‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

‘ธรรมนัส’ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.17 น.

“ธรรมนัส”ลุยตรัง! ติดตามนโยบาย 6 ด้าน เร่งผลักดันพัฒนาภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังปัญหา พร้อมสั่งหน่วยงานเดินหน้ายกระดับราคาสินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดตรัง และรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารเกษตรเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรและประชาชน เข้าร่วมกว่า 2,000 คน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ต.ควนปริง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา พัทลุง สตูล และตรัง ร่วมกับคณะ เพื่อรับฟังประเด็นจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา การท่องเที่ยว สาธารณสุข คมนาคม และสังคม เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาหาแนวทางแก้ไขและเร่งผลักดันให้เกิดผลโดยเร็ว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย 6 ด้าน ได้แก่ เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและความมั่นคงกรรมสิทธิ์ บริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั้งระบบ ยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพและบริการมูลค่าสูง เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร พร้อมสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรกล จัดการทรัพยากรเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG และ Carbon Credit และเข้มงวดปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับปัญหาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดตรังที่เกษตรกรได้นำเสนอให้มีการแก้ไขเร่งด่วน อาทิ 1.ด้านการบริหารจัดการน้ำระบบชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอในการเกษตร 2.ด้านประมง เสนอขอให้ปรับเงื่อนไขโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ จัดตั้งหน่วยย่อยศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมง และผลักดันการขุดลอกร่องน้ำกันตังเพื่อการสัญจรและประมง และ 3.ผลักดันราคายางพารา และปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น และเพิ่มผลผลิตต่อไร่

“ทุกประเด็นที่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ได้เสนอ จะถูกนำมาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง หากเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ จะสั่งการให้เร่งแก้ไขทันที ส่วนเรื่องที่ต้องประสานกระทรวงอื่น รัฐบาลจะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง ขอย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ ทั้งในกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ยางพารา และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ก่อนหน้านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ส่วนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรภาคใต้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศเขตควบคุมการขนย้ายยางใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และเชียงราย หากมีการขนย้ายโดยไม่ขออนุญาตจะถือเป็นยางสวมสิทธิ์และต้องถูกดำเนินคดีทันที พร้อมเดินหน้าเข้มงวดตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขับเคลื่อนราคายางพาราผ่านการทำ MOU กับหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศ รวมถึงการขยายตลาดส่งออกไปจีนและประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และการยางแห่งประเทศไทย

– 006

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

'โสภณ'มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

‘โสภณ’มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเกษตรยากจน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

“โสภณ”มอบนโยบายธนาคารที่ดิน เน้นภารกิจกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส  

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) มอบนโยบายการดำเนินงาน “ธนาคารที่ดิน” โดยมี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน นายจำนงค์ หนูพันธ์ ผู้แทนบอร์ดสัดส่วนองค์กรชุมชม และนายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน พร้อมผู้บริหารธนาคารที่ดิน และผู้แทนบอร์ดธนาคารที่ดิน เข้ารับฟังแนวนโยบายการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 4 ตึกอำนวยการ ทำเนียบรัฐบาล

นายโสภณ กล่าวว่า ผู้บริหารธนาคารที่ดิน รายงานผลการปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2559-2568 โดยเป็นองค์กรช่วยเหลือประชาชนในด้านการกระจายการถือครองที่ดิน บนพื้นที่กว่า 7,256 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรผู้ยากจนและด้อยโอกาส จำนวน 1,816 ครัวเรือน ให้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน

ทั้งนี้ นายโสภณ ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม และให้เป็นปัจจุบัน และนำมารายงานในการประชุมวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ต่อไป

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ นั่งหัวโต๊ะประชุมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

10 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาและบริหารจัดการโครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกรมส่งเสริมการเกษตร (OR) ชั้น 2 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร และระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีนายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับทราบโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ภาพรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โครงการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และพิจารณาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Prototype Products) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและบริการมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

-(016)

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักฯ’ เหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมาก

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

‘กรมชลประทาน’ลดการระบายน้ำ‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’จัดการจราจรน้ำเหตุท้าย‘เขื่อนเจ้าพระยา’ยังระบายน้ำมากถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที พื้นที่ตอนล่างได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ใช้‘คลองลัดโพธิ์’ระบายน้ำเหนือออก‘อ่าวไทย’ให้สอดคล้องกับจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล

10 พ.ย.68 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน แจ้งว่า ขณะนี้ได้บริหาร “จราจรน้ำ” ในลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลจากภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง หลังพบว่าระดับน้ำในหลายพื้นที่ยังคงสูงต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 06.00 น. ที่จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าแม่น้ำสายหลักทั้ง 3 สายมีปริมาณน้ำไหลมาก โดยแม่น้ำปิงมีอัตราการไหลผ่าน 1,329 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม่น้ำยม 501 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแม่น้ำน่าน 1,225 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านถึง 2,965 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำสะแกกรังไหลสมทบอีก 175 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท อยู่ที่ +17.70 เมตร (รทก.) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาโดยรับน้ำเข้าระบบชลประทานเต็มศักยภาพทั้งสองฝั่งรวม 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จาก 350 เหลือ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อชะลอน้ำจากตอนบนที่จะไหลมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมากเกินไป

ขณะที่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างและกรุงเทพมหานคร-ปริมณฑลยังคงได้รับอิทธิพลน้ำทะเลหนุนสูงร่วมด้วย ทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยช้ากว่าปกติ กรมชลประทานจึงเร่งระบายน้ำผ่านคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ ให้สอดคล้องกับจังหวะน้ำทะเลขึ้นลง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและลดภาวะน้ำล้นตลิ่งบริเวณริมลำน้ำ

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 930.25 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.90% ของความจุอ่าง มีน้ำไหลเข้า 145.31 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (12.55 ล้าน ลบ.ม./วัน) และระบายออก 300.29 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (25.95 ล้าน ลบ.ม./วัน) ซึ่งกรมชลประทานยืนยันว่า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำ5อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน พร้อมปรับแผน บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ ราคาแนะนำฟองละ 3.20 บาทหรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ไข่คละหน้าฟาร์ม’ปรับขึ้น 20 สตางค์ หลังตกรูดสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศราคาแนะนำ​ฟองละ​ 3.20 บาทหรือ​เพิ่มขึ้น 6​ บาทต่อแผงมีผลวันนี้ ภาครัฐระดมมาตรการแก้ปัญหาราคา ทั้งปราบไข่ไก่เถื่อน เร่งรักษาเสถียรภาพราคา​ และ​กระจายไข่ไก่​ออกสู่​ตลาด​ทั่วประเทศ

10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกาศแจ้งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อฟอง หรือ 6 บาทต่อแผง หลังจากปรับลดไปได้เพียงสัปดาห์เดียว โดยราคาขายแนะนำใหม่อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง (น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไป) มีผลตั้งแต่วันนี้ (10 พ.ย. 68) เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เครือข่ายที่ออกประกาศประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่–ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แม่น้ำน้อย จำกัด เพื่อแจ้งแนวทางราคากลางให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ใช้เป็นแนวทางอ้างอิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศ หลังกรมปศุสัตว์ตรวจพบไข่เถื่อนจำนวนมากที่ส่งผลให้ตลาดล้นและกดราคาภายในประเทศ พร้อมทั้งหารือกับเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อวางแนวทางช่วยเหลืออย่างยั่งยืน

ต่อมา นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่​ โดยมีผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สหกรณ์ และผู้ประกอบการเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เร่งรัดการปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการระบายไข่ไก่ 60 ล้านฟองออกจากระบบภายใน 2 เดือน ด้วยการเร่งส่งออก​หรือ​ให้​บริษัท​ผู้นำเข้า​พ่อแม่​พันธุ์​ปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เร็วขึ้​นเพื่อพยุงราคาให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังผ่านพ้นช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับการเปิดภาคเรียนและโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้การบริโภคและการค้าคล่องตัวขึ้น โดยกรมการค้าภายในได้เดินหน้าโครงการ เชื่อมโยงไข่ไก่จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ผ่านเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งเป้าระบายไข่ไก่กว่า 3.5 ล้านฟอง ระหว่างวันที่ 17–23 พฤศจิกายนนี้ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มช่องทางจำหน่ายและรักษาเสถียรภาพราคาภายในตลาดทั้งมาตรการจากภาครัฐและความต้องการบริโภคที่ฟื้นตัวในช่วงปลายปี ส่งผลให้แนวโน้มราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมติดตาม รมว.เกษตรฯ ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.07 น.

10 พฤศจิกายน 2568 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้อำนวยการและบุคลากรกรมการข้าวในพื้นที่ ร่วมติดตาม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ 

ในการนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำ การแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาร้างให้สามารถกลับมาทำนาหรือการเกษตรได้อีกครั้ง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้ทั่วถึงและเพียงพอความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่นราธิวาส

ในโอกาสเดียวกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ “เร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฯ“

นอกจากนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ได้ร่วมมอบปัยจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรพื้นที่นราธิวาส.

012

‘กรมปศุสัตว์’ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

'กรมปศุสัตว์'ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

‘กรมปศุสัตว์’ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ บริการทำหมันสุนัข-แมว ควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

กรมปศุสัตว์ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กรมปศุสัตว์ออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ โดยมี นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งผู้บริหารในสังกัดกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร เข้าร่วมงานฯ ณ ลานคนเดินสนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

ในโอกาสนี้ มีการให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวน 300 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 200 ตัว ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง จำนวน 500 ตัว ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดนราธิวาส และประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

'รองนายกฯธรรมนัส'เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนพัทลุง เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อชาวพัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.51 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ จ.พัทลุง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่ จ.พัทลุง เพื่อพบปะประชาชน รับฟังปัญหา และมอบนโยบาย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนผู้บริหารกรมชลประทาน ได้แก่ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐิติกร ศรีนิติวรวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 นายโอฬาร ทองขาวเผือก ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพัทลุง และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ พร้อมบรรยายสรุป ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง

จ.พัทลุง มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 858,613 ไร่ คิดเป็น 55% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ปริมาณฝนเฉลี่ยรอบ 30 ปี อยู่ที่ 2,251 มิลลิเมตรต่อปี คิดเป็นปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 5,201 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันมีการพัฒนาแหล่งน้ำด้านการชลประทาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ถึงปี พ.ศ.2568 รวม 76 ปี มีโครงการชลประทานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งสิ้น 149 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ 142.20 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 2.73% ของน้ำท่า ในขณะที่มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี มีแผนการพัฒนาด้านชลประทาน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะปานกลาง ตั้งแต่ปี 2569 – 2572 รวมทั้งหมด 75 รายการ  จะมีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 198,973 ไร่ คิดเป็น 68% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำคลองลำเบ็ด ตั้งอยู่ที่บริเวณหมู่ที่ 15 บ้านควนกุฏิ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง ขณะนี้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว ลักษณะโครงการเป็นงานก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน 3 ช่อง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำไว้ในลำคลอง เพื่อเป็นน้ำต้นทุนสนับสนุนกิจกรรมการเกษตรของราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่10 บ้านนอก หมู่ที่ 11 บ้านสวน และหมู่ที่ 15 บ้านควนกุฏิ ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง พื้นที่การเกษตร ประมาณ 500 ไร่ (พื้นที่นาข้าว) ได้อย่างพอเพียง

ทั้งนี้ มีโครงการชลประทานที่รองนายกฯ ธรรมนัส ได้เร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็ว ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำคลอง 3R-LMC ควนกุฎิ พร้อมอาคารประกอบ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง มีศักยภาพในการระบายน้ำ 33 ลบ.ม./วินาที และโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคลอง RMC2 กม.7+980 (นาท่อม) ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง เป็นการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ความกว้าง 9.00 เมตร ความยาว 12.00 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวพัทลุงต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ยืนยัน’น้ำนมโคสดไทย’ปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ยืนยัน'น้ำนมโคสดไทย'ปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ยืนยัน’น้ำนมโคสดไทย’ปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.26 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ยืนยัน”น้ำนมดิบไทย”ปลอดภัยทุกหยด ภายใต้การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน เดินหน้าส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่นๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแลและส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทย สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง”

– 006

ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อ! ‘ธรรมนัส’มอบ 1 แสน หนุนทีมหมอนทองวิทยา

ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อ! 'ธรรมนัส'มอบ 1 แสน หนุนทีมหมอนทองวิทยา

ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อ! ‘ธรรมนัส’มอบ 1 แสน หนุนทีมหมอนทองวิทยา

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.53 น.

“ธรรมนัส”มอบ 100,000 บาท หนุนทีมหมอนทองวิทยา ชื่นชมเยาวชนสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนและชุมชน สร้างต้นแบบนักกีฬาไทยรุ่นใหม่ พร้อมชู”นราธิวาสโมเดล”ขับเคลื่อนทุกมิติพัฒนาใต้สุดแดนสยาม

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ลานคนเดิน สนามกีฬามหาราช เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงกรณีที่ มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล สนับสนุนเงินจำนวน 100,000 บาท ให้กับทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมทั้งตัวนักเรียน โค้ช และครู ที่ได้หล่อหลอมเยาวชนให้สร้างชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลเมื่อวานนี้ที่แฟนบอลล้นสนามอย่างที่เราเห็น ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เฝ้าติดตามเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ อ.วังน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ของท่านอรรถกร ที่ได้รายงานให้ทราบมาโดยตลอดว่าโรงเรียนนี้มีความเข้มแข็งมาก เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนในสังคม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล มีเจตนารมณ์ในการสนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนให้มีโอกาสในสังคม โดยเมื่อวานนี้ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท ตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าว และจะยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

“ผมได้กำชับไปยัง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็รับนโยบายไปแล้ว รวมถึงท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะส่งเสริมและต่อยอดกิจกรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นต้นแบบที่ดีของเยาวชนและโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ควรได้รับความสำคัญ”

ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนา “นราธิวาสโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สังคมของจังหวัดนราธิวาสเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งพี่น้องชาวไทยมุสลิม คนจีน และคนไทยพุทธ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ผมเองโตมาจากที่นี่ และพยายามแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนราธิวาสมาโดยตลอด สิ่งที่ผ่านมาคือเราขาดอำนาจในการขับเคลื่อน แต่วันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมติดตามและดูแลการบริหารจัดการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนราธิวาสถือเป็นบ้านของผม ผมจึงตั้งใจจะใช้จังหวัดนี้เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนงานทุกมิติ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนา จ.นราธิวาส ครอบคลุมทุกด้าน ทั้ง สวัสดิการทางสังคม การศึกษา การท่องเที่ยว และการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ พร้อมระบุว่า ได้มอบหมายให้ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคนจังหวัดนราธิวาส ทำหน้าที่ประธานขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“เราจะขับเคลื่อนทุกภาคส่วนไปพร้อมกัน เพื่อให้พี่น้องชาวนราธิวาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผมจะใช้บ้านเกิดของผมเป็นต้นแบบการพัฒนา ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำ