ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. “เปิดประเทศ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489683

25 ต.ค. 2564 |15:00 น.

ผลสำรวจกรมอนามัยชี้ 94 % ยังกังวล 1 พ.ย. “เปิดประเทศ” สาเหตุเพราะยัง ฉีดวัคซีนเข็ม 2 ไม่ครบตามเป้าหมายที่กำหนด

ผลการสำรวจของกรมอนามัยระหว่างวันที่ 14-20 ต.ค. 2564 ต่อประเด็นคิดเห็นอย่างไรกับการเปิดประเทศ 1 พ.ย. 2564 พบว่า คนไทยร้อยละ 94 มีความกังวลกับการเปิดประเทศ โดยมีความเชื่อมั่นต่อการควบคุมป้องกันโรคเพียงร้อยละ 28 ในขณะที่ร้อยละ 72 มีความคิดเห็นว่า ควรเพิ่มมาตรการที่จะทำให้เชื่อมั่นว่า หากเปิดประเทศแล้วจะปลอดภัย ด้วยการเร่งฉีดวัคซีนให้ทุกคนทั่วประเทศครบตามเกณฑ์ครอบคลุมทุกจังหวัด 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป 

ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. "เปิดประเทศ"ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. “เปิดประเทศ”


นี่เป็นความกังวลที่สอดรับกับสถานการณ์การฉีควัคซีนเข็มสองที่เกิน70 เปอร์เซ็น เพียงสองจังหวัดคือภูเก็ตและ กทม.  จาก17จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ข้อมูลหมอพร้อมเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ชี้ว่ามีเพียงสี่จังหวัดที่มีอัตราฉีดวัคซีนเข็มสองเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ได้แก่ สมุทปราการ พังงา ชลบุรี และระนอง เกินสี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี  บุรีรัมย์ ระยอง ตราด และสุราษฎร์ธานี ส่วนจังหวัดที่นายกฯจะไปประชุมครม.เดือนหน้า ขณะนี้ยังมีอัตราการฉีดวัคซีนเข็ม2อยู่ที่ไม่ถึง สี่สิบเปอร์เซ็นต์ จึงเป็นธรรมดาที่ผลสำรวจจะออกมาเช่นนี้ 
 

ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. "เปิดประเทศ"ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. “เปิดประเทศ”

ยังไม่นับรวมปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ที่กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 60 มีความกังวล และหกเห็นผลจากการจับกุมชาวเมียนมา ลักลอบเข้าเมือง ล่าสุด กว่าร้อยคนเป็นประจักษ์  ขณะที่ การกำกับ ติดตาม การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคของสถานประกอบการ และประชาชน เป็นความกังวลตาม ร้อยละ 55 ตามลำดับ
ศูนย์บริหารสถานการณ์ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีคำสั่งกำหนดให้ศูนย์ปฏิบัติการการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ อนุมัติประเทศและพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 นี้ ขณะที่จีน ซึ่งเป็น หนึ่งในสี่สิบหกประเทศ อนุญาตเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาด  ของสายพันธ์เดลต้าอีกระลอก จนทางการสั่งห้ามไม่ให้ผู้ที่เดินทางมาจากเขตแพร่ระบาดเข้ากรุงปักกิ่ง
 

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ยิ่งใกล้หมุดหมายการเปิดประเทศ 1 พฤศจิกา ดูเหมือนว่า ตัวเลข ผู้ติดเชื้อ ลดลงคงระดับต่ำหมื่นไว้ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ เช่นเดียวกับตัวเลขคนตายที่ต่ำร้อย ขณะที่กรมควบคุมโรคแถลงวันนี้ ว่า ปัจจัยที่ทำให้ยังมีการแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ เกิดจากการร่วมกิจกรรม เป็นกลุ่มก้อน รับประทานอาหารร่วมกัน  

ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. "เปิดประเทศ"ผลสำรวจกรมอนามัย ชี้ 94 % ยังหวั่นไหว 1 พ.ย. “เปิดประเทศ”


ภาพรวมการฉีดวัคซีน รวมกันทั้งประเทศ ทั้งเข็มที่1 เข็มที่ 2 และเข็มที่3  ทะลุ 70 % ตามที่นาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงสาธารณสุข ระบุไว้ แต่หากจำแนกลงไป จะเห็นว่า การฉีดวัคซีนเข็มสอง ที่ระบุว่าพอจะคุ้มครองคนไทย ยังทำได้แค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ท้าทายการเปิดประเทศ 

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489618

25 ต.ค. 2564 |09:00 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย” นายหญิง กับพี่เมีย เปรียบดวง สองพี่น้องตระกูลดามาพงศ์ “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ดามาพงศ์ กับ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” ว่าใครจะมีดวงผู้นำมากกว่ากันไม่ทำให้พรรคแตกแยกล่มสลาย หาก “ทักษิณ” จะปล่อยวาง

“ซินแสเข่ง” อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิเคราะห์เจาะลึก ดวงชะตาแคนดีเดตอนาคตผู้นำพรรคเพื่อไทย  คุณทักษิณ ชินวัตร สองพี่น้องตระกูลดามาพงศ์ คุณหญิงอ้อ พจมาน ดามาพงศ์ ( ชินวัตร ) กับพี่เมีย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จับยามชี้ชะตาว่าใคร จะมีดวงผู้นำ 

และไม่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องแตกแยกล่มสลาย หากคุณทักษิณ ต้องปล่อยวาง หยุดความดื้อรั้น ใช้ความคิดตนเองเป็นใหญ่ และให้พรรคเดินตามเกมส์ เชื่อพรรคจะไปได้ดี 

เพราะดวงคุณทักษิณ เป็นอุปสรรค ตกดวงศัตรู แตกแยก อุปถัมภ์ได้แต่ไม่เสนอตัวบงการ เพราะชะตาคุณทักษิณ ถูกขีดเส้นไว้จุดนั้นแล้ว หรือหากเกี่ยวพันธ์ก็จะก่อให้ล่มสลายเกิดขึ้นไม่มีวันจบ

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย”“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย”

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ดวงชะตาคุณหญิง อ้อ เกิดวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2499 ปีวอก ธาตุไฟ ตกดวงศัตรูขัดแย้ง ไม่หวังดี เบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ ไร้สาระไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว อึดอัดไม่สบายใจ สับสนลังเลไม่มั่นใจ

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย”“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย”

ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ดื้อรั้นทำอะไรเพื่อคนอื่นและมักจะถูกเอาเปรียบ เรียนรู้ได้เร็ว แต่ทำให้ไม่มั่นใจ คิดแล้วคิดอีก ทำดีกลับเป็นผลร้ายตอบกลับ ปีหน้าตกดวงแตกแยกไม่สมหวังวุ่นวาย หากให้เป็นผู้นำก็จะก่อให้เกิดอุปสรรค

ดวงชะตาของ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ บิ๊กอ๊อบ พี่เมีย คุณทักษิณ เกิดวันพฤหัสที่ 22 เดือนพฤศจิกายน 2494 ปีเถาะ ธาตุทอง มีดวงการเป็นผู้นำ ไม่ยอมคน รักครอบครัว รักพี่รักน้อง มีครูบาอาจารย์อยู่ในตัว

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย”“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติเจาะลึก เส้นทางอนาคต “ผู้นำพรรคเพื่อไทย”

สามารถถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่น ทำอะไรเพื่อคนอื่นและมักจะถูกเอาเปรียบ มีดวงอุปถัมภ์ การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ได้รับการช่วยเหลือจากบริวารและผู้หลักผู้ใหญ่ ดวงอนาคตทางการเมืองถือว่าเป็นรอยต่อหากคิดจะเล่นต้องรีบลงมือ

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์เพิ่มเติม ถึงดวงคุณทักษิณ เกิดวันอังคารที่ 26 กรกฏาคม 2492 หยุดความดื้อรั้น ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง หยุดความแค้น คิดอาฆาตพยาบาท ปล่อยวาง ครบ 6 รอบของอายุ 72 ปี วินาทีนี้ จบแล้ว ดิ้นไปก็เปล่าประโยชน์

ประกาศตัวอย่างมีศักดิ์ศรี เชื่อว่าชีวิตจะกลับมามีความสุข ในบั้นปลาย เก็บชีวิตไว้อยู่กับครอบครัว จะมีความสุขมากกว่า หากจะเล่นการเมืองต่อก็มีแต่ทุกข์ เพราะเส้นทางการเมืองไม่ได้อยู่ในดวงชะตา และชะตาชีวิตถูกขีดเส้นไว้

สุรพล วิรุฬรักษ์ ราชบัณฑิตยสภา ให้ความกระจ่าง”พระเกี้ยว”สัญลักษณ์เสมอภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489608

25 ต.ค. 2564 |01:00 น.

“พระเกี้ยว” ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งอำนาจเก่า การกดขี่ และความไม่เท่าเทียม แต่”พระเกี้ยว”เป็นสัญลักษณ์ของความเสมอภาคและเสรีภาพของคนไทย

หมายเหตุ  – จากกรณีที่มีนิสิตกลุ่มหนึ่ง ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 23 ตุลาคม ด้วยการออกแถลงการณ์ ยกเลิกขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์   ซึ่งทำให้แวดวงศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันออกมาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง  ล่าสุด ศาสตราจารย์กิตติคุณสุรพล วิรุฬห์รักษ์ นายกราชบัณฑิตยสภา และศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์ฯ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสัญลักษณ์ “พระเกี้ยว” ผ่านเพจส่วนตน ไว้อย่างน่าพิเคราะห์ชวนศึกษา “คมชัดลึก” จึงขอนำเนื้อหาดังกล่าวมานำเสนอให้ร่วมพิจารณา  

ผมสดับตรับฟังเรื่องนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งยกเลิกขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์ปี๒๕๖๔นี้ โดยอ้างว่ามันเป็นการสำแดงรูปแบบของอำนาจเก่า ต้องเกณฑ์คนมาแบกหาม แสดงถึงความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์

ผมจึงใคร่ขอให้เราท่านพิจารณาเรื่องนี้ให้สุขุมรอบคอบ

ประการที่๑.. พระเกี้ยวเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์สมเด็จพระปิยมหาราชรัชกาลที่๕


ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้เป็นตราของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ให้พวกเราชาวจุฬาฯอันเป็นประชาชนคนธรรมดาได้มีโอกาสเล่าเรียนเสมอหน้ากันสนองพระราชปณิธานของพระราชบิดา ซึ่งแต่เดิมจำกัดเฉพาะลูกขุนนาง

สุรพล วิรุฬรักษ์ ราชบัณฑิตยสภา ให้ความกระจ่าง"พระเกี้ยว"สัญลักษณ์เสมอภาคสุรพล วิรุฬรักษ์ ราชบัณฑิตยสภา ให้ความกระจ่าง”พระเกี้ยว”สัญลักษณ์เสมอภาค

ประการที่๒..

รัชกาลที่๕ ทรงยกเลิกระบบไพร่คือประชาชนที่ต้องสังกัดมูลนายสักเลขไว้ที่ข้อมือ จะเรียกใช้แรงงานบ้าน งานสงคราม งานสาธารณะใดๆก็ได้ตามใจนายจนตาย จะย้ายนายไม่ได้ เมื่อนายตายก็ตกเป็นไพร่หลวง พวกไพร่ไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ การยกเลิกระบบไพร่ให้เป็นไทแก่ตัว ก็เท่ากับทรงขัดผลประโยชน์เจ้านายขุนนางทั้งแผ่นดิน แต่เพื่อความเสมอภาคของราษฎร พระองค์ก็ทรงเสี่ยงกับเสถียรภาพของราชบัลลังก์

ประการที่๓..


รัชกาลที่๕ทรงเลิกทาส ในช่วงเวลาเดียวกับการเลิกไพร่ โดยไม่มีผู้ใดเดินขบวนเรียกร้อง แต่พระองค์ทรงเห็นว่าระบบทาสเป็นความป่าเถื่อน กดขี่ข่มเหงเสมือนมนุษย์เป็นสัตว์เดียรฉาน เมื่อต้องขายตัวขายลูกเมียมาเป็นทาส แม้ลูกที่เกิดในขณะเป็นทาสก็เป็นสมบัติของนายคือทาสในเรือนเบี้ยไม่มีปัญญาหาเงินมาไถ่ถอน นายจะเฆี่ยนจะฆ่าจะทำอนาจารก็หาความเป็นธรรมมิได้ พระองค์จึงทรงเลิกระบบทาสที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยานานหลายศตวรรษโดยไม่มีสงครามกลางเมืองอย่างในหลายประเทศ

ทาสและไพร่จึงได้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เท่าเทียมกันทั้งแผ่นดิน


ประการที่๔..


พระองค์ทรงยกเลิกระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากระบบจตุสดมถ์(สี่แท่ง)คือเวียงวังคลังนาที่มีมาแต่ครั้งก่อนพระบรมไตรโลกนาถในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แล้วทรงสถาปนาระบบราชการเป็นกระทรวงทบวงกรม อันเป็นการกระจายพระราชอำนาจ และเปิดโอกาสให้ไพร่ทาสราษฏรทั้งปวงได้รับราชการ มีรายได้ มีเกียรติยศ อีกทั้งทรงออก พรบ.เกณฑ์ทหาร๒ปีแล้วปลดออกไปทำงานอาชีพมีรายได้ของตน


เขาเหล่านี้สามารถสะสมทรัพย์ให้ร่ำรวยมีความมั่นคงในอนาคตได้เสมอหน้ากัน

สุรพล วิรุฬรักษ์ ราชบัณฑิตยสภา ให้ความกระจ่าง"พระเกี้ยว"สัญลักษณ์เสมอภาคสุรพล วิรุฬรักษ์ ราชบัณฑิตยสภา ให้ความกระจ่าง”พระเกี้ยว”สัญลักษณ์เสมอภาค

ประการที่๕..


รัชกาลที่ ๕ ทรงเอาชีวิตเกียรติยศและพระราชทรัพย์ของพระราชวงศ์เป็นเดิมพัน ทรงตัดพระทัยยอมสละดินแดน ครึ่งหนึ่งของประเทศเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของปวงชนชาวไทยเอาไว้เพื่อมิให้อังกฤษและฝรั่งเศสฉีกประเทศไทยออกเป็นสองเสี่ยงตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา


ทรงสั่งลาบ้านเมืองเสด็จรอนแรมทางทะเลที่แสนไกลและอันตรายไปเจรจาหามิตรภาพกับนานาประเทศไกลถึงรัสเซียนอร์เวย์ที่หนาวเหน็บนานถึงแปดเดือนเพื่อเอามิตรไมตรีมาช่วยค้ำจุนบ้านเมืองที่กำลังล่อแหลมต่อการตกเป็นเมืองขึ้น เอกราชมีราคาแพงกว่าลมปราณของพระองค์ที่ทรงวางเป็นเดิมพันเพื่อศักดิ์ศรีแห่งเสรีภาพและเอกราชของคนไทย


ประการที่๖..


พระราชกรณียกิจที่กล่าวมาอาจมองว่าเป็นหน้าที่ของพระราชาที่ต้องทำ แต่ยังมีอีกภาพหนึ่งที่อาจเรียกว่าพระนิสัยที่รักความเท่าเทียมกันของมนุษย์ อาทิทรงให้เลิกหมอบคลาน ทรงนิยมเสด็จประพาสต้นแบบสามัญชนไปเยี่ยมเยียนพบปะพูดจาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับราษฎรใกล้ไกล และทรงนับไว้เป็นพระสหาย แม้เสด็จไปขึ้นรถรางแล้วถูกนายตั๋วไล่ลงเพราะไม่มีเงินค่าโดยสาร ก็เสด็จลงแต่โดยดี มิได้แสดงพระราชอำนาจแม้แต่น้อย พฤติกรรมเหล่านี้คือจิตวิญญาณของมนุษย์ผู้มีความเท่าเทียมอยู่ในพระกมลสันดาน


ดังนั้น “พระเกี้ยว” จึงไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งอำนาจเก่า การกดขี่ และความไม่เท่าเทียม แต่พระเกี้ยวเป็นสัญลักษณ์ของความเสมอภาคและเสรีภาพของคนไทย ที่รัชกาลที่๕ พระราชทานไว้เมื่อเมืองไทยยังไม่มีประชาธิปไตย


พระเกี้ยวจึงเป็นสัญลักษณ์ ของอุดมการณ์ แห่งการอุทิศชีวิต ต่อสู้แสวงหา เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคอันเป็นเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์


ดังนั้นการอัญเชิญพระเกี่ยวไม่ใช่เพียงการประกาศเกียรติภูมิจุฬาฯ แต่เป็นการประกาศว่า เราคนไทยจักธำรงความเป็นคนที่มีกตัญญูกตเวที พร้อมใจกันยึดถือพระราชมรดก ความเท่าเทียมกันของมนุษย์
นี้เป็นอุดมคติร่วมแรงร่วมใจกันทำนุบพรุงนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคต


อย่าหวังเลยว่าเราจะหวั่นไหวที่ไม่มีแห่พระเกี้ยว


เพราะพระเกี้ยวสถิตอยู่ในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียมกันของเราเสมอ


จากเด็กกำพร้ายากจนคนเกิดกลางสงรามโลกครั้งที่สองได้ดีมีอนาคตมาถึงจุดนี้ก็เพราะโอกาสแห่งความเท่าเทียมที่ทรงพระราชทานไว้

สุรพล วิรุฬห์รักษ์


๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔

ที่มา :  https://www.facebook.com/surapone.virulrak.5

เพลงสิ้นมนต์ “ทักษิณ” เหนื่อย ชนะแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489579

24 ต.ค. 2564 |19:00 น.

ไม่ต้องพึ่งโพล “ทักษิณ” แชมป์อีสาน ชนะแต่ไม่แลนด์สไลด์ คนเสื้อแดงอ่อนล้า วัยราโรย แถมเจนวายเจนเอ็กซ์เมินหน้าหนี ไม่ฟังเพลงคิดฮอดบ้านแฮง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ไม่ต้องพึ่งโพลสำนักไหน ใครก็รู้ว่า “ทักษิณ” ยังครองใจคนอีสาน เลือกตั้งวันนี้หรือปีหน้า พรรคเพื่อไทยก็เป็นแชมป์อีสาน

ปัญหาของ “ทักษิณ” และพลพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แค่ได้ ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง แต่ต้องชนะแบบแลนด์สไลด์ หากชนะไม่ขาด ก็เหมือนคราวที่แล้ว พรรคแนวร่วม 3ป.บวกเสียง ส.ว. ก็ตั้งรัฐบาลสำเร็จ

ความจริงของการเมืองอีสาน “ทักษิณ” ยังอยู่ในใจชาวบ้าน แต่กระแสไม่แรงจัดเหมือนเลือกตั้งปี 2554 และโอกาสชนะแบบแลนด์สไลด์เป็นไปได้น้อย

ล่าสุด นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่องวันวาน ไทยรักไทย…วันนี้เพื่อไทยในอีสาน ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 ต.ค.2564 ในภาคอีสาน พบว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า คนอีสานเลือกเพื่อไทย 48.33% แต่ 37.12% ระบุยังไม่แน่ใจจะเลือกพรรคไหน และ 12.35% จะไม่เลือกเพื่อไทย

เมื่อรวมตัวเลขผู้ยังไม่แน่ใจ 37.12% และผู้ไม่เลือกเพื่อไทย 12.35% รวมแล้ว 49.47 % ถือว่าตัวเลขสูสีมากกับกลุ่มเลือกเพื่อไทย 48.33%

ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ จึงออกแรงหนักขึ้น และพรรคเพื่อไทย ต้องรีแบรนด์พรรคครั้งใหญ่ สรรหาแม่เหล็กมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากเปิดตัวมาแล้วไม่เปรี้ยง ก็จบเห่

‘ขายเพลงเก่า’

เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ต.ค.2564 โทนี่หรือ “ทักษิณ” โผล่คลับเฮาส์ รายการ CARE Talk ภาคพิเศษ เพื่อคนอีสานโดยเฉพาะ จึงมีอดิศร เพียงเกษ และชญาภา สินธุไพร ลูกสาวนิสิต สินธุไพร มาร่วมสนทนาด้วย

ก่อนเปิดรายการ ทีมงานกลุ่มแคร์ได้นำเพลง “คิดฮอดบ้านแฮง” ที่ทำเอ็มวีใหม่ มาเผยแพร่ให้คนเสื้อแดงได้หวนนึกถึงบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งปี 2554

“คิดฮอดบ้านแฮง เช้าหรือแลงมองนาฬิกา หลายปีที่จากบ้านมา ใจห่วงหาพี่น้องชาวไทย อยู่ที่ดูไบเหงาใจห่วงใยพี่น้อง คิดถึงก็ได้แต่มองนาฬิกากี่โมงกี่ยาม สุดห้ามหัวใจน้ำตาไหลกลั้นไว้ไม่อยู่ ชีวิตมันช่างอดสูอยู่ดีดีต้องจากบ้านมา”

ที่มาของเพลงนี้มาจากดีเจวิทยุเสื้อแดงในอีสานแต่งเพลงคิดฮอดบ้านแฮง แล้วก็นำดนตรีไกด์เพลง เดินทางไปฝึกการร้องให้ทักษิณที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2554 จากนั้นคลิปเพลงคิดฮอดบ้านแฮง ถูกเผยแพร่ผ่านทุกสื่อของเครือข่ายกลุ่มคนเสื้อแดง

“จากบ้านมาไกลอยู่ดูไบ หัวใจอยู่ไทย อยากกลับมาอยู่ใกล้ใกล้ พี่น้องชาวไทยห่วงใยเสมอ คิดฮอดหลายเด้อ ภาคเหนือภาคกลางภาคใต้ อีสานยังคิดฮอดหลาย ขอบรรยายเป็นเพลงให้ฟัง เลือกตั้งคราวนี้ ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทย ความหวังของผมฝากไว้ เลือกพรรคเพื่อไทย ส.ส.เพื่อไทย ผมได้กลับบ้าน..เรา”

เพลงคิดฮอดบ้านแฮง ได้กลายเป็นเพลงหาเสียงของพรรคเพื่อไทยไปโดยปริยาย คนรากหญ้าอีสานปลื้มปริ่มกับมนต์เพลงทักษิณ พร้อมใจกันเทคะแนนให้พรรคเพื่อไทย และยิ่งลักษณ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

‘แม้วสิ้นมนต์หรือ’

พูดถึงคิดฮอดบ้านแฮง เพลงประจำตัว “ทักษิณ” ในวันนี้ คนรุ่นเจนวาย เจนแซดคงไม่อินเท่าไหร่ นอกเสียจากคนเสื้อแดงที่เคยอยู่ในบรรยากาศการหาเสียงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2561 มีการเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 51 ปีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ร้านอีสานเขียวคิดถึงบ้าน ประเทศอังกฤษ ซึ่งวันนั้น มีการเผยแพร่คลิปทักษิณร้องเพลงท่อนหนึ่ง “คิดฮอดบ้านแฮง เช้าหรือแลงมองนาฬิกา หลายปีที่จากบ้านมา ใจห่วงหาพี่น้องชาวไทย…” แล้วทักษิณก็พูดว่า “อีสานเขียว พรรคเพื่อไทยมีโอกาสเขียวทั้งอีสาน”

หลายคนมองว่า นี่เป็นการโหมโรงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ปี 2562 ทักษิณวางแผนผิดพลาด ด้วยการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคสาขา พร้อมกับเปิดตัวบุคคลสำคัญ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของไทยรักษาชาติ อันนำไปสู่วิกฤตยุบพรรคสาขา

การหาเสียงของเพื่อไทยในอีสาน ก็มีสภาพครึ่งๆกลางๆ เพราะในสนามเลือกตั้ง มีทั้งพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ต่างฝ่ายต่างดึงเสื้อแดงมาเป็นฐานเสียง

ผลเลือกตั้งเฉพาะอีสาน เพื่อไทยจึงได้ 84 ที่นั่ง และต้องสูญเสียเกือบ 30 ที่นั่ง ให้กับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

ด้วยเหตุนี้ “ทักษิณ” จึงปรับขบวนใหม่เน้นเพื่อไทย พรรคเดียวไม่มีสาขา และกลับมาใช้สีแดง หวังปลุกพลังคนเสื้อแดงอีกครั้ง

วันนี้ มองขบวนคนเสื้อแดงอีสาน พลังอ่อนล้าและวัยร่วงโรย สังเกตได้จากเพลง “คิดฮอดบ้างแฮง” เวอร์ชั่นใหม่ ไม่มีกระแสตอบรับเท่ากับปี 2554

ต้องจับตา “ทักษิณ” จะใช้การตลาดการเมืองสูตรไหน มาปลุกคนอีสานให้ฮึกเหิมเหมือนตอนปั่นกระแสนารีขี่ม้าขาว ลำพังเสียงเพลงคิดฮอดบ้านแฮง ดูท่าจะขายไม่ออกเสียแล้ว

“พลพรรคคนรักทักษิณ” ยามนี้..ทำอะไร( 1 ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489558

24 ต.ค. 2564 |16:00 น.

ไม่วาจะเป็นวาทะ “เลิกเล่นการเมืองก็ดี ขออยู่เลี้ยงหลานก็ดี หรืออยากกลับบ้านของชายวัย 72 ปีที่สังคมได้ยินได้ฟังมาเนืองๆ” น่าจะไม่ใช่ความจริงกับสิ่งที่บังเกิดจากคนไกลบ้านชื่อ “ทักษิณ” / เจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

ช่วงนี้กระแส “โทนี่ วู้ดซัม” ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆในการแสดงความเห็นทางการเมืองรายสัปดาห์ผ่านโลกออนไลน์ เพราะสื่อหลากสำนักจะจับ วรรคทองของชายวัย 72 ปี มาพาดหัวข่าวและขยายผลต่อ  โดยคนในเครือข่ายที่ยังนิยมชมชอบ”นายทักษิณ  ชินวัตร” ยังคงแสดงจุดยืนที่เด่นชัดเกี่ยวกับการขับเคลื่อน“คนที่รัก พรรคที่ชอบ”แบบไม่ห่างเหินจากคนไกลบ้าน     

ฉะนั้นวาทะ” เลิกเล่นการเมืองก็ดี ขออยู่เลี้ยงหลานก็ดี หรืออยากกลับบ้าน” ของชายวัย 72 ปีที่สังคมได้ยินได้ฟังมาเนืองๆ ” 

น่าจะไม่ใช่ความจริงกับสิ่งที่บังเกิดจากคนไกลบ้านผู้นี้

เพราะ”คนไกลบ้าน”ยังบัญชาเกมการเมืองให้พรรคเพื่อไทยด้วยการ “ปั่นกระแสชูผลงานตัวเองและพรรค” อวดชาวบ้านและดิสเครดิตรัฐบาลชุดปัจจุบันแบบไม่ยั้งมือ

อย่าลืมว่าตั้งแต่ ปี 2544-ปัจจุบัน  เหตุผลซึ่ง”คนไกลบ้าน-คนในครอบครัว”เดินมาถึงบันไดขั้นสูงสุดทางการเมือง ( 3 อดีตนายกรัฐมนตรีจากสาแหรกชินวัตรคือ นายทักษิณ-นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (น้องเขย)-นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร )จนต้องตกบันไดเพราะความเหลิงลม

วันนี้กำลังพยายามปั่นกระแสลมใต้ปีกให้เกิดขึ้นอีกครั้งนั้น อย่าลืมว่าการขับเคลื่อนหลากกลยุทธทั้งบนดิน-ใต้ดินที่สังคมรับรู้  แน่นอนว่าทักษิณและครอบครัวย่อมใช้พลพรรค”คนรักแม้ว”มาเป็นจิ๊กซอว์เดินจังหวะแทนในบางห้วง เพราะคนในครอบครัวติดบ่วงกรรม 

“พลพรรคคนรักทักษิณ” ที่ดำเนินการขยับหมากการเมืองตามบัญชาการนายใหญ่-นายหญิงและเครือญาติเมื่อวันก่อน ย่อมรับผลกรรมต่อเนื่องมาจนวันนี้  โดยบางคนได้ดิบได้ดี แต่บางชีวิตตกกระป๋อง กับการทำงานให้คนไกลบ้าน   บางชีวิตยอมตีจากเพราะเจ็บแล้วจำ

แต่บางราย”ยังคงอยู่ สู้เพื่อนาย”แบบไม่รู้ใครหลอกใคร 

กลเกมที่คนไกลบ้านวางไว้ตอนนี้คือเพื่อไทย ต้องชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ในงวดหน้าให้ได้ แม้จะยากกว่าเมื่อครั้งที่ไทยรักไทยปักธงได้สองครั้ง-พลังประชาชนหนึ่งสมัย-เพื่อไทยยุคนารีขี่ม้าขาวหนึ่งงวด  

แม้เพื่อไทยยังไม่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯแต่พอจับเค้าได้ลางๆว่าใครบ้างจะมาเป็น1ใน3รายชื่อสร.1 ซึ่งพท.จัดส่งประชัน  เพราะอย่างไรเสีย โลโก้”นายห้างดูไบ”จะตีตราประทับอย่างไม่เป็นทางการให้กับ”ร่างทรง-นอมินี-โคลนนิ่ง”อยู่แล้ว

แต่ขุนพล-ขุนศึกที่จะพาฝันของนายห้างดูไบให้แตะฝั่งนั้น เพราะส่วนใหญ่นั้น คนเหล่านี้จะร่วมสังฆกรรมกันมาตั้งแต่ก่อร่างสร้างตัวกับทรท.-วันนี้   แม้บางคนจะมาสวมสิทธิในช่วงกลางก็ตาม

 ลองย้อนกลับไปดูว่า บุคคลเหล่านี้ในวันวานและเวลานี้ ทำอะไรกันอยู่บ้าง

“พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรองเลขาธิการพรรค ในฐานะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย” โดนข้อหาร่วมกันให้เงินสนับสนุนแก่พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ลงแข่งขันกับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องมีคะแนนเสียงถึง 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น และร่วมกันสนับสนุนให้มีการตัดต่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลการเป็นสมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทย ที่เป็นสมาชิกไม่ครบ 90 วัน ให้ครบ 90 วัน (การเลือกตั้ง2เม.ย.2549 หลังสามพรรคคือ ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน บอยคอตการเลือกตั้ง)

บทสรุปขณะนั้น  ทรท.โดนยุบพรรค กรรมการบริหารพรรค 111 คน โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี  โดย“บิ๊กแอ๊ด”วางมือทางการเมืองไปแล้ว แต่“เฮียเพ้ง”ยังกลับมาเป็นรมว.พลังงานสมัยรัฐบาลนารีขี่ม้าขาว และไม่นานมานี้คนโตย่านเกศินีวิลล์ประกาศวางมือทางการเมือง แต่ความจริง”เฮียเพ้ง”ยังคงเป็น1ในแม่ทัพหลังบ้านทางการเมืองให้คนไกลบ้านในเวลานี้อยู่  

พงษ์ศักดิ์  รักตพงษ์ไพศาล คีย์แมนสำคัญ พร้อมขานรับนโยบายจากคนแดนไกล พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล คีย์แมนสำคัญ พร้อมขานรับนโยบายจากคนแดนไกล

ส่วนคนในองค์กรอิสระที่ร่วมขบวนนี้ที่ติดบ่วงกรรมไปด้วยนั้น พบว่าเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2559   “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ กกต.” ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก คนละ 2 ปี พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี กรณีไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงว่าพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 และทำให้พรรคไทยรักไทยได้ประโยชน์

"หมอเลี๊ยบ"  สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี อดีตรมว.ไอซีที  “หมอเลี๊ยบ” สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรมว.ไอซีที

“หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรมช.สาธารณสุข อดีต รมว.ไอซีที และอดีตโฆษกรัฐบาลในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยทั้งสองสมัย ต่อมา “หมอเลี๊ยบ”ขยับเป็นรองนายกฯและรมว.คลังในรัฐบาลพลังประชาชน ควบด้วยเก้าอี้เลขาธิการพรรคพปช.นั้น สมัยที่”หมอเลี้ยบ” ทำงานกับรัฐบาลไทยรักไทย1  มีการขยับ”การแปลงหุ้นสัมปทานดาวเทียมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปอเรชั่น” จนเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมาขับเคลื่อนขับไล่”คนหน้าเหลี่ยม”เมื่อปี2548-2549

กรณีดังกล่าว กลายเป็นคดีที่”หมอเลี้ยบ”ติดคุก 1 ปี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2559 โดยวินิจฉัยว่า  “นพ.สุรพงษ์” อนุมัติให้แก้ไขสัญญาโดยให้บริษัทชิน แซทฯ ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบุคคลสัญชาติไทยจาก 51% ให้เหลือ 40% ทำให้เกิดความเสี่ยงในการครอบงำกิจการของชาวต่างชาติที่จะมีผลต่อกิจการโทรคมนาคม  ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายกิจการโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้นำเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอน  

วันนี้”หมอเลี๊ยบ”กลับมาทำหน้าที่หนึ่งในพิธีกรรายการสนทนา CARE Talk x CARE clubHouse  ซึ่งนายใหญ่จากดูไบคือแขกรับเชิญในทุกสัปดาห์าและรับลูกเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันอย่างดี 

“ร.ต.อ.วรเดช  จันทรศร”  อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(ก.อ.) นักเรียนเตรียมทหารรุ่น9 รุ่นพี่ของ “ไอ้ตั้ง นักเรียนเตรียมทหารรุ่น10” มาร่วมงานแบ็กอัพการเมืองให้ทรท.และได้รับการโปรโมทให้ขยับขยายตามสายงาน และห้วงปี2547 มีกระแสข่าวว่า“ข้อสอบเอ็นทรานซ์รั่ว” ในช่วงที่นส.แพรทองธาร ชินวัตร จะเอนทรานซ์เข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ รวบทั้งมีการปรับเกณฑ์แบบแปลกๆ(ก่อนหน้านี้บุตรของนายทักษิณคือ นายพานทองแท้ถูกจับได้ว่าทุจริตการสอบ ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งนส.พิณทองทาก็โดนข้อสังเกตการเข้าเรียนและย้ายคณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้)และทำให้ลูกสาวคนเล็กของนายใหญ่”เอนทรานซ์ติด”

จนมีการขยายผลว่าข้อสอบรั่วหรือไม่….และเป็นรอยด่างให้กับวงการศึกษาไทยครั้งใหญ่ ตอนนั้นนายทักษิณ รวมทั้ง  อดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า “ไม่รั่ว” รวมทั้งแสดงพฤติกรรมปกป้องคนผิดมาตลอด แต่เมื่อผลสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ มีข้อสรุปว่า “ข้อสอบรั่ว” เพราะอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาดำเนินการ” ไม่โปร่งใส มีการเปิดดูข้อสอบหรือนำข้อสอบไปเก็บไว้ในห้องทำงาน”

แม้ผลสอบสวนทางวินัยของศธ.ในตอนนั้นจะชี้ว่า “ร.ต.อ.วรเดช ” เปิดซองข้อสอบจริงแต่ไม่มีการรั่วไหลและไม่สร้างผลเสียหายต่อทางราชการ เห็นควรให้งดโทษทางวินัยและให้ว่ากล่าวตักเตือน

ห้วงนั้น สังคมได้เห็นภาพและข้อความของคนหน้าเหลี่ยมที่ดำเนินการในเรื่องนี้ว่า” “ตอนนี้กำลังมีความพยายามตะแบง   พยายามจะลากลูกผมเข้าไป ซึ่งผมก็เสียใจที่เกิดขึ้นและอยากจะยกมือไหว้สวยๆ แก่สื่อมวลชนทั้งหลาย อย่าทำร้ายลูกผมเลยนะครับ ขอเถอะ เขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ไปสมัครเรียนที่ไหนก็ไปกับเพื่อนเหมือนเด็กทั่วๆไป แต่บังเอิญเป็นลูกนายกฯอย่าลงโทษเขาเลย พ่อเขาก็ไม่ได้ปล้นชาติ แต่นั่งทำงานรับใช้ชาติ ขอร้องเถอะ ขอให้คิดถึงหัวอกคนมีลูกบ้าง อย่าให้ลูกต้องมาใช้กรรมเพราะว่าพ่อได้ทำงานให้ประเทศชาติบ้านเมืองเลย”

โดยเคสนี้ร.ต.อ.วรเดชก็ต้องรับผลกรรมจากการดำเนินการดังกล่าวด้วยการลาออกจากราชการด้วยรอยแผลที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไปได้

จตุพร พรหมพันธ์  แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่เพิ่งได้รับอิสรภาพโดยยืนยันไม่ข้องแวะกับทักษิณ ชินวัตร จตุพร พรหมพันธ์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่เพิ่งได้รับอิสรภาพโดยยืนยันไม่ข้องแวะกับทักษิณ ชินวัตร

” คนเสื้อแดง” กำลังพลทั้งในและนอกสภาของคนไกลบ้านที่เคยขึ้นหม้อสุดขีดเมื่อหลายปีก่อน  ตอนนี้พบว่า แกนนำนปช.บางคนเข้าๆออกๆเรือนจำ   บางคนต้องสู้คดีที่ยังไม่สิ้นสุดกระบวนความ  บางคนลี้ภัยไปต่างแดน จนกระแสสีแดงเริ่มรวยริน  

นปช.วันนี้แตกสาขาเป็นสองสาย โดย จตุพร พรหมพันธุ์ แยกตัวไปหนึ่งเส้นทางที่ไม่ขึ้นตรงกับนายห้างดูไบแล้ว อีกสายหนึ่งคือ”รมต.เต้น”  ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ยังอาสาเคลื่อนตัวให้พรรคและม็อบในข่ายของฝั่งตรงข้าม3ป.อยู่


“วราเทพ  รัตนากร”  รมช.คลังกับคดีหวยบนดิน  คดีนี้ “ทักษิณ” เป็นจำเลยที่ 1โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2552  พบว่าการดำเนินการของครม.บิ๊กแม้วนั้นผิด โดย“วราเทพ ” จำคุก 2 ปี แต่รอการลงโทษ พร้อมกับจำเลยคนอื่นๆ อาทิ “สมใจนึก เองตระกูล” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง


“วิโรจน์ นวลแข”  วันที่ 26 ส.ค. 2558 สังคมรับรู้คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องทักษิณ จำเลยที่หนึ่งกับพวกรวม 27 คน เป็นจำเลย กรณีอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในกลุ่มของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงินกว่า 9.9 พันล้านบาทโดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย หนึ่งในนั้นมีชื่อของวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยและคณะ โดยพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 18 ปีกับนายวิโรจน์ (คดีนี้เกิดขึ้นในห้วงที่ทักษิณเป็นสร.1และเชื่อมโยงมายังบุตรชายคนโตของตัวเองคือนายพานทองแท้ ร่วมฟอกเงินโดยมีความสัมพันธ์กับ”รัชฎา”  บุตรชายอดีตผู้บริหารกฤษฎามหานคร และรับโอนเงิน10 ล้านบาทจากเช็คที่ออกโดยนายวันชัย) 

ความพัวพันของเช็คแบงก์กรุงไทยกรณีนี้ที่โยงถึงนายพานทองแท้นั้น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 เห็นว่าพฤติการณ์ของ”พานทองแท้” ตามที่นำสืบมา ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ว่านายวิชัย  อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ได้เงินจากการทุจริต เมื่อจำเลยไม่รู้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟอกเงินและความโล่งใจบังเกิดสุดๆของโอ๊คเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2563 รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เเถลงกรณีอัยการมีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อท.245/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง”โอ๊ค” คดีกล่าวหาร่วมกันฟอกเงิน 10 ล้านบาท จากเหตุที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานคร โดย”เนตร นาคสุข”   รักษาราชการเเทนอัยการสูงสุด ได้พิจารณาเเล้วมีความเห็นตามควรไม่อุทธรณ์คดีตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นมา จึงมีความเห็นชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2564 ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีนี้

“เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดนข้อหาทุจริตการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรในช่วงปี2548-49  โดยการสอบสวนเรื่องนี้ใช้เวลานับสิบปี วันที่ 14 มิ.ย. 2560 ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเสี่ยไก่ ต่อมาวันที่ 24 ก.ย. 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา”นายวัฒนา”  นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548–2549 นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) นายอภิชาติ หรือ(เสี่ยเปี๋ยง )จันทร์สกุลพร อดีตนักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ “อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลย คดีถูกกล่าวหาว่าทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร    

โดยสั่งให้จำคุก”วัฒนา” เป็นเวลา 99 ปี ตามกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี พร้อมจำคุกเสี่ยเปี๋ยง  เป็นเวลา 66 ปี ให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี จำคุก น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง เป็นเวลา 20 ปี น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว  เป็นเวลา 44 ปี  และจำคุกนายอริสมันต์ เป็นเวลา 4 ปี  ส่วนคนอื่นๆโดนโทษจำและปรับ และยกฟ้องจำเลยบางคน  คดีนี้เสี่ยไก่ขอประกันตัวมาสู้คดี และตอนนี้นายวัฒนาย้ายไปสังกัดพรรคไทยสร้างไทยเรียบร้อยหลายนาทีแล้ว

“พิชิต ชื่นบาน”กับตำนานถุงขนม 2 ล้าน  ปฐมบทของเรื่องนี้มาจากคดี “ที่ดินรัชดา” ซึ่ง “ทักษิณ ” และ “คุณหญิงพจมาน  ณ ป้อมเพ็ชร์” ผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้ในช่วงนั้นต้องสู้ความ โดยพบว่าวันที่ 10มิ.ย.2551  ระหว่างที่พิจารณาคดี  นายวิชิตและพวกในตอนนั้นทำหน้าที่ทนายความให้กับผู้ถูกกล่าวหาและเกิดประเด็น “ถุงขนม” (มีการใส่เงิน 2 ล้านบาทในถุงขนมไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง )      

“อนันต์ วงศ์ประภารัตน์”  เลขานุการศาลฎีกา (ผู้กล่าวหา) ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ศาลฎีกาฯ  โดยม.ล.ฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา แจ้งเรื่องที่1ในคณะทนายความของนายทักษิณ “นำสิ่งของซึ่งเป็นถุงกระดาษสีขาวปิดสกอตเทปใสมิดชิดมาให้เจ้าหน้าที่ว่าจะรับไว้ได้หรือไม่ เมื่อเปิดถุงแล้วพบธนบัตร 1,000 บาท จำนวน 2 ตั้ง ตั้งละ 10 มัด รวมประมาณ 2 ล้านบาท  อนันต์จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งคืน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่นายทักษิณ จะเดินทางมาถึงศาลเพื่อรายงานตัว”    

คดีนี้มีการตัดสินลงโทษเรื่องการให้สินบนศาลและการละเมิดอำนาจศาล กับทีมงานถุงขนม 3 ชีวิต แต่ต่อมา “พิชิต”ได้เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทยและยังเป็นทีมกฎหมายให้พรรคไทยรักษาชาติในเวลาต่อมา

….ยังมีอีกหลายคนร่วมวีรกรรมสนองนายใหญ่  ยาวเป็นหางว่าว จึงขอยกยอดไว้ในตอนต่อไป  โปรดติดตาม…. 

พันธมิตรแป้งมัน “ธรรมนัส” ปั้นโมเดลบ้านใหญ่ ไม่พึ่งลุงตู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489550

24 ต.ค. 2564 |16:00 น.

จับตาพลังแป้งมัน “ธรรมนัส” ผนึกวิรัช รัตนเศรษฐ ปั้นโมเดลบ้านใหญ่ สร้างฐานเสียงสร้างแนวร่วมต่างค่าย หลบกระแสไล่ประยุทธ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

นครราชสีมาคือ ป้อมค่ายพลังประชารัฐ และขุมกำลังของ “ธรรมนัส” และวิรัช รัตนเศรษฐ ทั้งสายเหนือและสายอีสานมากกว่า 20 ชีวิต พยายามสร้างโมเดลบ้านใหญ่ ไม่พึ่งกระแสประยุทธ์ ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ประจักษ์

“ธรรมนัส” พยายามจะดึง พล.อ.ประวิตร มาโคราชถึง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ย้ำชัดถึงสูตรสำเร็จบ้านใหญ่ของวิรัช นี่คือของจริง พลังประชารัฐจะสู้ได้กับทุกพรรค

เฉพาะภาคอีสาน ที่มีกระแสไล่ประยุทธ์มากกว่าภาคอื่น “ธรรมนัส” เชื่อว่าทฤษฎีบ้านใหญ่ ไม่เล่นกระแส จะลดเป้าการถูกโจมตีจากคู่แข่ง และเอาชนะในสมรภูมิได้

วันที่ 1 ต.ค.2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และวิรัช รัตนเศรษฐ จัดคิวให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา พร้อมกับระดม ส.ส.เหนือ อีสาน และภาคกลาง ประมาณ 30 คนที่ มาต้อนรับ พล.อ.ประวิตร

วันที่ 23 ต.ค.2564 “ธรรมนัส-วิรัช” วางแผนให้ พล.อ.ประวิตร ลงโคราชอีกครั้ง แต่คราวนี้ พล.อ.ประวิตร ติดภารกิจไม่ได้ไปด้วย

วิรัช ในฐานะเจ้าบ้านจึงต้อนรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่มาเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ และติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

แน่นอน ส.ส.นครราชสีมา สายบ้านรัตนเศรษฐ มาเกือบครบ ขาดไปคนเดียวคือ เกษม ศุภรานนท์ ส่วน ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ สายตรงธรรมนัส ก็มาร่วมด้วย

ที่น่าสนใจ ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ในฐานะเจ้าบ้านมาต้อนรับคณะของธรรมนัส เหมือนครั้งที่ พล.อ.ประวิตร ไปเยี่ยมชาวบ้านที่ อ.โนนไทย ทั้งนายกฯ ยลดา และสามี-วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ก็มารับบิ๊กป้อมอย่างอบอุ่น

ลึกๆแล้ว วิรัช รัตนเศรษฐ และตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เป็นพันธมิตรการเมืองระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะศึกเลือกตั้งนายก อบจ.นครราชสีมา ที่ผ่านมา

‘โคราชโมเดล’

เหตุที่ “ธรรมนัส” เลือกโคราชโมเดล เพราะมีฐานกำลังอันแข็งแกร่งของวิรัช รัตนเศรษฐ ต่างจากขอนแก่น พื้นที่ของเอกราช ช่างเหลา ซึ่งเสี่ยงจะสูญเสียเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น ที่มีอยู่ 2 ที่นั่งในสมัยหน้า

ดังที่รู้กัน ส.ส.นครราชสีมา 14 เขต 14 คน แยกเป็นพลังประชารัฐ 6 คน, เพื่อไทย 5 คน ,ภูมิใจไทย 3 คน และชาติพัฒนา 1 คน

วิรัชเป็น ส.ส.นครราชสีมา โดยอาศัยบารมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ก่อนจะสร้างฐานเสียงของตัวเองให้มั่นคง ขนาดสึนามิทักษิณปี 2548 ภรรยาวิรัช ยังได้ ส.ส.คนเดียวจากพรรคมหาชนของโคราช

ปี 2554 วิรัช พาลูกเมียไปซบพรรคเพื่อไทย แต่มีคดีสนามฟุตซอลติดตัว จึงย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ เลือกตั้งหนที่แล้ว วิรัชพาครอบครัวเข้าสภาฯ ได้ถึง 4 คนคือ ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ (เขต 4) อธิรัฐ รัตนเศรษฐ (เขต 6) ทัศนียา รัตนเศรษฐ (เขต 7) และทัศนาพร เกษเมธีการุณ (เขต 8)

ส่วนคนหน้าใหม่ เกษม ศุภรานนท์ (เขต 1) มาด้วยกระแสประยุทธ์ และ สมศักดิ์ พันธ์เกษม(เขต 11) ส.ส.หลายสมัยและย้ายมาหลายพรรค มีฐานเสียงสำคัญที่ อ.ปักธงชัย

แม้วันข้างหน้า วิรัช และภรรยา อาจต้องเจอวิบากสนามฟุตซอล แต่ด้วยการปูทางสร้างฐานในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ วิรัชเชื่อมั่นว่า สมัยหน้า พลังประชารัฐจะได้ ส.ส.เพิ่มแน่

‘พันธมิตรแป้งมัน’

อีกเหตุผลหนึ่งที่ “ธรรมนัส” เลือกโคราช เพราะวิรัช เป็นพันธมิตรกับ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และ “แม่หน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา

ฉายาแป้งมันพันล้าน ไม่ได้คุยโม้โอ้อวด เพราะตระกูลหวังศุภกิจโกศล เป็นเจ้าของโรงงานแป้งมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เอี่ยมเฮง โมดิฟาย สตาร์ช จำกัด

วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล แม่ทัพโคราช พรรคภูมิใจไทย นำ ส.ส.เข้าสภา ตามเป้าหมาย จึงได้รับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ก่อนจะสับเปลี่ยนมาเป็น รมช.คมนาคม

ตอนเลือกตั้งท้องถิ่น ยลดา หวังศุภกิจโกศล คู่ชีวิตกำนันป้อ ลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมา เปิดดีลกับทุกก๊กการเมืองในโคราช จึงนำโด่งม้วนเดียวจบ

ค่ายภูมิใจไทยโคราช มี 3 คนคือ อภิชา เลิศพชรกมล (เขต 9) ,พรชัย อำนวยทรัพย์ (เขต 10) และวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ (เขต 13) เลือกตั้งสมัยหน้า นครราชสีมามี ส.ส.เพิ่มจาก 14 คน เป็น 16 คน กำนันป้อก็หวังจะได้เก้าอี้ ส.ส.เพิ่ม

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร พันธมิตรการเมืองระหว่าง วิรัชกับยลดา จะพัฒนาจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติหรือไม่ คงต้องรอดู เมื่อมีการยุบสภา

ตรวจแถว…คนการเมือง “โทนี่ วู้ดซัม “ยังฝันคนอีสานไม่ปันใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489489

24 ต.ค. 2564 |05:00 น.

การเลือกตั้งยังไม่รู้จะมีเมื่อไหร่ แต่ทว่า “โทนี่ วู้ดซัม”โหมน่าดู ราวกับว่า ตัวเองยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดคะแนนให้พรรคการเมืองที่พร้อมสนับสนุนตนได้กลับประเทศ แต่ดูจะเป็นฝันไกลต้องไปให้ถึงมาพร้อมฝันค้างด้วยหรือไม่ ติดตามได้จาก เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

วาระการเมืองห้วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา คงไม่พ้นประเด็น”การทำโพลล์ภายในของพรรคพลังประชารัฐ” ในหลากพื้นที่และน่าสนใจคือปักษ์ใต้นั้น พปชร.มี 14 ส.ส.แต่กระแสข่าวที่ออกมาสอบผ่านแค่”สี่ชีวิต”หากมีการเลือกตั้ง เพราะผู้แทนฯพปชร.ในภาคนี้หลายคนไร้ฐานคะแนนและสอบได้เพราะกระแส”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”ล้วนๆ  

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

ดังนั้นพ่อบ้านพรรคที่ชื่อ”ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า”จึงลงมือทำโพลล์เช็กเรตติ้งเพื่อรับมือแต่หัววัน…แต่มิวายโดนมองว่า“ผู้กองตุ๋ย”กำลังจัดทัพใหม่ เพื่อสถาปนาอำนาจของหน่วยขึ้นตรงในพรรค หากใครที่ไม่สมยอมก็อาจจะหลุดวงโคจร(ไม่ได้ลงสมัครส.ส.โดนอ้างผลโพลล์ ) จนเกิดความปั่นป่วนไปในยามนี้

แม้ในความจริงนั้นพื้นที่ความเสี่ยงสูงหลายจังหวัดของพปชร.ที่มีผู้แทนฯปักธงในตอนนี้นั้น   หากนำผลการเลือกตั้ง 22 มี.ค.2562 มากางดู จะพบว่า การที่คนของพปชร.ทั้งหน้าใหม่-หน้าเก่า “สอบได้”นั้น  ชนะคู่แข่งกี่แต้ม?

ตอนนี้พปชร.เริ่มขยับแล้ว โดยปรากฏการณ์ก่อน”ไพบูลย์เอฟเฟ็กต์”จะบังเกิดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น จะเห็นภาพว่า   กทม.เขต 7(ดุสิต-บางซื่อ) ซึ่งพปชร.มี”นส.ธนิกานต์ พรพงศาโรจน์” ปักธงเป็นส.ส.เขตนี้อยู่ แต่ “นายชื่นชอบ คงอุดม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและแกนนำพรรคพลังท้องถิ่นไท ลาออกจากพรรคต้นสังกัดและสมัครเป็นสมาชิกพปชร.แล้ว

ชื่นชอบ คงอุดม" ลาออกจากพรรคพลังท้องถิ่นไทและสมัครเป็นสมาชิกพปชร.ชื่นชอบ คงอุดม” ลาออกจากพรรคพลังท้องถิ่นไทและสมัครเป็นสมาชิกพปชร.

โดยนายชื่นชอบนั้นน่าจะขอลงสมัครผู้แทนฯเขตนี้ในงวดหน้าเพราะตอนนี้”ส.ส.อุ๋ม”โดนคำสั่งศาลให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำตัดสิน”คดีเสียบบัตรแทนกัน”  และโอกาสของลูกชาย”นายชัชชวาลล์  คงอุดม”ที่จะลงสมัครผู้แทนฯเขตนี้นั้น(นายชื่นชอบเคยเป็นส.ส.เขตนี้ สมัยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดนายชื่นชอบลงสมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์) คนวงในพปชร.แจ้งมาคร่าวๆว่า”มีเยอะกว่าเจ้าของพื้นที่คนปัจจุบัน…”

ตรงนึ้คือความหวาดเสียวยิ่งสำหรับผู้แทนฯพปชร.ในวันนี้และผู้สมัคร ส.ส.ในวันหน้า เพราะกระแสเชิงลบในพรรคหากปูดขึ้นบ่อยครั้งผ่านหน้าสื่อ ไม่เป็นผลดีกับพปชร.ในระยะยาว  ดังนั้นผู้บริหารพรรคน่าจะต้องหาวิธีสยบคลื่นใต้น้ำในพรรคแบบถาวรให้ไวที่สุด ไม่เช่นนั้นโอกาสทางการเมืองของพปชร.จะตีบตันลงเรื่อยๆ

ด้าน”พรรคประชาธิปัตย์”ภายใต้การนำทัพของ”อู๊ดด้า” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคสีฟ้าคนที่8นั้นตอนนี้ก็มีวิวาทะของคนในพรรคปูดออกมา บนวาระความไม่พอใจการเตรียมส่งผู้สมัครส.ส.ของผู้บริหารพรรคยุคนี้

จุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่อย่างหนักท่ามกลางปมปัญหาจัดตัวผู้สมัครส.ส.ใต้  จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่อย่างหนักท่ามกลางปมปัญหาจัดตัวผู้สมัครส.ส.ใต้

โดยเสียงที่ดังทะลุมาจากระแวกถนนเศรษฐศิริคือการวางคนใหม่ลงสมัครโดยเมิน“อดีตส.ส.(นายนิพิฐ อินทรสมบัติ)-ส.ส.ปัจจุบัน(นายอันวาร์ สาและ)-นายราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรคที่ขอลงสมัคร ส.ส.พังงา” งวดหน้า  บวกกับเสียงประสานของคนในพรรค เช่น”นายกนก วงษ์ตระหง่าน-นายพนิฐ วิกิตเศรษฐ์”ที่ออกมาในจังหวะพร้อมกันนั้น ย่อมมิใช่ผลบวกกับ”อู๊ดด้า”ในระยะยาว แม้นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคคนที่5จะออกมาเบรกเกมร้อนในปชป.แล้วก็ตาม

รอชมกันว่า”อู๊ดด้า”จะสยบแรงร้อนของคนปชป.ในยุคนี้อย่างไร เพราะเหตุการณ์ 10 มกราคม 2530 ยังเป็นฝันร้ายที่สถิตย์ในใจกองเชียร์พรรคสีฟ้ากันอยู่จนยามนี้…

ขณะที่จังหวะของ”พรรคร่วมรัฐบาล” อาทิ “พรรคภูมิใจไทย”ที่ตอนนี้แกนนำพรรคซึ่งเป็นรมต.กำลังเร่งอัดผลงานคุมไวรัสโควิด-19+การเปิดเมืองรับการท่องเที่ยวและการเปิดประเทศในวันที่1พ.ย.+ติดตามการประมูลสัมปทานระบบคมนาคมเพื่อเป็นต้นทุนหาแต้มจนไม่มีเวลามาปั่นกระแสการเมืองเหมือนหลากพรรคในตอนนี้, พรรคชาติไทยพัฒนาที่นำโดย”นายวราวุธ ศิลปอาชา ” ประธานยุทธศาสตร์พรรคและ”นายประภัตร โพธสุธน “เลขาธิการพรรค”ก็ไม่ยอมตกขบวน เพราะมีการเปิดตัวบุคคลที่สนใจการทำงานการเมืองเข้าร่วมพรรคบ้าง,พรรคชาติพัฒนานั้น”นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ” แกนนำตัวจริง ลงพื้นที่จ.นครราชสีมา ฐานเสียงของพรรคในยามน้ำท่วมเมืองโคราช…ก็ออกมาขยับส่งเสียงเพื่อมิให้สังคมลืมว่ายังมีชื่อร่วมบนเรือเหล็ก

พรรคกล้าที่นำโดย”นายกรณ์ จาติกวณิช”,พรรคไทยภักดีของ”นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม”พยายามปั่นกระแส เพื่อมิให้โดนข้อมูลของพรรคอื่นกลบพื้นที่ข่าว  ส่วนกระแสข่าว”อดีตสี่กุมารพปชร.”เกี่ยวกับการตั้งพรรคนั้น คอการเมืองหลายคนมองว่า“สี่กุมารขยับแน่ แต่รอนิดว่าจะตั้งพรรคเองหรือไปเกาะเรือพ่วงกับพรรคที่เกิดขึ้นแล้วในยามนี้”

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส. และที่ปรึกษาพรรครวมพลังประชาชาติไทยยังต้องจัดไลฟ์สดการเมืองถี่ขึ้นสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส. และที่ปรึกษาพรรครวมพลังประชาชาติไทยยังต้องจัดไลฟ์สดการเมืองถี่ขึ้น

แต่หากยังดูเชิงแล้วไม่เร่งโชว์ตัว กระแสสังคมจะลืมเลือนสี่กุมารไปอย่างมิยากเย็น แม้แต่”พรรครวมพลังประชาชาติไทย”ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ”ลุงกำนัน”ที่เสียอดีตผู้สมัครส.ส.ย้ายกลับพรรคเดิม(ปชป.)ไปแล้วที่ปลายด้ามขวานนั้น

นายสุเทพ ในฐานะกองเชียร์เบอร์1ของพรรคนี้ยังต้องออกรายการผ่าน  โซเชียลเน็ตเวิร์กปลุกขวัญมวลชนและประชันกับ”โทนี่ วู้ดซัม”ที่เฉิดฉายมาแปดเดือนแล้วและมีผลกับกระดานการเมืองเป็นระยะ

หันมองไปยังพรรคขั้วตรงข้ามกันบ้าง ยามนี้”พรรคไทยสร้างไทย”ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ลงพื้นที่ชิงกระแสไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะภาคอีสานนั้น มีการมองกันว่าคุณหญิงหน่อยไม่พลาดที่จะแชร์แต้มออกมาให้มากที่สุด แม้ต้องชิงคะแนนกับพรรคก้าวไกล รวมทั้งอดีตพรรคต้นสังกัดที่ชื่อพรรคเพื่อไทยก็ตาม เพราะพื้นที่อีสานนั้น 116 เขตเลือกตั้งในวันนี้และอาจเพิ่มในวันหน้า ชื่อเสียงของ”คุณหญิงหน่อย”ยังพอขายได้ในหลายจังหวัด และต้องวัดกระแสกับ”นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์”แกนนำพรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองที่มั่นใจว่างวดนี้ชาวบ้านเทใจให้พรรคก้าวไกลมากกว่าเมื่อครั้นที่พรรคอนาคตใหม่เคยลงสนามแน่นอน

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและผู้ต้องหาหนีคดีทุจริตโหมแสดงความเห็นการเมืองด้วยความหวังจะได้กลับประเทศอย่างสง่างามทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและผู้ต้องหาหนีคดีทุจริตโหมแสดงความเห็นการเมืองด้วยความหวังจะได้กลับประเทศอย่างสง่างาม

ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร  หรือ “โทนี่ วู้ดซัม”  ที่ร่วมสนทนาในรายการ CARE Talk x CARE clubHouse  วาระ“ปั้นข้าวเหนียวเคี่ยวความคิด:พรุ่งนี้เพื่อชีวิตคนอีสาน” เมื่อช่วงค่ำวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเปิดรายการ ได้มีการเปิดเพลงเอ็มวี ซึ่งเป็นภาพสมัยนายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายทักษิณได้ร้องเพลง “คิดฮอดบ้านแฮง” ประกอบเอ็มวี ซึ่งช่วงหนึ่งมีเนื้อหาว่า “เลือกตั้งคราวนี้ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทย ความหวังของผมฝากไว้ เลือกพรรคเพื่อไทย ส.ส.เพื่อไทยผมได้กลับบ้านเรา” แปลว่า คนไกลบ้านเปิดเกมรุกต่อเนื่องในภาคอีสานแบบซูเปอร์ทอร์นาโด

บทวิเคราะห์ในไม่กี่วันก่อนชี้ไว้แล้วว่า..คนไกลบ้านยังตรึงยุทธศาสตร์”  ยึดอีสานไว้ได้ โอกาสเป็นรัฐบาลสูง” บวกกับการวิจารณ์การแก้ปัญหาของพลเอกประยุทธ์แบบไม่ยั้งมือและยังทวนความหลังฝันหวานที่จะทำให้คนอีสานลืมตาอ้าปากได้ในห้าปี โดยคนไกลบ้านกล่าวโทษการยึดอำนาจ19 ก.ย.49 และ 22 พ.ค.57 ที่ทำให้ความฝันนี้ของคนอีสานมลายลง 

คนไกลบ้านยังชู”อาจสามารถโมเดล”+ผลงานรัฐบาลไทยรักไทย-เพื่อไทยมาปั่นกระแสขึ้นมาเพื่อซื้อใจประชาชน 20 จังหวัดดินแดนที่ราบสูงให้มากที่สุด เพราะภาคอีสานนั้นมีส.ส. 1ใน3 ของประเทศ และมีประชากรกว่ายี่สิบล้านคน ดังนั้นไม่แปลกเลยหาก“พี่แม้วคนเดิม”จะหยอดคำหวานปลุกชาวที่ราบสูงให้ลงคะแนนกับพท.แบบถล่มทลาย(เลือกส.ส.ยกจังหวัด+ปาร์ตี้ลิสต์)ในคราวนี้เพื่อไม่ให้คู่แข่งในขั้วตรงข้ามคว้าคะแนนไปได้

อย่าลืมว่าในช่วงที่มีการแย่งกันเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน  พท.อ้างเป็นพรรคอันดับหนึ่ง”เพราะมีส.ส.มากที่สุด”จึงควรได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่พปชร.อ้างว่า”ได้คะแนนป็อปปูลาร์โหวตมากที่สุด”ก็มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลและไม่มีกติกาข้อใดห้าม (มารยาททางการเมืองที่จะเปิดโอกาสให้พรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.มากที่สุดจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากเสียงไม่พอ/ดำเนินการไม่สำเร็จ  จึงเปิดทางให้พรรคอันดับสองดำเนินการ) 

กระแสข่าววงในการเมือง ณ ตอนนั้น พบว่า พท.แตะมือกับพรรคสีส้มไว้หลวมๆ รวมทั้งพรรคฝั่งประชาธิปไตยไว้แล้ว และพยายามเชิญพรรคสีฟ้ากับพรรคสีน้ำเงินมาร่วมงานแบบเปิดทุกประตู แต่ตอนนั้นแกนนำ“ปชป.-ภท.”ทราบดีว่า ทิศทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ตอนนั้นวางเข็มมุ่งไปแนวใด…หากไปร่วมแตะมือกับขั้ว “พท.และอนค. “ พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินอาจจะต้องเผชิญชะตากรรมบางอย่างที่มิอาจฝืนได้ (ปชป.ไม่เผาผีกับพท. ส่วนภท.นั้นไม่เอาด้วยกับการปฏิรูปสถาบันของอนค.) และตอนนั้น พปชร.โดยบิ๊กบราเธอร์ที่มีอำนาจเหนือสี่กุมารแห่งพปชร.ยามนั้น เปิด“เงื่อนไขสุดล้ำค่า”ให้สองพรรค ( ฝ่ายนิติบัญญัติ ปชป.ได้ประธานสภาผู้แทนฯ ส่วนภท.ได้รองประธานสภาผู้แทนฯคนที่สาม  ฝ่ายบริหาร ปชป.ได้1รองนายกฯ+ 4รมช. และคุมกระทรวงพาณิชย์-เกษตรและสหกรณ์-พัฒนาสังคมฯ   ด้านภท.ได้ 1 รองนายกฯ+ 4 รมช. และคุมกระทรวงสาธารณสุข-คมนาคม-ท่องเที่ยวฯ) จนเกิดแรงป่วนในพป ชร.เป็นห้วงๆ ตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้

เกมการเมืองตอนนี้”โทนี่ วู้ดซัม”ทราบดีและพยายามกระหน่ำอาวุธหนักไปยัง 3ป.+ผลงานรัฐบาลลุงตู่ นำมาเปรียบเทียบว่า ห่างไกลผลงานของ”รัฐบาลทักษิณ+รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”หลายพันลี้  

ดังนั้นการขายฝันคราวนี้”โทนี่ วู้ดซัม” ยังหยอดมุกว่า“หากคนอีสานยังไว้ใจขอให้เลือกพท.เท่านั้นพอ เมื่อถึงวันนั้น”โทนี่ วู้ดซัม”จะกลับบ้านเกิดและไปแก้ปัญหาให้ชาวอีสานเอง”

และต้องมองว่า”โทนี่ วู้ดซัม” จะอ่อนข้อให้พรรคใกล้ชิดและบางพรรคของขั้วตรงข้ามซึ่งแกนนำพรรคเคยเป็นลูกน้องเก่าได้หายใจหายคอบ้างหรือไม่

เพราะอย่างไรเสีย”โอกาสรัฐบาลพรรคเดียว(377เสียง)เหมือนปี2548นั้น ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง”

“ระบบโลกจะวิกฤตไหม” มองผ่านเลนส์ โดย “โคทม อารียา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489352

24 ต.ค. 2564 |01:00 น.

“มนุษย์มีอิทธิฤทธิ์สูงมาก สามารถทำลายระบบของโลกได้โดยเร่งการสลายตัวสู่ภาวะไร้ระเบียบและการสูญสิ้นสิ่งมีชีวิตไปจากโลกนี้” เนื้อหาตอนหนึ่ง ที่โคทม อารียา ชวนถอดความตามหัวข้อ “ระบบโลกจะวิกฤตไหม” ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อนสุดสัปดาห์

บทความนี้เป็นการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือเล่มหนึ่งโดยสังเขป หนังสือนี้มีชื่อว่า Failing States, Collapsing Systems : BioPhysical Triggers of Political Violence ผู้เขียนชื่อ Nafeez Mosaddeq Ahmed  หนังสือเล่มนี้เตือนว่าเราอาจไปสู่รัฐที่กำลังล้มเหลวและระบบที่กำลังล่มสลาย

โดยมีปัจจัยทางชีว-กายภาพเป็นตัวจุดชนวนที่จะทำให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง ก่อนอื่น หนังสือจะเริ่มกล่าวถึงระบบมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมว่าเป็นระบบเชิงซ้อนที่ปรับตัวได้ (complex adaptive system) เป็นอันว่าควรทำความเข้าใจกับระบบเชิงซ้อนให้ดีก่อน

ระบบเชิงซ้อนย่อมมีองค์ประกอบที่มากหลาย โลกพิภพ ถือเป็นระบบเชิงซ้อนระบบหนึ่ง ตามทฤษฎีของระบบเชิงซ้อน ระบบจะมีคุณสมบัติที่ผุดบังเกิดขึ้น (emergent) จากองค์รวม ซึ่งเป็นมากกว่าคุณสมบัติขององค์ประกอบหรือแม้แต่ผลรวมขององค์ประกอบของระบบ ตัวอย่างในระดับเคมี

เช่น คุณสมบัติความเค็มมีอยู่ในโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โซเดียมและคลอรีนต่างก็ไม่มี

ตัวอย่างระดับอวัยวะ เช่น คุณสมบัติของการสูบฉีดเลือดมีอยู่ในหัวใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทุกเซลล์ของหัวใจรวมกันก็ไม่มี

ตัวอย่างระดับร่างกาย เช่น คุณสมบัติของการมีชีวิต หรือการมีจิตสำนึก ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทุกอวัยวะของร่างกายรวมกันไม่มี

ตัวอย่างของสังคมมนุษย์  เช่น คุณสมบัติทางวัฒนธรรม หรืออารยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่มีมาก่อนแล้วในมนุษย์แต่ละคน

องค์ประกอบและคุณสมบัติอาจซ้อนกันเหมือนรังนก (nested) เช่น นักศึกษากลุ่มหนึ่งเป็นส่วนย่อยของวิทยาลัยที่ศึกษาอยู่ วิทยาลัยเป็นส่วนย่อยของระบบอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษา ซึ่งเป็นส่วนย่อยของระบบการศึกษาทั้งหมด ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบค่านิยม วัฒนธรรม  ตลอดจนระบบกฎหมายของประเทศและระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงระหว่างกันขององค์ประกอบและระบบย่อย ทำให้เกิดการป้อนกลับ (feedback) ภายในระบบย่อย ระหว่างระบบย่อยต่าง ๆ และระหว่างระบบย่อยที่ซ้อนกันเหมือนรังนกกับระบบภายนอก 

วิกฤติเกิดขึ้นเมื่อระบบย่อยจำเพาะระบบหนึ่งอาจก่อให้เกิดแบบแผนที่ผุดบังเกิดขึ้น และกระทบต่อระบบในองค์รวม เช่น เกิดมีเซลล์มะเร็ง เกิดกระบวนการใหม่ในการแปลงสารเคมีในระบบให้เป็นพลังงาน (metabolism)

การผุดบังเกิดดังกล่าวอาจทำให้ระบบมาถึงจุดชะงักงันหรือจุดเปลี่ยน เช่น การขาดแคลนพลังงานอาจทำให้เกิดผลกระทบต่ออารยธรรมมนุษย์และสภาวะแวดล้อมในวงกว้าง

มีกฎทางฟิสิกส์ข้อหนึ่งชื่อว่า กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ (thermodynamics) ความว่า “ในกระบวนการธรรมชาติ เอนโทรปีของระบบอิสระไม่มีทางจะลดลง”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความแตกต่างของคุณสมบัติ เช่น อุณหภูมิ ความดัน ความหนาแน่น ฯลฯ ในระบบจะค่อย ๆ ลดน้อยลงจนกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น ในกล่องใหญ่ ๆ ใบหนึ่ง ในตอนเริ่มต้นมีจุดหลายจุดภายในที่มีอุณหภูมิ ความดัน หรือความหนาแน่น ต่าง ๆ กัน ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติ ไม่นานทุกจุดจะมีอุณหภูมิเท่า ๆ กัน มีความดัน และความหนาแน่นเท่า ๆ กัน

แปลกที่นักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะที่จุดย่อยมีคุณสมบัติต่าง ๆ กันว่าภาวะมีระเบียบ และเรียกภาวะที่จุดย่อยมีคุณสมบัติเหมือนกันว่าภาวะไร้ระเบียบ และเรียกปริมาณที่วัดความไร้ระเบียบว่า “เอนโทรปี” กฎข้อที่สองบอกเราว่า “เอนโทรปีของระบบที่เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นเสมอ”

ในระบบที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตแต่ละหน่วยเป็นการปรากฏรูปของเอนทรอปีเชิงลบ เสมือนเป็นเกาะแยกโดดที่มีเอนโทรปีน้อย สิ่งมีชีวิต “สกัดระเบียบ” หรือสกัดพลังงานจากสิ่งแวดล้อม เพื่อดำรงชีวิต ปรับตัว และมีวิวัฒนาการ เมื่อสกัดมาแล้วก็สะสมไว้ก่อนที่จะใช้ไป

ทั้งนี้ อาศัยกฎเกณฑ์ทางสารสนเทศที่เขียนไว้ในสารพันธุกรรม อย่างไรก็ดี เอนโทรปีที่น้อยจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อชีวิตสิ้นสุดลง เกาะแยกโดดจะมลายหายไป หยุดสกัดพลังงาน กฎข้อที่สองให้คำอธิบายว่า เอนโทรปีจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการคืนสู่ความไร้ระเบียบนั่นเอง

ถ้าพิจารณาในระดับสังคมมนุษย์ มนุษย์นำพลังงานมาใช้ในการผลิต ซึ่งทำให้เกิดอำนาจทางสังคม เกิดระบบเจ้าสมบัติ และการจัดรูปเชิงชนชั้น เราเริ่มใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อของเรา ต่อจากนั้นก็ใช้จากกล้ามเนื้อของสัตว์ จากไม้ จากลม จากกระแสน้ำ จากถ่านหิน จากน้ำมัน และจากการแตกตัวของธาตุนิวเคลียร์

สังคมมนุษย์เปลี่ยนจากสังคมล่าสัตว์-ร่อนเร่เก็บอาหาร มาเป็นสังคมย้ายถิ่น สังคมเลี้ยงสัตว์ เพาะปลูก ศักดินา ใช้ทาส สังคมทุนนิยมแบบเกษตร แบบอุตสาหกรรม แบบการเงิน แบบสารสนเทศ และแบบปัญญาประดิษฐ์

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามทฤษฎี “การเติบโต (growth) และการเจริญก้าวหน้า (progress)” ซึ่งหมายถึงการสกัดพลังงานมาใช้อย่างชาญฉลาด เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่โดยไม่สลายไปสู่ความมืดมนของภาวะไร้ระเบียบ จริงอยู่ นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่าการเผาไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมในกระบวนการฟิวชันที่ทำให้ดวงอาทิตย์สุกสว่างนั้น จะสิ้นสุดลงเมื่อไฮโดรเจนหมดในอีกประมาณ 5,000 ล้านปี เมื่อนั้นโลกก็จะแตกสลายสู่ภาวะไร้ระเบียบของระบบที่เคยเป็นระบบสุริยะ แต่ชะตากรรมของโลกพิภพอาจไม่ยืนยาวถึงปานนั้น

ขณะนี้ มนุษย์มีอิทธิฤทธิ์สูงมาก สามารถทำลายระบบของโลกได้โดยเร่งการสลายตัวสู่ภาวะไร้ระเบียบและการสูญสิ้นสิ่งมีชีวิตไปจากโลกนี้

ฉากทัศน์ (scenario) ที่น่ากลัวเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นไปได้ว่าสังคมมนุษย์อาจมาถึงวิกฤติเพราะสกัดพลังงานมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยงระบบของสังคมมากเกินไป โดยเฉพาะผ่านระบบทุนนิยมที่ไม่รู้จักพอ ทำให้มนุษย์เผชิญความขาดแคลนของเชื้อเพลิงและอื่น ๆ

โดยเริ่มจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ (fossil fuel) การขาดแคลนแร่โลหะ สารที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ธาตุหายาก (rare earth) ตลอดจนขาดแคลนปุ๋ยฟอสเฟต ที่ดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก น้ำที่สะอาด เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ผุดบังเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความเป็นเชิงซ้อนสูงมาก ในระบบเชิงซ้อนของสังคม-สิ่งแวดล้อม เหตุอันเกิดแต่น้ำมือมนุษย์ (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมาย ซึ่งเป็นผลจากความสุรุ่ยสุร่ายที่จะสกัดเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ใต้ดินมานับล้านปี มาใช้ให้หมดไปในไม่กี่ชั่วอายุคน!) กว่าจะเห็นผล เช่น ภาวะโลกร้อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นเมตรจนท่วมพื้นที่ที่อยู่ติดทะเล เหตุการณ์สุดโต่งทางภูมิอากาศ ภัยพิบัติธรรมชาติ ฯลฯ ก็ใช้เวลาหลายสิบปี ซ้ำร้าย เมื่อผลเสียเกิดขึ้นแล้ว จะย้อนกลับไประงับเหตุ (ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ก็ทำได้ยาก หรือทำได้ก็ใช้เวลาอีกนานกว่าจะเห็นผลในเชิงบวก

ในช่วงเวลาที่สังคมกระหายพลังงาน ต้องการสกัดพลังงานมาเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของเอนโทรปี คาดได้ว่าพลังงานจะขาดแคลนหรือแพงขึ้น การผลิตพลังงานที่มีการเติบโตมาตลอด กำลังจะคงตัวหรือลดลง ตัวบ่งชี้ที่สำคัญคือ EROI หรือ Energy Return On Investment

การผลิตน้ำมันดิบคุณภาพสูงที่มี EROI 17 : 1 มาถึงระดับคงตัว (plateau) ในปี ค.ศ. 2004 – 2009 การผลิตน้ำมันดิบคุณภาพต่ำ เช่นจากทรายปนน้ำมัน (tar), จากหินดินดาน (shale) มี EROI ต่ำ (4:1 หรือต่ำกว่า) ถ้า EROI ลดลงเหลือ 1 : 1 คงไม่คุ้มการลงทุน การผลิตพลังงานจากถ่านหินคงถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 2026 -2057 ยูเรเนียมเกรดสูงจะขาดแคลนในไม่กี่ทศวรรษหน้า เมื่อนั้น เป็นไปได้ว่าระบบกายภาพจะขาดความสมดุลหรือเกิดความชะงักงัน

เมื่อระบบของโลกพิภพเกิดความชะงักงัน (Earth System Disruption, ESD) ผลที่ตามมาคือการขาดเสถียรภาพของระบบมนุษย์ (Human System Destabilization, HSD) ผลสืบเนื่องจาก HSD คือการขยายตัวของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการทหาร ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ การขยายตัวดังกล่าวหมายถึงการตรึงฐานที่มั่น (entrenchment) ไม่ยอมลดภาวะชะงักงันของโลกพิภพ (ไม่ลด ESD) ผลป้อนกลับคือการขาดเสถึยรภาพยิ่งขึ้นของสังคมมนุษย์ (เพิ่ม HSD) 

การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการเติบโตของการบริโภคพลังงานระหว่าง ค.ศ. 1969 ถึง 2013 GDP ของโลกแปรผันอย่างเป็นเชิงเส้นกับการบริโภคพลังงาน ตั้งแต่ ค.ศ. 1984 การเติบโตของการบริโภคพลังงานและของ GDP มีค่าเกือบคงตัว (เป็น plateau) คาดการณ์ว่าการผลิตเชื้อเพลิงซากพืชซากสัตว์รวมทั้งหมดจะถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 2035 ดังนั้นในครึ่งหลังของศตวรรษนี้  เศรษฐกิจจะหยุดเติบโต คาดการณ์ว่า
 

•    มหาสมุทรจะมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น จากค่า pH = 8.17 ใน ค.ศ. 1850 มาเป็นค่า pH = 7.87 ในปี ค.ศ. 2100
•    จะเกิดคลื่นความร้อนบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
•    อาหารจะขาดแคลนมากขึ้นในบางเขตของโลก 
•    จะเกิดเคราะห์กรรมซ้ำสามแก่สังคมมนุษย์ ได้แก่ : น้ำมันแพง, เครดิตล้มเพราะหนี้, ภาวะโลกร้อน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้มีอำนาจอาจจะพยายามผลักภาระให้สังคม (socialize cost) ส่วนกำไรให้เอกชน (privatize profit) ความรุนแรงทางการเมืองจากตัวละครนอกภาครัฐ (non-state actors) จะทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอลง ความขัดแย้งภายในรัฐเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการก่อการร้าย

การแข่งขันช่วงชิง การก่อความไม่สงบ ความขัดแย้งรุนแรง ฯลฯ อันเป็นผลจากการขาดเสถียรภาพของระบบมนุษย์ (Human System Destabilization, HSD) ก็ตามมา สรุปก็คือ การที่ระบบเชิงกายภาพล้มเหลวอาจส่งผลให้ระบบมนุษย์ขาดเสถียรภาพ ความล้มเหลวของรัฐจะผุดบังเกิด อันเป็นผลจาก ESD และ HSD ที่มีการป้อนกลับต่อกันและกัน

ฉากทัศน์ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่เราไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้น เป็นไปได้ไหมที่เราจะหยุดม้าที่ขอบเหว หันมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ Nafeez

ผู้แต่งหนังสือเล่มที่ผมนำมาอ้างนี้ มีข้อเสนอพอสรุปได้ดังนี้ สังคมมนุษย์ต้องช่วยกัน


•    พัฒนาพลังงานสะอาด
•    ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
•    ปฏิบัติใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular) : มีการนำวัสดุมาใช้ประโยชน์ใหม่ตลอดห่วงโช่ (chain) การผลิตและการบริโภค 
•    คิดค้นนโยบายสร้างความเจริญรุ่งเรืองโดยไม่เติบโต
•    ปฏิวัติระบบสารสนเทศในเชิงบวกเพื่อเพื่อนมนุษย์
•    ปลดปล่อยให้มนุษย์ทุกคนได้พัฒนาตามศักยภาพและมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการทะนุถนอมโลกใบนี้ไว้ให้ลูกหลาน

บ้านใหญ่พัทลุง”ธรรมเพชร”ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489473

23 ต.ค. 2564 |18:00 น.

ปชป.ยุคบ้านใหญ่ “ธรรมเพชร” ตระกูลดัง ส่งลูกชายนายก อบจ.พัทลุง ลง ส.ส.สมัยหน้า แทน นิพิฏฐ์ ร้อนระอุไปทั้งภาคใต้

พัทลุงวันนี้ ตระกูล “ธรรมเพชร” ไม่ต่างจากบ้านใหญ่ ที่มีบารมีครอบคลุมทั้งจังหวัด หลังชัยชนะของวิสุทธิ์ ธรรมเพชร ในศึกนายก อบจ.พัทลุง และที่สำคัญ วิสุทธิ์เอาชนะผู้สมัครของ นาที รัชกิจประการ ผู้ยิ่งใหญ่ค่ายภูมิใจไทย

บ้านใหญ่พัทลุง"ธรรมเพชร"ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์บ้านใหญ่พัทลุง”ธรรมเพชร”ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์

                               วิสุทธิ์ ธรรมเพชร      

สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง ในฐานะผู้แทนนอกสภา ก็ยังเป็นตัวแทน “ธรรมเพชร” ในเวทีสภาฯ และในพรรค ปชป. สุพัชรี เป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย

บ้านใหญ่พัทลุง"ธรรมเพชร"ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์บ้านใหญ่พัทลุง”ธรรมเพชร”ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์

                       สุพัชรี ธรรมเพชร

การเลือกตั้งสมัยหน้า ตระกูล “ธรรมเพชร” วางตัว นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ลูกชายวิสุทธิ์ นายก อบจ.พัทลุง ลงสมัคร ส.ส.พัทลุง เขต 2 นี่คือต้นตอของรอยร้าวใน ปชป.สายใต้ 

บ้านใหญ่พัทลุง"ธรรมเพชร"ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์บ้านใหญ่พัทลุง”ธรรมเพชร”ไม่ถอย ดันทายาทแทนนิพิฏฐ์

สุดสัปดาห์นี้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรค ปชป. ลุกขึ้นมาทวงถามเรื่องการวางผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 พัทลุง ซึ่งนิพิฏฐ์เองยืนยันจะไม่ลง ส.ส.เขต

แต่จะไปลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่เหตุใด จึงมีชื่อ นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ลูกชายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ. พัทลุง 

นิพิฏฐ์กังขาว่า ทำไม นริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เขต 3 และสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง จึงไม่ปรึกษาหารือเขาก่อน และก่อนหน้านี้ ได้คุยกันก็จะเลือกอีกคนหนึ่งมิใช่หรือ

ชั่วโมงนี้ เป็นยุคของบ้านใหญ่ “ธรรมเพชร” หลังโค่นทหารเอกของเจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ เป็นนายก อบจ.สมัยที่ 2 และคาดว่า คณะกรรมการบริหาร ปชป.ชุดปัจจบัน คงเลือกตัวแทนบ้านใหญ่ลงสนาม

‘บ้านใหญ่ธรรมเพชร’

ตระกูล “ธรรมเพชร” เริ่มสยายปีกคุมท้องถิ่นพัทลุง ด้วยการจับมือเจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ ยึด อบจ.พัทลุง แต่ภายหลัง 2 ตระกูลดัง ต้องมาแข่งขันกันเอง 

ฤดูเลือกตั้ง 2562 ภูมิศิษฎ์ คงมี ส.อบจ.เขต อ.เขาชัยสน (สายตรงเจ๊เปี๊ยะ) เอาชนะสุพัชรี ธรรมเพชร ลูกสาวของสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 6 สมัย ทำให้ สุพัชรี เป็นผู้แทนนอกสภาแบบเจ็บปวด

สำหรับ สุพัฒน์ ธรรมเพชร ยังทำหน้าที่กุนซือให้ลูกสาวและน้องชาย วิสุทธิ์ ธรรมเพชร แต่อีกบทบาทหนึ่ง สุพัฒน์เป็นประธานกรรมการสหกรณ์โคเนื้อศรีวิชัย(พัทลุง)จำกัด ขับเคลื่อนการเลี้ยงโคเนื้อ  โคขุน และโคพื้นบ้าน  

สุพัฒน์ เกิดที่บ้านทุ่งยาว ต.โคกชะงาย อ.เมือง จ.พัทลุง เมื่อเรียนจบจากวิทยาลัยครูสงขลา ก็มาเป็นครูที่โรงเรียนพัทลุง และทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ด้วยเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี พูดจานุ่มนวล ไม่ก้าวร้าว จึงทำให้เขามีเพื่อนฝูงมากมาย

ปี 2535 สุพัฒน์ จึงลงสมัคร ส.ส.เป็นครั้งแรก ในสีเสื้อ ปชป. และได้เป็น ส.ส.รุ่นเดียวกับนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เครือข่ายฐานเสียงของสุพัฒน์คือ กลุ่มเครือญาติ, กลุ่มครู, กำนันผู้ใหญ่บ้าน และนักการเมืองท้องถิ่น

ปี 2550 สุพัฒน์ ส่งไม้ต่อให้ลูกสาว สุพัชรี ลงสนาม ส.ส.แทนเขา และวางแผนดันน้องชาย วิสุทธิ์ ธรรมเพชร เป็นนายก อบจ.พัทลุง 

‘พลังพัทลุง’

คอการเมืองพัทลุงทราบดีว่า ตระกูล “ธรรมเพชร” กับ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง อยู่พรรคเดียวกัน แต่เดินคนละเส้นทาง     

ปี 2555 เจ๊เปี๊ยะ จับมือสุพัฒน์ ธรรมเพชร ส่ง วิสุทธิ์ ธรรมเพชร ซึ่งเป็นน้องชายสุพัฒน์ และน้าชายสุพัชรี ชิงเก้าอี้นายก อบจ.พัทลุง โดยมีคู่แข่ง โอภาส รองเงิน อดีต ส.ส.พัทลุงที่มี นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ และนริศ ขำนุรักษ์ สนับสนุน

ผลเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง วิสุทธิ์ ธรรมเพชร ชนะโอภาส รองเงิน ส่งผลให้ตระกูลธรรมเพชร ผงาดคุมท้องถิ่นพัทลุง 

เมื่อเจ๊เปี๊ยะรับบทแม่ทัพใหญ่ค่ายเนวิน จึงทำให้ตระกูลรัชกิจประการ กับ “ธรรมเพชร” กลายคู่ปรปักษ์ทางการเมือง โดยยกแรก เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 เจ๊เปี๊ยะ ชนะ โดยนำ ส.ส.ป้ายแดงเข้าสภา 2 คน

ปี 2563 เลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง เจ๊เปี๊ยะ ส่ง ภุชงค์ วรศรี อดีตประธาน สภา อบจ.พัทลุง ลงชนแชมป์เก่า วิสุทธิ์ ธรรมเพชร โดยค่ายภูมิใจไทยทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ หวังยึดพัทลุงเบ็ดเสร็จ

ท้ายที่สุด วิสุทธิ์ ธรรมเพชร ชนะภุชงค์ วรศรี ทีมภูมิใจพัทลุง ด้วยคะแนนขาดลอยทิ้งห่างกว่า 4หมื่นคะแนนเสียง 

ชัยชนะครั้งนี้ ทำให้ตระกูล “ธรรมเพชร” มีความมั่นใจในการทำศึกสนามใหญ่ จึงเตรียมส่งลูกชายวิสุทธ์ ลงสนาม ส.ส.เขต 2 แทนนิพิฏฐ์ ที่ประกาศวางมือจากสนาม ส.ส.เขต

เทียบฟอร์มว่าที่ “นายกฯ” 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489428

23 ต.ค. 2564 |12:00 น.

ว่าที่ “นายกฯ” จากสองพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อไทย – พลังประชารัฐ สะท้อนความแตกต่างระหว่างลมใต้ปีก กับ คลื่นใต้น้ำ

เทียบฟอร์มว่าที่ "นายกฯ" 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวินเทียบฟอร์มว่าที่ “นายกฯ” 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวิน

พรรคเพื่อไทย ขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มของโลกยุคใหม่ เสนอทิศทางจากคนแดนไกลผ่านคลับเฮ้าส์ ขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาล ขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มเดียวกันผ่าน คนรุ่นเก่า สวัสดีทุกเช้าของแต่ละวัน  ปั้นข้าวเหนียว เคี่ยวความคิด พรุ่งนี้เพื่อชีวิตคนอีสาน โทนี่รีเทิร์นกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป อีสานต้องเป็นโซนพิเศษ เพื่อให้คนอีสานหายจน เป็นส่วนหนึ่งในเศรษฐกิจโลก ไม่มองแค่ตลาดในประเทศไทย เรื่องนี้ทำไม่ยาก แค่มีเวลาทำต่อเนื่อง

เทียบฟอร์มว่าที่ "นายกฯ" 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวินเทียบฟอร์มว่าที่ “นายกฯ” 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามและประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 36 เปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ    46ประเทศ เข้าไทยไม่ต้องกักตัว  ยกเลิกเคอร์ฟิวส์ 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว  ส่วนความหวาดวิตก โควิดระบาดระลอกใหม่นายกฯบอกไม่ต้องกังวลไป  เปิดได้ก็ปิดได้ตามสถานการณ์  
 

เทียบฟอร์มว่าที่ "นายกฯ" 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวินเทียบฟอร์มว่าที่ “นายกฯ” 2พรรคใหญ่ใครจะเข้าวิน

พรรคเพื่อไทย รีโนเวทพรรคใหม่ เริ่มจากโลโก้และสโลแกน ปรับแนวคิด ผูกมิตรกับก้าวไกล จับมือฝ่ายประชาธิปไตย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ยังไม่เปิดตัว ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนใหม่ แต่ใครๆก็คาดการณ์ว่า ไม่พ้น เศรษฐา ทวีสิน ติดเพดานบิน ตามสเป๊กส์ มีแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่  พิสูจน์จากผลประกอบการ นำพาธุรกิจ ฝ่าโควิดมีผลกำไร ขณะที่พี่ใหญ่ ยังคงชู พลเอกประยุทธ์ เป็นนัมเบอร์วัน ในการกลับมาบริหารประเทศ อีกสมัย  เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกห้าปี


ในช่วงบั้นปลายของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ กำลังเจอวิบากทางการเมือง ใช้การลงพื้นที่แก้ปัญหาอุทกภัย  วัดกำลังภายใน ภายในพรรค  ล่าสุด มีการทำโพลสำรวจความนิยม ส.ส. ภาคใต้  จาก 14 คน ยังเหลือพอที่จะยืนชนกับพรรคการเมืองอื่น ได้เพียงสี่ราย นี่ก็เป็นตลกร้าย ของพลังประชารัฐ เรื่องการคัดเลือก วางตัวผู้สมัคร อำนาจตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่พี่ใหญ่ ไม่ใช่พลเอกประยุทธ์  เทียบกับพรรคเพื่อไทย  ที่ตัดสินใจ ตัดสองเนื้อร้ายให้พ้นทาง แก้ปัญหา การจัดวางตัวผู้สมัครส.ส. ในคราวเดียวกัน  ถือเป็นบทพิสูจน์ ชื่อ ชั้น ทางการเมือง 

ภาคอีสานกลายเป็นสมรภูมิ สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างเห็นได้ชัด ก้ าวไกลขอไปด้วยกัน สโลแกนประชุมพรรคก้าวไกลที่ขอนแก่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  28 ตุลา ถึงคิวของพรรคเพื่อไทย มีนัดหมายปั้นข้าวเหนียว เคี่ยวความคิดเพื่อชีวิตของคนอีสาน พรรคพลังประชารัฐ ประชุมใหญ่เมื่อกลางเดือนกันยา ยังคงเรียกหาความสมัครสมานสามัคคี กำชับส.ส. ลงพื้นที่ เตรียมรับการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ คือความต่างของสองพรรคใหญ่ ขณะที่เพื่อไทย มีโทนี่ และแคร์ คิดเคลื่อนไทยเป็นลมใต้ปีก สถานการณ์ของพรรคพลังประชารัฐกลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ