ส่องม็อบไล่ “ประวิตร” ไม่เอาประยุทธ์ คนอีสานเลือกแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488219

14 ต.ค. 2564 |20:00 น.

กระแสต้านมาแรง “ประวิตร-ประยุทธ์” เจอม็อบทุกพื้นที่อีสาน สะท้อนภาพเลือกตั้งสมัยหน้า ชี้อนาคตพลังประชารัฐ แนวโน้มเก้าอี้ ส.ส.หาย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

รายการออนทัวร์ของ “ประวิตร” บนถิ่นของเอกราช ช่างเหลา มือขวา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เจอกลุ่มดาวดิน จัดม็อบโห่ไล่ จนเกิดมีการปะทะกันเล็กน้อย แต่ก็กลบข่าวการลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมของหัวหน้าพรรค

ทีมงาน ส.ส.สายธรรมนัส มักพูดว่า ถ้าไม่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จะหาเสียงได้ง่ายขึ้น แต่วันนี้ “ประวิตร” โดนของจริง ม็อบต้านเอาสีสาดป้ายต้อนรับเสียเละเทะ

ไม่ว่า “ประวิตร” หรือนายกฯประยุทธ์ สำหรับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน คือเป้าหมายการขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่งทั้งสิ้น

วันที่ 14 ต.ค.2564 กลุ่มดาวดินและคนเสื้อแดงอีสาน ร่วมเคลื่อนไหวต่อต้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่

ตรวจราชการ จ.ขอนแก่น โดยมีตำรวจควบคุมฝูงชนกว่า 300 นาย เจ้าหน้าที่ อส. คอยอารักขาอยู่รอบทางเข้าศาลากลาง แต่ไม่วายจะเกิดเหตุปะทะกันเล็กน้อย

วันที่ 15 ต.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้โคก หนอง นา ที่วัดป่าศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และคาดว่า ช่วงบ่าย นายกฯประยุทธ์ จะไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ ก็อาจเจอม็อบนักศึกษาขับไล่

ปรากฏการณ์ม็อบต้านประยุทธ์-ประวิตร ในภาคอีสาน ก็คล้ายช่วงปี 2554 ที่มีม็อบคนเสื้อแดงรวมตัวขับไล่การลงพื้นที่ของนายกฯ อภิสิทธิ์

‘อีเวนท์ผู้กอง’

ก่อนวันที่ “ประวิตร” จะเดินทางไปขอนแก่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก ได้เดินทางล่วงหน้ามาจัดการประชุมเลือกตั้งตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ประจำ จ.ขอนแก่น

เจ้าของพื้นที่ เอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ,วัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 และสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 เข้าร่วมสังเกตการณ์

จริงๆแล้ว การประชุมตัวแทนพรรคฯ เพื่อเตรียมทำไพมารี่โหวต เป็นสิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส วางแผนไว้นานแล้ว แต่เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในพรรค ทำให้การบริหารงานพรรคสะดุดไป แต่ ร.อ.ธรรมนัส ก็พยายามไปจัดการประชุมแบบนี้ที่พื้นที่ของ ส.ส.ในสังกัด

อย่างเช่นไปประชุมที่สมุทรสาคร โดย จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.เขต 3 เป็นแม่งาน และมาจัดที่ขอนแก่น มีเอกราช ช่างเหลา รับผิดชอบ โดยเป้าหมายต่อไปคือ นราธิวาส พื้นที่ของสัมพันธ์ มะยูโซะ ส.ส.เขต 4

จะว่าไปแล้ว การประชุมตัวแทนพรรคในเวลานี้ ก็เป็นอีเวนท์ผู้กอง เพื่อให้มีข่าวอยู่ในกระแส และแสดงความเป็นแม่บ้านพรรค ที่มีอำนาจจริง

‘สุสานนักเลือกตั้ง’

ร.อ.ธรรมนัส อาจหลงระเริงในชัยชนะเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น จึงบอกหัวหน้าพรรค “ประวิตร” ว่า เลือกตั้งครั้งหน้าใช้นโยบายดีๆ ก็เอาชนะใจคนอีสานได้ ซึ่งเกมเลือกตั้งซ่อม กับเลือกตั้งทั่วไปแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

กว่า 2 ทศวรรษที่ ทักษิณ ชินวัตร ครองใจคนอีสานด้วยนโยบายประชานิยม จนทำให้นักเลือกตั้งระดับอดีต ส.ส. 6-7 สมัย ต้องสอบตก เพราะย้ายออกจากพรรคในเครือข่ายของทักษิณไปสังกัดพรรคใหม่

การเลือกตั้งปี 2562 มีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย สายอีสาน ไม่ต่ำกว่า 30 คน ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 90 สอบตก

สาเหตุที่อดีต ส.ส.เหล่านั้น ประสบความพ่ายแพ้ ไม่ใช่เรื่องนโยบายพลังประชารัฐไม่ดี หากอยู่คนอีสานต่อต้านเผด็จการทหาร พลังประชารัฐคือตัวแทนของ คสช. พวกเขาจึงไม่เลือก

แม้ ร.อ.ธรรมนัส เคยวางแผนจะไม่ชู พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้คนอีสานมาเลือกพลังประชารัฐ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคภูมิใจไทยใช้กลยุทธ์แบบนี้ แต่คนอีสานก็ยังไม่เลือกผู้สมัคร ส.ส.ค่ายบุรีรัมย์มากกว่าปี 2554

เนื่องจากคนอีสานมีภาพจำว่า เนวิน ชิดชอบ ยืนเคียงข้างพี่น้อง 3 ป. ทรยศคนเสื้อแดง ต่อให้อนุทิน ชาญวีรกูล หาเสียงไม่เอาเผด็จการ ชาวบ้านก็รู้ทัน

อิทธิพลความคิดของทักษิณ ยังครอบคลุมภาคอีสาน บวกกับกระแสพิธา ก้าวไกล กำลังแรงขึ้น แทบจะไม่มีที่ยืนให้ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ สมัยหน้า

รายการออนทัวร์อีสานของ “ประวิตร-ประยุทธ์” จึงไม่ต่างจากอีเวนท์ช้างเหยียบนาพญาเหยียบเมือง ไม่มีผลเปลี่ยนใจคนอีสานส่วนใหญ่ได้

“พายุการเมือง”ในม่านฝน “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488165

14 ต.ค. 2564 |17:00 น.

พายุยังไม่หมดไปจากเมืองไทย หลายพื้นที่ยังน้ำท่วมกันอยู่ แต่”พายุการเมือง” หากมองกันลึกๆแล้ว เค้าลางลมฝนเบาบางลง เว้นแต่การปั่นกระแสขึ้นมาจากใครบางคน เข้าทำนอง “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” /เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

ยามนี้พายุยังไม่หมดไปจากเมืองไทย หลายพื้นที่ยังน้ำท่วมกันอยู่ แต่”พายุการเมือง” หากมองกันลึกๆแล้ว เค้าลางลมฝนเบาบางลง เว้นแต่การปั่นกระแสขึ้นมาจากใครบางคน  บางรายโพทนาว่าตนเองมีความเก่งกล้าสามารถ กลบวีรกรรมอัปยศของตนเองเสียสิ้น ขณะเดียวกัน งัดวาทกรรมทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทำงานไม่เป็นสัปปะรด วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ เป็นการเมืองแบบ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”

ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ากระแสปั่นการยุบสภายุติแล้วจากคำยืนยันจากธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาล ที่ย้ำในการแถลงมติครม.ครั้งล่าสุดบวกกับการยืนยันของ”วิษณุ เครืองาม”  รองนายกรัฐมนตรี โดยสรุปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกควรต้องดำเนินการให้ลุล่วงไม่อย่างนั้นหากยุบสภาแล้วกติกาใหม่บังคับใช้น่าจะยุ่งไปกันใหญ่

“ลุงตู่”ยืนระยะ

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

แบบนี้แปลว่า ราวๆหนึ่งปีคือการชำระตัวบทกฎหมายลำดับรองลงมาเพื่อรองรับการที่กติกาหลักที่ถูกเสนอแก้ไขบังคับใช้ให้บรรลุและเข้าใจตรงกัน ตรงนี้”ลุงตู่”ยืนระยะไปได้อีกช่วงหนึ่ง บวกกับการหารือระหว่างแกนนำรัฐบาลเมื่อเช้าของวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาแม้จะมีการยืนยันจากหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคออกมาแล้วว่าหารือกันเรื่องการทำงานทั่วไปไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ดังนั้นภาวะแบบนี้ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้ารัฐบาล คือการเตรียมรับมือหลากมาตรการในการเปิดประเทศในไม่กี่วันข้างหน้าแม้ตัวเลขสีแดง สีเขียวรายวันของไวรัสโควิด –19นั้นยังไม่ใช่ตัวเลขที่ดีนักก็ตาม  แต่หลากประเทศก็ใช้มาตรการนี้หลังการกระจายวัคซีนและมาตรการทางสังคมที่นำมาใช้เพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมของประชาชนให้มากสุดนำมาใช้ท่ามกลางตัวเลขสีแดง สีเขียวขึ้นๆลงๆเสมือนกราฟหุ้นที่ออกมาให้ลุ้นเสียวกันรายวัน 

หากจะอ่านใจ”ลุงตู่”  พอประเมินได้ว่า “ศึกใน”คือการขยับของคนการเมืองพรรคพลังประชารัฐในมิติการเมืองเพื่อชิงอำนาจบางอย่างได้ยุติแล้ว แม้แรงดื้อยังพอปรากฏ…แต่เชื่อว่าหลังฝนซาฟ้าเปิด การจัดกระบวนทัพที่จะหนุนลุงตู่และคณะน่าจะทยอยออกมาให้เห็นและตีความทางการเมืองได้ลางๆว่า เส้นทางการเมืองของ”ลุงตู่”จะมีเข็มมุ่งไปยังทิศทางใดต่อไป

หันมองขั้วตรงข้าม”ลุงตู่”ในสภาผู้แทนฯกันบ้าง นอกจากวาทกรรมที่ออกมาทิ่มแทงและปั่นกระแสรายวันทางการเมืองนั้น ขอถามนิดว่าการเสนอแนวคิดในเชิงแนะนำการทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนจากขั้วตรงข้าม”ลุงตู่”นั้นมีอะไรพอจะเรียกแต้มจากสังคมให้ฮือฮาบ้างไหม

พึงกระตุกต่อมใต้สมอง  หากมีชุดความคิดที่จับต้องได้ เชื่อว่าสังคมจะให้ความไว้วางใจและพร้อมหนุน ตรงนี้ขอฝากขั้วตรงข้าม”ลุงตู่”ไปด้วยเพื่อให้นำไปพิจารณา    

ขณะเดียวกันกระบวนการปั่นข่าวลือ ข่าวลวง  แถลงข่าว อภิปรายแบบตีหัวเข้าบ้านหรือที่ทราบกันในยามนี้ว่ามันคือ “เฟคนิวส์” แบบเด็กเลี้ยงแกะ  ขอเถอะว่ายุติดีกว่า ในเมื่อใครบางคนในขั้วนี้เคยตำหนิฝ่ายตรงข้ามว่าวิธีใต้ดินอย่าใช้กับการเมือง แต่ตัวเองก็อย่าลืมวาจาที่เคยเรียกร้องด้วยแล้วกัน 

กระแสข่าวยามนี้ของขั้วตรงข้าม”ลุงตู่” (ขอเว้นการเพ่งมองการขยับทางการเมืองของกลุ่มสามนิ้วไว้ก่อน วันหน้าจะมาขยายความกับจังหวะของม็อบสามนิ้วให้ทราบ)  ตอนนี้มีเพียงข่าวงูเห่าสองชีวิตจากพรรคเพื่อไทยที่ต้องย้ายขั้วภายในสามสิบวันเพราะส.ส.สองคนนี้คือ “พรพิมล ธรรมสาร”  ผู้แทนฯปทุมธานีและ”ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ผู้แทนฯอุตรดิตถ์ “ขัดมติพรรค” 
 

“พิธา”ไม่อาจหลุดกับดักผู้บงการ

พิธา  ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

หากเหลียวมองไปช่วงก่อนหน้านี้คือส.ส.พรรคอนาคตใหม่หลายคนสวิงขั้วไปแตะมือพรรคร่วมรัฐบาลหลัง”พรรคสีส้มภาคแรก”โดนยุบ

แม้จะมีการตั้งพรรคใหม่คือพรรคก้าวไกลก็พบว่าผู้แทนฯพรรคสีส้มภาคสองมี”งูเห่าหลายชีวิต” จ่อย้ายพรรค และบางคนไขก๊อกไปตั้งพรรคเองแล้ว  บางเหตุผลที่คนพวกนี้เผยออกมาให้สังคมทราบเป็นนัยๆ พอตีความได้ไม่ยากนักว่า ทำไม”แม่น้ำแยกสาย ต้นไผ่แยกกอ”  

แม้แกนนำ”พรรคสีส้มภาคสอง”จะพยายามลงพื้นที่พบมวลชน และแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในหลายจังหวัด รวมทั้งชู”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “หัวหน้าพรรคว่าพร้อมเป็นประมุขฝ่ายบริหารในการหย่อนบัตรครั้งหน้า

คนหนุ่มทางการเมืองวัยสี่สิบปีต้นๆที่เพิ่งเป็นส.ส.สมัยแรกอย่าง”พิธา”และขออาสาสังคมไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีนั้น นัยว่าคีย์แมนพรรคสีส้มภาคสอง น่าจะถอดแบบจำลองทางการเมืองของหลายประเทศที่วันนี้มีผู้นำวัยหนุ่ม  วัยสาวมานำการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง โดยทิ่มแทง”ลุงตู่” ว่าอยู่มาหลายปีดีดักแล้วบ้านเมืองมีอะไรดีขึ้นบ้าง

ความคิดที่ทันสมัยในการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ดีและน่าสนับสนุน แต่อย่าเอามัน สร้างความสะใจเข้าว่า  โดยเฉพาะการโหนกระแสคนรุ่นใหม่  ชนชั้นกลางใหม่ วัยทำงาน  คนรุ่นเก่าที่เบื่อกับคนการเมืองหลายรุ่นมาเป็นฐานคะแนน แต่ตัวเองพร้อมละเลยกับการกระทำที่หมิ่นเหม่และบางคราวยังหนุนการเคลื่อนไหวนอกระบบที่เป็นอันตรายยิ่งยวด

หากวันใดบางกลเกมที่แสวงหาอำนาจในทางมิชอบโดนเปิดโปงขึ้นมา น่าคิดว่าพลพรรคสีส้มภาคสองจะชี้แจงกับสังคมอย่างไร

………

“ทักษิณ-สุเทพ” มวยถูกคู่ดูสองด้าน

ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ขณะที่การกลับมาเปิดคลับเฮ้าส์วิพากษ์สังคมไทยรายสัปดาห์ของ”โทนี  วู้ดซัม”เมื่อหลายเพลาก่อนเพื่อเรียกแต้มให้พรรคเพื่อไทย บวกกับการลงพื้นที่ของกองเชียร์และสมาชิกพรรคตลอดชีพที่ชื่อ”พานทองแท้ ชินวัตร”นั้น  

น่าคิดว่าทำไม “โทนี่ วู้ดซั่ม” และ”ลูกโอ๊ค” จึงเปิดหน้าแต่หัววัน และทำไมจังหวะตอนนี้มันเหมือนกับช่วงตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อยี่สิบปีก่อนแบบไม่ผิดเพี้ยน

“ทักษิณ ชินวัตร” กับหลายจังหวะในคลับเฮ้าส์นั้นทิ่มแทงรอยรั่วที่รัฐบาลดำเนินการได้เข้าเป้าทางการเมือง แต่ที่น่าพินิจลงลึกกว่านั้นคือหลายคำถามที่ยิงตรงให้”โทนี วู้ดซัม” ตอบในวาระที่คนในเครือข่ายกระทำแล้วเกิดผลลบกับบ้านเมือง “อดีตผู้นำหน้าเหลี่ยม” เลือกที่จะเว้นวรรคไม่เล่าความและบางคราวยังบิดประวัติศาสตร์ไปแบบหักมุมกันดื้อๆ ทำนองว่า”เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น”

ใครบางคนอาจหลงลืมวีรกรรมในวันวานที่”เฮียเหลี่ยม”และคณะดำเนินการไว้ในครั้งกระนั้น แต่ยามนี้ไม่ยากหากจะเสาะหาข้อมูลในสังคมออนไลน์มาเป็นพื้นความรู้แล้วย้อนฟังสิ่งที่”โทนี  วู้ดซัม”กล่าวในยามนี้เคียงข้างกันด้วย

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และ แกนนำกปปส. สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และ แกนนำกปปส.

อย่าได้แปลกใจที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”  อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องออกมาขอจัดรายการไลฟ์สดแบบรัวๆบ้าง  โดยที่สังคมรู้จักสุเทพ  ในฐานะ”แกนนำกปปส.” ที่นำมวลมหาประชาชนนับล้านคนออก มาชัตดาวน์ประเทศไทย เพราะไม่อาจรับได้กับขบวนการเผด็จการรัฐสภาในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาคดีทุจริตหลบหนีในต่างแดนได้กลับประเทศอย่างไม่มีความผิด  และเอือมระอาพฤติกรรมการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร” อดีตผู้นำ น้องสาว” ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯผู้พี่

เรียกได้ว่าต้องการให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงสองด้าน มิใช่ประเภทพ่นวาทกรรมล้างสมองประชาชน แบบ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” อย่างเดียว 

วันนี้พอหอมปากหอมคอ หากมีอะไรลึกๆ จะล้วงมาขยายความให้ทุกฝ่ายนำไปพินิจกันต่อกับจังหวะการเมืองแบบไทยๆ

ปั้นลูกเขย “ทักษิณ” ผู้นำยุคใหม่ คนรุ่นเจนเอ็กซ์เจนวาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488170

14 ต.ค. 2564 |16:00 น.

ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์ “ทักษิณ” มั่นใจค่ายเพื่อไทยชนะ รอเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ชี้สเปคคนรุ่นเจนเอ็กซ์เจนวาย ใช่ลูกเขยหรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มาตามนัดทุกค่ำวันอังคาร โทนี่หรือ “ทักษิณ” เปิดประเด็นพาดหัวข่าวหน้า 1 นสพ.หลายฉบับ ยกมือไหว้รุ่นน้อง พล.อ.ประยุทธ์ “ให้คนรุ่นใหม่เขามาทำเถอะ พอแล้วคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เราไม่ทันเด็กแล้ว”

กว่า 8 เดือน “ทักษิณ” เขย่าพี่น้อง 3ป.ทุกสัปดาห์ เรียกเรตติ้ง เรียกคะแนนให้พรรคเพื่อไทยทางอ้อม แต่จนถึงวันนี้ เพื่อไทยก็ยังสรุปไม่ได้ว่า จะส่งชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

สัปดาห์นี้ “ทักษิณ” ย้ำคำว่า “คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ อย่าเป็นนายกเลย ล้าหลังแล้ว ต้องให้เด็ก GenX GenY มาเป็นแทน” คนแดนไกลต้องส่งสัญญาณอะไรหรือ

เมื่อคืนวันอังคารที่ 12 ต.ค.2564 ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ มากับแฟนคลับในหัวข้อ “7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ” ผ่านรายการ CareTalk x Care Clubhouse โดยครั้งนี้ ทักษิณพยายามตอกย้ำเรื่อง 3 ป.ตกยุค อย่ารักษาเก้าอี้ต่อไปเลย

คืนวันเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ทักษิณได้วิดีโอคอลพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.ประมาณ 30 คน ที่รับประทานอาหารในเซฟเฮาส์ย่านเหม่งจ๋าย โดยบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยุบสภาแน่นอน ขอให้เตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นความหวังของประชาชนที่จะเข้ามา ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด

ทักษิณย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยมีโอกาสชนะยิ่งกว่าแลนด์สไลด์ เนื่องจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทย จะเป็นคนรุ่นใหม่ GenX GenY

‘ลูกเขยจริงหรือ’

ย้อนไปช่วงปี 2561 ระหว่างจัดทัพเลือกตั้ง “ทักษิณ” ประกาศข้ามประเทศว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบหิมะถล่ม แต่ตอนนั้นยังหาหัวหน้าพรรคตัวจริงถือธงนำไม่ได้ ซึ่งมีการคาดเดาไปต่างๆ นานา

จังหวะนั้น ปรากฏชื่อ “พงศ์” ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ของทักษิณ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

หลังข่าวกระหึ่มประเทศ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ได้ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ว่า “ผมไม่สนใจเล่นการเมือง ตอนนี้ Passion ผมเป็นเรื่องธุรกิจที่กำลังทำ ผมถนัดทางนี้ ขอลุยทางนี้ Passion ผมคือเรื่องธุรกิจ ผมถนัดทางด้านธุรกิจ ไม่ถนัดการเมือง มันเป็นเรื่องของอนาคต อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด อนาคตยังไม่ได้คิดครับ” (วันที่ 22 ส.ค.2561)

เมื่อข่าวลูกเขยจะมาถือธงเพื่อไทยเงียบหายไป ทักษิณก็ผุดพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อสู้ตามกติกาเลือกตั้งของฝ่าย คสช. และแก้ปัญหาความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย โดยอพยพกลุ่มคนที่มีปัญหากับคุณหญิงสุดารัตน์ มาอยู่ไทยรักษาชาติ

ปัจจุบัน ณัฐพงศ์ สามีของพินทองทา ลูกสาวคนโตของทักษิณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในวันที่สื่อพูดถึงณัฐพงศ์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เสียงตอบรับหรือปฏิเสธจากปากลูกเขยทักษิณ

‘ต้องสู้พิธา’

ชั่วโมงนี้ “ทักษิณ” และแกนนำเพื่อไทย คงไม่ได้มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในสนามเลือกตั้ง ยิ่งความสัมพันธ์ภายใน 3 ป. มีรอยร้าว ยิ่งทำให้คะแนนนิยมของ พปชร.ตกต่ำลงเรื่อยๆ

พรรคก้าวไกล และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต่างหากที่เป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย ดังนั้น การจะวางตัวใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ” จึงครุ่นคิดหนัก

นิด้าโพลครั้งล่าสุด เมื่อปลายเดือน ก.ย.2564 คนไทยร้อยละ 32.61 ยังไม่มีนายกรัฐมนตรีในดวงใจ แต่ร้อยละ 11.05 ชื่นชอบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งคะแนนนิยมของพิธา ใกล้เคียงกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หันไปมองอีสานโพล ช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ คนอีสานร้อยละ 24.0 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รองลงมาคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 23.0 ตามมาด้วยหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 22.1

กระแสพิธา ผู้นำรุ่นใหม่ในภาคอีสานมาแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับกระแสไม่เอาประยุทธ์ ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท เพราะเขาเป็นตัวแทนคนรุ่น GenX GenY

กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ยังกังวลเรื่องผู้ถือธงนำของพรรค หากได้บุคคลที่ไม่โดดเด่นเท่ากับพิธา และมีภาพลักษณ์เป็ยตัวแทนคนรุ่นใหม่ เพื่อไทยก็คงเหนื่อยแน่

ดังนั้น หวยจะออกที่ลูกเขยหรือไม่ คำตอบสุดท้ายคงไม่อยู่ที่ “ทักษิณ” คนเดียว หากยังจะต้องฟังคุณหญิงจันทร์ส่องหล้าด้วย

เดินหน้า “เปิดประเทศ” เดิมพันอนาคตพลเอกประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488168

14 ต.ค. 2564 |15:00 น.

อนาคตประเทศไทย อยู่ที่เงื่อนไขการ “เปิดประเทศ” วางเดิมพัน อนาคตทางการเมือง พลเอกประยุทธ์ ปลุกใจ ไม่มีอะไรที่คนไทยทำไม่ได้

ผลการวิเคราะห์ของบริษัท Fitch Ratings ประเทศไทย จำกัด บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ที่ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นภายในปี 2565 โดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  เป็นข้อมูลที่รัฐบาลนำมาตอบโต้ โทนี่ ทักษิณ ที่ยกมือไหว้ กลางฟลอร์ คิดเคลื่อนไทย ขอเปิดพื้นที่การเมืองให้คนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่ เบบี้บูมเมอร์

เดินหน้า "เปิดประเทศ"  เดิมพันอนาคตพลเอกประยุทธ์เดินหน้า “เปิดประเทศ” เดิมพันอนาคตพลเอกประยุทธ์


8 ปีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าห้ามเกินจากนี้ กลายมาเป็นประเด็น หลังเห็นสัญญาณ พลเอกประยุทธ์ อยู่ยาว ด้วยองคาภยพที่ถูกจัดวางไว้  มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างวุฒิสภาพร้อมเลือกเข้ามาอีกสมัย   จึงปรากฏความหวั่นไหวตามมา  ทำนองว่าปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐไม่ถึงกับทำให้พรรคแตกสลาย   กลุ่มมุ้งของพรรคไทยรักไทย ล้วนเป็นประจักษ์พยาน   การตอกย้ำความล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ 7 ด้าน  ของรัฐบาลจึงตามมา
 

ในขณะที่อีกด้าน การประชุม ศบค.วันนี้ นายกฯสร้างความมั่นใจ นโยบายเปิดประเทศ ที่กำลังถูกบ่อนเซาะด้วยถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการเชิญทุกหน่วยงาน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเรียงหนากระดานแถลง ด้วยความมั่นหากคนไทยร่วมมือกัน จะสามารถทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายได้เสมอ  เปิดบ้านเปิดเมือง เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆให้ประชาชน ได้ทำมาหากิน โดยยึดตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข ลดพื้นที่สีแดงเข้ม 

เดินหน้า "เปิดประเทศ"  เดิมพันอนาคตพลเอกประยุทธ์เดินหน้า “เปิดประเทศ” เดิมพันอนาคตพลเอกประยุทธ์

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ที่หวั่นว่ายอดผู้ติดเชื้อจะพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งและไม่สามารถควบคุมได้  การเปิดประเทศรอบนี้ถือเป็นเดิมพันที่พิสูจน์การทำงานของ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์     เป็นเดิมพันว่าจะได้กลับมาอีกหรือไม่ 
 

หากพิจารณาสภาพการณ์ของประเทศไทย  ก็ตกอยู่ในอาการอย่างเดียวกันกับเมื่อครั้งเผชิญการแพร่ระบาดของไวรัส โคโรนาจากประเทศจีนปลายปี 2562  ด้านหนึ่ง มีความหวาดกลัวต่อสถานการณ์การแพร่ระบาด แต่ด้านหนึ่ง มีความต้องการเม็ดเงินจาก นักท่องเที่ยว    นโยบายเปิดประเทศ จึงเป็นเงื่อนไข   ประเทศเดินหน้าต่อไปได้  พลเอกประยุทธ์ ก็ไปต่อได้  จะอยู่กี่ปี      ก็อยู่ไป วาระดำรงตำแหน่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
ยังไม่ถึงเวลา ต้องพิจารณาในขณะนี้  

ท้องถิ่นสะเทือน “เฉลิมพล” ชิงนายก อบต. ได้กลิ่นการเมืองสีเสื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488066

13 ต.ค. 2564 |18:00 น.

เลือกตั้งท้องถิ่นอุบลฯ “เฉลิมพล” หมอลำอัจฉริยะ อดีตผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ ขยับชิงนายก อบต. เหมือนสงครามตัวแทนสีเสื้อ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สีสันเลือกตั้ง อบต. ต้องยกให้สนามเมืองอุบลราชธานี “เฉลิมพล” หรือผู้ใหญ่หำ นักร้องหมอลำระดับตำนาน ขยับชิงนายก อบต.เป็นครั้งแรกในชีวิต

ผู้ใหญ่หำ “เฉลิมพล” สนใจการเมืองมานานแล้ว เกือบตัดสินใจสมัคร ส.ส.เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักปกครอง ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่น และวันนี้ ก้าวสู่นักการเมืองท้องถิ่นเต็มตัว

30 ปีที่แล้ว “เฉลิมพล” ฉายาหมอลำอัจฉริยะ เป็นนักร้องหมอลำแถวหน้าของประเทศ มีผลงานกลอนลำและเพลงดังมากมาย ส่วนใหญ่เฉลิมพลจะแต่งเองร้องเอง นอกจากนั้น เฉลิมพลยังแสดงภาพยนตร์อีกหลายสิบเรื่อง

เฉลิมพล มาลาคำ เกิดที่บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อแต่งงานกับสาวอุบลฯ ได้ย้ายครอบครัวไปลงหลักปักฐานใหม่ที่หมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

วันที่ 11 ต.ค.2564 เฉลิมพล มาลาคำ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 พร้อมทีมงานไปสมัครลงรับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ท่าลาด โดยมีคู่แข่งคือ บุญช่วย วงศ์คำเหลา ตัวแทนกลุ่มบริหารเก่า คำสอน วงศ์คำเหลา อดีตนายก อบต.ท่าลาด

อบต.ท่าลาด ห่างจากตัวอำเภอวารินชำราบ ประมาณ 18 กิโลเมตร แบ่งการปกครองเป็น 12 หมู่บ้าน ประชากรทั้งสิ้น 7,176 คน มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน และเป็นตำบลชายแดนระหว่างอุบลฯ กับศรีสะเกษ

‘ผู้ใหญ่หำ’

ผ่านยุคทองของวงการหมอลำ “เฉลิมพล” ยุบวงดนตรี หันมาทำธุรกิจรีสอร์ท และรับงานแสดงอยู่บ้าง ปี 2557 เฉลิมพล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด คนในวงการจึงเรียกว่า ผู้ใหญ่หำ

ผู้ใหญ่หำ “เฉลิมพล” ระหว่างดำรงตำแหน่ง ได้ยกเงินเดือนให้กับผู้สูงอายุในหมู่บ้านทุกเดือน โดยไม่เคยรับเงินไว้กับตัวแม้แต่หนเดียว ทำให้เป็นที่รักของชาวบ้าน

ปี 2562 เฉลิมพล ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม หรือผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ 6 ปี เมื่อเดือน เม.ย.2563 เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านใหม่ ภูมินทร์ มาลาคำ ลูกชายเฉลิมพล วัย 29 ปี ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่สืบสานงานต่อจากพ่อ

‘หมอลำการเมือง’

ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 เฉลิมพล มาลาคำ ได้รับการทาบทามจากพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ลงสมัคร ส.ส.อุบลฯ แต่ทางฝ่ายภรรยา ได้ทักท้วงและร้องขอไม่ให้ลงสมัคร ส.ส. เฉลิมพลจึงถอนตัว

“เฉลิมพล” เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า ตนเองสนใจเรื่องการบ้านการเมือง หากมีโอกาสก็ลงสมัคร ส.ส. แต่หลังจากนั้น เขาให้ไปเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน

ปลายปีที่แล้ว ในเฟซบุ๊ค เฉลิมพล มาลาคำ ผู้ใหญ่หำได้โพสต์ภาพที่ตัวเองถ่ายร่วมกับ ส.ส.ในสภาฯ และบรรยายว่า “วันนี้เดินเข้าสภาอันทรงเกียรติ รับตำแหน่งที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ฝ่ายปกครองครับ ขอบคุณ ท่าน ส.ส เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี ที่ให้โอกาสเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฝ่ายปกครอง สภาผู้แทน”

ส.ส.เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลราชธานี เขต 3 (อ.วารินชำราบ) พรรคเพื่อไทย รู้จักกับเฉลิมพลมาแต่เป็น ส.จ.เปิ้ล ส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 วารินชำราบ โดยเฉพาะช่วงขบวนการเสื้อแดงมาแรง ส.ส.เปิ้ล มีบทบาทโดดเด่นเป็นแกนนำแดงวารินชำราบ

แม้ความฝันอยากเป็น ส.ส.ยังไม่เป็นจริง แต่วันที่ 28 พ.ย.2564 เฉลิมพลก็หวังที่จะประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้เป็นนายก อบต. ซึ่งผู้คนคงเรียกว่า นายกหำ แทนผู้ใหญ่หำ

ชาญว่าไง “พรพิมล” สายบิ๊กแจ๊ส สวมเสื้อภูมิใจไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488049

13 ต.ค. 2564 |16:00 น.

ทางเส้นใหม่ “พรพิมล” คนรักบิ๊กแจ๊ส จะเลือกไปค่ายบุรีรัมย์ ต้องถามชาญขาใหญ่สายคลอง ค่ายลุงป้อมอยากได้ แต่แบรนด์ พปชร.ขายไม่ได้ คอมลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายของคู่ชีวิต “พรพิมล” คงไม่คิดโบกมือลาพรรคเพื่อไทย เพราะ ส.ส.ก้อย รู้อยู่เต็มอก สนามปทุมธานี ถ้าไม่สวมเสื้อเพื่อไทย เหนื่อยสาหัสสากรรจ์

บังเอิญสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ สามีของ “พรพิมล” หลังพลาดหวังในสนามเลือกตั้ง ส.ส.รอบ 2 ก็จำเป็นต้องเล่นการเมืองท้องถิ่น จึงถูกบังคับให้เดินตามเกมผู้มีอำนาจ

“พรพิมล” รู้ชะตากรรมตัวเองมาปีกว่าแล้ว ในพื้นที่เธอจึงเปลี่ยนแบรนด์ เป็นทีมพรพิมล แทนพรรคเพื่อไทย

เบื้องต้นคนในพรรคเพื่อไทยคาดหมายว่า พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 จะย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เพราะประเมินจากคอนเนกชั่นสายธรรมนัส แต่ระยะหลังมีข่าวว่า ส.ส.ก้อย ต่อสายตรงถึงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

ในพื้นที่ปทุมธานี แบรนด์พลังประชารัฐขายไม่ได้ ส่วนแบรนด์ภูมิใจไทยยังพอขายได้ ซึ่งวันนี้ ค่ายสีน้ำเงินมี ส.ส.ปทุมธานี 2 คนคือ อนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.เขต 3 และพิษณุ พลธี ส.ส.เขต 6

วันที่ 13 ต.ค.2564 นักข่าวถาม อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กรณีพรพิมล ธรรมสาร อดีต ส.ส.เพื่อไทย ที่ถูกขับจากพรรค ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือยัง อนุทินตอบทันทีว่า “ยังๆ”

หลายคนคงทราบ แกนนำภูมิใจไทย ปทุมธานี ชื่อ ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ. ผู้มากบารมี กับ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ สามีของพรพิมล อยู่คนละขั้วกัน ดังนั้น การที่พรพิมล จะเข้ามาอยู่ในชายคาภูมิใจไทย คงต้องถามอดีตนายกฯชาญ บ้านใหญ่ปทุมธานีเหมือนกัน

‘คนละขั้ว’

จริงๆแล้ว “พรพิมล” สนิทสนมกับ ส.ส.เพื่อไทยเกือบทุกภาค รวมถึงอดีต ส.ส.เพื่อไทยที่ย้ายไปอยู่พรรคอื่น หากพรรคภูมิใจไทย มีปัญหาในพื้นที่ปทุมธานี ส.ส.ก้อยอาจไปอยู่พรรคเล็กๆ อย่างพรรคเพื่อชาติก็ได้

ปมอดีตนายกฯชาญ กับตระกูลรังสิวัฒนศักดิ์นั้น ต่อสู้ขับเคี่ยวกันมายาวนาน เมื่อปลายปี 2563 สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ สามีของ ส.ส.ก้อย ได้ช่วยทีมรักปทุม จนทีมบิ๊กแจ๊สได้รับชัยชนะ นอกจากนี้ เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ยังเป็น ส.จ.ปทุมธานี เขต 6 อีกสมัย ในนามทีมคนรักปทุม

เดือนมี.ค.2564 สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ คู่ชีวิตของ ส.ส.ก้อย ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยเอาชนะณรงค์ชัย นาคะโยธินสกุล ซึ่งเป็นทีมงานของชาญ พวงเพ็ชร์

มิหนำซ้ำ ช่วงเลือกตั้งปี 2562 สมชาย สามี ส.ส.ก้อย ลงสมัคร ส.ส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคเพื่อไทย แต่พ่ายพิษณุ พลธี ค่ายภูมิใจไทย และเด็กปั้นชาญ พวงเพ็ชร์

‘บ้านป่ารอยต่อ’

ช่วงที่ “พรพิมล” โหวตสวนมติพรรคบ่อยครั้ง เพื่อน ส.ส.ก็ประเมินว่า หากพรรคเพื่อไทยขับพ้นพรรค ส.ส.ก้อย น่าจะย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากสามีของ ส.ส.ก้อย จำเป็นต้องพึ่งพาบารมีของประมุขบ้านป่ารอยต่อ

ถ้าจำกันได้ ต้นปี 2564 สิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ต้องออกมาแถลงข่าวกรณีไปพบนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงานขณะนั้น เพราะสื่อหลายสำนักบอกว่า ส.ส.น่าน จะเปลี่ยนขั้ว

วันนั้น ส.ส.สิรินทร เดินทางไปกับ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี จึงตกเป็นข่าว “งูเห่า” จะย้ายขั้วเหมือนกัน แต่พรพิมลไม่ได้ออกมาแถลงข่าวแต่อย่างใด

ช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ ก.พ.2562 พรพิมลได้โหวตไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส จากกรณีดังกล่าว นักข่าวหลายสำนักเริ่มจับจ้องพรพิมลว่าเป็นสายของผู้กองธรรมนัส บวกกับพรพิมล เป็นสาวลำปางโดยกำเนิด จึงมีการพูดถึงลูกข้าวนึ่งคอนเนกชั่น

พรพิมลจะสวมเสื้อพลังประชารัฐ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะเอาชนะคู่แข่งในสนามเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เส้นทางใหม่ของพรพิมล จะลงเอยที่ค่ายบุรีรัมย์ หรือไปหาค่ายเล็กๆ เป็นที่พักกายชั่วคราว ซึ่งคาดว่าไม่นานคงได้ยินคำประกาศจากครัวคุณก้อย คลอง 10

“วัคซีน” 170 ล้านโดส เวลานี้ เต็มอยู่ที่แขนใคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/488031

13 ต.ค. 2564 |15:00 น.

ก่อนเปิดประเทศ 1 พฤศจิกายน นี้ รัฐบาล “ประยุทธ์” มีการนำเข้าวัคซีนมากมาย แต่ทำไม ไม่มีคนได้ฉีด แล้วต่างชาติที่ไหนจะมา วัคซีน 170 ล้านโดส เวลานี้ค้างอยู่ในท่อยี่ห้ออะไร

“พยายามอย่างเต็มที่ทุกวิถีทางเพื่อจัดหาวัคซีนมาให้ได้เพิ่มมากขึ้น การรับมอบวัคซีนของประเทศไทย มากกว่า 170 ล้านโดส เกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ในเวลา 20.30 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม 2564 รายละเอียดบางช่วงของแถลงการณ์ ที่กล่าวถึงสถานการณ์วัคซีนของประเทศไทย ว่า

“หลังจากที่เราตั้งเป้า 120 วัน ได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ทุกวิถีทางเพื่อจัดหาวัคซีนมาให้ได้เพิ่มมากขึ้น การรับส่งมอบวัคซีนของประเทศไทย เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ถึง 3 เท่าทันที จากที่เดือนพฤษภาคม เราได้รับส่งมอบวัคซีน 4 ล้านโดส กลายเป็น เราได้รับส่งมอบวัคซีน ถึง 12 ล้านโดสในเดือนกรกฎาคม

และได้รับส่งมอบวัคซีน อีกถึงเกือบ 14 ล้านโดสในเดือนสิงหาคม และวันนี้ เราจะได้รับส่งมอบวัคซีนเข้าประเทศ ถึงมากกว่า 20 ล้านโดสต่อเดือนไปจนถึงสิ้นปี รวมเป็นวัคซีนมากกว่า 170 ล้านโดส เกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้อย่างมาก”

“ในขณะเดียวกัน เพื่อที่จะสนับสนุนเป้าหมาย 120 วัน เจ้าหน้าที่และบุคลากรสาธารณสุขได้ทำงานกันอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย เร่งฉีดวัคซีน รวมทั้งพี่น้องประชาชน ต่างก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ ในการลงทะเบียนรับฉีดวัคซีน ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ

จากเดิมที่เราฉีดวัคซีนได้อยู่ที่ประมาณ 80,000 โดสต่อวัน เมื่อเดือนพฤษภาคม จำนวนการฉีดวัคซีนต่อวันของไทย พุ่งขึ้นทันที ทีมสาธารณสุขของไทย ดันยอดการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และดันขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ประเทศไทย ติดอันดับ1ใน10 ประเทศ ที่ฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุดในโลก ปัจจุบัน เฉลี่ยแล้ว เราฉีดวัคซีนได้มากกว่า 700,000 โดสต่อวัน และในบางวัน ฉีดได้มากกว่านั้นอีกมาก”

ในขณะที่รายงานรายงานความก้าวหน้าการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2564 (สะสมตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์- 9 ตุลาคม 2564) ของคณะอนุกรรมการอำนวยการให้วัคซีนโควิด 19 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีจำนวนผู้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม มีจำนวน 23 ล้านคน หรือเพียงร้อยละ 32 ของประชากร 72 ล้านคน เท่านั้น

ซึ่งย้อนแยงกับจำนวน “วัคซีน” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อ้างว่ามีการนำเข้ามาภายในประเทศที่เกินจำนวนประชากรเกือบ 3 เท่า แสดงว่า ประชากรอีกมากกว่า 68 ล้านคน ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

แม้จะให้เวลานับจากนี้ไปอีก 17 วันก่อนจะเปิดประเทศ โอกาสที่ประชาชนจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม จากอัตราการฉีดวันละ 700,000 โดส ตามที่อ้าง ฉีดเฉพาะเข็มที่ 2 อย่างเดียวก็ได้ไม่เกิน 12 ล้านคน เมื่อถึงวันเปิดประเทศจริงๆ คงมีประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ไม่เกิน ร้อยละ 50 ของประชากร

มีการนำเข้าวัคซีนมากมาย แต่ทำไมไม่มีคนได้ฉีด

วันเวลาที่เหลืออยู่จะฉีดทันไหม แล้วต่างชาติที่ไหนจะมา

ถามต่ออีกว่า วัคซีนที่ค้างอยู่ในท่อ ยี่ห้ออะไร

กฤษณา มาแน่ “ศรัณย์วุฒิ” พ้นเพื่อไทย สายตรงดูไบเสียบแทน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487947

12 ต.ค. 2564 |21:00 น.

ปิดเกมงูเห่าเพื่อไทย “ศรัณย์วุฒิ” ถูกขับพ้นเพื่อไทย กฤษณา สีหลักษณ์ สายตรงเจ๊แดงดูไบ แต่งตัวรอลงสนาม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ไม่ได้พลิกความคาดหมายใดๆ ศรัณย์วุฒิ ต้องออกจากพรรคเพื่อไทย โดยมติของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

จากนี้ไป ส.ส.เอลวิส “ศรัณย์วุฒิ” คงต้องหาบ้านหลังใหม่ ซึ่งชั่วโมงนี้ ค่ายเพื่อไทยอุตรดิตถ์ เมื่อไม่มี “ศรัณย์วุฒิ” ก็เห็นความเคลื่อนไหวของ กฤษณา สีหลักษณ์ อดีตรัฐประจำสำนักนายกฯ สายเจ๊แดง และอดีต ส.ส.อุตรดิตถ์

“ศรัณย์วุฒิ” กับกฤษณา สีหลักษณ์ เป็น ส.ส.ร่วมพรรคเพื่อไทยมาด้วยกัน แต่ดูเหมือนจะไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ และเคยต้องมาแข่งกันเองหนหนึ่งแล้ว

วันที่ 12 ต.ค.2564 ที่ประชุมร่วมกันของกรรมการบริหารพรรค และส.ส.เพื่อไทย มีมติขับศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี พ้นจากความเป็นสมาชิกพรรค

ก่อนหน้านั้น มีกระแสข่าวในแวดวง ส.ส.สายเหนือของพรรคพลังประชารัฐว่า “ศรัณย์วุฒิ” เป็นดีลเมกเกอร์ให้กับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ของปลัดฉิ่ง ซึ่งเท็จจริงอย่างไร คงได้ฟังจากปากของ ส.ส.เอลวิสในเร็ววันนี้

‘คู่ปรับกฤษณา’

ว่ากันตามจริง “ศรัณย์วุฒิ” ไม่ได้เป็นลูกหม้อของค่ายทักษิณ ชินวัตร แม้จะได้เป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อไทยรักไทย แต่หลังรัฐประหาร 2549 ก็ย้ายไปพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก่อนจะกลับมาเพื่อไทย แล้วก็ไปพรรคชาติไทยพัฒนา

เลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยยึดที่นั่ง ส.ส.อุตรดิตถ์ ทั้ง 3 เขตคือ กนก ลิ้มตระกูล ,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส่วน กฤษณา สีหลักษณ์ เป็น ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กฤษณา สีหลักษณ์ ได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง

ปลายปี 2556 ยิ่งลักษณ์ยุบสภา “ศรัณย์วุฒิ” ลาออกจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ขณะที่ทีมเพื่อไทยสมัยนั้น ประกอบด้วยเขต 1 กนก ลิ้มตระกูล เขต 2 กฤษณา สีหลักษณ์ และเขต 3 ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย โดยศรัณย์วุฒิแข่งกับกฤษณาที่เขต 2 แต่การเลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ

เลือกตั้งปี 2562 กฤษณา สีหลักษณ์ ลาออกจากเพื่อไทย ไปเป็นแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ตามคำร้องขอของเจ๊แดง ส่วนศรัณย์วุฒิ ย้ายกลับมาพรรคเพื่อไทย

ที่แปลกๆ ศรัณย์วุฒิ สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ลูกสาวเป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

‘ลูกสาวเสี่ยยู้’

แวดวงคนเพื่อไทย จับตามอง “ศรัณย์วุฒิ” ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และแฟนของลูกสาวอย่างอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี ย้ายออกจากอนาคตใหม่ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

อีกด้านหนึ่ง กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต ส.ส. 4 สมัย หันมาจับมือ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต ส.ส. 5 สมัย เคลื่อนไหวในพื้นที่เมืองพระยาพิชัยดาบหัก

คนอุตรดิตถ์รู้จักชื่อเสียงของ สุนันท์ สีหลักษณ์ บิดาของกฤษณาเป็นอย่างดี และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2560 เสี่ยยู้เคยนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ เจ้าของสัมปทานไม้จังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าของโรงแรมสีหราช(ฟรายเดย์) และห้างสรรพสินค้าฟรายเดย์

ช่วงโควิดระบาดหนัก ส.ส.ตุ้ม-ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย และ ส.ส.นก-กฤษณา สีหลักษณ์ ออกทำกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน ร่วมกับโรงแรมฟรายเดย์และห้างฟรายเดย์สรรพสินค้า จ.อุตรดิตถ์

ดังนั้น คนเมืองพระยาพิชัยดาบหัก ก็จับสัญญาณได้ทันทีว่า ผู้สมัคร ส.ส.ที่จะมาแทน ส.ส.เอลวิส ศรัณย์วุฒิ คงไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือ กฤษณา สีหลักษณ์ สายตรงคนแดนไกลนั่นเอง

เกมเดิมพัน “ธนาธร” ก้าวหน้าชนะ ก้าวไกลแลนด์สไลด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487920

12 ต.ค. 2564 |18:00 น.

วิบากไม่สิ้น “ธนาธร” ลุยต่อ สนาม อบต. มั่นใจชนะที่อีสาน จุดเปลี่ยนคนรากหญ้า ส่งผลต่อพรรคก้าวไกลในสนามใหญ่ เพื่อไทยหนาว คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ปี่กลองการเมืองท้องถิ่นดังกระหึ่ม “ธนาธร” และผู้ก่อการคณะก้าวหน้า กลับต้องเข้าชี้แจงต่อ กกต. กรณีเข้าข่ายมีพฤติกรรมเลียนแบบพรรคการเมือง

“ธนาธร” ตั้งข้อสังเกต คณะก้าวหน้า ลงสนาม อบจ. และเทศบาลมาแล้ว ไม่เห็น กกต.ว่าอะไร พอมาถึงสนาม อบต. ดูมีท่าทีแปลกๆ

จริงๆแล้ว “ธนาธร” ไม่ต่างจากทักษิณ ชินวัตร แม้ในทางกฎหมายจะยุ่งเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แต่ทักษิณก็ยังมีอิทธิพลทางความคิดต่อกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค ธนาธรก็เช่นเดียวกัน

วันที่ 12 ต.ค.2564 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการไต่ส่วน ของ กกต. กรณีศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวหาว่าการที่คณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่นเข้าข่ายมีพฤติกรรมเลียนแบบพรรคการเมืองขัดมาตรา 111 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ

ปิยบุตร ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่มีการกล่าวหานั้นมีการร้องมานานแล้ว เหตุใด กกต.จึงเพิ่งเรียกให้คณะก้าวหน้ามาชี้แจงในช่วงเวลาที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง อบต. แต่กรณีนี้ไม่ได้มีผลที่จะทำให้ผู้สมัครได้ใบเหลืองใบแดง เพราะตามกฎหมายกำหนดโทษไว้เฉพาะผู้ที่กระทำการเสมือนพรรคการเมือง หาก กกต.ระบุว่าคณะก้าวหน้าผิดจะมีโทษปรับและจำคุก

สำหรับการเลือกตั้งนายก อบต. คณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบต. และ ส.อบต. 210 แห่ง จาก 51 จังหวัดทั่วประเทศ

‘ชนะเปลี่ยนเกม’

จากชัยชนะเลือกตั้งระดับเทศบาลตำบล 12 แห่ง ทำให้ “ธนาธร” มั่นใจว่า คณะก้าวหน้าจะคว้าชัยในสนามเลือกตั้งนายก อบต. จึงส่งผู้สมัครมากกว่าเลือกตั้งเทศบาล

เมื่อเร็วๆนี้ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เปิดเผยถึงความพร้อมในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง อบต. ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ โดยมีผู้สมัครนายก อบต. 210 ทีม โดยจังหวัดที่คึกคักที่สุดคือ ร้อยเอ็ด และอุดรธานี มีผู้ลงสมัครในนามคณะก้าวหน้า จังหวัดละ 20 ตำบล

เนื่องจากการเลือกตั้งระดับเทศบาล มีผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า ได้เป็นนายกเทศมนตรีตำบลถึง 8 แห่งในภาคอีสาน ทำให้มีผู้สนใจสวมสีเสื้อก้าวหน้าลงสนามมากขึ้น

20 กว่าปีมานี้ กระแสทักษิณ มีอิทธิพลอยู่ในภาคอีสาน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “รับเงิน…กาเพื่อไทย” และเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2563 กระแสธนาธร เริ่มมาแรงในกลุ่มวัยรุ่นอีสาน จึงส่งผลให้คณะก้าวหน้าประสบชัยชนะในระดับนายกเทศมนตรีตำบล

กรณีของก้อง ห้วยไร่ นักร้องอินดี้ขวัญใจลูกข้าวเหนียว เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มรากหญ้า หากผู้สมัครของคณะก้าวหน้าได้รับเลือกเป็นนายก อบต.ในภาคอีสาน ประมาณ 20 แห่ง ย่อมส่งผลสะเทือนต่อกระแสทักษิณทันที

นอกจากนี้ คณะก้าวหน้ายังคาดหวังที่จะชนะเลือกตั้งในภาคตะวันออก และปริมณฑล เช่น จ.ระยอง จ.ชลบุรี และ จ.สมุทรปราการ เนื่องจากเป็นพื้นที่เมืองใหญ่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนวัยรุ่น วัยทำงาน

‘ชนะเปลี่ยนแผ่นดิน’

ดังที่กล่าวมาข้าง ทักษิณมีอิทธิพลความคิดต่อพรรคเพื่อไทย “ธนาธร” ก็มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ซึ่งความเป็นจริง ฐานมวลชนผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ก็คือคนกลุ่มเดียวกัน

จากข้อมูลการแสดงเจตนาอุดหนุนเงินภาษีให้กับพรรคการเมืองประจำปี 2563 กกต. ปรากฏว่า พรรคก้าวไกลได้รับอุดหนุนภาษีปี 2563 สูงสุดอันดับ 1 รวม 12,695,738.77 บาท

ส่วนพรรคอื่นๆ พรรคประชาธิปัตย์ 3,241,639.30 บาท, พรรคกล้า 2,532,740.71 บาท,พรรคพลังประชารัฐ 2,032,004.08 บาท และพรรคเพื่อไทย 1,422,517.81 บาท

แม้ลงลึกไปดูตัวเลขจำนวนผู้บริจาคให้พรรคก้าวไกล มีเพียง 29,249 คน คิดเป็น 45.2% ของผู้แสดงเจตนาอุดหนุนเงินภาษีให้กับพรรคการเมืองทั้งหมด 64,705 คน แต่ข้อมูลนี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ คนเมือง เลือกพรรคก้าวไกล

พรรคก้าวไกล ภายใต้การนำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายปฏิรูปประเทศไทย สานต่อเจตนารมณ์คณะผู้ก่อการพรรคอนาคตใหม่

หากเปรียบเทียบพรรคก้าวไกล กับพรรคเพื่อไทย ที่ยืนอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่พรรคก้าวไกลนั้น มุ่งเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่พรรคเพื่อไทยก็เน้นการได้อำนาจบริหารประเทศ

ดังนั้น การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในปีหน้าหรือปีโน้น เชื่อว่า พรรคก้าวไกล ต้องเสนอคำขวัญโหวตเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ได้ชัยชนะแลนด์สไลด์

“เปิดประเทศ” 1 พฤศจิกายน เสี่ยงแต่ต้องลองดู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487880

12 ต.ค. 2564 |15:00 น.

1 พฤศจิกายน “เปิดประเทศ” รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นายกฯตัดสินใจบนความเสี่ยง แต่ต้องลองดูกลัวประชาชนอยู่ต่อไม่ไหว

"เปิดประเทศ" 1 พฤศจิกายน  เสี่ยงแต่ต้องลองดู“เปิดประเทศ” 1 พฤศจิกายน เสี่ยงแต่ต้องลองดู

นับเป็นการตัดสินใจ บริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุด ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด การตัดสินใจคราวนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทั้งสนับสนุนและคัดค้าน สนับสนุนเพราะเห็นว่า หากปล่อยเนิ่นนาน อาการทางเศรษฐกิจ จะกู่ไม่กลับ   คัดค้านเพราะไม่เชื่อมั่นฝีมือการบริหารนโยบายควบคุมสถานการณ์ เป็นปัจจัยหลัก  พลเอกประยุทธ์ ลั่นวาจา ต้องเปิดประเทศ ใน120 นับแต่เดือนมิถุนา นั่นเป็นสัญญาผูกมัด และเห็นผลชัดทำให้ต้องตัดสินใจ พาประเทศและคนไทย เปิดประเทศไปบนความเสี่ยง
 

"เปิดประเทศ" 1 พฤศจิกายน  เสี่ยงแต่ต้องลองดู“เปิดประเทศ” 1 พฤศจิกายน เสี่ยงแต่ต้องลองดู

ณวรชา พินิจโภคากร หรือ หมอปลาย พรายกระซิบ ในรายการวูดดี้ ไลฟ์  เมื่อ 4  กรกฎา หลังนายกฯกำหนดหมุดหมายเปิดประเทศ คล้อยหลังไปไม่นานนัก  เดือนพฤศจิกา จะมีการปพร่ระบาดอย่างหนัก เป็นเดือนแห่งการอิมพอร์ตเชื้อ โควิด
หมอปลาย อาจจะทำนายบนสถานการณ์ แพร่ระบาด
ที่ทุกชาติประสบปัญหา ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานกันถ้วนหน้า  นี่อาจเป็นเหตุผลประโลมใจประการที่ 1  
แต่หากมองสถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลักหมื่น หลักพันต่อวัน  หากจะปรากฏให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่น ก็เป็นเรื่องที่ฟังได้ 

เหตุผลหลัก ที่นายกฯตัดสินใจเปิดประเทศบนความเสี่ยงในคราวนี้ ปากท้องของประชาชน ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป การเปิดประเทศจุดประกายความหวัง ให้ทุกสาขาอาชีพ  การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ต่างชาติ  จึงมีบางฝ่ายมองว่าไม่เป็นธรรมกับ
คนที่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า   ร้านค้า  รากหญ้า ถูกเคอร์ฟิวส์   มัดมือมัดเท้า แค่ค่าเช่ายังหาไม่ได้  ไม่นับรวม ผับ บาร์ ขาเหล้า ที่ยังรอ 1 ธันวา ก็มีทีท่าว่าจะรอเก้อ   ผลทดสอบเปิดประเทศ   อิมพอร์ตโควิด ต่างสายพันธุ์  นับจากวันที่ 1 พฤศจิกา ไปไม่กี่วันจะมีคำตอบ