สศก.พัฒนาระบบประกันภัย เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง-ประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731088

สศก.พัฒนาระบบประกันภัย  เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง-ประมง

สศก.พัฒนาระบบประกันภัย เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง-ประมง

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ได้พัฒนาระบบประกันภัยการเกษตรให้เป็นกลไกในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการประกันภัยการเกษตรร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พัฒนาระบบประกันภัยการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น รวมถึงการประกันอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ปัจจุบันมีโครงการประกันภัยการเกษตร ได้แก่ โครงการประกันภัยข้าวนาปี และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมีการประกันภัยของภาคเอกชน ในสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ เช่น ทุเรียน ลำไย โคเนื้อ โคนม อย่างไรก็ดี ภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร จึงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์

ด้านพืช ผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 1-3 มีนาคม 2566 พบว่าปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา พบปัญหาหลักจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกชนิดพันธุ์ 89 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่มีน้ำหนักดี ทำให้ได้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนทานต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง การระบาดเกิดได้จาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ การนำท่อนพันธุ์ที่ติดโรคมาเพาะปลูก และการติดเชื้อจากแมลงพาหะ ข้อมูลในเดือนมกราคม 2566 พบว่า พื้นที่ อ.บ่อพลอย มีพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 218 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ
29 ราย อ.ห้วยกระเจา มีพื้นที่ระบาด 3,505 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 105 ราย อ.เลาขวัญ มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังมากที่สุด เนื่องจากพื้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกมันสำปะหลัง มีพื้นที่ระบาด 1,612.25 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 214 ราย และอำเภอท่าม่วง พบการระบาดครั้งแรกในปี 2565 มีพื้นที่ระบาด 433.50 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 38 ราย สำหรับมันสำปะหลังที่ติดโรคช่วงที่มีอายุ 5 เดือนขึ้นไป จะให้ผลผลิตลดลงประมาณร้อยละ 20-50 ของผลผลิตมันสำปะหลังปกติ ในขณะที่การระบาดที่เกิดจากท่อนพันธุ์ติดเชื้อจะไม่ให้ผลผลิต

ด้านประมง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เรือประมงพื้นบ้าน จากกลุ่มประมงเรือเล็กลูกน้ำเค็มก้นปึก และวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จ.ระยอง ระหว่างวันที่ 18-19 เมษายน 2566 พบว่า ปัจจุบันชาวประมงพื้นบ้านยังไม่มีการทำประกันภัยเรือประมงพื้นบ้าน โดยการประกอบอาชีพของชาวประมงกลุ่มประมงเรือเล็กลูกน้ำเค็มก้นปึก มีเรือประมาณ 70 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดไม่เกิน 3 ตันกรอส ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน โดยสมาชิกครอบครองเรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 1-2 ลำ มีวิธีการจับสัตว์น้ำโดยนิยมออกเรือไปเช้า-กลับเย็น หรือค้างคืน 4-5 วัน ไม่จ้างแรงงานจับสัตว์น้ำ เครื่องมือทำการประมง ได้แก่ อวนปู อวนครอบหมึก

กรมข้าว-เอกชนดันคาร์บอนเครดิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731082

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิตที่พี่น้องชาวนาจะได้รับจึงได้มีการเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวนา เพื่อทำความเข้าใจถึงคำว่าคาร์บอนเครดิต และสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับหากมีการทำคาร์บอนเครดิตขึ้น โดยนำร่องพื้นที่สร้างรายได้จากการทำคาร์บอนเครดิตให้ชาวนาใน จ.สุพรรณบุรี ที่แรก

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวอีกว่า ทางสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับชาวนาใน อ.เดิมบางนางบวช และ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต โดยได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่ช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนั้นหลังการเก็บเกี่ยวได้ตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม

นอกจากนี้ กรมการข้าวจะพัฒนาแอปพลิเคชั่น เพื่อบันทึกข้อมูลการทำนาแบบลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของชาวนา ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิต อีกทั้งจะมีการจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไปในอนาคต

‘นายกสมาคมประมงสงขลา’ ฝากรัฐบาลชุดใหม่ช่วยปลดล็อคชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731020

'นายกสมาคมประมงสงขลา' ฝากรัฐบาลชุดใหม่ช่วยปลดล็อคชาวประมง

‘นายกสมาคมประมงสงขลา’ ฝากรัฐบาลชุดใหม่ช่วยปลดล็อคชาวประมง

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.41 น.

นายกสมาคมประมงสงขลาฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยปลดล็อคให้กับชาวประมง เพื่อให้สามารถนำเรือออกไปทำมาหากินได้ เผย 8 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมประมงในบ้านเราซบเซาจนกระทั่งล้มหายตายจากไปเยอะ จากที่เคยเป็นผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำอยู่ในอันดับต้นๆสร้างเม็ดเงินที่เข้าสู่ประเทศหลายแสนล้าน จนกระทั่งมาบัดนี้กลายมาเป็นผู้ที่นำเข้าสัตว์น้ำ เข้ามาบริโภค ทั้งที่อุตสาหกรรมประมงเรามีศักยภาพมากพอ 

นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา กล่าวฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ในฐานะนายกสมาคมประมงและผู้ประกอบการผมก็อยากฝากไว้ว่า ในฐานะที่เราอยู่ในอุตสาหกรรมประมง เราอยากจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า 8 ปีที่ผ่านมาแล้วอุตสาหกรรมประมงในบ้านเราซบเซาจนกระทั่งล้มหายตายจากไปเยอะเราในฐานะผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำอยู่ในอันดับต้นๆสร้างเม็ดเงินที่เข้าสู่ประเทศก็หลายแสนล้านจนกระทั่งมาบัดนี้จนกลายมาเป็นผู้ที่นำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาบริโภคทั้งที่อุตสาหกรรมประมงเรามีศักยภาพมากพอ ก็อยากจะฝากรัฐบาลชุดใหม่ไว้ดังนี้

ข้อที่ 1 ควรต้องมานั่งศึกษาทบทวนเรื่องกฎหมายที่ออกบังคับใช้กับชาวประมงก่อนดีไหมว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือว่าเหมาะสมกับบริบทของการประกอบอาชีพประมงในบ้านเราหรือเปล่า ผมในฐานะนายกสมาคมประมงและเป็นผู้ประกอบการ ผมไม่ได้ต่อต้านการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายแต่ผมอยากให้มานั่งศึกษาดูว่ากฎหมายบางฉบับเหมาะสม ส่งเสริมสนับสนุนในการประกอบอาชีพของการประมงในประเทศไทยของบ้านเราหรือเปล่า 

ข้อที่ 2 ผมในฐานะอยู่สงขลาเอง สงขลาเองก่อนปี 2558 ก่อนที่จะมีพรบ.ประมงที่บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบสงขลาเราสามารถสร้างเม็ดเงิน เฉพาะจังหวัดสงขลาอุตสาหกรรมประมงเป็นเงิน 3,800 กว่าล้านบาทคิดเป็น 80% ของมวลรวมอุตสาหกรรมประมงของจังหวัดสงขลาโดยตรง ตอนนี้จาก 3,800 กว่าล้านบาทในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 8 ปี ปีนี้ปี 2566นับต่อเนื่องของปี 2565 ผมว่าจาก 3,800 กว่าล้านเหลือไม่ถึง 20% ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวจังหวัดนี่เฉพาะอุตสาหกรรมประมงอย่างเดียว แต่ว่าอุตสาหกรรมต่อเนื่องมันเยอะมากมายมหาศาลและที่ผมอยากจะฝากไว้ 

ข้อที่ 3 รัฐบาลชุดใหม่เมื่อศึกษา พรบ.ประมงดีแล้วมีการแก้ไขบางส่วนบางมาตราที่เหมาะสมผมอยากให้มีการส่งเสริมการประกอบอาชีพประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านอย่างชัดเจนและก็ปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมกับค่าครองชีพในบ้านเราเพราะว่าโทษต่างๆเมื่อกระทำความผิดแล้วเราจะไปเอาตามประเทศที่เขาเจริญแล้วซึ่งเขามีค่าครองชีพมีรายได้ต่อหัวที่สูงกว่าเรามากเราจะเอาเขามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้เราจะต้องมามองดูว่าค่าครองชีพบ้านเราหรือค่าต่อหัวบ้านเราบริบทเป็นอย่างไรจึงจะมากำหนดอัตราโทษได้ 

ข้อที่ 4 เราอยากให้ประมงของประเทศไทยมีความเข้มแข็งเหมือนเดิมโดยสร้างกองเรือไปทำการประมงประเทศเพื่อนบ้านโดยเราจะปฏิบัติตามกฎหมายในส่วนของเรื่องค้ามนุษย์ชาวประมงเราทุกคนทราบดีทางรัฐบาลก็ต้องทราบว่า 3 ปี 4 ปีย้อนหลัง อุตสาหกรรมประมงเราไม่มีการค้ามนุษย์อีกต่อไปเลยและการแก้กฎหมายของเราแต่ละครั้งเราไม่ต้องการแก้กฎหมายที่ขัดกับกฎหมายแม่บทของการมีพันธะกรณีกับนานาชาติอันนี้เราควรสงวนไว้ซึ่งกฎหมายสำหรับ IUแต่เราต้องการแก้กฎหมายที่เราสามารถทำงานสะดวกสบายยิ่งขึ้นขอฝากรัฐบาลชุดใหม่ไปด้วย – 003

‘กาแฟดีเมืองตาก’ สร้างรายได้ให้เกษตรกรต้นแบบกว่าแสนบาทต่อไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731006

'กาแฟดีเมืองตาก' สร้างรายได้ให้เกษตรกรต้นแบบกว่าแสนบาทต่อไร่

‘กาแฟดีเมืองตาก’ สร้างรายได้ให้เกษตรกรต้นแบบกว่าแสนบาทต่อไร่

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.43 น.

กรมวิชาการเกษตร โชว์กาแฟดีเมืองตาก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรต้นแบบกว่าแสนบาท/ไร่ เสริมองค์ความรู้เกษตรกรถ่ายทอดเทคโนโลยี  ในโครงการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาการผลิตกาแฟพรีเมี่ยม และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพัฒนาการผลิตกาแฟคุณภาพของจังหวัดตาก เพื่อยกระดับการผลิตกาแฟจังหวัดตากสู่มาตรฐานการผลิต (Premium Grade) ให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดตาก

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดตากเป็นแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพดี โดยสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2517 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งทรงเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านมูเซอส้มป่อย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีพื้นที่เขตติดต่อกับสถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอและทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “บริเวณนี้น่าจะปลูกได้เหมาะสมดี ขอให้ช่วยกันแนะนำชาวเขาให้มีการปลูกกาแฟที่ถูกต้องและมีการจัดการที่ดี เพราะรู้สึกว่าชาวเขาที่จะปลูกอยู่ไม่เป็นระเบียบ และพันธุ์กาแฟที่จะส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกควรเป็นพันธุ์กาแฟที่แตกต่างจากภาคใต้”

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก  กรมวิชาการเกษตร  ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก 500 ราย ได้แก่  กระบวนการผลิตในแปลงและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การเขตกรรมแปลงกาแฟพรีเมี่ยม ดัชนีการเก็บเกี่ยว การหมักกาแฟ การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟ การคัดเกรดเมล็ดกาแฟ การคั่วกาแฟ และการตรวจสอบคุณภาพกาแฟ ในโครงการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาการผลิตกาแฟพรีเมี่ยมเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และได้จัดทำแปลงต้นแบบการป้องกันกำจัดมอดเจาะผลกาแฟด้วยวิธีผสมผสาน 3 แปลง เช่น การจัดการแปลงปลูกด้วยการตัดแต่งต้นกาแฟอาราบิกาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต การพ่นเชื้อบิวเวอร์เรีย B18 และการทำกับดักล่อมอดกาแฟ   รวมทั้งในปี 2565 ได้มีจัดงานกาแฟดีเมืองตากด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก ได้ดำเนินงานในโครงการพระราชดำริต่างๆ อาทิ โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านมะโอโคะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟอาราบิกา และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตกาแฟและการแปรรูปอย่างง่ายเพื่อบริโภคในชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตกาแฟคุณภาพได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นในผลผลิต เกษตรกรสามารถใช้ประกอบเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

กาแฟดีจังหวัดตาก เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก ด้วยมีพื้นที่ปลูกกาแฟที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล มากกว่า 800 เมตร มีความชุ่มชื้นในดิน และมีแร่ธาตุสมบูรณ์เหมาะสมกับการปลูกกาแฟอาราบิกา ทำให้รสชาติกาแฟที่ปลูกในแหล่งปลูกนี้ได้รับการยอมรับว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งกลิ่นหอมและรสชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติที่ดีของเกษตรกรต้นแบบตามหลักวิชาการเกษตร สามารถสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตกาแฟ ส่งผลทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น

“ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตากมีการรวมกลุ่มภายใต้การกำหนดกติกาที่เข้มงวด เพื่อมุ่งเน้นให้ชุมชนอยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างสงบสุข มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และกระบวนการผลิตที่เน้นคุณภาพจากคนต้นน้ำ เพื่อให้คนปลายน้ำได้มีส่วนร่วมในการรักษาผืนป่า และได้ดื่มกาแฟคุณภาพระดับกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ส่งผลให้เกษตรกรมีผลผลิตกาแฟคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรแปลงต้นแบบมีผลผลิตกาแฟ (สารกาแฟ) สูงถึง 400-450 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 400 ต้น/ไร่ ราคาจำหน่ายผลผลิตกาแฟ 280 บาท/กิโลกรัม จากวิธีการปลูกของเกษตรกรแบบเดิมที่จะได้ผลผลิตกาแฟ 200 กิโลกรัม/ไร่ เดิมราคาจำหน่ายผลผลิตกาแฟ 180-200 บาท/กิโลกรัม รวมทั้งการทำลายของมอดกาแฟซึ่งเป็นศัตรูพืชที่สำคัญของกาแฟยังลดลงมากกว่า 50%” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กรมข้าวตรวจศูนย์ฯข้าวสุพรรณบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730822

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานและเร่งรัดการเบิกจ่าย โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี บนพื้นที่กว่า 20 ไร่

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวภายหลังการตรวจพื้นที่ในการสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ว่าได้ดำเนินงานโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มเติมในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่า 300,000 ไร่ต่อปี (นาปีและนาปรัง) และยังไม่มีหน่วยงานที่มีภารกิจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยาย ชั้นพันธุ์จำหน่ายอยู่ในพื้นที่ ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี พร้อมติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ และครุภัณฑ์สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน วงเงินกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการประชาชนได้ในปีงบประมาณ 2567

“หากสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีแห่งนี้เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะมีกำลังการผลิตเมล็ดพันธุ์ไม่น้อยกว่า 5,000 ตัน/ปี ซึ่งจะช่วยขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวภาพรวมของกรมการข้าว เกิดหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการและบริการประชาชนในพื้นที่ ตอบสนองนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการผลิตข้าวผ่านโครงการต่างๆ สร้างความมั่นคงทางเมล็ดพันธุ์ของประเทศ ตลอดจนให้เกษตรกรได้มีเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพใช้เพาะปลูก อีกทั้งเพื่อเป็นการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในพื้นที่ขาดแคลนต่อไป” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

เกษตรฯประชุมติดตาม ทำโครงการBCGโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730823

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการ BCG Model ภาคเกษตรของจังหวัด ผ่านระบบประชุมออนไลน์ Zoom Meeting โดยประชุมติดตามผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1.การรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการ BCG Model ภาคการเกษตรของจังหวัดนำร่อง ได้แก่ จ.ลำปาง จ.ขอนแก่น จ.ราชบุรี จ.จันทบุรี และ จ.พัทลุง

2.การพิจารณาขับเคลื่อนแผนงาน BCG Model ของจังหวัด และ 3.การขับเคลื่อน BCG Model นำร่องรายภาค ได้แก่ 3.1 ภาคเหนือ จ.น่าน (กาแฟ) 3.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครพนม (จิ้งหรีด) 3.3 ภาคกลาง จ.สุพรรณบุรี (ข้าว กข43) และ จ.นครนายก (ปลาดุก) 3.4 ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา (มะม่วง) 3.5 ภาคใต้ จ.ระนอง (มังคุด)

สวพส.-อปท.ป้องกันไฟป่า แก้ปัญหาหมอกควันชุมชนบนพื้นที่สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730820

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ได้ทำงานเชิงรุกโดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บนพื้นที่สูง 44 แห่ง จัดทำแผนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาหมอกควัน โดยส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน แบ่งแยกพื้นที่ป่าและที่ทำกินป้องกันการบุกรุกป่า 440 ชุมชน อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร 1,203,426 ไร่ โดยการจัดทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนป้องกันไฟป่า จัดทำฝายชะลอน้ำ ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูเพิ่มความหลากหลายของระบบนิเวศต้นน้ำและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทำให้ชุมชนมีแหล่งน้ำใช้อย่างพอเพียง มีอัตราการเกิดจุด Hotspot น้อยกว่าพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนา คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มีการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ในชุมชนบนพื้นที่สูง มีส่วนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรมูลค่าสูง ซึ่งสามารถเปรียบเทียบง่ายๆ จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ 50 ไร่ สร้างรายได้ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ปลูกพืชผักในโรงเรือนตามองค์ความรู้จากโครงการหลวงบนพื้นที่ 0.5 ไร่ เกษตรกรสร้างรายได้ประมาณ 200,000 บาท เช่นเดียวกันแต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า และยังเป็นผลให้จุด Hotspot ในพื้นที่สูงลดลงด้วย

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าช่วงปี 2565 มีจุดความร้อนน้อยกว่าปี 2564 ถึง 1,629 จุด และในช่วงวันที่ 1 มกราคม–31 มีนาคม 2566 เกิดจุดความร้อนในพื้นที่โครงการ 4,118 จุด คิดเป็นร้อยละ 6 ของการเกิดจุดความร้อนของพื้นที่จังหวัดที่มีโครงการตั้งอยู่ (ภาพรวมในพื้นที่ทั้งจังหวัด 12 จังหวัด ที่มีโครงการตั้งอยู่ เกิด 67,861 จุด) อีก 1 ตัวอย่างของการจัดทำแนวกันไฟ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่มะลอ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชน ทั้งการจัดประชุม ให้ความรู้ ชี้แจง วางแผนร่วมกัน โดยใช้แผนที่ดินรายแปลง เป็นเครื่องมือกำหนดจัดโซน แบ่งเขตในการดูแลพื้นที่ และเตรียมกำลังคน อุปกรณ์ทำแนวกันไฟ (ไม้ตบไฟ เครื่องเป่า วิทยุสื่อสาร) รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าไม่ให้ลุกลามเข้าเขตป่าชุมชน มีการจัดเวรยาม ลาดตระเวน อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้มีการลักลอบเผาอีก

สำหรับความสำเร็จของการดำเนินงานในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง มีส่วนให้ชุมชนเข้มแข็ง ง่ายต่อการส่งเสริมด้านอาชีพเกษตรกรรมช่วยลดการเผาและสร้างรายได้ (ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก กาแฟ) มีการตั้งกติกา สร้างกฎระเบียบ ร่วมกับหน่วยงาน (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ) เพื่อป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ฝุ่น PM2.5 มีการปฏิบัติตามมาตรการของอำเภอ/จังหวัด พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และดูแลป่าต้นน้ำ ชุมชนอนุรักษ์ ปลูกป่า ป้องกันไฟป่า พื้นที่ป่าชุมชน ในลักษณะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนและชุมชนในพื้นที่

รองปลัดฯเปิดงาน วิชาการนานาชาติ จัดกิจกรรมสัมมนา งานวิจัยด้านสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730817

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นผู้แทน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 22 ประจำปี 2566 (The 22nd Chulalongkorn University Veterinary Conference: CUVC 2023) ณ ห้องประชุมมิตรทาวน์ Hall1 สามย่านมิตรทาวน์

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความรู้วิชาการทางการสัตวแพทย์ที่เป็นปัจจุบันรวมถึงนวัตกรรมในอนาคต ภายใต้แนวคิด Accelerating impactful innovative research for global health, food security and pet wellness ซึ่งภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ โดยแบ่งตามรายชนิดของสัตว์ อาทิ สัตว์ปีก สุกร สัตว์เล็ก สัตว์น้ำสัตว์ป่า และสัตว์เคี้ยวเอื้อง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมออกบูธประชาสัมพันธ์ผู้สนับสนุนงานประชุมดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมการวิจัยในเรื่องของสุขภาพสัตว์ที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ความปลอดภัยทางอาหาร และนวัตกรรมทางสัตวแพทย์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ สามารถประยุกต์และนำไปใช้ได้จริง อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาวิชาชีพสัตวแพทย์ได้อย่างยั่งยืน

‘อธิบดีณัฏฐกิตติ์’จัดใหญ่ งานวันข้าวและชาวนาฯ66 ขนองค์ความรู้-โชว์นวัตกรรมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730378

'อธิบดีณัฏฐกิตติ์'จัดใหญ่ งานวันข้าวและชาวนาฯ66 ขนองค์ความรู้-โชว์นวัตกรรมการเกษตร

‘อธิบดีณัฏฐกิตติ์’จัดใหญ่ งานวันข้าวและชาวนาฯ66 ขนองค์ความรู้-โชว์นวัตกรรมการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.52 น.

“อธิบดีณัฏฐกิตติ์”จัดใหญ่ งานวันข้าวและชาวนาฯ66 ขนองค์ความรู้-นวัตกรรมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมการข้าวมีการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการจัดงานในส่วนกลางนั้น ในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่  5 – 7 มิถุนายน 2566 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภายใต้ชื่องาน “91 พรรษา สายธารแห่งน้ำพระทัย สร้างชาวนาวิถีใหม่ สู่ข้าวไทยยั่งยืน”

นอกจากนั้น ในวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2566 กรมการข้าวจะมีการจัดพิธีบวงสรวงบูชาแม่โพสพ เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในวันรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 เพื่อเป็นการสร้างสิริมงคล รำลึกถึงความสำคัญของข้าว โดยจะมีการถ่ายทอดสัญญาณสดให้ทุกท่านได้รับชม ผ่าน Facebook Fanpage Rice News Channel

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ในส่วนของภูมิภาค ในปีนี้จัดขึ้นทั้งหมด 2 แห่ง ประกอบด้วย จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดนครราชสีมา โดยการจัดงานในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จัดขึ้นที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ในวันที่ 16 – 17 มิถุนายน 2566 การจัดงานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นที่ เซ็นทรัล นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2665

สำหรับการจัดงานทั้ง 3 แห่งนั้น จะขนขบวนนิทรรศการและการสาธิตด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแสดงวิถีชีวิตชาวนา รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา ตลอดจนการประกวด แข่งขัน สาธิต จัดแสดงนวัตกรรมจากข้าวในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจและทันสมัย และที่สำคัญจะมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศ กิจกรรมภายในงานให้ทุกท่านได้รับชม ผ่าน Facebook Fanpage Rice news Channel

– 006

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ชวนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/730306

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ชวนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ชวนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.29 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นำส่วนราชการ Kick Off ปลูกผักสวนครัว ไม้ผลและพืชสมุนไพร สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ 

วันที่ 12 พ.ค.66 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนางกัญญา จุนถิระพงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการอำเภอ กลุ่มองค์กร ร่วมกัน Kick Off  ปลูกผักสวนครัว  ไม้ผล และพืชสมุนไพร ภายในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่ชุมชนเข้มแข็ง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่การปฏิบัติ และเป็นการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วน ตลอดทั้งประชาชนทั่วไปได้มีการปลูกผักสวนครัวที่ปลอดภัยไว้รับประทาน ลดรายจ่ายในครัวเรือนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องชะงักงัน สินค้าอุปโภค บริโภค กระทบหนัก ขาดแคลนและราคาสูงขึ้น จังหวัดบุรีรัมย์จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่ปฏิบัติโดยลงมือปลูกผักสวนครัว ไม้ผล และพืชสมุนไพรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารจากเดิมปลูก 10 ชนิด เป็น 30 ชนิด

โดยในวันนี้ได้นำหัวหน้าส่วนราชการปลูกพืชผัก สมุนไพร และมอบต้นกล้าผักสวนครัว ต้นกล้าไม้ผล ให้กลุ่มองค์กร  เครือข่ายภาคประชาชนนำไปปลูกเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างกระแส การต่อยอดและขยายผลให้ประชาชนได้รับรู้และปฏิบัติตามต่อไป – 003