ซินแสเข่ง ผ่าดวง “สรยุทธ” ชีวิตนอกคุกไม่สดใส หลังฟ้าเปิดพักโทษพ้นคุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461130

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “สรยุทธ” ชีวิตนอกคุกไม่สดใส หลังฟ้าเปิดพักโทษพ้นคุก 

15 มีนาคม 2564 – 14:22 น.

ซินแสเข่ง  วิเคราะห์  ผ่าดวง เจาะลึก วิกฤติ  “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ชีวิตนอกคุกไม่สดใส   หลังฟ้าเปิดพักโทษพ้นคุก ดวงยังตก แตกแยก พลัดพราก ยังไม่พ้นกรรมที่ตนเองก่อ ถึงได้ออกมา  แต่ก็ไม่สง่าผ่าเผย  เพราะสังคมยังรับไม่ได้ 

 ซินแสเข่ง  วิเคราะห์  ผ่าดวง เจาะลึก วิกฤติ  ชีวิตนอกคุกไม่สดใส  “สรยุทธ  สุทัศนะจินดา” หลังฟ้าเปิดพักโทษพ้นคุก  ได้รับอภิสิทธิ์พักโทษติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ ติดตามตัว  แต่กลับต้องขุ่นมัวเป็นมลทินกับความไม่โปร่งใส  เพราะวิกฤติ  ที่ดวงยังตก  แตกแยก  พลัดพราก  ไม่สมหวัง  และ รอบอายุเข้าเคราะห์  ต้องฝ่าวิกฤติ  ชีวิตต่อเนื่องกับคำติฉินนินทา กับชีวิตในเรือนจำ  1  ปี  4  เดือน  ที่ยังไม่พ้นกรรมที่ตนเองก่อ แต่ถึงติดคุกก็มีทั้งความสุขสบาย จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์  เพราะชะตายังอยู่ในฆาต  ถึงได้ออกมา  แต่ก็ไม่สง่าผ่าเผย  เพราะสังคมยังรับไม่ได้ 

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "สรยุทธ" ชีวิตนอกคุกไม่สดใส หลังฟ้าเปิดพักโทษพ้นคุก 

ซินแสเข่ง  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง   ผู้อำนวยการ  สถาบัน  โหราศาสตร์  พยากรณ์  แห่งประเทศไทย   วิเคราะห์  ผ่าดวง  วิกฤติ  นักเล่าข่าว  “สรยุทธ  สุทัศนะจินดา”  หลังได้รับการพักโทษ  14  มีนาคม  พบวิกฤติชีวิตไม่สดใส  ตกเป็นจำเลยต่อคำครหาเพราะได้รับอภิสิทธิ์ที่ไม่เหมือนกับนักโทษที่ได้รับโทษเดียวกัน   ท่ามกลางความชื่นชมจากคนใกล้ชิดมากมาย  เพราะการได้รับการพักโทษ  จากคดีโกงค่าโฆษณา  อสมท. 138  ล้าน  จากกรมราชทัณฑ์  จนมีผู้คัดค้านให้แจงข้อสงสัยว่าโทษเหมือนกัน  แค่ได้รับอภิสิทธิ์ล้นเหลือกว่านักโทษเดียวกัน  และได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน  ตั้งแต่ตวามเป็นอยู่ที่สุขสบาย  และได้สิทธิพิเศษการจัดรายการทีวีผ่านเรือนจำ  เมื่อได้รับอภิสิทธิ์  แต่ก็ไม่โปร่งใส  เพราะชะตาชีวิตยังอยู่ในเคราะห์เหตุที่ยังค้างคา  และอยู่ในช่วงมรสุม  ที่จะต้องเผชิญปัญหา  อย่างต่อเนื่อง

ซินแสเข่ง  วิเคราะห์ถึงดวงชะตาของ  “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”  ว่า  ในดวงชะตานั้นมีพฤติกรรมที่มีผลกระทบให้เบียดเบียนตนเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ  มาจากการกระทำของตนเอง  ตลอดจนพฤติกรรมที่เป็นคนดื้อรั้นอยากรู้อยากเห็น  ช่างซักช่างถาม  แต่มักจะใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง  ในชีวิตเป็นบุคคลที่มีเหตุการทำลายทรัพย์ของตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน  ด้วยเหตุนี้  ทั้งรอบปีของตนเอง  รอบปีของปี  2564  และรอบอายุ  ที่เข้าเคราะห์จึงทำให้การที่ได้รับอภัยโทษนั้นกลายเป็นครหา   ที่ทำให้มีจุดด่างพร้อยของการพักโทษครั้งนี้ที่ทำให้เรื่องไม่จบ

พม่าแค้น เขย่าธุรกิจจีนสัญญาณจลาจล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461110

พม่าแค้น เขย่าธุรกิจจีนสัญญาณจลาจล

15 มีนาคม 2564 – 10:52 น.

เมียนมาประกาศกฎอัยการศึกในย่างกุ้ง หลังเหตุเผาโรงงานทอผ้าจีน ส่งสัญญาณกลียุค 

++
วันอาทิตย์นองเลือด 14 มี.ค.2564 มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 ราย ในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเผด็จทหารเมียนมาทั่วประเทศ และช่วงบ่ายวันเดียวกัน เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานทอผ้าหลายแห่ง ในเขตอุตสาหกรรมไหล่ต่าหย่า กรุงย่างกุ้ง 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ส่องเมียนมา วัดใจ “20 กองกำลัง” สู่สงครามประชาชน

พม่าแค้น เขย่าธุรกิจจีนสัญญาณจลาจล

สถานทูตจึน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทหารจัดการคนเผาโรงงาน

สำนักข่าว Myanmar Harp Media รายงานว่า ช่วงเวลาบ่ายโมง ได้เกิดเพลิงไหม้โรงงานทอผ้า 2 แห่ง และมีผู้มีเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง    

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า มีกลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์มากกว่า 20 คน เข้าจุดไฟเผาโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า 2 แห่ง คือ Global Fashion และ Tsang Yih ซึ่งลงทุนโดยชาวจีน และชาวไต้หวันตามลำดับ     

พม่าแค้น เขย่าธุรกิจจีนสัญญาณจลาจล

ทางการเมียนมา ประกาศกฎอัยการศึก 2 อำเภอ

ตกค่ำ สถานทูตจีนประจำเมียนมา ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ตำรวจเมียนมาดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่มีประสิทธิภาพกับบริษัท และบุคลากรของจีนในเมียนมา รวมถึงสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายก่อความรุนแรง     

สถานทูตจีนได้อธิบายให้ทราบว่า จีนได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในเมียนมา สร้างงานให้กับคนท้องถิ่นมากกว่า 4 หมื่นตำแหน่ง การทำลายธุรกิจของจีน ก็เท่ากับทำลายผลประโยชน์คนเมียนมาเอง จึงเรียกร้องให้ชาวเมียนมาแสดงความต้องการในกรอบกฎหมาย ไม่หลงเชื่อคำยุยงปลุกปั่นที่บ่อนทำลายความร่วมมือที่เป็นมิตรระหว่างจีน-เมียนมา    

พม่าแค้น เขย่าธุรกิจจีนสัญญาณจลาจล

เหตุเพลิงไหม้โรงงานทอผ้าของชาวจีน

เวลา 23.00 น. (เวลาท้องถิ่น) วันเดียวกัน สภาบริหารภาครัฐ (SAC) ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ในพื้นที่ อ.ไหล่ต่าหย่า และ อ.ฉ่วยปยีต่า กรุงย่างกุ้ง เพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในเขตอุตสาหกรรมไหล่ต่าหย่า และสนองตอบข้อเรียกร้องของสถานทูตจีน ที่ให้ดำเนินมาตรการที่เข้มข้น เพื่อดูแลภาคธุรกิจของจีน    

มีข้อน่าสังเกตจากโซเชียลชาวเมียนมา ปรากฏว่า มีคนบางกลุ่มเรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงปฏิบัติการตอบโต้แหล่งผลประโยชน์ของชาวจีน เนื่องจากพวกเขามองว่า กองทัพเมียนมาได้รับการหนุนช่วยจากจีน จึงกล้าที่จะลงมือเข่นฆ่าประชาชน    

ก่อนหน้านั้น สถานทูตจีนในเมียนมา ได้เรียกร้องให้สภาบริหารภาครัฐ (SAC) เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยท่อส่งน้ำมันและก๊าซ ที่เริ่มต้นจากยะไข่ ผ่านตอนกลางประเทศเมียนมาไปมณฑลยูนนาน เนื่องจากมีการโพสต์ในโซเชียลให้ผู้ประท้วงไปเผาท่อส่งน้ำมันและก๊าซดังกล่าว

ม็อบทิพย์ ‘คน’ หายไปไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461074

ม็อบทิพย์’คน’ หายไปไหน

14 มีนาคม 2564 – 17:50 น.

ม็อบแผ่ว คนหายไปไหน สาเหตุมาจากเกิด “ม็อบผู้ใหญ่” กับ “ม็อบเด็ก” ต่างรุ่นต่างวิธีคิด

เหมือนจะหักปากกาเซียน เพราะเมื่อปลายปีที่แล้ว บรรดานักวิเคราะห์การเมือง และนักการข่าว ต่างฟันธงว่า ต้นปีนี้ ม็อบราษฎรจะแข็งแกร่ง และสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลประยุทธ์

ผ่านมา 2 เดือน ปรากฏว่า คนเกลียดรัฐบาลประยุทธ์ คนไม่พอใจระบอบเก่า ไม่ได้ลดจำนวน แต่ม็อบกลับมีคนร่วมน้อยลง 

คนหายไปไหน? คนเบื่อม็อบ? อาจมาจากความขัดแย้งในฝ่ายประชาธิปไตย มีการทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเงินบริจาค เรื่องทรยศหักหลัง และเวทีคลับเฮาส์ กลายเป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่ 

“บก.ลายจุด” หรือสมบัติ บุญงามอนงค์ ให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์เกี่ยวกับภาพรวมการชุมนุมของกลุ่มราษฎรว่า หลังแกนนำม็อบราษฎรหลายคนถูกคุมขัง จึงขอแนะให้มีการทบทวนรูปแบบ ปรับขบวนใหม่ รวมถึงต้องลดความเร่าร้อน และลดความถี่ในการจัดชุมนุม 

ดูเหมือนว่า บก.ลายจุด จะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์สันติวิธี และการทำงานแนวร่วม

ปีที่แล้ว ช่วงม็อบพีคๆ “บก.ลายจุด” มองเห็นจุดอ่อนบางประการ จึงเสนอว่า การยกระดับแม้สร้างแรงกดดันได้ แต่ถ้าทำลายแนวร่วมและทำลายความชอบธรรม จะเป็นการยกระดับที่นำไปสู่ความถดถอยและพ่ายแพ้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงนี้ แยกออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจนคือ ม็อบผู้ใหญ่ กับม็อบเด็ก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
มายาม็อบ จบแล้ว ‘แดงก้าวหน้า’

ม็อบผู้ใหญ่

กิจกรรม “เดินทะลุฟ้า” จากขอนแก่น ถึงกรุงเทพฯ ได้แปรสภาพเป็น “หมู่บ้านทะลุฟ้า” ปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาล คู่กับ “หมู่บ้านบางกลอย” ไปจนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลาออก และข้อเรียกร้องอื่นๆ ทั้งหมดจะบรรลุ 

พูดง่ายๆว่า ม็อบทะลุฟ้า ที่กำเนิดมาจากเครือข่าย People Go Network เอ็นจีโอ, นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน และนักวิชาการบางกลุ่ม ผนึกกำลังกลุ่ม Unme of anarchy วางยุทธศาสตร์ชุมนุมยืดเยื้อ เหมือนสมัยม็อบสมัชชาคนจน  

ที่เรียกว่า “ม็อบผู้ใหญ่” เนื่องจากแกนนำหมู่บ้านทะลุฟ้า และหมู่บ้านบางกลอย เป็นเอ็นจีโอสายไม่เอาเผด็จการทหาร 

ม็อบทิพย์'คน' หายไปไหน

                                    หมู่บ้านทะลุฟ้าข้างทำเนียบ

ฉะนั้น ในวันที่มีการเดินทะลุฟ้า จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาทำเนียบรัฐบาล จึงได้ออกข้อตกลงขบวนทะลุฟ้าคือ เดินด้วยแนวทางสงบ ไม่ปะทะ ไม่ยั่วยุ ไม่พกพาอาวุธทุกชนิด ไม่ว่าจะพกติดตัว หรือพกไว้ในรถ

ที่สำคัญ ข้อตกลงในการปราศรัย เราจะปราศรัยในเชิงหลักการ ข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยไม่ด่าทอหรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะเรากำลังต่อสู้กับโครงสร้างที่กดทับประชาชน

แม้จะมีกลุ่มอาชีวะไม่เอาเผด็จการ มาร่วมแจม แต่เจอข้อตกลงข้างต้น ก็งานกร่อย และไม่กล้าฝืนมติผู้ใหญ่ของ 2 หมู่บ้าน 

ม็อบทิพย์'คน' หายไปไหน

                                              ม็อบสองหมู่บ้าน

ม็อบเด็ก

กลุ่ม REDEM เกิดมาจากกลุ่มเยาวชนปลดแอกได้พูดคุยกัน และตัดสินใจเคลื่อนไหวที่มวลชนร่วมกันเป็นเจ้าของในชื่อ “REDEM-ประชาชนสร้างตัว” ซึ่ง REDEM ในที่นี้ย่อมาจาก RESTART DEMOCRACY สร้างประชาธิปไตยให้เกิดใหม่อีกครั้งไปด้วยกัน

มีคนเสนอว่า “ถ้าจะทำม็อบ REDEM ม็อบหน้าศาล แสดงความโกรธ ก็ทำไป แต่ในขณะเดียวกัน ควรถอยกลับไปทำม็อบในมหาวิทยาลัย ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อดึงคนเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบให้มากที่สุด”

เหมือนเยาวชนซ้ายใหม่ จะไม่ฟังผู้ใหญ่พูด เพราะพวกเขาเชื่อว่า “ถ้าต้องการกอบกู้ประชาธิปไตยกลับมา การปฏิวัติโดยประชาชนเท่านั้นที่จะสามารถกอบกู้เศษซากของประชาธิปไตยในไทยได้”

การที่เพื่อนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ กระตุ้นพวกเขาให้โกรธแค้น และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ “แรง” และท้าทาย  

ล่าสุดผลโหวต REDEM จาก 11,745 เสียงเลือกชุมนุมใหญ่ 20 มี.ค.2564 โดยรายละเอียดของการชุมนุม คงมีการแจ้งในสัปดาห์หน้านี้

ม็อบรีเด็ม ได้ก้าวข้ามประยุทธ์ไปแล้ว พวกเขามีข้อเรียกร้องเดียว และจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ต้องก่อการปฏิวัติโดยประชาชนเท่านั้น

ม็อบทิพย์'คน' หายไปไหน

                                 ม็อบรีเด็ม นัดหมาย 20 มี.ค.2564

‘โหรฟองสนาน’ เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(3) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461071

‘โหรฟองสนาน’ เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(3)

14 มีนาคม 2564 – 16:22 น.

“โหรฟองสนาน” เผยเริ่ม 29 มีนาคม 2564-ผลของพฤหัสบดีจร ย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(3) คนลัคนาราศีสิงห์ กันย์ ตุลย์

“โหรฟองสนาน” เปิดเผยคำทำนายผ่านบทความ แม่หมอสมัครเล่นตอนที่ 367 โดยฟองสนาน จามรจันทร์ เริ่ม 29 มีนาคม 2564 – ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี (3)

พฤหัสบดีจร(5) ย้ายจากราศีมังกรเข้าไปเดินในราศีกุมภ์เริ่ม 29 มีนาคม – 27กันยายน 2564 (มีเดินผิดปกติ)

มฤตยูจร(0) เดินอยู่ในราศีเมษ/พระราหูจร(8) เดินอยู่ในราศีพฤษภ/พระเสาร์จร(7)เดินอยู่ในราศีมังกร

'โหรฟองสนาน' เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(3)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘โหรฟองสนาน’ เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(2)

ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 มาแล้วที่พฤหัสบดีจร(5) หัวหน้าดาวดีหรือศุภเคราะห์ดวงสำคัญี่สุดเข้ามาเดินในราศีมังกร

ครั้นตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปพฤหัสบดีจรมีกำหนดจะย้ายไปเดินในราศีกุมภ์ และจะอยู่ที่นี่จนถึงวันที่ 27กันยายน 2564 แม้ระหว่างนี้จะมีเดินผิดปกติ-คาดหมายยาก แต่เพราะจากที่เป็นดาวสำคัญผู้เขียนจึงขอทำนายผลของพฤหัสบดีจรที่จะมีต่อทุกลัคนาราศีให้ทราบพอเป็นแนวทาง(ต่อ)

โดยสัปดาห์นี้จะเป็นเรื่องของชาวลัคนาราศีสิงห์ กันย์และตุลย์ ดังต่อไปนี้

7. ลัคนาสถิตราศีสิงห์ ได้อะไรแบบง่าย-นิ่มขึ้น

ตั้งแต่ประมาณกันยายน 2563 มาแล้วท่านที่ลัคนาสถิตราศีสิงห์เจอเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน นายจ้าง ผู้บังคับบัญชา โยงไปถึงต้องเปลี่ยนที่ทำงาน การเดินทาง บางคนเปลี่ยนบ้านที่ดินรถเก่ง หรือเรื่องเรียนเป็นไปถึงปลายมีนาคม 2565) ต่อจากนั้นก็เจอเข้ากับปรากฎการณ์ต้องต่อสู้ดิ้นรน-แก้ปัญหาชีวิตเพื่อให้ได้โชคใหญ่ของชีวิต-เมื่อได้แล้วก็เกิดปัญหาให้แก้ไข-แก้ไขแล้วได้สลับกันอยู่อย่างนี้ แต่สรุปสุดท้ายแล้วก็ได้ เช่น

บางคนหยุดงานเดิม บางคนได้งานใหม่ บางคนเจรจาหนี้กับสถาบันการเงินมานานจนเหนื่อยใจเพราะติดระเบียบอ้างโน่นนี่แต่ในที่สุดก็ได้ลดต้นและดอก หรือบางคนได้หนี้ดีก้อนใหญ่ เช่น ทุนเรียนต่อแต่มีภาระต้องกลับมาชดใช้หรือบางคนเอาเงินฝากค้ำหนี้เพื่อเอามาลงทุน โดยตัวอย่างที่ทำเอาผู้เขียนอ้าปากค้างจากการได้ดีเรื่องแก้ปัญหาสุขภาพคือเจ้าชะตาป่วยด้วยโรคค่อนข้างหายาก ช่วงนี้ที่กำลังสิ้นหวังกลับได้พบแพทย์คนเก่าที่เคยรักษาให้เมื่อสามสิบปีที่แล้ว(รอบพระเสาร์จร) ที่บัดนี้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญกลับมาดูแลอีกครั้งแถมบอกว่าโรคนี้แม้ไม่ง่ายแต่มีวิธีรับมือ เป็นต้น

หลังจากผ่านการสู้หนักมาแล้วระยะหนึ่งครั้นตั้งแต่ระหว่าง 29 มีนาคม2564 – 27กันยายน 2564 เป็นระยะที่พวกท่านส่วนใหญ่(มียกเว้น)จะไม่ต้องต่อสู้หนักเท่าเดิมอีกแล้ว แต่จะเริ่มปรากฎการณ์ได้โชคลาภ แบบง่ายๆ เพราะปัญญาของพวกท่านตามโฉลก…ลาภโดยหมาย ได้ง่ายดายด้วยปัญหา..หรือไม่คงจะเป็นระยะที่หลังจากต่อสู้อย่างหนักมาแล้วพวกท่านจะได้ผลดีหรือลาภง่าย ๆ จากการต่อสู้นั้น

ลาภที่คาดว่าจะได้รอบนี้จะเป็นเรื่องความสุขสมหวังใหม่ ความหวังใหม่ หรือได้จากสิ่งเก่าที่เสียหาย-จากไปแล้วเช่นหมอคนเก่าหรือมรดกเก่า หรือจากแดนไกล ที่เกี่ยวโยงไปถึงเพื่อน หรือรายได้พิเศษ หรือสังคมใหม่เช่น บางคนได้แฟนแดนไกล หรือแฟนเก่ากลับมาเป็นแฟนกันใหม่ ซึ่งหากมีเกณฑ์อื่นเสริมอาจถึงขั้นแต่งงานรอบนี้ บางคนได้กลับไปเรียนมหาวิทยาลัยเดิมที่หยุดไปเพราะโควิด-19 บางคนได้ไปทำงานกับบริษัทหรือนายจ้างคนใหม่ที่ต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด ทั้งหมดนี้ผลคือจะพบเพื่อนหรือสังคมใหม่ หรือมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้น

8. ลัคนาสถิตราศีกันย์ ปัญหา-อุปสรรค-หนี้สินแทรกเข้ามา

ท่านที่ลัคนาสถิตราศีกันย์(ส่วนใหญ่)เพิ่งออกจากทุกข์ใหญ่หรือภาระหนัก(ที่เล่นงานมาตั้งแต่ธันวาคม 2560) เพื่อนำ-พลิกชีวิตสู่สิ่งใหม่-อนาคต-ความหวังใหม่มาตั้งแต่ประมาณธันวาคม 2563 แล้ว ซึ่งหากผู้เขียนพบท่านที่ลัคนาสถิตราศีนี้ก็จะย้ำให้อย่าหันรีหันขวางขอให้กล้าเลือกทางใหม่ แม้เลือกแล้วอาจจะได้ผลเพียงกลาง ๆ -เครียด-แถมเป็นจังหวะที่จะได้ลาภชั่ว หรือลาภจากทุกข์แต่เชื่อว่าพวกท่านคงจะผ่านการกลั่นกรองดีแล้วจึงเลือกตามบุคลิกโดยรวมของคนราศีนี้ เช่น

บางคนยอมส่งคนป่วยจากบ้านไปอยู่สถานพยาบาลให้ไปอยู่ในความดูแลของมืออาชีพ บางคนรำคาญลูกน้องตัดสินใจเลิกจ้างเปลี่ยนเอาคนใหม่ทันสมัยกว่าเข้ามาทำแทน บางคนสร้างโรงงานเพิ่ม บางคนเลือกทางสึกหลังจากบวชมานาน ฯลฯ

ส่วนลาภชั่ว ที่พวกท่านมีโอกาสได้ตามตำราไปจนถึงประมาณปลายมีนาคม 2565 ที่ผู้เขียนเริ่มเห็นคือบางคนมีกำหนดหลุดจากเครดิตบูโร (ที่ทุกข์-ชั่วเซ็นต์อะไรไม่ได้มาสามปี) บางคนได้มรดกแถมหนี้ บางคนได้เงินเพราะชนะคดีที่สู้มานาน เป็นต้น

ท่ามกลางสองปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ต่อไป แต่ระหว่าง 29 มีนาคม -27 กันยายน 2564 พวกท่าน(ส่วนใหญ่-มียกเว้น)อาจจะมีปัญหาหรือหนี้สินหรือ สุขภาพที่เกี่ยวพันกับการเงินให้ต้องแก้ไขโดยมีพื้นฐานจากกงสี หรืองานกิจการ หรือบ้านที่ดินรถเก่ง หรือการเรียน หรือคู่ครอง หรือหุ้นส่วน รวมทั้งลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นอาจจะมีคนป่วยให้ต้องดูแลใช้เงิน หรือลูกน้องหรือสัตว์เลี้ยงป่วย หรืองานติดระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายเช่จะสร้างโรงงาน-บ้านติดระเบียบ มีข้อขัดข้อง เป็นต้น

ไม่ว่าจะติดปัญหาอะไรของชีวิตช่วงนี้ตำราบอกว่าจะมาจากผู้หญิงตามโฉลก..หญิงมายา ใส่โทษาให้วุ่นวาย..แต่อีกตำราบอกว่าเป็นระยะที่จะได้ลูกน้องดี(คนละอย่างกับป่วย เพราะดีแล้วป่วยก็มี) และสุขภาพของพวกท่านส่วนใหญ่จะสมบูรณ์ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย

9. ลัคนาสถิตราศีตุลย์ ชะตาฟื้นชั่วคราว อารมณ์แจ่มใสขึ้น โชคชัยแทรกเข้ามาให้มีความหวัง

ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ประมาณกันยายน 2563 เป็นต้นมาท่านที่ลัคนาสถิตราศีตุลย์ส่วนใหญ่(มียกเว้น) เจอเรื่องหนัก ๆ ทั้งกับอารมณ์ที่หม่นเศร้า หรือ แฟนจากไป หรือได้แฟนเก่ากลับมา(เคยเจอกันหลายสิบปีก่อนหน้านี้ก็มี) บางคนก็ได้แฟนแดนไกล หรือบางคนลูกป่วย ฯลฯ  ตามติดด้วยปรากฎการณ์ที่ทุกข์หนักอึ้งในชีวิตที่ต้องแบกภาระไปอีกนานเพื่อสร้าง-เปลี่ยนฐานะหรืออาณาจักรใหม่ของชีวิต(คือบ้าน-ที่ดิน-รถเก่ง-การเรียน-กิจการ) เพื่อทำความมั่นคงให้ได้ในรอบนี้แทรกเข้ามาเช่น

บางคนต้องวางแผนย้ายฐานธุรกิจเพราะเจอคู่แข่งที่มีอิทธิพลในพื้นที่เดิม-บางคนจะลงทุนอสังหาฯ ครั้งใหญ่ บางคนพื้นฐานในบ้านเปลี่ยนเพราะบุพการีจากไปไม่คาดฝัน บางคนเรียนเกรดไม่ดี หรือบางคนเกษียณจากงานทำใจไม่ได้วอแวให้ครอบครัวมีปัญหา ฯลฯ

แต่ไม่ว่าพวกท่านส่วนใหญ่จะเจอมาหนักแค่ไหนข่าวดีคือระหว่าง 29 มีนาคม-27 กันยายน 2564 ชะตาจะฟื้นชั่วคราว ทำอะไรใหม่ ๆ หรือแก้ปัญหาอะไรเริ่มเข้าเป้าเพราะฝีมือตามโฉลก…เพราะปรีชา ได้ลาภาโดยสบาย…และอีกตำราบอกว่าจะเป็นจังหวะได้ลูกหรือแฟนจากแดนไกล ได้ผลดีในการเพิ่มรายได้จากการเก็งกำไร หรือการเสี่ยง เจริญรุ่งเรือง และมีโชคดี หรือไม่ก็อาจได้เซ็นต์สัญญาใหม่ ๆ

สำคัญอารมณ์จะแจ่มใสขึ้นชั่วคราว หรือเคยเห็นมาเข้าข่ายปลงตก หรือได้คิด แม้จะวูบวาบ

(ยังมีต่อ)

ฟองสนาน จามรจันทร์

12 มีนาคม 2564

ส่องเมียนมา วัดใจ ’20 กองกำลัง’ สู่สงครามประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461065

ส่องเมียนมา วัดใจ ’20 กองกำลัง’สู่สงครามประชาชน

14 มีนาคม 2564 – 15:01 น.

คนพม่าเรียกหา “กองทัพประชาชน” ตอบโต้เผด็จการทหาร “20 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์” เป็นความหวังได้หรือไม่?

สถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนนในเมียนมา ดูเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ หลังมีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามของตำรวจและทหารมากกว่า 70 รายแล้ว มินับการจับกุมผู้ชุมนุมหรือสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ถูกบังคับให้สูญหาย ถูกทรมาน หรือถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย 

ขณะเดียวกัน ประชาชนเมียนมาที่สู้ด้วยมือเปล่า รู้สึกไร้หนทางสู้ จึงเรียกร้องให้ยูเอ็นส่ง “กองกำลังต่างชาติ” เข้ามาปกป้องผู้บริสุทธิ์ให้รอดพ้นจากการปราบปรามเข่นฆ่า 

ล่าสุด คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) ที่เป็นตัวแทน ส.ส.สหภาพ 900 กว่าคนที่ได้รับเลือกจากประชาชน ได้ประกาศแต่งตั้ง มานวินคายตาน (Mann Win Khaing Than) อดีตประธานสภาสูง เป็นรักษาการประธานาธิบดีเมียนมา

มานวินคายตาน ได้กล่าวกับประชาชนเมื่อค่ำวันที่ 13 มี.ค.2564 สรุปได้ว่า การลุกฮือครั้งนี้เป็นโอกาสสำหรับพวกเราทุกคนที่จะร่วมมือกันจัดตั้งสหภาพประชาธิปไตยแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นปณิธานของพี่น้องชาติพันธุ์ทุกคน

เฉพาะหน้า คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) จะเตรียมการเรื่องรักษาความปลอดภัย และปกป้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ยอดศึก’นำ10 ชาติพันธุ์หยุดเผด็จการทหาร

ชาติพันธุ์ฝ่ายตะวันตก

วันที่ 11-12 มี.ค.2564 เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ในฐานะรักษาการประธานคณะทำงานกระบวนการสันติภาพ (PPST) ซึ่งประกอบด้วยผู้นำกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม ที่เซ็นสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) กับรัฐบาลเมียนมา ได้จัดประชุมออนไลน์ปรึกษาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองหลังรัฐประหาร ครั้งที่ 2 

ส่องเมียนมา วัดใจ '20 กองกำลัง'สู่สงครามประชาชน

                                  เจ้ายอดศึก ผู้นำไทใหญ่ใต้

เจ้ายอดศึก แถลงผลการประชุมที่ไม่ได้แตกต่างจากครั้งแรกมากเท่าใดนัก โดย 10กลุ่มชาติพันธุ์ ยังสนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชน ที่ออกมาต่อต้านระบอบเผด็จการ และการเข้ามายึดอำนาจของกองทัพเมียนมาหรือตั๊ดมะด่อ

นอกจากนี้ 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการประสานงานกับต่างประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านั้น ดร.ซาซ่า ตัวแทนของคณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) ออกข่าวว่า จะขอเข้าพบเจ้ายอดศึก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง

1.สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) หรือกองทัพไทใหญ่ใต้ มีที่มั่นใหญ่อยู่ดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้ ตรงข้าม จ.เชียงใหม่ ทหารไทใหญ่ใต้ น่าจะมีกำลังพลประมาณ 10,000 นาย 

2.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) แยกเป็น 7 กองพลน้อย ประมาณ 5,000-8,000 นาย กระจายกำลังอยู่ในเขตรัฐกะเหรี่ยง บริเวณแนวชายแดนเมียน-ไทย จากกาญจนบุรี, ตาก และแม่ฮ่องสอน 

3.องค์กรปลดปล่อยชาติปะโอ(PNLO) มีที่มั่นอยู่แถวเมืองปั่น แขวงลางเคอ รัฐฉานตอนใต้ มีกำลัง 2,000 คน 

4.กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตย หรือกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) มีกำลังประมาณ 5,000 นาย 

5.แนวร่วมแห่งชาติชิน(CNF) มีกำลังพล 3,000 นาย เคลื่อนไหวในพื้นที่รัฐชิน

6.แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า (ABSDF) เป็นกองกำลังนักศึกษารุ่น 1988 มีกำลังพลประมาณ 2,000 คน 

7.พรรคปลดปล่อยอาระกัน (ALP) ไม่ใช่กองทัพอาระกัน (AA) มีที่มั่นอยู่ในรัฐชิน 

8.สภาแห่งชาติกะเหรี่ยงสันติภาพ (KNU/KNLA-PC) แยกมาจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง มีกำลัง 3,000 นาย 

ส่องเมียนมา วัดใจ '20 กองกำลัง'สู่สงครามประชาชน

                        มูตู เซพอ ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

9.พรรครัฐมอญใหม่ (NMSP) อยู่ในรัฐมอญ มีกำลังประมาณ 1,000 นาย 

10.สหภาพประชาธิปไตยลาหู่(LDU) มีพื้นที่เคลื่อนไหวใน 9 เมือง รัฐฉานตะวันออก มีกำลังประมาณ 2,000 นาย

ในพื้นที่ภาคใต้ของเมียนมา ยังมีกองกำลังชาติพันธุ์ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเจรจาหยุดยิงอีก 1 กลุ่มคือ กองทัพก้าวหน้าแห่งชาติกะยา (KNPP) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนดอยยามู รัฐกะยาหรือรัฐกะเรนนี ตรงข้าม อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

ส่วนกลุ่มกะยาดาวแดง (KNPLF) และกลุ่มกะยาดาวขาว(KNSO) ได้แปรสภาพเป็นกองกำลังป้องกันชายแดน (BGF) ดูแลในพื้นที่รัฐกะยาหรือรัฐกะเรนนี ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน

ชาติพันธุ์ฝ่ายจีน

ระหว่างวันที่ 11-13 มี.ค.2564 กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ได้เปิดยุทธการโจมตีค่ายทหารเมียนมา ที่เมืองผาก้าน และเมืองโมก้อง แขวงมิตจีน่า ซึ่งโฆษกกองทัพ KIA แถลงว่า เป็นการตอบโต้กองทัพเมียนมา ที่ใช้กำลังปราบปรามประชาชน

นับว่าเป็นครั้งแรกที่กองทัพเอกราชคะฉิ่น ได้แสดงท่าทีและจุดยืนทางการเมือง ขณะที่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ในภาคเหนือ ในนาม “คณะกรรมการเจรจาทางการเมือง” (FPNCC) ยังคงสงวนท่าที ไม่มีปฏิกิริยาใดๆต่อการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชน

ส่องเมียนมา วัดใจ '20 กองกำลัง'สู่สงครามประชาชน

                          เอ็ม ปาละ ผู้นำองค์กรเอกราชคะฉิ่น

สมาชิกของคณะกรรมการเจรจาทางการเมือง (FPNCC) ประกอบด้วย 1.กองทัพสหรัฐว้า(UWSA) 2.กองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIA)  3.กองทัพสัมพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ(NDAA) หรือเมืองลา 4.กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา(MNDAA) หรือโกก้าง 5.กองทัพรัฐฉานก้าวหน้า (SSPP/SSA) หรือไทใหญ่เหนือ 6.กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และ 7.กองทัพอาระกัน (AA)

ส่องเมียนมา วัดใจ '20 กองกำลัง'สู่สงครามประชาชน

                             เปาโหยวเฉียง ผู้นำสหรัฐว้า

ทั้ง 7 กลุ่ม เป็นกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้เซ็นหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมา มีบางกลุ่มที่ได้เซ็นสัญญาในลักษณะหยุดยิง 2 ฝ่าย 

เขตปกครองพิเศษของกลุ่ม FPNCC อย่างน้อย 4 กองกำลังนั้น ติดชายแดนเมียนมา-จีน โดยแกนหลักของกลุ่ม FPNCC ในภาคเหนือ ก็คือ เปา โหยวเฉียง ผู้นำสหรัฐว้า และเอ็ม ปาละ ผู้นำองค์กรเอกราชคะฉิ่น ซึ่งมีความสนิทกับจีนเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐว้า และองค์กรเอกราชคะฉิ่น ยังไม่มีคำประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะยืนอยู่ฝั่งไหน ระหว่างกองทัพเมียนมา กับพรรคเอ็นแอลดี

ปฏิบัติการ ถอดชิปในสมอง นักเรียนเลว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460937

ปฏิบัติการ ถอดชิปในสมอง นักเรียนเลว

14 มีนาคม 2564 – 11:15 น.

จะบริหารการศึกษาอย่างไร เมื่อว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองว่า “เด็กถูกฝังชิปในสมอง ให้ชังชาติ”…บทวิเคราะห์ โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นบุคคลที่กำลังถูกจับตามองว่า จะได้นั่งกระทรวงใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ แทน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งต้องหลุดจากตำแหน่ง เพราะศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกคดีการชุมนุมกับ กปปส.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “ชัยวุฒิ” เผย ได้ตำแหน่ง รมต. แน่นอน ผู้ใหญ่ใน พปชร.แจ้งแล้ว

ประวัติของ นายชัยวุฒิ เริ่มเล่นการเมืองระดับชาติ ในปี 2544 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สิงห์บุรี สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทย ต่อมาถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังพ้นโทษ ลงสนามเลือกตั้งอีกครั้ง ในปี 2557 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นกลับเป็นโมฆะ ปิดท้ายด้านการรัฐประหารในเดือน พ.ค.2557

มาเริ่มต้นใหม่กับพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 ใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองเรียกได้ว่า พร้อมชนได้ทุกเมื่อ โดยพร้อมชนทั้งคนในพรรคเดียวกัน ต่างพรรค รวมถึงม็อบนักเรียน นิสิต นักศึกษา

เมื่อเดือน ธันวาคม 2563 นายชัยวุฒิ ในฐานะ ส.ส. ตั้งกระทู้ถาม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ในขณะนั้น เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว และเป็นที่มาของวาทะ

“การล้างสมองเด็ก ไม่ใช่แค่เพื่อต้องการล้มรัฐบาล แต่เขาต้องการล้มอะไรมากกว่านั้น ท่านก็ทราบ”

“เด็กเหล่านี้เขาไม่มีความรู้ความเข้าใจ เขาโดนล้างสมอง โดนฝังชิปในสมอง ให้ชังชาติ ให้ต่อต้านสังคม แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันยังไง”

พร้อมขอให้กระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มหลักสูตรเกี่ยวกับความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อไม่ให้เด็กถูกล้างสมอง ถูกยุยงปลุกปั่น เพราะบ้านเมืองจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ เด็กต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

หากมองแบบให้โอกาสกับทุกฝ่าย ที่ผ่านมา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ค่อนข้างเป็นมิตรกับกลุ่มนักเรียนเลว และมีประสบการณ์ด้านการศึกษาจากการเป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชน

ในส่วนของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งมาใหม่นั้น ก็มีผู้การันตีว่า เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการศึกษา โดยผ่านการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชน เช่นกัน แต่ในมุมมองที่มีต่อกลุ่มนักเรียนเลวนั้นก็เป็นอย่างที่ทราบ

ย้อนกลับไปคำถามที่ว่า ตลอดระยะเวลาของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาแค่ไหน หรือมองเห็นแค่เพียงว่า กระทรวงศึกษาเป็นกองกำลังที่ใช้ต่อสู้กับมวลชน กับกลุ่มนักเรียนเลวเท่านั้น

สังเกตได้จากที่ผ่านมา หลังจากที่มีการเลือกตั้ง รัฐมนตรีในกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเพียงผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไร้ทิศทาง ไร้ความสามารถในการบริหารการศึกษา

ไม่เคย เข้าถึง เข้าใจ และรับฟัง ข้อมูลและปัญหาที่แท้จริง จากบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ระยะเวลาที่ผ่านมา บุคคลเหล่านั้นเป็นเพียงหมอกควันที่มาปกคลุมและกัดกร่อน ให้การศึกษาของชาติค่อยๆ เลื่อมสลายไปกับการเมือง

เปิดความเห็นส่วนตัว “ทวีเกียรติ” ทำ “ประชามติ” ช่วงเวลาของการแก้รธน.ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461037

เปิดความเห็นส่วนตัว”ทวีเกียรติ”ทำ”ประชามติ”ช่วงเวลาของการแก้รธน.ได้

14 มีนาคม 2564 – 10:44 น.

เปิดความเห็นส่วนตน “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ” หลังวินิจฉัยให้รัฐสภาจัดทำรธน.ฉบับใหม่ได้ ระบุสามารถทำ “ประชามติ” ในช่วงเวลาของการแก้รธน.ได้

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ “รัฐสภา” มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้นั้น สำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ในตุลาการ เสียงข้างมาก 8 ราย ที่วินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ให้ทำประชามติก่อนว่าประชาชนต้องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากแล้วเสร็จต้องทำประชามติอีกครั้งว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ มีรายละเอียด ดังนี้

ประเด็นวินิจฉัย รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีการประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ แบ่งออกเป็น 16 หมวด และมีจำนวน 279 มาตรา โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายกำหนดรูปแบบของประเทศ และความสัมพันธ์ของกลไกน้อยใหญ่ในการบริหารกิจการบ้านเมือง และที่สำคัญเป็นเหมือนสัญญาประชาคม ที่จะยอมให้รัฐมีบทบาทในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้มากน้อยเพียงใดภายใต้เงื่อนไขอย่างใด

แต่กระนั้นในยามที่สถานการณ์บ้านเมือง หรือความต้องการของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจมีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญจึงต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ 2 ระดับ คือ ระดับที่สำคัญมาก จะกำหนดให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากมาก และในส่วนระดับที่ไม่มีผกระทบต่อรูปแบบของรัฐ หรือโครงสร้างทางการเมืองมากนัก จะกำหนดให้แก้ไขได้ในระดับที่ยากกว่าการแก้ไขกฎหมายทั่วไป โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ 

เหตุที่แยกเป็น 2 ระดับเช่นนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญนี้ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้มีการพัฒนาปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นไปโดยสุจริต ขจัดการทุจริตคอร์รัปชันให้ลดน้อยหรือหมดไป จึงมีความจำเป็นต้องสร้างกลไกต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้มีการดำเนินการไปสู่ผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว การแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญจึงกำหนดให้ต้องผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมจึงจะเกิดผล และให้มีการคำนึงถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการป้องกันมิให้ใช้เสียงข้างมาก โดยไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อยอย่างที่เคยปรากฏในอดีต

โดยในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 มีความมุ่งหมายกำหนดข้อห้ามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตลอดจนในบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ยังเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ของรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดรูปแบบการปกครองประเทศว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญมาตรา 256 มีความมุ่งหมายกำหนดหลักเกณฑ์ กระบวนการ และเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยการขอแก้ไขเพิ่มเติมอาจมาจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน โดยบทบัญญัติในลักษณะนี้ ได้บัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2475 มาตรา 63 และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ 

โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบางประการ เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย และให้ความสำคัญกับวุฒิสภาเพื่อให้ได้ความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐธรรมนูญย่อมสามารถจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ โดยต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้เท่านั้น

ในประวัติศาสตร์การแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแต่ฉบับปี 2475 จนถึงฉบับปี 2534 เป็นการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2534 (ฉบับที่ 6) ปี 2539 เพื่อเพิ่มหมวด 12 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่มาตรา 211 ทวิ ไปจนถึงมาตรา 211 เอกูนวีสติ โดยการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นและนำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นอำนาจของรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ ต่อมารัฐธรรมนูญ 2550 แม้ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องลงประชามติ แต่เป็นครั้งแรกที่มีกระบวนการที่ให้รัฐธรรมนูญลงประชามติโดยตรงจากประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันได้ผ่านการลงมติของประชาชนเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 จึงถือได้ว่าประชาชนชาวไทยเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล ฯลฯ ล้วนเป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น องค์กรเหล่านี้จึงมีอำนาจเท่าที่ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดโครงสร้างและกลไกทางการเมืองไว้ย่อมต้องสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญย่อมไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเอง โดยรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้มีองค์กรผู้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะให้มีการลงประชามติในประเด็นของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่มีการกำหนดให้มีการจัดทำประชามติในประเด็นของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (ประชามติ) เห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบางประเด็นมีความสำคัญหรือเปลี่ยนแปลงหลักการที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเคยกำหนดไว้ ยิ่งในกรณีที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เห็นว่า หลักการบางหลักการที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เช่น รูปของรัฐหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าห้ามแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่ากับเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนนั่นเอง

รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะบัญญัติไว้ในมาตรา 256 (8) ว่า จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในกรณีที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15 ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18-22/2555 ที่วินิจฉัยว่า “ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ในส่วนของวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 บัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเริ่มต้นการเสนอญัตติมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจาก ส.ส. หรือจากสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.-ส.ว.) หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันก็ตาม ญัตตินั้นจะต้องเสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ

แม้การพิจารณาเนื้อหาของการแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดนอกจากข้อห้ามแก้ไขหลักการตามมาตรา 255 แล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย ส.ส. และ ส.ว. เอง โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาและกระบวนการตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น มีกรณีฝ่าฝืนข้อห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 หรือไม่ หรือจะต้องดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในกรณีเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ ตามมาตรา 256 (9)

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐสภาย่อมมีหน้าที่และอาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่กระนั้นอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีลักษณะเป็นอำนาจที่แตกต่างจากอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกฎหมายที่เป็นอำนาจนิติบัญญัติตามปกติ เนื่องจากเป็นอำนาจสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐธรรมนูญอันเป็นที่มาของสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย 

ในกรณีเช่นนี้ รัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด ไม่อาจใช้อำนาจนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดข้อห้ามแก้ไขเพิ่มเติมหลักการพื้นฐานของประเทศ หรือดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีลักษณะเป็นการโอนอำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาไปให้องค์กรอื่นเป็นผู้กระทำการแทน (โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีอำนาจเด็ดขาดอิสระจากรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ได้

สรุปได้ว่า

1.รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการแก้ไขบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

2.การแก้ไขดังกล่าวจะต้องไม่กระทบหลักสำคัญ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 255

3.รัฐสภาเท่านั้นเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการ โดยอาจแต่งตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ได้ แต่มิใช่มอบอำนาจให้ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำเนินการอย่างเป็นอิสระเด็ดขาดจากรัฐสภา เพราะที่มาของ ส.ส.ร. ดังกล่าวแม้จะเป็นอย่างเดียวกับการได้มาซึ่ง ส.ส. แต่ ส.ส.ร. ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐสภา 

ดังนั้น เมื่อมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรงเพื่อมาทำหน้าที่เดียวกันอีก

4.ต้องดำเนินการทำประชามติในเรื่องที่แก้ไข

5.การขอความเห็นชอบให้ประชาชนลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจึงอาจตั้งเป็นคำถาม 2 ข้อ คือ

1) ท่านเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ หากตอบไม่เห็นชอบ ต้องตอบข้อ 2

2) หากท่านเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ท่านเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่แนบมาพร้อมนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักสำนึกว่า การมีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับได้ จะทำให้ความเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่มั่นคง เพราะอาจถูกยกเลิกทั้งฉบับได้ตลอดเวลา

อาศัยเหตุผลข้างต้น จึงมีความเห็นว่า รัฐสภาย่อมมีหน้าที่และอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการมาตรา 256 แต่จะโอนอำนาจดังกล่าวไปให้องค์กร เป็นผู้ทำแทนไม่ได้ ทั้งนี้รัฐสภาอาจแต่งตั้ง กมธ. หรือ ส.ส.ร. เพื่อดำเนินการดังกล่าวได้ 

ส่วนมาตรา 256 (8) ที่บัญญัติว่า “…ก่อนดำเนินการตาม (7) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ…” มิได้มีเจตนารมณ์ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนเสนอญัตติแต่ประการใด ดังนั้น การจัดให้มีการออกเสียงประชามติจึงสามารถทำได้ในช่วงเวลาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ที่มา..สำนักข่าวอิศรา

แค้นงูเห่า ‘ทอน’ ฟัด ‘หนู’ ฉีดวัคซีนไม่หาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460990

แค้นงูเห่า’ทอน’ ฟัด ‘หนู’ฉีดวัคซีนไม่หาย

13 มีนาคม 2564 – 13:20 น.

วัคซีนการเมือง “ธนาธร” ตามทะเลาะ “เสี่ยหนู” เหมือนมีปมแค้นฝังหุ่นเรื่อง ส.ส.สีส้มแปรพักตร์ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ควันหลงกรณีการสนทนาคลับเฮ้าส์ ห้อง “วัคซีนไทยควรไปต่อหรือพอแค่นี้” เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 12 มี.ค.2564 กลายเป็นประเด็นวิวาทะในกลุ่มกองเชียร์ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.กระทรวงสาธารณสุข กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า
    ระหว่างที่ “เสี่ยหนู” เล่าถึงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข กว่าจะได้วัคซีนมา และวางแผนจะฉีดวัคซีนกันอย่างไร  บรรยากาศในการสนทนาว่าด้วยวัคซีนล้วนๆ  และพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นการเมือง
    พลันที่ “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โผล่เข้าร่วมวงคลับเฮ้าส์ พร้อมกับการเริ่มต้นด้วยคำกล่าวหา “คุณอนุทิน ต้องพูดความจริง อย่าโกหกประชาชน” จากนั้น เสี่ยเอกก็ยกแผนการบริหารจัดการวัคซีน ที่หน่วยงานราชการ เสนอต่อกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงเดือน พ.ย.2563 มาร่ายยาวอีกรอบ

 แค้นงูเห่า'ทอน' ฟัด 'หนู'ฉีดวัคซีนไม่หาย

คลับเฮาส์วงแตก

    ข้างเสี่ยหนูโต้กลับ “ผมไม่มีทางโกหกประชาชน ผมต้องทำงานแล้วทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไป..” โดยบอกว่าเสี่ยเอกกอด “เอกสารเก่า” จากนั้นเสี่ยหนูก็ย่องเงียบออกจากห้อง ทำเอากองเชียร์เสี่ยเอก ฉวยเอาเรื่องนี้ไปเย้ยหยันในโซเชียล
    จะว่าไปแล้ว ตอนที่ “เสี่ยเอก” จุดประเด็นร้อนวัคซีนพระราชทานขึ้นมา ก็มีเป้าหมายเขย่ารัฐบาลประยุทธ์ พ่วงด้วยชำระแค้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งชั่วโมงนี้ มีอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ไปรวมตัวอยู่ในค่ายสีน้ำเงินมากถึง 14 คนแล้ว

 แค้นงูเห่า'ทอน' ฟัด 'หนู'ฉีดวัคซีนไม่หาย

ธนาธรยังเกาะติดเรื่องวัคซีน

++
งูเห่าล็อตแรก
++
    มาลำดับความขัดแย้งในพรรคอนาคตใหม่ ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “งูเห่าสีส้ม” อีก 3-4 ระลอกตาม
    เริ่มจากการโหวตพระราชกำหนดโอนกำลังพลและงบประมาณบางส่วน ในกองทัพบก กองทัพไทย ไปยังส่วนราชการในพระองค์ ปรากฏว่า มี 4 ส.ส.โหวตสวนมติพรรค ประกอบด้วย ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่, กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี ,จารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี
    ตามมาด้วยการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่ง กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี โหวตสนับสนุนรัฐบาล ขณะที่มติพรรคให้โหวตงดออกเสียง 
    จากนั้นไม่นาน พรรคอนาคตใหม่ มีมติขับ ส.ส. 4 คน ออกจากพรรค ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 จึงย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วนอีก 3 คน ได้แยกย้ายกันไปอยู่พรรคพลังท้องถิ่นไท และพรรคพลังประชารัฐ 
    ต้นปี 2563 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ และมีการจัดตั้งพรรคก้าวไกลรองรับ ส.ส. แต่กลับมี ส.ส. 9 คน ตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ 2 ส.ส.บัญชีรายชื่อคือ วิรัช พันธุมะผล และสำลี รักสุทธี พร้อมกับ ส.ส.เขตอีก 7 คน คือ เอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ เขต 1 ,กฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ เขต 2, ฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น เขต 1,กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1, ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. เขต 10, โชติพิพัฒน์ เตชะโสภนมณี ส.ส.กทม. เขต 23 และอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3
    จากกรณี 9 ส.ส.ล็อตใหญ่ ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง “เสี่ยเอก” กับ “เสี่ยหนู” เริ่มเมินหมางห่างเหิน
    อย่างที่รู้กัน เสี่ยหนูวางตัว “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ และสองพี่น้อง “ปริศนานันทกุล” แห่งอ่างทอง เป็นสะพานเชื่อมกับพรรคก้าวไกล และม็อบราษฎร แต่พฤติกรรม “พี่ใหญ่” ใจถึงพึ่งได้ ทำให้แกนนำพรรคสีส้มไม่ปลื้มพรรคสีน้ำเงินสักเท่าไหร่ 

++
งูเห่าซ่อนรูป
++
    สืบเนื่องจากการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ปรากฏว่า อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข มีคะแนนไว้วางใจ 275 ต่อ 201 งดออกเสียง 6 
    เหตุที่ “เสี่ยหนู” ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนมากที่สุดนั้น มีเสียงสนับสนุนมาจาก  4 ส.ส.พรรคก้าวไกล คือ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย ,เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย และขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี

 แค้นงูเห่า'ทอน' ฟัด 'หนู'ฉีดวัคซีนไม่หาย

เสี่ยหนู คู่กัดธนาธร 

    จากกรณีโหวตหนุนเสี่ยหนู พรรคก้าวไกลกลับไม่ลงโทษ ส.ส. เหมือนกรณี 4 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ด้วยการขับออกจากพรรค เพราะหากทำแบบนั้น ส.ส.ทั้ง 4 คน ก็หาพรรคสังกัดใหม่ได้ทันที
    แม้ คารม พลพรกลาง จะหลุดปากออกมาว่า ถ้าถูกพรรคขับออก ก็จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่ภายหลัง คารมก็กลับคำพูด โดยบอกว่า ยังไม่มีพรรคในใจ หากถูกขับออกจริง ก็ค่อยว่ากันอีกที
    ในทางการเมือง 4 ส.ส.ก้าวไกล ที่โหวตหนุนเสี่ยหนู ก็รู้กันอยู่แล้วจะไปสังกัดพรรคไหน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

‘ยอดศึก’ นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460939

‘ยอดศึก’นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

12 มีนาคม 2564 – 18:47 น.

เจ้ายอดศึก นำทัพ 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ประกาศศึกกองทัพเมียนมา สถาปนาสหพันธรัฐ

สำนักข่าว Tachileik News Channel รายงานว่า ระหว่างวันที่ 11-12 มี.ค.2564 มีการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนท์ ของคณะทำงานขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (PPST) ที่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA-S EAO) โดย 10 กลุ่มชาติพันธุ์ 

เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน ในฐานะประธาน PPST ได้แถลงผลการหารือว่า หลังรัฐประหาร มีการกดขี่ข่มเหงข้าราชการที่เข้าร่วมอารยะขัดขืน(CDM) มีการโจมตีผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดร้าย และจับกุมพลเรือนโดยพลการ

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพไทใหญ่ใต้ 

รัฐประหารเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง NCA อย่างร้ายแรง พวกเขาเพิกเฉยต่อ NCA และดำเนินการตามอำเภอใจ ไม่สนใจกระบวนการสร้างสันติภาพ  

ดังนั้น 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่เข้าร่วมข้อตกลงหยุด NCA จึงมีมติร่วมร่วม
1.ยุติการปกครองของเผด็จการ
2.กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์จะทำงานร่วมกันกับทุกชาติพันธุ์ เพื่อสร้างสหภาพสหพันธรัฐ

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

มูตู เซอพอ ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง 

สำหรับ 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่เห็นพ้องต้องกัน ประกอบด้วย 
1.แนวร่วมกลุ่มนักเรียนประชาธิปไตย (ABSDF)
2.พรรคปลดปล่อยรัฐยะไข่(ALP)
3.แนวร่วมชินแห่งชาติ (CNF)
3.กองทัพกะเหรี่ยงเพื่อประชาธิปไตย (DKBA)
4.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)
5.สภากะเหรี่ยงสันติภาพ) (KNU / KNLA PC)
6.องค์การปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ (PNLO)
7.สภากอบกู้รัฐฉาน /กองทัพรัฐฉาน(RCSS / SSA)
8.พรรครัฐมอญใหม่ (NMSP)
9.สหภาพประชาธิปไตยลาหู่ (LDU)
10.กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA)

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง

อนึ่ง องค์กรการเมืองและกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่มนั้น ได้เข้าร่วมหยุดยิงกับรัฐบาลเต็งเส่ง 8 กลุ่ม และอีก 2 กลุ่มเข้าร่วมสมัยรัฐบาลอองซานซูจี  

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

กองทัพไทใหญ่ใต้

ปล่อยผี ‘ทัพอาระกัน’ เกมมินอ่องหล่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460929

ปล่อยผี’ทัพอาระกัน’เกมมินอ่องหล่าย

12 มีนาคม 2564 – 17:08 น.

กลเกมมินอ่องหล่าย ดึง “กองทัพอาระกัน” เป็นแนวร่วม ปกป้องผลประโยชน์จีนในยะไข่

++
    สถานการณ์การเมืองในเมียนมา นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตำรวจ-ทหารใช้มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก
    ด้วยเหตุนี้ จึงมีกลุ่มผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องให้สหประชาชาติ แทรกแซงตามหลักการ R2P ในรูปแบบการใช้กำลังทหารแทรกแซง เพื่อช่วยเหลือปกป้องพลเรือนในเมียนมา
    Respossiblity to protect เรียกย่อๆ ว่า R2P ‘หลักการรับผิดชอบเพื่อการคุ้มครอง’ เป็นมาตรการที่ถูกร่างขึ้นมา เพื่อตอบสนองกับความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นในประเทศรวันดา และอดีตประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย 
    จะอย่างไรก็ตาม การนำกองกำลังทหารเข้ามาแทรกแซงในเมียนมา ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความซับซ้อนทางการเมืองอยู่เยอะ โดยเฉพาะมี “กองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์” มากกว่า 20 กลุ่ม กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศเมียนมา
    อย่างกรณี พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้กุมอำนาจในเมียนมา ได้ปลดป้าย “กลุ่มก่อการร้าย” ออกจากกองทัพอาระกัน สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารในเมียนมาพอสมควร
    ทั้งที่ออง ซานซูจี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ เคยเห็นด้วยกับการแขวนป้ายก่อการร้าย ซึ่งในการเจรจาสันติภาพปางโหลง ศตวรรษที่ 21 “ซูจี” ก็ไม่ได้เชิญตัวแทนกองทัพอาระกันเข้าร่วม เพราะเป็นองค์กรนอกกฎหมาย

++
สร้างแนวร่วม
++
    เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2564 คณะกรรมการต่อต้านก่อการร้ายสากล ในรัฐบาลทหารเมียนมาหรือสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ประกาศยกเลิกสถานการณ์เป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ขององค์กรสหสันนิบาตแห่งชาวอาระกัน (United League of Arakan : ULA) และกองทัพอาระกัน (Arakan Army : AA)
    ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2563 คณะกรรมการต่อต้านก่อการร้ายสากล กระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลอองซานซูจี ประกาศให้องค์กรสหสันนิบาติแห่งชาวอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) เป็นกลุ่มก่อการร้าย และองค์กรนอกกฎหมาย
    2 ปีมานี้ กองทัพอาระกัน(AA) เป็นดาวรุ่งในกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เนื่องจากมีปฏิบัติการทางทหาร ในรัฐยะไข่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดยุทธการร่วมกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และกองทัพโกก้าง (MNDAA) ในพื้นที่รัฐฉานเหนือ 
    องค์กรสหสันนิบาติแห่งชาวอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) มีผู้นำวัย 43 ปี ชื่อ พล.ต.ทุนเมี๊ยตไหน่ และมีสหายร่วมรบคือ ดร.โญทุนอ่อง รองผู้บัญชาการกองทัพอาระกัน ทั้งคู่จะไปไหนมาไหนด้วยอยู่เสมอ รวมถึงการเดินทางมาพบแนวร่วมชาวยะไข่ในเมืองไทย

 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย

พล.ต.ทุนเมี้ยตไหน่ 

    พล.ต.ทุนเมี้ยตไหน่ เป็นชาวยะไข่รุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากเมืองนอก เขามีความช่ำช่องในการทำงานแนวร่วมชาวยะไข่หรือชาวอาระกันในต่างประเทศ จึงได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างมากมาย จนพัฒนากองทัพอาระกันให้แข็งแกร่ง และต่อกรกับกองทัพเมียนได้

 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย

โญทุนอ่อง รอง ผบ.กองทัพอาระกัน

    เนื่องจากรัฐยะไข่ มีชาวจีนมาลงทุนทำธุรกิจเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการวางท่อก๊าซและน้ำมัน จากรัฐยะไข่ ผ่านมัณฑะเลย์ รัฐฉานเหนือ ข้ามพรมแดนจีนที่เมืองรุ่ยหลี่ มณฑลยูนนาน จึงมีชาวพม่าเริ่มรณรงค์แอนตี้จีน ในระหว่างการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา
    แหล่งข่าวในเมียนมาวิเคราะห์เกมปลดป้ายกลุ่มก่อการร้ายจากกองทัพอาระกัน ของกองทัพเมียนมา อาจเป็นเกมต่อรองให้กองทัพอาระกันช่วยดูแลผลประโยชน์ของจีนในรัฐยะไข่ 
    ปลายปีที่แล้ว จีนประสานงานให้ตัวแทนกองทัพอาระกันกับตัวแทนผู้นำกองทัพเมียนมา ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ที่ปางซาง เมืองหลวงของเขตพิเศษหมายเลข 2 กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ภาคเหนือของรัฐฉาน 
    หลังจากนั้น สถานการณ์การสู้รบในรัฐยะไข่ก็เบาบางลง กองทัพเมียนมาได้ส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่สู้รบ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวยะไข่ 
    ด้านโฆษกของกองทัพอาระกันแสดงความยินดีที่ทางกลุ่มหลุดออกจากบัญชีผู้ก่อการร้าย เขากล่าวว่า รัฐยะไข่ต้องทนทุกข์อยู่กับเหตุการณ์รุนแรงมาเป็นเวลาหลายปี การที่พ้นจากบัญชีผู้ก่อการร้ายถือเป็นสัญญาณในทางบวก 

++
สู้เพื่อรัฐเอกราช
++
    ในรัฐยะไข่หรือรัฐอาระกัน มีผู้นับถือพุทธกว่า 80% และบรรพบุรุษของพวกเขา ก็เคยต่อสู้กู้เอกราช เพื่อให้ยะไข่หรืออาระกัน เป็นรัฐเอกราช
    วันที่ 19 ก.ค.2490 นายพลอองซาน ถูกลอบสังหารพร้อมกับสมาชิกสภา และนายพลเนวิน ที่กระทำรัฐประหารฉีกข้อตกลงนี้ทิ้งไป ทำให้ดินแดนยะไข่หรืออาระกัน และดินแดนของชนชาติอื่นๆ มิได้รับอิสรภาพ
    สำหรับกองทัพอาระกัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 10 เม.ย.2552 ระยะแรก นักรบชาวยะไข่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ทั้งการฝึกรบทางยุทธวิธี และอาวุธ พวกเขามีพื้นที่การเคลื่อนไหวแถบรัฐชิน และรัฐยะไข่ตอนเหนือ มีวัตถุประสงค์ ปลดปล่อยชาวพุทธยะไข่จากการปกครองของรัฐบาลเมียนมา

 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย
 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย

ทหารกองทัพอาระกัน

    กองทัพอาระกัน ไม่ได้เกี่ยวพันกับกองกำลังปลดปล่อยมุสลิมโรฮิงญา และไม่ได้เป็นศัตรูกับชาวมุสลิมโรฮิงญา พวกเขาทำการสู้รบกับกองทัพเมียนมา เพื่อปกป้องชาวพุทธยะไข่
    ทุนเมี้ยตไหน่ ผู้นำสหสันนิบาตแห่งอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) กล่าวว่า นักรบของเขาพร้อมที่จะปกป้องชาวยะไข่ และพวกเขามีอาวุธที่ทันสมัยที่ซื้อมาจากจีน
    “เราไม่ใช่พวกที่ยอมแพ้ เราต้องต่อสู้ในสงคราม การสวดมนต์อ้อนวอน ไม่ทำให้เราได้สันติภาพความสงบสุข” ทุนเมี้ยตไหน่ กล่าว