สู้ไม่ถอย “ไฮโซลูกนัท” หยัดยืน “ไล่ประยุทธ์” จนกว่าชนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479755

สู้ไม่ถอย “ไฮโซลูกนัท” หยัดยืน “ไล่ประยุทธ์” จนกว่าชนะ

20 ส.ค. 2564

เหลือดวงตาข้างเดียว “ไฮโซลูกนัท” เดินหน้า”ไล่ประยุทธ์” ฝันเห็นฟ้าสีทอง ประชาชนต้องเป็นใหญ่ คอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

บุคคลที่สำนักข่าวอยากขอสัมภาษณ์พิเศษในนาทีนี้ คงไม่มีใครเกิน “ไฮโซลูกนัท” หรือ “ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย” ผู้นำคาร์ม็อบ “สลิ่มกลับใจ”

ค่ำวันที่ 19 ส.ค.2564 ครอบครัว “ธนากิจอำนวย” ออกแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุม #ม็อบ 13 สิงหา ทำให้ “ไฮโซลูกนัท” สูญเสียดวงตาข้างขวา จะไม่สามารถมองเห็นได้อีก ทางครอบครัวเตรียมฟ้องเอาผิด ทั้งทางอาญาและฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

วันที่ 20 ส.ค.2564 “ไฮโซลูกนัท” ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Nat Thanakitamnuay เปิดเผยความในใจและความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

“ยังมีอีกมากมายหลายชีวิตที่กำลังต้องทุกข์ทรมาน ยังมีอีกมากมายหลายชีวิตที่ต้องสูญเสีย ยิ่งกว่าที่ผมสูญเสีย ชีวิตเขาเหล่านั้นจะไม่มีวันกลับเป็นเหมือนเดิมได้อีก…”

ทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ยังไม่ท้อถอย และจะขอสู้ต่อไป “ส่วนตัวผมแล้ว ผมแค่ตาบอดข้างเดียว ชีวิตผม จะกลับไปเป็น สุข สงบ สบาย เมื่อใหร่ก็ได้ แต่ผมจะขอสู้เคียงข้างทุกคนเพื่อเรียกร้องความถูกต้องนี้ต่อไป ขอให้ทุกคนสู้ด้วยความเข้มแข็ง สันติวิธี เพื่อชัยชนะของประชาชน เราจะแพ้ไม่ได้ครับ”

ดูเหมือน “ไฮโซลูกนัท” จะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมอุดมการณ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพี่เต้น, เพนกวิน, รุ้ง, ไผ่ ฯลฯ

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดไฮโซหนุ่ม ผู้เป่านกหวีดขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะเปลี่ยนไปแบบ 360 องศา จากรอยัลลิสต์ สู่เสรีนิยมประชาธิปไตย

“ขอให้ทุกคนสู้ด้วยความเข้มแข็ง สันติวิธี เพื่อชัยชนะของประชาชน เราจะแพ้ไม่ได้ครับ” คือคำมั่นสัญญาจากไฮโซลูกนัท ที่เหลือดวงข้างเดียว แต่ก็หวังที่จะเห็น “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

++

จุดเปลี่ยนชีวิต

++

การเลือกตั้งปี 2562 ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ลูกชายคนโตของ กิตติ ธนากิจอำนวย แห่งบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (NOBLE) ตัดสินใจลงสนามการเมือง โดยไฮโซลูกนัท อยู่ในกลุ่มนิวเดม (NEW DEM) ซึ่งมี พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายอภิสิทธิ์ และพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ลูกชายพินิช วิกิตเศรษฐ์ อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

การประเดิมสนามเลือกตั้งของเขา ค่อนข้างโชคร้ายที่ลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 15 มีนบุรีและคันนายาว (เฉพาะแขวงคันนายาว) ต้องเจอทั้ง ชาญวิทย์ วิภูศิริ พรรคพลังประชารัฐ และวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.กทม.หลายสมัย พรรคเพื่อไทย

แม้จะเคยเป็นอดีตแนวร่วม กปปส. แต่ไฮโซลูกนัท ก็เลือกที่จะหนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่หนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. และไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

นี่คือจุดเปลี่ยนทางอุดมการณ์ของไฮโซลูกนัท สะท้อนว่า จุดยืนทางการเมืองของเขา ต่างจากสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ปลุกปั้นพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง ไฮโซลูกนัททำใจได้ แต่การที่ ปชป.ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่เขาตัดสินใจลาออกจาก ปชป. พร้อมกลุ่มนิวเดม

++

คนละอุดมการณ์

++

ตอนที่ไฮโซลูกนัท ลงสมัคร ส.ส. ในเฟซบุ๊กของเขา ได้เล่าตอนที่เข้าไปพบ “คุณตาอำนวย วีรวรรณ” ว่า “หลังจากคุณตาทราบว่า ผมได้รับอนุมัติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ท่านเรียกผมไปให้โอวาท โดยกล่าวว่า เมื่อเลือกจะเดินเข้ามาเส้นทางนี้แล้ว ต้องเรียนรู้การทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต สิ่งที่จะต้องยึดถือให้มั่น และอย่าได้ปล่อยให้ลดน้อยลงเด็ดขาด คือ ความคิดที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น”

จะว่าไปแล้ว อำนวย วีรวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคนำไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีคลัง ในยุคสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ “อำนวย” เป็นซุปเปอร์เทคโนแครต เป็นมืออาชีพ ตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา ชีวิตทำงานอันแสดงบทบาทอิทธิพลโดดเด่นของอำนวยคือ ช่างเทคนิคการเงินการคลังให้ภาครัฐ

“อำนวย” เคยถูกขนานนามว่า “ขุนนางนักวิชาการแบบคลาสสิค” มาวันนี้ “ลูกนัท” หลานตาอำนวย กำลังถูกยกย่องให้เป็น “ขบถรุ่นใหม่” หรือเป็นนักต่อสู้ประชาธิปไตย ยุคดิจิตอล

7 คนไทย “เก็บเห็ดลาว” ปรับ 6 พันบาท บ่ได้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479714

7 คนไทย “เก็บเห็ดลาว” ปรับ 6 พันบาท บ่ได้ฉีดวัคซีน

20 ส.ค. 2564

ปิดฉาก 7 คนไทย “เก็บเห็ดลาว” ล้ำแดนสปป.ลาว บ่ได้ฉีดวัคซีน แถมถูกปรับคนละ 6 พันบาท คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กรณีกำลังทหารกอง ค.522 แขวงจำปาสัก ได้จับตัวคนไทย 7 คน ชาย 2 คน หญิง 5 คน อยู่บ้านสุขเกษม ต.คันไร่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ที่ข้ามแดนมาเก็บเห็ด ทางช่องหมากที (บ้านทุ่งกว้าง เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ตรงข้ามบ้านนาวังลม อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี) เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2564

ทหารลาวได้นำตัวคนไทย 7 คน ไปมอบให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ประจำด่านสากลวังเต่า พร้อมโทรศัพท์ 6 เครื่อง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลาว ได้เก็บตัวอย่างหาเชื้อโควิด-19 แล้วส่งคนไทย 7 คน ไปอยู่ศูนย์กักกัน หลัก 21 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก เพื่อจำกัดบริเวณ 14 วัน ตามมาตรการทางสาธารณสุข

ข่าวคนไทย 7 คน ถูกทหารลาวจับ กลายเป็นข่าวดราม่าทั้งประเทศ เมื่อช่อง 3 อ้างคำพูดนายอำเภอสิรินธร ว่า คนไทยที่ถูกจับ จะถูกกักบริเวณ 14 วัน และได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด

ต่อมา คณะเฉพาะกิจควบคุม และป้องกันโควิดแขวงจำปาสัก ได้ปฏิเสธข่าวเรื่องฉีดวัคซีนป้องโควิด-19ให้คนไทย ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว

ล่าสุด คนไทยทั้ง 7 คน ถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันที่เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก ครบ 14 วัน จากนั้น ปกส.แขวงจำปาสัก (ตำรวจแขวงจำปาสัก) ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาลาว ซึ่งทั้ง 7 คน โดยปรับคนละ 6,000 บาท ข้อหารุกล้ำเข้าไปในเขตชายแดน สปป.ลาว เนื่องจากไม่ทราบแนวเขตประเทศที่แน่ชัด จึงทำให้เดินหลงเข้า

วันที่ 20 ส.ค.2564 สฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และกงสุลใหญ่ สปป.ลาว ประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปรับ 7 คนไทย ที่ด่านชายแดนช่องเม็ก อ.สิรินธร พร้อมส่งกักตัวตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ต่อไป

++

บทเรียนเก็บเห็ด

++

ประเด็นดราม่า “เก็บเห็ดได้ฉีดวัคซีน” นั้น มีสื่อไทย อ้างคำพูดของ อภัย วุฒิโสภากร นายอำเภอสิรินธร จ.อุบลราชธานี บอกว่า ชาวบ้านทั้ง 7 คน จะได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ หรือจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ก่อนจะถูกนำตัวส่งตัวกลับไทย

ขณะที่ท่านสุพาบ ทำมะรักสา เจ้าเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ได้ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาว (4 ส.ค.2564) เรื่องทางลาวจะฉีดวัคซีนให้คนไทยที่ถูกจับ

“หลังตกเป็นข่าว มีทางแขวงโทรศัพท์มาสอบถาม ก็ตอบไปว่า บ่ได้ไปสัญญากับไผว่าจะฉีดวัคซีนให้คนต่างประเทศ ข่าวดังกล่าวแม่นข่าวปลอม”

เจ้าเมืองโพนทองอธิบายขั้นตอนว่า เบื้องต้น คนไทยทั้ง 7 คน จะต้องถูกกักตัว 14 วัน ตามมาตรการสาธารณสุข หลังจากนั้น ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีเข้าเมืองผิดกฎหมายของลาว หมายความว่า คนไทยจะถูกดำเนินคดีข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

อนึ่ง เมืองโพนทอง อยู่ตรงข้าม อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี แนวพรมแดนไทย-ลาว ด้านนี้เป็นป่าเขา ไม่มีแม่น้ำโขงกั้นเหมือนแขวงสาละวัน แขวงสะหวันนะเขต

++

บทเรียนสื่อไทย

++

ค่ำวันที่ 3 ส.ค.2564 ช่วงข่าวค่ำ สถานีโทละพาบแห่งชาติลาว อะโนมา ลัดทิดา พิธีกรชื่อดัง ได้อ่านคำชี้แจงกรณีคนไทย 7 คน ถูกจับกุมตัวที่ชายแดนไทย-ลาว ว่า คณะกรรมการเฉพาะกิจควบคุม ป้องกันโควิด แขวงจำปาสัก ได้แจ้งให้ทราบว่า คนไทยทั้ง 7 คน ได้ถูกนำไปกักตัวอยู่ศูนย์ควบคุมโควิด-19 หลัก 21 เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก

“ปัจจุบันนี้ เจ้าหน้าที่ของลาว กำลังดำเนินการเจรจากับไทย เพื่อส่งพวกเขากลับคืนประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมาย และสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศ..”

ส่วนกรณี “สื่อราชอาณาจักรไทย” ได้ออกข่าวว่า พลเมืองของไทยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่ สปป.ลาวนั้น “ข่าวนี้ บ่มีมูลความจริงแต่ประการใด บ่มีการสักวัคซีนให้พวกเขาทั้ง 7 คน ที่หลงเข้ามาอยู่ใน สปป.ลาว ฉะนั้น ขอแจ้งให้รับทราบตามนี้ด้วย”

นี่เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างลาว-ไทย อันเนื่องมาจาก “สื่อไทย” เป็นต้นเหตุการกระจายข่าวสารที่ไม่ได้ตรวจสอบอย่างถูกต้อง

ท้วง “ข้อสั่งการ” นายกฯ บ.ออสแลนด์ฯ งัด “ทีโออาร์” ไม่มีเงื่อนไข “WHO” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479704

ท้วง“ข้อสั่งการ”นายกฯ บ.ออสแลนด์ฯงัด”ทีโออาร์” ไม่มีเงื่อนไข “WHO”

20 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/embed/2JcbFh6Ujos

บริษัทนำเข้าชุดตรวจ”LEPU” ท้วง”ข้อสั่งการ”นายกฯ ยืนยัน ไม่มีเงื่อนไขต้ตองได้รับการรับรองจาก “WHO”ในการประมูล

สามวันผ่านมา ข้อสั่งการให้เร่งจัดหา ชุดตรวจเอทีเค ที่มีมาตราฐานสากล องค์การอนามัยโลกรับรอง  ของนายกรัฐมนตรี  ยังไม่มีรูปธรรม แม้ก่อนวันประชุม คณะรัฐมนตรี องค์การเภสัชกรรม พยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะเร่งลงนาม นำเข้า LEPUจากคู่สัญญา อย่างออสแลนด์ แม้ชมรมแพทย์ชนบท จะออกมาทัดทานเพราะชุดตรวจ ATK ล็อตใหญ่ ยี่ห้อนี้ นอกจากเป็นชุดตรวจที่มีความคลาดเคลื่อนสูง  ยังถูกFDAสหรัฐฯ ระงับใช้ แถมยังไม่ได้รับการรับรองจากWHOหรือองค์การอนามัยโลก 

ท้วง“ข้อสั่งการ”นายกฯ บ.ออสแลนด์ฯงัด"ทีโออาร์” ไม่มีเงื่อนไข “WHO”

ข้อสั่งการดังกล่าวทำให้ บริษัทออสแลนด์ แคปปิตอล จำกัด บริษัทผู้นำเข้าชุดตรวจ LEPU ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนข้อสังการดังกล่าว ที่ระบุให้ชุดตรวจ Antigen Test Kit ต้องผ่านการรับรองจาก WHO โดยอ้างว่าในทีโออาร์ที่ใช้ในการประมูลชุดตรวจ ATK ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขข้อนี้ไว้ และย้ำว่าชุดตรวจ LEPU ผ่านการรับรองโดย อย.ไทย และผ่านมาตรฐานของหลายประเทศ  

สปสช.ในฐานะเจ้าของงบประมาณ แต่ไม่มีอำนาจในการจัดหา ต้องพึ่งพาองค์การเภสัชกรรม ทำให้มีคำถามว่าทีโออาร์ใครเป็นคนกำหนด นี่จึงไม่น่าแปลกใจที่ ชมรมแพทย์ชนบทออกมาขอบคุณ นายกรัฐมนตรี ชุดตรวจโควิดต้องแม่นยำที่สุดจึงจะหยุดปัญหาได้ 
การยกเลิกประมูลสามารถทำได้ ตามที่นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานคณะกรรมการต่อรองราคาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแนะนำไว้ เมื่อมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่มีการลงนามในสัญญากับบริษัทที่นำเข้า 
แต่จนถึงขณะนี้ เสียงตอบรับที่มีจากองค์การเภสัชกรรม คือยังไม่ได้รับเห็นหนังสือข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ

ท้วง“ข้อสั่งการ”นายกฯ บ.ออสแลนด์ฯงัด"ทีโออาร์” ไม่มีเงื่อนไข “WHO”
ท้วง“ข้อสั่งการ”นายกฯ บ.ออสแลนด์ฯงัด"ทีโออาร์” ไม่มีเงื่อนไข “WHO”

ครั้นเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามความคืบหน้า นายกฯบอกว่าให้รอกระทรวงสาธารณสุขอธิบาย ขณะที่ชมรมแพทย์ชนบทก็มีข่าวมาขาย ว่ามีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคขู่สละเรือเพื่อจะนำเข้า LEPU แต่ดูๆไป ที่ผ่านมาเคยแผลงฤทธิ์ไว้ในสภา ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ สุดท้ายก็ยังอยู่แต่ถ้านายกฯยังยอมตามคำขู่ต่อไป คำถามที่ว่าเรามีนายกฯไว้ทำไมจะส่งเสียงดังยิ่งๆขึ้นไป จนท้ายที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องมีพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ  

ไม่หนีไม่หลบ “ธนาธร” จุดชนวนวิ่ง “ไล่ประยุทธ์” ต้นแบบม็อบรายวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479592

ไม่หนีไม่หลบ “ธนาธร” จุดชนวนวิ่ง “ไล่ประยุทธ์” ต้นแบบม็อบรายวัน

19 ส.ค. 2564

สยบดราม่า “ธนาธร” ไม่หอบลูกเมียหนี ขอแข่งวิ่งข้ามประเทศ จะกลับมา “ไล่ประยุทธ์” คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แชร์ภาพกันให้ว่อนโซเชียล กรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และครอบครัว เดินทางโดยสารการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ SQ711 เดินทางจากประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2564 มีข่าวลือมากมายว่า “ธนาธรหอบลูกเมียหนีออกนอกประเทศ”

วันที่ 19 ส.ค.2564 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ใช้ทวิตเตอร์ @Thanathorn_FWP ชี้แจงเรื่องข่าวลือว่า “เพิ่งโดนหมายเรียกผู้ต้องหาคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพิ่มอีก 2 หมาย ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจากกรณีไหน แต่คาดว่า มาจากการไลฟ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาลเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา”

ธนาธรยังแจ้งว่า “เสร็จภารกิจทางนี้แล้ว ผมจะเดินทางกลับเพื่อไปตามหมายเรียก ไม่หนีครับ ไม่ต้องปั่น เดี๋ยวเจอกัน”

คำว่า “ภารกิจนี้” หมายถึงรายงานแข่งวิ่งเทรล ระดับโลก Ultra Trail du Mont Blanc ระหว่างวันที่ 23-29 ส.ค.2564 โดยธนาธร เข้าร่วมการแข่งขันในแบบทีม คือระยะ PTL ระยะทางรวม 300 กิโลเมตร รวมความสูงสะสม 25,000 เมตร วิ่งผ่าน 3 ประเทศคือ ฝรั่งเศส อิตาลี และ สวิตเซอร์แลนด์

ดังที่รู้กัน “ธนาธร” เป็นนักอ่านตัวยง และมีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจคือ ชอบกีฬาเอ็กซสตรีม และมีกิจกรรมกีฬาเอาท์ดอร์แนวผจญภัยตลอด ชอบพายเรือคายัค ปีนเขา และเดินป่า

++

ฝันสู่ขั้วโลกใต้

++

ปลายปี 2560 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรองประธานกรรมการ กลุ่มไทยซัมมิท อาณาจักรผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย ให้สัมภาษณ์ Forbes Thailand (เดือน ธ.ค.2560) เกี่ยวกับการท่องโลกกว้างผ่านกีฬาแนวเอ็กซ์ตรีม

ปี 2559-2560 “ธนาธร” ปั้นโครงการ TJ’s True South เดินทางสู่ขั้วโลกใต้เป็นระยะทางกว่าพันกิโลเมตร เพื่อพิสูจน์แรงกายแรงใจ และแสวงหาคุณค่าชีวิตของเขา

ธนาธร มองว่า การทำธุรกิจและโครงการ TJ’s True South มีสิ่งที่เหมือนกันคือความกล้าเสี่ยง ผู้ประกอบการคือ risk taker การยอมรับความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่พร้อมเสียเงินหรือเสียชื่อเสียง ก็ไม่สามารถผลักดันความคิดใหม่ๆ สู่สังคมได้

ธนาธรทุ่มเทกับโครงการ TJ True South ที่จะต้องเดินทางพร้อมคนไทย 10 ชีวิต เดินเท้ากว่า 1,200 กิโลเมตร เพื่อพิชิตขั้วโลกใต้ ในช่วงปลายปี 2561

ระหว่างทางที่จะไปสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ เดือน มี.ค.2561 ธนาธร และเพื่อนพ้องน้องพี่ ยื่นจดทะเบียนพรรคการเมืองชื่อ “อนาคตใหม่”

ตอนนั้น นักข่าวถามว่า ระหว่างปีนเขาที่ขั้วโลกใต้ กับพูดเรื่องประชาธิปไตยในไทย อะไรมีความเสี่ยงมากกว่ากัน ธนาธรอุทาน “โอ้โห อย่างหลังแน่นอน”

++

วิ่งไล่ลุง

++

วันที่ 21 ก.พ.2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

ผลพวงของการยุบพรรคอนาคตใหม่ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ มีแฟลชม็อบ และการชุมนุมทางการเมืองบนท้องถนน

ก่อนหน้าจะถึงวันยุบพรรคอนาคตใหม่ ได้มีกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่สวนรถไฟ “ธนาธร” ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งครั้งนั้นด้วย

“ธนาธร” กล่าวว่า การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เพื่อร่วมเป็นประวัติศาสตร์ นี่คือเสียงของประชาชนว่า เราไม่พอใจกับการสืบทอดอำนาจของ คสช. เราต้องการเปลี่ยนแปลง นี่คือจิตวิญญาณของคนที่ไม่ต้องการเผด็จการ ตนเชื่อว่าในปี 2563 เราจะเห็นการชุมนุมของพี่น้องประชาชน เพื่อเรียกร้องเพื่อความเป็นอยู่ของทุกคน

จากวันที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ จนถึงปัจจุบัน ขบวนการภาคประชาชน ได้ลงสู่ท้องถนนไม่ขาดสาย ตลอดปี 2563 มีการชุมนุมขนาดใหญ่หลายสิบครั้ง จนกระทั่งเหตุการณ์ล่าสุดคือ คาร์ม็อบไล่ประยุทธ์ และม็อบรายวัน

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ธนาธร จึงส่งสารข้ามฟ้าผ่านทางทวิตเตอร์ ว่า “เสร็จภารกิจทางนี้แล้ว ผมจะเดินทางกลับ เพื่อไปตามหมายเรียก ไม่หนีครับ ไม่ต้องปั่น เดี๋ยวเจอกัน”

เสียงจาก “Clubhouse” หย่าศึกพรรคร่วม “ฝ่ายค้าน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479572

เสียงจาก”Clubhouse”หย่าศึกพรรคร่วม”ฝ่ายค้าน”

19 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/watch?v=pEBojIOK-Gc

ทักษิณ ปิยะบุตร จูบปากกลาง”Clubhouse” หย่าศึกชั่วคราว”เพื่อไทย” “ก้าวไกล”สองพรรคใหญ่ฝ่ายค้านประสานรอยร้าว

เสียงจาก"clubhouse"หย่าศึกพรรคร่วม"ฝ่ายค้าน"

ออกตัวว่าไม่ได้เข้ามาเพื่อเคลียร์ปัญหาขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล สำหรับ ปิยะบุตร แสงกนกกุล จากกลุ่มก้าวหน้าที่เข้าไปร่วมพูดคุยปัญหาการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ในclubhouseของกลุ่มแคร์ คิดเคลื่อนไทย ถือว่าไม่ธรรมดา สำหรับคนที่เคยเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยให้รุ่นใหญ่อย่างภูมิธรรม เวชชยชัยปะทะกับรุ่นใหม่ ชัยธวัช ตุลาธนแบบจบไม่ลงในโลกออนไลน์กันมาแล้ว 

ปิยบุตร เป็นหนึ่งในกลุ่มคณะนิติราษฎร์ที่พรรคเพื่อไทยฉวยหยิบใช้ข้อเสนอทางการเมืองมาเคลื่อนไหว เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจว่าการออกมาร่วมclubhouse ในครั้งนี้มีเป้าหมายอะไรถ้าไม่ใช่เป้าหมายทางการเมืองเพราะตัวหลักclubhouse ของแคร์คิดเคลื่อนไทยชื่อทักษิณ ชินวัตร นี่จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณประสานรอยร้าวพักการเมืองนอกสภาหันหน้าเข้าหากันใหม่
 

เสียงจาก"clubhouse"หย่าศึกพรรคร่วม"ฝ่ายค้าน"

สิ้นเสียงจากclubhouseที่พูดเรื่องเยียวยาขยับกลับไปดูความเคลื่อนไหวนอกสภาขับไล่รัฐบาลจะพบว่าฝ่ายค้าน เริ่มเดินหน้าเยียวยาผู้เดือดร้อนแบบสองขา พรรคก้าวไกลรับหน้าเสื่อดูแลคนเดือดร้อนจากมาตราการล็อกดาวน์ของรัฐเริ่มจากกลุ่มพนักงานนวด-สปาและจะตามมาด้วยธุระกิจร้านอาหารและคนกลางคืน ขณะที่พรรคเพื่อไทย เน้นไปที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการที่รัฐปฏิบัติกับผู้ชุมนุม 

เสียงจาก"clubhouse"หย่าศึกพรรคร่วม"ฝ่ายค้าน"

แยกกันเดินร่วมกันให้ความหวังกับพลังแรงหนุน ฐานการเมืองที่ค้ำจุนแต่ละพรรคไว้เสร็จศึกค่อยว่ากันใหม่ ผูกมิตรไว้ดีกว่าผลักมิตรออกไป เป็นศัตรู

“หมอประเวศ” เชื่อโควิด-19 ทำให้คนไทยก้าวข้าม “อำนาจรวมศูนย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479552

“หมอประเวศ” เชื่อโควิด-19 ทำให้คนไทยก้าวข้าม “อำนาจรวมศูนย์”

19 ส.ค. 2564

“หมอประเวศ” ย้ำชีวิตมนุษย์สำคัญกว่ากฎระเบียบ คนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ กำลังก้าวข้ามกรอบ “อำนาจรวมศูนย์” เพื่อให้ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ได้รวดเร็วทันสถานการณ์ โดยไม่ยอมให้มีอะไรมาขวางกั้น

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฏรอาวุโส สะท้อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยได้ก้าวข้าม “อำนาจรวมศูนย์” ที่เรื้อรังมานานเกือบ ๑๐๐ ปี ไปสู่ความเจริญที่แท้จริงได้ ผ่านบทความหัวข้อ “Big Bangการระเบิดตูมใหญ่ของคนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์เปลี่ยนประเทศ”  มีใจความดังต่อไปนี้

การเจ็บป่วยล้มตายของคนไทยอย่างน่าสลดสังเวชจากโควิคได้จุดให้เกิดระเบิดตูมใหญ่ (Big Bang) ในหัวใจของคนไทยทั่วประเทศ

ตามปรกติคนทั่วไปก็ทำมาหากินประกอบอาชีพของตนๆ หรือดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเฉพาะตัว แต่ธรรมชาติของมนุษย์ มีเมล็ดพันธุ์แห่งความดี ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ อันได้แก่ความเห็นใจ (Empathy) และการอยากทำประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ (Altruism) ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมาก ความยุ่งยากสับสน

จะกลบฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความดีเสียลึก จนคิดว่ามนุษย์ไม่มีหัวใจซึ่งไม่จริง ความจริงคือมี เมื่อมีมันจะระเบิดออกมาได้เป็นปรากฏการณ์ใหญ่แห่ง “คนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์”

ดังที่เห็นคนไทยทั่วประเทศ ทุกชั้นวรรณะ ทุกกลุ่มอาชีพ กำลังช่วยทุ่มแรงกาย แรงใจ แรงความคิด กำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือยามเพื่อนมนุษย์ ให้พอมีกินไม่อดตาย ให้ได้รับการดูแลรักษาด้วยประการต่างๆ นานา

แม้แต่พระสงฆ์ก็ยังเปิดวัดเป็นโรงพยาบาล มีกลุ่มคนหลายกลุ่มรวบรวมกำลังทรัพย์ไปอุดหนุน ร้านขายอาหารเล็กๆ ที่ขายไม่ได้ให้ทำอาหารกล่องแจกให้คนที่ไม่มีจะกิน แม่ค้ารายย่อยมีรายได้บ้าง ทำแจกแถมเพิ่มเข้าไปบ้าง คนที่ได้รับแจกก็ซาบซึ้ง

บางคนบริจาคสมทบ ๗ บาท เท่าที่มีอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว แพทย์พยาบาลที่ทนไม่ไหวต่อความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ก็ออกนอกกรอบเพื่อให้ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้น ฯลฯ

ระบบรัฐราชการ (Bureaucracy) มีกรอบและข้อบังคับมากมายเพื่อควบคุม ซึ่งมีเหตุผลในอดีต แต่ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อนและยาก กรอบทางราชการที่ว่านั้นกลับกลายเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นศักยภาพของคนไทยในการเผชิญสถานการณ์ใหม่

ประดุจลูกไก่ที่อยู่ในใข่ เริ่มแรกเปลือกไข่หรือกรอบช่วยปกป้องลูกไก่ แต่เมื่อลูกไก่โตขึ้นจนคับไข่ เปลือกไข่กลายเป็นกำแพงที่บีบรัดลูกไก่ ถ้ามันไม่สามารถกะเทาะเปลือกไข่ออกมาสู่ภพภูมิใหม่นอกไข่ มันจะถูกรัดจนตาย

กรอบทางราชการบีบรัดสังคมไทยมานาน ทำให้คนไทยเหมือน “ไก่อยู่ในเข่ง” จิกตีกันร่ำไป แต่ถึงจิกตีกันอย่างไรๆ ก็ออกจากเข่งไม่ได้ ได้พูดกันมานานว่าโครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ แต่ไม่มีใครแก้ได้ วิกฤตโควิดมาเปลือยให้เห็นอย่างล่อนจ้อนว่า อำนาจรัฐรวมศูนย์มีสมรรถนะต่ำในการเผชิญปัญหาที่ยากและซับซ้อน

“กระบวนการคนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์” กำลังก้าวข้ามกรอบ หรือกะเทาะเปลือกไข่ เพื่อให้ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ได้รวดเร็วทันสถานการณ์ โดยไม่ยอมให้มีอะไรมาขวางกั้น

“ชีวิตมนุษย์สำคัญกว่ากฎระเบียบ” ทุกคนค้นพบความจริงจากสถานการณ์คับขันต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ตามปรกติข้าราชการจะยึดกฎระเบียบเป็นตัวตั้ง เพราะการทำผิดระเบียบเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ในสถานการณ์โควิดเช่นนี้ไม่มีใครมาเอาเรื่อง สถานการณ์โควิคจึงช่วยให้คนไทยกะเทาะเปลือกไข่ออกมาเติบโตในภพภูมิใหม่ได้

การร่วมต่อสู้เพื่อเอาชนะวิกฤตโควิดด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ครั้งนี้ จะทำให้เกิดการเห็นพ้องว่า ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างอำนาจ โดยกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึง ให้ทุกองคาพยพ มีความเป็นอัตโนมัติ (Autonomy) ที่สามารถคิดเอง ทำเอง ริเริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ประดุจที่หัวใจต้องเต้นเอง ปอดต้องหายใจเอง จะรอให้ส่วนกลางมาสั่งก็จะไม่ทันการณ์และสั่งผิดสั่งถูก

โดยรัฐส่วนกลางปรับบทบาทเป็นผู้นำทิศทางนโยบายและการตั้งเป้าหมายร่วม กับเอื้ออำนวยให้ทุกภาคส่วนของสังคมสามารถปฏิบัติสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

มีการเรียกร้องมานาน ให้มีการปรับโครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์แต่ไม่เคยสำเร็จ สถานการณ์โควิคและการระเบิดตูมใหญ่ของหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ทำให้ทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบแห่งกฎระเบียบทางราชการ นั่นก็คือประเทศไทยกำลังเดินไปสู่การปรับโครงสร้างอำนาจรัฐหลังโควิด

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ๒ ประการ เพราะสถานการณ์โควิด คือ

๑. การระเบิดพลังจิตสำนึกใหม่ ที่เรียกว่า “คนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์”

๒. การปรับโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์

สองเรื่องนี้อันได้แก่ จิตสำนึกใหม่ และการปรับโครงสร้างอำนาจ คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนประเทศไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นวิกฤตโควิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างสำคัญ ถ้าคนไทยตระหนักรู้ว่าโอกาสที่จะสร้างประเทศไทยยุคใหม่อยู่ต่อหน้าเราแล้ว ด้วยปัจจัย ๒ อย่างคือ จิตสำนึกใหม่แห่งการมีหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ และการปรับโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ เราจะสามารถก้าวข้ามวิกฤตการณ์เรื้อรังที่ดำเนินมาเกือบ ๑๐๐ ปี ไปสู่ความเจริญที่แท้จริงได้

เรามาถูกทางแล้ว ขอให้กระบวนการคนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ เติบโต ขยายตัว เพิ่มคุณภาพจนเต็มประเทศ คนไทยจะรักกัน ชื่นชม ยินดีต่อกัน เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ และพ้นทุกข์ร่วมกันได้

หมายเหตุ การสื่อสารเพื่อถักทอพลังบวกบนแผ่นดินไทย ควรทำงานเต็มลูกสูบ

คาร์ม็อบปูทาง “จาตุรนต์” จับมือ “ณัฐวุฒิ” เปิดตัวพรรคเส้นทางใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479531

คาร์ม็อบปูทาง “จาตุรนต์” จับมือ “ณัฐวุฒิ” เปิดตัวพรรคเส้นทางใหม่

19 ส.ค. 2564

ลาก่อนทักษิณ “จาตุรนต์” ผนึกแกนนำ นปช. ตั้งพรรคเส้นทางใหม่ ใช้คาร์ม็อบนำร่องหาเสียงคนรุ่นใหม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ในที่สุด “จาตุรนต์ ฉายแสง” ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่า มีการก่อตั้งพรรคการเมือง ผ่านเฟซบุ๊ค Chaturon Chaisang โดยไม่ระบุชื่อพรรค

“ผมขอถือโอกาสนี้ชี้แจงสักหน่อยครับ ผมกับเพื่อนๆร่วมกันสร้างพรรคการเมืองมาระยะหนึ่งและมีความคืบหน้าไปพอสมควร เตรียมจะเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งใจว่าจะเชิญคนมาร่วมงานให้คึกคัก แต่ต้องเลื่อนมาเพราะสถานการณ์โควิด บางช่วงก็เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองอาจจะไม่ค่อยอำนวยเท่าใดนัก”

แม้ “เสี่ยอ๋อย” จะไม่บอกชื่อพรรค แต่แวดวงการเมืองก็รู้มานานแล้วว่า “พรรคเส้นทางใหม่” เป็นพรรคของนัการเมืองคนดังเมืองแปดริ้ว

“เราจะปรับแผนงานเปิดตัวเสียใหม่ให้เรียบๆง่ายๆเหมาะกับสถานการณ์และเปิดตัวในเร็วๆนี้ครับ” เสี่ยอ๋อยสรุปไว้ตอนท้ายสเตตัสว่าด้วยการเปิดตัวพรรค

แหล่งข่าวแถวปากเกร็ดทราบดีว่า “พรรคเส้นทางใหม่” จะมีการเปิดตัวภายในเดือน ส.ค.2564 แต่บังเอิญโควิดระบาดหนัก จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน

++

เดิมชื่อวิสัยทัศน์ใหม่

++

นับแต่ “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกยุบ กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคส่วนใหญ่ ไม่ได้กลับไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และในนั้น มีชื่อ จาตุรนต์ ฉายแสง รวมอยู่ด้วย

กลางปี 2562 ในงานวันเกิดของ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กลางเดือน พ.ค.2562 มีแกนนำ นปช. และอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ มาร่วมงานพร้อมหน้า นัยว่า “เสี่ยอ๋อย” ได้ร่วมพูดคุยกับอดีตแกนนำ ทษช. เรื่องการตั้งพรรคการเมืองใหม่

ถัดมา วันที่ 7 มิ.ย.2563 มีรายงานข่าวว่า “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ร่วมกับ “เสี่ยอ๋อย” เตรียมจัดตั้ง “พรรควิสัยทัศน์ใหม่” แต่ก็ได้รับการปฏิเสธข่าวจากเสี่ยอ๋อย

ว่ากันว่า มีการเตรียมก่อตั้งพรรคใหม่จริง ในเบื้องต้นว่า “ว.” เด็กของ “เฮีย พ.” จะรับบทผู้บริหารจัดการหลังม่าน ในการสร้างพรรคใหม่ เพื่อชิงลูกค้ากลุ่มเดียวกับพรรคก้าวไกล

วันที่ 20 มี.ค.2564 “เสี่ยเอ” เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ประกาศผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัวเรื่องการลาออกจากพรรคเพื่อไทย และเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคเส้นทางใหม่” ต่อมา “เสี่ยเอ” ได้จัดการประชุมจัดตั้งสาขาพรรคที่ร้อยเอ็ด

“เสี่ยเอ” สนิทสนมกับ “เสี่ยอ๋อย” มาตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ และตอนที่มาอยู่พรรคไทยรักไทย “เสี่ยเอ” ก็อยู่ในกลุ่มจาตุรนต์ มาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อเสี่ยเอ ได้แจ้งข่าวเรื่องพรรคเส้นทางใหม่ คอการเมืองก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คือพรรคใหม่ของเสี่ยอ๋อย

สรุปว่า “พรรคเส้นทางใหม่” จะมีหัวหน้าพรรคชื่อ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ

++

คาร์ม็อบหาเสียง

++

ในข้อมูลของ กกต. พรรคเส้นทางใหม่ (สทม.) หรือชื่อภาษาอังกฤษ NEW DIRECTION PARTY (NEWDP) มีที่ทำการพรรคอยู่ที่ 3/1-3/2 ถนนนครศรีธรรมราช-สุราษฎร์ ม.13 ต.ทุ่งปรัง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช อันเป็นบ้านเกิดของ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

รายงานข่าวระบุว่า “เสี่ยเต้น” ได้พูดคุยกับจาตุรนต์ มาตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เรื่องการตั้งใหม่ ให้เป็นพรรคทางเลือกของคนรุ่นใหม่ พรรคนี้ไม่ใช่สาขาพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พรรคเสื้อแดง แต่จะวาง Positioning แบบเดียวกับพรรคก้าวไกล

ก้าวแรกของเสี่ยเต้นคือ การก่อตั้งสำนักข่าว UDD news ที่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยรวบรวมแกนนำ นปช.กลุ่มหนึ่ง มาสร้างอาณาจักรใหม่ ก้าวที่สองคือ การตั้งพรรคการเมือง โดยมีสำนักงานพรรคอยู่ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

เบื้องต้น พรรคเส้นทางใหม่ จะมีผู้ก่อการประกอบด้วย จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ก่อแก้ว พิกุลทอง, นพ.เหวง โตจิราการ, นิคม ไวยรัชพานิช ,วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ,ประภัสร์ จงสงวน, เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์, ฐิติมา ฉายแสง และวุฒิพงษ์ ฉายแสง

การเปิดตัวของ “เสี่ยเต้น” กับคาร์ม็อบ โดยสลัดภาพแกนนำ นปช. กระโจนลงถนนในนามเครือข่ายไล่ประยุทธ์ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “นายใหญ่แดนไกล”

ฉะนั้น “เสี่ยเต้น” ใช้คาร์ม็อบ เป็นดั่งกระบอกเสียงดึงคนรุ่นใหม่ให้มาอยู่ “เครือข่ายไล่ประยุทธ์” และรอเวลาให้โควิดลดความรุนแรง จึงจะเปิดตัวพรรคใหม่

“เสี่ยอ๋อย” กับ “เสี่ยเต้น” ได้เก็บรับบทเรียนจากพรรคไทยรักษาชาติ ที่ต้องการยืนบนลำแข้งตัวเอง แต่ก็ยังเคารพนับถือทักษิณเหมือนเดิม

หลักเกณฑ์ขาย “ATK” ขัด “รัฐธรรมนูญ” นักกฏหมาย ยุ พิมรี่พาย ฟ้องกลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479521

หลักเกณฑ์ขาย“ATK”ขัด“รัฐธรรมนูญ”นักกฏหมาย ยุ พิมรี่พาย ฟ้องกลับ

19 ส.ค. 2564

อดีตที่ปรึกษารองนายกฯประวิตร แนะ พิมรี่พาย ฟ้องกลับรัฐ ออกระเบียบขัดรัฐธรรมนูญ ทำประชาชนเข้าถึงชุดตรวจโควิดยาก

ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่าการแจกATK ของพิมรี่พาย เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้องค์การอาหารและยาก็ออกมายืนยันในทำนองเดียวกันโดย นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการฯยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย อย.และพ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ถือว่าการจำหน่ายจ่ายแจกเป็นการกระทำเทียบเท่าเจตนาขาย เงื่อนไของค์การอาหารและยา อนุญาตATKวางจำหน่ายในร้านขายยาคลินิก สถานพยาบาลเท่านั้น 

หลักเกณฑ์ขาย“ATK”ขัด“รัฐธรรมนูญ”นักกฏหมาย ยุ พิมรี่พาย ฟ้องกลับ

ส่วนการโฆษณาต้องขออนุญาตจากอย.ก่อน    ถึงแม้จะเป็นคนที่สามารถโฆษณาขายได้เช่น ร้านขายยาจะขายผ่านออนไลน์ก็ต้องมาขออนุญาตว่าจะโฆษณาด้วยคำพูดอย่างไรที่ไม่มีการพูดเกินจริงทั้งนี้เหมือนกับผลิตภัณฑ์อื่นๆจะโฆษณาก็ต้องขออนุญาตเช่นกันเรื่องนี้ทำให้มีคำถามว่า แล้วที่โฆษณาฝากร้านในเพจไทยรู้สู้โควิดของกระทรวงสาธารณสุขผ่านการพิจารณาหรือยัง

หลักเกณฑ์ขาย“ATK”ขัด“รัฐธรรมนูญ”นักกฏหมาย ยุ พิมรี่พาย ฟ้องกลับ

เรื่องนี้ดูเหมือนไม่จบง่ายๆเมื่อนักกฏหมายใหญ่อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ อย่างไพศาล พืชมงคลยุให้พิมรี่พายฟ้องกลับให้เป็นคดีตัวอย่างเพราะมองว่า การออกข้อกำหนดนี้กีดกันการเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการตรวจโควิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
หลักเกณฑ์ขาย“ATK”ขัด“รัฐธรรมนูญ”นักกฏหมาย ยุ พิมรี่พาย ฟ้องกลับ

ภาวะที่ประชาชนดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดจากโควิด อย.ขึ้นทะเบียนATKกว่าสามสิบรายการ ไพศาลแนะนำว่าต้องให้คนเข้าถึงง่าย ส่วนใครที่นำเข้าแบบผิดกฏหมายก็ต้องว่ากันไปตามกรณี ไม่ควรเหมารวมทำให้ประชาชนเข้าถึงชุดตรวจยากแบบนี้ 

“อภิปราย” ไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ฝ่ายค้าน” ยังมีเวลาซ้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479418

“อภิปราย”ไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ฝ่ายค้าน” ยังมีเวลาซ้อม

18 ส.ค. 2564

“ฝ่ายค้าน”ใช้เวทีอภิปรายงบประมาณ ซ้อม”อภิปราย”ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามสูตร “ก้าวไกล” ถลกแผนใช้งบกลาง แก้โควิดตรงไหน

หลังการแถลงภาพรวมการปรับลดงบประมาณ ของประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่าย ปี 2565เสร็จสิ้นลง  กระบวนการชำแหละความไม่ชอบมา
พากลในการ นำงบประมาณที่ปรับลดลงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ไปไว้งบกลางก็เริ่มขึ้น 

"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม
"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม

ศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการ จากพรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่า 1.6 หมื่นล้านที่ปรับลดลง แล้วนำไปไว้ที่งบกลางฯในอำนาจการใช้จ่ายของนายกรัฐมนตรี เป็นการตีเช็คเปล่าสามารถนำไปใช้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบและไม่ตอบโจทย์ที่ว่า ใช้แก้ปัญหาโควิด นอกจากจะมีทั้งงบกลางและเงินกู้รวมรวม 1ล้านล้านบาทแล้ว บางโครงการเช่น โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาอาชีพประมงส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน เหล่านี้มีคำถามว่า ช่วยแก้ปัญหาโควิดอย่างไร 

"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้ว่า ปัญหางบประมาณของไทย เกิดจากการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ บางรายการชะลอหรือไม่ต้องรีบก็ได้  ยกตัวตัวอย่างงบสิ่งปลูกสร้างของกระทรวงต่างๆทำไมจึงมีความจำเป็นมากกว่างบประมาณที่ใช้ในการดูแลประชาชน ซึ่งถูกปรับลดลงไปเกือบสี่หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณก่อนหน้ามีมากกว่าแสนล้าน เป็นงบประมาณของกองทัพ 
 

"อภิปราย"ไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ฝ่ายค้าน" ยังมีเวลาซ้อม

การอภิปรายงบประมาณวาระ2 ฟังๆไปเหมือนเวทีซ้อมอภิปราย  ไล่ทีละมาตรา ว่ากันด้วยเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการตั้งงบประมาณ ชำแหละการใช้จ่ายรายกระทรวง แม้ไม่มีผลทางการเมืองเพราะสุดท้าย ก็จะเป็นไปตามที่มีการแก้ไขในกรรมาธิการและเสียงรัฐบาลที่มากกว่า  ขณะที่กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจะรู้กันในสัปดาห์หน้า ว่าจะบรรจุ ญัตติวันไหน แต่การซ้อมอภิปรายยังมีวาระแก้รัฐธรรมนูญ ให้ได้ปรับจูนกันอีกเวที

ไม่มีดีล “ทักษิณ” ห้ามทัพ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” เพื่อนธนาธรไม่จบ หยันคนตุลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/479369

ไม่มีดีล “ทักษิณ” ห้ามทัพ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” เพื่อนธนาธรไม่จบ หยันคนตุลา

18 ส.ค. 2564

ซักฟอกโชยกลิ่น “ทักษิณ” หย่าศึกเพื่อไทยปะทะก้าวไกล กองเชียร์ตีกันไม่เลิก ลามศึกต่างรุ่น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

++

สงคราม‘เงา’

++

ค่ำวันอังคารที่ 17 ส.ค.2564 “โทนี่” หรือ ทักษิณ ชินวัตร มาพบประชาชนไทยเหมือนเดิมผ่านคลับเฮาส์ และประเด็นที่สื่อให้ความสนใจ ก็หนีไม่พ้นเรื่องรอยร้าว “เพื่อไทย-ก้าวไกล”

“ต้องใจเย็นๆ พรรคก้าวไกล ถ้าจะทำงานร่วมกันเพื่อประชาธิปไตยแล้ว อย่าใจร้อน ทะเลาะกันทำไม พวกเดียวกันทั้งนั้น ภารกิจคือ ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อต่อสู้เพื่อได้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ด่าประวิตร ธรรมนัส แล้วจะได้ประชาธิปไตย”

ถ้าติดตามข่าวสารการเมืองไทยมาตั้งแต่ต้นปีนี้ ก็จะพบข่าวความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล มาเป็นระยะๆ แถมด้วยกองเชียร์ 2 ฝ่าย ก็จะเปิดศึกวิวาทะผ่านเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์

กรณีพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายพรรคก้าวไกล ดูไม่พอใจ เพราะจองกฐินจะอภิปรายสองคนนี้อยู่

เรื่องไม่จบแค่วงประชุมฝ่ายค้าน มีแกนนำพรรคก้าวไกล นำเรื่องนี้ไปพูดคุยผ่านกลุ่มกองเชียร์ตัวเอง ทำนองการไม่อภิปราย “ประวิตร” น่าจะเกี่ยวโยงกับ “อภิมหาดีล” เรื่องนี้ รู้ถึงหู “บิ๊กเพื่อไทย” ก็ออกโรงจวกแกนนำก้าวไกลทันที

++

หยามคนตุลา

++

วันที่ 16 ส.ค.2564 ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า พรรคได้ยืนยันผ่านเลขาธิการพรรคเพื่อไทยไปว่า ต้องการอภิปราย “พล.อ.ประวิตร” แต่หากเสียงส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ เราก็คงจะไม่ฝืนความเห็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ฝั่งพรรคเพื่อไทย ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มแคร์ ได้ตอบโต้พรรคก้าวไกล ถึงขั้นระบุชื่อ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ผ่านทวิตเตอร์

“ถ้าทำงานการเมืองแบบเสนอความเห็นแล้วแพ้ในที่ประชุม ก็ออกมาแสดงความเห็นกับแฟนคลับ..พูดเอาดีใส่ตน ทำลายคนอื่น…อย่างนี้ทำงานร่วมกันยากครับ”

ต่อมา “ชัยธวัช” ตอบกลับผ่านทวิตเตอร์ ว่า “ทางผมได้ประสานกับทาง @VoiceTVOfficial แล้ว ซึ่งทางช่องก็ตอบรับเป็นอย่างดี รอแต่เพียงคุณ @phumtham พร้อมเมื่อไร ผมยินดีที่จะไปคุยกับพี่อ้วนต่อหน้าสื่อตั้งแต่วันนี้เลยครับ เราจะได้เข้าใจตรงกันแล้วเดินหน้าทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลกันต่อไปครับ”

ลำพัง “ภูมิธรรม” กับ “ชัยธวัช” โต้ตอบกันไปมาก็ไม่เท่าไหร่ แต่ “ติ่งแดง” และ “ติ่งส้ม” เปิดศึกถล่มกันเละ โดยเฉพาะเจ้าเก่า “คำ ผกา” พิธีช่องวอยซ์ทีวี และเพิ่งเป็นคุยกับโทนี่ในขันโตกความคิด จึงเทศนาบรรดาติ่งส้ม ที่ทำตัวไม่น่ารัก

ที่ร้อนแรงในแวดวงมิตรสหาย ก็คือ “เพื่อนธนาธร” โพสต์เฟซบุ๊ควิจารณ์คนใกล้ชิดทักษิณว่า “ความกระจอกของพวกเดือนตุลาที่ไปทำงานให้ทักษิณคือ การปล่อยให้ทักษิณ ไปเลือกสมัคร สุนทรเวช เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชาชน ด้วยความคิดตื้นๆ แต่เพียงว่า จะทำให้ข้อหาล้มเจ้า ที่ฝ่ายพันธมิตรฯกล่าวหาทักษิณนั้นหายไป”

เวลาถัดมา “เพื่อนธนาธร” ได้ลบโพสต์นี้ทิ้ง แต่ถ้อยคำที่หยามหยัน “คนเดือนตุลา” ในพรรคเพื่อไทยนั้น เกิดขึ้นในฟากกองเชียร์พรรคก้าวไกล-คณะก้าวหน้า อยู่บ่อยๆ

++

ซ้ายต่างรุ่น

++

สมัยพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู นักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “คนเดือนตุลา” ต่างมีบทบาทสำคัญในพรรค และอยู่รอบกาย “ทักษิณ”

ผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “มิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ “อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งปัจจุบัน สองคนนี้ได้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มแคร์” เสมือนเป็นคลังสมองให้พรรคเพื่อไทย และรีแบรนด์ “ทักษิณ” ให้กลับมาอยู่ในใจคนรุ่นใหม่

ส่วน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ชัยธวัช ตุลาธน” ก็เป็น “คนหัวก้าวหน้า” ที่สืบทอดอุดมการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาจากรุ่นพี่ “คนเดือนตุลา”

“เอก ธนาธร” กับ “ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

ช่วงรัฐบาลทักษิณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน และธนาพล อิ๋วสกุล ได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน เสมือนการติดอาวุธทางความคิดให้แก่คนรุ่นใหม่

ปี 2561 “เอก” กับ “ต๋อม” ได้ร่วมกับมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” เป็นทางเลือกให้ประชาชน จึงกลายเป็นคู่แข่งแย่งชิงฐานเสียงเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยไปโดยปริยาย

วันนี้ สถานะของ “ธนาธร” และ “ทักษิณ” ไม่ต่างกันคือเป็น “ผู้มีบารมีนอกพรรค” คนที่ชอบพรรคก้าวไกล เพราะศรัทธาธนาธร และคนที่ยังรักพรรคเพื่อไทย ก็เชื่อมั่นในตัวทักษิณ