26 ลักษณะบุคคลต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้ง ‘เทศบาล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457686

26 ลักษณะบุคคลต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้ง ‘เทศบาล’

7 กุมภาพันธ์ 2564 – 19:27 น.

วันพรุ่งนี้(วันที่ 8) ถึงวันศุกร์ที่ 12 ก.พ.จะมีการรับสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศ 2,472 แห่ง ซึ่งเราจะได้เห็นสีสันการสมัครรับเลือกตั้งการหาเสียงนับแต่นี้ไปแต่รู้หรือไม่ว่ามีบุคคลอยู่ถึง 26 ประเภท ต้องห้ามสมัครเลือกตั้ง”เทศบาล”

ตั้งแต่วันพรุ่งนี้(วันที่ 8) ถึงวันศุกร์ที่ 12 ก.พ. จะมีการรับสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศ 2,472 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็น เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง ซึ่งเราจะได้เห็นสีสันบรรยากาศการสมัครรับเลือกตั้ง การหาเสียง ตามระบอบประชาธิปไตยนับแต่นี้ไป

แต่รู้หรือไม่ว่า…มีบุคคลอยู่ 26 ลักษณะหรือ 26 ประเภท ที่ต้องห้ามไม่ให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล  

1. ติดยาเสพติดให้โทษ

2. เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

3. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

4. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ 1.เป็นภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวช 2,อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ 3.วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

5. อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

6. ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

7. เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

8. เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

9. เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

10. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิตนำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า    กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

11. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง

12. เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

13. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น

14. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

15. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

16. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

17. เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

18. ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี

19. เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี มายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง

(20) อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 42หรือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (21) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จนถึงวันเลือกตั้ง

(22) เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกัน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

(23) เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น หรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทน หรือเอื้อประโยชน์ส่วนตนระหว่างกัน และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากต าแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง

(24) เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง 

(25) เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะทอดทิ้งหรือ ละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตน ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่งหรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแก่ราชการ และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง 

(26) ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติโลก ระวังสงครามจราจลทั้งไทยและเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457658

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติโลก ระวังสงครามจราจลทั้งไทยและเทศ

7 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:45 น.

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติโลก ระวังสงครามจราจลทั้งไทยและเทศ

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติโลก พิษ มรสุมหนัก ระวังสงครามจราจลทั้งไทยและเทศ ดวงเมืองประเทศไทย ไตรมาสแรก ภายใต้มหันตภัยดาวมฤตยู ดาวแห่งความตาย ความหายะนะ และดาวบาปพระเคราะห์ที่มีอานุภาพที่ร้ายแรง ก่อปัญหาความขัดแย้งวุ่นวายไม่รู้จบ อีกทั้งโรคระบาด ที่ยังไม่ขาดหาย ปัญหาเศรษฐกิจทำลาย ก่อภาวะให้คนเครียดหนัก เหตุต้องพึ่งยาเสพติดพุ่ง ทั้งเหตุความขัดแย้งทำร้ายซึ่งกัน ก่อให้เกิดการทำลายทรัพย์ ก่อเหตุเพลิงไหม้โหมกระหน่ำ เหตุร้ายรุนแรงชิงทรัพย์ ฮึกเหิมมากขึ้น กลุ่มก่อการจราจล ปัญหาผู้ก่อความไม่สงบ  ยุแหย่สร้างความแตกแยกให้บ้านเมืองวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ไร้อำนาจปราบปราม หากไม่รุนแรงเด็ดขาดปัญหาไม่จบ ผู้บริหารบ้านเมืองดวงตกลังเลไม่มั่นใจ กฏหมายไร้ประสิทธิภาพ หากปล่อยไว้ประเทศชาติล่มอย่างแน่นอน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ นาทีสุดท้ายของการเป็นนายกฯ 2 ธันวาคม ชี้ “ประยุทธ์” ผิดหรือไม่

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์ แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ผ่าดวงวิกฤติไตรมาสแรก  ปี 2564 ดวงเมือง ดวงโลกตก เหตุก่อรัฐประหาร  ระวังสงครามโลก วิกฤติทั้งในและต่างประเทศโยงใยไปทั่ว ถือว่าเป็นพิษวิกฤติมหันตภัย ที่จะสร้างความขัดแย้ง จากกลุ่มชนส่วนน้อยความคิดแตกแยกไร้สติ เข้าใจยากสภาวะทางจิตไม่ปกติ ป่าเถื่อนกับการเมืองเล็กๆ ที่จ้องล้มสถาบันฯ สูงสุด อีกทั้งโรคภัยร้ายแรงระบาด เหตุขัดแย้งทั่วไปในโลกจากเหตุของดาวมฤตยู เทพแห่งความตาย ความหายะนะ ดาวบาปพระเคราะห์ กับอานุภาพแห่งความร้ายแรง ที่จะก่อเหตุวิบากกรรม ที่มีผลต่อดวงโลกที่หมายเหตุเตือนภัย  ที่ต้องแก้เคลียปมความขัดแย้ง หรือสถานการณ์ปราบปรามรุนแรงที่จะจบลงได้  ไม่ว่าทั้งในไทย หรือต่างประเทศ หากมีผู้บริหารไม่ว่าชาติใดก็ตามดวงไม่แข็งจริง ระบบการปกครองก็มีโอกาศพลิกได้ ยกปมขัดแย้งในประเทศไทย ที่เกิดความไม่แน่นอนของการบริหารบ้านเมือง เป็นจุดเรื้อรังยืดเยื้อผ่านมาตลอดหนึ่งปี ที่ผ่านมาเพราะขาดความเด็ดขาดของกฏหมายบ้านเมือง ตลอดถึงผู้บริหารประเทศเกิดความแตกแยกไม่มั่นคง เพราะดวงตกขาดความมั่นใจ ในการตัดสินใจที่จะทำให้ประเทศเกิดความมั่นคงขึ้นได้

ซินแสเข่ง ชื้จุดเปลี่ยนดวงเมืองประเทศไทย กรรมตกมาอยู่ที่คนระดับรากหญ้า ที่ปล่อยให้กลุ่มคนดวงตกทำลายประเทศ กลุ่มคนดวงตกมาบริหารบ้านเมือง ยิ่งทำให้สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งแย่ลง ตลอดจนปีพุทธศักราช 2564 ตกราศีดวงเจ้าทุกข์ที่จะต้องแบกภาระความทุกข์เดินหน้า คนจนจะยิ่งแย่ ส่วนคนรวยก็ยังพออยู่ได้ถึงจะตกอีกสักปีคนมีเงินก็ยังพอประคองตัวเองได้ผ่าน แต่กลุ่มการเมืองหวังผลพลอยได้  และคอยแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์  ส่วนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็หวังล้มคดี เพื่อเอาตัวรอดจากคดีความที่ยืดเยื้อ เพื่อหวังหลุดคดีความ แต่เหตุก็ต้องตกดวงจองจำไร้อิสระภาพตลอดชีวิต

‘แม้ว’ โชว์ฟิตปลุกเพื่อไทยยุค ‘ปูแดง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457657

‘แม้ว’ โชว์ฟิตปลุกเพื่อไทยยุค ‘ปูแดง’

7 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:28 น.

16 ปีแห่งความหลัง ไทยรักไทยชนะยิ่งใหญ่ “ทักษิณ” ลุกขึ้นโชว์แกร่ง หนุน “ปู-แดง” สู้ศึกยกใหม่

ไม่พลาด! ค่ำวันที่ 6 ก.พ.2564 แพรทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของทักษิณชินวัตร วัย 72 ปี โพสต์คลิปผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคลิปวิดิโอ ขณะที่ทักษิณ กำลังชกมวย บริเวณหน้าบ้าน ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

พร้อมข้อความ ระบุว่า “หนุ่ม วัย 72 ส่งคลิปนี้มาให้แม่ลูกอ่อนดูว่า ฟิตร่างกายไว้ พร้อมเลี้ยง หลานธิธารแล้วค่ะ! แม่อยากจะหอบลูกขึ้นเครื่องไปเดี๋ยวนี้เล๊ยยยย คิดถึงที่สุด ตาตาที่รักของหลาน ๆ”

บังเอิญคลิปโชว์ฟิตของทักษิณ ถูกเผยแพร่ในวันเดียวกันกับสื่อเมืองไทยบางสำนัก โหมประโคมข่าวดังในอดีตคือ 6 ก.พ.2548 วันที่พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย 

16 ปีที่แล้ว พรรคไทยรักไทย ลงสนามเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ได้ ส.ส.จำนวน 377 ที่นั่ง คิดเป็นคะแนนเสียงกว่า 18,993,073 คะแนน ส่งผลให้สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ เอาชนะคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เพียง 96 ที่นั่ง

จังหวะครบรอบ 16 ปี แห่งชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย ในนามกลุ่มแคร์ ก็ออกมาชูนโยบายใหม่ ต่อยอดจาก 30 บาท รักษาโรค สู่คนไทยไร้จน

ทักษิณส่งคลิปโชว์ซ้อมมวย มาให้แฟนคลับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น “รุก”

‘ปู-แดง’แรงฤทธิ์

อดีตคลังสมองไทยรักไทย ที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทย ไปก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกับ “คุณหญิงสุดารัตน์” คือ “โภคิน พลกุล” นักกฎหมายใหญ่ที่สนิทสนมกับทักษิณ ชินวัตร มากว่า 20 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “การออกจากพรรคไม่มีปัญหาส่วนตัว แต่มีปัญหาในหลักการ ถ้าทีมคุณทักษิณยังบริหารพรรคแบบ family-ครอบครัว ต่อไป ผมจะอยู่ไปทำอะไร”

ดังที่รู้กัน “ทีมคุณทักษิณ” นั้นหมายถึงกลุ่มแคร์ ประกอบด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช,  ภูมิธรรม เวชยชัย, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

จะว่าไปแล้ว กว่า 13 ปีที่ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ยังคงรับบท “เถ้าแก่ใหญ่” คอยกำกับคนใกล้ชิด ให้จัดทัพจัดแถวมาโดยตลอด 

สำหรับการรีแบรนด์เพื่อไทยครั้งใหม่ ภายใต้ทีมยุทธศาสตร์กลุ่มแคร์ นัยว่า แม่ทัพระดับปฏิบัติการตัวจริง ไม่ใช่ทักษิณ หากแต่เป็นน้องสาวสองคน คือ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ทักษิณเป็นเพียงสัญลักษณ์ของผู้ริเริ่มนโยบายประชานิยม และในฐานะขวัญใจคนรากหญ้า

ด้วยเหตุนี้ “ปู-แดง” จึงแผลงฤทธิ์ จนคุณหญิงหน่อย ต้องหอบผ้าหอบผ่อนออกจากเพื่อไทยไปสร้างบ้านหลังใหม่ 

มนต์ขลังไทยรักไทย

แคร์นำทัพ

รำลึกชัยชนะประชานิยม “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โพสต์เรื่อง “จาก 30 บาทรักษาทุกโรค สู่คนไทยไร้จน” ที่แฟนเพจเฟซบุ๊คของกลุ่มแคร์ เป็นการโหมโรง Care Talk เรื่อง คนไทยไร้จน : ฝันเฟื่องหรือเรื่องจริง ถ่ายทอดสดทางเพจ Care คิดเคลื่อนไทย วันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ.นี้ ถ่ายทอดสดจาก Lido Connect สยาม

“…ครั้งหนึ่ง เคยมีความพยายามจะหาทางออกให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์แห่งความจนมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่จุดมุ่งหมายนั้น กลับโดนปล้นไปเสียก่อนที่ความสำเร็จจะบังเกิดขึ้น”

พูดตรงๆ พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปสมัยหน้า จะก้าวข้าม “ประชานิยม” ไปสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ ทำให้ “คนไทยไร้จน” และรูปธรรมแห่งนโยบายหาเสียง คงถูกผลิตออกมาจากคลังสมองกลุ่มแคร์ 

ไม่ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือนักธุรกิจคนใด จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทย ก็หนีไม่พ้นเงา “ปู-แดง” ที่จะสำแดงอยู่หลังม่านที่ดูไบ

กลุ่มแคร์ คลังสมองเพื่อไทย

ผ่าม็อบพม่ารุ่น 88 – มินอ่องหล่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457644

ผ่าม็อบพม่ารุ่น 88 – มินอ่องหล่าย

7 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:14 น.

ลุกขึ้นสู้ คนหนุ่มสาวชาวพม่า “มินโกหน่าย” ผู้นำรุ่น 88 เผชิญหน้ากองทัพ “มินอ่องหล่าย”

ยกแรกของม็อบพม่า เริ่มต้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 6 ก.พ.2564 กลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงแดง และคนหนุ่มสาวผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี ประมาณ 200 คน ได้พากันเดินไปตามถนนอินเส่ง ย่านตลาดวัวหรือตลาดเลดัน (Hledan) เป็นตลาดสดขึ้นชื่อของย่างกุ้ง จากนั้น มีผู้คนมาสมทบอีกนับพันคน 

การลุกขึ้นสู้ในวันนั้น “มินโกหน่าย” อดีตผู้นำนักศึกษาพม่า รุ่น 1988 คว้าโทรโข่งลงถนนไปกับนักสู้รุ่นลูกรุ่นหลานดัวย

สิ่งที่เกิดในย่างกุ้งวันนี้เป็นเรื่องน่ายินดีมาก” มินโกหน่าย กล่าว ซึ่งการประท้วงเผด็จการทหารยุคซ่อนรูป ยึดกุมหลักสันติวิธี 

ตกค่ำวันเดียวกันนั้น มีกระบวนการปล่อยข่าวลือว่า ทหารปล่อยตัวอองซานซูจี ไปตามชุมชนต่างๆ ในย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ รวมถึงการใส่ร้ายป้ายสีอดีตผู้นำนักศึกษาพม่า 

มินโกหน่าย ลงท้องถนนอีกครั้ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
กลิ่นปฏิวัติ’ทหารพม่า’จี้สอบโกงเลือกตั้ง

ที่มาของรุ่น 88

มินโกหน่าย ออกมาเคลื่อนไหวต้านเผด็จการทหารในวันนี้ ในนามองค์กร “รุ่น 88 เพื่อสันติภาพและสังคมเปิดกว้าง” (88 Generation Peace and Open Society) ซึ่งมีแนวทางต่อสู้อย่างสันติวิธี เขามุ่งให้มีการณรงค์ติดริบบิ้นแดง แสดงการอารยะขัดขืนในกลุ่มข้าราชการไปทั่วประเทศ 

ด้วยประสบการณ์อันเลวร้ายเมื่อ 33 ปีที่แล้ว มินโกหน่าย จึงพยายามบอกกับคนรุ่นใหม่ให้ใจเย็นๆ อย่าด่วนใจร้อนเผชิญหน้าแตกหักกับตำรวจปราบจลาจล บนท้องถนน

คนทั่วโลกยังคงจำได้ สำหรับเหตุการณ์ 8-8-88 หรือเหตุการณ์ที่ทหารปราบปรามนักศึกษาผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531)

การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย มีจุดเริ่มต้นจากการที่นักศึกษา ประชาชน และพระสงฆ์นับล้าน เริ่มออกมาชุมนุมอย่างสันติในนครย่างกุ้ง เพื่อเรียกร้องให้ยุติระบอบเผด็จการภายใต้การปกครองของนายพลเนวิน โดย อองซานซูจี ได้เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงในครั้งนั้น

ผู้นำการประท้วงประกอบด้วยผู้นำนักศึกษาพม่า ได้แก่ มินโกหน่าย, โกโกจี และโมธีซุน ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดี ที่มีอองซานซูจี เป็นแกนกลางหลังทหารพม่าปราบปรามอย่างรุนแรง แกนนำนักศึกษาจำนวนมากถูกจับกุม และถูกควบคุมตัวในเรือนจำทั่วประเทศ มินโกหน่าย ก็ถูกจับกุมในระหว่างหลบหนีกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ และถูกคุมขังเป็นเวลารวมกว่า 15 ปี 

เมื่อโลกสิ้นสุดสงครามเย็น ขุนศึกพม่าก็เปิดประเทศ และปฏิรูปการเมือง ในปี 2555 รัฐบาลของเต็งเส่ง ออกกฎหมายนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองหลายร้อยคน รวมทั้งอดีตนักศึกษาจากยุค 1988

พลันที่ได้รับอิสรภาพ บรรดาผู้นำนักศึกษาพม่า รุ่น 88 ก็เลือกทางเดินแตกต่างกันไป หลายคนไปจัดตั้งพรรคการเมือง แต่ มินโกหน่าย ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม 88 Generation Peace and Open Society ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของกลุ่มนักศึกษาปี 1988 ที่มุ่งเน้นทำงานในด้านสันติภาพและส่งเสริมภาคประชาสังคมในพม่า

มินโกหน่าย ผู้นำนักศึกษารุ่น 88

เกมแยกสลาย

มินอ่องหล่าย ผู้นำสูงสุด เผชิญหน้าการต่อต้านครั้งสำคัญ

หลังรัฐประหารใต้รัฐธรรมนูญ 2551 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผบ.สส.กองทัพเมียนมา ได้ตั้ง “สภาบริหารแห่งรัฐ” (SAC) ขึ้นมาปกครองประเทศ 

คณะกรรมการสภาบริหารแห่งรัฐ มิได้มีแต่นายทหาร หรืออดีตนายทหารเหมือนในอดีต หากแต่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้แต่งตั้ง ขิ่นหม่องส่วย หัวหน้าพรรคพลังประชาธิปไตย (NDF) และ ดอว์เอนุเส่ง โฆษกพรรคแห่งชาติอาระกัน(ANP) เป็นกรรมการในสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ด้วย

ขิ่นหม่องส่วย หัวหน้าพรรคพลังประชาธิปไตย ก็คืออดีตแกนนำพรรคเอ็นแอลดี แต่ขัดแย้งกับอองซานซูจี เรื่องการบริหารงานในพรรค จึงแยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ ทำนองเดียวกัน พรรคแห่งชาติอาระกัน ไม่พอใจอองซานซูจี กรณี กกต.เมียนมา ตัดสิทธิ์ชาวยะไข่หลายตำบล ไม่ให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ได้แต่งตั้ง เต๊ด เต๊ด ข่าย (Thet Thet Khaing)  หัวหน้าพรรค People’s Pioneer Party (PPP) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสวัสดิการสังคมการบรรเทาทุกข์และการตั้งถิ่นฐานใหม่

สมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์ เต๊ด เต๊ด ข่าย ได้เข้าร่วมขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ปี 1988 ถูกทหารปราบปรามอย่างรุนแรง หลังเปิดประเทศ เธอลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเอ็นแอลดี ได้เป็น ส.ส.ปี 2558 ต่อมา เธอถูกปลดออกจากพรรค เนื่องการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานซูจีว่า เป็นเผด็จการ 

เต๊ด เต๊ด ข่าย จึงตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง และลงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพีพีพี ไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. แม้แต่คนเดียว 

นี่คือเกมแยกสลายของกองทัพเมียนมา โดยดึงบรรดานักการเมืองที่คู่อริของอองซานซูจี มาอยู่ใต้ร่มธงกองทัพ

เต๊ด เต๊ด ข่าย อดีต ส.ส.พรรค NLD ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี

วัดใจ 2 รัฐมนตรีเกษตรแก้ปัญหาชาวนาไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457638

วัดใจ 2 รัฐมนตรีเกษตรแก้ปัญหาชาวนาไทย

7 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:14 น.

วัดใจ 2 รัฐมนตรีเกษตรแก้ปัญหาชาวนาไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมาแก้ปัญหาจริงๆๆจังๆๆเสียที

ปีแล้วปีเล่าเปลี่ยนมาหลายรัฐบาล พอรัฐบาลชุดนี้ได้นายหัวต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตร มาคุมทีม เกษตรฯ ภายใต้การรวมทีม 3 จตุรเทพ ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, มนัญญา ไทยเศรษฐ์ และประภัตร โพธสุธน 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ บริหารเกือบ 3 ปียังไม่เห็นผลที่ชัดเจน  ยิ่งปัญหาภัยแล้ง ยังไม่เห็นแนวทางการเกษตรปัญหาที่ชัดเจนสงสารแต่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แต่ที่ดูหนักใจสุดคงหนีไม่พ้น 2 รมช.เกษตรฯ ได้แก่ รมช.เกษตร มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ช่วงนี้ก็เจอสงครามเย็น ถึงแม้ส่ง นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แต่ก็บอกเลยไม่ง่ายเพราะมีหลายขั้วอำนาจภายในกรมไม่ยอมลงให้ก็เล่นตัดงบเขาแทบหายหมดและยังเรื่อง 3 สารเคมีที่ยังแก้ปัญหาไม่จบเสียที

แต่ที่แอบหนักใจสุดคงนี้ไม่พ้น พ่อใหญ่แห่งเมืองสุพรรณ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ที่เจอคลื่นใต้น้ำภายในกรมการข้าว ที่เหล่าผู้บริหารทำงานแบบมึนๆๆงงๆๆ ทำงานแบบมือไม่ถึง อีกทั้งมีคดีค้างสอบที่ยังอยู่ในกระทรวงถึง 2 เรื่อง โครงการหาเมล็ดข้าวแจกเกษตรกร 400 ล้าน กับ ที่โดนสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัดฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอยู่ และเรื่อง ข้าวพันธุ์ กข87 ที่พึ่งรับรองพันธุ์ไปไม่นาน แต่อยู่ในมือเอกชนมหาศาล แต่ก็เห็นยังเงียบอยู่

หวังว่าถึงเวลาแล้วที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการเกษตร กับนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรที่กำกับดูแลตรงกรมการข้าว ต้องลงมาแก้ปัญหาจริงๆๆจังๆๆเสียที ถ้ายังแก้ปัญหาภายในองค์กรไม่ได้ ยังไม่มีมือไม้ทำงาน อย่าหวังเลยที่จะแก้ปัญหาให้เกษตรกรชาวนาได้

จัดให้ฉีดวัคซีน ‘ซูจี’ ปลอดภัยสบายดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457599

จัดให้ฉีดวัคซีน ‘ซูจี’ ปลอดภัยสบายดี

6 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:29 น.

สายตรงจากเนปิดอว์ กองทัพพม่าแจ้ง “อองซานซูจี” สุขภาพแข็งแรงดี ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว

++
    แฟนเพจเฟซบุ๊ก The Irrawaddy อ้างรายงานข่าวจากกองทัพเมียนมาว่า อองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านพัก ที่กรุงเนปิดอว์ และเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 6 ก.พ.2564 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้เข้ามาตรวจร่างกาย และฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรกให้แก่ซูจี

        การปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของซูจี ในวันที่ไปดูการฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ ส.ส.พม่า 

    ตามโปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้กับกลุ่มเสี่ยงของอดีตรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดี อองซานซูจี ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เพราะเธอเป็นสมาชิกสภาฯ และอายุ 75 ปีแล้ว
    อย่างไรก็ตาม แกนนำพรรคเอ็นเอดี ได้แจ้งข่าวมาก่อนแล้วว่า อองซานซูจี ถูกคุมตัวอยู่ในบ้านพัก และมีสุขภาพแข็งแรงดี

++
วัคซีนป้องกันรัฐประหารไม่ได้
++
    ก่อนเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจ เกิดความตึงเครียด ระหว่างรัฐบาลอองซานซูจี กับกองทัพเมียนมา โดยกองทัพมีข้อมูลคณะกรรมการการเลือกตั้ง (UEC) กระทำการทุจริต ขอให้รัฐบาลล้มการเลือกตั้ง 8 พ.ย.2563 และขอให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ พร้อมให้เลื่อนการเปิดประชุมสภาออกไป 
    อองซานซูจีและพรรคเอ็นแอลดี ได้ปฏิเสธข้อเสนอของกองทัพเมียนมาทั้งหมด เพราะได้เตรียมการเปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 1 ก.พ.2564 เพื่อเลือกประธานสภาฯ และประธานาธิบดี
    ด้านหนึ่ง อองซานซูจี เร่งจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดอย่างเร่งด่วน โดยสั่งซื้อจากอินเดีย 30 ล้านโดส เบื้องต้น รัฐบาลอินเดียจัดส่งวัคซีนโควิดมอบเป็นของขวัญให้รัฐบาลเมียนมา 1.5 ล้านโดส เพื่อฉีดให้แก่กลุ่มเสี่ยง ได้แก่แพทย์ พยาบาล อสม. และกลุ่มนักการเมือง

          วัคซีน 1.5 ลัานโดสจากอินเดีย ซูจีหวังแก้สถานการณ์การเมือง แต่ป้องกันไม่ได้ 

    เหตุที่อองซานซูจี วางโปรแกรมฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้กลุ่ม ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง และแต่งตั้ง เพื่อแสดงความพร้อมด้านป้องกันโควิด ก่อนเปิดประชุมสภาฯ     

วันที่ 29 ก.พ.2564 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(Pyithu Hluttaw) 289 คน จากทุกพรรค ต่างเดินทางมายังห้องอาหาร อาคารรัฐสภา เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรก
    วันที่ 30 ก.พ.2564 มีการฉีดวัคซีนให้แก่สมาชิกสภาชนชาติ (Amyotha Hluttaw) และสมาชิกรัฐสภาในโควต้า 25% ของกองทัพเมียนมา
    มิทันที่จะได้เปิดประชุมสภาฯ เช้าตรู่วันที่ 1 ก.พ.นี้ กองทัพเมียนมาได้เข้าจับกุมตัวอองซานซูจี และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งก็คือการทำรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรกในโลก

ย่างกุ้งเดือด มวลชนลงถนน ประท้วงรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457593

ย่างกุ้งเดือด มวลชนลงถนน ประท้วงรัฐประหาร

6 กุมภาพันธ์ 2564 – 16:06 น.

ลงสู่ท้องถนน มวลชนพม่าชูสามนิ้ว ต้านรัฐประหาร บนถนนสายเศรษฐกิจ ใจกลางกรุงย่างกุ้ง

++
    คลื่นอารยะขัดขืนไม่ยอมรับการยึดอำนาจลุกลามไปทั่วเมียนมา หลังการรัฐประหารของกองทัพ ภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เริ่มจากแพทย์-พยาบาล ,ครู, ข้าราชการหลายกระทรวง ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานเอกชน มินับกลุ่มเยาวชนนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ได้รวมตัวจัดกิจกรรมติดริบบิ้นแดง แสดงสัญลักษณ์ต้านอำนาจเผด็จการทหาร

แม้สภาบริหารภาครัฐ (SAC) และกองทัพเมียนมา จะมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตปิดกั้นการเข้าถึง Twitter และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.2564 จนกว่ารัฐบาลทหารเมียนมาจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยก่อนหน้านั้น ได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นการเข้าถึง Facebook, Messenger และ WhatApps แต่ก็มิอาจปิดกั้นข่าวสารการประท้วงจากเมียนมาได้

วันเสาร์ที่ 6 ก.พ.2564 แฟนเพจเฟซบุ๊ค Myanmar Now ,DVB TV News และ RFA Burmese ได้เกาะติดข่าวผู้ชุมนุมนับพันคน ที่ถนนอินเส่ง ทางตะวันตกของย่างกุ้ง ซึ่งพวกเขาตะโกน “ผู้นำทหารเผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยประสบชัยชนะ” และเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

        คลื่นมวลชนพม่า ลงถนนที่ย่างกุ้ง

ด้านทางการเมียนมาได้จัดกำลังตำรวจปราบจลาจล พร้อมกระบองและโล่เข้าตั้งแถวสกัดผู้ชุมนุม พร้อมรถฉีดน้ำแรงดันสูง

           ตำรวจย่างกุ้ง ตั้งแถวสกัดม็อบ

ผู้ชุมนุมประกอบด้วยกลุ่มเยาวชนสังคมใหม่, เยาวชนกะเหรี่ยง ,คนงาน และผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี ทุกคนต่างชู 3 นิ้วเพื่อต่อต้านรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์เข้าร่วมการเดินขบวนด้วย

การเดินขบวนท้องถนนในย่างกุ้งวันเสาร์นี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่การประท้วงเผด็จการทหารได้ย้ายจากโซเชียลลงสู่ท้องถนน

ตั้งแต่คืนวันที่ 1 ก.พ.2564 เป็นต้นมา ได้มีการแสดงอารยะขัดขืน ด้วยการเคาะกะทะ เคาะกะละมัง เคาะถาด ตามชุมชนในย่างกุ้ง และหัวเมืองใหญ่ 

29 ปี ‘สุดารัตน์’ ‘ไทยสร้างไทย’ พรรคสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457567

29 ปี ‘สุดารัตน์”ไทยสร้างไทย’พรรคสุดท้าย

6 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:23 น.

กว่าครึ่งชีวิตบนถนนการเมือง “คุณหญิงสุดารัตน์” พร้อมแล้ว สำหรับภารกิจ “ไทยสร้างไทย” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    วันที่ 6 ก.พ.2548 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้คำขวัญหาเสียงว่า “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” และได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง
    พ.ศ.โน้น พรรคไทยรักไทยเต็มไปด้วยแม่ทัพนายกอง และหนึ่งในนั้นคือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่มีฉายา แม่ทัพเมืองหลวง เพราะเธอแจ้งเกิดในสนามกรุงเทพฯ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว
    การเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 22 มี.ค.2535 กระแสมหาจำลอง ส่งผลให้พรรคพลังธรรม สร้างปรากฏการณ์ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ในกรุงเทพฯ และนักธุรกิจหญิงที่ชื่อ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ได้รับเลือกตั้งสมัยแรก ที่เขตเลือกตั้งที่ 12 บางเขน,มีนบุรี,หนองจอก และดอนเมือง (ยกเว้นแขวงทุ่งสองห้อง) 

        สุดารัตน์ ส.ส.สมัยแรก ปี 2535

    หลังการเลือกตั้ง หน้าการเมืองหนังสือพิมพ์รายวันยุคนั้น โฟกัสไป ส.ส.หน้าใหม่ 2 คือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะเลือดใหม่สภาไทย 
    เพียงไม่กี่ปีในเวทีสภา “สุดารัตน์” ลูกสาว สมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.นครราชสีมา ปี 2512 ก็เป็นดาวจรัสแสง และเป็นแม่ทัพพลังธรรม ในยุคหัวหน้าพรรคชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
    เส้นกราฟการเมืองของสุดารัตน์ มีพุ่งขึ้นก็มีทิ่มหัวลง เหลือเธอเพียงคนเดียวในสนาม กทม.ปี 2539 หลังจากนั้น เธอก้าวสู่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมาถึงวันนี้ “สุดารัตน์” ถูกบังคับให้เลือกทางสายใหม่ ในนาม “ไทยสร้างไทย”

         ยุคดาวรุ่ง ของคุณหญิงสุดารัตน์ 

++
ทางสายกลาง
++
    เป็นความชัดเจนของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ที่หันหลังให้กับพรรคเก่า พร้อมจับมือกับผู้ร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองนำเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาประเทศ เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป
    คุณหญิงหน่อยได้ให้คนไปจดทะเบียนตั้งพรรคแบบด่วนๆ ที่ชื่อว่า “ไทยสร้างไทย”  คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นาน ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ก็จะสามารถเรียกประชุมสมาชิกพรรคได้ และอาจมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ คงต้องดูกันอีกที

          ไทยสร้างไทย ภารกิจครั้งสำคัญ

    ระหว่างนี้ อดีตประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย พร้อมคณะผู้ก่อตั้งพรรคใหม่ ออกเดินสายไปพบปะบุคคลสำคัญรวมถึงสื่อหลายสำนัก เพื่ออธิบายการจัดตั้งพรรคใหม่ และนโยบายการแก้ไขปัญหาประเทศ
    หลักคิดในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ และมุมมองสถานการณ์การเมืองขณะนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นว่า “ไปต่อไม่ได้แล้ว” เพราะฝ่ายเทิดทูนสถาบันก็มองว่าฝ่ายประชาธิปไตยอันตราย ไว้ใจไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยก็มองฝ่ายเทิดทูนสถาบันอย่างแบ่งแยก สังคมแบบนี้เดินไม่ได้ ทั้งๆ ที่ เรื่องสถาบันกับการเมืองเป็นคนละเรื่อง คนละเลเยอร์กันเลย ไม่ควรนำมารวมกันจนทำให้เกิดความขัดแย้ง
    ดังนั้น จุดยืนแรกของพรรคนี้ก็คือ “ไม่แตะสถาบัน และไม่ดึงสถาบันมาอยู่ในวังวนความขัดแย้ง” จุดยืนที่สอง เป็นการเสริมพลังและสร้างโอกาสให้กับ “คนตัวเล็ก” ในสังคม ทั้งคนทำมาหากินทุกอาชีพ รวมทั้งเอสเอ็มอี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ติดกับดักเรื่องกฎหมายและระบบราชการ จนทำให้ยืนบนขาตัวเองไม่ได้ และพัฒนาต่อยอดได้ยากมาก
    พูดง่ายๆว่า พรรคไทยสร้างไทยเป็น “พรรคทางสายกลาง” ทางเลือกใหม่ของคนไทยทั้งประเทศ 

++
บรนด์ ‘หน่อย’ ขายได้
++
    สำหรับความคืบหน้ากลุ่มไทยสร้างไทย รวมถึงการเตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. ต้องขอพิจารณาอีกครั้ง เพราะเวลาเหลือไม่มาก และเร็วมาก ที่จะเฟ้นตัวเพื่อส่งผู้สมัคร แต่ยอมรับว่าแคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคนมาหา และมาขอให้สนับสนุน
    ด้านการเลือกตั้งทั่วไป ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า มีความพร้อม ไม่เฉพาะสนามกรุงเทพฯ ในภาคอีสาน ก็มีคะแนนนิยมดี สังเกตจากตัวเองที่ลงไปช่วยหาเสียงนายก อบจ.ในหลายจังหวัด และกลุ่มไทยสร้างไทย มีผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองเป็นอดีต ส.ส.อีสาน จึงถือว่ามีฐานอยู่
    สังเกตได้จากผลสำรวจของอีสานโพลล์ ในรอบ 2 ปีมานี้ ชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ ได้รับความนิยมจากคนอีสานเป็นอันดับหนึ่ง
    แหล่งข่าวในแวดวงการเมืองอีสานเปิดเผยว่า เลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะเชื่อแบบเดิมๆว่า ภาคอีสานขายยี่ห้อทักษิณ เอาเสาไฟฟ้ามาลง ก็ได้รับเลือกตั้ง คงไม่ได้แล้ว เพราะพฤติกรรมการเลือก ส.ส.ของคนอีสานเริ่มเปลี่ยนไป 
    “ลูกเล่นหาเสียง โหวตพาทักษิณกลับบ้าน ใช้ไม่ได้แล้ววันนี้ คนอีสานเหมือนถูกหลอกมาหลายหน ถ้าเพื่อไทยเอาทักษิณมาลงสนามเอง คนจะเลือก แต่แค่เอาชื่อมาหาเสียงแบบเก่า ไม่ได้แล้ว” 
    ดังนั้น เลือกตั้งผู้แทนหนหน้า สนามอีสาน ยังเปิดกว้างสำหรับกลุ่มการเมืองใหม่ เพราะชาวบ้านไม่ได้ยึดติดแบรนด์เดิม เหมือน 10 ปีที่ผ่านมา 
    ที่น่าสนใจคือภาคใต้ คุณหญิงหน่อยใช้คำว่า กำแพงที่เคยมี ได้พังลงแล้ว ตั้งแต่ออกจากพรรคเพื่อไทย ฉะนั้นภาคใต้ของกลุ่มไทยสร้างไทย ก็ถือว่ามีหวัง
    ในเวทีเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคไทยสร้างไทย จะไปได้ไกลแค่ไหน ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาด สำหรับคุณหญิงสุดารัตน์ ภารกิจนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเธอ  

ข้าราชการพม่ารวมพลัง ‘อารยะขัดขืน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457512

ข้าราชการพม่ารวมพลัง ‘อารยะขัดขืน’

5 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:23 น.

คลื่นอารยะขัดขืน ต้านการยึดอำนาจ เหมือนไฟลามทุ่ง ท้าทายอำนาจของกองทัพเมียนมา

++
    นับแต่เกิดรัฐประหารในเมียนมา ชาวพม่าในย่างกุ้ง และเมืองใหญ่ ได้นัดหมายผ่านโซเชียลทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ประท้วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจี

เริ่มจากค่ำวันที่ 1 ก.พ.2564 พวกเขาได้เคาะหม้อ เคาะกระทะ บีบแตรรถ ประท้วงต่อต้านกองทัพก่อรัฐประหาร ในโซเชียลมีเดีย มีการเรียกร้องขอคืนประชาธิปไตย ติดแฮชแท็ก #SaveMyanmar รวมทั้งรณรงค์การอารยะขัดขืน ในเฟซบุ๊ก Civil Disobedience Movement  

              ข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

    วันที่ 2 ก.พ.2564 บุคลากรแพทย์ และพยาบาล ในโรงพยาบาลของรัฐ ได้รวมตัวติดริบบิ้นแดง สัญลักษณ์ต่อต้านการทำรัฐประหาร และแสดงอารยะขัดขืนต่อรัฐบาลใหม่ 
    วันที่ 3-4 ก.พ.2564 มีการรวมตัวอารยะขัดขืนของกลุ่มข้าราชการครู และนักศึกษา ในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พะโค รัฐมอญ ฯลฯ แสดงจุดยืนต้านรัฐประหาร 

           ข้าราชการครู

    วันที่ 5 ก.พ.2564 มีปรากฏการณ์พิเศษ เมื่อข้าราชการในกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศเมียนมา ได้รวมตัวกันแสดงอารยะขัดขืน อาทิกระทรวงกิจการชาติพันธุ์ ,กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน, กระทรวงแรงงานการอพยพและประชากร และกระทรวงสวัสดิการสังคมการบรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่      

               ข้าราชการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน 

นอกจากนี้ ได้มีพนักงานเอกชนของบริษัทใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง ได้เข้าร่วมแสดงอารยะขัดขืน และติดริบบิ้นแดง

            พนักงานสถานีโทรทัศน์ MRTV

    มีข้อน่าสังเกต สภาบริหารภาครัฐ (SAC) ผู้กุมอำนาจรัฐในเมียนมา ยังไม่มีท่าทีใดๆต่อการแสดงพลังต้านการรัฐประหาร มีแต่ส่งกำลังทหาร ตำรวจ ตรึงกำลังตามเมืองต่างๆ เฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี 

อกแม่สมพร “จึงรุ่งเรืองกิจ” โชคชะตาติดบ่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457475

อกแม่สมพร “จึงรุ่งเรืองกิจ” โชคชะตาติดบ่วง

5 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:00 น.

การตัดสินใจเข้าสู่การเมือง “ธนาธร” ส่งผลสะเทือนต่อครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” อย่างคาดไม่ถึง 

++
“ครอบครัวเราทำธุรกิจ ก็กลัวว่าเกิดไปทำอะไรกระทบกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล เราก็ตาย ถูกไหมคะ ก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยมาก เราไม่สนับสนุนน่ะ” สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย เมื่อเดือน พ.ค.2561 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลูกแม่สมพร’ธนาธร-สกุลธร’วิบากธุรกิจการเมือง
 

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ

นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอเปิดใจกับสื่อมวลชน หลังจากลูกชาย-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ กับมิตรสหายร่วมอุดมการณ์    

“สมพร” ไม่เห็นด้วยที่ลูกชายจะเล่นการเมือง แต่ห้ามไม่ได้ เธอกังวลมากในตอนนั้น แต่ก็มี “ผู้ใหญ่” ที่เคารพหลายคนจากหลายแวดวงทั้งตำรวจ ทหาร อัยการ ปลอบว่าไม่ต้องห่วง เมื่อลูกมาขนาดนี้ถือว่าอยู่ในสายตาของประชาชนแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมาเล่นในทางไม่ถูกต้อง
    

คำพูดประโยคนี้ของสมพร สะท้อนถึงคอนเนกชั่นในแวดวงข้าราชการ ซึ่งในอดีต พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ สามีของเธอ ก็ได้ชื่อว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองระดับประเทศในยุคหนึ่ง    

เมื่อนักข่าวถามว่า ธนาธรเล่นการเมือง ก็หวังที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี สมพรตอบว่า “ตำแหน่งตรงนี้ไม่ใช่ง่าย นอกจากคุณมีพลัง ตัวคุณต้องมีบารมี มีความสามารถ ดังนั้นถามว่าอยากหวังไปถึงตรงนั้นไหม อยากหวัง แต่ไม่คิดว่าจะต้องได้…ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า วันนี้ใครถาม เราก็อยากให้ลูกเป็นนะ แต่ไม่กล้าหวัง ให้ทุกอย่างเป็นไปตามสัจธรรม หรือที่พระเจ้าอยากให้เป็น”    

3 ปีผ่านไป พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ลูกชายต้องเล่นบทนักการเมืองนอกสภา และมีคดีความตามมาเพียบ สมพรยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่ออีกเลย 

การเมืองกระทบอาณาจักรไทยซัมมิท

++
แม่-ลูกคดีรุกป่า
++
วันที่ 4 ก.พ.2564 อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ร่วมกันแถลงแจ้งความเพิ่มเติม สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ,ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้เอกสารที่ออกโดยมิชอบมาครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี     

กรมป่าไม้ได้ขยายผลสืบสวน สอบสวนต่อเนื่องจากข้อมูลเดิมที่ได้ดำเนินการไว้ กรณีที่ดินของสมพร หลังจากที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปทส. ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2563 ยังพบว่า มีการนำเอกสารสิทธิที่ดินประเภท นส.3 ก ที่เป็นเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกจำนวนมากของสมพร, ชนาพรรณ และธนาธร อีกจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ฉบับ รวมเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 2,000 ไร่ นำมายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี    

ก่อนหน้านี้ มีเพียงสมพร ธนาธร และสกุลธร ที่ติดบ่วงคดีไปแล้ว แต่กรณีของ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ นี่เป็นคดีแรก    

ชนาพรรณ ถือว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรไทยซัมมิท รับผิดชอบงานบริหารบุคคล จัดซื้อจัดจ้าง และการเจรจาเปิดโครงการใหม่ในต่างแดน  

++
สกุลธรติดบ่วง
++
แม้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เดินหน้าในนามคณะก้าวหน้า ไม่หันกลับมาทำงานในไทยซัมมิท สมพรจึงแบ่งโครงสร้างงานใหม่ งานที่เคยอยู่ในมือธนาธร มอบหมายให้สกุลธร ลูกชายคนรอง ดูแลทั้งด้านการบริหาร การตลาดและการต่างประเทศ     

แต่วันนี้ สกุลธร ในนามประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กลับมาเจอบ่วงคดีเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กรณีการเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม     

เรียกได้ว่า ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” มีคดีความกันครบเกือบทุกคน