‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

ที่ห้องประชุมเสือพ่นน้ำ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครสวรรค์ ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีการประชุมติดตามความก้าวหน้าการโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด พร้อมกับรับฟังแผนการบริหารจัดการพื้นที่ การเก็บข้อมูล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมคณะฯ ได้ลงพื้นที่บริเวณท่าน้ำบริการนักท่องเที่ยว อาคารศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด เพื่อรับฟังการบรรยายเรื่องสภาพภูมิประเทศแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด และเส้นทางปั่นจักรยาน ซึ่งแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสัญจรที่ยั่งยืน รวมไปถึงการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจในชุมชน โดยกําหนดให้มีทางจักรยาน (Bicycle Lane) ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม และจุดปรับปรุงภูมิทัศน์ สำหรับใช้เป็นจุดพักรถ สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งอํานวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน

ต่อมาได้ลงพื้นที่ไปยังประตูระบายน้ำปากคลองบึงบอระเพ็ด ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งโครงการชลประทานนครสวรรค์ และสำนักงานประมงจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาบึงบอระเพ็ดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในบึงบอระเพ็ด ( 6 ตุลาคม 2568) มีปริมาณน้ำประมาณ 562.77 ล้าน ลบ.ม.  หรือคิดเป็น 239% ของความจุฯ ( 234.77 ล้าน ลบ.ม.)

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

วันนี้ (6 ตุลาคม 2568) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) ครั้งที่ 24 (11/2568) เพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการ คณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 ผู้แทนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกองการเงินและบัญชี ชั้น 1 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Zoom meeting

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงภาพรวมของผลการดำเนินงานและความคืบหน้าของโครงการฯ ข้อสรุปจากการประชุมร่วมกับ Regional Technical Advisor (RTA) UNDP ติดตามความก้าวหน้าตามข้อสั่งการการประชุมคณะทำงานบริหารโครงการครั้งที่ 23 ที่ผ่านมา และเพื่อพิจารณาการจัดทำแผนปฏิบัติการเชื่อมโยง 3 ผลผลิต การปรับแผนการดำเนินงานงานจ้าง ESMF สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 13 แห่ง รวมถึงพิจารณาการขยายระยะเวลาโครงการฯเพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

– 006

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

เกษตรกรในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส มอง “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นปลาต่างถิ่นชนิดพันธุ์รุกรานในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็น “ทรัพยากที่มีมูลค่า” ของชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนังมากกว่า 30 ราย ได้นำปลาหมอคางดำที่จับได้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงปูขาว แทนการใช้ปลาทะเลสด ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจากการเลี้ยงปู พร้อมทั้ง สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่จับปลามาขายเกษตรกร เป็นอีกแนวทางที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ สะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค”  เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งเรียนรู้และทดลองเลี้ยงปูขาวในบ่อกุ้งเดิมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยได้ดำเนินการศึกษาและทดลองใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารเลี้ยงปูขาวมานานกว่า 2 ปี

แนวทางนี้เกิดจากความต้องการแก้ปัญหา ต้นทุนการใช้ปลาทะเลสดเป็นอาหารปูขาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “ปลาหมอคางดำ” กลับมีจำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงเป็นโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งช่วย ลดต้นทุนการผลิต และ หาแนวทางควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงปู ควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน ฟาร์มปูขาวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวที่มีสมาชิกกว่า 30 ราย เลี้ยงปูขาวครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ไร่  ต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 600-900 กิโลกรัม สามารถลดต้นทุนค่าอาหารจากเดิมที่ต้องซื้อปลาทะเลกิโลกรัมละ 14 บาท เหลือเพียง 10 บาทต่อกิโลกรัม จากการรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่จับปลามาขายให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

“การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในธรรมชาติได้รวดเร็ว โดยกลุ่มเกษตรกรจะนำปลามาแช่แข็งก่อนบดละเอียดเพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ในบ่อเพาะเลี้ยง” นายณัฏฐชัย กล่าว พร้อมอธิบายว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ซึ่งพบว่า การแช่ปลาหมอคางดำในอุณหภูมิ –20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถทำลายไข่ปลาได้ทั้งหมด ป้องกันการแพร่พันธุ์ในระบบฟาร์ม หากไม่มีตู้แช่แข็ง สามารถใช้การแช่น้ำแข็งหรือแช่ในตู้เย็นนาน 3 วันแทนได้

วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยง “ปูขาว” ที่หัวไทรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ปลาหมอคางดำ” มีคุณค่า เป็น “โอกาสใหม่” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะ “ปูขาว” ที่เติบโตได้ดีเมื่อใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหาร ผลการทดลองพบว่า อัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 4 กิโลกรัมของปลาหมอคางดำต่อเนื้อปู 1 กิโลกรัม

การเปลี่ยนมุมมองจาก “ปัญหา” สู่ “โอกาส” พร้อมกับการวิจัยเชิงวิชาการและการจัดการปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ เป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ ที่ช่วยควบคุมปลาหมอคางดำและฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

พลิกวิกฤตโควิดสู่โอกาส! ‘สองเพื่อนซี้’ ลาออกจากงานประจำ หันปลูกผักออร์แกนิก ขายกาแฟ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี สร้างรายได้หลักพันต่อวัน

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความสำเร็จของสองเพื่อนซี้ น.ส.ณัฐวดี หรือเจน อายุ 42 ปี และ น.ส.มณิชญา หรือต้า อายุ 44 ปี ที่ร่วมกันสร้างอาชีพใหม่หลังวิกฤตโควิด-19 ภายใต้ชื่อ ‘บ้านเจนต้า’ ณ บ้านเจนต้า หมู่ที่ 5 ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

น.ส.มณิชญา หรือต้า เล่าว่า หลังทั้งคู่ต้องลาออกจากงานประจำในช่วงโควิดระบาด ประกอบกับไม่มั่นใจในพืชผักจากท้องตลาดที่อาจปนเปื้อนสารเคมี จึงตัดสินใจทดลองปลูกผักกินเอง โดยเริ่มจากแปลงผักสลัดเล็ก ๆ ในกล่องโฟม 3 กล่องข้างบ้าน

ต่อมาเมื่อเพื่อนบ้านมาขอแบ่งปัน จึงได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นกว่า 300 กล่อง โดยใช้ระบบ ไฮโดรโปรนิกส์ ปลูกผักสลัดหลากหลายชนิด เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟินเล่ มินิคอด รวมทั้งปลูกผักไทยที่ใช้ทำกับข้าว เช่น กวางตุ้ง และคะน้าเห็ดหอม โดยมีราคาขายเริ่มต้นเพียงถุงละ 20-50 บาท หรือขายเป็นกิโลกรัมในราคายืนพื้นที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผักสลัดคละชนิด

น.ส.ณัฐวดี หรือเจน กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ทางการเกษตรมาก่อน (คนหนึ่งจบการตลาด อีกคนจบรัฐศาสตร์) แต่ด้วยความรักในการปลูกและการกินผักสลัด จึงเริ่มต้นจากปลูกกินเองและศึกษาการทำปุ๋ยมูลไส้เดือนเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งทำให้ดีต่อสุขภาพของผู้ปลูกและผู้บริโภค

นอกจากแปลงผักแล้ว ที่บ้านเจนต้ายังมีการเลี้ยง ไก่ไข่อารมณ์ดี จำนวน 70 ตัว โดยให้ไก่กินอาหารสำเร็จรูปผสมกับแหนแดงที่เพาะขยายพันธุ์เอง ทำให้ได้ไข่ฟองใหญ่ สีแดงสด มีจำหน่ายเพียงวันละ 2 แผง (60-65 ฟอง) ในราคา 100-125 บาทต่อแผง ซึ่งมีชาวบ้านในชุมชนสั่งจองล่วงหน้าจนหมดเกลี้ยงทุกวัน

นอกจากนี้ ยังมีการปลูก ดอกดาวเรือง เพื่อใช้กลิ่นไล่แมลงในแปลงผัก และนำซากพืช มูลไก่ และมูลไส้เดือนมาทำปุ๋ยบำรุง โดยสามารถตัดดอกขายให้กับแม่ค้าในชุมชนได้หมดเกลี้ยงทุกวันพระ

รายได้จากการขายสินค้าทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ 300-500 บาทต่อวัน และช่วงพีคสุดสามารถทำได้ถึง 1,000 บาทต่อวัน ทำให้ทั้งสองคนเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกผักมากขึ้น โดยไม่คิดจะกลับไปเป็นลูกจ้างอีก ถือเป็นการ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างสวยงาม และสร้างอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘บ้านเจนต้า’ หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 061-9162471 และ 093-6958926 ///-026

‘นเรศ’ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย’แม่แจ่ม’ ดันโครงการเร่งด่วน’อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง’

'นเรศ'ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย'แม่แจ่ม' ดันโครงการเร่งด่วน'อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง'

‘นเรศ’ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย’แม่แจ่ม’ ดันโครงการเร่งด่วน’อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง’

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“นเรศ”เร่งแก้ปัญหาอุทกภัย”แม่แจ่ม”อย่างยั่งยืน ดันโครงการเร่งด่วน”อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง” พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าโครงการชลประทานสำคัญ ณ สะพานช่างเคิ้งสามัคคี บ้านกองกาน ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดชียงใหม่ โดยมี นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และ นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวรายงานสถานการณ์

จากนั้น เดินทางไปยังอาคารอเนกประสงค์ โรงแรมชฎาภรณ์ บ้านสันหนอง ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่มเพื่อพบปะเกษตรกร รับฟังปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่มและได้มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานให้กับเกษตรกรด้วย

โดย นายนเรศ กล่าวว่า พื้นที่อำเภอแม่แจ่มประสบอุทกภัยรุนแรงจากอิทธิพลพายุรากาชา ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ลำน้ำแม่แจ่มเอ่อล้น ท่วมพื้นที่เกษตรกว่า 3,000 ไร่ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนนสายหลัก และพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ โดยเฉพาะข้าวและพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยังเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเกษตรกรอย่างกว้างขวาง จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานบูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรเร่งด่วน

“ปัญหาการจัดการน้ำในอำเภอแม่แจ่มต้องวางมาตรการแก้ไขอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จึงมอบหมายให้กรมชลประทานและกรมพัฒนาที่ดินร่วมกันเร่งดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ศึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาลำน้ำแม่แจ่ม และโครงการฝายผาแดง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ รวมถึงโครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด” นายนเรศ กล่าว

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ศึก ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม มีความจุ 5.62 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,230 ไร่ ส่วนโครงการฝายผาแดง ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 2,121 ไร่ เกษตรกรกว่า 3,281 ครัวเรือน จะได้รับน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคโดยตรง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งและชะลอน้ำหลากในฤดูฝนและเร่งฟื้นฟูพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินขับเคลื่อนโครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด ในลุ่มน้ำอำเภอแม่แจ่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงบูรณาการ ทั้งกิจกรรม ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขุดลอกคลอง และเสริมสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสมด้วย

– 006

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.09 น.

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

4 ตุลาคม 2568 นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ , กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภูมิภาค ทำกิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูปลอดสารเร่งเนื้อแดงราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท เพื่อระบายสุกรส่วนเกินออกให้กับผู้เลี้ยงและเพื่อตอบผู้บริโภคของดีราคาถูก

นายปรีชา กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้น 3 จังหวัด คือ จ.นครศรีธรรมราช , ตรัง และสงขลา จำนวนสินค้า 1,300 กิโลกรัม (กก.) โดยเฉพาะที่ จ.ตรัง 418 กก. เวลาเพียง 10 นาทีขายหมด และจากการสอบถามบรรดาผู้บริโภคที่มาซื้อต่างให้การตอบรับและพูดตรงกันจะให้มีการจัดต่อไป

นายปรีชา กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมเนื้อหมูราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท ยังมีเป้าหมายจัดต่อไป ให้ได้ 100,000 กก. ประมาณ 2,500 ตัว แต่จะเปิดตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคที่กำลังซื้ออ่อนตัวจะได้บริโภคในราคาที่ไม่สูง

“กิจกรรมราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท โดยปกติหมูต้องราคา 100 บาท ต่อ กก.ที่ผู้เลี้ยงจะอยู่ได้ ในกิจกรรมนี้ผู้เลี้ยงต้องสละและขาดทุน 50 บาท ต่อ กก. แต่เพื่อระบายสุกรที่เป็นส่วนเกิน และสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าราคาถูกยามภาวะที่ไม่มีกำลังซื้อ และต้องยอมรับว่าตอนนี้กำลังซื้อไม่มี หมูต้องราคาดิ่งลงมาจาก 80 บาท ต่อ กก. มาอยู่ที่ 50 บาท ต่อกก. ขณะที่ราคาประกาศสมาคมอยู่ที่ 64 บาท ต่อ กก.” นายปรีชา กล่าว

นายปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงสุกรมีความเป็นไปอย่างยากลำบากสำหรับขนาดเล็กขนาดย่อยและขนาดกลาง จากที่ผ่านมรสุมทั้งเรื่องโรคระบาด หมูเถื่อนต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดที่ราคาต่ำ และต้องยุติไปแล้วเป็นจำนวนมากสำหรับรายย่อยรายเล็ก โดยการเลี้ยงหมูปัจจัยสำคัญอีกตัวคือต้นทุนการผลิตที่สูงทั้งราคาอาหาร ยา ส่งผลให้ราคาสุกรไม่นิ่ง แต่หากมีต้นทุนที่ต่ำ ผู้เลี้ยงก็จะไม่มีความเสี่ยง และผู้บริโภคก็จะมีกำลังซื้อ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.40 น.

ส.ป.ก. ร่วมติดตามคณะ รองนายกฯ และรมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ และมอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคอีสาน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบนโยบายและรับฟังปัญหาของเกษตรกร ณ โรงเรียนคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ

นอกจากนี้ ได้มีการมอบปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อาทิ เสบียงอาหารสัตว์ ถุงยังชีพปศุสัตว์ เมล็ดพันธุ์ข้าว แก่เกษตกร ในการนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ (ส.ป.ก. ชัยภูมิ) ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 50 ราย 52 แปลง เนื้อที่ประมาณ 466 ไร่
 

‘ธรรมนัส’จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

'ธรรมนัส'จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

‘ธรรมนัส’จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“รมว.ธรรมนัส“ฝ่าพายุ ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก เพิ่มความจุกว่า 2 หมื่น เป็น 150,000 ลบ.ม.ใช้ประโยชน์ทันที ภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อตรวจราชการและติดตามสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงโครงการพัฒนาเกษตรกรรม และเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยมี นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม ,นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์  สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย,นายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ 

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่โรงเรียนคอนสวรรค์ อ.คอนสวรรค์ พร้อมกล่าวช่วงหนึ่งว่า ในวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ชายแดน ที่จังหวัดสุรินทร์ เพราะฉะนั้นใน ครม.ชุดนี้ เราต้องมาฟังเสียงความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน นำกลับไปทำเป็นโจทย์ เพื่อเอาไปแก้ปัญหา เราจะไม่ทำงานในห้องแอร์แล้วนั่งเขียนโครงการ รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 กระทรวงต่างเป็นผู้ที่มีความรู้ และมีใจให้ชาวบ้าน ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญในการทำงาน

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ตรวจติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก บ้านหนองแดง หมู่ที่ 5 และบ้านกุดจิก หมู่ที่ 8 ต.หนองข่า อ.เกษตรสมบูรณ์ พร้อมกล่าวว่า เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสภาพพื้นที่เป็นภูเขา น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลลงสองฝั่ง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บได้เต็มที่ อ่างเก็บน้ำมีความจุเพียง 20,000 ลูกบาศก์เมตร และไม่เพียงพอต่อการเก็บกักน้ำสำหรับภาคการเกษตรและอุปโภคบริโภคในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนจึงได้หารือร่วมกับผู้แทนจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ พบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ และมีบางส่วนอยู่ในเขต ส.ป.ก.สามารถดำเนินได้ ไม่กระทบพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า โดยจะต้องขยายพื้นที่กักเก็บจาก 5 ไร่ เป็น 30 ไร่ เพิ่มความจุเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่ที่จะได้รับประโยชน์

“อ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก ถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาวชัยภูมิ ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และผมพร้อมอนุมัติงบประมาณ 40 ล้านบาทสำหรับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ไม่ต้องรอให้ยืดเยื้อ เพราะคือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรและการดำรงชีพให้ชาวชัยภูมิระยะยาว“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และมอบโฉนดต้นยาง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ข้าว 1,000 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์ 1,000 ถุง สัตว์เลี้ยง อาทิ สุกร-ไก่พันธุ์ และพันธุ์ปลา รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น ๆ แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีโครงการทำหมัน สุนัข – แมว ฟรี ไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ด้วย

‘ดร.เอกภาพ’เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

'ดร.เอกภาพ'เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ’เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นายนีโอ พลซื่อ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.เป็นประธานในพิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ จำนวน 159 ตัว ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง โดยวิธีให้ยืมเพื่อการผลิต

ทั้งนี้ ในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้จัดพิธีมอบโค-กระบือ ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่ อ.จังหาร รับมอบกระบือ จำนวน 6 ตัว ในพื้นที่ อ.เชียงขวัญ รับมอบกระบือ จำนวน 9 ตัว ในพื้นที่ อ.หนองพอก รับมอบโค จำนวน 39 ตัว และในพื้นที่ อ.โพนทอง รับมอบโค จำนวน 30 ตัว และกระบือ จำนวน 75 ตัว โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตร ด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์แทนปศุสัตว์เขต 4 พันจ่าโท คนึง พูลพิพิธ นายอำเภอโพนทอง และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมโครงการ ณ วัดอุทกวราราม ต.สระนกแก้ว อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด

โดย อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มีเกษตรกรได้รับโคและกระบือ ดังนี้ ต.สระนกแก้ว รับมอบกระบือ 35 ตัว , ต.แวง รับมอบกระบือ 40 ตัว , ต.คำนาดี รับมอบวัว 30 ตัว และ ต.ท่าสีดา อ.หนองพอก เกษตรกรได้รับวัวตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ อีก 39 ตัว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

3 ตุลาคม 2568  นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียน และประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ โดยมีเกษตรจังหวัด (นางสาวกังสดาล ชาตกุล) พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีว่าที่ ร.ต.อาณัติ หุ่นหลา ผู้อำนวยการกองแผนงาน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามแผนและความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการสำคัญต่างๆ ซึ่งกลุ่ม/ฝ่าย ได้รายงานผลการดำเนินงานที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าชื่นชม โดยเฉพาะการนำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (อุทกภัย) รับมือ รู้ทัน ฟื้นฟู ตามหลักคิดและแนวทาง 453 มาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ รวมทั้งในเรื่องของ ASP (Agri Service Provider) ที่สามารถนำมาส่งเสริมให้เกิดการให้บริการในพื้นที่ได้  นอกจากนี้ ยังได้ให้แนวทางในการป้องกันการระบาดของโรค-แมลงศัตรูพืช ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันระหว่างเป้าหมายการผลิตปัจจัยในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชกับการส่งเสริมผลิตพันธุ์พืชในพื้นที่

มีการเน้นย้ำให้เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ต้องรู้ทุกเรื่อง ทุกโครงการ เพื่อให้เกิดความรู้ เข้าใจ อย่างต่อเนื่องเมื่อมีการโยกย้ายหรือได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเจ้าหน้าที่เอง และเกษตรกรด้วย รวมทั้งให้ศึกษาข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ทั้งในเรื่องของภัยพิบัติ โรคระบาด ราคาสินค้าเกษตร โดยขอให้จังหวัดสนับสนุนข้อมูล และควรจะเรียนรู้จากปัญหา เป็นเพื่อนผู้ร่วมออกแบบให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ อธิบดีฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนและให้แนวคิดในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีจากการเรียนรู้จากปัญหาในการทำนาอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยยกตัวอย่าง 11 เทคโนโลยีจากการส่งเสริมการทำนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของโครงการที่ GIZ ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ริเริ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มผลผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในที่สุด

-(016)