คณะ “ทอน” ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460894

คณะ “ทอน” ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

12 มีนาคม 2564 – 12:50 น.

“ธนาธร” โผล่โค้งสุดท้ายเลือกตั้งเทศบาล ก้าวหน้ามุกดาหารลุยหนัก หวังโค่นแชมป์เก่า สายเพื่อไทย 

++
เจี๊ยวจ๊าวกันไปทั้งประเทศ เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า โฟนอินเข้าไปที่โรงเรียนดังแถวมุกดาหาร พูดคุยเรื่องการเมืองท้องถิ่น ร้อนถึงผู้บริหารโรงเรียนต้องออกมาชี้แจง ลามไปถึงมีการร้องเรียนถึง กกต.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ปีที่บอบช้ำ กรรม “ธนาธร”

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

จริงๆแล้ว ช่วงวันที่ 10-12 มี.ค.2564 “ธนาธร” มีโปรแกรมพบปะกับผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ในนามคณะก้าวหน้า ในพื้นที่อีสานเหนือ ไล่มาตั้งแต่สกลนคร ,นครพนม, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู และอุดรธานี    

“เทศบาลเป็นพื้นที่ที่เล็กมาก บางเทศบาลตำบลมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ตารางกิโลเมตร ที่ใหญ่หน่อยก็ 30-40 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น ด้วยขนาดพื้นที่อย่างนี้ และเป็นการเลือกตั้งที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง พื้นที่ใครพื้นที่มัน ทำให้เราไม่อาจเดินทางไปช่วยผู้สมัครหาเสียงได้ในทุกพื้นที่”    

นี่เป็นคำชี้แจงของ “ธนาธร” ที่อธิบายว่า คณะก้าวหน้าส่วนใหญ่ลงสมัครในระดับเทศบาลตำบล และมีเทศบาลเมือง เทศบาลนครไม่มากนัก จึงทำให้การจัดทีมหาเสียงเหมือนสมัยนายก อบจ.ทำได้ยาก    

ฉะนั้น กรณีที่มุกดาหาร “ธนาธร” จึงเลือกใช้โฟนอินจากรถตู้ระหว่างการเดินทาง ไปทักทายน้องๆ นักเรียนแทน

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

สุเทพย์ เซียสกุล ตัวแทนมุกดาหารก้าวหน้า

++
ก้าวหน้าชายโขง
++
หลังมีข่าวทางสื่อออนไลน์ คณะมุกดาหารก้าวหน้า จึงออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย  มุกดาหาร เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2564    

คณะก้าวหน้ามุกดาหาร ยืนยันว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นในระดับเทศบาล ซึ่งเนื้อหาที่ธนาธรพูดกับเด็กๆ ก็เป็นการให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจ ไม่ได้มีเรื่องการยุยงปลุกปั่นใดๆ     

บังเอิญ สุเทพย์ เซียสกุล ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ในนามคณะก้าวหน้ามุกดาหาร ก็เคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่โรงเรียนจะเชื้อเชิญ “คนดัง” ในท้องถิ่นมาเป็นกรรมการโรงเรียน    

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

แชมป์เก่า สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์

“สุเทพย์ เซียสกุล” หรือ “ป๊าเขียว” เจ้าของกิจการรถบรรทุก “เซียสกุลขนส่ง” เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน เริ่มจากสมาชิกสภาเทศบาลเมืองมุกดาหาร ขยับรองประธานสภาเทศบาล และประธานสภาเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร    

ปี 2549 “สุเทพย์” ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ในนามหัวหน้ากลุ่ม มุกดาหารสามัคคี
ปลายปี 2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางลงพื้นที่มุกดาหาร เปิดตัว “ทนายเล็ก” สุพจน์ สุอริยพงษ์ ลงสมัครนายก อบจ.มุกดาหาร พร้อมกับแนะนำตัวสุเทพย์ เซียสกุล ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร    

“ทนายเล็ก” แพ้เลือกตั้งนายก อบจ.มุกดาหาร แต่ได้คะแนนหลักแสน จึงเดินหน้าช่วย “สุเทพย์” ลุยศึกนายกเล็กหัวเมืองชายโขงต่อทันที 

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

อนุรักษ์ และสุวรรณี สมัยต้อนรับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไปเยือนมุกดาหาร

++
ค่ายเพื่อไทย
++
สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองมุกดาหาร ในปีนี้ มีแข่งกัน 2 ทีมคือ แชมป์เก่า “เรารักมุกดาหาร” กับ “มุกดาหารก้าวหน้า”    

“สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์” นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหารสมัยที่แล้ว นำทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล “เรารักมุกดาหาร” ลงสนามครบทุกเขต    

กลุ่มเรารักมุกดาหาร ก่อตั้งโดย “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในเมืองมุกดาหาร ไม่มีใครไม่รู้จัก หจก.ยงศิลป์มุกดาหาร     

ปี 2537 “อนุรักษ์” ตั้งกลุ่มเรารักมุกดาหาร เล่นการเมืองท้องถิ่น และเขาได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร 3 สมัย 
ปี 2550 อนุรักษ์ลาออกจากนายกเล็ก ลงสมัคร ส.ส.มุกดาหาร พรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง 
ปี 2554 อนุรักษ์ลงสมัคร ส.ส.มุกดาหาร ในนามพรรคเพื่อไทย จึงประสบความสำเร็จ ได้เป็น ส.ส.มุกดาหาร 2 สมัยแล้ว     

เลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ปี 2556 “สุวรรณี” ภรรยาของอนุรักษ์ นำทีมเรารักมุกดาหารลงสนามนายกเล็ก ก็ได้รับชัยชนะแบบสบายๆ 
ดูเหมือนว่า ศึกนายกเล็กรอบนี้ กลุ่มเรารักมุกดาหาร เจอคู่แข่งไม่ธรรมดา เพราะสุเทพย์ เป็นนักการเมืองเก่า อดีตนายกเทศมนตรี แถมได้สีเสื้อก้าวหน้า 
วัดกันระหว่างกระแสธนาธร กับสายเพื่อไทย ใครจะครองตำแหน่งนายกเล็กหัวเมืองชายโขง

ลืมหรือยัง “อีโต้อีสาน” เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460803

ลืมหรือยัง “อีโต้อีสาน” เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

11 มีนาคม 2564 – 14:20 น.

เอ่ยชื่อ “แรมโบ้” ก็ต้องมี “อีโต้อีสาน” วันนี้ “ธีระชัย” คือเจ้าพ่อไร่อ้อย-สวนยางอีสาน

++
เป็นข่าวอึกทึกครึกโครม เมื่อ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ดร.เสกสกล” ส่วนนามสกุลยังใช้ “อัตถาวงศ์” เหมือนเดิม    

ชีวิตของ “แรมโบ้-เสกสกล” เหมือนนิยายบู๊โลดโผน ผ่านศึกสงครามมาหลายสมรภูมิ และในวันนี้ ได้มาประจำการที่ทำเนียบรัฐบาล รับบทองครักษ์พิทักษ์ลุงตู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ยังสบายดี ‘อีโต้อีสาน’ เจ้าพ่อสวนยาง

ลืมหรือยัง "อีโต้อีสาน" เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

เนวิน ครูแก้ว และอีโต้อีสาน

20 กว่าปีที่แล้ว หลายคนยังจำภาพ “ธีระชัย แสนแก้ว” อดีต ส.ส.อุดรธานี และ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” อดีต ส.ส.นครราชสีมา ทำอัลบั้มเพลงชุดพิเศษในนาม “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” และกลายเป็นฉายาประจำตัวของนักการเมืองทั้งสองตราบเท่าทุกวันนี้     

ธีระชัยและสุภรณ์ เป็น ส.ส.พร้อมกันในฤดูเลือกตั้ง ปี 2544 สีเสื้อพรรคไทยรักไทย ทั้งคู่เติบโตมาจากฐานมวลชนกลุ่มเกษตรกร ธีรชัยมาจากชาวไร่อ้อย ส่วนสุภรณ์มาจากชาวไร่มันสำปะหลัง     

หลังยุบพรรคพลังประชาชน แรมโบ้-อีโต้อีสาน ก็แยกทางกันเดิน ธีระชัยเลือกที่จะไปสังกัดค่ายโรงโม่ศิลาชัย ส่วนสุภรณ์หรือเสกสกล ยังอยู่ค่ายชินวัตร ก่อนจะเปลี่ยนมาสังกัดค่าย 3 ป.บูรพาพยัคฆ์

ลืมหรือยัง "อีโต้อีสาน" เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

เนวิน ครูแก้ว และอีโต้อีสาน

++
อีโต้อีสานยังอยู่
++
ชั่วโมงนี้ “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว มีตำแหน่งเป็นข้าราชการรัฐสภา ฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 (ครูแก้ว-ศุภชัย โพธิ์สุ)    

แม้ในแวดวงข่าวสายการเมือง ความเคลื่อนไหวของ “อีโต้อีสาน” จะมีน้อยมาก แต่หากตรวจสอบข่าวสายเกษตร จะเห็นชื่อ “ธีระชัย แสนแก้ว” เป็นข่าวบ่อยมาก     

เนื่องจากธีระชัย มีตำแหน่งเป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ” การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)    

สื่อสายเกษตรมักเรียกเขาว่า “อีโต้อีสาน ” แม่ทัพใหญ่ชาวสวนยาง ชาวไร่อ้อยภาคอีสาน    

จริงๆแล้ว ธีระชัย ไม่ใช่คนอุดรธานี เกิดที่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เป็นญาติกับอำนวย ปะติเส อดีต ส.ส.มหาสารคาม และรัฐมนตรีสมัยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนมาเล่นการเมือง อำนวยทำงานอยู่ที่โรงน้ำตาลแถวอุดรธานี    

ต่อมา อำนวยชักชวนธีระชัยไปลงทุนปลูกอ้อยที่ อ.ศรีธาตุ และ อ.วังสามหมอ จ.อุดรฯ และทำงานสมาคมไร่อ้อย จนกลายเป็นฐานมวลชนส่งให้ธีระชัยได้เป็น ส.ส. และเป็น รมช.เกษตรฯ สมัยรัฐบาลสมัคร

ลืมหรือยัง "อีโต้อีสาน" เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

เจ้าพ่อไร่อ้อยอีสาน

++
แพ้กระแสทักษิณ
++ 
เมื่อการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “อีโต้อีสาน” สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสมัคร ส.ส.อุดรธานี เขต 5 (อ.กู่แก้ว อ.ไชยวาน อ.วังสามหมอ อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี) โดยเขตนี้เป็นพื้นที่เดิมของธีระชัย ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน    

ด้วยกระแสทักษิณ ทำให้จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ภรรยา เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรฯ เอาชนะธีระชัย ชนิดคะแนนทิ้งห่างหลายช่วงตัว    

ย้อนไปปี 2554 ธีระชัย ส่งน้องชาย-อุทัย แสนแก้ว ลงสนามแข่งกับเกียรติอุดม ก็แพ้ยับเหมือนกัน        

อนาคตการเมืองของธีระชัย ในสนามอุดรฯ คงยากที่จะได้กลับมาเป็น ส.ส.อีกสมัย ตราบเท่าที่ยังมีพรรคเพื่อไทยและทักษิณ  

ชิงป้ายทอง “นริศ” เป็นต่อ “ส.ส.ดำ” สายสุราษฏร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460781

ชิงป้ายทอง “นริศ” เป็นต่อ “ส.ส.ดำ” สายสุราษฏร์

11 มีนาคม 2564 – 11:54 น.

อดใจรอสักครู่ “นริศ” หรือ “สินิตย์” จะได้คั่วตำแหน่งรัฐมนตรี กองเชียร์ลุ้นระทึก  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

++
ความปราชัยในสนามเลือกซ่อมเมืองคอน ซึ่งก็คือความพ่ายแพ้ของตระกูล “เสนพงศ์” ส่งผลสะเทือนถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่างคาดไม่ถึง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… หอยใหญ่ต้องมี “สินิตย์” ต้องได้ เสียงจาก “โกหยัด” 

ชิงป้ายทอง "นริศ" เป็นต่อ "ส.ส.ดำ" สายสุราษฏร์

หัวหนัาจุรินทร์ และ ส.ส.นริศ

ขนาด ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บางกลุ่มเสนอให้ริบเก้าอี้รัฐมนตรีคืน เพราะคณิตศาสตร์การเมืองวันนี้ จำนวน ส.ส.ค่าย ปชป. กับโควต้ารัฐมนตรี ไม่สอดคล้องกัน    

มิหนำซ้ำ ยังถูกสื่อสายสีน้ำเงินเย้ยหยันว่า “ยามนี้ ปชป.ไร้อำนาจต่อรอง ถึงขั้นไปโหนพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน เพื่อรักษาสถานะตัวเองด้วยซ้ำไป”    

ที่สำคัญ ชั่วโมงนี้ การคัดสรร “รัฐมนตรี” เข้าไปแทนที่ตำแหน่งของ ถาวร เสนเนียม ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้กลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เพราะมีการเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่า 4 คน     

วันที่ 10 มี.ค.2564 ส.ส.ภาคใต้ นัดประชุมปรึกษาหารือกันว่า ควรเสนอชื่อใครบ้าง ส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา คงมีการโหวตกันตามวัฒนธรรมการเมืองแบบ ปชป.

ชิงป้ายทอง "นริศ" เป็นต่อ "ส.ส.ดำ" สายสุราษฏร์

ส.ส.พัทลุง 5 สมัย

++
บังริศมาแรง
++
เช็กรายชื่อว่าที่เสนาบดีคนใหม่ของ ปชป. ดูเหมือนว่า “นริศ ขำนุรักษ์” ส.ส. พัทลุง มาแรงที่สุด เพราะมีความใกล้ชิด จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค    

แถมข่าวบางสำนักไปไกลถึงขั้น แกนนำ ปชป.จะมีการแลกกระทรวงกับพรรคภูมิใจไทย ด้วย โดยให้นริศ ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ สลับวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล มาเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม    

เลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 “นริศ” เป็นคนเดียวที่เหลือรอดมาจาก “พายุเจ๊เปี๊ยะ” แต่ก็ชนะแบบมีเสียว ลองไปพลิกดูคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง เขต 3 (ปากพะยูน,ป่าบอน,กงหรา,ตะโหมด และบางแก้ว) นริศ ส.ส.เก่า ได้ 34,406 คะแนน ส่วน เขมพล อุ้ยตยะกุล ภูมิใจไทยได้ 31,555 คะแนน    

“นริศ” เป็นชาวแม่ขรี อ.ตะโหมด เรียนจบจากโรงเรียนการป่าไม้ จ.แพร่ ก็เข้ารับราชการกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2524 โดยมาในสายนักอนุรักษ์ เป็นหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าในหลายแห่งจึงต้องทำงานคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยมีความคิดอยากเป็นผู้แทนฯ     

ปี 2535 นริศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง มาสมัคร ส.ส.พัทลุง ในนามพรรคความหวังใหม่ แต่สอบตก จึงกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ไปเป็นหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ อุทยานนกน้ำคูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา    

ปี 2538  นริศย้ายมาเป็นหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า อุทยานนกน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง ซึ่งมีผลงานการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นนักสู้ชุมชน หรือนักอนุรักษ์ลุ่มทะเลสาบสงขลา    

ต้นทุนการเป็นนักอนุรักษ์ นักประสานงาน จึงทำให้ “บังริศ” ประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.ส. และเป็น ส.ส.พัทลุง พรรค ปชป. มา 5 สมัยแล้ว

ชิงป้ายทอง "นริศ" เป็นต่อ "ส.ส.ดำ" สายสุราษฏร์

ส.ส.สุราษฏร์ 5 สมัย

++
วัดกำลังภายใน
++
คนการเมือง ปชป. เสนอหลักคิดในการโหวตเลือก “รัฐมนตรี” ครั้งนี้ว่า จะเลือกคนใกล้ชิดผู้บริหารพรรค หรือเลือกคนที่ไปเสริมขยายฐานของพรรคได้     

“สินิตย์ เลิศไกร” ส.ส.สุราษฏร์ธานี 5 สมัย อาจเสียเปรียบ “นริศ ขำนุรักษ์” ในแง่ภาพลักษณ์ด้านกว้าง เพราะ “ส.ส.ดำ” มาจากนักการเมืองท้องถิ่น โตมาแบบคนใจถึง พึ่งได้ ต่างจาก “บังริศ” ที่มาจากนักอนุรักษ์ นักสู้ของชาวบ้าน จึงรู้จักจับประเด็นเล่นกับกระแสการเมืองระดับชาติได้มากกว่า     

ก่อนเล่นการเมืองสนามใหญ่ “สินิตย์” ลูกชายกำนันดัง เป็น สจ.สุราษฏร์ เขต อ.พระแสง มาหลายสมัย และเป็นหัวคะแนน ปชป. เมื่อธวัช วิชัยดิษฐ์ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ เสียชีวิต สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงเลือกสินิตย์มาลงสนามใหญ่     

วันที่ 12 มี.ค.2564 กองเชียร์ “บังริศ” และ “ส.ส.ดำ” ก็คงทราบผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ใต้ ว่าจะเลือกใครไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์(กรณีที่แลกกระทรวงกับภูมิใจไทย)    

ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายชนะ พรรค ปชป.ยังคงร้าวลึก ตราบใดที่กลุ่มฝ่ายแค้นในพรรค ยังเฝ้ารอวันเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคอยู่

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “บิ๊กโจ๊ก” คัมแบ็ค เพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460766

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ”บิ๊กโจ๊ก “คัมแบ็ค เพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง

11 มีนาคม 2564 – 09:26 น.

ซินแสเข่ง  ผ่าดวง  วิกฤติ  “บิ๊กโจ๊ก”  สุรเชษฐ์ หักพาล คัมแบ็คถ้ำเสือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  มาเพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง  เพราะดวงชะตายังไม่ผ่านพ้นวิกฤติ

ซินแสเข่ง  ผ่าดวง  วิกฤติ  “บิ๊กโจ๊ก” สุรเชษฐ์ หักพาล  คัมแบ็ค  กลับมา เพื่อรับเคราะห์  หรือรับตำแหน่ง  เพราะดวงชะตายังไม่ผ่านพ้นวิกฤติ  กับดาวเสาร์ดาวพระเคราะห์  ที่ยังทับดวงชะตา  ทำให้มีผลต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน  กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง  ส่งผลให้อึดอัดใจ  ไม่สบายใจ  กับเหตุต่างๆ  ที่ยังมีผลกระทบในปี 2564  

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ"บิ๊กโจ๊ก "คัมแบ็ค เพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง

ถึงกลับมาก็ไม่มีความสุข  ทำให้ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง  เหมือนกินยาพิษเพราะปัญหาคาใจ  ยังมีเหตุที่ยังไม่เคลียร์  หากวิเคราะห์ดวง   ให้รอรอบปี  2565   เชื่อว่ามรสุมจะผ่านพ้น   ปัญหาจะคลี่คลาย  กราฟชีวิตจะโดดเด่นมากขึ้น  สร้างความสำเร็จในหน้าที่ตำแหน่ง รอง ผบ และถ้าไม่มีอุปสรรคอะไร  ตำแหน่งสูงสุด  ผบ.ตร  ปี 2566  แน่นอน

ซินแสเข่ง  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ  สถาบัน  โหราศาสตร์  พยากรณ์  แห่งประเทศไทย  ผ่าดวงวิเคราะห์  “บิ๊กโจ๊ก”   สุรเชษฐ์  หักพาล  คืนถิ่น  กลับถ้ำเสือ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เพื่อรับเคราะห์  หรือรับตำแหน่ง  เพราะเส้นทางที่ห่างเหินไปนานพอสมควร  แต่ก็มีแรงผลักดัน  จาก  นายกฯรัฐมนตรี  เพื่อกรุยทาง  สู่ตำแหน่งใหม่  “ผช.ผบตร”  

แต่เส้นทางครั้งนี้  จะราบรื่นหรือไม่  ซินแสเข่ง  วิเคราะห์ตามดวงชะตา  ว่าฟ้ายังไม่โปร่ง  มรสุมกับปัญหายังมีเงื่อนงำซับซ้อน   เตือนระวังเหมือนกินยาพิษ  อาจจะมีเหตุตามมาให้เดือดร้อนอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น  เหมือนเส้นทางสีกากี  กับก้าวใหม่  ไม่ราบรื่นอาจเป็นเหตุให้เป็นอุปสรรค  เพราะดวงดาวที่มีผลกระทบ  หรือยังไม่ผ่านพ้น  กับดาวเสาร์  ดาวพระเคราะห์ยังโคจรทับดวงชะตาทำให้ชีวิตอาจคิดวิตกกังวล   ส่งผลให้มีเรื่องไม่เป็นเรื่องให้อึดอัดใจ  กัดกร่อนจิตใจ  สับสนรำคาญ  สร้างความขัดแย้งให้วิตกกังวล  ขุ่นเคืองให้เกิดความคับแค้นใจ  ซินแสเข่ง  เตือนมรสุมบางอย่างให้ระวังเดือนเมษายน  อาจจะมีให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นกับปัญหา

ซินแสเข่ง  วิเคราะห์เพิ่มเติมอีกว่า เส้นทางชีวิตของบิ๊กโจ๊ก  ไม่หนีกับการอาชีพการเป็นตำรวจ  เพราะมี ดวงชะตานั้นอยู่คู่กันไปจนสุดท้ายของการรับราชการ  แต่ในปี 2564  ไม่ใช่จังหวะ  และโอกาศของบิ๊กโจ๊ก  ดวงจะเปลี่ยนแปลง ต้องปี  2565  ทั่งตำแหน่งหน้าที่การงานจะเปลี่ยนแปลงรับตำแหน่ง ครั้งสำคัญที่ดี  เพราะเส้นกราฟชีวิตจะส่งผลทำให้ดวงชะตาเห็นความชัดเจนมากขึ้น มีชีวิตจะดี ที่จะทำให้การกลับมา  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   จะมีสง่าราศี  และสง่าผ่าเผย  มากกว่า  เพราะยังไงก็ต้องมีตำแหน่งหน้าที่  สมศักดิ์ศรีของ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  แต่ไม่ใช่ปี  2564

เปิด 3 แนวทาง ศาลรธน. วินิจฉัยปมแก้ไข รธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460742

เปิด 3 แนวทาง ศาลรธน. วินิจฉัยปมแก้ไข รธน.

10 มีนาคม 2564 – 23:08 น.

พรุ่งนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของบ้านเมืองคือ ปมปัญหาแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าทำได้แค่ไหนเพียงไรและเรื่องนี้จะมีคำวินิจฉัยออกมาได้ 3 แนวทาง

ลุ้นระทึกพรุ่งนี้(11 มี.ค.64 )เวลา 09.30 น.เมื่อตุลาการศาล รธน. ได้นัดวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560  โดยให้มีกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร. ) เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ(โดยห้ามเปลี่ยนแปลงหมวด 1 และหมวด 2)แล้วนำไปถามประชาชนโดยการทำประชามติว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ร. ยกร่างขึ้นให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 ได้หรือไม่ 

หรืออธิบายง่ายๆก็คือ รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่… ทำได้หรือไม่  

ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอให้ประธานรัฐสภามีมติส่งเรื่องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเห็นว่า รัฐสภาไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะขัดรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน 

สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้มีได้  3 แนวทาง

แนวทางแรก  ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ยังไม่เป็นปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้

โดยให้เหตุผลว่า หากรัฐสภาเห็นว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ รัฐสภาก็สามารถไปวินิจฉัยกันเองได้ ลงมติกันเองได้ในวาระที่ 3 เป็นปัญหาของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

แนวทางที่สอง  ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าที่ประธานรัฐสภาถามมามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว และเห็นว่า เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง คือ รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2490 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 ซึ่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

ดังนั้นรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ต้องทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีการนี้

แนวทางที่สาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามแนวทางนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งได้ดำเนินการมาจนผ่านวาระ 2 ของรัฐสภา ต้องตกไป และการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องนับหนึ่งกันใหม่หมด

และยังมีผลว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร. )ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่สามารถทำได้ ตลอดที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบันยังใช้บังคับอยู่ 

แน่นอนว่าทุกองค์กรรวมทั้งรัฐสภาต้องผูกพันและปฏิบัติตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมา

ส่วนจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน 

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460729

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย

10 มีนาคม 2564 – 19:55 น.

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย..บทความโดย คณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากการคาดประมาณขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับสุดยอด (super-aged society ) ในปี พ.ศ 2573 ซึ่งหมายถึงว่าประชากรประมาณ 1 ใน 3 จะมีอายุมากกว่า 60 ปี การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ของประเทศแล้ว

ยังจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่โดยเฉพาะในด้าน “ตลาดแรงงาน” ของประเทศอีกด้วย ในบทความนี้ คณะผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะนำเสนอประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่หลายท่านอาจไม่ทราบมาก่อนว่า บางอาชีพอาจจะ “รุ่ง” ในขณะที่บางอาชีพอาจจะ “ร่วง” ในยุคสังคมสูงวัย

ทำไมบางอาชีพอาจจะ “รุ่ง” ในขณะที่บางอาชีพอาจจะ “ร่วง” ในยุคสังคมสูงวัย

สาเหตุสำคัญเกิดจากการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของทักษะในการทำงานที่แตกต่างกันในอาชีพต่างๆ เมื่อแรงงานมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย โดยบางอาชีพ แรงงานจะมีทักษะและมีผลิตภาพ (productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (“ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า”) ในขณะที่บางอาชีพ จะเป็นตรงกันข้ามคือ มีทักษะและมีผลิตภาพ (productivity) ที่ลดลงจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (“ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา”) ในบทความนี้คณะผู้เขียนจะนำผลงานวิจัย ที่คณะผู้เขียนได้ศึกษาถึงผลกระทบของการเข้าสู่สังคมสูงวัยต่อผลิตภาพในอาชีพต่างๆในประเทศไทย โดยคณะผู้เขียนได้นำกระบวนการวิจัยของ Cai และ Stoyanov (2016) มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากรในอาชีพต่างๆในประเทศไทย พ.ศ. 2562 ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ

อาชีพใด ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของ ทักษะทางปัญญา (cognitive skills) บางประเภท โดยทักษะทางปัญญาที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ได้แก่ทักษะในด้านการสื่อสารด้วยการพูดและการฟัง และทักษะในด้านการสื่อสารด้วยการเขียนและการอ่าน ยกตัวอย่างเช่นอาชีพนักบริหาร ครูอาจารย์ นักการตลาด นักกฎหมาย และ นักบริการ โดยกลุ่มอาชีพเหล่านี้ถูกจัดลำดับว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในด้านการมีผลิตภาพ (productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะในด้านการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญใน

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย

การทำงานให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น อาชีพครูอาจารย์ เป็นอาชีพที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ในการรู้จักพูด โดยต้องพูดให้ผู้เรียนไม่ใช้เพียงแต่จดจำบทเรียนได้ แต่จะต้องรู้จักพูด ให้บทเรียนนั้น “เข้าไปในใจ” ของผู้เรียนได้อย่างถ่องแท้ หรือ แม้แต่นักการตลาด หรือ นักบริการ ที่จะต้องเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในการรู้จักฟัง โดยการฟังนั้น ไม่ใช้เพียงฟังเพื่อได้ยินคำกล่าวของลูกค้าหรือผู้รับบริการต่างๆ แต่จะต้องเป็นการฟังที่ เสมือนว่าผู้ฟังนั้นได้เข้าไปนั่ง “อยู่ในใจ” ของลูกค้าหรือผู้รับบริการต่างๆ อย่างแท้จริง ดังเช่นหลักการ empathize หรือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) นั้นเอง ซึ่งทักษะเหล่านี้จะต้องใช้เวลาในการสั่งสม

อาชีพใด ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของ ทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และ ทักษะทางกายภาพ (physical skills) บางประเภท โดยทักษะที่จะลดลงตามอายุ ได้แก่ ทักษะในด้านความจำ ทักษะในด้านการรับรู้และตอบสนอง ทักษะในด้านกำลังหรือความอดทนของร่างกาย และ ทักษะในด้านความคล่องแคล่วรวดเร็วของร่างกาย เป็นต้น

โดยอาชีพที่ถูกจัดลำดับว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในด้านการมีผลิตภาพ (productivity) ที่ลดลงจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น ได้แก่ อาชีพเกษตรกร คนงานก่อสร้าง ผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักร คนงานเหมืองแร่ และผู้ขับขี่ยานยนต์และเครื่องจักรชนิดเคลื่อนที่ได้

โดยอาชีพเหล่านี้ต้องอาศัย ทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และ ทักษะทางกายภาพ (physical skills) ไม่ว่าจะเป็น ทักษะในด้านการรับรู้และตอบสนองสำหรับ ผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักรหรือผู้ขับขี่ยานยนต์และเครื่องจักรชนิดเคลื่อนที่ได้ หรือ แม้กระทั่งทักษะในด้านกำลังหรือความอดทนของร่างกายสำหรับอาชีพเกษตรกร

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย

ทางออกของทางตัน

การรู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เป็นทางเลือกที่ดีสุดสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นข้อคิดสุดคลาสสิกจาก นักวิจัยในด้านวิวัฒนาการและนักธรรมชาติวิทยาชื่อดัง ชาร์ล ดาวิน (Charles Darwin)

ดังนั้นทางออกของทางตันที่ดีสุด คือการยอมรับและตระหนักว่า “ทางมันตัน” และเริ่มต้นเดินทางใหม่ๆ ซึ่งสำหรับกลุ่มอาชีพต่างๆที่มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู้สังคมสูงวัย คงหมายถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (reskill) หรือ การเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ (relearn) ที่อาจจะทำให้ผู้ประกอบอาชีพนั้นยังคงรักษาหรือแม้แต่เพิ่มทักษะและผลิตภาพ (productivity) ให้สูงขึ้นก็เป็นได้

โดยภาครัฐเองก็ต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญในด้านนี้ เพราะทุกคนและทุกอาชีพไม่ได้มี “ทุน” สำหรับการปรับตัวที่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่สรุปได้อย่างแน่นอนก็คือ ถ้าสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่ยัง(พยายาม)ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นตามข้อสรุป ของ ชาร์ล ดาวิน ที่ทุกท่านก็ทราบดีว่าคืออะไร

อ้างอิง: Cai, J., & Stoyanov, A. (2016). Population aging and comparative advantage. Journal of International Economics, 102, 1-21.

บทความนี้เขียนโดย …ผศ.ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์,ผศ.ดร. ภัทเรก ศรโชติ,รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส,ศ.ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน,ผศ.ดร. สบิณฑ์ ศรีวรรณบูรณ์ คณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอบคุณที่มา : 

http://www.sasin.edu

http://www.facebook.com/sasinbusinessschool

http://www.twitter.com/SasinThailand

หอยใหญ่ต้องมี “สินิตย์” ต้องได้ เสียงจาก “โกหยัด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460677

หอยใหญ่ต้องมี “สินิตย์” ต้องได้ เสียงจาก “โกหยัด” 

10 มีนาคม 2564 – 13:12 น.

ชิงดำรัฐมนตรีระหว่าง “เมืองหอยใหญ่-เมืองลุง” สายบัญญัติ หนุน “สินิตย์” เต็มที่ เพื่ออนาคต ปชป.ในภาคใต้

++
ใกล้เข้ามาทุกขณะ สำหรับการปรับ ครม.ประยุทธ์ ซึ่งไม่ได้มีการปรับใหญ่ เป็นการสรรหาคนไปแทนที่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เขต 1 เมืองหอยใหญ่ วัดพลัง “รักนายชวน-รักลุงกำนัน”

หอยใหญ่ต้องมี "สินิตย์" ต้องได้ เสียงจาก "โกหยัด" 

สินิตย์ ส.ส.5 สมัย

พรรคประชาธิปัตย์ มีว่าง 1 ตำแหน่งคือ รัฐมนตรีช่วยคมนาคม จึงมีข่าวจากในพรรค ปชป.ว่า มีผู้เข้าเกณฑ์จะได้เป็นเสนาบดี 4-5 คน แต่สุดท้ายเหลือแค่ 2 คน คือ สินิตย์ เลิศไกร ส.ส.สุราษฎร์ธานี  และ นริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง    

นัยว่า ส.ส.นริศ มีความใกล้ชิด “กัปตันอู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงน่าจะได้เสียงสนับสนุนจากปีกกรรมการบริหารพรรคที่ใกล้ชิดหัวหน้าพรรค    

ขณะที่กลุ่ม ส.ส.สุราษฎร์ธานี ทั้ง 6 คน พร้อมกับผู้อาวุโสของพรรคอย่าง บัญญัติ บรรทัดฐาน ผนึกกำลังหนุน “ส.ส.ดำ” หรือ สินิตย์ ผู้แทนฯ 5 สมัย เพราะพูดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ถึง 2 ปี  พรรค ปชป. ควรจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการคัดเลือกคนไปเป็นรัฐมนตรี ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างฐานเสียงของพรรคให้ 

หอยใหญ่ต้องมี "สินิตย์" ต้องได้ เสียงจาก "โกหยัด" 

บัญญัติ ตอนไปหาเสียงช่วยสินิตย์

++
ที่มั่นเมืองหอยใหญ่
++
ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ปชป.ชนะยกจังหวัดใหญ่ๆ แห่งเดียวคือ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ ส.ส.ครบ 6 ที่นั่ง
    
เขต 1 ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี 
เขต 2 วิวรรธน์ นิลวัชรมณี บุตรชาย ประวิช นิลวัชรมณี อดีต ส.ส.หลายสมัย 
เขต 3 วชิราภรณ์ กาญจนะ บุตรสาว ชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.หลายสมัย 
เขต 4 สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีตประธานสภา อบจ.สุราษฎร์ธานี บุตรชาย ดำรง ประดิษฐ์พร (กำนันเซ่ง) อดีตกำนัน ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน
เขต 5 สินิตย์ เลิศไกร ส.ส. 5 สมัย 
เขต 6 ธีรภัทร พริ้งศุลกะ ส.ส. 2 สมัย และบุตรชาย นิภา พริ้งศุลกะ อดีต ส.ส.หลายสมัย     

หลัง “กำนันสุเทพ” แยกตัวออกไปตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย แม่ทัพเมืองหอยใหญ่ จึงตกมาอยู่ที่บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ปรึกษาพรรค และโกเมศ ขวัญเมือง อดีต ส.ส.สุราษฏร์         

สังเกตจาก ส.ส.เมืองหอยใหญ่ยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นทายาทอดีต ส.ส. และมี “ส.ส.สินิตย์” คนเดียวที่อาวุโสที่สุด

หอยใหญ่ต้องมี "สินิตย์" ต้องได้ เสียงจาก "โกหยัด" 

“ส.ส.ดำ” ของชาว อ.พระแสง

++
‘ส.ส.ดำ’ ลูกกำนัน
++
สำหรับคนแถวพระแสง เคียนซา จะเรียก ส.ส.สินิตย์ว่า ลูกดำ,พี่ดำ,อาดำ..เขาเป็นลูกชายกำนันสมพร เลิศไกร อดีตกำนัน ต.ไทรโสภา อ.พระแสง จ.สุราษฏร์ธานี    

เดิมที อ.พระแสง สมัยการเลือกตั้งแบ่งเขตเรียงเบอร์ ก็อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นพื้นที่ของสุเทพ เทือกสุบรรณ มาหลายสมัย    

เมื่อปี 2544 ใช้ระบบเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว “กำนันสุเทพ” จึงพา “สจ.ดำ” สินิตย์ เลิศไกร มาลงสมัครที่เขต 5 และสินิตย์ก็ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ด้วยกระแสนายชวน ยังมาแรง    

เลือกตั้งปี 2562 เขต 5 สุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย อ.พระแสง, อ.ชัยบุรี, อ.พนม, อ.บ้านตาขุน และ อ.เคียนซา (เฉพาะตำบลบ้านเสด็จ) อาศัยกระแสพรรค ปชป. “ส.ส.ดำ” กวาดมา 4 หมื่นกว่าคะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งจากรวมพลังประชาชาติไทย เข้าสภาฯได้อีกสมัย    

“ส.ส.ดำ” อาจไม่ใช่ ส.ส.คนดังในพื้นที่สื่อส่วนกลาง เมื่อเทียบกับ “ส.ส.นริศ” ซึ่งมีบทบาทในสภาฯ ค่อนข้างเยอะ แต่ผลเลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช เขต 3 สะท้อนปัญหาการทำงานในพื้นที่ของ ปชป.    

หาก “จุรินทร์” ยังคิดแบบเดิม ก็ต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้อย่าง นริศ มาเป็นรัฐมนตรี แต่เลือกตั้งครั้งหน้า สุราษฏร์ยังจะชนะ “ยกจังหวัด” หรือไม่? ก็น่าคิด     

อย่าลืมว่า ชุมพล กาญจนะ ลงสมัครนายก อบจ.สุราษฏร์ ในสีเสื้อ ปชป. ยังแพ้ “กำนันศักดิ์” พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว ซึ่งคนเมืองหอยใหญ่ก็รู้ดีว่า นักการเมืองใหญ่(สายลุง)คนไหนหนุนกำนันศักดิ์?

ไฟแล้งลาม จับตา KNU แนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460659

ไฟแล้งลาม จับตา KNUแนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน

10 มีนาคม 2564 – 10:59 น.

จับตา “มหาอำนาจ” แทรกแซงศึกในเมียนมา โฟกัสกะเหรี่ยง “เคเอ็นยู” ย้อนยุคสงครามตัวแทน คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
วันที่ 8 มี.ค.2564 พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยทหารในพื้นที่ตามปกติ แต่การข่าวในเชิงลึกระบุว่า ผบ.ทบ.มาติดตามการเตรียมสถานที่รองรับผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  สู้เผด็จการทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูปกป้องประชาชน

ไฟแล้งลาม จับตา KNUแนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน

72 ปี แห่งการต่อสู้เพื่อเอกราชของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

ก่อนหน้าที่ ผบ.ทบ.จะเดินทางมาถึงแม่สอด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เตรียมการจัดพื้นที่เพื่อรองรับผู้อพยพหนีภัยการสู้รบชาวเมียนมา คาดว่าจะมีจำนวนมาก เบื้องต้นมีการเตรียมพื้นที่ 4 อำเภอ 7 สถานที่เพื่อรองรับ ซึ่งเกือบทุกแห่งเคยรองรับผู้อพยพมาแล้ว     

เหตุที่ไทยต้องเตรียมการเรื่องดังกล่าวข้างต้น เพราะสถานการณ์ประชาชนเมียนมาลุกฮือขึ้นมาประท้วงต่อต้านสภาบริหารภาครัฐ (SAC) หรือรัฐบาลทหาร นับวันจะเกิดความรุนแรงมากขึ้น มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 คน บาดเจ็บนับพัน และถูกจับกุมมากมาย 

เฉพาะพื้นที่ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก คือ รัฐกะเหรี่ยง ที่มีเขตอิทธิพลกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 4 กลุ่มใหญ่ รวมถึงมีชาวกะเหรี่ยงออกมาชุมนุมประท้วงการทำรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาอย่างต่อเนื่อง     

ไฟแล้งลาม จับตา KNUแนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน

ทหารกะเหรี่ยง กองพลน้อยที่ 4 นำหน้าขบวนมวลชน

ขณะที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ทั้ง 7 กองพลน้อย ต่างเคลื่อนกำลังออกมาคุ้มครองการชุมนุมของชาวกะเหรี่ยงโดยเปิดเผย    

น่าจะเป็นกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์แรกและกลุ่มเดียวในเมียนมา ที่ประกาศตัวยืนอยู่ตรงข้ามกับกองทัพเมียนมาแบบไม่มีกั๊ก 

++
ขายฝันสหพันธรัฐ
++
หลังกองทัพเมียนมา ยึดอำนาจรัฐบาลอองซาน ซูจี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) 15 คน ได้จัดตั้งคณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw : CRPH)     

คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) เสมือนเป็นการสถาปนารัฏฐาธิปัตย์ของประชาชนเมียนมา ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 พ.ย.2564     

ต่อมา คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) ได้แต่งตั้ง ดร.ซา ซ่า เป็นตัวแทนในคณะกรรมาธิการสามัญสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกิจการสหประชาชาติ ทำหน้าที่แสวงหาความร่วมมือจากองค์กรการเมืองในประเทศและต่างประเทศ

ไฟแล้งลาม จับตา KNUแนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน

ทหารกะเหรี่ยง กองพลน้อยที่ 7 อารักขาขบวนมวลชน

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2564 คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) แถลงจุดประสงค์ทางการเมือง 4 ข้อคือ 
1.ยุติเผด็จการทหาร โดยการนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC) 
2.ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไข รวมทั้ง อู วินมินท์ อดีตประธานาธิบดีเมียนมา และออง ซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ
3.นำพาเมียนมาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์
4.ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2551 และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตามระบบสหพันธรัฐ    

ที่น่าสนใจ พรรคเอ็นแอลดีของอองซานซูจี จุดพลุเรื่อง “รัฐธรรมนูญใหม่ ตามระบบสหพันธรัฐ” เพราะรู้ว่า นี่คือสิ่งที่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต้องการ    

เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ต้องการสร้าง “รัฐเอกราช” แต่ก็ไม่ง่าย จึงต้องรบรากันยืดเยื้อมากว่า 20-30 ปี ซึ่งระยะหลังๆ กลุ่มชาติพันธุ์เริ่มพูดถึง “สหพันธรัฐประชาธิปไตย” มากขึ้น    

พูดง่ายๆ ทหารเมียนมาอยากได้รัฐเดี่ยวรวมศูนย์ หรือเป็นสหพันธรัฐที่ไม่ได้กระจายอำนาจมาก แต่กลุ่มชาติพันธุ์คิดถึงการแยกตัวออกจากการตั้งรัฐเอกราช หรือเป็นสหพันธรัฐที่ต้องกระจายอำนาจ 

ไฟแล้งลาม จับตา KNUแนวรบตะวันตกไม่เปลี่ยน

ทหารกะเหรี่ยง กองพลน้อยที่ 5 มีฐานตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน

++
จับมือเคเอ็นยู
++
ดังที่ทราบกัน วันที่ 22 ก.พ.2564 เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ (KNU) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA ) จัดกำลังคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงนับหมื่นคน ที่เคลื่อนพลทางรถยนต์ เพื่อมาชุมนุมต้านเผด็จการทหารในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง    

นับจากนั้นมา ภาพการชุมนุมทางการเมืองของชาวกะเหรี่ยง ก็จะมีทหารกะเหรี่ยง (KNLA) จากกองพลน้อยที่ 1 ,กองพลน้อยที่ 4, กองพลน้อยที่ 5 และกองพลน้อยที่ 7 เป็นกองกำลังคุ้มครองความปลอดภัย โดยทหารเหล่านั้นติดอาวุธพร้อมสู้รบ     

ก่อนหน้ากองทัพเมียนก่อรัฐประหารเพียง 2 วัน ที่ชายแดนไทย-เมียนมา ฐานปฎิบัติการ บ้านเดปุนุ เมืองมือตรอ รัฐกระเหรี่ยง ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ (Karen National Union-KNU) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกระเหรี่ยง (Karen National Liberation Army-KNLA)     

ปัจจุบัน โครงสร้างของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ประกอบ พล.อ.มูตู เซ พอ ประธาน KNU และซิปโปร่า เส่ง รองประธาน KNU โดยฝ่ายกองกำลัง ก็มี พล.อ.ซอ จอห์นนี่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (KNLA) และ พล.อ.บอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด    

เมื่อเกิดการยึดอำนาจในเมียนมา พล.อ.มูตู เซพอ แห่งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้ร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ในนาม “กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม ที่ได้ลงนามในสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ” (NCA) ได้มีมติร่วมกันคือ สนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชน ที่ได้ออกมาประท้วงอย่างสันติในการต่อต้านระบอบเผด็จการ และขอยุติการเจรจาทางการเมืองกับตัวแทนกองทัพเมียนมาไปก่อน    

ถัดมา ดร.ซาซ่า ตัวแทนคณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) ได้เจรจาทางออนไลน์กับตัวแทนสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ถึงความเป็นไปได้ในการเป็นพันธมิตรต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดย ดร.ซาซ่า ขายฝันเรื่อง “สหพันธรัฐประชาธิปไตย” ในการพูดคุยกับตัวแทน KNU    

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ไม่ได้มีเพียงกลุ่ม KNU เท่านั้น หากแต่ยังมีกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA), สภาแห่งชาติกะเหรี่ยงสันติภาพ (KNU/KNLA-PC) และองค์การปกป้องกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNDO) โดยสามกลุ่มหลังนี้ ยังไม่มีท่าทีใดๆ ต่อการขายฝันสหพันธรัฐของพรรคเอ็นแอลดี    

ย้อนไปในยุคสงครามเย็น มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาช่วยเหลือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ยุคนายพลโบเมียะ แต่ภายหลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู มีปัญหาขัดแย้งภายในแยกเป็นกะเหรี่ยงคริสต์ และกะเหรี่ยงพุทธ ฐานที่มั่นใหญ่มาเนอปลอว์ จึงถูกทหารเมียนมาตีแตก    

ในอนาคต หากมหาอำนาจฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามาอุ้มกะเหรี่ยงเคเอ็นยูรบทหารเมียนมาอีกครั้ง ผลพวงแห่งสงครามชายแดน ไทยเราก็แบกรับผู้อพยพไปเต็มๆ    

จับตาสถานการณ์กะเหรี่ยงเคเอ็นยู แนวรบด้านตะวันตกอาจจะกลับสู่ยุคสงครามเย็นอีกครั้ง 

ชุมพรฟ้าใหม่ศิษย์ ‘เสธ.แอ๊ด’ ท้าชนค่าย ‘ลูกหมี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460615

ชุมพรฟ้าใหม่ศิษย์ ‘เสธ.แอ๊ด’ ท้าชนค่าย ‘ลูกหมี’

9 มีนาคม 2564 – 16:52 น.

สถานีต่อไป เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร ค่าย “เสธ.แอ๊ด” เพื่อนรักบิ๊กตู่ ชิงเปิดตัวท้าชิงแชมป์ค่าย “ส.ส.ลูกหมี”

++
    จบศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช สื่อมวลชนก็จับตาที่สนามเลือกตั้งเขต 1 ชุมพร เพราะจะเป็นศึกล้างตาของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ 
    สืบเนื่องจากศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกแกนนำ กปปส. และมีกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และหนึ่งในนั้นคือ “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 1 
    เขตเลือกตั้งที่ 1 ชุมพร ประกอบด้วย อ.เมืองชุมพร (ยกเว้น ต.วังใหม่ ต.บ้านนา ต.หาดพันไกร ต.บางลึก ต.ถ้ำสิงห์) และ อ.สวี (ยกเว้น ต.เขาทะลุ และ ต.เขาค่าย) 
    ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 42,683 คะแนน ชนะชวลิต อาจหาญ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 32,219 คะแนน
    การเลือกซ่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต “ ส.ส.ลูกหมี” ก็ต้องหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แทนตัวเขา ขณะที่คู่แข่งเปิดตัวแล้ว ชวลิต อาจหาญ เจ้าเก่า ที่มี “เสธแอ๊ด” พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน

++
ทีมชุมพรฟ้าใหม่
++
    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “ทนายแดง” ชวลิต อาจหาญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เสนอตัวลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 อีกครั้ง
    ชวลิต วัย 46 ปี มีอาชีพทนายความมา 22 ปี เคยเป็น ส.อบจ.ชุมพร และนายก อบต.วิสัยใต้ อ.สวี ก่อนจะเข้าสู่การเมืองระดับชาติ ด้วยการลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ในปี 2562 โดยการแนะนำของ “เสธ.แอ๊ด” พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ 

 ชุมพรฟ้าใหม่ศิษย์ 'เสธ.แอ๊ด' ท้าชนค่าย 'ลูกหมี'

เสธ.แอ๊ด กับทนายแดง 

    ทุกวันนี้ “เสธ.แอ๊ด” ประธานกลุ่มชุมพรฟ้าใหม่ ได้ออกทำกิจกรรมร่วมกับทีมงานประกอบด้วย “โกหมู” สมบูรณ์ หนูนวล เลขานุการ ส.ว. และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ,สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม แอดมินเพจชุมพรฟ้าใหม่-เพจตามสบายรีสอร์ท และ “ทนายแดง” ชวลิต อาจหาญ อดีตนายก อบต.วิสัยใต้
    สำหรับ “เสธ.แอ๊ด” พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ เตรียมทหารรุ่น 12 เป็นเพื่อนรักของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่สมัยเรียนแล้ว 
    เส้นทางชีวิตราชการทหาร “เสธ.แอ๊ด” เริ่มต้นที่ภาคใต้ เคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ร 25 พัน 1 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร และ ผบ.ร.25 พัน 2 ค่ายรัตนรังสรรค์ จ.ระนอง นอกจากนี้ยังเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการและข่าวกองกำลังผสมเฉพาะกิจไทย-มาเลเซีย จ.สงขลา และหัวหน้าชุดประสานงานชายแดนไทย-พม่า จ.ระนอง
    บทบาททางการเมือง “เสธ.แอ๊ด” ทำงานร่วมกับสองพี่น้องตระกูล “จุลใส” คือ ลูกช้าง-สุพล กับลูกหมี-ชุมพล จึงส่งผลไปถึงช่วงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี 2551 “เสธ.แอ๊ด” ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.ว.ชุมพร 
    ปัจจุบัน “เสธ.แอ๊ด” แยกทางกับพี่น้อง “จุลใส” โดยหันมาสร้างฐานกำลังมวลชนของตัวเอง เมื่อมีการทำรัฐประหาร 2557 “เสธ.แอ๊ด” ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. จึงก่อตั้ง “กลุ่มชุมพรฟ้าใหม่” ทำงานในนามภาคประชาชน
    เมื่อการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “เสธ.แอ๊ด” ให้การสนับสนุน “ทนายแดง” ชวลิต อาจหาญ ลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 และ สมบูรณ์ หนูนวล ลงสมัคร ส.ส.ชุมพร 2 

 ชุมพรฟ้าใหม่ศิษย์ 'เสธ.แอ๊ด' ท้าชนค่าย 'ลูกหมี'

เสธ.แอ๊ด เพื่อนรักนายกฯลุงตู่ 

++
ตัวแทนลูกหมี
++
    ในวันนี้ “จุลใสแฟมิลี่” ยังไม่เปิดเผยว่า ใครจะเป็นตัวแทน “ส.ส.ลูกหมี” ชุมพล จุลใส หากมีเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1 แต่มีข้อน่าสังเกต หลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ทีมงานนายก อบจ.ชุมพร ได้จัดงานต้อนรับ “วีรบุรุษ กปปส.กลับบ้าน” อย่างยิ่งใหญ่

 ชุมพรฟ้าใหม่ศิษย์ 'เสธ.แอ๊ด' ท้าชนค่าย 'ลูกหมี'

งานรวมพลังต้อนรับ ส.ส.ลูกหมี 

    เมื่อเย็นวันที่ 27 ก.พ.2564 บริเวณสนามหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร “ส.ส.ลูกช้าง” สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 3 พรรครวมพลังประชาชาติไทย และ “นายกโต้ง” นพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มพลังมวลชน นักการเมืองท้องถิ่น นำดอกกุหลาบแดงมามอบให้เป็นกำลังใจ “ส.ส.ลูกหมี” อย่างล้นหลาม

 ชุมพรฟ้าใหม่ศิษย์ 'เสธ.แอ๊ด' ท้าชนค่าย 'ลูกหมี'

    วันนั้น “ส.ส.ลูกหมี” ได้กล่าวกับชาวบ้านที่มาให้การต้อนรับนานประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง เกี่ยวกับความเป็นมาในการชุมนุม และเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส.ในอดีตที่ผ่านมา จนกระทั่งมาถึงวันตัดสินพิพากษาคดีให้จำคุก 9 ปี 24 เดือน และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี 
    นี่คือการแสดงพลังของกลุ่ม “จุลใสแฟมิลี่” ให้กลุ่มการเมืองคู่แข่งรู้ว่า ฐานมวลชนในชุมพรยังแน่นปึ้ก ไม่ว่าจะส่งใครลงสนาม ก็ชนะแน่

จริงคือลวง ‘ชนาพรรณ’ ลุยการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460572

จริงคือลวง’ชนาพรรณ’ลุยการเมือง

9 มีนาคม 2564 – 13:22 น.

จริงคือลวง ลวงคือจริง กรณี “จิง ชนาพรรณ” พี่สาวธนาธร จะลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    “จริงคือลวง ลวงคือจริง” ในกลยุทธ์มีในไม่มี หนึ่งในกลศึกสามก๊ก หมายถึงการใช้ภาพลวงในการหลอกล่อศัตรูเพียงครั้งคราวให้หลงเชื่อ แปรเปลี่ยนจากลวงเป็นจริง จากจริงเป็นลวง ทำให้ในการทำศึกสงครามย่อมมีกลลวง และข้อเท็จจริง สลับเป็นฟันปลากันอยู่เสมอ 
    ดังกรณีสื่อในเครือข่ายที่ใกล้ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” เล่นข่าว “ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” พี่สาวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เตรียมตัวลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคก้าวไกล และมีอ้างถึงสเป็ก “ใหม่ ชัด โดน” ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล
    มิทันข้ามคืน ในทวิตเตอร์ของ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้แชร์ข่าวชนาชิงผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทวีตข้อความ “ข่าวนี้น่าจะเป็นความเข้าใจผิดนะครับ ผู้ลงสมัครผู้ว่า กทม ของก้าวไกลไม่ใช่คนนี้แน่ แต่จะเป็นใครนั้น รอดูตอนเปิดตัวทีเดียว”
    เช้าวันที่ 9 มี.ค.2564 “ชัยธวัช” ได้ออกมาปฏิเสธข่าว “ชนาพรรณ” อย่างเป็นทางการ ผ่านรายการข่าวเช้าของดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ทางช่อง 9 อสมท 

 จริงคือลวง'ชนาพรรณ'ลุยการเมือง

ชนาพรรณ แม่ทัพใหญ่ไทยซัมมิทฯ

++
เจ้าแม่ไทยซัมมิท
++
    บ้าน “จึงรุ่งเรืองกิจ” มีคณะกรรมการครอบครัว ประกอบด้วยแม่สมพร และลูกทั้งห้าคนคือ  ชนาพรรณ, ธนาธร, รุจิรพรรณ, สกุลธร และบดินทร์ธร การตัดสินใจของ “ธนาธร” ที่จะเล่นการเมือง ก็ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการครอบครัว
    หากวันข้างหน้า “ชนาพรรณ” จะเล่นการเมืองจริง ก็ต้องขอมติจากคณะกรรมการครอบครัว ซึ่งหนนี้ แม่สมพรคงไม่ยอมง่ายๆ เหมือนครั้งที่ธนาธรโบกมือลาไปตั้งพรรคอนาคตใหม่แน่นอน 

 จริงคือลวง'ชนาพรรณ'ลุยการเมือง

จิงไปร่วมงานระดมทุนของคณะก้าวหน้า 

    หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และธนาธรถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ตัวเขาก็ไม่ถอยกลับอาณาจักรไทยซัมมิท เพราะมั่นใจในฝีมือพี่สาวคนโต-ชนาพรรณ จะสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ระดับโลก
    หญิงแกร่ง “จิง” ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ลูกสาวคนโตของพัฒนา-สมพร วัย 40 ปี ได้รับมอบหมายให้รับช่วงกิจการต่อจากบิดา- พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งไทยซัมมิทฯ 
    “จิง ชนาพรรณ” จบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการผลิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านการเรียนรู้งานกิจการของครอบครัวมาหลากหลาย ตั้งแต่เด็ก ขณะที่เธอกำลังฝึกงานอยู่ที่ Mitsubishi Corporation ที่ญี่ปุ่น ก็ทราบข่าวว่า บิดาเสียชีวิต
    หลังสามีเสียชีวิต “สมพร” จึงปรับทัพใหม่ โดย “จิง” เข้ามาดูแลด้านการเงินทั้งหมด พร้อมกับนั่งเก้าอี้รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด 
    ทุกวันนี้ ชนาพรรณ ทำหน้าที่แทนแม่สมพรเกือบทุกตำแหน่ง ทั้งงานบริหารบุคคล จัดซื้อ-จัดจ้าง และทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ในกิจการต่างประเทศ ที่ไทยซัมมิทกระจายอยู่ ทั้งในจีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อเมริกา และเวียดนาม

++
แม่พระคนบางพลี
++
    อีกภาพหนึ่งของ “จิง ชนาพรรณ” คือ แม่พระของคนบางพลี ในฐานะรองประธานมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา เธอได้ช่วยเหลือชุมชนรอบบริษัทไทยซัมมิทฯ มาโดยตลอด
    ช่วงโควิดระบาดเมื่อปีที่แล้ว แม่สมพรควงลูกสาว-ชนาพรรณ ในนามของมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา ลงพื้นที่ชุมชนหลังวัดหนามแดง หมู่ที่ 3 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ไปมอบข้าวสารมามอบให้ครอบครัวละ 5 กิโลกรัม และเงินสดให้อีกครอบครัวละ 2,000 บาท

 จริงคือลวง'ชนาพรรณ'ลุยการเมือง

จิงและแม่สมพร แจกเงินช่วยเหลือชาวบ้าน แถวบางพลี

    เฉพาะจิง-ชนาพรรณ ก็ได้ไปแจก “ถุงแห่งความหวัง” ที่ชุมชนแดงบุหงาจำนวน 460 ครัวเรือน ในนามคณะจิงและเพื่อน
    ว่ากันตามจริง แม่สมพรแจกสิ่งของช่วยเหลือชาวบ้านแถวบางพลี เนื่องจากมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เพื่อช่วยเหลือสังคม เมื่อน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ลูกน้องเจ๊สมพรจึงออกช่วยเหลือชาวบ้านรอบบริษัทไทยซัมมิทโอโตพาร์ท ทั้งแจกข้าวแจกของ และขนของหนีน้ำท่วม
    เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2563 “จิง” ยังไปร่วมงานระดมทุนของคณะก้าวหน้า โดยตัวเธอเองได้ช่วยซื้อภาพที่ศิลปินวาดมาและบริจาคช่วยเหลือคณะก้าวหน้าของน้องชาย
    นอกจากนี้ มูลนิธิไทยซัมมิทฯ ได้มีโครงการแจกทุนการศึกษานักเรียนทุกปี ทั้งที่สมุทรปราการ และชลบุรี 
    คนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ ทราบดีว่า “จิง” สนใจการบ้านการเมือง และให้การสนับสนุนน้องชายเต็มที่ มิเช่นนั้น จิงไม่ปล่อยให้ลูกสาวออกไปโลดแล่นในเวทีการเมืองคนรุ่นใหม่