‘ธนกร’ ส่งทีม ‘เต็มเหนี่ยว’ สั่งปิด 2 โรงงานเถื่อน จ.สมุทรปราการ

‘ธนกร’ ส่งทีม ‘เต็มเหนี่ยว’ สั่งปิด 2 โรงงานเถื่อน จ.สมุทรปราการ

‘ธนกร’ ส่งทีม ‘เต็มเหนี่ยว’ สั่งปิด 2 โรงงานเถื่อน จ.สมุทรปราการ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.26 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายธัญญารัตน์ พรหมสุทธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เข้าตรวจสอบ บริษัท ธราทรัพย์ แบงค็อก จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 998 ม.6 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ. สมุทรปราการ

จากการตรวจสอบพบว่า ประกอบกิจการ ผลิตสายรัดสินค้า และผลิตเม็ดพลาสติกจากพลาสติกเก่า พบเครื่องจักรในการประกอบกิจการ 500กว่าแรงม้า วัตถุดิบ และคนงานจำนวนหนึ่ง แต่ไม่พบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ ใบ รง. 4  จึงมีคำสั่งปิดโรงงานดังกล่าวทันที พร้อมทั้งดำเนินคดีกับข้อหาประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต มีบทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” ได้ลงพื้นที่ต่อไปยัง บริษัท อาคิเอโว แมชชีนเนอรี่ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ประกอบกิจการทำชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ผลิตโลหะ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการติดตั้งเครื่องจักรในการประกิจการหลายประเภท อาทิ เครื่องกลึง รถโฟร์คลิฟท์ เครื่องปั๊มโลหะ ชุดห้องพ่นสี ชุดปั๊มลม เป็นต้น รวมกว่า 680 แรงม้า แต่ไม่พบใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งประกอบกิจการ เช่นเดียวกันจึงสั่งปิดโรงงาน และดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

นายฐาปกร กล่าวว่า การดำเนินงานของทีมเต็มเหนี่ยว จะไม่ปล่อยปละให้มีการดำเนินการที่กระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าทั้งสองโรงงานยังไม่ได้รับการร้องเรียนเรื่องจากประชาชน แต่เมื่อพบข้อผิดพลาด ก็ต้องมีคำสั่งให้ปิดทันที และเรื่องการขอใบอนุญาตดำเนินกิจการเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เรารู้ถึงข้อมูลผู้ประกอบการ วัตถุดิบ และที่มาที่ไปของการดำเนินกิจการ แต่เมื่อสั่งปิดแล้ว หากผู้ประกอบการมีการแก้ไขการดำเนินการให้ถูกต้องก็สามารถสั่งเปิดดำเนินการต่อได้ เพื่อให้ไม่กระทบกับภาคเศรษฐกิจในพื้นที่

‘เขื่อนป่าสักฯ’ปรับการระบายสอดคล้อง‘น้ำเหนือ’ไหลลงอ่างฯต่อเนื่อง เตือนปชช.ท้ายน้ำติดตามใกล้ชิด

‘เขื่อนป่าสักฯ’ปรับการระบายสอดคล้อง‘น้ำเหนือ’ไหลลงอ่างฯต่อเนื่อง เตือนปชช.ท้ายน้ำติดตามใกล้ชิด

‘เขื่อนป่าสักฯ’ปรับการระบายสอดคล้อง‘น้ำเหนือ’ไหลลงอ่างฯต่อเนื่อง เตือนปชช.ท้ายน้ำติดตามใกล้ชิด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.16 น.

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’ปรับการระบาย สอดคล้อง‘น้ำเหนือ’ไหลลงอ่างฯต่อเนื่อง แจ้งเตือนประชาชนท้ายน้ำติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

6 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในขณะนี้  ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง วันนี้(6 พ.ย.68) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 994 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อย 104  ของความจุอ่างฯ  ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯประมาณ 26 ล้าน ลบ.ม./วัน  ปัจจุบันมีการระบายน้ำในอัตรา 350 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม./วัน  จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพบว่า ยังคงมีปริมาณน้ำจากทางตอนบนของลุ่มน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง  ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย.68 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่จากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี”

ทั้งนี้  เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และควบคุมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 450 ลบ.ม./วินาที  โดยจะเริ่มทยอยปรับเพิ่มการระบายแบบขั้นบันไดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 1.50 – 1.80 เมตร  โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ยังคงอยู่ในระดับตลิ่งและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน รวมทั้งเส้นทางสัญจร 

อย่างไรก็ตาม หากปริมาณน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบาย จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป  จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ จากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด   หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร1460 สายด่วนกรมชลประทาน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดทีมหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดทีมหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดทีมหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.07 น.

มุ่งควบคุมประชากรสัตว์ ป้องกันการแพร่ระบาดโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมติดตามคณะฯ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดปทุมธานี เพื่อพบปะพี่น้องเกษตรกรและมอบถุงยังชีพ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ สำนักงานเทศบาลเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ในโอกาสนี้ กรมปศุสัตว์จัดกิจกรรมออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการดูแลสุขภาพสัตว์ ได้แก่ ผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวน 100 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 150 ตัว ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง จำนวน 250 ตัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข–แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งจังหวัดปทุมธานีและประเทศไทย

‘นเรศ’ มอบกรมการข้าวขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

'นเรศ' มอบกรมการข้าวขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

‘นเรศ’ มอบกรมการข้าวขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.55 น.

ดันนโยบาย 8 ด้าน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ยกระดับมาตรฐานข้าวไทย

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาการผลิตข้าว แก่ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต้อนรับและรายงานภาพรวมกรมการข้าว ณ กรมการข้าว

โดยนายนเรศ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมการข้าว  เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายหลัก 6 ข้อ และ3นโยบายเร่งด่วน  พร้อมทั้งได้กำชับให้เร่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิต บริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว และสร้างความเข้มแข็งด้านการตลาด โดยเน้นแนวทางทำงานเชิงรุก และพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้มีความสมดุลกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั้งประเทศ ตลอดจนผลักดันแผนพัฒนาข้าวไทยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล

“ผมได้ให้นโยบายกรมการข้าวขับเคลื่อนตามแนวทางของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และยกระดับคุณภาพข้าว โดยเฉพาะการทำข้าวคุณภาพ เช่น ข้าว GI ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวประสานกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จัดทำ MOU โครงการข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเตรียมพื้นที่ร่วมกับศูนย์ข้าวชุมชนไว้แล้ว 1 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน เพื่อส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ลดปุ๋ยเคมี ใช้ชีวภัณฑ์ ลดต้นทุนอย่างน้อย 10% และเพิ่มผลผลิต 20% เมื่อได้ผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ราคาจะขยับขึ้นในระดับพรีเมียมประมาณ 10–20% ซึ่งเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มให้ชาวนา โดบจะเตรียมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางมาตรการเสริมความเข้มแข็งให้ศูนย์ข้าวและสหกรณ์ ลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อให้พี่น้องชาวนาได้รับประโยชน์ในระยะยาวด้วย“นายนเรศ กล่าว

สำหรับนโยบาย 8 ด้านที่มุ่งผลักดัน ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการผลิตข้าวให้สมดุลกับความต้องการตลาด โดยร่วมมือกับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และ ธ.ก.ส. ตรวจสอบและบริหารสต็อกข้าวภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 รวมถึงการตรวจสอบสต็อกในโครงการสินเชื่อชะลอการขาย ปี 2567/68 พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลด้านข้าวให้เป็นฐานข้อมูลเดียวที่มีความแม่นยำและทันสมัย

2) เพิ่มกำลังผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอทั่วประเทศ ขยายกำลังผลิตเมล็ดพันธุ์ และขยายศูนย์ข้าวชุมชนเป็น 500 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการเกษตรกรกว่า 1.4 ล้านตันข้าวเปลือก/ปี

3) เสริมความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต สนับสนุนเครื่องจักรกล การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพกว่า 200,000 ตัน/ปี และพัฒนาเป็นศูนย์ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร (Service Provider Center) ขยายกลุ่มนาแปลงใหญ่ 600 แปลง และพัฒนาชาวนาอาสาทั่วประเทศ

4) ผลักดันการผลิตข้าวและการตลาดคุณภาพ มุ่งส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง ข้าวสุขภาพ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ 

5) วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้าว โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ Speed Breeding ลดเวลาพัฒนาพันธุ์เหลือ 3–5 ปี พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง และสุราชุมชน

6) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน 10% เพิ่มผลผลิต 20% สนับสนุนเครื่องจักรให้ศูนย์ข้าวชุมชน 300 แห่ง 7) ปรับพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีผลตอบแทนสูงกว่า และ 8) ยกระดับมาตรฐานตรวจสอบ รับรองคุณภาพข้าว เพิ่มความเข้มแข็งระบบตรวจสอบและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นมาตรฐานสากล

นเรศจี้กรมการข้าวผลิตข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่

นเรศจี้กรมการข้าวผลิตข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่

นเรศจี้กรมการข้าวผลิตข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

”นเรศ“ สั่งกรมการข้าวขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ดันนโยบาย 8 ด้าน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ยกระดับมาตรฐานข้าวไทย

วันนี้ (6 พ.ย.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาการผลิตข้าว แก่ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต้อนรับและรายงานภาพรวมกรมการข้าว ที่กรมการข้าว

นายนเรศ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมการข้าว  เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายหลัก 6 ข้อ และ3นโยบายเร่งด่วน  พร้อมทั้งได้กำชับให้เร่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิต บริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว และสร้างความเข้มแข็งด้านการตลาด โดยเน้นแนวทางทำงานเชิงรุก และพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้มีความสมดุลกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั้งประเทศ ตลอดจนผลักดันแผนพัฒนาข้าวไทยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล

“ผมได้ให้นโยบายกรมการข้าวขับเคลื่อนตามแนวทางของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และยกระดับคุณภาพข้าว โดยเฉพาะการทำข้าวคุณภาพ เช่น ข้าว GI ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวประสานกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จัดทำ MOU โครงการข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเตรียมพื้นที่ร่วมกับศูนย์ข้าวชุมชนไว้แล้ว 1 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน เพื่อส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ลดปุ๋ยเคมี ใช้ชีวภัณฑ์ ลดต้นทุนอย่างน้อย 10% และเพิ่มผลผลิต 20% เมื่อได้ผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ราคาจะขยับขึ้นในระดับพรีเมียมประมาณ 10–20% ซึ่งเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มให้ชาวนา โดบจะเตรียมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางมาตรการเสริมความเข้มแข็งให้ศูนย์ข้าวและสหกรณ์ ลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อให้พี่น้องชาวนาได้รับประโยชน์ในระยะยาวด้วย“ นายนเรศ กล่าว

สำหรับนโยบาย 8 ด้าน ที่มุ่งผลักดัน ประกอบด้วย 1.การบริหารจัดการผลิตข้าวให้สมดุลกับความต้องการตลาด โดยร่วมมือกับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และ ธ.ก.ส. ตรวจสอบและบริหารสต็อกข้าวภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 รวมถึงการตรวจสอบสต็อกในโครงการสินเชื่อชะลอการขาย ปี 2567/68 พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลด้านข้าวให้เป็นฐานข้อมูลเดียวที่มีความแม่นยำและทันสมัย 2.เพิ่มกำลังผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอทั่วประเทศ ขยายกำลังผลิตเมล็ดพันธุ์ และขยายศูนย์ข้าวชุมชนเป็น 500 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการเกษตรกรกว่า 1.4 ล้านตันข้าวเปลือก/ปี 3.เสริมความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต สนับสนุนเครื่องจักรกล การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพกว่า 200,000 ตัน/ปี และพัฒนาเป็นศูนย์ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร (Service Provider Center) ขยายกลุ่มนาแปลงใหญ่ 600 แปลง และพัฒนาชาวนาอาสาทั่วประเทศ 4.ผลักดันการผลิตข้าวและการตลาดคุณภาพ มุ่งส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง ข้าวสุขภาพ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

5.วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้าว โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ Speed Breeding ลดเวลาพัฒนาพันธุ์เหลือ 3–5 ปี พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง และสุราชุมชน 6.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน 10% เพิ่มผลผลิต 20% สนับสนุนเครื่องจักรให้ศูนย์ข้าวชุมชน 300 แห่ง 7.ปรับพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีผลตอบแทนสูงกว่า และ 8.ยกระดับมาตรฐานตรวจสอบ รับรองคุณภาพข้าว เพิ่มความเข้มแข็งระบบตรวจสอบและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นมาตรฐานสากล

015

อามินทร์ เร่งสร้างนราธิวาสโมเดล

อามินทร์ เร่งสร้างนราธิวาสโมเดล

อามินทร์ เร่งสร้างนราธิวาสโมเดล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.33 น.

“อามินทร์  ”สร้างนราธิวาสโมเดล” ลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง อ.สุไหงปาดี และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทำงานเชิงรุก แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรและประชาชน

วันนี้ (6 พ.ย.) นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำศาสนาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานและรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ ณ อ.เจาะไอร้อง อ.สุไหงปาดี และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการทำงานร่วมกับส่วนท้องที่ท้องถิ่น โดยเน้นย้ำในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง และการสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูก การฟื้นฟูนาร้าง พร้อมจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน การจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดวางห้องเย็น เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร การยกระดับสินค้าเกษตร เช่น ลองกอง การจัดหาพันธุ์ปลา เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร และการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรต่าง ๆ โดยยังคงมุ่งเน้นให้รักษาในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วย

“วันนี้ผมได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มาดูแลพี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งผมมีความตั้งใจเป็นอย่างมากที่ได้มารับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรและประชาชน โดยในวันนี้มีผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่มาร่วมรับฟังปัญหาจากพี่น้องโดยตรง ถือว่าเป็นการรับฟังปัญหาและทำงานเชิงรุก พบว่าแต่ละตำบลมีปัญหาที่คลายกัน จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข ให้กับประชาชนในพื้นที่ขอให้มั่นใจว่าทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน” นายอามินทร์ กล่าว

015

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมติดตามคณะฯลงพื้นที่ปทุมธานี เยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมติดตามคณะฯลงพื้นที่ปทุมธานี เยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมติดตามคณะฯลงพื้นที่ปทุมธานี เยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.00 น.

6 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงพื้นที่ติดตามรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) และคณะ  ณ จังหวัดปทุมธานี

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการพบปะเยี่ยมเยียนเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้มีการมอบถุงยังชีพ รวมทั้งตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและอุกภัย ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณบุรี และนครราชสีมา จัดเตรียมต้นกล้าพันธุ์ฝรั่งกิมจู กล้วยหอมทอง พริกแดงจินดา กะเพรา แมงลัก และเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว รวมจำนวน 1,200 ชุด มอบให้เกษตรกร พร้อมทั้งจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการใช้สารชีวภัณฑ์ นิทรรศการการหยุดเผา และชุดย่อยสลายตอซัง นับเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

-(016)

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วง เชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วง เชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วง เชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วงเชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้ตามกลไกคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึง จากสถานการณ์ราคาไข่ไก่ตกต่ำเหลือฟองละ 3 บาท  จากภาระไข่ไก่ล้นตลาด ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ว่า กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยในประเด็นดังกล่าว โดยได้มีการหารือและติดตามสถานการณ์กับกลุ่มเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (egg board) ได้มอบหมายให้ เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาแนวทางและมาตรการในการ บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทันที 

โดยกรมปศุสัตว์จะทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาหากการดำเนินการเกิดข้อติดขัดในการดำเนินการดังกล่าว พร้อมเชื่อมั่นว่าทางเกษตรกรและผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเด็นของการปลดไก่แม่พันธุ์ล่าช้า ที่ส่งผลให้ เกิดภาวะไข่ไก่ล้นตลาดนั้น จะต้องมีการตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (egg board) ที่นี่กำหนดอายุของแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อรักษาคุณภาพและเสถียรภาพไข่ไก่ของไทยในตลาดอย่างยังยืน

เกษตรฯ ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้า! ‘ธรรมนัส’ ดัน 5 ร่างกฎหมายคุมส่งออก-นำเข้า

เกษตรฯ ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้า! 'ธรรมนัส' ดัน 5 ร่างกฎหมายคุมส่งออก-นำเข้า

เกษตรฯ ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้า! ‘ธรรมนัส’ ดัน 5 ร่างกฎหมายคุมส่งออก-นำเข้า

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.51 น.

พร้อมคลอด 5 มาตรฐานใหม่ เน้น ‘ขมิ้นชันแห้ง-อาหารสัตว์ผสมยา’ เพิ่มขีดแข่งขันตลาดโลก

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งกำหนดวันใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติหลักการ

รวมทั้งที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้า ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 5 เรื่อง ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครั้งก่อน (ครั้งที่ 3/2568) และอยู่ระหว่างรอประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ 1. การผลิตพืชโดยปลอดการเผา 2. มันเทศ 3. หลักปฏิบัติสำหรับการป้องกันและลดการปนเปื้อนสารหนูในข้าว 4. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 2: อาหารแปรรูปจากพืช และ 5.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์ผลิตน้ำเชื้อปศุสัตว์

นายนเรศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเพิ่มอีก 5 เรื่อง เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป โดยแบ่งเป็น มาตรฐานที่กำหนดใหม่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ขมิ้นชันแห้ง และ 2. การปฏิบัติที่ดีสำหรับอาหารสัตว์ที่ผสมยา และมาตรฐานที่ทบทวนมาตรฐานเดิม 3 เรื่อง ได้แก่ 1. อาหารฮาลาล 2. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับกาแฟ และ 3. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับมันสำปะหลัง

ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเสริมถึงสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 5 เรื่องที่ได้รับความเห็นชอบใหม่ ดังนี้ 1. ขมิ้นชันแห้งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงของไทยที่ใช้เป็นเครื่องเทศและในอุตสาหกรรมอาหาร การกำหนดมาตรฐานนี้เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยด้านอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ตลาดโลก โดยมาตรฐานจะครอบคลุมขมิ้นชันแห้งที่เตรียมและบรรจุเพื่อจำหน่ายสำหรับการบริโภคโดยตรงและเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตอาหารเท่านั้น

2. การปฏิบัติที่ดีสำหรับอาหารสัตว์ที่ผสมยา มาตรฐานนี้มุ่งเน้นเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของอาหารสัตว์ที่ผสมยา ภายใต้การกำกับดูแลของสัตวแพทย์ เพื่อสนับสนุนการใช้ยาอย่างรับผิดชอบ ลดปัญหาการดื้อยา และคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคจากปัญหาสารตกค้าง โดยครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นทาง (โรงงานผลิต) จนถึงผู้ใช้ (ฟาร์ม) การยกระดับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าอาหารที่มาจากสัตว์ของไทย

3. อาหารฮาลาล (ทบทวน) มีการปรับปรุงครั้งใหญ่จาก มกษ. 8400-2550 ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติล่าสุดของอาเซียน (ASEAN General Guidelines on Halal Food) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาหารฮาลาลไทย ในตลาดต่างประเทศ โดยครอบคลุมข้อกำหนดพื้นฐานที่ทุกองค์กรในโซ่อาหารฮาลาลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

4. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับกาแฟ (ทบทวน) เนื่องจากกระบวนการผลิตหลังการเก็บเกี่ยวของผู้ผลิตกาแฟไทยพัฒนาไปมาก จึงต้องทบทวนปรับปรุง มกษ. 5903-2553 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การผลิตในปัจจุบัน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยครอบคลุมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในทุกขั้นตอนการผลิต

และ 5. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับมันสำปะหลัง (ทบทวน) มีการปรับปรุงจาก มกษ. 5901-2553 เพื่อให้ ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทการค้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้นำเข้า มาตรฐานใหม่จะครอบคลุมตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงขั้นตอนการขนส่ง โดยมีจุดเน้นสำคัญคือ ไม่ใช้การเผา ในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพของหัวมันสำปะหลังที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯ โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯ โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯ โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

5 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมสงเสริมการเกษตร เข้าร่วมประชุมประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.)  โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการแจ้งการครอบครองที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการจัดทำและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องตามกระบวนกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสพี่น้องประชาชนที่ต้องการทำประโยชน์ในที่ดินส.ป.ก. ได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องและทั่วถึง ร่วม ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผ่านระบบประชุมออนไลน์ Zoom Meeting

-(016)