กรมชลฯจับมือ THAICID จัดงานขับเคลื่อนชลประทาน SMART

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740406

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ร่วมกับคณะกรรมการด้านการชลประทาน และการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์และหน่วยงานต่างๆ เตรียมจัดงานสัปดาห์เครือข่าย THAICID-NWIKS 2023 เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการ ประจำปี 2566 (The THAICID Network Week for Integrated Knowledge Sharing 2023) ในระหว่างวันที่ 3–7 กรกฎาคม 2566 ที่สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนงานชลประทานและการระบายน้ำแบบ SMART สนับสนุนกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อความยั่งยืน (BCG Model) และเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (SMART Irrigation and Drainage Management complying with Thailand BCG and Carbon Neutrality)”

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวเพื่อเผยแพร่งานวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำ ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างบูรณาการ ระหว่างสมาชิกเครือข่าย ที่สำคัญยังเป็นการขับเคลื่อนงานวิชาการและนวัตกรรมต่างๆ ขยายผลไปสู่ภาคปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานชลประทานและการระบายน้ำรวมทั้งประเทศชาติในอนาคตต่อไป

สำหรับกิจกรรมหลักในงาน ประกอบด้วย วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เปิดงานและการประชุมวิชาการ 16th THAICID National Symposium 2023 ซึ่งจะมีนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศนำเสนอบทความคุณภาพที่ผ่านการคัดเลือกรวมกว่า 30 บทความ วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “การขับเคลื่อนงานชลประทานผ่านกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน (BCG Model)” พบกับผู้ขับเคลื่อน BCG ภาคเกษตรและการนำไปปฏิบัติได้จริง โดยจะให้ความสำคัญในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสังคม วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เป็นการเสวนาหัวข้อ “อนาคตชาวนากับการทำนาแบบใช้น้ำน้อย Chapter 4” จะมีการนำเสนอการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้งแกล้งข้าว” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการทำนาข้าวที่รักษ์โลกและช่วยเก็บกักคาร์บอนลดโลกร้อน ลดการเกิดภาวะเรือนกระจกที่ปฏิบัติได้จริง

ส่วนวันที่ 6 -7 กรกฎาคม 2566 เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ดงตาล Software Days” เป็นการนำ
Software ใหม่ๆ มาเสนอ และชมการสาธิตเทคโนโลยี IoT ที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น แอปพลิเคชั่นที่ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับระบบโทรมาตรขนาดเล็ก เพื่อนำมาใช้ประโยชน์วางแผนบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

‘อภัย’ติดตามส่งเสริมอาชีพ แก้ปัญหาสินค้าชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740405

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2566 ผ่านการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยติดตามความก้าวหน้ารายสินค้าที่สำคัญ ดังนี้ 1.กาแฟ ติดตามความก้าวหน้าการปลูกกาแฟ และความต้องการปลูกกาแฟ ในสวนยางพาราและสวนมะพร้าว เกษตรกรมีความต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้า โดยความต้องการปลูก เป็นการส่งเสริมการปลูกกาแฟในสวนผลไม้แบบผสมผสาน/แนวริมแปลงเป็นแนวรั้วกันชน

2.พืชอาหารสัตว์ การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ ดำเนินการส่งเสริมให้มีการปลูกอาหารสัตว์ใช้เลี้ยงสัตว์ในระยะยาวให้มากขึ้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3.โคเนื้อ การคัดเลือกกลุ่มเข้าร่วมโครงการโคบาลชายแดนใต้ ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรส่งใบสมัครเข้าร่วมแล้ว 5 จาก 6 กลุ่ม ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสาร และจะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อลงประเมินพื้นที่ต่อไป

14ปีก่อตั้งพกฉ.มุ่งต่อยอดตลาดชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740408

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พล.อ.อ.เสนาะ พรรณพิกุล ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พกฉ.) กล่าวว่า การดำเนินงานตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนคือการจัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นตลาดแห่งมิตรภาพ การแบ่งปันองค์ความรู้และจุดประกายความคิด โดยมีฟันเฟืองที่สำคัญคือพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันให้งานสำเร็จเป็นผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนวิถีเกษตร พันธุกรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ตลอดจนถึงเผยแพร่ขยายผลนวัตกรรมและเทคโนโลยีภาคการเกษตรให้กับประชาชนผู้ที่สนใจ โดยมีพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ แห่งนี้ เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ อีกทั้งตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นพื้นที่แห่งการทดลองจำหน่ายให้เกษตรกรเป็นพ่อค้า-แม่ค้า นำผลผลิตจากสวนสู่ผู้บริโภค

จากตลาดเศรษฐกิจพอเพียงสู่ 4 ตลาดชุมชนต้นแบบ โดยพลังของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯฝึกฝนจนชำนาญ กลับสู่การพัฒนาบ้านเกิด ซึ่งตลาดชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ถือเป็นก้าวสำคัญของพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ที่ต้องการเผยแพร่องค์ความรู้และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตนได้เรียนรู้ทดลองและลงมือทำจนสำเร็จให้เกิดเป็นแบบอย่างกับคนในชุมชน และคนรุ่นใหม่

พล.อ.อ.เสนาะ กล่าวอีกว่า ในปีที่ 14 ของ พกฉ.ตั้งใจและทุ่มเทแรงกาย แรงใจในการปฏิบัติงาน ทำคุณงามความดี จุดประกายในการรักชาติ รักแผ่นดิน รักสถาบันพระมหากษัตริย์และมุ่งมั่นการสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธาน ด้านการเกษตร เพื่อก้าวสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งการเรียนรู้ พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์เกษตร และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

กาง‘ดัชนีความผาสุก’เกษตรกรปี65 อยู่ในระดับดีทุกภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740187

กาง‘ดัชนีความผาสุก’เกษตรกรปี65 อยู่ในระดับดีทุกภาค

กาง‘ดัชนีความผาสุก’เกษตรกรปี65 อยู่ในระดับดีทุกภาค

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 08.57 น.

โฆษกรัฐบาลเผย ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรปี 2565 อยู่ในระดับดีทุกภาค สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งจะได้นำผลการศึกษามาพัฒนาการทำงานเพื่อเกษตรกร

28 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศ ในปี 2565 อยู่ที่ระดับ 80.46 การพัฒนาอยู่ในระดับดีทุกภาค ทั้งนี้ ผลการศึกษาสะท้อนถึงปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย โดยรัฐบาลจะนำไปปรับปรุงกำหนดแนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรไทย ซึ่งดำเนินการจัดทำเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนถึงปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ผ่านการศึกษาภาพรวมใน 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขอนามัย ด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศ ในปี 2565 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.46 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีทุกภาค โดยภาคกลางมีค่าดัชนีมากที่สุดอยู่ที่ระดับ 81.82 รองลงมา คือ ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 81.57 ภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 80.96 และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 80.08

สำหรับรายละเอียดด้านต่าง ๆ ของดัชนีความผาสุกของเกษตรกร ปี 2565 มีดังนี้

1) ดัชนีด้านสุขอนามัย อยู่ที่ระดับ 99.85 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 ทำให้ครัวเรือนเกษตรให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากขึ้น รวมถึงภาครัฐได้มีการขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) การผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายอาหารปลอดภัย และให้ความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

2) ดัชนีด้านสังคม อยู่ที่ระดับ 91.06 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก โดยพบว่าสมาชิกในครอบครัวมีการดูแลซึ่งกันและกัน และภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัว สร้างระบบคุ้มครองและสวัสดิการ และส่งเสริมการปรับสภาพแวดล้อมชุมชนและบ้านให้ปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว

3) ดัชนีด้านเศรษฐกิจ อยู่ที่ระดับ 78.26 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรและแรงงานเกษตรพบว่า รายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีรายได้เงินสดจากนอกภาคเกษตรมากกว่ารายได้เงินสดทางการเกษตร 2.7 เท่า

4) ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ที่ระดับ 62.67 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง โดยพบว่าปี 2565 มีพื้นที่ได้รับการฟื้นฟูทรัพยากรดิน 1.76 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 2.02 ล้านไร่ ขณะที่สัดส่วนพื้นที่ป่าต่อพื้นที่ทั้งหมดของประเทศลดลงเช่นกัน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง

5) ดัชนีด้านการศึกษา อยู่ที่ระดับ 50.39 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข เป็นผลมาจากสมาชิกครัวเรือนเกษตรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สูงถึงร้อยละ 24.71 ได้รับการศึกษาภาคบังคับหรือต่ำกว่าภาคบังคับ โดยค่าดัชนีของทุกภาคสะท้อนถึงการพัฒนาที่อยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร และเกษตรกรทุกคน ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงมุ่งหวังพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย ผ่านมาตรการสำคัญในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร การพัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย การบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพเกษตรกร” นายอนุชา กล่าว

อบต.ไชยราช จัดงานโชว์ทุเรียน เพื่อเปิดตลาดหนุนกลุ่มเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740110

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนทุเรียนเพ็ญศรี ม.4 ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายบัณฑิตย์ ชูบัวทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไชยราช ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนไชยราช จัดงาน “ทุเรียนไชยราช ราชาแห่งขุนเขา จากเทือกเขาตะนาวศรี แหล่งกำเนิดของดี พานน้อย” โดยมีนายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพานน้อย เป็นประธานพิธี นายชาคริต แย้มนาม ดาราชื่อดัง ที่ปัจจุบันมีกิจการสวนทุเรียนและสวนผลไม้ที่ จ.จันทบุรี ร่วมงาน และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกทุเรียนวิถีธรรมชาติ ร่วมกับเกษตรกรทุเรียนแปลงใหญ่ในพื้นที่ และร่วมโชว์ลีลารับลูกทุเรียน

นายบัณฑิตย์ ชูบัวทอง เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกทุเรียน อ.บางสะพานน้อย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ต.ไชยราช มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดของอำเภอ ส่วนใหญ่ส่งขายให้พ่อค้าคนกลางเพื่อส่งออก ซึ่งหลักเกณฑ์การซื้อ-ขาย ขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดราคา ตนจึงมีแนวคิดทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ต.ไชยราช ได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเทคนิค และองค์ความรู้ในเรื่องของการปลูกทุเรียนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GMP และที่สำคัญมีการรวมกันจัดการด้านการตลาดด้วยตนเอง โดยมุ่งเน้นทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ทุเรียนไชยราช ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคมากขึ้น และส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการขายผลผลิตโดยตรงแก่ผู้บริโภค ทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียล ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ชาวสวนทุเรียนไชยราชมีการขายผ่านสื่อโซเชียลกว่า 80% ของผลผลิตในกลุ่มฯ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนไชยราชอย่างยั่งยืนต่อไป

นายชาคริต แย้มนาม ดารานักแสดงชื่อดัง เปิดเผยว่า ตนเคยคิดไว้ว่าในบั้นปลายของอาชีพดารานักแสดงจะหันไปทำสวนผลไม้แต่บังเอิญเราได้ภรรยาที่เป็นชาวสวนจึงทำให้เราเข้าสู่เส้นทางการเป็นเกษตรกรเร็วกว่าที่คิดไว้ ซึ่งทำให้เรามีความสุข สนุก ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง โดยมีความตั้งใจจะเข้าสู่เฮลตี้ฟู้ด อีทกู๊ด การกินสิ่งที่ดีที่สุด ปลอดภัยสูงสุดเข้าสู่ร่างกาย

ชลประทานวางแผน รับมือเกิดฝนทิ้งช่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740112

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 39,635 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 52 ของความจุอ่างฯ รวมกันสามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกประมาณ 36,702 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,141 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 13,730 ล้าน ลบ.ม.

จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังอ่อนลงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง ในส่วนของภาคใต้มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ จึงกำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมแหล่งน้ำสำรองเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด รวมทั้งการขุดลอกคลองต่างๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ และเพื่อลดปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด

เกษตรฯประชุมคกก.คุ้มครองพันธุ์พืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740115

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ครั้งที่ 2/2566 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ให้ออกกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช 2 ฉบับ คือ 1.ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช เรื่องแนวทางหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. …. และ 2.ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชว่าด้วยการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ซึ่งอนุรักษ์หรือพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พ.ศ. …. เห็นชอบให้แต่งตั้งอนุกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช 26 ท่าน เพื่อให้มีหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นในการออกกฎกระทรวงและประกาศ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 และพิจารณาข้อมูลพืชเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า และแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช 7 ท่าน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการออกกฎหมายลำดับรอง และการจัดสรรเงินกองทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

นอกจากนั้นได้พิจารณาเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ตามมาตรา 39 และ 40 จำนวน 1 ฉบับ และพิจารณาเรื่องการขอปรับปรุงข้อมูลของพันธุ์ข้าว “หอมแม่โจ้ 9” หรือ “จัสมินแม่โจ้ 555” การขอยกเลิกความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และการยกเลิกการยื่นคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ของกรมวิชาการเกษตร การยกเลิกหรือถอดการแจ้งเก็บ จัดหา หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการแจ้งเรื่องเพื่อทราบของความก้าวหน้าผลการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นต่อการเตรียมความพร้อม กรณีเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV ในการเจรจาเข้าร่วมความตกลง CPTPP

สศก.เผยดัชนีความผาสุก อยู่ที่ 80.46 เกษตรกรพัฒนาระดับดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740114

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรไทย ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขอนามัย ด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศ ในปี 2565 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.46 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ลดลงจากปี 2564 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 81.10 และเมื่อพิจารณาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ในปี 2565 พบว่า ภาคกลางมีค่าดัชนีมากที่สุดอยู่ที่ระดับ 81.82 รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 81.57 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 80.96 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 80.08 ซึ่งทุกภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับดี

สำหรับรายละเอียดแต่ละด้าน อาทิ ดัชนีด้านสุขอนามัย ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 99.85 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.77 ซึ่งจากการแพร่ระบาดของโควิด–19 ช่วงที่ผ่านมา ทำให้ครัวเรือนเกษตรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ได้ขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) การผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายอาหารปลอดภัย (Food Safety) รวมทั้งมีการเสริมสร้างความรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีด้านสังคม ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 91.06 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ลดลงจากปี 2564 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 92.64 เป็นผลจากการที่ครัวเรือนเกษตรเป็นครอบครัวขยาย สมาชิกในครอบครัวมีการดูแลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัว สร้างระบบคุ้มครองและสวัสดิการผู้สูงอายุ ส่งเสริมการปรับสภาพแวดล้อมชุมชนและบ้านให้ปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว

ดัชนีด้านเศรษฐกิจ ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.26 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 77.31 เป็นผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรและแรงงานเกษตร พบว่า รายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดจากนอกภาคเกษตรมากกว่ารายได้เงินสดทางการเกษตร 2.7 เท่า ซึ่งมีสาเหตุจากเกษตรกรบางส่วนประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกิน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอ ผลผลิตราคาไม่แน่นอน

ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2565 ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 62.67 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 64.49 เนื่องจากปี 2565 มีพื้นที่ได้รับการฟื้นฟูทรัพยากรดิน 1.76 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 2.02 ล้านไร่ ขณะที่สัดส่วนพื้นที่ป่าต่อพื้นที่ทั้งหมดของประเทศลดลงเช่นกัน เนื่องจากภาครัฐโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง

กรมข้าวมุ่งชักชวน ให้ชาวนาปลูกข้าว แบบเปียกสลับแห้ง ขายคาร์บอนเครดิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740113

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ บางส่วนมีสาเหตุจากการเผาพื้นที่การเกษตร ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวต่อว่า ได้เข้ามาส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดี ประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยชาวนาจะต้องทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาร่วมด้วยในการทำนา เช่น การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ ทำให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน น.ส.อมรรัตน์ อินทร์มั่น ผอ.สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กล่าวว่า คาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อ-ขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย เปิดบัญชี T-VER credit กับ อบก. และซื้อ-ขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter : OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739943

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.46 น.

‘เอ้กบอร์ด’เร่งรักษาเสถียรภาพราคา‘ไข่ไก่’ ขอความร่วมมือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด

27 มิถุนายน 2566 นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ไก่ไข่ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 66) ซึ่งการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ปี 2566 มีแผนการเลี้ยง จำนวน 3,800 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 1,970 ตัว (50.90 %) การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2566 มีแผนการเลี้ยง จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 147,746 ตัว (33.58 %) จำนวนไก่ไข่ยืนกรงปัจจุบัน 52.08 ล้านตัว ประมาณการผลผลิต 43.21 ล้านฟองต่อวัน การส่งออกไข่ไก่สด ปี 2566 (ม.ค. – เม.ย.) จำนวน 163.53 ล้านฟอง มูลค่า 718.96 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 179.97 และ 229.98 ตามลำดับ ส่งออกไปสิงคโปร์ คิดเป็นร้อยละ 66 รองลงมา คือ ฮ่องกง ร้อยละ 19 (ข้อมูลกรมศุลกากร)

ในส่วนราคา ปี 2566 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิ.ย. 66) ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 3.80 บาท (ข้อมูล โดยกรมการค้าภายใน) ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่นตัวละ 175 บาท (ข้อมูล โดย บมจ.ซีพีเอฟ) ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ในไตรมาส 1/2566 เฉลี่ยฟองละ 3.67 บาท โดยคาดการณ์ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ในไตรมาส 2/2566 เฉลี่ยฟองละ 3.70 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนไตรมาส 2/2565 พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.46  เนื่องจากค่าพันธุ์สัตว์ ราคาอาหารสัตว์ วัคซีน ยาป้องกันโรค ค่าน้ำ และค่าไฟปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2566 มีการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ของกรมปศุสัตว์ โดยได้มีการจัดประชุมหารือเพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ไก่ภายในประเทศ และได้เชิญผู้แทนจาก 4 สมาคมไก่ไข่ 4 สหกรณ์ไก่ไข่ ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท และผู้แทนจากสำนักงานปศุสัตว์เขต 1 – 9 พิจารณากำหนดมาตรการร่วมกัน และกำหนดมาตรการในปัจจุบัน ได้แก่ 1) มาตรการขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกราย ปลดไก่ไข่ยืนกรงที่อายุไม่เกิน 80 สัปดาห์ ยกเว้นรายย่อยที่เลี้ยงต่ำกว่า 30,000 ตัว ที่ไม่ใช่ฟาร์มในระบบเกษตรพันธสัญญาของผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ขนาดการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัว ขึ้นไป ปลดไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 78 สัปดาห์ จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566 2) มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ผลักดันการส่งออกหรือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนด ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2566 จำนวน 65 ล้านฟอง

ที่ประชุมยังได้มีการรับทราบผลการส่งออกตลาดไข่ไก่สดไปไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกไข่ไก่สดไปไต้หวันแล้วจำนวน 20,828,229 ฟอง (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66) และคาดการณ์ปี 2566 จะมีปริมาณการส่งออกไข่ไก่สดจากประเทศไทย ไปไต้หวันได้มากกว่า 50 ล้านฟอง มูลค่ากว่า 230 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างตลาดใหม่ และสร้างเสถียรภาพด้านราคาที่เกษตรกรจำหน่ายในประเทศได้ โดยผลสำเร็จจาการเปิดตลาดและส่งออกไข่ไก่สดครั้งนี้ มาจากความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร และอาหารไทยที่กรมปศุสัตว์กำกับดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการปลอดภัยอาหาร ตั้งแต่แหล่งที่มาของสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน GAP จนถึงศูนย์รวบรวมและแปรรูปสินค้าปศุสัตว์ ที่ได้มาตรฐาน GMP และ HACCP สอดคล้องตามข้อกำหนดกฎหมายไทย ระเบียบของคู่ค้า และหลักสากล

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลืองนำเข้า ราคาวัตถุดิบทดแทน (ปลายข้าว และมันเส้น) และปลาป่น ผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ การกำหนดมาตรการสำหรับฟาร์มไก่ไข่ที่ปลดไก่ไข่ยืนกรงเกินอายุที่เหมาะสม รวมถึงได้มีการพิจารณาคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ด้วย