มาตรฐาน คุณภาพ สุขภาพร่างกาย ความเจ็บป่วยของผู้บริโภค หากตรวจพบให้จับอย่างเดียว แล้วดำเนินคดีถึงที่สุด ไม่ต้องมาเคลียร์ จะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดผมขอให้ กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และฝากถึงผู้บริโภค ต้องเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพและขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะปกป้องอาชีพของเกษตรกรและคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเต็มที่” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในวันนี้มีการฝังทำลายเนื้อกระบือ 110,079 กิโลกรัม โดยใช้รถแบคโฮขุดหลุมและฝังกลบ 2 คัน รวมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคซึ่งวิธีการฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางลักลอบนำเข้า เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health หรือ WOAH) ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมในการทำลายซากและของเสียจากสัตว์ปริมาณมากที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2565 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกรมศุลกากร ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกรณีการลักลอบนำเข้าซากกระบือและซากโค (เนื้อ เครื่องใน และชิ้นส่วน) จำนวนทั้งสิ้น 88 ครั้ง น้ำหนักรวม 354,147 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 53.2 ล้านบาท การดำเนินการกับซากกระบือและซากโคของกลางแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งได้ทำลายไปแล้วจำนวน 244,068 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 38.7 ล้านบาท ส่วนที่สองได้รวบรวมเพื่อทำลายในวันนี้ 110,079 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 14.5 ล้านบาท โดยแหล่งผลิตของเนื้อกระบือของกลาง ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดีย

– 006

ปลัดฯปล่อยขบวนปฐมฤกษ์ เป็ดปรุงสุกไทยส่งไปออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739625

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งออก “เป็ดแปรรูปตู้ปฐมฤกษ์” ของไทยไปออสเตรเลียโดยมี นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายประสิทธิ์บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงงานแปรรูปมีนบุรี 2 ซีพีเอฟ ว่าการเปิดตลาดเป็ดปรุงสุกในออสเตรเลียถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของไทย จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็ดปรุงสุกตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการเจรจาระหว่างรัฐบาลสองประเทศอย่างต่อเนื่อง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2559 จึงเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพเป็ดปรุงสุกของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าเป็ดปรุงสุกไปหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อียู ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยลอตแรกส่งออก 20 ตัน ขนส่งทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าการส่งออกเป็ดปรุงสุกไทยไปออสเตรเลียช่วงปีแรกประมาณ 1,200 ตัน ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้ประมาณ 400 ล้านบาท (11.86 ล้านเหรียญสหรัฐ)

“กระทรวงเกษตรฯ ขอแสดงความยินดีกับซีพีเอฟในฐานะเป็นผู้ประกอบการรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับอนุมัติให้ส่งออกเป็ดปรุงสุกไปยังตลาดออสเตรเลีย โดยผ่านการตรวจสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัยระดับโลกจากกรมปศุสัตว์ และทางการออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตเป็ดปรุงสุกของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมพร้อมผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรรายการใหม่ส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มเติมในเร็วๆนี้” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

สศก.ศึกษาแนวทางพัฒนา สินค้ามันสำปะหลังพื้นที่NeEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739622

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า แผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor :NeEC) ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต เชื่อมโยงการเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งการดำเนินแผนดังกล่าว ต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอ มีต้นทุนต่ำ มีตลาดและอุตสาหกรรมรองรับที่ชัดเจน รวมถึงมีการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบ โลจิสติกส์ การขนส่ง และการลดต้นทุนด้านพลังงาน ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบกิจการได้อย่างมีศักยภาพ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่

สศก.ในฐานะหน่วยงานหลักในการเสนอแนะนโยบาย จัดทำแผนพัฒนาและมาตรการทางการเกษตรจึงได้มีการศึกษา “ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor : NeEC)” โดยรวบรวม ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิต การตลาด ที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ลงพื้นที่ จ.นครรราชสีมา เพื่อสำรวจผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นำข้อมูลมาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) เบื้องต้นได้เก็บรวบรวมข้อมูล 3 ด้าน ทั้งด้านการผลิต ด้านการแปรรูป และด้านการตลาด

“การจัดทำข้อเสนอแนวทางพัฒนาสินค้ามันสำปะหลัง จะเป็นการเชื่อมโยงและรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ให้มีผลเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้ สศก.อยู่ระหว่างการประมวลผลและวิเคราะห์ผลการศึกษาดังกล่าวโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพี่อนำมาประกอบการกำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปพัฒนา ต่อยอด วางแผนการผลิตและการตลาดให้เกษตรกรต่อไป”นายฉันทานนท์ กล่าว

‘สุรเดช’ร่วมเปิดงาน เทศกาลทุเรียนชุมพร มุ่งผลผลิตมีคุณภาพ ออกสู่ตลาด3แสนตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739619

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธิติโลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมงานวันเปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน ประจำปี 2566 โดยมีนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผวจ.ชุมพร เป็นประธานฯ ตลอดจนนางอู๋ ตงเหมย กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำ จ.สงขลา นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดชุมพร นายสุรพศ สุวรรณรักษา ประธานวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่อาคารที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพบ้านบางกลอย/แปลงใหญ่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

ทั้งนี้ จ.ชุมพร ร่วมกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร และเกษตรกรบ้านบางกลอย ต.หงษ์เจริญ ร่วมกันจัดงานดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยว รับทราบถึงการเริ่มฤดูกาลทุเรียนของ จ.ชุมพร และเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจ.ชุมพร เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ รสหวาน มัน กรอบอร่อย โดยกระทรวงเกษตรฯ และจังหวัดชุมพร บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตทุเรียน และมีมาตรการป้องกันควบคุม แก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการเก็บเกี่ยวให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จนถึงกระบวนการส่งออกเพื่อรักษาคุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค สำหรับปี 2566 จ.ชุมพร คาดการณ์จะมีปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาด 337,376 ตันโดยเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมิถุนายนและกระจายถึงเดือนธันวาคม

‘ขจร’ชูเทคโนโลยีลดต้นทุนผลิตข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739623

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายขจร เราประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เกษตรกร และประชาชน เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกจ.พิษณุโลก ว่างานดังกล่าวเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านข้าวแก่ชาวนาและผู้สนใจทั่วไป ถ่ายทอดและนำเสนอองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการลดต้นทุนด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เป็นการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อตระหนักรู้และเห็นความสำคัญของข้าว รวมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติชาวนาไทยและสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนา ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวให้เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต มุ่งเน้นให้ข้าวมีคุณภาพสูงด้วยการขยายผลร่วมกันระหว่างเกษตรกร และเจ้าหน้าที่

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่ามีการนำนิทรรศการด้านข้าวต่างๆ มากมาย มาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 91 พรรษา นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา นิทรรศการอุทยานพันธุ์ข้าว นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานราชการและเอกชน การสาธิตการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร แปลงสาธิตพันธุ์ข้าว แปลงสาธิตการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ผู้ร่วมงานสามารถ ชม ชิม ช้อปผลิตภัณฑ์จากข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกชิงรางวัล อาทิกิจกรรมการประกวดธิดาชาวนา ซึ่งเปิดโอกาสให้บุตรหลานเกษตรกรเข้าร่วมประกวด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ น.ส.ตวงทิพย์ พุ่มพวง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ น.ส.อรจิรา ปิ่นแก้ว และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ศศิธร คำสาริกากิจกรรมแข่งขันฝัดข้าวลีลา กิจกรรมการหุงข้าวหม้อดิน และกิจกรรมแข่งขันตอบคำถามองค์ความรู้ด้านข้าว

คุมเข้มทุเรียนใต้! ‘กรมวิชาการเกษตร’บูรณาการตรวจเข้ม ลงพื้นที่ 27-28 มิ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739589

คุมเข้มทุเรียนใต้! 'กรมวิชาการเกษตร'บูรณาการตรวจเข้ม ลงพื้นที่ 27-28 มิ.ย.นี้

คุมเข้มทุเรียนใต้! ‘กรมวิชาการเกษตร’บูรณาการตรวจเข้ม ลงพื้นที่ 27-28 มิ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.14 น.

กรมวิชาการเกษตร ย้ำคุมเข้มทุเรียนภาคใต้ บูรณาการตรวจเข้ม ลงพื้นที่ 27-28 มิย นี้ พร้อมเปิดสายด่วนอำนวยความสะดวกขึ้นทะเบียน GAP พร้อม บริการ Clinic เกษตรเคลื่อนที่

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่าล่าสุดได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่คุมเข้มทุเรียนใต้ ทั้งคุณภาพเหมือนภาคตะวันออก ที่มีผลผลิตออกมาก่อนหน้านี้โดยจะบูรณาการตรวจเข้มลงพื้นที่ 27-28 มิ.ย.นี้ พร้อมเปิดสายด่วน กรมวิชาการเกษตร 081-9384408 พร้อม ขึ้นทะเบียน GAP บริการ Clinic เกษตรเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ ประชาชน เกษตรกร โดยตรวจสอบและเน้นย้ำ มาตรการควบคุมคุณภาพและป้องกันสวมสิทธิ์ทุกรูปแบบโดยการบรูณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทาง DOA Together

ทั้งนี้ ได้สั่งตรวจเข้มคุณภาพทุเรียนส่งออกต้องได้ทั้งคุณภาพ ปลอดแมลงศัตรูพืช รวมไปถึงตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ย้ำเกษตรกรเมื่อตัดทุเรียนส่งโรงคัดบรรจุ ต้องแสดงใบ GAP ให้โรงคัดบรรจุด้วย ซึ่งทางประเทศจีนได้ขึ้นทะเบียน GAP และ ล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย.66 ทางกรมวิชาการเกษตรได้ส่งทะเบียน GAP ให้จีนผ่านทูตเกษตรปักกิ่ง เพื่อขี้นทะเบียนในรอบถัดไปแล้ว อยู่ระหว่างรอจีนพิจารณาขึ้นทะเบียน โดยเป็น GAP ทุเรียน จำนวน 72,488 แปลง อยู่ในภาคใต้ 40,107 แปลง มั่นใจว่าจำนวนใบ GAP สำหรับการส่งออกมีเพียงพออย่างแน่นอน ดังนั้น เพื่อให้สอดรับมาตรฐานการส่งออกตามพิธีสารไทย-จีน หากใบ GAP ส่งออกไม่ได้ ติดต่อเจ้าหน้าที่สายด่วนกรมวิชาการเกษตร 081-9384408

สำหรับสถานการณ์ทุเรียนใต้ ราคารับซื้อทุเรียน วันที่ 20-24 มิ.ย.2566 AB อยู่ที่ 120-125 บาท ซึ่งถือว่า ราคาสูงมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงนี้ทุเรียนเวียดนาม เริ่มมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต บวกกับประเทศไทยมีผลไม้ในฤดูกาลออกหลายชนิด ได้แก่ มังคุด เงาะ ลิ้นจี่ ทำให้ราคาทุเรียนลดลง จากช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดยราคาทุเรียนจะดีดตัวสูงขึ้นในช่วงปลายมิถุนายน จากผลผลิตที่มีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดชุมพร ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 330,000 ตัน เหลือประมาณ 230,000 ตัน

ขณะที่ นางสาวฉันทนา คงนคร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร (ผอ.สวพ.7) กล่าวว่า สวพ.7 และ สวพ.8 ได้ร่วมกับศูนย์เครือข่าย ด่านตรวจพืช เกษตรจังหวัด และฝ่ายปกครองโดยจังหวัด ตรวจเข้มคุณภาพทุเรียนก่อนส่งออกตั้งแต่แปลงเกษตรกร ผู้ตัด ผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศจีน โดยได้นำเอาวิธีการจัดการ “จันทบุรีโมเดล” มาเป็นแบบอย่างสร้างมาตรฐานทุเรียนคุณภาพของภาคใต้ ปัจจุบันพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ได้เปิดทำการแล้ว 214 โรงในจังหวัด ชุมพร สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช คาดว่า จะเปิดครบทั้งหมดในปลายเดือน ก.ค.ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จะใช้มาตรการตรวจอย่างเข้มข้นในการควบคุมคุณภาพทุเรียนก่อนการส่งออก

– 006

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739529

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 09.01 น.

รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้แล้วกว่า 90% เตรียมพร้อมส่งออกสู่ตลาด EU

25 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความคืบหน้าการสนับสนุนยางพาราไทย กรณีหน่วยงานภาครัฐของไทยและหน่วยงานของสหภาพยุโรป (EU) ได้หารือร่วมกันเพื่อผลักดันยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยให้สามารถส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปได้มาตรฐานในระดับสากล ตามกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation : EUDR) สั่งการให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมให้สามารถส่งออกยางพาราไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เนื่องในโอกาสการเยือนไทยของผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (Directorate-General for the Environment: DG ENV) ของสหภาพยุโรป (EU) กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือร่วมกันถึงประเด็นกฎหมาย EUDR และการเตรียมความพร้อมของภาครัฐและภาคเอกชนของไทยในการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งมีผลความคืบหน้า ดังนี้

– ประเทศไทยมีนโยบายในการคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้และกระบวนการทางกฎหมายในการตรวจสอบความเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของกฎข้อบังคับการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อควบคุมการตัดไม้ทำลายป่าและการติดตามแหล่งที่มาของผลิตผลทางการเกษตรภายใต้การดำเนินงานของ EUDR ผู้แทนจากยุโรปมีความมั่นใจและชื่นชมการจัดการข้อมูลยางพาราของไทย

– กยท. จัดเก็บข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบการยางไว้ในระบบข้อมูล ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางไทย จำนวนกว่า 90% ที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. แล้ว โดยสามารถแสดงประเภทเอกสารทางกฎหมาย ระบุพื้นที่ตั้งของสวนยางได้

– กยท. ได้สำรวจและจัดทำแผนที่พิกัดแปลงเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ตั้งของแปลงที่ไม่บุกรุกป่า เทียบกับแผนที่ป่าอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ประเทศไทย และ Global Forest Watch

– กยท. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนประเมินการจัดการความเสี่ยงภายใต้โครงการ “Rubber Way”เพื่อประเมินและสร้างแผนที่ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)

ทั้งนี้ กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กำหนดให้บริษัทผู้นำเข้าของ EU ที่นำเข้าสินค้า 7 รายการ ได้แก่ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ วัว โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และยางพารา รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพืชหลายชนิด เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษพิมพ์ โดยต้องจัดทำรายงาน (mandatory due diligence rules) เพื่อยืนยันการตรวจสอบสินค้าเหล่านี้ก่อนวางขายหรือส่งออกว่าเป็นสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิตและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

“นายกรัฐมนตรียินดีกับผลการดำเนินงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันระบบการทำงานของไทย และผลักดันให้สินค้าไทยส่งออกได้ตามมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้ง ต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สหภาพยุโรป ซึ่งอาจพัฒนาไปยังตลาดสินค้าอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพ” นายอนุชาฯ กล่าว

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739527

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 08.40 น.

นายกฯติดตามแผนบริหาร‘ลุ่มน้ำชี’ คาดแล้วเสร็จเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 1,250 ล้านลบ.ม.

25 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามความก้าวหน้าผลการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยมีโครงการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ โครงการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่เฉพาะ (Area Based) ชีตอนกลาง ซึ่งพบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง มีปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ปัญหาน้ำอุปโภค-บริโภค ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ อยู่ในเกณฑ์สูง จึงต้องเร่งดำเนินการหามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาขา 9 ลุ่มน้ำสาขา ครอบคลุมพื้นที่ 459 ตำบล 67 อำเภอ 7 จังหวัด ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม จ.มุกดาหาร จ.ยโสธร จ.ร้อยเอ็ด และ จ.อุดรธานี รวมพื้นที่ประมาณ 12.85 ล้านไร่

นายอนุชา กล่าวว่า จากผลการศึกษาสภาพปัญหาหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง พบว่า มีแผนงานโครงการที่ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนงานปกติของหน่วยงาน และโครงการเสนอเพิ่มเติมสอดคล้องตามแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี จำนวน 2,978 โครงการ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะกลาง (ปี 68-70) จำนวน 2,947 โครงการ และระยะยาว (ปี 71-80) จำนวน 31 โครงการ ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,250 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 998,000 ไร่ ลดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่แม่น้ำชีตอนกลางและตอนล่างได้ 207 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่น้ำท่วมลดลง 684,000 ไร่ สามารถช่วยเติมน้ำให้แหล่งน้ำขนาดเล็กตลอดสองฝั่งลำน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งได้ 1,348 แห่ง รวมทั้งมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชนเพิ่มขึ้นอีก 28 แห่ง

นอกจากนี้ ได้มีการศึกษาโครงการเบื้องต้น จำนวน 13 โครงการ ที่มีความสำคัญเร่งด่วนต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ/ระบบส่งน้ำให้ครบทุกลุ่มน้ำสาขา จัดหาแหล่งน้ำแบบพึ่งพาตนเอง (โคก หนอง นา โมเดล) เนื่องด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยแล้งสูง ทำให้ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้สมดุลมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำภาคการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย การปรับปรุงคุณภาพน้ำที่มีการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบ (ระบบประปาบาดาล) การตัดยอดน้ำหลากจากการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำ การฟื้นฟูคุณภาพน้ำในลำน้ำชีพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลาง สนับสนุนแนวคิดการจัดทำโครงการไร่ นา ป่า ครอบครัว ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในระดับแปลงนา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี เพื่อการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนอีก 2 ครั้ง โดยจะดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 66 นี้ เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ นำไปประกอบการปรับปรุงรูปแบบการพัฒนาให้เกิดการขับเคลื่อนแผนงานแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงต่อไป