เลขาธิการ มกอช. เข้าร่วมซ้อมใหญ่ ‘พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

เลขาธิการ มกอช. เข้าร่วมซ้อมใหญ่ ‘พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

เลขาธิการ มกอช. เข้าร่วมซ้อมใหญ่ ‘พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

6 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 06.30 น. นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เข้าร่วมซ้อมใหญ่ “พระราชพิธีพืชมงคลฯ” ประจำปี 2568 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ นางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักพระราชวัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น เข้าร่วมในการซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ก่อนวันพระราชพิธีจริง ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ตามฤกษ์พิธีไถหว่าน ระหว่างเวลา 08.29-09.09 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยจะมีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีฯ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อโซเชียลมีเดีย

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านสถานที่การจัดงาน แนวทางการปฏิบัติในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีฯ การรักษาความปลอดภัย การจราจร ตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ อีกทั้ง ได้มีการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน บรรจุในซองพลาสติกเพื่อแจกจ่ายให้แก่พสกนิกรผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรของตนตามประเพณีนิยม ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน 6 พันธุ์ น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,590 กิโลกรัม ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 2) พันธุ์กข 79 3) พันธุ์กข 85 4) พันธุ์กข 99 (หอมคลองหลวง 72) 5) พันธุ์กข 6 และ 6) พันธุ์กข 24 (สกลนคร 72) ส่วนเมล็ดพันธุ์ ที่เหลือ กรมการข้าวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำไปเก็บไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาล ปี 2568 เพื่อเป็นต้นตระกูลของพืชพันธุ์ดีเผยแพร่สู่เกษตรกรต่อไป ซึ่งพระราชพิธีพืชมงคลฯ ประจำปี 2568 จะมีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขา สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 กลุ่ม และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ อีกด้วย

-(016)

‘รมว.นฤมล’สั่งติดตามสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน มั่นใจแผนปฏิบัติการในลุ่มน้ำสำคัญ รับมือปริมาณฝนได้

'รมว.นฤมล'สั่งติดตามสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน มั่นใจแผนปฏิบัติการในลุ่มน้ำสำคัญ รับมือปริมาณฝนได้

‘รมว.นฤมล’สั่งติดตามสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน มั่นใจแผนปฏิบัติการในลุ่มน้ำสำคัญ รับมือปริมาณฝนได้

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.40 น.

“รมว.นฤมล“สั่งติดตามสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน พร้อมจัดการอ่างเก็บน้ำให้เก็บน้ำฝนไว้ใช้ฤดูแล้งหน้า มั่นใจ แผนปฏิบัติการในลุ่มน้ำสำคัญ รับมือปริมาณฝนได้ 

6 พ.ค.68 เมื่อเวลา 09.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิณโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการน้ำรับมือฤดูฝน 2568 ว่า ตนได้มอบหมายให้กรมชลประทาน ดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ตามมติของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้จนถึงฤดูแล้งหน้าได้ไม่ขาดแคลน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำมีการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่  เช่น ปิง วัง ยม น่าน เป็นต้น ในการแก้ปัญหาและลดผลกระทบประชาชน ควบคู่การคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ได้นำมาใช้ประกอบกับแผนในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง

“การบริหารจัดการน้ำในปีนี้ทางกรมชลประทานไม่หนักใจ เพราะมีแผนการจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ในลุ่มน้ำสำคัญ การประเมินความต้องการใช้น้ำล่วงหน้า พัฒนาการตรวจวัด การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ นำเอาเทคโนโลยีหรือแบบจำลองทางอุทกวิทยามาสนับสนุนการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน-น้ำท่า เพื่อวิเคราะห์และวางแผนป้องกันล่วงหน้าสำหรับใช้เตือนภัย เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย การวางแผนจัดสรรน้ำทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งให้มีความแม่นยำและทันต่อเหตุการณ์ โดยยึดหลักตามมาตรการรับมือฤดูฝนและมาตรการรับมือฤดูแล้งที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติกำหนดอย่างเคร่งครัด”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

009

‘พด’ รุกขยายความสำเร็จด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างบนพื้นที่เกษตรกรรม ​ในโครงการ ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก’

‘พด’ รุกขยายความสำเร็จด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างบนพื้นที่เกษตรกรรม ​ในโครงการ ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก’

‘พด’ รุกขยายความสำเร็จด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างบนพื้นที่เกษตรกรรม ​ในโครงการ ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ดอยฟ้าห่มปก ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นับเป็นอีกโครงการสำคัญ ที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปดำเนินการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่การเกษตรอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ  พร้อมขยายผลความสำเร็จผลักดันให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่สูงยังชุมชนพื้นที่สูงอื่นๆ ในประเทศต่อไป

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม มีผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนพื้นที่ดังกล่าวนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว และมักใช้ปุ๋ยเคมีทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินเชียงใหม่จึงได้เข้ามาแนะนำการปรับปรุงดิน โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำเป็นปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้กับพืชที่เกษตรกรปลูกจึงทำให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เข้าดำเนินการพัฒนาพื้นที่โดยทำขั้นบันไดดินและปลูกหญ้าแฝก เพื่อช่วยแก้ปัญหาดินสไลด์บนพื้นที่เกษตรกรรมของเกษตรกร และได้สร้างฝายชะลอน้ำเพื่อกักเก็บน้ำทำให้ดินชุ่มชื้น พร้อมทั้งให้ความรู้การอนุรักษ์ดินและน้ำแก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอจนเกษตรกรมีองค์ความรู้ด้านการปลูกพืช ดูแลดิน ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี และหันมาใช้เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน จนทำให้ชีวิตเกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น      

ด้าน นายนิลภัทร คงพ่วง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินเชียงใหม่ กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินงานว่า จะเน้นส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำขั้นบันไดดิน และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันไม่ให้หน้าดินพังทลาย โดยส่งเสริมการทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ อาทิ การสร้างคูเบนน้ำรูปสี่เหลี่ยมคางหมู การสร้างขั้นบันไดดินแบบไม่ต่อเนื่อง การสร้างขั้นบันไดดินแบบต่อเนื่อง                   การทำทางลำเลียงในไร่นา การทำฝายชะลอน้ำแบบกระสอบปูนทราย การปรับระดับพื้นที่นา และการสร้างถังเก็บน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความจุ 45 ลูกบาศก์เมตรในพื้นที่เกษตรกร ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน 

‘กรมชลประทาน’เตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีพืชมงคลฯ ประจำปี 2568

'กรมชลประทาน'เตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีพืชมงคลฯ ประจำปี 2568

‘กรมชลประทาน’เตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีพืชมงคลฯ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.47 น.

เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (5 พฤษภาคม 2568) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระคลังแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานติดตั้งปะรำข้างพลับพลาที่ประทับ โรงพิธีพราหมณ์ โรงพระโค ห้องประชาสัมพันธ์ และเต็นท์สำหรับประชาชน ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีความพร้อมสำหรับการซ้อมใหญ่ในวันพรุ่งนี้ โดยนายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม ในฐานะคณะทำงานฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ตรวจสอบโครงสร้างของสถานที่ประกอบพระราชพิธีฯ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พระราชพิธีสำคัญนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อย สมพระเกียรติ

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนรับชมและรับฟังการถ่ายทอดสดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป ผ่านช่องทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

– 006

‘ปลาหมอคางดำ’ไม่ใช่ศัตรู ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ให้เป็น

‘ปลาหมอคางดำ’ไม่ใช่ศัตรู ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ให้เป็น

‘ปลาหมอคางดำ’ไม่ใช่ศัตรู ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ให้เป็น

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

‘ปลาหมอคางดำ’ไม่ใช่ศัตรู ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ให้เป็น

ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia – Sarotherodon melanotheron) ว่าเป็น “ปลาต่างถิ่นรุกราน” ที่เข้ามาแสวงหาถิ่นที่อยู่ในระบบนิเวศของไทย เราอาจลืมไปว่า “ทุกวิกฤตมีโอกาส” หากเรามองเห็นศักยภาพของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

วันนี้ ปลาหมอคางดำ อาจไม่ใช่ผู้ร้าย แต่มีโอกาสกลายเป็น “ทรัพยากรอาหารที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์” อย่างเต็มที่ และอาจเป็นคำตอบในการลดค่าครองชีพของครัวเรือน สร้างรายได้ และเป็นแรงจูงใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ปลาหมอคางดำ มีไขมันต่ำ โปรตีนสูง โอเมก้าในระดับที่เหมาะสม มีคุณค่าทางโภชนาการไม่แพ้ปลาน้ำจืดชนิดอื่น จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ ปลาหมอคางดำให้ปริมาณโปรตีนใกล้เคียงกับปลานิลหรือปลาทับทิม ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย สามารถนำไปปรุงอาหารได้ทั้งแบบต้ม แกง ทอด ย่าง และทำอาหารแปรรูป

บางชุมชนในจังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรี และราชบุรี ได้ทดลองจับปลาหมอคางดำมาทำ ปลาแดดเดียว ปลาร้า ปลาย่างรมควันและขายในตลาดท้องถิ่น โดยใช้วิธีปรุงรสหรือหมักเพื่อช่วยลดกลิ่นโคลนและเพิ่มรสชาติให้เป็นที่ยอมรับ สถาบันการศึกษาหลายแห่ง นำปลาหมอคางดำไปแปรรูปทำเมนูอาหารน่ารับประทานหลายรายการ เช่น น้ำยา ไส้อั่ว ข้าวเกรียบ ปลาร้า น้ำพริก ทอดมัน ลูกชิ้น เป็นต้น

เห็นได้ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของปลาหมอคางดำ ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น น้ำหมักชีวภาพ ใช้ปลาหมอคางดำร่วมกับผลไม้รสเปรี้ยวและกากน้ำตาลหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพใช้ในภาคเกษตร หรือ อาหารสัตว์ ใช้เนื้อปลาไปบดเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสำหรับปลากะพงขาวหรือปูทะเล ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้

ล่าสุดชาวบ้านและชุมชนในบางจังหวัดที่พบปลาหมอคางดำไม่นั่งรอหรืองอมืองอเท้าแต่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ได้แค่จัดการปัญหาแต่กำลังเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส ด้วยการรวมตัวกันออกจับปลาหมอคางดำในแม่น้ำลำคลองใกล้บ้าน เพื่อนำไปแปรรูปจำหน่ายหรือแจกจ่ายให้ผู้มีรายได้น้อยในชุมชน บางจังหวัดจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ใช้เครื่องมือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และนำปลาที่จับได้ไปเพิ่มมูลค่าตามแบบที่ตัวเองถนัดรวมถึงบริโภคในครัวเรือน

เพื่อให้การจัดการปลาหมอคางดำมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืน แนวทางสำคัญที่กรมประมงรณรงค์ขอความร่วมมือจากคนไทยคือ “จับ-ใช้ประโยชน์-แจ้งกรมประมง” โดยจับให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งในบ่อที่ไม่มีการใช้งานและแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อจำกัดการขยายพันธุ์ และนำปลานั้นไปใช้ประโยชน์ทั้งอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์ น้ำหมักหรือการแปรรูป และที่สำคัญแจ้งกรมประมงหรือสำนักงานประมงจังหวัดทันที หากพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อวางแผนกำจัดตามหลักวิชาการโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทย “อย่ามองแค่ปัญหาแต่ควรมองหาทางออกที่สร้างสรรค์” จึงไม่ควรมองแต่เพียงด้านลบของปลาหมอคางดำอย่างเดียว ควรให้ข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องกับสังคม และควรส่งเสริมให้เกิดการลงมือ “จับและใช้ประโยชน์” จะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน ซึ่งสังคมไทยจะปลอดภัยจากปลารุกรานได้จริงก็ต่อเมื่อเราร่วมมือกันจัดการอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพียงตั้งแง่ต่อต้าน แต่ต้องรู้จัก “ใช้โอกาสจากปัญหาให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

อัยย์ วิทยาเจริญ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

‘รมว.นฤมล’เตรียม kick off มอบโฉนดต้นไม้-ต้นยางพารา หวังช่วยแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

'รมว.นฤมล'เตรียม kick off มอบโฉนดต้นไม้-ต้นยางพารา หวังช่วยแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

‘รมว.นฤมล’เตรียม kick off มอบโฉนดต้นไม้-ต้นยางพารา หวังช่วยแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

“รมว.นฤมล”เผย เตรียม kick off มอบโฉนดต้นไม้-ต้นยางพารา 12 พ.ค.นี้ ตั้งเป้าแจกทั่วประเทศ หวัง ช่วยชาวสวนแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน เพิ่มรายได้  ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

5 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น.ศ.ดร.นฤมล ภิณโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)กล่าวว่า ในวันที่ 12 พ.ค.68 กระทรวงเกษตรฯจะ Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยธยา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความมั่นคงในการถือครองที่ดินของเกษตรกร โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเอกสารรับรองการมีอยู่ของต้นไม้และต้นยางพารา แต่เป็นการเปิดประตูให้ต้นไม้และต้นยางพารา กลายเป็นทรัพย์สินที่ใช้การได้ ทั้งในฐานะหลักทรัพย์เพื่อขอสินเชื่อ หรือทรัพย์ที่มีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมไปถึงคาร์บอนเครดิต การสร้างรายได้เสริมจากเนื้อไม้ด้วย

“กระทรวงเกษตรฯมีเป้าหมายให้ต้นไม้และต้นยางพาราสามารถออกโฉนดได้ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจได้จริง พร้อมทั้งสร้างแรงใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามโยบายต้นไม้แห่งชาติที่มุ่งสร้างพื้นที่ร้อยละ 40 ของประเทศ ซึ่งเรามุ่งมั่นในการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผล โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯจะเดินหน้าออกโฉนดต้นไม้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยการทำงานเชิงรกุกร่วมกับชุมชนในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ เราต้องการให้สินทรัพย์ของพี่น้องเกษตรกรมีราคา สร้างมูลค่าได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

‘แอนแทรกซ์’คร่า 1 ศพ มุกดาหารติดสะสม 2 เฝ้าระวัง 247 คน สัมผัสโดยตรง

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แอนแทรกซ์’คร่า1ศพ มุกดาหารติดสะสม2 เฝ้าระวัง247คน สัมผัสโดยตรง

“สสจ.มุกดาหาร” เผยพบผู้ติดเชื้อ “แอนแทรกซ์” สะสม 2 ราย คร่าชีวิต 1 ศพ ประกาศเตือนชาวบ้านในพื้นที่งดบริโภค‘เนื้อวัว ควาย แพะ แกะดิบ’ป้องกันติดเชื้อ“แอนแทรกซ์”พร้อมเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่ร่วมสัมผัสโรคทั้งจากการร่วมชำแหละสัตว์-ผู้บริโภคเป็นเวลา 60 วัน พร้อมเร่งตรวจหาแหล่งที่มาของเชื้อ-ผู้ป่วยเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มภารกิจสื่อสารความเสี่ยง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร งดบริโภคเนื้อวัว ควาย แพะ และแกะในรูปแบบดิบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 เมื่อประชาชนในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล ได้สัมผัสและบริโภคเนื้อวัวที่คาดว่าอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ต่อมาเริ่มมีอาการไข้และมีตุ่มที่ผิวหนัง จึงถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล และส่งต่อมายังโรงพยาบาลมุกดาหาร แต่อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตวันที่ 30 เมษายน 2568 แพทย์วินิจฉัยว่าเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ โดยผู้เสียชีวิตรายนี้นับเป็นรายแรกของจังหวัดมุกดาหาร

นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารเปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ 1 ราย และได้เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่บริโภคเนื้อวัวร่วมกับผู้ป่วย พร้อมให้ยาป้องกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรคแอนแทรกซ์ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ในส่วนมาตรการควบคุมโรค อำเภอดอนตาลได้ตั้งจุดตรวจและจุดสกัด 4 แห่ง ได้แก่ บ้านป่าพะยอม บ้านนาห้วยกอก บ้านภูวง และหน้าสถานีตำรวจภูธรป่าไร่ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ที่บ้านโคกสว่าง ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล พบว่ามีการเข้าตรวจสอบจุดชำแหละวัวที่มีอาการต้องสงสัย โดยเจ้าหน้าที่จากด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร กรมปศุสัตว์ ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจ และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณโดยรอบ และฉีดวัคซีนให้กับโค และกระบือ ในรัศมี 5 กิโลเมตรจำนวน 800 ตัว เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ด้านนายทัศนเทพ รักษ์พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านโคกสว่าง เปิดเผยว่า สถานการณ์โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการและท้องถิ่น ที่เข้ามาสนับสนุนการควบคุมโรคเต็มที่ และได้รณรงค์ให้ประชาชนงดบริโภคเนื้อดิบ รวมถึงขอความร่วมมือหากพบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะวัว มีอาการผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายทัศนเทพกล่าวต่อว่า เริ่มแรกวันที่ 12 เมษายน และวันที่ 13 เป็นงานบุญผ้าป่า ได้ซื้อวัวมาชำแหละแบ่งกัน มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมาร่วมชำแหละด้วย โดยมีบาดแผลเป็นตุ่มอยู่ที่มือ ก่อนแยกย้ายกันไป ต่อมาวันที่ 14-15 เมษายน ผู้เสียชีวิตเริ่มมีอาการ แต่ยังไม่ไปรักษาตัว กระทั่งวันที่ 28 เมษายน มีวัวตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงประสานปศุสัตว์อำเภอมาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ฝังดินฝังกลบ แต่มีทีมงานอีก 1 ชุด มานำวัวตัวนั้นมาชำแหละแบ่งทำอาหาร จนทราบข่าวของผู้ป่วยคือ นายพัฒน์ คนยืน ผู้ตาย จึงประกาศเตือนชาวบ้านที่นำเนื้อวัวไป ให้นำเนื้อวัวไปกลบฝังดินเผา ห้ามรับประทานเด็ดขาด จากนั้นมีเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ออกมาสำรวจ ฉีดวัคซีน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ บริเวณป่าสวนยางพาราที่ชำแหละวัว และบริเวณใกล้เคียงที่ชำแหละ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบมาจากหมูหรือมาจากวัว ที่มาชำแหละมาจากบ้านนาสะโน อำเภอดอนตาล พื้นที่ใกล้กัน ตอนนี้มีผู้ป่วย 4 คน เสียชีวิต 1 คน กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน

ทั้งนี้ ยืนยันผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย เป็นชาย อายุ 53 ปี ชาวบ้านเหล่าหมี ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โรคประจำตัว เบาหวาน อาชีพรับจ้างก่อสร้าง เริ่มป่วยวันที่ 24 เมษายน มีตุ่มแผลที่มือข้างขวา วันที่ 27 เมษายน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลดอนตาล ด้วยอาการแผลที่มือผู้ป่วยเริ่มมีสีดำ ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โต ขณะรอตรวจที่โรงพยาบาลดอนตาล มีอาการ หน้ามืด ชักเกร็ง แพทย์สงสัยเนื่องจากผู้ป่วยมีอาการเข้าได้กับโรคแอนแทรกซ์ จึงเจาะเลือดส่งตรวจยืนยันเชื้อ วันที่ 28 เมษายน ผู้ป่วยสงสัยโรคแอนแทรกซ์มีอาการแย่ลง จึงส่งรักษาต่อโรงพยาบาลมุกดาหาร และมีการเจาะเลือดและ swab บาดแผลส่งตรวจเพิ่มเติม ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สถาบันบำราศนราดูร วันที่ 29 เมษายน ผู้ป่วยอาการแย่ลง กระทั่งวันที่ 30 เมษายน ผู้ป่วยเสียชีวิต และได้จัดการศพตามมาตรฐาน พบผลตรวจด้วยวิธีเพาะเชื้อ Bacillus anthracis ที่ห้องปฏิบัติการสถาบันบำราศนราดูร ในตัวอย่างเลือด ผู้ป่วยมีประวัติชำแหละโค งานบุญผ้าป่า และแจกเนื้อโคที่ชำแหละไปรับประทานในหมู่บ้าน

สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารกล่าวด้วยว่า หลังเกิดเหตุได้ค้นหาผู้ป่วยและผู้สัมผัสเพิ่มเติม พบผู้สัมผัสรวม 247 คน แบ่งเป็นผู้ชำแหละสัตว์ 28 คน และ ผู้บริโภคเนื้อดิบ 219 คน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 129 คน ให้ยา Doxycycline ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 129 คน นอกจากนี้ ยังพบผู้สัมผัสที่มีอาการ 1 ราย โดยมีอาการแผล เริ่มมีอาการวันที่ 27 เมษายน และมีประวัติร่วมชำแหละโควันที่ 12 เมษายน พร้อมผู้ป่วยรายแรก อยู่ระหว่างสอบสวนและส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ขณะเดียวกันได้ตั้งศูนย์คัดกรองผู้สัมผัสเพิ่มเติม ที่ศาลากลางหมู่บ้านในชุมชน

ขณะที่ปศุสัตว์อำเภอร่วมกับด่านกักกันสัตว์ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ บริเวณสถานที่ชำแหละ เก็บตัวอย่างเนื้อแห้ง หนังแห้ง โคและหมู และเก็บตัวอย่างเนื้อและเลือดที่อยู่บนเขียงที่ใช้ชำแหละ อุจจาระโค เพื่อส่งตรวจ ที่ศูนย์วิจัยและและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น ฉีดยาปฏิชีวนะในโค ในพื้นที่ บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 จำนวน 124 ตัว ด่านกักกันสัตว์ขอความร่วมมือห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 5 กิโลเมตร

หลังจากนี้ จะค้นหาแหล่งที่มาของเชื้อ ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในกลุ่มผู้ที่มีอาการ โดยเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเป็นระยะเวลา 60 วัน ส่วนมาตรการด้านสัตว์ วางแผนฉีดวัคซีนในสัตว์ ในรัศมี 5 กิโลเมตร ภายใน 1 สัปดาห์ เฝ้าระวังสัตว์ป่วยตายในอ.ดอนตาล จนกว่าจะไม่มีสัตว์ป่วยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 วัน

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ครบรอบ 83 ปี กรมปศุสัตว์ เปิดตัวระบบ DLD-Televet ยกระดับบริการสัตวแพทย์ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

2 พฤษภาคม 2568 กรมปศุสัตว์ นำโดยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 83 ปี (5 พฤษภาคม 2568) ภายใต้แนวคิด “83 ปี ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ผู้บริหารจากหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงวันคล้ายวันสถาปนาและผลสำเร็จของกรมปศุสัตว์ตลอด 83 ปี พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวระบบ DLD-Televet อีกทั้ง มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีมอบโค การจัดนิทรรศการ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ OK  การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มูลค่าสูง การแสดงโชว์ Line Dance การให้บริการผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขและแมว ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรรมปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มรายได้และพัฒนาสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ตอบสนองนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งในการควบคุม ส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแต่รักษามาตรฐานการดำเนินงานที่เข้มแข็ง แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเปิดตัวระบบ DLD-Televet ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริการสัตวแพทย์ของประเทศไทยที่ไม่ใช่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างเกษตรกรกับบริการด้านสุขภาพสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ระบบนี้จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างมาก การพัฒนาระบบ DLD-Televet ยังสะท้อนแนวคิด “ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” ที่กรมปศุสัตว์นำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่การเป็นหน่วยงานที่ทันสมัย และพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคงและพัฒนาภาคเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพทุกมิติ ก้าวสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยแนวคิด “ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” สอดรับกับยุคสมัยในปัจจุบันและอนาคต โดยกรมปศุสัตว์ได้ปรับกระบวนการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน ด้วยการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ยกระดับบริการต่างๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จนสามารถขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ระดับโลก เช่น ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในโอกาสสำคัญนี้ กรมปศุสัตว์พร้อมเปิดตัวระบบบริการสัตวแพทย์ทางไกล “DLD-Televet” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งระบบ “DLD-Televet” เป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชนบทที่ขาดแคลนสัตวแพทย์ ระบบนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงคำปรึกษาทางสัตวแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และสามารถวินิจฉัยและดูแลสุขภาพสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ DLD-Televet ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านโรคสัตว์แบบเรียลไทม์ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านปศุสัตว์ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพการขับเคลื่อนภารกิจของกรมปศุสัตว์ ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสะท้อนความสำเร็จของกรมปศุสัตว์ในการผนึกเทคโนโลยีกับภารกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “83 ปี ครอบครัวปศุสัตว์ ก้าวสู่อนาคตด้วยหัวใจดิจิทัล” ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น พิธีมอบโค ซึ่งเป็นโคเพศเมีย จำนวนทั้งสิ้น 27 ตัว โดยนำไปมอบให้แก่เกษตรกรจังหวัดชัยภูมิเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ เพิ่มผลผลิตและใช้ประโยชน์ในการเกษตรภายใต้หลักเกณฑ์ ตามโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดําริ การมอบรางวัลต่างๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ และเกษตรกร เช่น DLD Quality Awards รางวัลอาสาปศุสัตว์ดีเด่น รางวัลเครือข่ายสัตว์พันธุ์ดี กรมปศุสัตว์ ดีเด่น ระดับประเทศ รางวัล LAB OK เป็นต้น การจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ในหัวข้อต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ OK รวมถึงการแสดงโชว์ Line Dance การให้บริการผ่าตัดทำหมันและบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

-(016)

กะเพราขาดตลาด! ‘ลุยขยาย3สายพันธุ์’ หนุนเกษตรกรปลูกขายรายได้งาม

กะเพราขาดตลาด! ‘ลุยขยาย3สายพันธุ์’ หนุนเกษตรกรปลูกขายรายได้งาม

กะเพราขาดตลาด! ‘ลุยขยาย3สายพันธุ์’ หนุนเกษตรกรปลูกขายรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง ขยายแปลงปลูกกะเพรา 3 สายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ใบเล็ก ใบใหญ่และกะเพราแดง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและกลุ่มร้านอาหารที่ทำเมนูผัดกะเพรา เมนูง่าย ๆ รสชาติเผ็ดร้อน หรือที่คนไทยเรียกว่าเมนูสิ้นคิด หลังกะเพราหายากขึ้น แพงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง

วันที่ 2 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง นางวรรณา พรหมบุญทอง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และนักวิชาการเกษตรฯ  เร่งขยายพันธุ์ต้นกะเพราจำนวน 3 สายพันธุ์คือ กะเพราเขียวใบเล็ก ใบใหญ่และกะเพราแดง บนเนื้อที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นำไปปลูกเป็นการสร้างรายได้เสริมบนที่ดินว่างข้างบ้าน หลังกะเพราในท้องตลาดมีราคาแพงขึ้น และหายากมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งของทุกปี

ซึ่งกะเพราทั้ง  3 สายพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 60-90 วันก็สามารถตัดใบขายได้ ในราคากิโลละ 60-80 บาทหรือมัดละ 10 บาท ส่วนกะเพราแดงราคากิโลละ 100 บาท เพราะเป็นกะเพราที่หายาก ให้รสชาติที่เผ็ดร้อนและหอมกว่ากะเพราเขียว  แต่สรรพคุณเหมือนกันคือ มีส่วนประกอบของสมุนไพรในตำรับยาไทยหลายชนิด ช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ป้องกันอาการหวัด ขับลมในกระเพาะ แก้จุกเสียด ช่วยระบบย่อยอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวในเนื้อสัตว์ ช่วยละระดับไขมันในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ใบกะเพราใช้ขยี้ผสมน้ำ ไล่กำจัดแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ ได้

และแม้ว่ากะเพราจะเป็นเมนูสิ้นคิด นึกไม่ออกบอกกะเพราไว้ก่อน แต่ด้วยรสชาติที่หอม อร่อย จึงทำให้กะเพรายังเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ปลูกครั้งเดียวก็สามารถตัดกิ่งปักชำ เพื่อขยายพันธุ์และขายได้ตลอดทั้งปี แต่ด้วยพื้นที่ทำการเกษตรลดลง ประกอบกับคนรุ่นใหม่ไม่สนใจปลูกกะเพรา จึงทำให้กะเพรามักจะขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้น ทั้งที่เป็นพืชปลูกง่าย ตายยาก หมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ยคอกทุก ๆ 7 วัน ก็ทำให้กะเพราเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่มีโรคและแมลงรบกวน เพราะกะเพราเป็นพืชที่มีรสฉุน แมลงไม่ชอบ ส่วนเกษตรกรรายใดสนใจ ติดต่อขอรับเมล็ดพันธุ์ได้ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง ในวันและเวลาราชการ

ขณะที่ นางวรรณา พรหมบุญทอง ผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธ์พืชที่ จ.ตรัง กล่าวว่า กะเพราที่ปลูกมี 3 สายพันธุ์คือกะเพราเขียวใบเล็ก ใบใหญ่และกะเพราแดง เพื่อทดสอบสาระสำคัญที่มีสรรพคุณทางยาว่าสายพันธุ์ไหนดีที่สุด อีกจุดประสงค์หนี่งคือปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้สนับสนุนเกษตรกรที่มีความต้องการเอากะเพราไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือปลูกเพื่อส่งขายเป็นรายได้ เพราะเดี๋ยวนี้กะเพราก็มีหลายเมนูอาหาร เช่น ผัดกะเพราเนื้อหมู ผัดเผ็ด แกงเลียงหรือแกงอะไรก็มีกะเพราเป็นส่วนผสมค่อนข้างเยอะ

แต่ปัญหาคือที่ปลูกเป็นเชิงการค้าจะไม่ค่อยมี เราจึงส่งเสริมโดยจัดทำเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ และจะสนับสนุนให้ไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน ถ้าต่อยอดไปปลูกเพื่อการค้าก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้ ///-026

‘นฤมล’เผย’กยท.-เครือข่ายฯ’เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

'นฤมล'เผย'กยท.-เครือข่ายฯ'เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

‘นฤมล’เผย’กยท.-เครือข่ายฯ’เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

“นฤมล”เผย กยท.จับมือเครือข่ายฯ”เลื่อนกรีดยางออกไป 1 เดือน ลดอุปทาน สร้างแรงกดดันต่อสมดุลของตลาด ทำราคายางพาราพุ่งกระฉูด ตลาดยางสุดคึกคัก

2 พฤษภาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางพาราปัจจุบันว่า ยางทุกชนิดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยในวันนี้( 2 พ.ค.)ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ราคาปรับขึ้นมา 70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.),ยางแผ่นดิบคุณภาพดี (ความชื้นไม่เกิน 3%)  ราคาปรับขึ้นมา 68 บาทต่อกิโลกรัม,น้ำยางสด ราคาปรับขึ้นมา 58.75 บาทต่อกิโลกรัม,ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคาปรับขึ้นมา 58 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 70%) ราคาปรับขึ้นมา 40.60 บาทต่อกิโลกรัม

“ราคายางที่ปรับขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)และคณะกรรมการเครือข่ายฯ และการยางแห่งประเทศไทย ในการขอความร่วมมือเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางเลื่อนฤดูกาลเปิดกรีดยางออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่จะทำการเปิดเดือน พ.ค. 2568 โดยให้เริ่มทำการเปิดกรีดเดือน มิ.ย. 2568 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตยางหายไปจากระบบตลาดโลกไม่ต่ำกว่า 3 แสนตัน หากมูลค่าผลผลิตยางพาราชนิดแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) กิโลกรัมละ 72.04 บาท (ข้อมูลจากการประกาศราคายางของฝ่ายเศรษฐกิจการยาง กยท. ณ วันที่ 3 เมษายน 2568) โดยคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 14,400 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าวการลดลงของอุปทานนี้จะสร้างแรงกดดันต่อสมดุลของตลาด ส่งผลทำให้ตลาดโลกยางตื่น กลัวอนาคตซัพพลายจะขาดทำให้ผู้ค้าที่มีคำสั่งซื้อไว้จะต้องรีบซื้อ ของเก็บไว้ส่งมอบ ส่งผลทำให้ตลาดยางกลับมาคึกคักใหม่อีกรอบ”

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นแก้ปัญหาด้านราคายาง เพื่อคลายความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ในระหว่างเลื่อนเปิดกรีดยาง เกษตรกรชาวสวนยางสามารถบำรุงรักษาต้นยางให้แข็งแรงสมบูรณ์ เตรียมพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อเปิดกรีด โดย กยท. จะสนับสนุนเงินกู้จากองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านโครงการสิบเชื่อระยะสั้น สำหรับสถาบันเกษตรกรกรเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตยางพารา (สถาบันฯ ละ 1 สัญญา)วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท/ 1 สัญญา โดยปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือนโครงการสินเชื่อระยะสั้น สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตฯ เริ่มต้งแต่เดือน พฤษภาคม เป็นต้นไป 

นอกจากนี้ ตนได้มอบให้ กยท.ช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยางที่รับซื้อยางพาราโดยการช่วยหลือชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทั้งนี้จะต้องมีเงื่อนไขเป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับวางแผนซื้อโรงงานผลิตยางล้อเพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกรมาแปรรูป เพื่อดึงอุปทานผลผลิตยางออกจากตลาด และเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราให้มีมาตรฐาน สร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด ส่งเสริมให้มีแบรนด์สินค้ายางพาราเป็นของ กยท. รวมถึงเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น