‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็นประธานเปิดสัมมนา'ยกระดับฮาลาลไทย 2025'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ยกระดับฮาลาลไทย 2025: พัฒนาและก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก” ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการทางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) และ ผู้ควบคุมการเชือดสัตว์ฮาลาล (Halal Supervisor) ที่เกี่ยวข้อง พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางของระบบฮาลาลไทยในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีนี้ ได้แก่ บทบาทของ OIC และ SMIIC ในการกำหนดกรอบมาตรฐานฮาลาลระดับโลก การขับเคลื่อนมาตรฐานการรับรองฮาลาลร่วมของอาเซียน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการสรุปผล และข้อกำหนดล่าสุดของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

นอกจากมิติด้านนโยบายระหว่างประเทศแล้ว การสัมมนายังมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และเข้าใจแนวโน้มด้านมาตรฐานของแต่ละกลุ่มประเทศ อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ทั้งในระดับองค์กรรับรองฮาลาล หน่วยควบคุมการผลิต ไปจนถึง Halal Supervisor ในโรงงาน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบูรณาการระบบฮาลาลโดยรวม ทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางพัฒนางานของตนเองอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบสินค้าฮาลาลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ผ่านการวางระบบที่มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และพร้อมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ประจำประเทศไทย ในประเด็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยจากนิวซีแลนด์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมการหารือฯ โดยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ นายโจนาธาน คิงส์ (Mr. Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศ เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการนำเข้านมผงขาดมันเนย ภายใต้ความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ
 

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

กรมฝนหลวงฯ จับมือศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดัดแปรสภาพอากาศ ยกระดับภารกิจฝนหลวงให้แม่นยำ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แห่งราชอาณาจักรไทย และศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification Centre: WMC) ภายใต้สังกัดองค์การอุตุนิยมวิทยา แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Meteorological Administration: CMA)  ลงนามข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

27 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ลงนามฝ่ายไทย และ นายจ้าว จื้อเฉียง (Mr. Zhao Zhiqiang) รองอธิบดี ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศ องค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายจีน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวง

และการบินเกษตร กรุงเทพมหานคร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในเป้าหมายร่วมกันที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนทางเทคนิค และเสริมสร้างศักยภาพด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเฉพาะการพัฒนาแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ อุปกรณ์เมฆฟิสิกส์ และเทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้แม่นยำ รวดเร็ว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและศักยภาพของทั้งสองประเทศ จึงได้ริเริ่มความร่วมมือกับศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และได้นำไปสู่การลงนามข้อตกลงฉบับแรกในปี พ.ศ. 2564 ภายใต้กรอบระยะเวลาความร่วมมือ 4 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อให้ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์ COVID-19 และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบในการขับเคลื่อนดำเนินงานให้ต่อเนื่อง โดยบูรณาการประเด็นความสนใจเทคนิคการทำฝนของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะนำแบบจำลองการพยากรณ์อากาศและการดัดแปรสภาพอากาศสำหรับเมฆอุ่นที่พัฒนาโดยฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน มาทดลองและเก็บข้อมูลการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่นในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลการพยากรณ์ของแบบจำลองให้มีความแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหวังให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาและยกระดับโครงการวิจัยการปฏิบัติการทำฝนเมฆอุ่น ให้มีความแม่นยำ และหวังผลได้สูงสุด โดยการลงนามข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ไม่เพียงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภารกิจร่วมกันเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนสะพานแห่งมิตรภาพที่เชื่อมโยงสองประเทศให้มีความเข้าใจ สนับสนุน และเติบโตร่วมกันในมิติของวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

‘ชลประทาน–ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง ดันเขื่อนทั่วไทย สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

27 พฤษภาคม 2568 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมประชุมฯ ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC)  กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการภารกิจระหว่าง 2 หน่วยงาน ที่จะช่วยยกระดับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้มีการหารือแผนพัฒนาและปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา ด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและภาพรวมของประเทศได้อีกด้วย

-(016)

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมประชุมสัมมนา'ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ'

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุมสัมมนา’ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมเข้าประชุมสัมมนา “ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ.2568” โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมด้วย นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้แทนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านป่าคา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เข้าร่วมประมาณ 400 คน ณ ห้องประชุมพึ่งบุญฯ อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ฝนหลวงฯ จัดพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโครงการพระราชดำริฝนหลวง และภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 โดยมีนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ ผู้บริหาร และผู้เข้าร่วมพิธีจากหน่วยงานสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานภาคเอกชน เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งในพิธีการประกอบด้วยการถวายราชสักการะพระบรม-ฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรับปีกฝนหลวงพิเศษพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการมอบเกียรติบัตร

โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้านในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าไม้ เขื่อนเก็บกักน้ำ และช่วยบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งในด้านปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควันไฟป่า ตลอดจนการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการรับสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ผู้ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงในการการแก้ไข บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบความเดือดร้อน ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา และการดำเนินภารกิจด้านต่าง ๆ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่ได้รับการประสานงาน การช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมบูรณาการกัน ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งกรมฯ ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากผู้ร่วมกันทำคุณประโยชน์และสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยดีเสมอมา

นายราเชน กล่าวต่อด้วยว่า ในนามกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับปีกฝนหลวงพิเศษทุกท่าน ซึ่งปีกฝนหลวงพิเศษนี้ ถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงเกียรติประวัติในการสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวง การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความต้องการน้ำ ด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

สำหรับผู้เข้ามอบปีกฝนหลวงพิเศษ สามารถดาวน์โหลดภาพเข้าร่วมพิธีตามลิงค์ที่แนบด้านล่าง https://drive.google.com/…/1C83JUXBFU583vIhnDhuGnf-G…

– 006

‘นฤมล’เผย’กนช.’เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ’น้ำท่วม-ภัยแล้ง’

'นฤมล'เผย'กนช.'เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ'น้ำท่วม-ภัยแล้ง'

‘นฤมล’เผย’กนช.’เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ’น้ำท่วม-ภัยแล้ง’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘นฤมล’เผย กนช. เห็นชอบร่างโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วน รับมือ น้ำท่วม-ภัยแล้ง เสริมความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ว่า  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นกรณีเร่งด่วน และเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 22,309 รายการ เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอความเห็น โดยทั้งหมดเป็นโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ภายในช่วง 1 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงระบบประปาและมีน้ำสะอาดใช้เพิ่มขึ้น 2.4117 ล้านครัวเรือน 

ในส่วนพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทานที่มีโอกาสเกิดภัยแล้ง 22.36 ล้านไร่ ยังจะได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตรที่มีแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ 2.3 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.08 ของพื้นที่ ส่วนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก 13.25 ล้านไร่ จะได้รับการแก้ไขและบรรเทาน้ำท่วม 0.36 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 4.74 ของพื้นที่ ประโยชน์จากโครงการฯ ยังสามารถลดการชะล้างพังทลายของดินได้ 0.18 ล้านไร่ เกิดการจ้างแรงงานกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ประมาณ 250,000 คนต่อเดือน ครัวเรือนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ 3.374 ล้านครัวเรือน และมีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 124,648.42 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบกำกับการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด

อีกทั้ง ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการขอขยายระยะเวลาดำเนินงาน และเพิ่มกรอบวงเงินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและรองรับการขยายตัว รวมถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ดำเนินการเดิม 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2568) เป็น 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2570) และขยายกรอบวงเงินงบประมาณจากเดิม 3,651.62 ล้านบาท เป็น 4,291.62 ล้านบาท พร้อมมอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว 

รวมถึง ที่ประชุมได้พิจารณาการขออนุญาตการใช้น้ำประเภทที่สามตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยเป็นคำขออนุญาตของกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คำขอ และกรมชลประทาน 1 คำขอ ซึ่ง สทนช. ได้พิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบแล้วว่ามีความครบถ้วนและสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานติดตามการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้ง ได้เห็นชอบในประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงแนวทางการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ จังหวัด และเห็นชอบผังน้ำเพิ่มเติม ได้แก่ ผังน้ำลุ่มน้ำสาละวินเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากสารหนู-สารตะกั่วที่ลงสู่แม่น้ำกก จากการทำเหมืองทองในพื้นที่เพื่อนบ้าน อันเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งอาจต้องอาศัยกลไกความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เข้ามามีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ได้มอบหมายกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรส่วนท้องถิ่น เร่งซ่อมแซมและปรับปรุงบ่อน้ำ ระบบประปาหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบให้พร้อมใช้งาน สามารถกักเก็บน้ำในฤดูฝนได้อย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนในปัจจุบัน และบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบในช่วงฤดูแล้งถัดไป เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.38 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมเกษตรและผลไม้ไทยภาคตะวันออกทั้งสด – แปรรูป จัดแสดงพร้อมจำหน่ายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ณ ตลาด อ.ต.ก. เพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง E-Commerce  กระจายผลผลิตคุณภาพในช่วงฤดูกาล ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและต้นไม้มีความสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ออกสู่ตลาดมากที่สุด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผลิตผลไม้คุณภาพได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นสนับสนุนการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาด และส่งเสริมช่องทาง E-commerce

อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ภาคตะวันออกซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลออกผลผลิตจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดีและรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานแสดงสินค้าพร้อมจำหน่ายสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค ภายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ระหว่างวันที่ 19 – 31 พฤษภาคม 2568 บริเวณตลาดสด อ.ต.ก.เขตจตุจักร กรุงเทพฯ  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรภาคตะวันออกโดยตรง อีกทั้งเตรียมขยายงานแสดงสินค้าสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป 

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายผลผลิตโดยตรง ลดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าสินค้าเกษตร การดำเนินงานของ อ.ต.ก. ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ตลาด การอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและผู้ซื้อ การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ผลผลิตของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“การร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ อ.ต.ก. ในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการนำผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรงมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านกิจกรรมต่างๆ และช่องทาง E-Commerce ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผลไม้กระจุกตัว ทั้งให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลไม้สดใหม่ คุณภาพดี ในราคาที่เป็นธรรม”นายปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

อ.ต.ก.เปิดตลาดเกษตรไทยในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่เวทีโลก

อ.ต.ก.เปิดตลาดเกษตรไทยในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่เวทีโลก

อ.ต.ก.เปิดตลาดเกษตรไทยในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่เวทีโลก

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.51 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวกิจกรรมภายใต้โครงการ “ส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูงสู่ตลาดโลก (Thailand Intertrade)” ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า IFEX Connect 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2568 ณ World Trade Center Metro Manila กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยนับเป็นครั้งแรกที่ อ.ต.ก. ขยายกิจกรรมเชิงรุกสู่ตลาดฟิลิปปินส์อย่างเป็นรูปธรรม

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทยไปยังตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน โดยฟิลิปปินส์ถือเป็นตลาดศักยภาพในภูมิภาคอาเซียนที่มีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการขยายสู่ตลาดภูมิภาคโดยรอบ

“การเปิดตัวในวันแรกได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อสินค้าเกษตรไทย ซึ่งในครั้งนี้ อ.ต.ก. ได้คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพสูงมาร่วมจัดแสดง อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง มะพร้าวอบกรอบ ทุเรียนและมังคุดแบบ Freeze Dried รวมถึงผลไม้แปรรูปแบบ Soft Dried อย่างสับปะรด ฝรั่ง ขนุน มะม่วง และกระเจี๊ยบแดง ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และในวันแรกสามารถเจรจาคู่ค้าได้ถึง 15 คู่ค้า ที่สนใจในสินค้าเกษตรของเรา” นายปณิธานกล่าว

นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรไทยแล้ว ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมควบคู่กับการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยในมิติใหม่ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมงาน การจัดงาน IFEX Connect 2025 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยสู่สากล ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยเสริมสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรไทย สู่การมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับงาน IFEX Connect 2025  นับเป็นหมุดหมายสำคัญของ อ.ต.ก. ในการสร้างเครือข่ายการค้าสินค้าเกษตรในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ซึ่ง อ.ต.ก. จะยังคงดำเนินภารกิจนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรไทยมีความแข็งแกร่งในตลาดโลก และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

-(016)

กรมวิชาการเกษตร เผย’นฤมล’สั่งระงับน้ำยางข้นนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว

กรมวิชาการเกษตร เผย'นฤมล'สั่งระงับน้ำยางข้นนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว

กรมวิชาการเกษตร เผย’นฤมล’สั่งระงับน้ำยางข้นนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

กรมวิชาการเกษตร เผย’นฤมล’สั่งระงับน้ำยางข้นนำเข้าจากต่างประเทศแล้วทันที ด้าน’สมาพันธ์สวนยาง’ชม ทำงานรวดเร็ว ขอบคุณที่ให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกร 1.7 ล้านคน

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2568 นายธรรมรัตน์ ทองมี ผู้อำนวยการกองการยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงกรณีที่สมาพันธ์สวนยางฯ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกเพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้นำเข้ายางธรรมชาติ น้ำยางข้นสูตรเฉพาะจากต่างประเทศว่า ศ.ดร นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเพื่อตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวจนได้ข้อสรุปว่า สถานการณ์ราคายางตกต่ำเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการการเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางอย่างต่อเนื่อง โดยการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ให้มีประสิทธิภาพ

“กระทรวงเกษตรฯได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอการนำเข้าน้ำยางข้นที่มีคุณภาพเทียบเท่าและเป็นไปตามมาตฐานยางที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางและลดผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีดำเนินการชี้แจงกับผู้ประกอบการให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว และจะมีหนังสือแจ้งเวียนถึงผู้ประกอบการอย่างเป็นทางการด้วย“นายธรรมรัตน์ กล่าว

ด้านดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ทางกลุ่มเกษตรกรสวนยางต้องขอบคุณ ศ.ดร นฤมล ที่ทำงานแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และได้ให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรไทย 1.7 ล้านคน