เฮียจัดให้ “นพ.ชลน่าน” ผู้นำยุคดิสรัปต์เพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490020

27 ต.ค. 2564 |16:00 น.

พรุ่งนี้เพื่อไทย “นพ.ชลน่าน” จะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ เฮียเพ้งส่งเข้าประกวด คนดูไบไฟเขียว หากไม่มีอะไรพลิกผัน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จับตาการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทย มีการชงชื่อ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน 5 สมัย เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลัง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะลาออกเนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขภาพ

ดาวสภามาแรง “นพ.ชลน่าน” ได้รับแรงสนับสนุนจาก  “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำคนสำคัญของพรรค ภาพลักษณ์นักสู้เพื่อประชาธิปไตย อุดมการณ์แจ่มชัด โดนใจเยาวชนคนรุ่นใหม่

ชั่วโมงนี้ “นพ.ชลน่าน” เปิดปากพร้อมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค หากเพื่อนสมาชิกเสนอชื่อในที่ประชุมใหญ่ เมื่อเฮ้งเพ้งหนุน ย่อมหมายถึงคนดูไบเปิดไฟเขียว

การประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 28 ต.ค.2564 มีรายงานข่าวว่าสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะแจ้งเรื่องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทำให้ต้องมีการเลือกกรรมการบริหารใหม่ทั้งหมด และหัวหน้าพรรคคนใหม่ มีชื่อ 


นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีความอาวุโส เคยเป็นรัฐมนตรี และมีบทบาทสำคัญในสภามาโดยตลอด

เช้าวันที่ 27 ต.ค.2564 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์รายการ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 ผู้ดำเนินรายการถามว่า พร้อมจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ หมอชลน่านยอมรับตรงๆว่า “ถ้าผมได้รับโอกาสอย่างนั้น ผมก็พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อพรรค เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าได้รับโอกาสนะครับ”

นพ.ชลน่าน ยังบอกว่า หากได้เป็นหัวหน้าพรรค สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ เติมเต็มเรื่องการมีส่วนร่วม เรื่องความเป็นเจ้าของพรรคจากประชาชน จากคนทุกชั้นทุกกลุ่ม และจะต้องมีจุดเชื่อมโยงประสานระหว่างภาพในอดีต คนในปัจจุบัน และคนในอนาคต


‘หมอเมืองน่าน’

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคู่แข่งของเพื่อไทยคือ พรรคก้าวไกล “นพ.ชลน่าน” จะถูกเลือกเป็นหัวหน้าพรรรค จึงตอบโจทย์เพื่อไทยวันพรุ่งนี้ หรือดิสรัปต์เพื่อไทย

ปี 2562 ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวที่บันทึกเหตุการณ์ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2554 เรื่อง “ชะตาธิปไตย” ออกนำมาฉายทางช่องยูทูบ ซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้สมัคร ส.ส. 3 คน ต่างเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะแพทยศาสตร์ มหิดล มาด้วยกัน ได้แก่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ,นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ และ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์

พวกเขาได้ชื่อว่าเป็น “หมอการเมือง” ที่มีวิถีแตกต่างกันไป และวันนี้ นพ.ชลน่าน กำลังจะก้าวขึ้นเป็นประมุขพรรคการเมืองใหญ่

“นพ.ชลน่าน” วัย 60 ปี เกิดที่ ต.ไหล่น่าน อ.เวียงสา จ.น่าน เมื่อเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเวียงสา อ.เวียงสา จ.น่าน และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อำเภอปัว จ.น่าน

เลือกตั้งปี 2544 นพ.ชลน่าน ตัดสินใจเล่นการเมือง ลงสมัคร ส.ส.น่าน ในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย ก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.น่าน และเป็น ส.ส.น่าน มา 5 สมัยแล้ว

ปี 2555 นพ.ชลน่าน ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และตลอดช่วงรัฐบาล คสช. นพ.ชลน่าน แสดงความคิดความเห็นทางการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ระบอบเผด็จการซ่อนรูปมาโดยตลอด

‘ลมใต้ปีก’

เบื้องหลังความสำเร็จด้านงานการเมืองในพื้นที่เมืองน่านของ “นพ.ชลน่าน” หนีไม่พ้นผู้หญิงเก่งอย่าง พญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ แอดมินเพจ “ไป๊น่าน ชลน่านfc ช่วยงานสามีแพร้บ”

พญ.นวลสกุล ภรรยาหมอชลน่าน และสะใภ้เมืองน่านพญ.นวลสกุล ภรรยาหมอชลน่าน และสะใภ้เมืองน่าน

พญ.นวลสกุล เป็นชาวสระบุรี จบคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ไปรับราชการที่บ้านเกิด เป็น ผอ.รพ.มวกเหล็ก และ ผอ.รพ.วังม่วง จ.สระบุรี ต่อมา ได้ผันตัวเองไปทำงานด้านสื่อ เป็นบรรณาธิการนิตยสาร fitness และพิธีกรรายการโทรทัศน์ฮอตไลน์คลายเครียด

แอดมินเพจไป๊น่าน ชลน่านfc ช่วยงานสามีแพร้บ ได้นำผลงานการทำรายการโทรทัศน์และการเขียนหนัง มาโพสต์ไว้ให้เอฟซีหมอชลน่านได้อ่าน พร้อมข้อความที่ว่า “ดีใจเกือบ 30 ปีผ่านไปจุดยืนระบบความคิดของชีวิตยังเดิมๆ เพิ่มเติมคือได้สามีที่ยึดมั่นอุดมการณ์ เป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตย #คนของประชาชน #ชลน่านศรีแก้ว”

ทุกครั้งที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง พญ.นวลสกุล จะคอยช่วยสามีวางแผนการตลาดการเมือง รณรงค์หาเสียงในพื้นที่ จ.น่าน ด้วยประสบการณ์การทำงานด้านสื่อมาหลายสิบปี จึงช่วยงานสามีได้เยอะ

พรุ่งนี้เพื่อไทย..พรุ่งนี้ของ พญ.นวลสกุล ไป๊น่านหรือสะใภ้น่าน อาจต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อ “นพ.ชลน่าน” ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เกมพลิก ยังไม่ “ปรับโครงสร้างพรรค” พลังประชารัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490012

27 ต.ค. 2564 |15:00 น.

ชะลอปรับโครงสร้าง “พรรคพลังประชารัฐ” เกมกรรมการบริหารลาออกส่อผิดกฏหมายพรรคการเมือง คุยกันใหม่ในที่ประชุมวันพรุ่งนี้

กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐมีอยู่ 26 คน ต้องมีคนลาออกอย่างน้อย 14 คน จึงจะเปิดช่องให้มีการเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ทั้งชุด หากกรรมการบริหารลาออกไม่ถึงครึ่ง หัวหน้าพรรคก็จะแต่งตั้งคนใหม่มาทำหน้าที่ได้  จนกว่าจะมีการเลือกตั้งคนมาแทนตำแหน่งที่ว่างใน 90 วัน  นี่เป็นเงื่อนไข สำคัญทำให้การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรควันพรุ่งนี้ ยังไม่มีวาระเรื่องการปรับโครงสร้างกรรมการบริหาร เพื่อทอดสะพานไปสู่การปรับโครงสร้างพรรค 
ก่อนหนังสือเชิญประชุมจะปรากฏออกมา มีข่าวว่าพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพยายามต่อสายเกลี้ยกล่อม ให้กรรมการบริหารที่มีชื่อยื่นหนังสือลาออกไว้เกือบสิบคน เปลี่ยนใจ และปรากฏว่ามีคนเปลี่ยนใจรับปากไว้กับพลเอกประวิตรเพียงคนเดียว ทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหว พยายามเลื่อยขาเก้าอี้ ร้อยเอกธรรมนัสมีเสียว   เมื่อกรรมการบริหารลาออกไม่ถึงเกณฑ์ที่เป็นเงื่อนไขให้ต้องเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ กรรมการบริหารพรรคลาออกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง  ถือเสมือนเป็นการลาออกส่วนบุคคล อำนาจการขับเคลื่อนพรรคต่อไป จึงกลับมาอยู่ในมือพลเอกประวิตรอีกครั้ง

เกมพลิก ยังไม่ "ปรับโครงสร้างพรรค" พลังประชารัฐเกมพลิก ยังไม่ “ปรับโครงสร้างพรรค” พลังประชารัฐ

การที่สื่อหลายสำนักลงข่าว ว่า พลเอกประยุทธ์ เรียกรัฐมนตรีที่เป็นกรรมการบริหารพรรคมาพบที่ทำเนียบ และบ้านพัก ขอให้มีการปรับ กรรมการบริหารใหม่ด้วยวิธีการลาออกเกินกว่ากึ่งหนึ่งเพื่อล้างบางกลุ่มธรรมนัส  หากเป็นจริง ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกฏหมายพรรคการเมืองมาตรา 29

เกมพลิก ยังไม่ "ปรับโครงสร้างพรรค" พลังประชารัฐเกมพลิก ยังไม่ “ปรับโครงสร้างพรรค” พลังประชารัฐ

และหากกรรมการบริหารมีการลาออกเกินกว่ากึ่งหนึ่งตามมา ถือว่าเป็นการกระทำความผิดสำเร็จตามมาตรา 28 นี่เป็นข้อสังเกต ของสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้มีคำถามตามมา ใช่หรือไม่ว่า ยังต้องทอดเวลา เพื่อให้พ้นข้อครหาออกไปอีกระยะ 
ความพยายามเดินเกมกดดันให้เร่งเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะจะมีการเปิดประชุมสภา มีกฏหมายของรัฐบาลรอการพิจารณาในเดือนพฤศจิกายนนี้ วิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคและเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคตั้งคำถามว่า ใช่เวลาที่เหมาะสมหรือไม่  
 

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการบริหารพรรคยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีการลาออกของคณะกรรมการบริหารพรรค แต่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเพราะรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐต้องเป็นเนื้อเดียวกัน เดินไปด้วยกัน หากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ไปทางเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี พรรคก็ทำงานยาก การประชุมวันที่ 28 ตุลาคมนี้ จะคุยกันอีกครั้งอย่างเป็นทางการว่า จะปรับแก้อย่างไร

เกมพลิก ยังไม่ "ปรับโครงสร้างพรรค" พลังประชารัฐเกมพลิก ยังไม่ “ปรับโครงสร้างพรรค” พลังประชารัฐ

ถามว่าร้อยเอกธรรมนัส มีปัญหาหรือไม่ คำตอบของชัยวุฒิคือมี ถ้าไม่มีจะพูดเรื่องปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคทำไม ถามว่า การปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค กระทบพลเอกประวิตร หรือไม่ คำตอบคือใช่  และเป็นเหตุผลให้การปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐครั้งใหญ่  ยังต้องชะลอออกไป ตราบที่พี่ใหญยังคงยืนจังก้า ณ มูลนิธิป่ารอยต่อ  

ท้าทายแบรนด์ “ทักษิณ” ทิ้งเกรียงซบค่ายบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489905

26 ต.ค. 2564 |20:00 น.

อดีต ส.ส.เสื้อแดงเมืองอุบลฯ จำใจทิ้ง “ทักษิณ” ซบภูมิใจไทย เบื้องลึกขัดแย้งชูวิทย์ กุ่ย สายตรงเกรียง กัลป์ตินันท์ แม่ทัพเพื่อไทยอีสานใต้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ภาคอีสานกระแส “ทักษิณ” ยังมาแรง แต่ สมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.เสื้อแดง จำใจทิ้งบ้านเก่ามาซบบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เพราะมีปัญหากับ ส.ส.รุ่นใหญ่คนหนึ่ง สายตรง เกรียง กัลป์ตินันท์

ยิ่งคนดูไบ “ทักษิณ” ตอกย้ำชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ ยิ่งทำให้ ส.ส.รุ่นใหญ่วางแผนดันลูกหลานลงสนามในเขตที่เพิ่มขึ้นมา เบียดขับอดีต ส.ส.ที่ไม่มีเส้นสาย ต้องบากหน้าไปหาที่อยู่ใหม่

นักเลือกตั้งที่มั่นใจในฐานเสียงตัวเอง ก็พร้อมจะทิ้ง “ทักษิณ” กรณีของสมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.อุบลราชธานี ก็สะท้อนภาวะผู้นำของ เกรียง กัลป์ตินันท์ แม่ทัพเพื่อไทยสายอีสานได้เป็นอย่างดี

วันที่ 26 ต.ค.2564 ที่พรรคภูมิใจไทย มีการเปิดตัว 2 สมาชิกใหม่คือ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ที่ถูกขับมาจากเพื่อไทย และสมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.อุบลฯ ที่ลาออกจากเพื่อไทย

ทั้งคู่รู้ดีว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า ต้องเจอคู่แข่งจากเพื่อไทย เจอกระแสดราม่า “ทิ้งทักษิณ” แต่ก็พร้อมสู้ ด้วยมั่นใจในฐานเสียงที่ซุ่มสร้างมายาวนาน

วันก่อนในคลิปหลุด ทักษิณ ชินวัตร บอกกับเกรียง กัลป์ตินันท์ ว่า สมัยหน้าแลนด์สไลด์ แน่นอน พวกที่ไปรับตังค์เขามา สอบตกหมด ย่อมปลุกให้คนเพื่อไทยฮึกห้าวเหิมหาญ

‘บทเรียนผู้เสียสละ’

เกรียง กัลป์ตินันท์ คงเชื่อแบรนด์ “ทักษิณ” จะทำให้เพื่อไทย กวาดที่นั่ง ส.ส.ในอุบลฯ ,อำนาจเจริญ และยโสธร ชนิดยกจังหวัด จึงไม่สนใจจะเหนี่ยวรั้งผู้แทนเสื้อแดงอย่างสมบัติ รัตโน ไว้ในทีมผู้สมัคร ส.ส.อุบลฯ

อนุทิน สวมเสื้อพรรคให้ สมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.อุบลฯอนุทิน สวมเสื้อพรรคให้ สมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.อุบลฯ

วันที่ 24 ต.ค.2564 สมบัติ รัตโน อดีต ส.ส.อุบลฯ ได้โพสต์เฟซบุ๊คแจ้งข่าวสำคัญ หลังการลาออกจากเพื่อไทย ใกล้จะครบ 3 ปี

“แม้จะมีอุปสรรคในเรื่องของกระแสทั่วไป แต่ผมมั่นใจว่าพี่น้องในพื้นที่ อำเภอม่วงฯ อำเภอเหล่าเสือโก๊ก อำเภอดอนมดแดง อำเภอตาลสุม ไม่ได้ไหลตามกระแสมากนัก ตลอดระยะ 30 ปีทางการเมือง ชื่อสมบัติ รัตโน ฝังลึกในหัวใจของพี่น้องมาตลอด และพี่น้องได้พึ่งพาอย่างสม่ำเสมอ ระยะเวลา ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ เลือกตั้งครั้งต่อไป”

นั่นคือความในใจของสมบัติ ที่บอกกับกองเชียร์ว่า ได้ตัดสินใจแล้ว จะเดินทางไปเข้าสังกัดพรรคใหม่ ซึ่งก็คือพรรคภูมิใจไทยนั่นเอง

สมบัติ รัตโน เป็น สจ.เขต อ.ดอนมดแดง มาหลายสมัย ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก ด้วยกระแสทักษิณ ก่อนจะย้ายมาอยู่พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย

ช่วงแดงทั้งแผ่นดิน สมบัติ ร่วมกับดีเจสาวฝั่งโขง แกนนำแดงอุบลฯ เคลื่อนไหวปลุกระดมคนเสื้อแดงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่เลือกตั้งปี 2554 สมบัติ พ่ายคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์

ต้นเดือน ก.ย.2564 สมบัติโพสต์เฟซบุ๊ค อธิบายถึงสาเหตุที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “..เขตมันซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่ ก็มีผู้ใหญ่และผู้สมัครอีกคนมาขอให้ผมเสียสละ ข้อหาคือสมบัติเป็นคนจน ด้วยความรักพรรคเพื่อไทยก็เสียสละช่วยพรรค”

หลังเลือกตั้งปี 2562 แกนนำพรรค จะแต่งตั้งสมบัติให้ไปทำงานร่วมกับ ส.ส.คนที่เขาต้องเสียสละให้ลงสนาม สมบัติตัดสินใจลาออกจากเพื่อไทยทันที

‘พรรคใหญ่ปัญหาเยอะ’

ปัญหาของพรรคในเครือข่าย “ทักษิณ” หนีไม่พ้นเรื่องความขัดแย้งกันเอง จึงทำให้เกิดพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และพรรคเส้นทางใหม่ของ จาตุรนต์ ฉายแสง

ระดับจังหวัดก็มีปัญหาคล้ายกัน อย่างเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จ.อุบลราชธานี ลดจาก 11 เขตเหลือ 10 เขต เบื้องต้น เกรียง กัลป์ตินันท์ วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ไว้ 10 เขต 10 คน มีชื่อสมบัติด้วย

บังเอิญเขต 7 ประกอบ อ.โขงเจียม, อ.ตาลสุม, อ.ดอนมดแดง, อ.เมืองอุบลราชธานี (บางตำบล) และ อ.ศรีเมืองใหม่ (บางตำบล) เป็นพื้นที่ทับซ้อนของชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ และสมบัติ รัตโน

เกรียงจึงขอร้องให้สมบัติเสียสละ เปิดทางให้ชูวิทย์ลงสนามเขต 7 โดยระหว่างหาเสียง สมบัติก็ช่วยแนะนำ ส.ส.กุ่ยกับชาวบ้านแถบ อ.ดอนมดแดง จนได้รับชัยชนะ

เลือกตั้งครั้งหน้า จ.อุบลฯ จะมี ส.ส.เพิ่มเป็น 12 เขต แต่ ส.ส.ขาใหญ่ก็เตรียมส่งลูกสาวลงสนาม จึงทำให้สมบัติ ต้องเลือกพรรคใหม่

พลพรรคคนรัก”ทักษิณ” ยามนี้..ทำอะไร สัญญาณเตือนถึงเส้นทางข้างหน้า ( 3 ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489886

26 ต.ค. 2564 |17:00 น.

บุคคลที่เข้าไปข้องแวะกับ”โทนี่ วู้ดซัม” หรือ “ทักษิณ” มักต้องประสพชะตากรรมบนถนนทางการเมืองไม่สวยนัก ยิ่งทำให้มองถึงหนทางข้างหน้า หากตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับ”โทนี่ วู้ดซัม” จะเป็นอย่างไรต่อไป …ติดตามได้ที่ เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

วีรกรรมของ”พลพรรคคนรักทักษิณ” ดำเนินมาถึงตอนสุดท้าย ในห้วงรัฐบาล”นายกฯโคลนนิ่ง” บุคคลเหล่านี้มีชะตากรรมเช่นใดบ้างหลังถวายชีวิตให้ “โทนี่ วู้ดซัม”  ทักษิณ ชินวัตร,  ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกฯน้องสาวของคนไกลดูไบ และวงศ์วาน

วันที่ 23 พ.ค.2554   ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับโอกาสและผลการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยวันที่ 3ก.ค.54   โดยหนึ่งคำถามที่ยิงตรงไปยังยิ่งลักษณ์ว่า “การโคลนนิ่งครั้งนี้จะรับทุกสิ่งที่ทักษิณเคยประสบหรือไม่”  ยิ่งลักษณ์สตั้นท์ไปชั่วขณะก่อนตั้งสติกลับมากล่าวว่า  “โคลนนิ่งคือการเข้าใจและรับหลักคิด การบริหารธุรกิจจากนายทักษิณ แต่การตัดสินใจนั้นจะตัดสินใจเอง”

ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวทักษิณ ชินวัตร  ต้องคดีทุจริตจำนำข้าวหลบหนีไปอยู่ต่างแดนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวทักษิณ ชินวัตร ต้องคดีทุจริตจำนำข้าวหลบหนีไปอยู่ต่างแดน

สิ่งที่ “ยิ่งลักษณ์” ระบุในวันนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางบางจังหวะหาแต้มซึ่งนารีขี่ม้าขาวหาเสียงไว้หลายพื้นที่ โดยหนึ่งนโยบายที่สตรีนางนี้ท่องจำและย้ำทุกเวทีว่า “จำนำข้าว 1.5 หมื่นบาท เอาไหมคะ?”

ตรงนี้คือปฐมบทมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งของสยามประเทศ โดยมี”หลากตัวละครอยู่ในบ่วงกรรมจำนำข้าว”….

อ้างอิง  รายงานฉบับสมบูรณ์กรณีการทุจริตการศึกษา:โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) 
 

ผลการศึกษาให้ข้อสรุปที่สำคัญ 6 ประการ

โดยขอให้น้ำหนักไปที่ประการแรกและประการที่สองของรายงานฉบับนี้ ซึ่งประการแรก ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูมีการรับจำนำข้าวเปลือก 54.35 ล้านตัน มีค่าใช้จ่ายรวม 9.85 แสนล้านบาท เป็นเงินซื้อข้าว 8.57 แสนล้านบาท เงินที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเงินนอกงบประมาณที่กู้จากสถาบันการเงินของรัฐ โดยรัฐบาลไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา 

เมื่อสิ้นเดือนเม.ย.57 โครงการมีการขาดทุนทางการคลังสูงถึง 5.39 แสนล้านบาท (หรือเกือบ 53% ของค่าใช้จ่าย) แต่ถ้าหากรัฐบาลต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี ระบายข้าวในสต๊อกจำนวน 17.8 ล้านตัน คาดว่าภาระขาดทุนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6.78 แสนล้านบาท และ 9.10 แสนล้านบาทตามลำดับ ตัวเลขขาดทุนจริงจะสูงกว่านี้มาก เพราะรายงานผลการตรวจสต๊อกข้าวเมื่อกลางตุลาคม 2557 พบว่ามีข้าวที่ผ่านมาตรฐานเพียง 2.36 ล้านตันแม้จะมีข้าวหายเพียง 1.2 แสนตัน แต่ข้าวในสต๊อกกว่าร้อยละ 85มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน การคำนวณเบื้องต้นพบว่าผลขาดทุนจะเพิ่มเป็น 6.6 แสนล้านบาท

ต้นตอของการขาดทุนจำนวนมหาศาลเกิดจาก การรับจำนำในราคาสูง แต่ขายข้าวในราคาต่ำเพื่อมิให้ผู้บริโภคซื้อข้าวราคาแพงและการทุจริตที่เกิดจากรัฐบาลขายข้าวให้บริษัทพรรคพวกในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมาก 

ประการที่สอง แม้ว่าชาวนาทั่วประเทศ (ทั้งผู้เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการ) จะได้รับผลประโยชน์ส่วนเกิน (producer  surplus)เป็นมูลค่สุทธิสูงถึง 5.6 แสนล้านบาทจากโครงการรับจำนำข้าวแต่ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกเป็นของชาวนารายกลางและรายใหญ่ ซึ่งอาศัยในเขตชลประทานของภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ข้อค้นพบสำคัญ คือ หากเรานับรวมผลประโยชน์และต้นทุนที่เกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในโครงการรับจำนำ

ปรากฏว่าต้นทุนสวัสดิการ (welfare cost หรือความเสียหายสุทธิต่อสังคม) สูงถึง 1.23 แสนล้านบาท ซึ่งหมายความว่าความสูญเสียต่อสังคมสูงกว่าประโยชน์ที่ตกแก่ชาวนาและผู้บริโภค ความสูญเสียนี้ยังไม่นับรวมความเสียหายอื่นๆ ที่วัดไม่ได้ เช่นชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทย การถลุงทรัพยากรจากพฤติกรรมแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ และการค้าข้าวแบบพรรคพวกที่ทำลายระบบการค้าแบบแข่งขัน เป็นต้น ดังนั้นวาทกรรมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่อ้างว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นประโยชน์ต่อชาวนา จึงเป็นเพียงความพยายามกลบเกลื่อนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสังคมแบบขาดความรับผิดชอบ


เพียงเท่านี้น่าวินิจฉัยได้แล้วว่า โครงการนี้ดี-สุจริต-เป็นธรรม-โปร่งใสหรือไม่ 


หากยังไม่แน่ใจ ลองวินิจฉัย สิ่งที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสะสางคดีค้างเก่าของ อคส. โดบระบุว่า “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ว่า อคส.ได้ดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี และนาปรัง ตั้งแต่ปีการผลิต 2554-57 กับเจ้าของคลังเก็บข้าว ที่ อคส. เช่าเพื่อฝากเก็บข้าวในสต๊อกของรัฐบาล , โรงสี , เจ้าหน้าที่ อคส.ที่เกี่ยวข้อง รวม 1,143 คดี อยู่ในชั้นศาลปกครองกลาง 1,136 คดี ศาลปกครองสูงสุด 4 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 494,198 ล้านบาท และ อคส. ถูกฟ้อง 155 คดี ทุนทรัพย์ 4,782 ล้านบาท “


กลับเข้าเรื่องดีกว่า ตัวละครที่วงเวียนใกล้ชิดคนไกลบ้านและวงศ์วานในคดีทุจริตครั้งนี้พบว่า  บุญทรง  เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลนายกฯหญิง ถูกศาลพิพากษาจำคุกหนักถึง 42 ปี และ 36 ปี ตามลำดับ โยงมาถึงคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าว ที่ “ยิ่งลักษณ์” เป็นจำเลย และหนีคำพิพากษา

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์  สวมกอด ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร น้องสาว  เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สวมกอด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว

คดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี ที่มีบุญทรง-นายภูมิ เป็นจำเลย( บุญทรงเป็นส.ส.เชียงใหม่และใกล้ชิด “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” พี่สาวของ ยิ่งลักษณ์  ส่วนนายภูมินั้นเคยเป็นส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังธรรมและใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตรในช่วงเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม) ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 ว่า  “นายบุญทรง-นายภูมิ” และพวก ร่วมทำยุทธศาสตร์การระบายข้าว เพื่อนำบริษัท กว่างตง จำกัด และบริษัท ห่ายหนาน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายของอดีตนายกฯทักษิณ มาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ไม่เปิดประมูลขายข้าวภายในประเทศ ทำให้ข้าวในท้องตลาดขาดแคลน ผู้ประกอบการค้าข้าวไม่สามารถหาซื้อข้าวในท้องตลาดได้ จำต้องไปหา ซื้อข้าวจากกลุ่มบริษัทและพนักงานของเครือข่ายทักษิณ จึงเป็น 2 นักการเมืองที่มีโทษจำคุกหนักที่สุด 42 ปี และ 36 ปี ตามลำดับ

บุญทรง เตริยาภิรมย์  อดีตรมว.พาณิชย์  ถูกคุมขังจากคดีทุจริตจำนำข้าว เป็นเวลา 42 ปี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ถูกคุมขังจากคดีทุจริตจำนำข้าว เป็นเวลา 42 ปี

วันที่ 25 ส.ค. 60 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 ระหว่าง อัยการสูงสุดกับ “ยิ่งลักษณ์” เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เมื่อถึงเวลาฟังคำพิพากษา อดีตนายกฯ หญิงไม่ปรากฏตัว โดยทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าได้รับแจ้งจากจำเลยว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ขอเลื่อนอ่านคำพิพากษา
 

ศาลพิเคราะห์แล้วเชื่อว่าจำเลยหลบหนี จึงได้ออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกันเต็มตามสัญญา ให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. 2560   หลายฝ่ายเชื่อว่า การไม่ปรากฏตัวของอดีตนายกฯ หญิงไม่ได้เกิดจากอาการป่วย แต่เป็นชะตากรรมที่ซ้ำรอยนาย ทักษิณ  ซึ่งต้องหลบหนีคดีออกนอกประเทศ


ต่อมา ศาลอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2560 มีคำพิพากษาจำคุก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา

25 ส.ค.60 นายกฯหญิงนัดหมายครม.และผู้เกี่ยวข้องไปศาล โดยเจ้าตัวย้ำกับจำเลยทุกคนว่า ไปศาลแน่นอน แต่สุดท้ายนารีขี่ม้าขาวปรากฏกาย ณ ต่างแดน แต่ผู้ร่วมละครบ่วงกรรมจำนำข้าวต้องเข้าซังเต….

“นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล-นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ” 

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล

คดีฮั้วประมูลจัดอีเวนท์ 240 ล้านบาท ในโครงการ“โครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020”นั้น  ต้นทางมาจากเดือน ม.ค.2556 คณะรัฐมนตรีได้มีมติยกร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ( “ร่าง พ.ร.บ สองล้านล้านบาท” )และเดือน ก.พ.2556 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งประเทศเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ. สองล้านล้านบาท และเห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการจัดนิทรรศการ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน โดยให้นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนครบถ้วน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินโครงกรจัดนิทรรศการไปแล้วทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ จ.หนองคาย จ.นครราชสีมา และ จ.พิษณุโลก

โครงการนี้มาจากการหาเสียง โดยท่อนหนึ่งที่หลายคนจำได้ขึ้นใจคือ “รถไฟฟ้ายี่สิบบาทตลอดสาย เอาไหมค่ะ?”

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 63  “นิวัติไชย เกษมมงคล” โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) แถลงข่าวชี้มูลความผิด “ยิ่งลักษณ์”  พร้อมพวกกรณีอนุมัติและดำเนินการจัดนิทรรศการ การสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ “โครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020” วงเงิน 240 ล้านบาท โดยมิชอบ เพราะเอื้อสื่อมวลชนสองรายให้จัดอีเว้นท์นี้

สุรนันท์  เวชชาชีวะ  อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรียุคที่ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เป็นนายกฯ สุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรียุคที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ

โดยป.ป.ช. เสียงข้างมาก (5:2เสียง) ชี้มูลความผิด “ยิ่งลักษณ์” , มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรีขณะนั้น  และมติเสียงข้างมาก( 6 : 1 เสียง) ชี้มูลความผิด”นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล”   รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ส่วนบริษัทสื่อมวลชน 2 แห่งและผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้น ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง ชี้มูลความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว ขณะที่กลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐนั้น     ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป (คดีนี้มีผู้ที่ถูกกล่าวหาคือนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน 17 ราย)


“เดอะปุ้ม”คือโฆษกพรรคทรท.ยุคแรก และเคยร่วมงานกับคนหน้าเหลี่ยมตั้งแต่พรรคพลังธรรม ส่วนนิวัฒน์ธำรงคือคนในเครือชินคอร์ปมานานนม

สุดท้ายก็ต้องไปสู้ความกันอีกหลายยกและลุ้นว่าจะรอดหรือร่วงกับการสังฆกรรมตามดำริของนายใหญ่และนายกฯหญิง

ส่วนภาวะในอนาคต  บุคคลแวดล้อม “โทนี่ วู้ดซัม” จะมีชะตากรรมอย่างไรกันบ้าง หากยังเล่นตามบทที่นายใหญ่ลิขิตนั้น…. รอติดตาม

ลุ้นซุ้มแตก “ธรรมนัส” ในเงื้อมมือประวิตร รอวันแตกหัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489866

26 ต.ค. 2564 |17:00 น.

สงครามเย็นภาค 2 “ธรรมนัส” รอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่บ้านป่ารอยต่อ ซุ้มเหนือยังนิ่ง ซุ้มจงอางอีสานขยับแปลกๆ ซุ้มโคราชรอเผ่น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เกมเขย่าเก้าอี้ “ธรรมนัส” ให้หลุดจากเก้าอี้เลขาธิการพรรคเริ่มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค แบ่งรับแบ่งสู้ ขอเวลาตัดสินใจปรับโครงสร้างพรรค

สงครามเย็นระหว่าง “ธรรมนัส” กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้พรรคแตกเป็นสองเสี่ยงสามเสี่ยง โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นกาวใจหลอมรวมทุกซุ้มไว้ให้เดินไปด้วยกัน

“ธรรมนัส” มีจอมเก๋า วิรัช รัตนเศรษฐ เป็นสหายร่วมรบ จึงเปิดหน้าชนกับซุ้มสามมิตร และซุ้มบ้านใหญ่เมืองชล ทั้งบนดินและใต้ดิน

ท่ามกลางกระแสข่าวเขี่ยธรรมนัสพ้นเลขาธิการพรรค พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ จึงออกมาแถลงว่า การปรับโครงสร้างพรรคเป็นเรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีการหารือร่วมกันอย่างถี่ถ้วน และจะมีการปรับโครงสร้างพรรคในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ขั้วในพลังประชารัฐ ต่างเล่นสงครามข่าวเกทับบลัพแหลกกันไปมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่ทิ้งตัวเอง และกองหนุนจาก วิรัช รัตนเศรษฐ จะสามารถต้านยันกับซุ้มอื่นๆได้

หลังมีข่าว พปชร.ทำโพลตัดเกรด ส.ส.จนป่วนไปทั้งพรรค วันที่ 23 ต.ค.2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เดินทางไปดูน้ำท่วม ที่นครราชสีมา โดยมีเจ้าภาพคือ วิรัช รัตนเศรษฐ พร้อม ส.ส.นครราชสีมา 6 คน สายบ้านรัตนเศรษฐ ที่มาเกือบครบ ขาดไปคนเดียวคือ เกษม ศุภรานนท์

วันที่ 24 ต.ค.2564 ร.อ.ธรรมนัส บินไปเกาะสมุย ร่วมสังสรรค์กับนักการเมืองท้องถิ่น โดยมี อารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ อยู่ในงานเลี้ยงด้วย ผู้กองคนดังวางแผนหาดาวเด่นดาวดังมาสมัคร ส.ส.ในสมัยหน้า

‘จับตาไผ่-เอกราช’

จุดแข็งของ “ธรรมนัส” คือ มีพันธมิตรนอกพรรคอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่นับรวม ส.ส.พรรคเล็ก ที่ดูแลกันมาแต่ตอนจัดตั้งรัฐบาล

สำหรับภายในพรรค ซุ้มธรรมนัส ที่เป็นสายตรงก็มี ส.ส.ภาคเหนือ และภาคอีสาน รวม 11 คน แยกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน และ ส.ส.เขต 8 คน

มือทำงานของธรรมนัส ก็มี บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1

โดยเฉพาะไผ่ ลิกค์ ที่ช่วงหลัง รับหน้าที่ประสาน ส.ส.ในพรรค เพื่อไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ ซึ่ง ส.ส.ไผ่ ก็ทำได้ดี

ทุกครั้งที่ ส.ส.ไผ่ ให้สัมภาษณ์สื่อ ก็ยืนยันว่า พรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน ต่างจากท่าทีของธรรมนัส ที่ไม่ยอมปริปากพูดเรื่องนี้เลย

ส่วนทางอีสาน นำโดย “จงอางอีสาน” เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,วัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 ,สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 และ “เซี้ย สินอุดม” ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ เขต 2

ระยะหลัง การเคลื่อนไหวของเอกราช ช่างเหลา ในพื้นที่ มีสัญญาณแปลกๆ ออกอาการไม่เต็มร้อยกับพรรคพลังประชารัฐ

‘ขาใหญ่วิรัช’

ดังที่รู้กัน ชะตากรรมของ “ธรรมนัส” อยู่ในมือของ พล.อ.ประวิตร หากประมุขบ้านป่ารอยต่อ สะกิดวิรัช รัตนเศรษฐ ให้ปรับโครงสร้างพรรค ก็จบเกม แต่ดูเหมือนวิรัช ยังยืนเคียงข้างผู้กองเมืองพะเยา

ช่วงหลังการตั้งรัฐบาล วิรัช รัตนเศรษฐ พยายามสร้างซุ้มตัวเอง โดยจับมือกับสันติ พร้อมพัฒน์ และสุชาติ ชมกลิ่น ตอนหลัง วิรัชปีนเกลียวกับสุชาติ จึงหันไปหา ร.อ.ธรรมนัส จนเกิดกลุ่ม 4 ช.ขึ้นมา

ใครก็รู้ วิรัช พาลูกเมียออกจากพรรคเพื่อไทย เพราะคดีสนามฟุตซอล ด้วยความเก๋าในสนามเลือกตั้ง จึงพาครอบครัวเข้าสภาฯ ได้ถึง 4 คน

ล่าสุด ท่าทีของวิรัช ยังนิ่ง และรอสัญญาณสุดท้ายจาก พล.อ.ประวิตร คนเดียว จึงให้สัมภาษณ์สื่ออย่างระมัดระวัง

นักเลือกตั้งอย่างวิรัช เล่นการเมืองมา 30 กว่าปี ย้ายมา 5-6 พรรคแล้ว หากวันข้างหน้า สถานการณ์เปลี่ยน เขาก็เปลี่ยนสีเสื้อได้เช่นกัน

เขย่า “ธรรมนัส” ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489849

26 ต.ค. 2564 |15:00 น.

“ธรรมนัส” หนังเหนียว เขย่าโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ เตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ ยังไม่ถึงเวลาต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า

เขย่า "ธรรมนัส" ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐเขย่า “ธรรมนัส” ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พรรคพลังประชารัฐ ใช้เกมลาออกของกรรมการบริหารพรรคเกินครึ่ง เพื่อล้างไพ่ ปรับโครงสร้างพรรค เรื่องนี้ คล้ายดั่งหนังม้วนเก่า ที่พลังประชารัฐใช้เขย่า สี่กุมาร  จนพ้นกระดานการเมือง เกมระลอกนั้น ได้ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ  เป็นหัวหน้าพรรค มีเลขาธิการชื่อร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า  เมื่อพลเอกประยุทธ เรียกรัฐมนตรี ที่มี่ชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรค 7 คน เข้าพบหลังประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้  เกมเขย่าก็ก่อรูปขึ้นอีกระลอก

ข้อบังคับพลังประชารัฐ ข้อที่ 15 ที่ระบุว่ากรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (3) กรรมการบริหารพรรคการเมืองว่างลงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด ซึ่งเทคนิคการให้กรรมการบริหารที่มีอยู่ 26 คน ในขณะนี้ลาออกอย่างน้อย 14 คน ถูกนำมาใช้ในขณะนี้ เพื่อให้มีการประชุมใหญ่ภายใน 45 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ทั้งชุด ข่าวการดีลเพื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออกเกินครึ่ง เพื่อเอาเลขาธิการและตำแหน่งอื่นๆ ที่เป็นเสี้ยนในใจของคนมีอำนาจบางคนออกจึงอึกทึก
 เขย่า "ธรรมนัส" ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐเขย่า “ธรรมนัส” ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐ


สุชาติ ชมกลิ่น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคได้ เพราะมีแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง เปรียบเสมือนการเดินลงภูเขา จึงต้องเตรียมการตลอดเวลา  และเชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนจะช่วยให้พรรคดีและมีจุดสมดุลย์มากขึ้น 
 

เขย่า "ธรรมนัส" ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐเขย่า “ธรรมนัส” ยังไม่ถึงเวลาปรับโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐ

บทบาทของร้อยเอกธรรมนัส หลังถูกปลดพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยังมากด้วยบารมีในฐานะเลขาธิการพรรค  มีบทบาทจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เดินเกมต่อเนื่องด้วยการสำรวจคะแนนนิยม ส.ส.ปักษ์ใต้ ว่ากันว่ากลายเป็นอาวุธร้ายทำลายตัวเอง  เพียงแต่คราวนี้ รูปการไม่ได้เหมือนกับเกมคราวนั้น ที่ทุกฝ่ายพร้อมใจกันขับสี่กุมาร 
เมื่อมองเข้าไปในโครงสร้างพลังประชารัฐ กรรมการบริหารที่ถูกจัดวาง ในโครงสร้างของการคานอำนาจของสองขั้ว  ชนิดประกบกันตัวต่อตัวไม่ง่ายเหมือนการขับไล่สี่กุมาร เพราะหากกรรมการบริหารลาออกไม่ถึงครึ่ง หัวหน้าพรรคก็จะแต่งตั้งคนใหม่มาทำหน้าที่ได้  จนกว่าจะมีการเลือกตั้งคนมาแทนตำแหน่งที่ว่างใน 90 วัน  เกมเขย่าพลเอก ประยุทธ์ ที่กะเอาให้ถึงตายในการอภิปรายที่ผ่านมา  ร้อยเอกธรรมนัส ยังรอดอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคมาได้  นับประสาอะไรกับการเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่พี่ใหญ่ บอกเอาไว้ว่า ยังไม่ถึงวาระที่จะมาพูดกันเรื่องนี้ 

บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล ” ธรรมนัส” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489784

เมฆาในวายุ

26 ต.ค. 2564 |10:00 น.

เหตุจากการปูดข่าวทำโพลสำรวจความนิยมส.ส.พลังประชารัฐ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ บานปลายเปิดทำเนียบฯถกเครียด ผู้ตกเป็นเป้ามากสุด หนีไม่พ้น กลุ่มของ “ธรรมนัส” ถึงตรงนี้ต้องกำหนดทิศทางกันใหม่ รับการล้างไพ่พลังประชารัฐ /เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

งานงอกเข้าให้แล้ว ภายหลังผลโพลล์สำรวจคะแนนนิยม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยเฉพาะ 14 ส.ส.ปักษ์ใต้หลุดออกมาไม่กี่วันก่อนว่า “สี่ผู้แทนฯภาคใต้เท่านั้นที่สอบผ่าน ที่เหลือสอบตก…” สร้างแรงสั่นสะเทือนช่วงปลายฝนต้นหนาวในขั้ว พปชร. เกิดขึ้นอีกคราว ท่ามกลางภาวะน้ำท่วมหลายพื้นที่

“…ยังไม่รู้เลยว่าใครทำ เพราะไม่ได้สั่ง ยังไม่ได้เลือกตั้งจะไปทำโพลทำไม คนไหนทำให้ไปถามคนนั้น …”  

“พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา  ถึงกรณีกระแสข่าว การทำโพลสำรวจความนิยมส.ส.ทุกเขตทั่วประเทศ

พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ทว่า คำตอบของ”ลุงป้อม” นั้น ต้องการสื่อความหมายเพื่อสยบปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่สมควร 

ถามว่า หากลุงป้อมไม่ได้สั่ง…. แล้วบุคคลใดที่หาญกล้าจัดการงานนอกสั่ง

กรณีการจัดทำโพลล์ ต้องยอมรับว่า มีการทำกันทุกพรรคอยู่แล้วตามห้วงเวลา  แต่ไม่ควรหลุดออกมาให้คนวงนอกรับรู้ เนื่องจากมีผลหลายประการทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหมากของ พปชร.ที่ยามนี้ต้องระวังหลายชั้นเพราะแรงบีบจากพรรคร่วมรับบาลจากพรรคตรงข้ามรัฐบาลเริ่มกระชับวงล้อมในหนึ่งปีเศษของอายุรัฐบาลชุดนี้

กระนั้น ความจริงของโพลล์นี้ถูกเฉลยในช่วงวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร  รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า   

” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พูดแล้วว่าการทำโพลล์เป็นความต้องการของ พล.อ.ประวิตร และทุกพรรคก็มีการทำโพลล์เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไร อย่าเพิ่งไปตีโพยตีพายกันเลย ส่วนข้อข้องใจที่ว่ามอบหมายใคร หรือหน่วยงานใด เป็นคนทำโพลล์ และมีความเชื่อถือได้หรือไม่นั้น ให้รอดูผลที่ออกมาก่อนดีกว่า ถ้าไม่ใช่ค่อยออกมาพูดกัน และยืนยันว่า การทำโพลล์ของพรรคไม่ใช่เพื่อตัดเกรด ส.ส. แต่เพื่อจะดูว่ามีอะไรดีหรือไม่ดี หรือควรต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง ทั้งนี้เรื่องทำโพลล์คุยกันมานานแล้ว จึงไม่กังวลว่าจะถูกโยงทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรค”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

มือขวาของร.อ.ธรรมนัส ออกมาแอ่นอกรับแทนเจ้านายแบบนี้ และพาดพิงว่า “การจัดการงานครั้งนี้มิได้นอกสั่ง แต่ดำเนินการตามความต้องการของลุงป้อม”

แบบนี้คือการบอกปัดไม่รับความผิด และโยนบาปเคราะห์ไปให้ลุงป้อมหรือไม่…

วิญญูชนพินิจกันเอาเอง….ว่าจะทำงานร่วมกัน ได้อีกหรือ?

แต่ตอนนี้ส.ส.กลุ่ม”ผู้กองธรรมนัส”  น่าจะกังวลกันแล้วเพราะแรงกระเพื่อมนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆและเกิดขึ้นตรงตามกระแสข่าวเมื่อเกือบสองเดือนหลังศึกซักฟอกและปลดรมต.สองชีวิตเสร็จสิ้นว่าการชำระความ“กบฏภายในรัฐบาล”จะบังเกิดขึ้น..รอเพียงวันเวลาเท่านั้น

เหลียวหลังไปมองปรากฏการณ์ในวันวาน  จะพบลายแทง“บันไดสองขั้น”เกี่ยวกับวันเวลาการเช็คบิลจะพบว่า

บันไดขั้นแรก  คือ 8 ก.ย. 64 ราชกิจจานุเบกษาประกาศว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ใช้มาตรา171 แห่งรัฐธรรมนูญ  โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน “พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี”

แต่สังคมรับรู้กันในช่วงบ่ายวันที่10 ก.ย. และในห้วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น “ร.อ.ธรรมนัส” เเถลงที่รัฐสภาว่า ลาออกจากรมต.เอง โดยระบุไม่สามารถทำงานกับ”พล.อ.ประยุทธ์”ได้ พร้อมไปตั้งพรรคใหม่(อีสานล้านนา)เเละพร้อมรับการตัดสินใจจากพรรคพลังประชารัฐ

เหตุที่”ลุงตู่”เช็กบิล “ร.อ.ธรรมนัส-ดร.บิ๊กอายส์”นั้น เป็นเพราะ”ความหาญกล้าเลื่อยขาเก้าอี้นายกฯ “ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจและลงมติครั้งล่าสุด  เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า”ร.อ.ธรรมนัส” ไปร่วมก่อการกับอดีตพล.ต.อ.นอกราชการรายหนึ่งและพล.ต.ท.บางคนในข้อหาแตะมือฝ่ายค้านในการเคลื่อนไหวจะเปลี่ยนตัวประมุขฝ่ายบริหาร..ต่อมา”ร.อ.ธรรมนัส”ได้กราบขออภัย 3 ป.แล้วและยังลุ้นได้ไปต่อบนเรือเหล็ก(การดำเนินการดังกล่าวเกิดก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศออกมา)”

บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล " ธรรมนัส"บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล ” ธรรมนัส”
 

บันไดขั้นต่อมา คือหลังประชุมครม. 25 ต.ค.64  เสร็จสิ้น “สร.1” เรียกรัฐมนตรีสังกัด พปชร. 6 คนเข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า( นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง และนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี )โดยเสนาบดีเหล่านี้ไม่มีใครหลุดปากหลังพบ”ลุงตู่”ว่าหารือกันเรื่องอะไร…

แต่สายข่าวระแวกคลองผดุงกรุงเกษม-คลองเปรมประชากร เจาะข้อมูลมาให้สื่อหลากแขนงรายงานตรงกันว่า  ” ในที่ประชุมได้มีการพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรค ทั้งกรณี ร.อ.ธรรมนัสรวมถึงการทำโพลล์ภายในที่ทำให้ ส.ส.หลายคนอึดอัดและไม่พอใจ และเห็นว่าหากปล่อยให้มีกรณีแบบนี้ต่อไปอาจทำให้มีปัญหามากขึ้น”

“ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเพื่อยุติปัญหาดังกล่าว จะให้มีการปรับโครงสร้างพรรค พปชร.อีกครั้ง โดยใช้วิธีให้คณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยู่ 26 คนลาออกเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้มีการจัดประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยมีรายงานว่าจะดำเนินการยื่นหนังสือลาออกเร็วๆนี้”

จับปรากฎการณ์ความเคลื่อนไหวในวันเดียวกัน ภายหลังการหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า พอช่วงเย็นรัฐมนตรีทั้ง 6 คนได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร  และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ เพื่อหารือเรื่องการปรับโครงสร้างพรรค พปชร.กันต่อ โดยมีการหยิบยกเรื่องจำนวนกรรมการบริหารพรรคที่อาจมีปัญหาลาออกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ระบุว่า เรื่องเสียงไม่มีปัญหา เดี๋ยวจะเป็นคนไปจัดการเอง โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปในวันที่ 26 ตุลาคมจะเริ่มดำเนินการเรื่องดังกล่าว และจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพรรค พปชร.”


อย่างไรก็ดี เมื่อดูอาการคนที่กำลังโดน“เขี่ย”ให้พ้นทาง  พบว่า ในวันนี้ (26 ต.ค.64 )  แกนนำพรรคในสาย “ร.อ.ธรรมนัส”  มีการนัดหารือกันอย่างไม่เป็นทางการที่รัฐสภา คาดว่าเป็นการพูดคุยถึงเรื่องบทบาทการขับเคลื่อนพรรคจะเป็นอย่างไรต่อไป

นอกจากนั้นยังมี ส.ส.พปชร.อีกส่วนหนึ่งนัดพูดคุยปรึกษาถึงทิศทางต่อไปของพรรคเช่นเดียวกันที่รัฐสภา หลังจากบรรยากาศภายในพรรคอยู่ในช่วงที่เกิดความไม่ชัดเจนหลายอย่าง ว่าจะเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร”


วันเดียวกันนี้  เวลา 16.00 น.ยังมีการนัดประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ซึ่งเป็นกำหนดการเดิมที่นัดกันไว้ก่อนหน้านี้

จริงเท็จยังไม่รู้..แต่ที่แน่ๆ “ร.อ.ธรรมนัส”  มีแวว”หลุดเก้าอี้พ่อบ้าน พปชร.”สูงยิ่ง หากพิจารณาการขยับของ 3ป.แบบสายฟ้าแลบ

โดย 26 ชีวิตที่เป็นกรรมการบริหารพรรคนั้น  มีกี่คนที่เป็นคนในสังกัด”ร.อ.ธรรมนัส”  และคนเหล่านี้จะเลือกจงรักภักดีกับพรรคต้นสังกัดหรือเจ้านายสายตรง?   เดี๋ยวก็รู้…

จับยามสามตา ณ ตอนนี้ แปลว่า “ร.อ.ธรรมนัส ” นั่งเก้าอี้พ่อบ้านพรรคได้ 4 เดือนเศษ ทำหน้าที่เสนาบดีบนรัฐนาวาลุงตู่ ได้หนึ่งปีกว่าๆ   และเย็นวันนี้คงรู้แน่ชัดว่าบันไดขั้นที่สองในการ  เช็คบิล ของ 3ป.จะปรากฏหรือไม่ และเส้นทางการเมืองของผู้กองตุ๋ย+คณะจากนี้จะเป็นอย่างไร

…รอลุ้น….

……………………….

บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล " ธรรมนัส"บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล ” ธรรมนัส”

ตรวจรายชื่อกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

18 มิถุนายน 2564  ผลการประชุมใหญ่สามัญพรรคพลังประชารัฐ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.ขอนแก่น แจ้งมติที่ประชุมผลการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดย


1.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค
2.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการพรรค 
3.นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นเหรัญญิกพรรค
4.นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค

กรรมการบริหารพรรค จำนวน 22 คน คือ


1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ (และรองหัวหน้าพรรค)
2.นายวิรัช รัตนเศรษฐ(และรองหัวหน้าพรรค)
3.นายไพบูลย์ นิติตะวัน(และรองหัวหน้าพรรค)
4.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ(และและรองหัวหน้าพรรค)
5.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
6.นายอนุชา นาคาศัย
7.นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์
8.นายสุพล ฟองงาม
9.นายนิโรธ สุนทรเลขา
10.นายไผ่ ลิกค์
11.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
12.นางประภาพร อัศวเหม
13.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
14.นายอิทธิพล คุณปลื้ม
15.นายสุชาติ ชมกลิ่น
16.นายยงยุทธ สุวรรณบุตร
17.นายสุชาติ อุสาหะ
18.นายรงค์ บุญสวยขวัญ
19.นายจักรพันธ์ พรนิมิตร
20.นายสุรสิทธิ์ นิธิวรลักษณ์
21.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร
22.นายสมเกียรติ วอนเพียร

วันนั้นยังมีการเคาะรายชื่อคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง 11 คน ได้แก่

บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล " ธรรมนัส"บันไดขั้นที่สองล้างไพ่พลังประชารัฐ เปิดการ์ด เช็คบิล ” ธรรมนัส”

1.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

2.นายยงยุทธ สุวรรณบุตร

3.นายจักรพันธ์ พรนิมิตร

4.นายรงค์ บุญสวยขวัญ

และ ผู้ที่มาจากสมาชิกพรรค 7 คน

ได้แก่ 1.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว

2.นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา

3.นายจีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา

4.นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.

5.นายสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น

6.พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ส.ส.กาญจนบุรี

7.วันชัย ปริญญาศิริ ส.ส.สงขลา

ไร้หัวตัวจริง “พงษ์ศักดิ์” ไม่แคร์รุ่นน้อง สามสหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489730

25 ต.ค. 2564 |20:00 น.

อลหม่านเพื่อไทย “พงษ์ศักดิ์” แม่ทัพคุม ส.ส. มีระยะห่างกับแกนนำกลุ่มแคร์ เกิดรอยร้าวนักรบห้องแอร์กับนักรบแนวหน้า พรรคใหญ่เรื่องเยอะ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มังกรปากน้ำโพ “พงษ์ศักดิ์” เปิดบ้านพัก ภายในหมู่บ้านเกศินีวิลล์ เหม่งจ๋าย เลี้ยงฉลองวันเกิดให้ขุนศึกอีสานใต้ เกรียง กัลป์ตินันท์ ย่อมเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

เฮียเพ้งหรือ “พงษ์ศักดิ์” กลับมาทำงานให้บ้านจันทร์ส่องหล้าอีกครั้ง โดยเริ่มต้นที่กลุ่มแคร์ ก่อนจะขยับเข้ามาทำงานในพรรคเพื่อไทย และมีบทบาทสำคัญเป็นแม่ทัพอีสาน

วันนี้ “พงษ์ศักดิ์” กับกลุ่มแคร์ มีช่องว่างทางใจบ้าง เนื่องจากเฮียเพ้งมีความใกล้ชิด ส.ส.มากขึ้น และเห็นวิธีคิดที่ต่างกัน ระหว่างนักรบในห้องแอร์กับ ส.ส.จอมเก๋า

ด้วยความเป็นพรรคใหญ่ มีผู้อาวุโสเยอะ ผู้รู้ก็มาก จึงทำให้พรรคเพื่อไทย วนกลับมาสู่ความขัดแย้งเดิมๆ ยิ่งมีข่าวการเลือกตั้งครั้งหน้าใช้กติกาแบบปี 2540 และพรรคได้รับชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ ยิ่งเห็นภาพแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น

ทุกกลุ่มก้อนในพรรค เกิดเหตุใดก็ต่อสายตรงไปฟ้องคนดูไบ เนื่องจากแกนนำพรรคและกลุ่มแคร์ ต่างก็อาวุโสเท่ากัน เลยไม่มีใครฟังใคร

คลิปเกรียง กัลป์ตินันท์ โยนชื่อคุณหญิงพจมาน กลางวงสังสรรค์ที่บ้านเฮียเพ้ง ไม่ใช่นึกสนุก อยากหยอกล้อนายใหญ่แน่ๆ แต่มันสะท้อนภาพไร้คนมากบารมีมาดูแลพรรค จึงต้องเอ่ยชื่อตัวจริงเสียงจริงให้นายใหญ่ได้ฟัง

พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ทำงานกับทักษิณมาแต่ก่อร่างสร้างพรรคไทยรักไทย บางช่วงเวลาก็เล่นบทปิดทองหลังพระ และเมื่อสถานการณ์สุกงอม ก็พร้อมนำทัพเข้าสู่สมรภูมิ

‘นักรบห้องแอร์’

ตอนตั้งกลุ่มแคร์ “พงษ์ศักดิ์” ไม่ได้เปิดตัวเป็นแกนนำผู้ก่อตั้ง แต่ส่งลูกชาย พริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล เข้าไปแทนในฐานะคนรุ่นใหม่

เป็นที่ทราบกันดี แกนนำตัวจริงของกลุ่มแคร์ ก็มี พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ,นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และภูมิธรรม เวชยชัย

กระทั่งมีปรากฏการณ์ม็อบเยาวชน ,ม็อบราษฎร และม็อบรีเด็ม เมื่อมีแอพคลับเฮาส์ กลุ่มแคร์จึงปรับขบวนใหม่ ปั้นแบรนด์ Tony Woodsome เพื่อแย่งชิงตลาดคนรุ่นใหม่

ทักษิณหรือโทนี่ มาขายความคิดความฝันผ่านคลับเฮาส์จนติดตลาด ทักษิณจึงมั่นใจว่า ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์จะเกิดขึ้น

ช่วงหลัง กลุ่มแคร์เหลือ “อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” เพราะเฮียเพ้งเข้าไปทำงานในพรรค ร่วมจัดทัพจัดแถว ส.ส.กันใหม่

“เฮียไม่แคร์”

“พงษ์ศักดิ์” ในวัย 70 ปี เคยประกาศจะวางมือทางการเมือง หลังภารกิจเพื่อคนดูไบจบสิ้นไปพร้อมกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ แต่เมื่อคนดูไบเรียกร้องต้องการ จึงกลับมาที่พรรคเพื่อไทยอีกครั้ง

ยกแรกของการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ดันคนสนิทประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

หลังจากนั้น เฮียเพ้งแม่ทัพใหญ่ จัดกระบวนทัพทุกภาค และดึง พวงเพ็ชร ชุนละเอียด มาช่วยประสานงานในพื้นที่ เพราะนักการเมืองหญิงคนนี้ สไตล์ใจถึงพึ่งได้ และมากด้วยคอนเน็กชั่น

ช่วงนี้ ส.ส.เพื่อไทยเหมือนกระดี่ได้น้ำ โพลสำนักไหนก็ให้พรรคนายใหญ่มาอันดับ 1 ขณะเดียวกันกลุ่มแคร์ ก็เริ่มเข้ามาชี้ทิศนำทางพรรคมากขึ้น

ตรงนี้แหละที่เกิดช่องว่างระหว่าง “อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” กับกลุ่ม ส.ส.ผู้อาวุโส เพราะต่างมีพรรษาใกล้เคียงกัน ทักษิณก็อยู่ไกล คุณหญิงพจมานก็เข้าถึงยาก อาการงัดข้อกันเล็กๆน้อยๆ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

แม้ “พงษ์ศักดิ์” จะคุ้นเคยกับ “อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” แต่วันนี้ เฮียเพ้งมาเป็นแม่ทัพเลือกตั้ง ย่อมรู้จิตรู้ใจ ส.ส.มากกว่านักรบในห้องแอร์

คนที่เคยอยู่ในพรรคของนายใหญ่ ย่อมไม่แปลกใจ หากจะเกิดความขัดแย้งชิงดีชิงเด่นกันเอง ไม่งั้นคนอย่างเกรียง กัลป์ตินันท์ ไม่ลุกขึ้นมาเสนอชื่อคุณหญิงพจมาน เป็นหัวหน้าพรรค

ด้วยประสบการณ์การเมืองยาวนาน “พงษ์ศักดิ์” จึงมีบางอย่างที่เห็นไม่ตรงกับ “อ้วน มิ้ง เลี้ยบ” แต่เฮียเพ้งก็ไม่แคร์หรอก เพราะคนดูไบยังให้ความไว้วางใจ

แม่ทัพใหม่ “ธรรมนัส” เทคโอเวอร์ ส.ส.ด้ามขวานไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489718

25 ต.ค. 2564 |18:00 น.

พปชร.สายสะตอยังอึมครึม “ธรรมนัส” ล่องใต้ เปิดตลาดปั้น ส.ส.หน้าใหม่ เทคโอเวอร์กลุ่มด้ามขวานไทย ประวิตรย้ำไม่มีโพลลับ ให้โอกาสเจ้าของพื้นที่เดิม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ดราม่าพลังประชารัฐว่าด้วยเรื่องโพล ส.ส. ยังไม่จบ “ธรรมนัส” ตกเป็นเป้าของ ส.ส.หลายซุ้ม ที่มองว่า การทำโพลเหมือนปฏิบัติการตีเมืองขึ้น

แม้คนใกล้ชิด “ธรรมนัส” จะออกมายืนยันว่า ข่าวทำโพลประเมิน ส.ส.ใต้ ไม่เป็นความจริง แต่ความหวาดระแวงภายในกลุ่ม ส.ส.ยังดำรงอยู่

บังเอิญว่า ห้วงเวลานี้ “ธรรมนัส” กำลังเดินสายใต้แบบเงียบๆ และมีเป้าหมายหลักอยู่ที่นราธิวาส เพื่อจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ปลายด้ามขวาน

วันที่ 25 ต.ค.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อว่า พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้ทำโพลประเมิน ส.ส. ในพรรค เพราะตนยังไม่ได้สั่งให้ทำ

นักข่าวถามนำว่ากระแสข่าวดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นคนสั่งทำ พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ไม่ทำ ทำไม่ได้ ตนไม่ได้สั่ง ใครจะทำตอนท้ายบิ๊กป้อมพูดว่า พรรคให้ความสำคัญกับส.ส.เก่าเป็นอันดับแรก

ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร คนใกล้ชิด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เปิดใจผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ว่า เรื่องทำโพลตัดเกรด ส.ส. ไม่มีแน่นอน และร.อ.ธรรมนัสไม่ได้สั่งให้ทำ

จะอย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เข้ามาดูแลภาคใต้ทั้งหมดแทนคณะทำงานชุดเดิม และมีแผนจะพา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงมาตรวจราชการที่สงขลาในเร็วๆนี้

สรุปว่า กลุ่มด้ามขวานไทย ที่ก่อตั้งโดย พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล และมิตรสหาย ก็ถือว่าปิดฉากลงแล้ว นับจากนี้ แม่ทัพใต้คนใหม่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเข้ามาดูแล 14 จังหวัดทั้งตอนบนและตอนล่าง

‘ล่องใต้ตอนบน’

หลังกลับจากนครราชสีมา ก็มีคนเห็น “ธรรมนัส” ไปโผล่ที่สุราษฏร์ธานี เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้คนที่สนใจการเมือง แถมในวงสนทนายังมี อารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ ปรากฏตัวอยู่ข้างผู้กองคนดัง

จริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่แปลกอะไร เนื่องจากช่วงปี 2552-2553 ร.อ.ธรรมนัส จะคุ้นเคยกับอารี ไกรนรา ที่มีตำแหน่งหัวหน้าการ์ด นปช. สมัยนั้น และถือเป็นสหายร่วมรบกันมา เช่นเดียวกับจตุพร พรหมพันธุ์

พักหลัง อารี ไกรนรา แยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว ไม่ได้ยุ่งอะไรกับจตุพร และในพรรคเพื่อชาติ อารีก็ถอยห่างจากยงยุทธ ติยะไพรัช เช่นกัน

สำหรับเมืองหอยใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส ก็รู้จักมักคุ้นกันดีกับ “กำนันศักดิ์” พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ที่สร้างปรากฏการณ์คว่ำเต็งหนึ่งค่าย ปชป.มาแล้ว

พงษ์ศักดิ์ อดีตกำนัน ต.ทุ่งกง อ.กาญจนดิษฐ์ ทำธุรกิจเพาะเลี้ยงหอยแครงและหอยนางรม ก่อนจะเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นเป็น ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.กาญจนดิษฐ์ และลงสนามนายก อบจ.สุราษฎร์ เอาชนะชุมพล กาญจนะ ค่าย ปชป.ไปได้

ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.แถวภาคใต้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ส่งทีมงานมาช่วยเหลือผู้สมัครนายก อบจ.หลายจังหวัด นี่คือเครือข่ายของผู้กอง

‘ลุยปลายด้ามขวาน’

ตามแผนเดิม “ธรรมนัส” จะลงไปนราธิวาส ในสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมการประชุมตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เหมือนที่ทำมาให้ขอนแก่น และสมุทรสาคร

พูดถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ พลังประชารัฐ มี ส.ส. 3 คน ได้แก่นราธิวาส 2 คน วัชระ ยาวอหะซัน ลูกชายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส, สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นักธุรกิจคนดัง อ.สุไหงโก-ลก และยะลา 1 คน อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา ทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเลขาธิการพรรค ได้แต่งตั้งหัวหน้าภาคทั้ง 10 ภาค ปรากฏว่า อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เป็นหัวหน้าภาค 9

ชายแดนใต้เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของ “ธรรมนัส” เพราะพ่อบุญธรรมนำเขามาเลี้ยงและให้เข้าโรงเรียนที่นราธิวาส เขาจึงรู้จักมักคุ้นกับคนดังแถวปลายด้ามขวานอยู่ไม่ใช่น้อย

ส่วน อนุมัติ ซูสารอ หรือกำนันมะ ส.ส.ปัตตานี เขต 3 พรรคประชาชาติ ที่มักโหวตสวนมติพรรคอยู่บ่อยๆ และมีคนเห็น ส.ส.อนุมัติ เดินอยู่ในก๊วนของวิรัช รัตนเศรษฐ

เลือกตั้งสมัยหน้า อนุมัติ ซูสารอ ผู้มากบารมีแห่งบ้านปาลัส ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จะย้ายมาค่ายผู้กองหรือไม่ น่าติดตาม

พลพรรคคนรัก”ทักษิณ” ยามนี้..ทำอะไร ( 2 ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489699

เมฆาในวายุ

25 ต.ค. 2564 |16:00 น.

“โทนี่ วูดซัม” หรือ “ทักษิณ” อดีตผู้นำคดีทุจริตหนีไปอยู่ต่างแดน มีเครือข่ายทางการเมืองหลายกลุ่มก้อน นอกจากวงศ์วานว่านเครือ เขายังต่อสายสัมพันธ์กับบิ๊กราชการ เชื่อมต่อการทำงานกลุ่มการเมืองระดับพื้นที่ และวันนี้ มาทำความรู้จักกัน / ในเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

กล่าวกันต่อถึง”พลพรรคคนรักทักษิณ”ที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กับอดีตนายกฯคนที่ 23  ที่ผ่านมา-นาทีนี้ บุคคลเหล่านี้มีชะตาชีวิตเช่นใดบ้างหลังถวายชีวิตลุยงานให้นายทักษิณ ชินวัตรและวงศ์วาน

“ยุทธ ตู้เย็น”  นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร   ชายคนนี้คือ”หนึ่งในสายตรง”ยามที่คนหน้าเหลี่ยมลี้ภัยยึดอำนาจวันที่19ก.ย.2549  ต่อมา“ยุทธ ตู้เย็น”ไปร่วมตั้งพรรคพลังประชาชนกับนายสมัคร สุนทรเวช  โดย“ยุทธ ตู้เย็น”รับบทหนึ่งในรองหัวหน้าพรรค  

ความซวยมาเยือนครั้งที่สองเกี่ยวกับการยุบพรรค เมื่อนายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคชาติไทย นำหลักฐาน(วีซีดี )กล่าวหาว่านายยงยุทธเรียกกำนัน 10 คนในพื้นที่อ.แม่จัน จ. เชียงราย (นำโดยนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ )เดินทางไปพบนายยงยุทธที่กรุงเทพฯ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. 2550 และเข้าพักที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยนายยงยุทธขอให้กำนันเหล่านี้ช่วยเหลือตน-น้องสาวและนายอิทธิเดช แก้วหลวง ผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย พปช.

ยงยุทธ ติยะไพรัช  อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(ถูกยุบพรรคไปแล้ว )  และประธานสภาฯยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(ถูกยุบพรรคไปแล้ว ) และประธานสภาฯ

“จากนั้นคนสนิทของนายยงยุทธได้มอบเงินให้กำนันคนละ 20,000 บาท” สิ่งที่พาดพิงยุทธ ตู้เย็นว่าทุจริตเลือกตั้งนั้น เมื่อมีการสอบสวนจากกกต.พบว่า”มีความผิด” แม้ยุทธ ตู้เย็น จะอ้างว่า”เป็นการจัดฉากเพื่อใส่ร้าย หาเหตุยุบพปช.”  วันที่ 2 ธ.ค.2551ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า นายยงยุทธเป็นกรรมการบริหารพรรค ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของพรรคให้ชนะเลือกตั้ง จึงสั่งยุบพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ( ยุบพรรคพร้อมพรรคชาติไทยแลพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่โดนข้อหาทุจริตเลือกตั้งเช่นกัน) ส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคและน้องเขยของคนหน้าเหลี่ยมต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย  

ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง 22 มี.ค.2562 “ยุทธ ตู้เย็น”จับมือ”ตู่ นปช.”นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นกองเชียร์พรรค  เพื่อชาติที่แยกตัวมาจากพรรคเพื่อไทย เน้นหาเสียงจากคนเสื้อแดงตามยุทธการ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ของนายใหญ่ดูไบ  โดยยุทธ ตู้เย็น ส่งบุตรสาวลงสมัครพรรคเพื่อชาติจนได้เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์(น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช )  แต่ส่งบุตรชาย(นายมิตติ ติยะไพรัช)ไปเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ(โดนยุบพรรค)  น.ส.ละออง ติยะรัช น้องสาวตัวเองเป็นส.ส.บ้านเกิด สังกัดพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับตู่ นปช. และตอนนี้สองขุนพลกองเชียร์พรรคเพื่อชาติแยกทางกันเดินแล้วอย่างถาวร!?!

“ดร.ปึ้ง” ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศรัฐบาลนารีขี่ม้าขาว   การช่วยเหลือคนแดนไกลให้ได้รับสิทธิในการกลับบ้านนั้นเป็นการบ้าน”นโยบายปรองดองของสร.1″ที่ชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร   แต่คล้ายว่าจะไม่ปรองดอง เพราะวันที่ 10 ต.ค. 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาอุทธรณ์คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้แก่นายทักษิณ โดยมิชอบ  ในคดีหมายเลขดำที่ อธ.อม.3/2561 (อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ ในฐานะรมว.ต่างประเทศ  เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ในคดีคืนหนังสือเดินทางให้กับนายทักษิณหลังโดนคมช.ยกเลิกไปก่อนหน้านี้) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 61 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษา ให้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ แต่เมื่อดร.ปึ๊งอุทธรณ์ขอชลอการลงโทษและอ้างอาการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง  องค์คณะฯ มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท

ในช่วงที่ดร.ปึ้งทำหน้าที่ในกระทรวงบัวแก้วนั้น  มีการสั่งการให้ข้าราชการดำเนินการคืนหนังสือเดินทางเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ “นายใหญ่” ในวันที่ 1 ม.ค. 2554 โดยได้มอบคืนพาสปอร์ตประเภทบุคคลทั่วไป 2 เล่ม ( เลขที่ U957441 และเลขที่ Z530117) โดยให้เหตุผลว่า นายทักษิณอยู่ต่างประเทศ ไม่เป็นภัยต่อรัฐบาล

สิ่งที่ปรากฏพบว่า มีการฟ้องร้องกันรวมทั้งเป็นหนึ่งในชนวนม็อบนกหวีดที่นำโดยลุงกำนัน เพราะหนึ่งในครม.นางสาวยิ่งลักษณ์ ดำเนินการขัดต่อกฎหมายและความรู้สึกประชาชน  เพราะฐานะของนายทักษิณตอนนั้นคือนักโทษหนีคดี ไม่ควรได้รับหนังสือเดินทางด้วยวิธีเช่นนี้  ต่อมาเมื่อวันที่20 พ.ค. 2563ดร.ปึ้งเสียชีวิต ด้วยวัย 67 ปี  

“นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  เจ้าของฉายา”ยุทธ ผมขาว” ก้าวเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่สอง เปิดทางให้นางสาวคนเล็กของนายใหญ่ดูไบลงสมัครลำดับที่หนึ่ง หลายคนทราบดีว่านายยงยุทธขยับชีวิตจากข้าราชการมาเป็นนักการเมืองเพราะกรณีที่ดินอัลไพน์

วันที่ 17 ก.พ.2563  ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง  ศาลนัดฟังสั่งศาลฎีกาคดีที่ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรมว.มหาดไทย  จำเลย คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ยื่นขออนุญาตฎีกาในคดีหมายเลขดำ อท.38/2559 ที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157  โดยศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน”ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี” เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวนายยงยุทธ ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาที่ผลถึงที่สุด ตามศาลอุทธรณ์ที่มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2562

ย้อนความไปในช่วงไทยรักไทยกุมอำนาจฝ่ายบริหารซึ่งตอนนั้น “นายยงยุทธ”เป็นบิ๊กข้าราชการระแวกคลองหลอดที่มีอำนาจในเรื่องนี้ ได้รับรองให้การซื้อขายที่ดินจำนวนกว่า 700 ไร่  ทั้งที่เป็นที่ธรณีสงฆ์(นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ยกที่ดินถวายวัดธรรมิการามวรวิหาร อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ )แม้ความเห็นของที่ประชุมใหญ่ของคณะ กรรมการกฤษฎีกาในขณะนั้น ยืนยันว่าไม่สามารถซื้อขายที่ดินได้ เพราะเป็นที่ดินวัด แต่ในเวลาต่อมาบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตทจำกัด(นายเสนาะ เทียนทอง เป็นเจ้าของ) ได้ขายที่ดินต่อให้กับ “คุณหญิงพจมาน ชินวัตร” (ภรรยานายทักษิณ  ในขณะนั้น) อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวตลอดจนรายการจดทะเบียนลำดับต่อๆ มา  เนื่องจากเห็นว่าเป็นการโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และผู้มีส่วนได้เสียจำนวน  290 ราย  อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อกรมที่ดิน  แต่กรมที่ดินยืนยันคำสั่งเดิม และเสนอเรื่องต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย

รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น(คือนายยงยุทธ) พิจารณาเห็นควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงทำให้กลายเป็นว่าการโอนที่ดินของยายเนื่อมนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การต่อสู้คดีนี้  วันที่17 ก.พ.2563 คือวันที่จบลงแบบถาวร เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังสั่งศาลฎีกาคดีที่นายยงยุทธ ยื่นขออนุญาตฎีกาในคดีหมายเลขดำ อท.38/2559 ที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
โดยศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงเตรียมนำตัวนายยงยุทธ จำเลยไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาที่ผลถึงที่สุด ตามศาลอุทธรณ์ที่มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2562

“พลโทภราดร พัฒนถาบุตร-นายถวิล เปลี่ยนศรี/พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี-พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์”

มหากาพย์อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้นายกฯปูหลุดเก้าอี้..

ย้อนเวลาไปยังช่วงตั้งไข่รัฐบาลนารีขี่ม้าขาว ตอนนั้นมีกระแสข่าวว่าจะเปลี่ยนตัวผบ.ตร.จากพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ให้พ้นหน้าที่เพื่อเปิดทางให้พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น”พิทักษ์1″ จึงมีการหารือทางลับให้”บิ๊กน้อย”ย้ายไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ซึ่งนายถวิล เปลี่ยนศรี ทำหน้าที่นี้อยู่ 

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร  อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ตอนนั้นนายกฯปูเริ่มวางไลน์ให้ “พลโทภราดร พัฒนถาบุตร “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ให้มาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสมช. และโอนย้ายนายสมเกียรติ บุญชู รองเลขาธิการ สมช. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำแทน(มติครม.วันที่ 26 มิ.ย.2555)   อดีตข้าราชการและข้าราชการสมช. ประกอบด้วย นายสุวิทย์ สุทธานุกูล, นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ และนายถวิล  ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี คัดค้านมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2555 และขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนใหม่

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์   ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร. พี่เขยทักษิณ ชินวัตร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร. พี่เขยทักษิณ ชินวัตร

ช่วงปลายเดือนส.ค.-ก.ย.2554 กระแสเปลี่ยนผบ.ตร.แรงขึ้นเรื่อยๆ โดยวันที่ 4 ก.ย.2554 (วันอาทิตย์) นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้โทรศัพท์สั่งการให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดำเนินการทำเรื่องขอรับโอนนายถวิลมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำและเสนอที่ประชุมครม.ในวันที่6ก.ย.2554(แก้คำสั่งลงนามวันที่5ก.ย.2554และเสนอเข้าที่ประชุมครม.วาระจร) และในวันที่ 19 ต.ค.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.แทนตำแหน่งที่ว่างลง    ในวันที่ 4 ต.ค.2554  ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. จากนั้นมติครม.วันที่18ก.ย.2555  ครม.อนุมัติแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร  ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม และให้ “พล.ท.ภราดร” เป็นเลขาธิการสมช.แทน   

ขณะนั้น นายถวิล รู้สึกไม่เป็นธรรม ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ โยกไปเป็นที่ปรึกษานายกฯโดยมิชอบ  ต่อมาศาลปกครองมีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คืนตำแหน่งให้ และผลจากคดีนี้ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯรักษาการ หลังจากการยุบสภาจากการขับไล่ของกปปส. และเกิดการรัฐประหาร วันที่22 พ.ค. 2557 ทำให้นายถวิล กลับสู่ตำแหน่ง และเกษียณอายุในอีกไม่กี่เดือนถัดมา

บ่วงกรรมของพลพรรคคนรักแม้วยังไม่จบ..โปรดติดตามตอนต่อไปว่าใครอีกที่ต้องรับบาปเคราะห์จากการรับใช้นายใหญ่เเละครอบครัวเมื่อวันวาน