พปชร. หนุนทายาท “กำนันเซี้ย” ยึดกาญจน์ยกจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489085

20 ต.ค. 2564 |20:00 น.

เปิดตัวลูกสาวเขมพร-ลูกเลี้ยง “กำนันเซี้ย” ปักธง พปชร.เมืองกาญจน์ พลอย ธนิกุล สานฝันลุงป้อม ยึดตะวันตกเบ็ดเสร็จ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลังประชารัฐเปิดตัวลูกเลี้ยง “กำนันเซี้ย” ชื่อ พลอย ธนิกุล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 3 หวังยึดเมืองกาญจน์เบ็ดเสร็จ

วันนี้ “กำนันเซี้ย” และเขมพร คู่ชีวิตไม่อยู่ในเมืองไทย แต่ 2 ทายาทกำนันเซี้ยยังเป็น ส.ส.คุมโซนชายแดน ส่วนลูกสาวซ้อเขมพร ก็เตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า

ในอดีต “กำนันเซี้ย” ในสีเสื้อประชาธิปัตย์เคยยึดครองเมืองกาญจน์ได้ ปัจจุบัน ทายาทกำนันคนดัง สวมเสื้อพลังประชารัฐ ผนึกพันธมิตร กำลังเดินตามรอยพยัคฆ์ประจิม

วันที่ 20 ต.ค.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมี ส.ส.พลังประชารัฐ กว่า 40 คน ตามแห่ไปให้กำลังใจเหมือนทุกครั้ง

วิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค 2 คนคือ ปิยะ สาระศาลิน ส.จ.กาญจนบุรี เขต 2 อ.เมือง และพลอย ธนิกุล เลขานุการนายก อบจ.กาญจนบุรี

ที่น่าสนใจ ส.ส.กาญจนบุรี มี 5 คน แยกเป็น ส.ส.พลังประชารัฐ 4 คน เหลือเพียงเขต 3 (อ.ท่ามะกา และ อ.พนมทวน) ที่เป็น ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งสมัยหน้า พลังประชารัฐ วางตัว พลอย ธนิกุล ลูกเลี้ยงกำนันเซี้ยลงสนาม

‘พยัคฆ์ประจิม’

“กำนันเซี้ย” เป็นที่รู้จักของชาวเมืองกาญจน์ ในฐานะกำนัน ต.ท่าเรือพระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ก่อนจะขยับมาเป็นผู้นำชาวไร่อ้อย เขต 7 และลงเล่นการเมือง เป็น ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์

กำนันเซี้ย แต่งงานใหม่กับ เขมพร ต่างใจเย็น อดีตภรรยาแคล้ว ธนิกุล ผู้ล่วงลับ กำนันเซี้ยและเขมพร ร่วมกันก่อร่างสร้างอาณาจักรใหม่จนเติบใหญ่ถึง 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เขมราชการสร้าง จำกัด ดำเนินกิจการรับเหมาก่อสร้าง และกิจการฟาร์มปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในกาญจนบุรีชื่อ เขมประชาฟาร์ม อ.บ่อพลอย

ซ้อเขมหรือเขมพร มีลูกติดมา 5 คน และหนึ่งในนั้นคือ พลอย ธนิกุล ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า พลอยจะลงสมัคร ส.ส.เขต 3 อ.ท่ามะกา บ้านเกิดของกำนันเซี้ย

ช่วงปี 2561 ซ้อเขมเป็นแม่ทัพเลือกตั้งแทนกำนันเซี้ย โดยนำพา 2 ทายาทตระกูลโพธิพิพิธ ย้ายจาก ปชป.มาอยู่พลังประชารัฐ

ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ ลูกชายคนโตของกำนันเซี้ย ลงส.ส.เขต 4 แทนบิดาที่ยึดครองพื้นที่มา 2 สมัยแล้ว ส่วนน้องชายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ย้ายไปลงเขต 5 (อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิ) ทั้งคู่ได้รับชัยชนะ

วันนี้ อาณาจักรเขมประชาฟาร์ม ไม่มีทั้งกำนันเซี้ย และเขมพร แต่ดูเหมือนว่า บารมีของกำนันคนดังฉายา พยัคฆ์ประจิม ยังเบ่งบาน

‘ลูกสาวซ้อเขม’

ดังที่รู้กัน “กำนันเซี้ย” อพยพจาก อ.ท่ามะกา มาปักหลักอยู่ที่เขมประชาฟาร์ม อยู่ที่ ต.ช่องด่าน อ.บ่อพลอย บนเนื้อที่จำนวน 2,100 ไร่

เขมประชาฟาร์ม มีทำเลสวยงาม ท่ามกลางหุบเขาอินทรี กำนันเซี้ยทยอยซื้อที่ดินแปลงย่อยจนได้ผู้ถือครองมากที่สุดเพราะบารมี

พลอย-ยุทธ ธนิกุล สองพี่น้องยืนขนาบลุงป้อมพลอย-ยุทธ ธนิกุล สองพี่น้องยืนขนาบลุงป้อม

พลอย ธนิกุล ได้บันทึกไว้ในเฟซบุ๊คของเธอว่า “อ.บ่อพลอย คือ บ้านอีกหลังในเมืองกาญจน์ที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ และครอบครัวของเรา มีฟาร์มวัวและฟาร์มหมู ที่นี่ คือเขมประชาฟาร์ม”

วันที่ 20 ต.ค.2564 เจี๊ยบ มติกาญจน์ นักข่าวท้องถิ่นได้โพสต์ภาพพลอยขนาบข้างลุงป้อม พร้อมข้อความว่า “พลอย ธนิกุล เลขาฯนายก อบจ.กาญจนบุรี ผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 3 และ ยุทธ ธนิกุล ผู้บริหารเขมราชการสร้าง ต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมเมืองกาญจน์”

หลังเลือกตั้งนายก อบจ. พลอย ลูกสาวซ้อเขม และลูกเลี้ยงกำนันเซี้ย ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการนายก อบจ.กาญจนบุรี สุรพงษ์ ปิยะโชติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.กาญจนบุรี สายพลังลุงป้อม

สำหรับ สุรพงษ์ เป็น ส.ส.กาญจนบุรี ปี 2554 สังกัดพรรคเพื่อไทย และเป็นชาว อ.ท่ามะกา ดังนั้น พลอย จึงมีแต้มต่อต้นทุนการเมืองสูง เพราะได้ฐานคะแนนเดิมของกำนันเซี้ย และสุรพงษ์ นายก อบจ.กาญจนบุรี

แกนนำพลังประชารัฐวาดหวังว่า สมัยหน้าจะยึด 5 ที่นั่ง ส.ส.เมืองกาญจน์ เมื่อได้ลูกสาวซ้อเขมและกำนันเซี้ย มาลงสนามเขต 3

ที่ยืนสุดท้าย “ประวิตร” ภาคกลางปึ้ก ยี่ห้อประยุทธ์ขายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/489029

20 ต.ค. 2564 |16:00 น.

ดิ้นเพื่อรอด “ประวิตร” ป้องเมืองกาญจน์ ประยุทธ์บุกเมืองสิงห์ ชิงรักษาแชมป์ภาคกลาง ที่มั่นสุดท้ายของพี่น้อง 3ป. คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ทิ้งภาคกลางไม่ได้ “พล.อ.ประวิตร” รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แยกกันเดินสายตรวจราชการ พี่ใหญ่ไปเมืองกาญจน์ น้องเล็กไปเมืองสิงห์

“พล.อ.ประวิตร” ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รู้ดีว่า ภาคกลางเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของพรรค ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก(ไม่รวมกรุงเทพฯ) มี ส.ส.รวม 37 คน หากรักษาที่มั่นแห่งนี้ไว้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า

ลักษณะพิเศษของภาคกลาง อิทธิพลบ้านใหญ่ยังครอบงำสูง ดังนั้น สโลแกนของ “พล.อ.ประวิตร” ที่ว่า พลังประชารัฐใจถึงพึ่งได้ จึงน่าจะเหมาะกับสมรภูมิเจ้าพระยา-ป่าสัก-ท่าจีน-แม่กลอง

วันที่ 20 ต.ค.2564 ภาคเช้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่กลองและเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี

วันเดียวกัน ภาคบ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และติดตามช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี

การลงพื้นที่ของ “ประวิตร-ประยุทธ์” ไม่ได้วัดพลังอะไรกันอีกแล้ว นี่คือภารกิจหาเสียงแบบเนียนๆ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพลังประชารัฐ ไม่ต้องไปเจอม็อบไล่แถวภาคอีสาน

‘เมืองกาญจน์บ้านทหาร’

“พล.อ.ประวิตร” ต้องให้ความสำคัญกับ จ.กาญจนบุรี เพราะสนามเลือกตั้งแห่งนี้ มี ส.ส. 5 คน ซึ่งหนที่แล้ว พลังประชารัฐ ได้มา 4 ที่นั่ง และเหลือให้ภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง

เขต 1 พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ เป็น ส.ส.เมืองกาญจน์มาหลายสมัย ใส่สีเสื้อเพื่อไทย และย้ายมาพลังประชารัฐ แว่วว่าสมัยหน้า จะขยับขึ้นบัญชีรายชื่อ

เขต 2 “กำนันฉอย” สมเกียรติ วอนเพียร อดีตนายกเทศมนตรีตำบลสำรอง อ.ท่าม่วง ลงสนามครั้งแรก แต่บารมีไม่ธรรมดา มีคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า แม้จะเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่เดินตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จนได้เป็นกรรมการบริหารพรรค

เขต 4-5 เป็นของทายาทกำนันเซี้ย ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ และอัฏฐพล โพธิพิพิธ แม้วันนี้ กำนันเซี้ยจะไม่อยู่ แต่บารมียังล้นเหลือ ตั้งแต่ท่าม่วงยันชายแดนด้านตะวันตก

เมื่อเร็วๆนี้ “ซ้อเจน” ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี เพิ่งเปิดตัวจะลงสมัคร ส.ส.เขต 1 พร้อมอดีต ส.ส.ปชป.อีก 2 คน ที่จะลงเขต 2 และเขต 3 หวังทวงแชมป์คืน

‘บ้านใหญ่เมืองสิงห์’

ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “พล.อ.ประวิตร” ย่อมทราบดี สนามรบภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน เป็นจุดอ่อนของพรรค ฉะนั้น การรักษาเก้าอี้ ส.ส.ภาคกลางไว้ให้มากที่สุด จึงจะเป็นหนทางอยู่รอดของพี่น้อง 3ป.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องไป จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ภรณี ธนาคมานุสรณ์ มารดาของชัยวุฒิ เป็นหัวคะแนนคนสำคัญของพรรคชาติไทยมาแต่ยุคของประเทือง วิจารณ์ปรีชา อดีต ส.ส.สิงห์บุรี หลายสมัย แต่มาถึงรุ่นลูก นอกจากนี้ แม่ภรณียังมีบทบาทสนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งระดับเทศบาล และ อบจ.สิงห์บุรี

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว ชัยวุฒิลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และให้ โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ลงสมัคร ส.ส.เขต ก็เอาชนะสุรสาล ผาสุก อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทยไปได้

ชัยวุฒิยังเป็นกำลังสำคัญของพลังประชารัฐ ดูแลพื้นที่สิงห์บุรี,สุพรรณบุรี และสระบุรี รวมถึงกรุงเทพฯ บางเขต

ประเมินสถานการณ์การเมืองในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และพลังประชารัฐ ยังมีเสียงสนับสนุนในภาคใต้ และภาคกลาง เป็นหลัก นับจากนี้ไป คงได้ภาพ “พล.อ.ประยุทธ์” ลุยพื้นที่ภาคกลางถี่ขึ้น

พี่น้อง 3ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์ – ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481858

20 ต.ค. 2564 |12:00 น.

ยิ่งกว่าพี่น้องท้องเดียวกัน “ประวิตร” ปั้น “อนุพงษ์” – “ประยุทธ์” มากับมือ เล่าตำนานบ้าน 3 ทหารเสือ พิสูจน์เลือดข้นกว่าน้ำ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ฉากจบของศึกภายในพลังประชารัฐ น่าจะเป็นที่บ้านป่ารอยต่อ ภายใน ร.1 รอ.ทม. เมื่อพี่น้อง 3 ป. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กอดคอแสดงความรักผูกพันอันยาวนานให้ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บางกลุ่มได้เห็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช้าวันที่ 3 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภา พบหน้านักข่าวก็ให้สัมภาษณ์ตามปกติ ตอนหนึ่งเจอคำถามว่า มีปัญหากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่?

พล.อ.ประยุทธ์ ได้โอกาสร่ายยาวถึงความสัมพันธ์ของ “ป้อม” พล.อ.ประวิตร , “ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ใครก็ทำลายไม่ได้ แม้มีคนเสี้ยมให้แตกกัน…ผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนท่ามกลางสนามรบ ผมก็เคยอยู่ร่วมกันร่วมกัน”

พี่น้อง 3ป.” เติบโตมาใน “บ้านทหารเสือ” หรือกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

บ้าน 3ป.

ปี 2519 ร.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ยศขณะนั้น) เป็นนายทหารยุทธการ ประจำกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน 2 รอ.) มีบ้านพักนายทหารอยู่ภายในซอย 7 ของ ร.21 พัน 2 รอ. (ปัจจุบัน ไม่มีคนพักอาศัย ทางกองพันเตรียมสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์)

ขณะนั้น มีนายทหารรุ่นน้องอีก 2 คน ร.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ร.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

ครั้งหนึ่ง “พล.อ.ประวิตร” ได้เล่าให้นักข่าวสายทหารฟัง เมื่อได้เห็นภาพบ้านหลังเดิม ที่มีสภาพเปลี่ยนไป “จริงๆแล้วบ้านหลังนี้ เคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 4 คน” นอกจากพี่น้อง 3ป.แล้ว ก็มี พล.อ.พงษ์เทพ กนิษฐานนท์ อีกคนหนึ่ง

ไอ้ตู่ เป็นน้องเล็กไง เลยต้องตื่นก่อน” พล.อ.ประวิตร เล่าอย่างอารมณ์ดี เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นน้องคนเล็ก ต้องเสียสละโดยการตื่นก่อนพี่ๆ และอาบน้ำทำธุระก่อน เพื่อให้พี่ๆ ได้งีบต่ออีกสักนิด

สภาพบ้านพักนายทหารสมัยก่อน มีจำนวนไม่มาก ดังนั้น พี่ๆน้องๆ จึงต้องพักอยู่ร่วมกัน ไม่มีการกั้นห้อง แต่แยกเตียงนอนคนละมุม

“ท่าน (พล.อ.ประวิตร) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาผม ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามารับราชการ อยู่บ้านเดียวกันกินนอนด้วยกัน สั่งสอนและฝึกอบรมกันจนกระทั่งโตขึ้นมา ยังคบและเคารพกันอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับนักข่าวที่สภาฯ ในวันที่ 3 ก.ย.2564

ที่ผมเป็นวันนี้ได้ เพราะพี่ทั้งสองคนได้สั่งสอนผมมาและผมจำได้ว่า ไม่เคยที่พี่ทั้งสองจะมาสอนให้ผมทุจริต โกง ซึ่งไม่มี..

มีวันนี้เพราะพี่ให้

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 34 (1 ต.ค.2547 ถึง 30 ก.ย.2548)

พล.อ.ประวิตร ได้ช่วยผลักดันน้องรัก พล.อ.อนุพงษ์ ขยับจากผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1 รอ.) ก่อนขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

ก่อนพ้นจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร ได้ดึงตัวให้น้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ ออกจาก พล.ร.2 รอ. มาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1

พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นกำลังสำคัญของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในการทำรัฐประหาร 2549

ในฐานะเป็นประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 6 พล.อ.ประวิตร ได้ขอให้เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผลักดัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.

ปลายปี 2551 พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้ว ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร เป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดย “บิ๊กป้อม” ได้วางตัวน้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก “บิ๊กป๊อก”

ด้วยความเป็น “ทหารการเมือง” ที่มีคอนเนกชั่นกับแกนนำหลายพรรค “บิ๊กป้อม” จึงประคอง “บิ๊กตู่” ให้เป็น ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยไม่ให้ฝ่ายทักษิณหวาดระแวง

แม้ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประวิตร จะถูกมองว่าเป็น “ทหารการเมือง” แต่ความแนบแน่นของ “พี่ป้อม” กับ “น้องป๊อก” และ “น้องตู่” นั้น ลึกล้ำเกินกว่าคำว่าพี่น้องธรรมดาสามัญ

ทำไม พรรคการเมือง ถึงเมิน “ไพรมารีโหวต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488923

20 ต.ค. 2564 |02:00 น.

1 พ.ย. 64 เปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ต้องจับตามองไปที่ กฎหมายลูก ที่จะมีการแก้ไข พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งขณะนี้หลายพรรคการเมืองยกร่างแก้ไข กฎหมายลูก เสร็จแล้ว ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ พรรคการเมือง เห็นตรงกันไม่ต้องการให้มีคือ “ไพรมารีโหวต” ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น


หลังจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยไปแล้วโดยให้มี ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน ขั้นตอนไปก็คือ การออกกฎหมายลูกเพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปได้ และในการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องมีการทำ”ไพรมารีโหวต” ทั้งการเลือกตั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ  แต่พรรคการเมือง นักการเมือง ไม่ต้องการให้มีและเตรียมผลักดันให้ยกเลิกการทำ “ไพรมารีโหวต” ในการเลือกตั้ง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ


มาทำความรู้จัก “ไพรมารีโหวต” ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับการเลือกตั้งบ้านเรา


 “ไพรมารีโหวต” (Primary Vote) ก็คือ การเลือกตั้งขั้นต้นที่สมาชิกของพรรคทุกคนมีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกคนที่เสนอตัวเป็นผู้สมัครหรือแคนดิเดต (Candidate)ของพรรค ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ทุกคนมีโอกาสลงความเห็นก่อนว่าจะเลือกใครลงสมัครเลือกตั้ง  ผู้มีสิทธิทุกคนจะได้เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง ชอบคนไหนเลือกคนนั้น ใครได้คะแนนมากที่สุดก็เอามาลงสมัครอย่างเป็นทางการในฐานะผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมืองนั้น ๆ


ข้อดี “ไพรมารีโหวต”

ลดอิทธิพลของเจ้าของพรรค นายทุนพรรค 
 

“ไพรมารีโหวต” คือการทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ลดอิทธิพลของนายทุนพรรค ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองมากขึ้น
 
เป็นการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย โดยให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร พรรคการเมืองต้องจัดตั้งสาขาในต่างจังหวัดให้สมาชิกประจำเขตในแต่ละภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอตัวแทน ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาดจากการคัดเลือกผู้สมัครจากกรรมการบริหารพรรค นายทุน และเจ้าของพรรค

พรรคการเมืองมีความเป็นสถาบัน
 

ระบบ”ไพรมารีโหวต” เป็นการปรับพรรคการเมืองไม่ให้เป็นของคนกลุ่มใดหรือบุคคลหนึ่ง เป็นระบบที่เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และมีความโปร่งใส เป็นการยกระดับให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงและสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคจะเป็นตัวแทนที่เลือกโดยประชาชนไม่ใช่จัดสรรโดยพรรคการเมือง

ข้อเสีย
 
ไม่เหมาะสมกับการปกครองแบบรัฐสภา
 
จากประสบการณ์ในต่างประเทศของประเทศที่ใช้การเมืองการปกครองในระบบรัฐสภาจะพบว่าการใช้ “ไพรมารีโหวต” มีข้อจำกัด คือ ความไม่แน่นอนของการมีการเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งจะมีเวลาทำ”ไพรมารีโหวต”ภายในระยะเวลาค่อนข้างสั้น

ส่งผลให้หลายพรรคอาจทำ”ไพรมารีโหวต”ไม่สำเร็จหรือทำได้ไม่กี่แห่งซึ่งจะทำให้ทั้งพรรคการเมืองและประชาชนเสียโอกาสในการเลือกตั้ง หรือหากมีพรรคใดทำสำเร็จก็อาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพของ”ไพรมารีโหวต”ที่ถูกเร่งรัดด้วยเวลา

ไม่เหมาะสมกับบริบทการเมืองไทย
 
“ระบบไพรมารีโหวต”  ยังไม่เข้ากับบริบททางการเมืองไทย เพราะเหมาะสมกับประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง พรรคการเมืองเตรียมพร้อมในการส่งผู้สมัคร พรรคมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง มีเวลาหาตัวบุคคลที่เหมาะสม รวมถึงประชาชนเข้าใจระบบดีด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยขาดความต่อเนื่อง เพราะพอประชาชนเริ่มเข้าใจระบบ ก็เกิดการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ
 

พรรคเล็กและพรรคใหม่เสียเปรียบ
 
นักการเมืองหลายพรรคเห็นตรงกันว่า การทำ”ไพรมารีโหวต”จะมีปัญหากับพรรคเล็กและพรรคการเมืองตั้งใหม่ เนื่องจากว่าอาจไม่สามารถจัดตั้งสาขาพรรคได้ในทุกพื้นที่ทำให้ไม่มีตัวแทนพรรคในการคัดเลือกผู้สมัคร

สุดท้ายจะส่งผู้สมัครได้ไม่กี่เขต ส่งผลให้โอกาสในการได้ที่นั่ง ส.ส. ลดน้อยลง ต่างจากพรรคการเมืองใหญ่ที่มีจำนวนสมาชิกและความนิยมอยู่แล้ว ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด 

เกิดการล็อบบี้เลือกผู้สมัคร
 
การทำ”ไพรมารีโหวต”ด้วยการใช้จำนวนสมาชิกขั้นต่ำเพียง 50 คน สำหรับผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือสมาชิกขั้นต่ำ 100 คน สำหรับสาขาพรรคการเมือง อาจทำเกิดการล็อบบี้จากผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนในท้องที่นั้นเพื่อให้ตัวเองได้เป็นตัวแทนพรรคได้ง่ายขึ้น 

ลดทอนอำนาจของกรรมการบริหารพรรค
 
การให้สมาชิกพรรคทำ”ไพรมารีโหวต”เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ก็ลดทอนอำนาจของกรรมการบริหารพรรคในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 

ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
 
การทำ “ไพรมารีโหวต” พรรคการเมืองจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสาขาพรรคหรือการหาสมาชิก ด้วยกติกาแบบนี้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กอาจประสบปัญหามากกว่าพรรคขนาดใหญ่

รู้จัก “นายก อบจ.จันทบุรี” บ้านใหญ่ท่าใหม่ ผูกขาดจันท์ฮิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488916

19 ต.ค. 2564 |20:00 น.

ตำรวจบุกจับ “นายก อบจ.จันทบุรี” สะท้านสะเทือนเมืองจันท์ฮิ ธนภณ กิจกาญจน์ ผูกขาดสนามนายก อบจ. 5 สมัย ชื่อนี้ไม่ธรรมดา ทายาทบ้านใหญ่ อ.ท่าใหม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ตำรวจสอบสวนกลางเปิดยุทธการจันทบูร บุกจับ “นายก อบจ.จันทบุรี” พร้อมพระครูปลัดเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสนับสนุนพุทธมณฑล ข่าวนี้สะท้านสะเทือนจันทบุรี

“นายก อบจ.จันทบุรี” ธนภณ กิจกาญจน์ อยู่ในตำแหน่งมานานกว่า 5 สมัย เป็นที่รู้จักของชาวจันทบุรี การเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งที่ผ่านมา ก็เอาชนะคู่แข่งชนิดคะแนนทิ้งห่างขาดลอย

แวดวงการเมืองจันท์ฮิ ตั้งวงสนทนาการจับกุม “นายก อบจ.จันทบุรี” มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ เพราะธนภณ เคยเป็นนายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย มาก่อน

วันที่ 19 ต.ค.2564 ตำรวจสอบสวนกลางได้ทำการจับกุมกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี 4 คน ประกอบด้วย ธนภณ กิจกาญจน์ นายก อบจ.จันทบุรี, ภูวนาถ บำรุงพันธุ์ อดีต ผอ.กองแผน ,พระครูปลัดณัฐดนัย เจ้าอาวาสวัดสุทธิวารี เจ้าคณะอำเภอสอยดาว และกรรมการมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี และเกศสยาม ร่วมดี หจก.สยามช่างบูรพา

วันเดียวกัน สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เบื้องต้นให้ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมก่อน ซึ่งตนยังไม่เห็นรายละเอียดข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ในทางปกครอง ผวจ.จันทบุรี ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อสรุปดำเนินการต่อไป หาก นายก อบจ.จันทบุรี ไม่ได้รับประกันตัวและถูกคุมขัง จะทำให้มีโอกาสพ้นจากตำแหน่งทันที

‘เขาคือนายกโจ้’

“นายก อบจ.จันทบุรี” คนดัง หรือที่ชาวรู้จักกันในชื่อ “นายกโจ้” ธนภณ กิจกาญจน์ เติบโตมาจากตระกูลนักการเมืองท้องถิ่น

ฤทธี กิจกาญน์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าใหม่ บิดาของนายกโจ้ เป็นผู้มากบารมีที่ชาว อ.ท่าใหม่ ให้ความรักและเคารพนับถือ ซึ่งในวันนี้ คนในตระกูลกิจกาญจน์ ก็เป็นนายกเล็กเมืองท่าใหม่

ก่อนปี 2544 ธนภณ ลงสู่สนามเลือกท้องถิ่น เป็น ส.อบจ.จันทบุรี เขต อ.ท่าใหม่ หลังจากนั้น เขาได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายก อบจ.จันทบุรี ด้วยการโหวตจากเพื่อน ส.จ. ก่อนที่จะมีการแก้ ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง

ปี 2556 ธนภณ ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมองค์การ บริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน

การเลือกตั้งนายก อบจ.จันทบุรี เมื่อปลายปีที่แล้ว ธนภณ กิจกาญจน์ ลงสนามป้องกันแชมป์ โดยมีคู่แข่ง 2 คนคือ มานะ ชนะสิทธิ์ และลัดดา จตุอุทัยศรี ผลปรากฏว่า ธนภณได้คะแนนเสียงมากถึง 150,364 คะแนน ขณะที่คู่แข่งสองคน นำคะแนนมารวมกันได้แค่ครึ่งหนึ่งของเขา

ทุกครั้งที่ลงสนามนายก อบจ. ธนภณจะลงสมัครในนามกลุ่มอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติ แต่ปี 2551 ธนภณ ลงสนามชิงนายก อบจ. ต้องเจอกับคมคาย พลบุตร ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ แต่ธนภณ ก็ชนะไปขาดลอย

‘น้องเขยค่าย ปชป.’

ธนภณ กิจกาญจน์ เป็น “นายก อบจ.จันทบุรี” สมัยที่ 5 และตระกูลกิจกาญจน์ ก็ไม่เคยส่งตัวแทนลงสนามการเมืองใหญ่ ยกเว้นกรณีของ พงศ์เวช เวชชาชีวะ อดีต ส.ส.จันทบุรี 3 สมัย ที่เป็นน้องเขยของธนภณ

พงศ์เวช ได้เป็น ส.ส.จันทบุรี สมัยแรกในนามพรรคไทยรักไทย ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ สมัยการเลือกตั้งปี 2550 และปฏิเสธไม่ได้ว่า ฐานเสียงของฤทธี กิจกาญจน์ พ่อตาพงศ์เวช ก็มีส่วนหนุนช่วยให้พงศ์เวชได้รับชัยชนะ

การเลือกตั้งสมัยที่แล้ว พงศ์เวชไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็เป็นผู้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ให้พรรค ปชป. แต่ก็พ่ายแพ้ทั้ง 3 เขต

หากนายกโจ้ หรือธนภณ กิจกาญจน์ ต้องหลุดจากตำแหน่ง “นายก อบจ.จันทบุรี” ก็น่าจับตาว่า ตระกูลกิจกาญจน์ จะส่งใครลงสนามนายก อบจ.

อาวุธลับ “เขยทักษิณ” กลุ่มแคร์เชียร์เศรษฐา ชื่อนี้ขายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488879

19 ต.ค. 2564 |17:00 น.

พท.ไม่ใช่พรรคผีหัวขาด มีอาวุธลับซ่อนไว้ “เขยทักษิณ” พูดแล้วเรื่องแคนดิเดตนายกฯ กลุ่มแคร์เชียร์เศรษฐา ทวีสิน เทียบหมัดต่อหมัด ชนะประยุทธ์ขาด คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มีความเคลื่อนไหวแล้วจาก “เขยทักษิณ” ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ พร้อมแกนนำกลุ่มแคร์ออกมาส่งเสียงหนุนเศรษฐา ทวีสิน เป็นว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

แม้จะปฏิเสธไม่ได้เป็นสมาชิกเพื่อไทย แต่น้ำเสียง “เขยทักษิณ” เที่ยวนี้ก็ดูจะเปิดกว้าง คงรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ส่วนแรงเชียร์เสี่ยใหญ่ค่ายแสนสิริก็ดังขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น “เขยทักษิณ” และเศรษฐา อาจเป็นอาวุธลับของคนแดนไกล ที่พร้อมจะเปิดตัว เมื่อมีความแน่ชัดว่ายุบสภาเป็นที่แน่นอนแล้ว

ด้วยภาวะที่รอคนแดนไกลเคาะชื่อผู้ถือธงเพื่อไทย ฝ่ายตรงข้ามจึงถูกหยามหยันเป็นพรรคผีหัวขาด วันดีคืนดี เกรียง กัลป์ตินันท์ ขาใหญ่อีสานใต้ สายตรงเจ๊แดง เยาวภา ก็จุดพลุชื่อคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เป็นแคนดิเดตนายกฯ

ล่าสุด วันที่ 19 ต.ค.2564 สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาปฏิเสธกรณีคุณหญิงพจมานว่า ไม่ได้มีข้อเท็จจริงเลย ท่านไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพวกเราหรอก

นอกจากนี้ สมพงษ์ยังปฏิเสธข่าว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็ไม่สนใจเรื่องการเมืองเลย

สรุปว่า ชื่อของคุณหญิงพจมาน และ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ตัดทิ้งไปได้เลย ก็เหลือแต่เขยใหญ่ และนักธุรกิจคนดังที่มีข่าวลือว่า อดีตนายกฯคนหนึ่งให้การสนับสนุน

‘เสียงจากเขยใหญ่’

มีข้อสังเกตกรณีของ “เขยทักษิณ” ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มักจะหลุดมาจากคอลัมนิสต์ใหญ่สายที่ถูกมองว่าใกล้ชิดเครือข่ายคนแดนไกล

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2564 ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้เปิดการแถลงข่าวเกี่ยวกับบริษัทตัวเอง แต่ก็มีนักข่าวสายเศรษฐกิจ ชงคำถามการเมืองเรื่องกระแสข่าวเสนอชื่อณัฐพงศ์ ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย

ณัฐพงศ์ ตอบว่า “วันนี้ถ้าไม่ถามคำถามนี้ จะแปลกใจมาก ต้องบอกว่าวันนี้ ผมไม่ได้เป็นแม้กระทั่งสมาชิกพรรคเพื่อไทยเลยนะครับ และวันนี้ผมเป็นซีอีโอ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชันอยู่ ก็โฟกัสสิ่งที่ทำตอนนี้ให้ดีที่สุด เป็นการตอบที่ไม่รู้ตอบรึเปล่านะครับ”

เมื่อปี 2561 ตอนนั้นก็มีข่าวว่า ณัฐพงศ์ จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน แต่เขยใหญ่ทักษิณได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าวโดยสิ้นเชิง แถมภรรยา-เอม พิณทองทา ได้โพสต์ซ้ำตอกย้ำว่า สามีไม่สนใจการเมือง

‘กองเชียร์เสี่ยนิด’

ในวงสนทนาของ ส.ส.อีสานบางกลุ่ม มักจะพูดถึงแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทยอยู่ 2 คนคือ “เขยทักษิณ” และนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คนดัง

เมื่อเช้าวันที่ 19 ต.ค.2564 นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำกลุ่มแคร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 ถึงกรณีแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยแบบยาวๆ


นพ.สุรพงษ์ ที่ออกตัวว่าขอเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่คนวงใน ได้วิเคราะห์ถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ในบ้านจันทร์ส่องหล้าทุกคนที่ปรากฏผ่านสื่อ ไม่ว่าคุณหญิงพจมาน, พล.ต.อ.เพรียวพันธ์, เขยใหญ่ และอุ๊งอิ๊ง ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งหมอเลี้ยบสรุปว่า ไม่น่าจะมีความเป็นได้ที่บุคคลเหล่านี้ จะมาเล่นการเมือง

เฉพาะณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยทักษิณ หมอเลี้ยบบอกว่า เจ้าตัวปฏิเสธออกมาแล้วว่าไม่สนใจการเมือง สนใจทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่า

ด้าน เสี่ยนิด-เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หมอเลี้ยบเล่าว่า หลายปีมาแล้ว เคยเจอในงานสังคมงานหนึ่ง ถามเสี่ยนิดเล่นๆ ว่าสนใจการเมืองหรือไม่ แกก็พูดติดตลกว่า ไม่เอา

“..ไม่ทราบว่า เดี๋ยวนี้นายเศรษฐาคิดอย่างไร แต่ชื่อที่ปรากฏมาในขณะนี้ ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง”

มองในแง่การตลาดการเมือง หมอเลี้ยบยอมรับว่า ชื่อของเศรษฐาขายได้ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนต้องการผู้นำคนใหม่ ที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเทียบกันหมัดต่อหมัดดีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่แล้ว

“อย่างน้อยนายเศรษฐาก็เป็นผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ย่อมมีทักษะการเป็นผู้นำ และจากการฟังให้การสัมภาษณ์ ก็เป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ดี” แกนนำกลุ่มแคร์อ่านเกมการเมืองแบบนี้ ส่งเสียงเชียร์เศรษฐา ก็น่าสนใจยิ่ง

ดังนั้น ชื่อของ “เขยทักษิณ” และเศรษฐา เสี่ยใหญ่ค่ายแสนสิริ จึงเป็นน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488863

19 ต.ค. 2564 |15:00 น.

ลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่อง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ควบรวมพรรคการเมือง

หลังจากประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนปฏิรูป ครั้งที่ 10/2562 เมื่อวันที่4สิงหาคม 2562 ไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เลิกพรรคประชาชนปฏิรูปตามข้อบังคับพรรคประชาชนปฏิรูป พ.ศ. 2561 ข้อ122 เป็นเหตุให้พรรคประชาชนปฏิรูปสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ของกกต.ตั้งแต่วันที่ 3  กันยายน 2562 เป็นต้นมา  แต่มีผู้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าได้ดำเนินการตามกฏหมายพรรคการเมืองครบถ้วนแล้วหรือไม่

"ไพบูลย์ นิติตะวัน" เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง

เจษฏ์ โทณะวนิกอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญมองว่า หากตีความตามเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ แม้กฏหมายพรรคการเมืองมาตรา 91  จะระบุว่าการเลิกพรรคมีผลเสมือนการยุบพรรค แต่ในวรรคสุดท้ายของมาตราการเดียวกัน ระบุไว้ชัดว่า เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสมาชิกที่เป็นส.ส. ย่อมหมายความว่า เป็นการคุ้มครองเมื่อส.ส.ไม่ได้ทำให้เกิดการยุบพรรค กฏหมายจึงเปิดช่องให้สามารถหาพรรคการเมืองสังกัดใหม่ได้ภายใน 60 วัน แต่กรณีของ ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นคนละบริบทกัน
อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังยกตัวอย่าง ในกฏหมายพรรคการเมือง มีศัพท์บัญญัติที่ทำให้สถานะความเป็นพรรคการเมืองสิ้นสุดลง ประกอบด้วย การเลิกพรรคการเมือง   การยุบพรรค  ซึ่งมีผลทำให้พรรคการเมืองการเมืองสิ้นสภาพเหมือนกัน
แต่มีที่มาแตกต่างกัน  
 

การเลิกพรรคการเมืองเพราะมีเหตุที่ทำให้พรรคการเมือง ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา91

"ไพบูลย์ นิติตะวัน" เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง

ส่วนการยุบพรรคการเมือง มีเหตุมาจากการการกระทำที่ผิดกฏหมาย เช่นการล้มล้างการปกครอง กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเหตุอื่นตามที่กฏหมายกำหนดตามความในมาตรา92     "ไพบูลย์ นิติตะวัน" เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เลิกพรรคการเมือง แต่ได้ประโยชน์ทางการเมือง

ทั้งสองกรณีคือเหตุแห่งการสิ้นสภาพพรรคการเมือง แต่การยุบพรรคทำให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลาสิบปี  ขณะที่การเลิกพรรค มีผลเสมือนการยุบพรรค เป็นไปตามตัวบทกฏหมาย  แต่จะใช่เจตนารมย์ ของรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เจตนารมย์รัฐธรรมนูญปี2560 ที่สำคัญ คือการป้องกันการผูกขาดจากการควบรวมกันของพรรคการเมือง ไพบูลย์ นิติตะวัน เลิกพรรคประชาชนปฏิรูปตามเงื่อนไข  ส่วนใครจะมองว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองอย่างไร ก็อย่างที่ไพบูลย์พูดเอาไว้ว่า  กฏหมายเปิดช่องให้ทำได้

เจาะยางทักษิณ “ธนาธร” ยึด อบต.อีสาน ชิงแดงก้าวหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488740

18 ต.ค. 2564 |19:00 น.

ก้าวหน้า-ก้าวไกลออนทัวร์ “ธนาธร” หวังยึด 130 อบต.อีสาน เจาะฐานรากหญ้า เปลี่ยนแดงทักษิณเป็นแดงอุดมการณ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ธนาธร” และพิธา ลิ้มเจริญรัตน ต่างยึดขอนแก่น เป็นสถานที่จัดอีเวนท์การเมือง ทั้ง “ก้าวไกล ไปนำแหน่” และ “ก้าวหน้ามาฮอดอีสานแล้วเด้อ”

คณะก้าวหน้า ภายใต้การนำของ “ธนาธร” วาดหวังกับเลือกตั้งนายก อบต.ในภาคอีสาน ค่อนข้างสูง เพราะส่งสมัครนายก อบต.มากถึง 138 แห่ง จากทั้งหมด 210 แห่งทั่วประเทศ

“ธนาธร” เก็บรับบทเรียนจากเลือกตั้งเทศบาล และเห็นช่องทางที่จะรุกเจาะตลาดคนรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของทักษิณ ชินวัตร จึงทุ่มสรรพกำลังที่อีสานเป็นหลัก

วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย.2564 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ เพราะจะเป็นการเลือกตั้ง อบต. ในรอบ 8 ปี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า “อย่าเพิ่งสิ้นหวังกับประเทศนี้ อย่าคิดว่าประเทศไทยถอยมาสุดทางแล้ว และในครั้งนี้ เราหวังว่าจะได้ความไว้วางใจจากประชาชน เลือกนายก อบต.ที่คณะก้าวหน้าให้การสนับสนุน”

‘ชิงแดงก้าวหน้า’

“ธนาธร” เคยร่วมเคียงข้างคนเสื้อแดงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 จึงรู้ดีว่า คนเสื้อแดงนั้น แยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ แดงทักษิณ กับแดงก้าวหน้า

ในภาคอีสาน มีคนเสื้อแดงที่จัดอยู่ในกลุ่มแดงก้าวหน้านั้นอยู่มิใช่น้อย พวกเขาเหล่านี้ มีความคิดอยู่ในระนาบเดียวกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวชูธงปฏิรูปสถาบันฯ

ดังนั้น ในวันประชุมใหญ่ของพรรคก้าวไกล ที่ขอนแก่น ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เพื่อนรักของธนาธร จึงปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน ถึงขั้นยก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีแห่งการเปลี่ยนแปลงคนต่อไป

ชัยธวัช ผู้มีอุดมการณ์ซ้ายใหม่ ไม่เคยเปลี่ยน ไม่เชื่อว่า ภาคอีสานมีเจ้าของแล้ว อีสานจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่พวกเราไม่เชื่อว่าประชาชนมีเจ้าของ เหมือนจะบอกว่า ทักษิณไม่ใช่คนผูกขาดภาคอีสาน

เชื่อว่า คำปราศรัยของชัยธวัช จะโดนใจแดงก้าวหน้า แดงรากหญ้าที่กระจายตัวอยู่ในเขตชนบท “พอกันทีกับระบอบปรสิตที่กัดกินพวกเรามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย” หรือ “เปลี่ยนรัฐโบราณ ให้เป็นรัฐของประชาชน”

สรุปว่า ก้าวไกลและก้าวหน้าไปเส้นทางเดียวกับขบวนราษฎร ทะลุฟ้า ดาวดิน เยาวรุ่นทะลุแก๊ส ฯลฯ

‘แดงอุดมการณ์”

สมัยที่ “ธนาธร” ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ก็มีคนเสื้อแดงเข้ามาร่วมงานจำนวนหนึ่ง และในภาคอีสาน วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร อดีตประธาน นปช.ภาคอีสาน และน้องชายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ก็มาบุกเบิกงานก่อตั้งสาขาพรรคที่ร้อยเอ็ด

วิเชียรชนินทร์ สนิทชิดเชื้อกับพิชิต พิทักษ์ นักกิจกรรมมวลชน และที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงอีสาน สายผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จึงเป็นแดงก้าวหน้า มาแต่ยุคโน้น

วันที่ 17 ต.ค.2564 วิเชียรชนินทร์ ไปร่วมงานประชุมใหญ่พรรคก้าวไกล ที่ขอนแก่น และได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “เราผู้ร่วมเดินทางอาจจะเหนื่อยและยาก แต่เป็นทางออกที่ต้องพูดคุยอย่างมีเหตุผลและหลักการ มีภาวะความต้องการร่วมอย่างมีเหตุผลของสังคม”

นักเคลื่อนไหวแดงรากหญ้าอย่างวิเชียรชนินทร์ ตระหนักดีว่า ชาวอีสานผู้ศรัทธาในตัวทักษิณยังเป็นคนส่วนใหญ่ของหมู่บ้าน ตำบล ฉะนั้นการประกาศปักธงอุดมการณ์ก้าวไกล ไม่ใช่เรื่องง่าย

ภารกิจของก้าวไกลและก้าวหน้าคือ การช่วงชิงแดงรากหญ้า แดงทักษิณ ให้เปลี่ยนเป็นแดงอุดมการณ์ให้ได้จำนวนมาก ความฝันของพวกเขาจึงจะเป็นจริง

เอาชนะก้าวไกล “ยิ่งลักษณ์” ลุยปลุกผี นารีขี่พายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488711

18 ต.ค. 2564 |16:00 น.

เพื่อไทยปลุกพลังแดง “ยิ่งลักษณ์” งัดกลยุทธ์นารีขี่ม้าขาว สู้ก้าวไกล ป้องกันที่มั่นอีสาน ไม่รอเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มากับพายุฝน “ยิ่งลักษณ์” อดีตนายกรัฐมนตรี โผล่ช่องยูทูปและเฟซบุ๊คพรรคเพื่อไทย ว่าด้วยเรื่อง 10 ปี มหาอุทกภัย ฝันร้ายของนารีขี่ม้าขาวใน พ.ศ.นั้น

ยามที่เพื่อไทยเจอคู่แข่งก้าวไกล ลำพังทักษิณคนเดียวไม่พอ “ยิ่งลักษณ์” จึงต้องออกแรงมาช่วยปลุกฝันวันเก่า โดยเฉพาะสนามอีสาน ที่มีเอฟซีปูแดงมากที่สุด

ทักษิณเคยปั้น “ยิ่งลักษณ์” เป็นนารีขี่ม้าขาวใน 49 วัน ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และวันนี้ ทักษิณยังหวังจะให้มีอัศวินม้าขาว นำชัยชนะแบบแลนด์สไลด์อีกครั้ง

ค่ำวันที่ 18 ต.ค.2564 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เชิญชวนเอฟซี ชมสารคดี “น(า)ทีวิปโยค : 10 ปีมหาอุทกภัย” จัดทำโดยพรรคเพื่อไทย ย้อนรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และฟังเสียงบอกเล่าจากบุคคลในเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมถึงอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

“ยิ่งลักษณ์” ประสบชัยชนะในการเลือกตั้งถล่มทลาย ด้วยกระแสนารีขี่ม้า ที่ถูกสร้างโดยทีมกลยุทธ์การตลาดการเมืองของทักษิณ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ก็เจอบททดสอบผู้นำในมหาอุทกภัย

‘อีสานชี้ขาด’

10 ปีที่แล้ว คนเสื้อแดงภาคอีสาน เป็นผู้จุดกระแสนารีขี่ม้าขาว หลัง “ยิ่งลักษณ์” ออนทัวร์หาเสียงวันละ 14 เวที หากไม่มีคนเสื้อแดง ก็ไม่มีกระแสปูแดง

ผลการเลือกตั้ง 3 ก.ค.2554 พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนนิยม 15 ล้านเสียง และได้ ส.ส. 204 คน จากทั้งหมด 265 คน (ทั้งสองระบบ) เฉพาะ ส.ส.เขตภาคอีสาน เพื่อไทยได้ 104 ที่นั่ง จาก 126 ที่นั่ง หรือ 84% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งหน้า ก็เป็นกติกาเดียวกับปี 2554 บัตรสองใบ และใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ ทักษิณ ชินวัตร จึงคุยข้ามฟ้าว่า เพื่อไทยจะชนะถล่มทลายแน่ๆ ได้วางแผนไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่เปิดเผยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สื่อสำนักต่างๆ จึงคาดเดาไปตามการเช็คข้อมูลจากแหล่งข่าวในพรรค

ทักษิณยังยึดความคิดเดิม ไม่รีบร้อนการวางตัวผู้นำพรรค เพราะมีตัวอย่าง ยิ่งลักษณ์ใช้เวลา 49 วันยังได้เป็นนายกฯ และที่สำคัญคนที่จะเข้ามาเป็นผู้นำ ต้องมีลีดเดอร์ชิปด้วย

แม้ภูมิทัศน์การเมืองจะเปลี่ยนไป แต่คนอีสานวัย 30 ขึ้นไป ยังภักดีต่อแบรนด์ทักษิณและแบรนด์ยิ่งลักษณ์ ดังนั้น ผู้ถือธงเพื่อไทยคนใหม่ ก็แค่มาต่อยอดจากฐานเดิม นี่เป็นความเชื่อของทีมงานบ้านจันทร์ส่องหล้า


‘ปากท้องหรืออุดมการณ์’

ทัศนะคนรุ่นใหม่บางกลุ่ม ทักษิณอาจตกยุคไปแล้ว แต่กรณีของ “ยิ่งลักษณ์” ภาพความเป็นนักการเมืองหญิงที่ถูกทำร้ายทางการเมือง ก็อยู่ในความสนใจของเยาวชนคนหนุ่มสาว

ลึกๆ ยิ่งลักษณ์ ยังมีบทบาทสำคัญต่อก้าวเดินของเพื่อไทย นับแต่การปรับโครงสร้างพรรคครั้งล่าสุด โดยการดึงกลุ่มแคร์เข้ามาทำงานในพรรค รวมถึงการปรากฏชื่อของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่อยู่ในข่ายแคนดิเดตผู้นำเพื่อไทย ทั้งคู่ล้วนเป็นคนสนิทของยิ่งลักษณ์

อีกด้านหนึ่ง พรรคก้าวไกล คู่แข่งตัวจริงของพรรคเพื่อไทย ได้เลือก จ.ขอนแก่น จัดประชุมใหญ่ภายใต้ชื่องานก้าวไกล ไปนำแหน่ ซึ่งการประกาศปักธงชัยเหนือแผ่นดินอีสานนั้น หมายถึงการแย่งชิงฐานเสียงของเพื่อไทยโดยตรง

ดังนั้น พรรคเพื่อไทย ที่จะจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันที่ 28 ต.ค.2564 ที่ขอนแก่น เช่นกัน ได้รีบเปิดตัวธีม “พรุ่งนี้เพื่อไทย : เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน” อย่างเร่งด่วน

พรรคก้าวไกล เน้นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ ปฏิเสธแนวทางนักเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยกลับเสนอ “..คืนศักดิ์ศรี คืนประชาธิปไตยและคืนเงินในกระเป๋าให้พี่น้องประชาชน” ไม่หลุดคอนเซปต์ประชานิยม

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488684

18 ต.ค. 2564 |14:00 น.

ลุ้นอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” เลิกพรรคประชาชนปฏิรูป โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง

"ไพบูลย์ นิติตะวัน" โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง

20 ตุลาคม เวลา 15.00 น. คอการเมืองต่างพากันจับตา ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป และ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนปฏิรูป ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ หลังจากที่พรรคประชาชนปฏิรูป 
สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองลง เป็นเหตุให้สถานภาพส.ส.ของนายไพบูลย์จะสิ้นสุดลงหรือไม่  
เจ้าตัวเชื่อมั่น ว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศไว้ทุกประการ ผ่านการตรวจสอบจากกกต.   กกต. ถึงมีหนังสือแจ้งไปยังสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการย้ายพรรคดังกล่าว 
 

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 กำหนดว่าการย้ายสังกัดของ ส.ส. เกิดขึ้นได้ใน 2 กรณีคือ ถูกที่ประชุม กก.บห. และ ส.ส. ของพรรคต้นสังกัดลงมติ ขับพ้นพรรค ต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน หรือ พรรคถูกสั่งยุบ ต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน แต่กรณี ขอยุบตัวเอง เพื่อย้ายไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และไพบูลย์
ยืนกรานว่า  ไม่ได้ ขอยุบพรรคตัวเอง แต่กฎหมายเปิดช่องให้ขอเลิกพรรคได้
ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (10)

"ไพบูลย์ นิติตะวัน" โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง

ประกอบมาตรา 90 และ 91 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่
"ไพบูลย์ นิติตะวัน" โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง

"ไพบูลย์ นิติตะวัน" โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง“ไพบูลย์ นิติตะวัน” โมเดลเพื่อความยั่งยืนทางการเมือง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ทำให้มีการตั้งสมมติฐานตามมาว่า อาจจะเกิดปรากฏการไพบูลย์โมเดลกับบรรดา พรรคขนาดเล็ก

ไพบูลย์โมเดลจะเกิดขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้มีคำตอบจาก อุดม รัฐอำมฤต อดีตโฆษกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า ขณะร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนยุบพรรคเพื่อให้มีผลเสมือนการควบรวมพรรคการเมืองในอดีต  เหตุที่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญระบุให้ เลิกพรรคมีผลเท่ากับการยุบพรรค เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมกับส.ส.  เมื่อรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้  จึงพอมองเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนจะพรรคการเมืองที่ดำเนินการตามไพบูลย์โมเดลหรือไม่  มีปรากฏการณ์พรรคพลังท้องถิ่นไทย หัวหน้าพรรคส่งบุตรชายไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ   และยังทำหน้าที่ มือประสานสิบทิศ พลิกเกมเลื่อยเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ไพบูลย์โมเดลจะเกิดขึ้นหรือไม่ ดูจากท่าทีพรรคพลังท้องถิ่นไทแล้ว “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”