“ยกเลิกเคอร์ฟิว” ความท้าทายใหม่รัฐบาล”ลุงตู่” เปิดประเทศเผชิญโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489374

22 ต.ค. 2564 |21:00 น.

การตัดสินใจ “ยกเลิกเคอร์ฟิว” 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวรองรับเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของรัฐบาล”ลุงตู่”ในการต่อสู้กับโรคร้ายโควิด-19 /เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

ความพยายามเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เริ่มเด่นชัดขึ้นทุกขณะ โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  ลงนาม ข้อกำหนดคลายล็อคพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว รับการเปิดประเทศ จำนวน 3 ฉบับ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อค่ำวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา


ฉบับแรก เป็นการออกข้อกำหนดผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 สำหรับจังหวัดนำร่องท่องเที่ยวรับการเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย.นี้

ฉบับสองเป็นการประกาศ 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ซึ่งได้แก่

๑. กรุงเทพมหานคร

๒. จังหวัดกระบี่

๓. จังหวัดชลบุรี (เฉพาะอำเภอบางละมุง เมืองพัทยา อำเภอศรีราชา อำเภอเกาะสีชัง และ อำเภอสัตหีบเฉพาะตำบลนาจอมเทียนและตำบลบางเสร่)

๔. จังหวัดเชียงใหม่ (เฉพาะอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอดอยเต่า อำเภอแม่ริม และอำเภอแม่แตง)

๕. จังหวัดตราด (เฉพาะอำเภอเกาะช้าง)

๖. จังหวัดบุรีรัมย์ (เฉพาะอำเภอเมืองบุรีรัมย์)

๗. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (เฉพาะตำบลหัวหินและตำบลหนองแก)

๘. จังหวัดพังงา

๙. จังหวัดเพชรบุรี (เฉพาะเทศบาลเมืองชะอำ)

๑๐. จังหวัดภูเก็ต

๑๑. จังหวัดระนอง (เฉพาะเกาะพยาม)

๑๒. จังหวัดระยอง (เฉพาะเกาะเสม็ด)

๑๓. จังหวัดเลย (เฉพาะอำเภอเชียงคาน)

๑๔. จังหวัดสมุทรปราการ (เฉพาะบริเวณพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ)

๑๕. จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เฉพาะเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า)

๑๖. จังหวัดหนองคาย (เฉพาะอำเภอเมืองหนองคาย อำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ และ อำเภอท่าบ่อ)

๑๗. จังหวัดอุดรธานี (เฉพาะอำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอบ้านดุง อำเภอกุมภวาปี อำเภอนายูง อำเภอหนองหาน และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม)

ฉบับสาม เป็นมาตรการการควบคุมการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร 

อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดผ่อนคลายมาตรการโควิดสำหรับจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว มี 8 มาตรการสำคัญหนึ่งในนั้นคือ “ยกเลิกเคอร์ฟิว”พื้นที่นำร่องท่องเที่ยวตั้งแต่ห้าทุ่มของวันที่ 31 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งใน 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวจึงได้รับการ”ยกเลิกเคอร์ฟิว”ตั้งแต่ห้าทุ่มของวันที่ 31 ต.ค เป็นต้นไปด้วย

แต่ในข้อกำหนด ยังคงให้ปิดสถานบันเทิงลักษณะคล้าย ผับ บาร์ ไประยะหนึ่งก่อน นั่นก็สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่า ในส่วนของการเปิดสถานบันเทิง ผับบาร์ และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ภายในต้นเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

นี่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะอย่าลืมว่า ก่อนมาถึงวันที่นายกฯลงนามออกข้อกำหนดและประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อค่ำวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา 

"ยกเลิกเคอร์ฟิว" ความท้าทายใหม่รัฐบาล"ลุงตู่" เปิดประเทศเผชิญโควิด“ยกเลิกเคอร์ฟิว” ความท้าทายใหม่รัฐบาล”ลุงตู่” เปิดประเทศเผชิญโควิด

พล.อ.ประยุทธ์  เคยออกแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย  ด้วยการยืนยันพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ 

“ที่ผ่านมา เป็นความหนักใจที่สุดในชีวิตของผมเองด้วย ที่ต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างปกป้องชีวิตคน กับปกป้องการทํามาหากิน เป็น 2 ทางเลือกที่ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้เมื่อเราเลือกที่จะปกป้องชีวิตประชาชน เรากลับต้องทําให้ชีวิตเหล่านั้นพบเจอกับความยากลําบากในการทํามาหาเลี้ยงชีวิต ต้องอยู่อย่างไม่มีรายได้ หรือหากเราเลือกที่จะปกป้องการทํามาหากินตามปกติของประชาชน เราก็คงต้องเจอกับการสูญเสียชีวิต ที่อาจจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเสาหลักที่หาเลี้ยงครอบครัวเรา…

ถ้อยแถลงตอนหนึ่งเมื่อวันที่ 11 ต.ค.64  ย่อมบ่งบอกถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญที่คนเป็นผู้นำต้องรับรู้มาบ้างแล้วว่า กำลังจะเจออะไรบ้างนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป 

เพราะไม่ใช่เพียงแค่ การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศที่ทยอยเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย  ซึ่งก็ยังไม่อาจทราบได้ว่า จะมีจำนวนมากมายเพียงใด

แต่ที่แน่ๆ ประเด็นของมาตรการการคัดกรอง การควบคุมแพร่ระบาดระลอกใหม่จากภายนอกเข้าประเทศต่างหากที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือครั้งนี้ชนิดไม่ให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่เปอร์เซนต์เดียว 

อีกทั้ง การเปิดรับนักท่องเที่ยวในช่วงวันเวลาดังกล่าว ก็มาพร้อมกับการยกเลิกเคอร์ฟิว 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ซึ่งมีจังหวัดสำคัญ นั่นคือ “กรุงเทพมหานคร” ที่ได้รับอานิสงส์ ได้กลับมาดำเนินชีวิต ตามปกติ  

แน่นอนว่า ในการเปิดประเทศให้กับ 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว พร้อมกับ ยกเลิกเคอร์ฟิว ยังไม่มีเรื่องของการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์  และอนุญาตให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ในช่วงนั้น

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากมาตรการควบคุมดูแลไม่ได้เป็นไปอย่างเข้มงวด ปล่อยปละละเลย 

ปัญหาการแพร่ระบาดในลักษณะคลัสเตอร์ คงกลับมาอีกเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า แม้ว่าประชาชนจะได้รับการฉีดวัคซีนกันเกือบ 60 เปอร์เซนต์แล้วก็ตาม 

หากการตัดสินใจครั้งนี้ โดยที่รัฐบาลภายใต้การนำ”ลุงตู่” เตรียมการรับมืออย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลลัพธ์เชิงบวกย่อมกลับคืนสู่ประเทศได้อย่างแน่นอน

ทำนองกลับกัน หากผลลัพธ์ออกมาเชิงลบมากกว่า พบการแพร่ระบาดมากขึ้นจากการเปิดประเทศ ทั้งที่ประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม  ย่อมเป็นตัวสะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาลไม่สามารถเอาอยู่  รังจะเป็นเพิ่มคะแนนความนิยมที่กำลังถดถอยมากขึ้นไปด้วย

นี่จึงเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของรัฐบาลพล.อ.ปะยุทธ์ จันทร์โอชา  

เกมโพลลับ “ธรรมนัส” งัดสุชาติ จัดแถวใหม่ ส.ส.ใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489346

22 ต.ค. 2564 |16:00 น.

พลังประชารัฐยังไม่สงบ “ธรรมนัส” จัดแถวใหม่ ส.ส.ใต้ ด้วยโพลลับรายพื้นที่ ส่งสัญญาณไม่เอาทีมงาน พ.อ.สุชาติ และกลุ่มเพื่อนประยุทธ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

นับแต่เป็นเลขาธิการพรรค “ธรรมนัส” ตั้งธงจัดแถว ส.ส. ด้วยการทำโพลสำรวจความนิยมในทุกพื้นที่ หากใครเสียงไม่ดีผลงานในพื้นที่ไม่เด่น พรรคจะไม่ส่งลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า

วิธีการแบบ “ธรรมนัส” อาจทำในพื้นที่ในภาคกลาง และภาคเหนือลำบาก เพราะมี ส.ส.บ้านใหญ่เยอะ จึงพุ่งเป้าไปที่กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ เพราะส่วนใหญ่เป็น ส.ส.สมัยแรก หรือ ส.ส.นกแล

เฉพาะภาคใต้ กลุ่มใกล้ชิด “ธรรมนัส” รู้สึกไม่พอใจการขยับตัวของ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่ประกาศแยกตัวไปทำงานการเมืองกับปลัดฉิ่ง จึงต้องมีปฏิบัติการตอบโต้

มีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ อ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และทีมงานอย่าง ไผ่ ลิกค์ รองเลขาธิการพรรค ได้จัดทำโพลประเมินความนิยม ส.ส. ในแต่ละภาค นัยว่า แกนนำในกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ให้น้ำหนักกับพื้นที่ กทม. และภาคใต้

เนื่องจาก ส.ส.พื้นที่ดังกล่าวได้รับเลือกมา เพราะกระแส พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ ส.ส.ที่มีฐานเสียงเป็นของตัวเอง

แถมปูดชื่อ ส.ส.ใต้ 4 คน ที่ผ่านเกณฑ์ คือ สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส,วัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส,วันชัย ปริญญาศิริ ส.ส.สงขลา และรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช

จะว่าไปแล้ว ส.ส.ใต้ทั้ง 4 คนนี้ ล้วนเป็นสายตรงของ ร.อ.ธรรมนัส และวิรัช รัตนเศรษฐ จึงมีเสียงสะท้อนมาจาก ส.ส.ใต้บางคนว่า การทำโพลก็เหมือนการตีเมืองขึ้นของขาใหญ่ในพรรค

‘ล้างบางผู้การชาติ’

ตอนที่ พ.อ.สุชาติ ออกมาประกาศแยกทางกับพลังประชารัฐ “ธรรมนัส” ไม่แสดงท่าทีใดๆ แต่คนใกล้ชิดอย่าง ไผ่ ลิกค์ และสิระ เจนจาคะ ได้มีวิวาทะตอบโต้ไปบ้าง รวมถึงทีมงานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แจกข่าวบิ๊กป้อมฉุนสุชาติ

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 สมรภูมิภาคใต้ ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ไม่มีอดีต ส.ส. เหมือนภาคอื่น คณะทำงานการเมืองเป็นเครือข่ายเพื่อนประยุทธ์ 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ (ตท.12) ,พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ (ตท.12), พล.อ.บุญธรรม โอริส ,พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาค 4, ภาณุ อุทัยรัตน์, อับดุลฮาริม มินซาร์ ,อนุมัติ อาหมัด ,สวัสดิ์ สมัครพงศ์ และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล (ตท.12)

เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป คณะเสนาธิการภาคใต้ 8 คน ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว. และมีเพียง พ.อ.สุชาติ คนเดียวที่ไม่ขอรับตำแหน่ง ส.ว. เพราะจะลงสมัครนายก อบจ.สงขลา

ดังนั้น ร.อ.ธรรมนัส เลขาธิการพรรค จึงต้องการคุมภาคใต้ให้เบ็ดเสร็จ ด้วยการทำโพลคัดเกรด ส.ส. เนื่องจากส.ส.พลังประชารัฐ ภาคใต้ 14 คน(เดิมทีมี 13 คน และได้รับเลือกซ่อมเข้ามา 1 คน) มีอยู่ 5-6 คน ที่ยังขึ้นต่อ พ.อ.สุชาติ และคณะเสนาธิการสาย พล.อ.ประยุทธ์

ปฏิบัติการล้างบางสายผู้การชาติ ด้วยการทำโพลลับ ส.ส.ใต้ จึงปรากฏเป็นข่าวในช่วงนี้ ซึ่งสะท้อนแรงกระเพื่อมภายในพรรคยังไม่สงบ

‘ยึดปลายด้ามขวาน’

เป็นที่รู้กันในค่ายพรรคลุงป้อม “ธรรมนัส” วางคนไว้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ “ส.ส.บีลา” สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เขต 2

“ส.ส.บีลา” อดีต ส.ท.เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เคยเป็นทีมงานของ สุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ด้วยบุคลิกใจถึง พึ่งได้ ส.ส.บีลา จึงโดดเด่นขึ้นมาในปลายด้ามขวาน

เมื่อเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา ส.ส.บีลา ส่งภรรยา สาลีฮะ มะยูโซ๊ะ ลงชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก แข่งกับ สุชาดา พันธ์นรา แต่ก็พ่ายแชมป์เก่า 2 สมัยไปหวุดหวิด

ในเร็ววันนี้ “ธรรมนัส” มีแผนจะเดินทางไปนราธิวาส เพื่อร่วมประชุมตัวแทนสาขาพรรค ในพื้นที่ นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันแน่นปึ้กของเลขาธิการพรรคกับ ส.ส.บีลา

นอกจากนี้ “ธรรมนัส” ยังแต่งตั้ง อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา เขต 1 เป็นหัวหน้า ส.ส.ภาค 9 เหมือนกับการตั้ง รงค์ บุญสวยขวัญ เป็นหัวหน้าภาค 8

“ธรรมนัส” ส่งสัญญาณชัดว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะเข้ามาคุมภาคใต้แทนที่คณะเสนาธิการเพื่อนประยุทธ์ ฉะนั้น ส.ส.ใต้สายเดิมที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ คงหนาวๆร้อน เมื่อเจอแรงกดดันจากโพลลับ

“ประชาธิปัตย์” อัดกันเอง ก่อนลงสนามเลือกตั้งใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489342

22 ต.ค. 2564 |16:00 น.

“ประชาธิปัตย์” เจ้าที่แรง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง เขต 2 มีปัญหา สะท้อนภาพการเมืองแบบเก่า เลือดใหม่ไหลเข้า แต่เลือดเก่ายังมีปัญหา

"ประชาธิปัตย์" อัดกันเอง ก่อนลงสนามเลือกตั้งใหม่“ประชาธิปัตย์” อัดกันเอง ก่อนลงสนามเลือกตั้งใหม่

15 ตุลาคมที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ เปิดตัว เมธี อรุณ นักร้องนำวงลาบานูน สวมเสื้อสีฟ้า เตรียมชิงเก้าอี้ ส.ส.นราธิวาสในการเลือกตั้งครั้งหน้า บอกผู้คนในแวดวงการเมืองว่า นี่เป็นเลือดใหม่ พร้อมชิงชัยในสนามเลือกตั้ง  โดยมี เจ๊ะอามิง โต๊ะตาหยง หวนคืนรังมาร่วมด้วย  ดูคล้ายกับเป็นสัญญาณการตั้งหลัก เรียกความเชื่อมั่นกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์  แต่ผ่านไปยังไม่เต็มหนึ่งสัดาห์ เรื่องที่ดูเหมือนจะดี ดั่งว่า ก็กลับตาลปัตร 


การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์เสียที่นั่งในปักษ์ใต้ ไปหลายพื้นที่ ทั้งภูเก็ต พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช  ขณะที่2 ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย 
ภูมิศิษฏ์ คงมี  ฉลอง เทอดวีระพงศ์ อยู่ระหว่างรอการตัดสินจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีให้ผู้อื่นเสียบบัตรแทนในการประชุมสภา ตะกอนค้างคาในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถูกกวนให้ขุ่นขึ้นอีกครั้งเมื่อรายชื่อผู้ที่จะลงเลือกตั้งซ่อมถ้ามี ไม่ใช่สายตรงของนิพิฏฐ์ ผู้อ้างสิทธิเป็นเจ้าของพื้นที่ 

พรรคประชาธิปัตย์วางตัวผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร อดีตส.ส.พัทลุงลง ในเขต 1  ส่ง นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง ลงในเขต 3 ตามเดิม  ปัญหาอยู่ที่เขต 2 ที่ จะส่ง นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ลูกชายของ นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นี่เป็นที่มา ของคำถามที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยุคนี้ไม่ถาม ส.ส.เจ้าของเขตเก่าตามธรรมเนียมปฏิบัติก่อนหรือว่า ใครเหมาะสม  ปฏิกิริยาของนิพิฏฐ์ ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับที่ นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคภาคใต้พยายามอธิบายว่า ยินดีต้อนรับหาก นิพิฏฐ์จะกลับมาลงเลือกตั้ง เพราะเจ้าตัววางทายาททางการเมืองเอาไว้แล้ว
 


22 ส.ส.ใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศผนึกกำลังทวงคืนเก้าอี้ส.ส.ภาคใต้คืนให้ครบ หนุน จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ นั่งนายกรัฐมนตรี ตามผลสำรวจว่าสูสีกับพลเอกประยุทธ์รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ภาคใต้อย่างหนัก  ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  ปัญหาวางตัวผู้สมัครไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่เขต 2 พัทลุง  เพราะที่สงขลา และ พังงา ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน 

พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นชื่อเรื่องภูมิภาคนิยม เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รักษาพื้นที่ไว้ไม่ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสไตล์ของพรรค แม้อดีตหัวหน้าพรรคอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ จะพยายามถ่ายเลือด สร้างคนรุ่นใหม่ แต่การเมืองภายในยังเป็นประชาธิปไตย สไตล์คนรุ่นเก่า  นิวเดมแตกกระจาย ไปก้าวไกล ส่วนคนที่มีแนวคิดแบบใหม่   ก็แยกมาอยู่พรรคกล้า   เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ อาจเป็นได้แค่สโลแกน  

ย้อนปม “คดีเหมืองทองอัครา” ขายสมบัติชาติจริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489200

22 ต.ค. 2564 |15:00 น.

แคมเปญที่เรียกร้องให้ประชาชนร่วมลงชื่อและแถลงข่าวของพรรคเพื่อไทยกรณี “คดีเหมืองทองอัครา” ชี้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการที่อนุญาโตตุลาการตัดสินให้รัฐบาลไทยแพ้หรือคู่กรณีกับรัฐบาลไทยประนีประนอมกันได้ ประเทศชาติก็มีแต่สูญเสีย… เป็นอย่างนั้นจริงหรือ

จากแคมเปญของพรรคเพื่อไทย เชิญชวนประชาชนคนไทยทั้งประเทศร่วมกับพรรคเพื่อไทย ลงชื่อปกป้องทรัพย์สินชาติ คัดค้านการนำสมบัติชาติไปแลกชดใช้ความผิดพลาดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้อำนาจ ม.44 สั่งปิด “เหมืองทองอัครา” ที่ LINE OA เพื่อไทย:https://lin.ee/lOrhxhcและบอกว่าอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจะมีคำชี้ขาดในวันที่ 31 ตุลาคมนี้

และพรรคเพื่อไทย อ้างว่า ผลการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหากไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาด อาจทำให้คนไทยต้องเป็นผู้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เพราะต้องนำเงินจากภาษีของประชาชนไปจ่าย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ซึ่งก็ไม่ใช่ พลเอกประยุทธ์ ผู้ใช้อำนาจออกคำสั่ง ม.44 ที่จะต้องเป็นผู้ชดใช้หรือหากประนีประนอมข้อพิพาทกันได้ระหว่าง รัฐบาลกับทางบริษัทแม่”เหมืองทองอัครา” ซึ่งเป็นคู่กรณี อาจมีการนำทรัพยากรและสมบัติชาติไปให้สัมปทานแลกชดใช้ความผิดพลาด เท่ากับว่าประเทศไทยและประชาชนคนไทย กลายเป็นผู้ต้องเสียหายและสูญเสียมหาศาล

“บริษัท คิงส์เกตฯ ซึ่งเป็นบริษัทแม่และคู่กรณีกับรัฐบาลไทยแถลงว่า 1.ข้อเสนอของคิงส์เกตจะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลไทยทุกข้อโดยไม่มีข้อจำกัด ได้รับการอนุญาตทำเหมืองได้ใหม่ทั้งหมด 2. ยังได้รับทำเหมืองในพื้นที่ใหม่เพิ่มเติมนอกจากเหมืองทองที่มีอยู่ 3,900 ไร่ 3. คิงส์เกตมีความมั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากรัฐบาลไทย มีนักลงทุนจากไทยไปร่วม และการดำเนินการครั้งใหม่จะได้รับค่าช่วยเหลือค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ รวมถึงกระบวนการอนุมัติจะดำเนินการโดยเร็ว แต่ข้ามขั้นตอนไม่เป็นไปตามกฎหมายไทย

หากรัฐบาลไทยยินยอมเช่นนั้น และคำแถลงของคิงส์เกตไปปรากฏในคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการจริงคาดว่าไทยจะเสียหายอย่างมหาศาล เป็นการประนีประนอมที่เอาทรัพย์สมบัติชาติไปแลกกับความผิดพลาดของ คสช.หรือหากอนุญาโตตุลาการตัดสินให้ไทยแพ้ ไทยก็ต้องชดใช้ เพราะเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยลงนามไว้ ที่เรียกว่า “นิวยอร์กคอนเวนชัน”

เป็นบางช่วงบางตอนการแถลงข่าวของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย 

เราจึงควรมาไล่เรียงข้อเท็จจริงในเรื่อง”เหมืองทองอัครา” กันเพื่อนำไปสู่คำตอบ

– ปี 2543 บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด จำกัด จากออสเตรเลีย บริษัทแม่ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ชนะประมูล ได้สิทธิสัมปทานการขุดเหมืองแร่ทองคำชาตรีใต้พื้นที่ 1,259 ไร่ ระยะเวลา 20 ปี สิ้นสุดวันที่ 18 มิถุนายน 2563  และเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ พื้นที่ 2,466 ไร่  ระยะเวลา 20 ปี วันที่ 21 กรกฎาคม 2551 – 20 กรกฎาคม 2571

-เหมืองแร่ทองคำอัครา รีซอร์สเซสหรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่า เหมืองทองชาตรี ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่การทำสัมปทานในการขุดหาแร่ทองคำครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.เพชรบูรณ์ ดำเนินกิจการด้วยเงินลงทุนเกือบ 5 พันล้านบาท  มีการจ้างงานคนงานกว่า 1 พันคน

– ปี 2544 เปิดดำเนินการขุดหาแร่ทองคำ

-ปี 2544-2559  เหมืองแร่ทองคำที่ดำเนินกิจการอยู่นั้น มีกลุ่มคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ออกมาประท้วงร้องทุกข์ ร้องเรียนกล่าวหาว่า “เหมืองแร่ทองคำอัคราฯ” แห่งนี้ก่อมลภาวะ ก่อมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม มีการชุมนุมประท้วง ฟ้องร้องขึ้นโรง ขึ้นศาล หลายสิบคดีเป็นข่าวดังระดับโลก สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

-สำหรับค่าเสียหายจากการที่ “เหมืองแร่ทองคำอัครา” ถูกปิด ที่รัฐต้องจ่ายหากแพ้คดี คาดว่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

-ปัญหาร้องเรียนจากชาวบ้านเพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากมลพิษจากเหมืองที่ให้เกิดปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารพิษปนเปื้อนที่มากับดิน น้ำ อากาศรวมถึงยังมีสภาวะเครียดที่เกิดขึ้นจากเสียงของอุตสาหกรรมอีกด้วยและเครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาล คสช. ในขณะนั้นด้วย 

-ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายสนับสนุนเหมืองแร่ฯ โดยในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ประชาชนจากบริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี พนักงานและครอบครัว ประมาณ 5 พันคน ออกมาเคลื่อนไหวรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร

-13 ธ.ค. 2559  มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 72 /2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา โดยในคำสั่งระบุว่า มีการร้องเรียนและคัดค้านการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคําเนื่องจากได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่โครงการทําเหมืองแร่ทองคําหลายแห่ง

จึงมีความจําเป็นต้องกําหนดมาตรการในการป้องกันและระงับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนรวมทั้งกําหนดมาตรการในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา จึงมีคำสั่งระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.  ซึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

-หลังจากที่เหมืองทองคำได้ถูกสั่งให้ระงับการประกอบกิจการตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 72/2559 ทางบริษัทคิงส์เกตได้เจรจาเพื่อยื่นข้อเสนอรัฐบาลไทยให้ชดใช้เป็นจำนวนเงินประมาณ 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่การเจรจาไม่เป็นผล

-เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย Statement of Claim ได้ถูกยื่นต่ออนุญาโตตุลาการด้วยการขอตั้ง คณะอนุญาโตตุลาการ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย

 -รัฐบาลไทยและคิงส์เกตฯเริ่มเข้ากระบวนการไต่สวนอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 3 -12 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ประเทศสิงคโปร์ 

– การพิจารณายังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ  
 

-แม้ว่าจะมีการฟ้องแล้วแต่การเจรจาสามารถทำควบคู่ได้ โดยทางรัฐบาลไทยต้องการใช้แนวทางการเจรจาโดยยึดหลักรัฐไม่เสียหาย เอกชนต้องอยู่ได้ และถ้าหากได้ข้อสรุปก่อนที่อนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยออกมา อาจทำให้บริษัท คิงส์เกตฯ ถอนคำฟ้องก็เป็นไปได้

– นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร  ส.ส.พรรคก้าวไกล เปิดประเด็น ว่า มีการตั้งงบประมาณสู้คดีบริษัท คิงส์เกตฯ ปี 2564 จำนวน111 ล้านบาท รวม 3ปีใช้ไปจำนวน 389 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดว่าเมื่อปี 2562 ใช้งบประมาณไป 60 ล้านบาท ปี 2563 ใช้ไป 218 ล้านบาท และปี 2564 ตั้งงบประมาณอีก 111 ล้านบาท รวม 3 ปี 389 ล้านบาท และไม่รู้ว่าจะต้องเสียอีกเท่าไร เพราะไม่รู้ว่าคดีจะจบเมื่อไหร่

และนายวิโรจน์ ยังบอกว่ามีการตั้งงบประมาณลักษณะนี้ตั้งแต่ปี 2562 และ 2563 แต่ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเพื่อการไกล่เกลี่ยคดี เหมือนเป็นการซุกงบ ฯเอาไว้หรือไม่ส่วนในปีงบประมาณ 2564 ระบุชัดเจนในส่วนงบประมาณประจำปีของกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งทางพรรคก้าวไกลจะแปรญัตติเพื่อขอตัดงบประมาณในส่วนนี้ ไม่สามารถยอมให้ใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้ และจะตั้งงบไปแบบนี้เรื่อย ๆ คงยอมไม่ได้

-ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและอดีตหัวหน้า คสช. รับผิดชอบชดใช้เงินจากการสั่งปิด “เหมืองแร่ทองคำอัครา”  โดยบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่สามารถนำเงินของรัฐมาจ่ายได้ และ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนว่าจะรับผิดชอบ “คดีปิดเหมืองทองอัครา”ด้วยตัวเอง ค่าสู้คดีรัฐในคดีนี้รวม 3 ปี 389 ล้านบาท ค่าเสียหายที่จะต้องจ่ายตามมา หากแพ้คดีอีกเกือบ 40,000 ล้าน ให้ พล.อ. ประยุทธ์ ควักเงินตัวเองจ่ายด้วย 

 ล่าสุด 21 ต.ค. 64 นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับ บริษัท คิงส์เกตคอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย ผู้ถือหุ้นใหญ่บ.อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) ฐานะผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ จ.พิจิตรและเพชรบูรณ์ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และยังไม่มีการออกคำตัดสินชี้ขาดใด ๆ ทั้งสิ้น คู่พิพาททั้ง 2 ฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่ดำเนินการคู่ขนานไปกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ


ทั้งนี้รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล ในการดำเนินการต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการอย่างรอบคอบ รัดกุมและเป็นเอกภาพ สำหรับแนวทางการเจรจายึดถือประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลักภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเป็นธรรมต่อประชาชน ชุมชนในพื้นที่ และผู้ประกอบการ

เป็นข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งซึ่งไม่ตรงกันกับข้อมูลทางพรรคเพื่อไทย

มหากาพย์ “เหมืองแร่ทองคำอัครา”ยังต้องจับตากันต่อไปว่าจะลงเอยอย่างไรสุดท้ายประเทศไทยต้องเสียค่าโง่จำนวนมหาศาล หรือต้องยกสมบัติชาติ แผ่นดินนี้ให้กับบริษัทเอกชนต่างชาติหรือไม่

ไฉนยามนี้…หลากพรรค “ยึดขอนแก่น เป็นหมุดหมายการเมือง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489237

22 ต.ค. 2564 |02:00 น.

พรรคการเมืองต่างลงพื้นที่พบปะประชาชนกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัด”ขอนแก่น” ดูเป็นหมุดหมายสำคัญของหลายพรรคที่กำลังหมายปอง เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์แบบไม่ได้นัดหมายที่ต้องช่วงชิงพื้นที่ตรงนี้ให้ได้ /เจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

พรรคการเมืองต่างลงพื้นที่พบปะประชาชนกันอย่างคึกคัก ไม่ใช่แค่การเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทุกภัยอย่างเดียว หากแต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดภาพจำในตัวบุคคลสังกัดพรรครับการเลือกตั้งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองในช่วงเวลานี้หรือเมื่อไหร่ การซักซ้อมเตรียมความพร้อมจตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษในพื้นที่ภาคอีสาน  อย่างจังหวัด ขอนแก่น  หลายหลากพรรคไม่ว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ลงพื้นที่ทำกิจกรรมการเมือง-เปิดตัวว่าที่สมาชิกพรรคและผู้สมัครส.ส.กันเนืองๆ 

มาเอกซเรย์กันสักหน่อย จังหวัดนี้มีผู้แทนราษฎรระบบเขตได้สิบคน (การเลือกตั้ง 24มี.ค.2562) และเลือกตั้งครั้งหน้าจ.ขอนแก่นอาจจะมีส.ส.เพิ่มขึ้น   เพราะ”ขอนแก่น”นั้นนับเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของภาคอีสานและเป็นจังหวัดใหญ่(ระบบราชการ-ธุรกิจ-การศึกษา-สาธารณสุข-คมนาคม)อันดับต้นๆ ของประเทศเช่นกัน

ข้อมูลจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น  ระบุว่า  จ.ขอนแก่นมี  26  อำเภอ 199 ตำบล  2,331  หมู่บ้าน และ 389  ชุมชน   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน 225 แห่ง ( องค์การบริหารส่วนจังหวัด  1 แห่ง  เทศบาล  75 แห่ง  เทศบาลนคร1 แห่ง เทศบาลเมือง  6 แห่ง เทศบาลตำบล  77 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล  140 แห่ง)

ประชากรของจ.ขอนแก่นรวมทั้งสิ้น 1,805,895 คน (ชาย 889,505 คน หญิง 916,390 คน)  โดยจ.ขอนแก่นมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ(รองจากกรุงเทพมหานคร นครราชสีมา และอุบลราชธานี)  และเป็นอันดับ 3  ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (รองจากนครราชสีมา และอุบลราชธานี) 


ปี 2560 จังหวัดขอนแก่นมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Provincial Product : GPP) จำนวน 204,122 คิดเป็นร้อยละ 1.3 ของ GDP ประเทศไทย ประชากรมีรายได้ต่อหัว 117,560 บาท/คน/ปี อยู่ลำดับที่ 31 ของประเทศ จาก 77 จังหวัด เป็นลำดับที่ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สาขาการผลิตที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดขอนแก่น คือ ภาคนอกเกษตร มีมูลค่า 182,752 ล้านบาท ในขณะที่ภาคเกษตรมีมูลค่า 21,369 ล้านบาท

ภาคนอกเกษตร มีมูลค่าอันดับ 1 คือ สาขาอุตสาหกรรม มีมูลค่า 70,760 ล้านบาท ร้อยละ 34.67รองลงมาคือ การขายส่ง ขายปลีก  มีมูลค่า 26,322 ล้านบาท ร้อยละ 12.90   สาขาการศึกษา มีมูลค่า 25,765 ล้านบาท ร้อยละ 12.62 สาขาเกษตรกรรม มีมูลค่า 21,369 ร้อยละ 10.47 และสาขาการเงิน    มีมูลค่า 12,820 ล้านบาท ร้อยละ 6.28
 
ข้อมูลขั้นต้นนั้น จ.ขอนแก่นจึงเป็นเสมือนหมุดหมายการเมืองของหลากพรรคที่หวังปักธงพรรคในพื้นที่นี้ให้ได้

ผลการเลือกตั้งวันที่26มี.ค.2562 ในสิบเขตของจ.ขอนแก่นนั้น  พรรคเพื่อไทยกวาดไปได้ 8 ที่นั่ง  แต่ต่อมาเสียไป 1เขต (เขต7 อ.มัญจาคีรี-หนองเรือ เพราะนายนวัธ เตาะเจริญสุข พ้นสภาพส.ส.ทำให้เกิดการเลือกตั้งซ่อมวันที่22ธ.ค.2562  นายสมศักดิ์ คุณเงิน ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐได้รับเลือกตั้ง  ชนะนายธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่ลงแทนนายนวัธ)
พรรคพลังประชารัฐคว้าได้1เขต(เขต 2  อ.ซำสูง และอ.เมืองบางส่วน) โดยนายวัฒนา ช่างเหลา ชนะนางอรอนงค์ สาระผล จากพรรคเพื่อไทยไปได้

พรรคอนาคตใหม่ ปักธงได้1 เขต (เขต1 อ.เมืองบางส่วน)  โดยนายฐิตินันท์ แสงนาค ชนะนายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร แชมป์เก่าหลายสมัยจากพรรคเพื่อไทยไปได้ และต่อมานายฐิตินันท์ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย 

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งส.ส.ตั้งแต่ปี2544-ครั้งล่าสุด พบว่า พรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย ตีตราจองหลายเขตเลือกตั้ง (การเลือกตั้งปี2548 ทรท.ได้ผู้แทนฯขอนแก่นยกจังหวัด และปี 2550 ก็เช่นกัน พรรคพลังประชาชนได้ผู้แทนฯยกจังหวัด แต่เมื่อโดนยุบพรรคทำให้ส.ส.บางส่วนย้ายไปพรรคภูมิใจไทย)

ตรงนี้เองหรือไม่ที่ทำให้หลายพรรคหวังได้ผู้แทนฯในจ.ขอนแก่นแบบเป็นกอบเป็นกำ แต่คล้ายว่ามีเพียงบางพรรคเท่านั้นที่หวังลุยเต็มสูบในพื้นที่นี้ และบางพรรคยังไม่ขยับเพราะอาจรู้ว่าบางครั้งลงสนามแล้วอาจเหนื่อยฟรีสำหรับบางพื้นที่ แต่คงต้องมาบ้างในยามหน้าไม่อย่างนั้นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พอจะเก็บเกี่ยวไว้ได้จะตกไปอยู่กับคู่แข่ง

ปฏิทินการเมือง บ่งชี้ไว้ว่า วันที่ 13 ต.ค. 2564  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค , นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ , นายวัฒนา ช่างเหลา และนายสมศักดิ์ คุณเงิน  ในฐานะส.ส.ขอนแก่น พปชร. เข้าพบปะสมาชิกพรรค และสังเกตการณ์การประชุมเลือกตั้งตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ประจำ จ.ขอนแก่น   ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด  โดยก่อนหน้านี้พปชร.จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนในจังหวัดนี้

เพราะขอนแก่นนั้น “ผู้กองตุ๋ย” มีส.ส.ในมุ้งปักธงในพื้นที่นี้อย่างเป็นทางการ หากไม่ลุยให้เต็มสูบ เก้าอี้พ่อบ้านพรรคมีหวังสะเทือนแน่แท้….

วันที่ 16 ต.ค.2564 พรรคก้าวไกล(กก.)ได้กำหนดจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2564  ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.ขอนแก่น  โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค , สมาชิกพรรค, ส.ส.ของพรรค รวมทั้งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในหลายจังหวัดของภาคอีสาน เข้าร่วมประชุม(มีการเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ของพรรค   คือนายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น ในเขต อ.น้ำพอง,นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.มหาสารคาม, นางอรนุช ผลภิญโญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ เขต อ.คอนสาร และนายวีรนันทร์ ฮวดศรี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 )  และในวันนั้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคยังได้ประกาศขออาสาเป็นนายกฯคนต่อไป

โดยก้าวไกลนั้นหวังที่จะล้างพิษงูเห่าสีส้มให้ได้รวมทั้งขยายจำนวนส.ส.ในขอนแก่นและเขตที่หวังชนะหลายเขต

วันที่ 20 ต.ค.2564  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พร้อมด้วยนายพงศกร อรรณนพพร ประธานคณะกรรมการบริหารพื้นที่ นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์และทีมงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่มอบสิ่งของ พร้อมพบปะพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมเทศบาลตำบลเมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยทสท.เปิดตัวนางสาวรัมภามาศ ทีฆธนานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยสร้างไทย จ.ขอนแก่น เขต 1 ซึ่งเป็นทายาทนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองเก่าหลายสมัย 

คุณหญิงหน่อยมีนายพงศกรมายืนข้างกายและเป็นกำลังหลักในขอนแก่น เพราะอย่าลืมว่าตระกุลอรรณพพรนั้นยังมีส.ส.สองคนในพท. และการเดินสายเปิดตัวคนที่ใช่สำหรับทสท.ก็ต้องรีบดำเนินการ ไม่อย่างนั้นอาจโดนพรรคคู่แข่งชิงตัวไปได้

วันที่ 28 ต.ค. 2564  พรรคเพื่อไทย (พท.)จะจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี  ณ จังหวัดขอนแก่น  ในหัวข้อ “พรุ่งนี้เพื่อไทย : เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน” โดยพท.นั้นหวังมาล้างตาและคว้าขอนแก่นกลับมาอยู่ในลิสต์ “ชนะยกจังหวัด” เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้และเป็นจำนวนมือส.ส.ที่เป็นตัวแปรในการเป็นฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านในยามหน้า


หากมองแบบนี้ ชี้ได้ว่า สามพรรคคือ พลังประชารัฐ-เพื่อไทย-ก้าวไกล ตั้งหมุดหมายการเมืองในอีสานไว้คือ”ขอนแก่น”และอาจจะมีบางจังหวัดที่พรรคเหล่านี้จะไปปักหมุดหมายการเมืองเพิ่ม (อาทิ อุดรธานี,อุบลราชธานี,นครราชสีมา) เพราะทุกพรรครู้ดีว่าชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้นั้น ส.ส.อีสาน 116เขต ในวันวาน(อาจเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า)

คือสิ่งที่พรรคต่างๆต้องปักธงในเขตเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

แต่ตอนนี้พรรคใดสะดวกลุยพื้นที่ไหนที่คล้ายเป็นความหวังได้ก็ต้องลุยไปก่อน…เพราะหากล่าช้าจะสายเกินไปที่จะสมหวังในวันข้างหน้า

เจาะทีละเขต “สุดารัตน์” ลุ้นอีสาน หวังแทรก พท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489235

21 ต.ค. 2564 |19:00 น.

ออนทัวร์อีสาน “สุดารัตน์” เปิดตัวไทยสร้างไทย เบียดแทรกพื้นที่เพื่อไทย เจาะทีละเขต กินทีละคำ ปั้นดาวรุ่งสดใหม่สู้แชมป์เก่า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พรรคน้องใหม่เดินสายอีสานเป็นครั้งแรก “สุดารัตน์” ชิมลางเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น และมหาสารคาม ปักธงไทยสร้างไทย

ยี่ห้อ “สุดารัตน์” ชาวอีสานรู้จักกันดี ผลการสำรวจของอีสานโพลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งล่าสุด ประชาชนยังเลือกคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

โจทย์ใหญ่ของ “สุดารัตน์” จะทำอย่างไร จึงจะทำให้เอฟซีเพื่อไทยเปลี่ยนใจมาเลือกไทยสร้างไทย และสร้างฐานคะแนนใหม่

วันที่ 20-21 ต.ค.2564 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยพงศกร อรรณนพพร ประธานคณะกรรมการบริหารพื้นที่ และต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ลงพื้นที่ขอนแก่น,มหาสารคาม และกาฬสินธุ์

ดังที่ทราบกัน แม่ทัพไทยสร้างไทย สายอีสานคือ พงศกร อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และต่อพงษ์ ไชยสาส์น ทายาทอีดี้จวบ

สำหรับ จ.ขอนแก่น เป็นที่มั่นใหญ่ เพราะเป็นบ้านเกิดของพงศกร อรรณนพพร และอดีตรัฐมนตรีคนดัง ได้วางตัวลูกชาย พชรกร อรรณนพพร ลง ส.ส.เขต ไว้แล้วคนหนึ่ง ส่วนลูกสาวและน้องชาย ที่เป็น ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย อยู่ตอนนี้ คงเป็นเรื่องในอนาคต

‘ทายาทอุ้ย เจริญศรี’

หมุดหมายแรกของ “สุดารัตน์” ในการออนทัวร์อีสาน ได้ลงพื้นที่มอบสิ่งของ พร้อมพบปะพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมเทศบาลตำบลเมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมกับเปิดตัว รัมภามาศ ทีฆธนานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยสร้างไทย จ.ขอนแก่น เขต 1

รัมภามาศ เป็นลูกสาวของเสี่ยใหญ่ ฉายา “อุ้ย เจริญศรี” หรือ โกเมศ ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีตำบลเมืองเก่า และอดีต ส.ว.ขอนแก่น

ปัจจุบัน รัมภามาศ เป็นกรรมการผู้จัดการตลาดศรีเมืองทอง ตลาดค้าปลีก-ค้าส่งผักและผลไม้ที่ใหญ่สุดในภาคอีสาน ซึ่งเป็นกิจการของตระกูลเจริญศรี ที่มีต้นกำเนิดมาจากเจริญ ทีฆธนานนท์ ได้แก่ ตลาดเมืองทองเจริญศรี อุดรธานี, ตลาดศรีเมืองทอง ขอนแก่น และตลาดวารินเจริญศรี อุบลราชธานี

ที่น่าสนใจ สนามเลือกตั้ง เขต 1 ขอนแก่น จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต ส.ส.ขอนแก่น 4 สมัย พรรคเพื่อไทย พลาดท่าปราชัยให้แก่ผู้สมัคร ส.ส.โนเนม พรรคอนาคตใหม่ โดย ส.ส.หน้าใหม่ได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยแล้ว

เมื่อเปรียบเทียบกับจักริน อดีตแชมป์ รัมภามาศ อาจเสียเปรียบเรื่องประสบการณ์การเมือง แต่คงต้องใช้ความสดใหม่ และพลังหนุนจากเครือข่ายอุดรเจริญศรี เป็นตัวช่วย บวกกับกระแสสุดารัตน์ จึงจะได้ลุ้น

‘สายเลือดไทยรักไทย’

จากขอนแก่น “สุดารัตน์” เดินทางไปต่อที่มหาสารคาม เปิดตัว ทองหล่อ พลโคตร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยสร้างไทย มหาสารคาม

ทองหล่อ พลโคตร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคไทยรักไทย 2 สมัย ได้เข้าร่วมงานกับคุณหญิงสุดารัตน์ ในตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริหารพื้นที่

ปลายปีที่แล้ว ทองหล่อหวนคืนสังเวียนการเมืองท้องถิ่น ลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.มหาสารคาม พ่ายแพ้แก่ คมคาย อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ. แต่ทองหล่อก็ได้คะแนนเสียงสูสีกับศรีเมือง เจริญศรี ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย โดยศรีเมืองได้ 118,762 คะแนน ส่วนทองหล่อ ได้ 109,862 คะแนน

ทองหล่อ มีฐานเสียงหนาแน่นในเขต อ.เมืองมหาสารคาม และต้นทุนคะแนนเสียงจากเลือกตั้งนายก อบจ. ก็ทำให้ทองหล่อหาเสียงได้ง่ายขึ้น เพราะเขาไม่ใช่คนหน้าใหม่

คุณหญิงสุดารัตน์ออนทัวร์อีสานครั้งแรก ก็เริ่มชิมลางที่ขอนแก่น และมหาสารคาม ตามยุทธศาสตร์เจาะเรียงเขต ขอเบียดแทรกแชมป์เก่า

ปรากฎการณ์”ไพบูลย์ นิติตะวัน”เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489191

21 ต.ค. 2564 |17:00 น.

คำวินิจฉัยของศาลรธน.กรณี ไพบูลย์ นิติตะวัน เลิกพรรคประชาชนปฏิรูปเข้าสังกัดพลังประชารัฐ โดยไม่ทำให้เขาต้องพ้นสมาชิกภาพส.ส. กลายเป็นกรณีศึกษาให้พรรคการเมืองขนาดเล็กอื่นๆเริ่มขยับตาม เปลี่ยน-ย้าย”พรรค”กันวุ่น /เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

ยิ้มกันหน้าบานสำหรับ”นายไพบูลย์  นิติตะวัน” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพลังประชารัฐ หลังมติศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการที่ “อดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปและส.ส.เสียงเดียวของพรรค”ย้ายสังกัด  เพราะพรรคประชาชนปฏิรูปสิ้นสุดสภาพการเป็นพรรคการเมือง ดังนั้นการที่นายไพบูลย์ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินการได้อย่างไร้ข้อครหา….

ไพบูลย์  นิติตะวัน  ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

แน่นอนว่ากรณีคำวินิจฉัยศาลรธน.จะเป็น”คู่มือ”ให้พรรคจิ๋ว(พรรคหนึ่งเสียงที่ร่วมรัฐบาลคือ  พรรคพลังชาติไทย, พรรคประชาภิวัฒน์, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคประชานิยม, พรรคพลเมืองไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่,พรรคพลังธรรมใหม่ ) น่าจะเดินตามแนวทางนี้มาขึ้นเรือพปชร.

เพราะล่าสุด”นายพิเชษฐ์  สถิรชวาล” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทยออกมาแบไต๋ให้รับรู้กันแล้วว่าเตรียมขยับตามนายไพบูลย์แน่นอน โดยอ้างสารพันเหตุผลทางกฎหมายที่บีบพรรคจิ๋วให้ขยับลำบาก  

พิเชษฐ์  สถิรชวาล ส.ส.พรรคประชาธรรมไทย   พิเชษฐ์ สถิรชวาล ส.ส.พรรคประชาธรรมไทย

เป็นประการฉะนี้ พรรคพลังประชารัฐที่มีส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ 119 คน น่าจะเพิ่มจำนวนผู้แทนราษฎรขึ้นมาในเร็ววันนี้จากบรรดาพรรคหนึ่งเสียง  และรอดูใกล้ๆวันที่กติกาหลักคือรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกชัดเจนขึ้นในช่วงกลางปีหน้าก็จะประเมินได้อีกว่าส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.รวมทั้งคนหน้าใหม่การเมืองรายใด-จากพรรคไหนจะย้ายมาสังกัดพปชร.เพิ่มเติมบ้าง…(ตอนนี้หลายคนรู้ดีว่างูเห่าพรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ นายอนุมัติ ชูสารอ ส.ส.ปัตตานี ซึ่งทราบกันว่าใกล้ชิดบิ๊กพรรคพลังประชารัฐบางคนนั้นน่าจะเปลี่ยนขั้วในการเลือกตั้งคราวหน้าแน่นอน)

เท่ากับกำลังพลของพปชร.เพิ่มขึ้นค่อนข้างชัวร์จากพรรคจิ๋วเหล่านี้ในไม่กี่นาทีข้างหน้า

หันไปมองพรรคร่วมฝ่ายค้านกันบ้าง  เริ่มจาก “พรรคเพื่อไทย”นั้นจะขึ้นคำเตือนผู้แทนฯที่ไม่ทำตามมติพรรคในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุด

ปรากฎการณ์"ไพบูลย์ นิติตะวัน"เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีกปรากฎการณ์”ไพบูลย์ นิติตะวัน”เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีก

โดย 3 ส.ส.ที่ถูกภาคทัณฑ์และใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาส่งลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า คือ นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ, นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ , นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี ขณะที่ ส.ส.ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน 1 คน คือ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี และผู้ที่ยังไม่สามารถพิจารณาได้เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะติดเชื้อโควิด-19 คือ นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก

แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยต้องเสียนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์และนางพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ในข้อหาขัดมติพรรค-ไม่ร่วมกิจกรรมพรรค ไปให้พรรคอื่นๆ โดยค่อนข้างแน่นอนว่า”เจ๊ก้อย”น่าจะไปขึ้นฝั่งรัฐบาล ส่วน”เอลวิสเมืองพิชัย”นั้นยังแทงกั๊ก

บวกกับกระแสเช็กชื่อว่าใครยังอยู่-ใครเริ่มปันใจย้ายขั้วบ้าง เพราะตอนนี้พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคทยอยเดินสายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.หลายจังหวัดไปแล้ว โดยผู้แทนฯเมืองหลวงรวมทั้งอีสานบางเขตของพท.นั้น รู้กันดีว่าสังกัดมุ้งของคุณหญิงหน่อย หากยังไม่ชัดเจน แม้”โทนี่ วู้ดซัม”จะออกมาการันตีอนาคตของพท.งวดหน้าว่าต้องแลนด์สไลด์เท่านั้น และอย่าลืมสาแหรกพรรคของพท.ที่แตกตัวไปคราวก่อนคือพรรคเพื่อชาติ-พรรคประชาชาติ-พรรคเสรีรวมไทยนั้น จะหาเหตุยุบรวมพรรคหรือไม่  หากกติกาบัตรสองใบนำมาใช้ พรรคแนวร่วมของพท.ก็เหนื่อยแน่ 

ปรากฎการณ์"ไพบูลย์ นิติตะวัน"เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีกปรากฎการณ์”ไพบูลย์ นิติตะวัน”เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีก

ส่วนพรรคที่มีความระส่ำมากสุด (แม้จะเก็บอาการไว้ได้บ้าง) นั้นคือ”พรรคก้าวไกล”  หลังเสีย”นายวินท์ สุธีรชัย” อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ลาออกจะไปตั้ง”พรรครวมไทยยูไนเต็ด” ผนวกกับงูเห่าสีส้มเวอร์ชั่นสองในเบื้องต้น 6 เสียงที่ยังสังกัดพรรคนี้และแกนนำพรรคยืนยันไม่ขับออกจากพรรค (นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี, นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย ,นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย, นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. ) แปลว่า พรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองน่าจะเหลือส.ส.วันนี้ที่เป็นเลือดแท้กว่า 40 ชีวิต

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้พรรคสีส้มเวอร์ชั่นแรกคือ”พรรคอนาคตใหม่” พบว่า ผลการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 22 มี.ค.2562 “อนค.”มีผู้แทนฯสองระบบรวม 81 คน (ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน,ส.ส.เขต 31 คน    

หลังจากนั้นนางจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม เขต 5 ลาออกเนื่องจากป่วยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ต้องเลือกตั้งซ่อม พรรคอนาคตใหม่พ่ายแพ้ให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้เหลือ ส.ส. 80 คน  ) แต่เมื่อถูกตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่นั้น  พรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองที่ชื่อ”พรรคก้าวไกล”เหลือผู้แทนฯมาร่วมตั้งลำ 55 คน

ยามนั้นกระแสข่าว “งูเห่าสีส้ม” มีมาตั้งแต่การชิงจังหวะประกาศการตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยที่อ้างตัวว่าเป็น”ฝ่ายประชาธิปไตย” กับพรรคพลังประชารัฐที่โดนข้อครหาว่าเป็น”พรรคสืบทอดอำนาจคสช.”  พบว่า คะแนนสองสภาในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่  5 มิ.ย.2562  มีผลดังนี้ 

500 เสียงสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา (19 พรรคการเมือง และ วุฒิสภา) ประกอบด้วย ส.ว. 249 เสียง, พลังประชารัฐ 116 เสียง,ประชาธิปัตย์ 51 เสียง,ภูมิใจไทย 50 เสียง,ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง,รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง,ชาติพัฒนา 3 เสียง,พลังท้องถิ่นไท 3 เสียง,รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง,พลังชาติไทย 1 เสียง, “พรรคจิ๋ว”  10 เสียง

244 เสียงที่สนับสนุน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ได้แก่,พรรคเพื่อไทย 136 เสียง,พรรคอนาคตใหม่ 79 เสียง,พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง,พรรคประชาชาติ 7 เสียง,พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง,พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง,พรรคพลังปวงชนไทย 1 เสียง

งดออกเสียง 3 คน ประกอบด้วย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา, นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ,นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ  ส.ส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย 

และในวันนั้นมีหนึ่งปรากฏการณ์การเมืองคือ”นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลาออกจากการเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่อาจสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นสร.1ได้

ช่วงนั้นลือกันหึ่งว่า “งูเห่าสีส้ม”พร้อมปรากฏตัว เพียงแต่รอจังหวะเท่านั้น…ต่อมาปรากฏการณ์”งูเห่าสีส้มเวอร์ชั่นแรก”ฟักตัวออกจากไข่  ในการลงมติร่าง พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯและร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563  ส.ส.พรรคสีส้มเวอร์ชั่นแรกสี่คนที่โหวตสวนมติพรรค จน”อนค.”มีมติขับ”กบฏ”ออกจากพรรค( สี่คนนั้นคือ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี ,พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี , น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่,นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี  ทำให้อนค.เหลือ ส.ส.76 คน  

โดยหลังจากสี่ส.ส.ถูกขับออกจากพรรค พบว่า  พ.ต.ท.ฐนภัทรย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ น.ส.ศรีนวลย้ายไปพรรคภูมิใจไทย น.ส.กวินนาถและนายจารึกย้ายไปอยู่พรรคพลังท้องถิ่นไท)

“งูเห่าสีส้มเวอร์ชั่นสอง” คือ หลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ    ส.ส.10 คนย้ายสังกัดไปอยู่ฝั่งรัฐบาล  โดย  9 คนย้ายไปพรรคภูมิใจไทย คือนายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภนมณี ส.ส.กทม., ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. ,นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กทม. ,นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่, นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี, นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ,นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น, นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ,นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนนายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร ย้ายไปพรรคชาติไทยพัฒนา 

ล่าสุดอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่ในวันวานจ่อสละยานไปขึ้นกับพรรคอื่นๆกันแล้ว ล่าสุดคือ น.ส.ณิชชา บุญลือ  อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตบางกะปิ-วังทองหลาง พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ภาพคู่กับคุณหญิงสุดารัตน์ไปแล้ว แปลว่าพรรค สีส้มเวอร์ชั่นสองภายใต้การนำของ”นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์”ที่ตอนนี้กำลังลุยพบมวลชนหลายจังหวัดนั้นยังฝันว่าจะมีผู้แทนฯเพิ่มหลายคนในคราวหน้า แต่ความจริงพบการไหลออกเนืองๆแบบนี้จะไปได้ดั่งฝันจริงหรือสำหรับพรรคก้าวไกล

รอจับตาการทิ้งไพ่จากคนการเมืองหลัง”ไพบูลย์เอฟเฟกต์”ว่าจะเกิดขึ้นตามบทวิเคราะห์นี้หรือไม่…และจะอ้างเหตุผลใดขึ้นมาชี้แจงกับสังคม

ควบรวมพรรคการเมืองทำได้ ถ้าทำให้เหมือน “ไพบูลย์เลิกพรรค” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489198

21 ต.ค. 2564 |15:00 น.

“ไพบูลย์เลิกพรรค” วิษณุแนะ ใครจะทำตามก็ได้ แต่ต้องทำให้เหมือนไพบูลย์ นักวิชาการชี้ หากมีโอกาศต้องป้องกันให้มากกว่านี้

ควันหลง เลิกพรรคประชาชนปฏิรูป อันมีผลทำให้ ส.ส.ของพรรคสามารถหาสังกัดใหม่ได้ ภายใน60 วัน ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นส.ส. บัญชรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ แบบไม่มีลำดับ ก่อให้เกิดความปริวิตก จากบรรดานักนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ อย่างกว้างขวาง

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในขณะนี้ คือพรรคประชาธรรมไทย  พิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ เตรียมทำหนังสือขอเข้าไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติให้ยุบพรรคเมื่อ วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา และจะมีการประกาศในราชกิจจาฯ วันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ หากจะย้ายพรรคสามารถทำได้หลังวันดังกล่าว คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีไพบูลย์ ถือเป็นคุณูปการ  เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข พรรคขนาดเล็กขับเคลื่อนไม่ได้ ที่ผ่านมาได้รับการดูแลจากพรรคพลังประชารัฐ หากไปต่อไม่ไหว ก็พร้อมรับเข้าไปอยู่ด้วย

ควบรวมพรรคการเมืองทำได้ ถ้าทำให้เหมือน "ไพบูลย์เลิกพรรค"ควบรวมพรรคการเมืองทำได้ ถ้าทำให้เหมือน “ไพบูลย์เลิกพรรค”

อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เจษฏ์ โทณะวนิก ยอมรับว่าในกฏหมาย มีช่องว่างให้ทำได้  แม้จะไม่ใช่เจตนาของผู้ร่าง หากมีการแก้ไขกฏหมายในครั้งหน้า ต้องระบุให้ชัดเจนว่าห้าม ไม่ให้มการเลิกพรรคการเมืองในระหว่างสมัยประชุม  หรือห้ามเลิกพรรคการเมืองในปีแรก หรือจะห้ามอะไร ที่นึกไม่ถึงไว้อีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา   บนพื้นฐานที่ว่า พรรคการเมืองหาเสียงไว้กับประชาชนอย่างไร 
ทำไม พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาดำเนินการได้เพียงปีเดียวสมัยเดียวถึงจะเลิกพรรค  คิดทำพรรคการเมืองเพียงปีเดียวสมัยเดียว ไม่ควรตั้งพรรคการเมืองให้เสียเวลา    กฏหมายประเทศไทยใช้แบบดิ้นได้มากเกินไป  ที่ผ่านมา พรรคจิ๋ว พรรคเล็กสร้างปัญหาทางการเมืองสารพัด การออกแบบกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องคำนึงถึงเรื่องแบบนี้  หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ ปัญหาการควบรวมพรรคระหว่างสมัยประชุม ที่เราพยายามไม่ให้เกิดขึ้น  ถ้าเลิกพรรคการเมืองระหว่างสมัยประชุม ส.ส.อาจต้องพ้นสภาพ

ควบรวมพรรคการเมืองทำได้ ถ้าทำให้เหมือน "ไพบูลย์เลิกพรรค"ควบรวมพรรคการเมืองทำได้ ถ้าทำให้เหมือน “ไพบูลย์เลิกพรรค”

ไพบูลย์ โมเดล จะเป็นต้นแบบให้พรรคการเมืองอื่นดำเนินรอยตามหรือไม่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ถ้าทำได้ไม่ผิดคนอื่นก็ทำได้ไม่แปลก แต่ถ้าจะทำตามก็ทำให้เหมือน เพราะถ้าทำไม่เหมือนอาจจะแปลความเป็นอย่างอื่นได้  พรรคการเมืองไหน สนใจ ไพบูลย์โมเดล ก็ลองทำดู ภาพ  ถือว่า ไม่มีความสามารถในการดำเนินงานทางการเมืองให้ลุล่วงเจตนารมย์ ที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนได้ 

กลัวพ่าย “เพื่อไทย” บอกก้าวไกล ด่าได้แต่อย่าแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489185

21 ต.ค. 2564 |15:00 น.

ชิงยุทธภูมิภาคอีสาน “เพื่อไทย” ปลุกใจไม่กลัวก้าวไกล วอนคนรุ่นใหม่อย่าด่าแรง เชื่อฐานรากหญ้าสีแดงหนุน ทักษิณขยับขายสินค้ายี่ห้อเดิม คอลัมน์ท่องยทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ยุทธภูมิที่ราบสูงระอุเดือด เมื่อ “เพื่อไทย” เจอก้าวไกลท้ารบ บอกสนามนี้ไม่มีเจ้าของ แถม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศใครชนะใจคนอีสานได้ โอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีสูง

กว่า 20 ปี “เพื่อไทย” หรือในชื่อไทยรักไทย และพลังประชาชน ยึดครองสนามเลือกตั้งอีสานมาตลอด กระทั่งมีอนาคตใหม่ หรือก้าวไกลในวันนี้ ที่ก่อเกิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนรุ่น บัลลังก์แชมป์จึงสะเทือน

แม้แกนนำ “เพื่อไทย” จะประเมินว่า คนรากหญ้ายังภักดีแบรนด์เดิม แต่ก็ไม่ประมาท จึงอาศัยทักษิณหรือโทนี่ มาปั้นข้าวเหนียวเคี้ยวความคิด ปลุกปลอบคนอีสาน

เมื่อเร็วๆนี้ พรรคก้าวไกล มาจัดประชุมใหญ่ที่ขอนแก่น พร้อมประกาศวิสัยทัศน์พลิกชะตากรรมคนอีสาน ดินแดนต้องคำสาปห้ามพัฒนา มิหนำซ้ำ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังปราศรัยตอนหนึ่งว่า “มีคนบอกตนว่าภาคอีสานมีเจ้าของแล้ว อีสานจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่พวกเราไม่เชื่อว่าประชาชนมีเจ้าของ ตนไม่เคยเชื่อว่าประชาชนมีเจ้าของ..”

ด้านพรรคเพื่อไทย ในฐานะแชมป์เก่า เตรียมจัดประชุมใหญ่ที่ขอนแก่นเหมือนกัน ช่วงปลายเดือน ต.ค.2564 ได้ขยับลูกเล่นการตลาดหรือกิมมิคออกมาเป็นระยะ นับแต่เปลี่ยนสีพื้นโลโก้พรรคเป็นสีแดง ตัวหนังสือสีขาว

รวมถึงจัดทำคลิป “เพื่อไทย ด่าได้แต่อย่าแรง” โดยมี ส.ส.เพื่อไทย ภาคอีสาน มาอ่านคอมเมนต์ แสบๆ คันๆ ของชาวเน็ตจากทั้งเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ เนื่องจากมีเอฟซีเพื่อไทยกับเอฟซีก้าวไกล มีวิวาทะกันพอสมควร

ฟากกลุ่มแคร์ ได้ขอแรงโทนี่หรือทักษิณ มาร่วมวงสนทนาในหัวข้อ “ปั้นข้าวเหนียว เคี่ยวความคิด พรุ่งนี้เพื่อชีวิตคนอีสาน” ในวันศุกร์ที่ 22 ต.ค.2564 ผ่านรายการ CARE Talk ภาคพิเศษ

การขยับตัวของ “เพื่อไทย” ช่วงนี้ เหมือนเป็นการโหมโรงอีเวนท์ใหญ่ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลมาจากการเดินสายปักธงชัยที่อีสานของพรรคก้าวไกลด้วย

‘ยึดฐานเก่า’

สำหรับภาคอีสาน ยี่ห้อทักษิณยังมีความขลัง ส.ส. และอดีต ส.ส. “เพื่อไทย” จึงดูมั่นอกมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าก็มีโอกาสเป็นแชมป์อีสานเหมือนเดิม

การเลือกตั้งทั่วไป 2562 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน ส.ส.ลดลง 10 คน เหลือ 116 คน จากเดิม 126 คน แต่เพื่อไทยก็ได้ ส.ส.มา 84 คน

เจาะลึกเข้าไปดูในแต่ละโซนของภาคอีสาน ปรากฏว่า เพื่อไทยชนะยกจังหวัดในอีสานตอนเหนือ และอีสานกลาง รวม 10 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย 3 เขต,บึงกาฬ 2 เขต, อุดรธานี 8 เขต, หนองบัวลำภู 3 เขต,สกลนคร 6 เขต,กาฬสินธุ์ 5 เขต, มหาสารคาม 5 เขต,มุกดาหาร 2 เขต, อำนาจเจริญ 2 เขต และยโสธร 3 เขต

แกนนำเพื่อไทย สายอีสาน มั่นใจว่า เอฟซีทักษิณหรือคนเสื้อแดงวัย 30 ขึ้นไปในเขตรอบนอก ยังจะเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเหมือนเดิม ขณะเอฟซีก้าวไกล จะเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ และคนในเขตตัวเมืองใหญ่

ส.ส.เพื่อไทย ทราบดีว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ชอบแขวะเรื่องสู้ไปกราบไป แต่พวกเขาก็ประเมินว่า พลังคนรุ่นใหม่ยังไม่เยอะ และการเล่นเกมแรงทะลุฟ้า กลายเป็นจุดอ่อน ซึ่งชาวอีสานส่วนใหญ่ยังไม่ไกลขนาดนั้น

‘พื้นที่ช่วงชิง’

จากผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มีจังหวัดที่ “เพื่อไทย” พ่ายแพ้ยกจังหวัดคือ บุรีรัมย์ ส่วนอีก 9 จังหวัดเป็นพื้นที่ช่วงชิง

คู่ต่อสู้ของเพื่อไทยในครั้งหน้า ถือว่าหนักหนากว่าปี 2562 เพราะมีทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มินับคู่แข่งเดิมอย่างพรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย ,พรรคประชาธิปัตย์, พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา

9 พื้นที่ช่วงชิงของเพื่อไทย ประกอบด้วยนครพนม ได้ 3 จาก 4 เขต, เลย ได้ 2 เขตจาก 3 เขต, ขอนแก่น ได้ 7 เขต จาก 10 เขต ,ร้อยเอ็ด ได้ 6 เขต จาก 7 เขต,อุบลราชธานี ได้ 7 เขต จาก10 เขต,ศรีสะเกษ ได้ 6 เขต จาก 8 เขต ,สุรินทร์ ได้ 5 เขต จาก 7 เขต, ชัยภูมิ ได้ 4 เขต จาก 6 เขต และนครราชสีมา ได้ 3 เขต จาก 14 เขต

เลือกตั้งสมัยหน้า “เพื่อไทย” ต้องแก้เกมครั้งใหญ่ 2 จังหวัด โดยต้องเบียดเก้าอี้ ส.ส.บุรีรัมย์ ที่เคยมีอย่างน้อย 2 ที่นั่งกลับมา รวมนครราชสีมา มีอยู่ 3 ที่นั่งนั้นน้อยเกินไป

ปรากฎการณ์”ไพบูลย์ นิติตะวัน”เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489191

21 ต.ค. 2564 |17:00 น.

คำวินิจฉัยของศาลรธน.กรณี ไพบูลย์ นิติตะวัน เลิกพรรคประชาชนปฏิรูปเข้าสังกัดพลังประชารัฐ โดยไม่ทำให้เขาต้องพ้นสมาชิกภาพส.ส. กลายเป็นกรณีศึกษาให้พรรคการเมืองขนาดเล็กอื่นๆเริ่มขยับตาม เปลี่ยน-ย้าย”พรรค”กันวุ่น /เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

ยิ้มกันหน้าบานสำหรับ”นายไพบูลย์  นิติตะวัน” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพลังประชารัฐ หลังมติศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการที่ “อดีตหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปและส.ส.เสียงเดียวของพรรค”ย้ายสังกัด  เพราะพรรคประชาชนปฏิรูปสิ้นสุดสภาพการเป็นพรรคการเมือง ดังนั้นการที่นายไพบูลย์ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินการได้อย่างไร้ข้อครหา….

ไพบูลย์  นิติตะวัน  ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

แน่นอนว่ากรณีคำวินิจฉัยศาลรธน.จะเป็น”คู่มือ”ให้พรรคจิ๋ว(พรรคหนึ่งเสียงที่ร่วมรัฐบาลคือ  พรรคพลังชาติไทย, พรรคประชาภิวัฒน์, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคประชานิยม, พรรคพลเมืองไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่,พรรคพลังธรรมใหม่ ) น่าจะเดินตามแนวทางนี้มาขึ้นเรือพปชร.

เพราะล่าสุด”นายพิเชษฐ์  สถิรชวาล” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทยออกมาแบไต๋ให้รับรู้กันแล้วว่าเตรียมขยับตามนายไพบูลย์แน่นอน โดยอ้างสารพันเหตุผลทางกฎหมายที่บีบพรรคจิ๋วให้ขยับลำบาก  

พิเชษฐ์  สถิรชวาล ส.ส.พรรคประชาธรรมไทย   พิเชษฐ์ สถิรชวาล ส.ส.พรรคประชาธรรมไทย

เป็นประการฉะนี้ พรรคพลังประชารัฐที่มีส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ 119 คน น่าจะเพิ่มจำนวนผู้แทนราษฎรขึ้นมาในเร็ววันนี้จากบรรดาพรรคหนึ่งเสียง  และรอดูใกล้ๆวันที่กติกาหลักคือรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกชัดเจนขึ้นในช่วงกลางปีหน้าก็จะประเมินได้อีกว่าส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.รวมทั้งคนหน้าใหม่การเมืองรายใด-จากพรรคไหนจะย้ายมาสังกัดพปชร.เพิ่มเติมบ้าง…(ตอนนี้หลายคนรู้ดีว่างูเห่าพรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ นายอนุมัติ ชูสารอ ส.ส.ปัตตานี ซึ่งทราบกันว่าใกล้ชิดบิ๊กพรรคพลังประชารัฐบางคนนั้นน่าจะเปลี่ยนขั้วในการเลือกตั้งคราวหน้าแน่นอน)

เท่ากับกำลังพลของพปชร.เพิ่มขึ้นค่อนข้างชัวร์จากพรรคจิ๋วเหล่านี้ในไม่กี่นาทีข้างหน้า

หันไปมองพรรคร่วมฝ่ายค้านกันบ้าง  เริ่มจาก “พรรคเพื่อไทย”นั้นจะขึ้นคำเตือนผู้แทนฯที่ไม่ทำตามมติพรรคในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุด

ปรากฎการณ์"ไพบูลย์ นิติตะวัน"เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีกปรากฎการณ์”ไพบูลย์ นิติตะวัน”เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีก

โดย 3 ส.ส.ที่ถูกภาคทัณฑ์และใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาส่งลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้า คือ นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ, นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ , นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี ขณะที่ ส.ส.ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน 1 คน คือ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี และผู้ที่ยังไม่สามารถพิจารณาได้เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะติดเชื้อโควิด-19 คือ นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก

แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยต้องเสียนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์และนางพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ในข้อหาขัดมติพรรค-ไม่ร่วมกิจกรรมพรรค ไปให้พรรคอื่นๆ โดยค่อนข้างแน่นอนว่า”เจ๊ก้อย”น่าจะไปขึ้นฝั่งรัฐบาล ส่วน”เอลวิสเมืองพิชัย”นั้นยังแทงกั๊ก

บวกกับกระแสเช็กชื่อว่าใครยังอยู่-ใครเริ่มปันใจย้ายขั้วบ้าง เพราะตอนนี้พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคทยอยเดินสายเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.หลายจังหวัดไปแล้ว โดยผู้แทนฯเมืองหลวงรวมทั้งอีสานบางเขตของพท.นั้น รู้กันดีว่าสังกัดมุ้งของคุณหญิงหน่อย หากยังไม่ชัดเจน แม้”โทนี่ วู้ดซัม”จะออกมาการันตีอนาคตของพท.งวดหน้าว่าต้องแลนด์สไลด์เท่านั้น และอย่าลืมสาแหรกพรรคของพท.ที่แตกตัวไปคราวก่อนคือพรรคเพื่อชาติ-พรรคประชาชาติ-พรรคเสรีรวมไทยนั้น จะหาเหตุยุบรวมพรรคหรือไม่  หากกติกาบัตรสองใบนำมาใช้ พรรคแนวร่วมของพท.ก็เหนื่อยแน่ 

ปรากฎการณ์"ไพบูลย์ นิติตะวัน"เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีกปรากฎการณ์”ไพบูลย์ นิติตะวัน”เอฟเฟกต์ ส่งผลพรรคเล็กตีปีก

ส่วนพรรคที่มีความระส่ำมากสุด (แม้จะเก็บอาการไว้ได้บ้าง) นั้นคือ”พรรคก้าวไกล”  หลังเสีย”นายวินท์ สุธีรชัย” อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ลาออกจะไปตั้ง”พรรครวมไทยยูไนเต็ด” ผนวกกับงูเห่าสีส้มเวอร์ชั่นสองในเบื้องต้น 6 เสียงที่ยังสังกัดพรรคนี้และแกนนำพรรคยืนยันไม่ขับออกจากพรรค (นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี, นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย ,นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย, นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. ) แปลว่า พรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองน่าจะเหลือส.ส.วันนี้ที่เป็นเลือดแท้กว่า 40 ชีวิต

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้พรรคสีส้มเวอร์ชั่นแรกคือ”พรรคอนาคตใหม่” พบว่า ผลการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 22 มี.ค.2562 “อนค.”มีผู้แทนฯสองระบบรวม 81 คน (ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน,ส.ส.เขต 31 คน    

หลังจากนั้นนางจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม เขต 5 ลาออกเนื่องจากป่วยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ต้องเลือกตั้งซ่อม พรรคอนาคตใหม่พ่ายแพ้ให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้เหลือ ส.ส. 80 คน  ) แต่เมื่อถูกตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่นั้น  พรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองที่ชื่อ”พรรคก้าวไกล”เหลือผู้แทนฯมาร่วมตั้งลำ 55 คน

ยามนั้นกระแสข่าว “งูเห่าสีส้ม” มีมาตั้งแต่การชิงจังหวะประกาศการตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยที่อ้างตัวว่าเป็น”ฝ่ายประชาธิปไตย” กับพรรคพลังประชารัฐที่โดนข้อครหาว่าเป็น”พรรคสืบทอดอำนาจคสช.”  พบว่า คะแนนสองสภาในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่  5 มิ.ย.2562  มีผลดังนี้ 

500 เสียงสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา (19 พรรคการเมือง และ วุฒิสภา) ประกอบด้วย ส.ว. 249 เสียง, พลังประชารัฐ 116 เสียง,ประชาธิปัตย์ 51 เสียง,ภูมิใจไทย 50 เสียง,ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง,รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง,ชาติพัฒนา 3 เสียง,พลังท้องถิ่นไท 3 เสียง,รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง,พลังชาติไทย 1 เสียง, “พรรคจิ๋ว”  10 เสียง

244 เสียงที่สนับสนุน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ได้แก่,พรรคเพื่อไทย 136 เสียง,พรรคอนาคตใหม่ 79 เสียง,พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง,พรรคประชาชาติ 7 เสียง,พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง,พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง,พรรคพลังปวงชนไทย 1 เสียง

งดออกเสียง 3 คน ประกอบด้วย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา, นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ,นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ  ส.ส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย 

และในวันนั้นมีหนึ่งปรากฏการณ์การเมืองคือ”นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลาออกจากการเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่อาจสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นสร.1ได้

ช่วงนั้นลือกันหึ่งว่า “งูเห่าสีส้ม”พร้อมปรากฏตัว เพียงแต่รอจังหวะเท่านั้น…ต่อมาปรากฏการณ์”งูเห่าสีส้มเวอร์ชั่นแรก”ฟักตัวออกจากไข่  ในการลงมติร่าง พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯและร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563  ส.ส.พรรคสีส้มเวอร์ชั่นแรกสี่คนที่โหวตสวนมติพรรค จน”อนค.”มีมติขับ”กบฏ”ออกจากพรรค( สี่คนนั้นคือ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี ,พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี , น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่,นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี  ทำให้อนค.เหลือ ส.ส.76 คน  

โดยหลังจากสี่ส.ส.ถูกขับออกจากพรรค พบว่า  พ.ต.ท.ฐนภัทรย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ น.ส.ศรีนวลย้ายไปพรรคภูมิใจไทย น.ส.กวินนาถและนายจารึกย้ายไปอยู่พรรคพลังท้องถิ่นไท)

“งูเห่าสีส้มเวอร์ชั่นสอง” คือ หลังจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ    ส.ส.10 คนย้ายสังกัดไปอยู่ฝั่งรัฐบาล  โดย  9 คนย้ายไปพรรคภูมิใจไทย คือนายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภนมณี ส.ส.กทม., ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. ,นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กทม. ,นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่, นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี, นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ,นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น, นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ,นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนนายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร ย้ายไปพรรคชาติไทยพัฒนา 

ล่าสุดอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่ในวันวานจ่อสละยานไปขึ้นกับพรรคอื่นๆกันแล้ว ล่าสุดคือ น.ส.ณิชชา บุญลือ  อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตบางกะปิ-วังทองหลาง พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ภาพคู่กับคุณหญิงสุดารัตน์ไปแล้ว แปลว่าพรรค สีส้มเวอร์ชั่นสองภายใต้การนำของ”นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์”ที่ตอนนี้กำลังลุยพบมวลชนหลายจังหวัดนั้นยังฝันว่าจะมีผู้แทนฯเพิ่มหลายคนในคราวหน้า แต่ความจริงพบการไหลออกเนืองๆแบบนี้จะไปได้ดั่งฝันจริงหรือสำหรับพรรคก้าวไกล

รอจับตาการทิ้งไพ่จากคนการเมืองหลัง”ไพบูลย์เอฟเฟกต์”ว่าจะเกิดขึ้นตามบทวิเคราะห์นี้หรือไม่…และจะอ้างเหตุผลใดขึ้นมาชี้แจงกับสังคม