นเรศจี้กรมการข้าวผลิตข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่

นเรศจี้กรมการข้าวผลิตข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่

นเรศจี้กรมการข้าวผลิตข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

”นเรศ“ สั่งกรมการข้าวขับเคลื่อนข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ดันนโยบาย 8 ด้าน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ยกระดับมาตรฐานข้าวไทย

วันนี้ (6 พ.ย.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาการผลิตข้าว แก่ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต้อนรับและรายงานภาพรวมกรมการข้าว ที่กรมการข้าว

นายนเรศ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมการข้าว  เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบายหลัก 6 ข้อ และ3นโยบายเร่งด่วน  พร้อมทั้งได้กำชับให้เร่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิต บริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว และสร้างความเข้มแข็งด้านการตลาด โดยเน้นแนวทางทำงานเชิงรุก และพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้มีความสมดุลกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรทั้งประเทศ ตลอดจนผลักดันแผนพัฒนาข้าวไทยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล

“ผมได้ให้นโยบายกรมการข้าวขับเคลื่อนตามแนวทางของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และยกระดับคุณภาพข้าว โดยเฉพาะการทำข้าวคุณภาพ เช่น ข้าว GI ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวประสานกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จัดทำ MOU โครงการข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเตรียมพื้นที่ร่วมกับศูนย์ข้าวชุมชนไว้แล้ว 1 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน เพื่อส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ลดปุ๋ยเคมี ใช้ชีวภัณฑ์ ลดต้นทุนอย่างน้อย 10% และเพิ่มผลผลิต 20% เมื่อได้ผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ราคาจะขยับขึ้นในระดับพรีเมียมประมาณ 10–20% ซึ่งเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มให้ชาวนา โดบจะเตรียมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางมาตรการเสริมความเข้มแข็งให้ศูนย์ข้าวและสหกรณ์ ลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อให้พี่น้องชาวนาได้รับประโยชน์ในระยะยาวด้วย“ นายนเรศ กล่าว

สำหรับนโยบาย 8 ด้าน ที่มุ่งผลักดัน ประกอบด้วย 1.การบริหารจัดการผลิตข้าวให้สมดุลกับความต้องการตลาด โดยร่วมมือกับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และ ธ.ก.ส. ตรวจสอบและบริหารสต็อกข้าวภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 รวมถึงการตรวจสอบสต็อกในโครงการสินเชื่อชะลอการขาย ปี 2567/68 พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลด้านข้าวให้เป็นฐานข้อมูลเดียวที่มีความแม่นยำและทันสมัย 2.เพิ่มกำลังผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอทั่วประเทศ ขยายกำลังผลิตเมล็ดพันธุ์ และขยายศูนย์ข้าวชุมชนเป็น 500 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการเกษตรกรกว่า 1.4 ล้านตันข้าวเปลือก/ปี 3.เสริมความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต สนับสนุนเครื่องจักรกล การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพกว่า 200,000 ตัน/ปี และพัฒนาเป็นศูนย์ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร (Service Provider Center) ขยายกลุ่มนาแปลงใหญ่ 600 แปลง และพัฒนาชาวนาอาสาทั่วประเทศ 4.ผลักดันการผลิตข้าวและการตลาดคุณภาพ มุ่งส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง ข้าวสุขภาพ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

5.วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้าว โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพและ Speed Breeding ลดเวลาพัฒนาพันธุ์เหลือ 3–5 ปี พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง และสุราชุมชน 6.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน 10% เพิ่มผลผลิต 20% สนับสนุนเครื่องจักรให้ศูนย์ข้าวชุมชน 300 แห่ง 7.ปรับพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีผลตอบแทนสูงกว่า และ 8.ยกระดับมาตรฐานตรวจสอบ รับรองคุณภาพข้าว เพิ่มความเข้มแข็งระบบตรวจสอบและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นมาตรฐานสากล

015

อามินทร์ เร่งสร้างนราธิวาสโมเดล

อามินทร์ เร่งสร้างนราธิวาสโมเดล

อามินทร์ เร่งสร้างนราธิวาสโมเดล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.33 น.

“อามินทร์  ”สร้างนราธิวาสโมเดล” ลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง อ.สุไหงปาดี และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทำงานเชิงรุก แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรและประชาชน

วันนี้ (6 พ.ย.) นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำศาสนาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานและรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ ณ อ.เจาะไอร้อง อ.สุไหงปาดี และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการทำงานร่วมกับส่วนท้องที่ท้องถิ่น โดยเน้นย้ำในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง และการสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูก การฟื้นฟูนาร้าง พร้อมจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน การจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดวางห้องเย็น เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร การยกระดับสินค้าเกษตร เช่น ลองกอง การจัดหาพันธุ์ปลา เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร และการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรต่าง ๆ โดยยังคงมุ่งเน้นให้รักษาในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วย

“วันนี้ผมได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มาดูแลพี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งผมมีความตั้งใจเป็นอย่างมากที่ได้มารับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรและประชาชน โดยในวันนี้มีผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่มาร่วมรับฟังปัญหาจากพี่น้องโดยตรง ถือว่าเป็นการรับฟังปัญหาและทำงานเชิงรุก พบว่าแต่ละตำบลมีปัญหาที่คลายกัน จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข ให้กับประชาชนในพื้นที่ขอให้มั่นใจว่าทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน” นายอามินทร์ กล่าว

015

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมติดตามคณะฯลงพื้นที่ปทุมธานี เยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมติดตามคณะฯลงพื้นที่ปทุมธานี เยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมติดตามคณะฯลงพื้นที่ปทุมธานี เยี่ยมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.00 น.

6 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงพื้นที่ติดตามรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) และคณะ  ณ จังหวัดปทุมธานี

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการพบปะเยี่ยมเยียนเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้มีการมอบถุงยังชีพ รวมทั้งตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและอุกภัย ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณบุรี และนครราชสีมา จัดเตรียมต้นกล้าพันธุ์ฝรั่งกิมจู กล้วยหอมทอง พริกแดงจินดา กะเพรา แมงลัก และเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว รวมจำนวน 1,200 ชุด มอบให้เกษตรกร พร้อมทั้งจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการใช้สารชีวภัณฑ์ นิทรรศการการหยุดเผา และชุดย่อยสลายตอซัง นับเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

-(016)

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วง เชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วง เชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วง เชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

กรมปศุสัตว์ ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ร่วงเชื่อมั่นสามารถแก้ไขปัญหาได้ตามกลไกคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึง จากสถานการณ์ราคาไข่ไก่ตกต่ำเหลือฟองละ 3 บาท  จากภาระไข่ไก่ล้นตลาด ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ว่า กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยในประเด็นดังกล่าว โดยได้มีการหารือและติดตามสถานการณ์กับกลุ่มเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (egg board) ได้มอบหมายให้ เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาแนวทางและมาตรการในการ บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทันที 

โดยกรมปศุสัตว์จะทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาหากการดำเนินการเกิดข้อติดขัดในการดำเนินการดังกล่าว พร้อมเชื่อมั่นว่าทางเกษตรกรและผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเด็นของการปลดไก่แม่พันธุ์ล่าช้า ที่ส่งผลให้ เกิดภาวะไข่ไก่ล้นตลาดนั้น จะต้องมีการตรวจสอบ เพื่อให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (egg board) ที่นี่กำหนดอายุของแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อรักษาคุณภาพและเสถียรภาพไข่ไก่ของไทยในตลาดอย่างยังยืน

เกษตรฯ ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้า! ‘ธรรมนัส’ ดัน 5 ร่างกฎหมายคุมส่งออก-นำเข้า

เกษตรฯ ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้า! 'ธรรมนัส' ดัน 5 ร่างกฎหมายคุมส่งออก-นำเข้า

เกษตรฯ ลุยยกระดับมาตรฐานสินค้า! ‘ธรรมนัส’ ดัน 5 ร่างกฎหมายคุมส่งออก-นำเข้า

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.51 น.

พร้อมคลอด 5 มาตรฐานใหม่ เน้น ‘ขมิ้นชันแห้ง-อาหารสัตว์ผสมยา’ เพิ่มขีดแข่งขันตลาดโลก

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งกำหนดวันใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติหลักการ

รวมทั้งที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้า ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 5 เรื่อง ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครั้งก่อน (ครั้งที่ 3/2568) และอยู่ระหว่างรอประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ 1. การผลิตพืชโดยปลอดการเผา 2. มันเทศ 3. หลักปฏิบัติสำหรับการป้องกันและลดการปนเปื้อนสารหนูในข้าว 4. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 2: อาหารแปรรูปจากพืช และ 5.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์ผลิตน้ำเชื้อปศุสัตว์

นายนเรศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเพิ่มอีก 5 เรื่อง เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป โดยแบ่งเป็น มาตรฐานที่กำหนดใหม่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ขมิ้นชันแห้ง และ 2. การปฏิบัติที่ดีสำหรับอาหารสัตว์ที่ผสมยา และมาตรฐานที่ทบทวนมาตรฐานเดิม 3 เรื่อง ได้แก่ 1. อาหารฮาลาล 2. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับกาแฟ และ 3. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับมันสำปะหลัง

ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเสริมถึงสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 5 เรื่องที่ได้รับความเห็นชอบใหม่ ดังนี้ 1. ขมิ้นชันแห้งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงของไทยที่ใช้เป็นเครื่องเทศและในอุตสาหกรรมอาหาร การกำหนดมาตรฐานนี้เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยด้านอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ตลาดโลก โดยมาตรฐานจะครอบคลุมขมิ้นชันแห้งที่เตรียมและบรรจุเพื่อจำหน่ายสำหรับการบริโภคโดยตรงและเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตอาหารเท่านั้น

2. การปฏิบัติที่ดีสำหรับอาหารสัตว์ที่ผสมยา มาตรฐานนี้มุ่งเน้นเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของอาหารสัตว์ที่ผสมยา ภายใต้การกำกับดูแลของสัตวแพทย์ เพื่อสนับสนุนการใช้ยาอย่างรับผิดชอบ ลดปัญหาการดื้อยา และคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคจากปัญหาสารตกค้าง โดยครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นทาง (โรงงานผลิต) จนถึงผู้ใช้ (ฟาร์ม) การยกระดับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าอาหารที่มาจากสัตว์ของไทย

3. อาหารฮาลาล (ทบทวน) มีการปรับปรุงครั้งใหญ่จาก มกษ. 8400-2550 ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติล่าสุดของอาเซียน (ASEAN General Guidelines on Halal Food) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาหารฮาลาลไทย ในตลาดต่างประเทศ โดยครอบคลุมข้อกำหนดพื้นฐานที่ทุกองค์กรในโซ่อาหารฮาลาลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

4. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับกาแฟ (ทบทวน) เนื่องจากกระบวนการผลิตหลังการเก็บเกี่ยวของผู้ผลิตกาแฟไทยพัฒนาไปมาก จึงต้องทบทวนปรับปรุง มกษ. 5903-2553 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การผลิตในปัจจุบัน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยครอบคลุมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาในทุกขั้นตอนการผลิต

และ 5. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับมันสำปะหลัง (ทบทวน) มีการปรับปรุงจาก มกษ. 5901-2553 เพื่อให้ ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทการค้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้นำเข้า มาตรฐานใหม่จะครอบคลุมตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงขั้นตอนการขนส่ง โดยมีจุดเน้นสำคัญคือ ไม่ใช้การเผา ในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพของหัวมันสำปะหลังที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯ โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯ โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมฯ โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

5 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมสงเสริมการเกษตร เข้าร่วมประชุมประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.)  โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการแจ้งการครอบครองที่ดินกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการจัดทำและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องตามกระบวนกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสพี่น้องประชาชนที่ต้องการทำประโยชน์ในที่ดินส.ป.ก. ได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องและทั่วถึง ร่วม ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผ่านระบบประชุมออนไลน์ Zoom Meeting

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมประชุมรับฟังการนำเสนอโครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

'อธิบดีกรมการข้าว' ร่วมประชุมรับฟังการนำเสนอโครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมประชุมรับฟังการนำเสนอโครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา สร้างรายได้เพิ่ม

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการจัดทำโครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนาพัฒนาชีวิต สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน โดยมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องสุทธิพร จีระพันธุ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่า โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา เป็น Quick Big Win Project ที่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนในการส่งเสริมการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายโอกาสการสร้างรายได้เพิ่ม และเสริมประสิทธิภาพการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งต้นยูคาลิปตัสจัดเป็นพืชเศษรฐกิจ ที่สามารถใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้ทั้งต้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมกระดาษ และอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า ในรูปแบบเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล  (Biomass) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า อีกทั้ง อัตราการเติบโตและการกักเก็บคาร์บอนของต้นยูคาลิปตัสที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นอีกแนวทางในการสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรจากการขายคาร์บอน ซี่งสอดคล้องตามนโยบายคาร์บอนเครดิต ที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

“การส่งเสริมการปลูกพืชบนคันนา ถือเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าว ยังสามารถมีรายได้เพิ่มจากการขายไม้ยูคาลิปตัส และรายได้จากการขายคาร์บอนได้อีก  สำหรับการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้จะมีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับภาคเอกชนที่จะรับซื้อไม้จากเกษตรกร เพื่อกำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการดำเนินงานของทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เป็นประธานคณะทำงานฯ เพื่อกำกับดูแลการขับเคลื่อนโครงการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวเสริม

ด้านนายอานนท์ อธิบดีกรมการข้าว  เปิดเผยว่า “ในส่วนของกรมการข้าว ได้มีแนวทางในการส่งเสริมการผลิตข้าวพรีเมี่ยม ที่เป็นข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันนี้ในตลาดโลกให้ความสำคัญและมีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยชาวนาจะได้รับการสนับสนุนให้ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง สอดคล้องกับนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างแท้จริง”

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.33 น.

‘น้ำเหนือ’ขึ้นต่อเนื่อง ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับการระบายเพิ่ม

5 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า วันนี้ (5พ.ย.68) เมื่อเวลา07.00 น. ที่ผ่านมา สถานี C.2 จ.นครสวรรค์   มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 2,908 ลบ.ม./วิ  ในขณะที่สถานี Ct.25 แม่น้ำสะแกกรัง จ. อุทัยธานี   มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 304 ลบ.ม./วิ   แนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักมาจากฝนที่ตกหนักบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำ  ส่งผลต่อเนื่องให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับ +17.14 ม.รทก. 

ทั้งนี้  เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์และฝนที่ตกในพื้นที่ กรมชลประทาน จะทำการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งตามศักยภาพของคลอง และจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 11.00 น. จากอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที  เป็น 2,600 ลบ.ม./วินาที  ภายในเวลา 17.00 น. ของวันนี้

อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง จากอิทธิพลของร่องมรสุม อาจทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอีก จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นและมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจะแจ้งให้ทราบต่อไป

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.38 น.

‘เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์’เตรียมทยอยปรับเพิ่มระบายน้ำ หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

4 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ว่า ปัจจุบัน (4 พฤศจิกายน 2568) มีน้ำไหลลงอ่างฯ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุดมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 983 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 102% ของความจุอ่างฯ

จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่าบริเวณด้านเหนือเขื่อนยังคงมีแนวโน้มน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยอาจมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ดังนั้น เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นลำดับ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 68 จากอัตรา 75 ลบ.ม./วินาที

+ วันที่ 5 พ.ย. 68 จะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 200 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 17 ล้าน ลบ.ม./วัน

+ วันที่ 6 พ.ย. 68 จะปรับเป็น 300 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณวันละ 26 ล้าน ลบ.ม./วัน

ทั้งนี้ จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ประมาณ 2.00-2.30 เมตร โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นยังอยู่ในลำน้ำ ไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำล้นตลิ่งในแม่น้ำป่าสัก ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารใกล้ชิด

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.00 น.

‘กรมชลฯ’แจ้ง‘ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่ ‘น้ำเหนือ’เพิ่มต่อเนื่อง ‘เจ้าพระยา’ขยับขึ้นอีกระลอก

4 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า จากอิทธิพลฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วง 2-4 พ.ย. 68 ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม และน่าน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักและอ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยกรมชลประทาน ได้วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้

1. การบริหารจัดการน้ำตอนบน

ได้ใช้ศักยภาพของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ บริหารจัดการร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำการ “หน่วงน้ำ” และเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ แม้จะมีการหน่วงน้ำจากเขื่อนหลักแล้ว แต่ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ ยังคงเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกในพื้นที่ท้ายเขื่อน ทั้ง 2 แห่ง ประกอบกับมีปริมาณน้ำที่ไหลมาสมทบจากแม่น้ำยม และแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

2. การบริหารจัดการเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท

เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำเหนือที่ไหลลงมา กรมชลประทานจะรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเขื่อน แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจำเป็นต้องระบายผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราประมาณ 2,700 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที

จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกแนวคันกั้นน้ำเดิมคล้ายกับช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ได้แก่

– พื้นที่ริมแม่น้ำน้อย–คลองโผงเผง–คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– อำเภออินทร์บุรี และอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

– อำเภอป่าโมก และอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง

– อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนและน้ำท่า รวมทั้งมีการนำน้ำเข้าสู่คลองชลประทานอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับติดตั้งเครื่องจักร และเดินเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำส่วนเกินลงสู่อ่าวไทย เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ wmsc.rid.go.th และ bigdata-swoc.rid.go.th

ขอบคุณภาพ : สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมอุตุนิยมวิทยา