เบื้องลึก “มินต์ฉ่วย” ผู้นำจำแลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457040

เบื้องลึก’มินต์ฉ่วย”ผู้นำจำแลง

เบื้องลึก'มินต์ฉ่วย"ผู้นำจำแลง

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:19 น.

เกมรัฐประหารซ่อนรูป ยืมมือ “มินต์ฉ่วย” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โอนอำนาจไปให้กองทัพปกครองประเทศ

รุ่งสางวันที่ 1 ก.พ.2564 กองทัพเมียนมาได้ส่งกำลังทหารเข้าจับกุมตัว ออง ซานซูจี และแกนนำพรรคเอ็นแอลดี ในกรุงเนปิดอว์ ส่งสัญญาณการยึดอำนาจ

หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ชั่วโมง สถานีโทรทัศน์เมียวดีของกองทัพเมียนมา ได้ออกประกาศสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมา เรื่อง สถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศเป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรา 413-418 ของรัฐธรรมนูญปี 2551 ลงนามโดย อู มินต์ฉ่วย รองประธานาธิบดีสหภาพเมียนมา ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี หรือประธานาธิบดีชั่วคราว ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องลึก'มินต์ฉ่วย"ผู้นำจำแลง

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม”

ตอนที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สื่อต่างประเทศหลายสำนักก็งุนงง ไม่เข้าใจการเมืองเมียนมา นึกว่า อู มินต์ฉ่วย เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ

จริงๆแล้ว อู มินต์ฉ่วย รองประธานาธิบดีเมียนมา มีหน้าที่แค่เซ็นประกาศเท่านั้น หลังจากทหารจับตัวประธานาธิบดี อำนาจการออกคำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ตกมาอยู่ที่รองประธานาธิบดี สายทหาร

อู มินต์ฉ่วย หรือ พล.ท.มินต์ฉ่วย นายทหารเชื้อสายมอญ ก็เป็นเพียง “หุ่นเชิด” ของกองทัพ

อำนาจนิติบัญญัติและบริหาร จะถูกโอนไปอยู่ในมือของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผบ.สส.

เบื้องลึก'มินต์ฉ่วย"ผู้นำจำแลง

มินต์ฉ่วย ประธานาธิบดีชั่วคราว

มินต์ฉ่วยคือใคร?

มินต์ฉ่วย อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเมียนมา มีความใกล้ชิดกับนายพลตานฉ่วย อย่างมาก จัดว่าเป็นนายทหารพม่าสายแข็ง 

ปี 2550 พล.ท.มินต์ฉ่วย ยังมีบทบาทสำคัญในการกวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารที่นำโดยพระสงฆ์ 

ยุคที่นายพลเต็ง เส็ง เป็นประธานาธิบดี หลังการเลือกตั้งปี 2554 มินต์ฉ่วย ได้รับการแต่งตั้งเป็นมุขมนตรีนครย่างกุ้ง ย่อมถือว่าไม่ธรรมดา

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กองทัพเมียนมาได้มีการประชุมลับและลงมติเลือกมินต์ฉ่วย เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งไม่มีใครในกองทัพคัดค้านการเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 

ผลการโหวตในที่ประชุมสภาสหภาพ มินต์ฉ่วย ได้รับคะแนนทั้งหมด 213 เสียง (จากบรรดาสส.สว.ในสัดส่วนของกองทัพและจากพรรค USDP) 

ด้วยเหตุที่เป็นนายทหารสายแข็ง เคยเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ภายใต้รัฐบาลทหารของนายพลตาน ฉ่วย จึงถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำไว้ด้วย

รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457020

รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม”

รู้จัก "มินอ่องหล่าย" ลูกบุญธรรม "ป๋าเปรม"

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:59 น.

ส่องขุนศึกพม่า “มินอ่องหล่าย” ทายาทนายพลตาน ฉ่วย สัมพันธ์ไทยใกล้ชิด เป็นลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม” 

++
ในที่สุด กองทัพเมียนมา ได้กระทำการในสิ่งที่เรียกว่า ยึดอำนาจโดยรัฐธรรมนูญ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี ด้วยการอ้างมาตรา 417 ระบุว่า “หากเหตุผลเพียงพอเกี่ยวกับความแตกในสภา หรือสิ่งที่อาจก่อให้เกิดการสูญเสียอธิปไตย เนื่องจากการกระทำหรือความพยายามยึดอำนาจอธิปไตยของสภา ด้วยการจลาจล ความรุนแรง และการกระทำมิชอบ ประธานาธิบดีสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยประสานกับสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
ทหารเมียนมาทำรัฐประหาร จับ “อองซาน ซูจี”
ขุนศึก “มิน อ่องหล่าย” ยึดอำนาจเงียบ อ้างซูจี สมคบ กกต.โกงเลือกตั้ง ขอเวลา 1 ปี ปฏิรูป กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่ 

รู้จัก "มินอ่องหล่าย" ลูกบุญธรรม "ป๋าเปรม"

ทุกครั้งที่มาเมืองไทย พล.อ.มินอ่องหล่าย จะเข้ากราบขอพรป๋าเปรม

พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเมียนมา ได้สั่งทหารจับกุมตัวออง ซานซูจี และอูวินท์ มิน ประธานาธิบดีเมียนมา แล้วฉวยโอกาสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังที่อ้างมาข้างต้น

++
ขุนศึกไม่ธรรมดา
++
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย  ผบ.สส. จะมีอายุครบ 65 ปี ในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งตามกฎหมายของเมียนมาระบุให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองผู้บัญชาการเกษียณอายุราชการเมื่อมีอายุครบ 65 ปี โดยขุนศึกพม่าคนนี้ ดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. มาตั้งแต่เดือน มี.ค.2554     

นัยว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย มีความใกล้ชิดอย่างมากกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย สมัยที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองในสหภาพเมียนมา เขาเป็นผู้นำทางทหาร ที่มีความเฉลียวฉลาด ไหวพริบดี มีลูกล่อลูกชน     

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันชาติแห่งประเทศพม่า (Defense Services Academy-DSA) จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการรัฐมอญ ปี 2545 เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกรมทหารภาค สามเหลี่ยมในรัฐฉาน    

ปี  2553 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองยุทธการพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการทหารภาครัฐฉาน และรัฐกะเหรี่ยง และเสนาธิการร่วมกองทัพพม่า ก่อนที่ในปี 2554 จะได้รับการสืบทอดตำแหน่งจาก พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการสูงสุดของกองทัพจนถึงปัจจุบัน 

รู้จัก "มินอ่องหล่าย" ลูกบุญธรรม "ป๋าเปรม"

มินอ่องหล่าย ไม่พอใจผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต

++
ลูกบุญธรรมป๋าเปรม
++
สำหรับประเทศไทย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ความสัมพันธ์ใกล้ชิดรัฐบาลไทยมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ป๋าเปรมให้ความรักและเมตตาแก่นายพลพม่าคนนี้ ให้เป็น “บุตรบุญธรรม” และทุกครั้งที่มาเยือนเมืองไทย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ต้องไปกราบขอพรป๋าเปรมทุกครั้ง     

เมื่อวันที่ 31พ.ค.2562 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เดินทางมาเคารพศพ พล.อ.เปรม  ที่พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หลังลงนามไว้อาลัย พล.อ.เปรม เขาให้สัมภาษณ์ว่า เหมือนตนเองสูญเสียบิดาไปอีกคน ซึ่งอายุของ พล.อ.เปรม ห่างจากบิดาแท้ๆ ของตนเองเพียง 1 ปี พร้อมระบุว่า พล.อ.เปรม เป็นบุคลากรที่สำคัญเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์มากมาย ทั้งการทหาร การเมือง และอีกหลายด้านด้าน    

ครั้งหนึ่งสมัยที่ พล.อ.เปรม ยังมีชีวิตอยู่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้เข้าพบป๋าเปรมที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ และได้รับคำสั่งสอนจากป๋าเปรม 2 เรื่อง คือ 1.ทางด้านการเมือง หากจะพูดถึงประชาธิปไตย ก็จะต้องเป็นประชาธิปไตยของประเทศของตนเอง หรือประเทศใครประเทศคนนั้น ให้เหมาะสมกับประเทศตนเอง 2. พล.อ.เปรม พูดอยู่เสมอว่า เราเกิดในแผ่นดินนี้ เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ถ้าใครไม่ตอบแทนคุณแผ่นดิน คนนั้นถือว่าเป็นคนทรยศต่อประเทศชาติ

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457007

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:42 น.

ขุนศึก “มิน อ่องหล่าย” ยึดอำนาจเงียบ อ้างซูจี สมคบ กกต.โกงเลือกตั้ง ขอเวลา 1 ปี ปฏิรูป กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่

++
ยุทธการรุ่งอรุณที่เนปิดอว์ เริ่มขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 1 ก.พ.2564 กองทัพเมียนมาได้ส่งทหารเข้าจับกุมตัว ออง ซานซูจีที่ปรึกษาแห่งรัฐ และอูวิน มินท์ ประธานาธิบดีสหภาพเมียนมา พร้อมกับบรรดารัฐมนตรี และ ส.ส.ทั้งหลาย

อานข่าวที่เกี่ยวข้อง…

ทหารเมียนมาทำรัฐประหาร จับ “อองซาน ซูจี”
 อองซาน ถูกกักบริเวณไว้ พร้อมแกนนำคนสำคัญของพรรคNLD

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

การปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของ ซูจี เมื่อ 29 ม.ค.2564

เวลา 8.00 น. (1 ก.พ.) สถานีโทรทัศน์กองทัพเมียนมา ได้ประกาศสถานการณ์ในประเทศเป็นเวลา 1 ปี ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2551 โดยอ้างมาตรา 413-418 ว่าด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอายุ 1 ปี (สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 6 เดือน)    

มาตราดังกล่าว ระบุว่า ประธานาธิบดีสามารถมอบอำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) โดย ผบ.สส. จะใช้อำนาจดังกล่าวด้วยตัวเอง หรือมอบอำนาจให้หน่วยงานของกองทัพใช้ก็ได้ อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา จะหมดไปนับแต่วันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หากรัฐสภาหมดอายุระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนรัฐสภา    

กองทัพเมียนมาเรียกว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สื่อมวลชนต่างประเทศบอกว่า นี่คือ รัฐประหาร     

หลังจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กองทัพเมียนมาได้ตั้ง อูมินต์ ฉ่วย รองประธานาธิบดี ที่มาจาก ส.ส.สายทหาร เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว     

ในเวลา 1 ปี กองทัพเมียนมา และสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะดำเนินคดีกับ กกต.ชุดเดิม ที่กระทำการทุจริตเลือกตั้งครั้งมโหฬาร และจัดให้การมีการเลือกตั้งทั่วไป 

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย

++
รัฐประหารซ่อนรูป
++
สถานการณ์การเมืองในเมียนมา ยังมีความสับสนในเรื่องรายละเอียด เพราะกองทัพเมียนมา ปิดกั้นการสื่อสารทุกด้านในกรุงเนปิดอว์     

หากย้อนไปรัฐธรรมนูญ ปี 2551 ที่ถูกเขียนขึ้นโดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยสภาความมั่นคงและการพัฒนาแห่งรัฐ สมัยรัฐบาลทหารเมียนมา นำโดยนายพลขิ่น ยุ้น    

ดังนั้น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญสายทหารเมียนมา จึงเขียนหมวดที่ว่าด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ถึง 23 มาตรา อันเป็นช่องทางที่ทำให้กองทัพจะยึดอำนาจโดยรัฐธรรมนูญเมื่อใดก็ได้    

รัฐธรรมนูญของเมียนมา กำหนดให้ที่นั่ง 1 ใน 4 ของสภานิติบัญญัติ มีไว้สำหรับข้าราชการทหาร คือ จะมี ส.ส.จากการแต่งตั้งของ ผบ.สส. ร้อยละ 25 คือสภาผู้แทนราษฎร 110 คน 2.สภาชาติพันธุ์ มีสมาชิก 56 คน รวมสองสภา มี ส.ส.ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ผบ.สส. 166 คน    

แม้ว่าผลการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2558 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ชนะครองเสียงข้างมากในสภาฯ พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เสียงในสภาไม่พอ เพราะ ส.ส.สายทหาร ร้อยละ 25 ของสภาสหภาพ ยังขวางทางอยู่     

พูดง่ายๆ จำนวนเสียง ส.ส.ในสภาฯ ของอองซานซูจี ไม่เพียงพอ จึงฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2563 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ต้องการชนะให้ได้เสียงข้างมากในสภาฯ เพื่อเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

กองทัพพม่าแถลงการโกงเลือกตั้ง ชนวนการยึดอำนาจ

++
ปมโกงเลือกตั้ง
++
ชัยชยะแบบถล่มทลายของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้นำซึ่งการเผชิญหน้าของกองทัพเมียนมา กับออง ซานซูจี     

วันที่ 15 พ.ย.2563 คณะกรรมการการเลือกตั้งสหภาพ(UEC) ประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2563  ปรากฏว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้รับเลือกทั้ง 3 สภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) 258 ที่นั่ง ,สภาชาติพันธุ์ (สภาสูง) 138 ที่นั่ง และสภาภูมิภาคและรัฐ 501 ที่นั่ง รวมแล้ว 900 กว่าที่นั่ง    

ส่วน พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา(USDP) ได้รับเลือกเพียง 71 คน แบ่งเป็นสภาผู้สภาแทนราษฎร(สภาล่าง) 26 ที่นั่ง,สภาชาติพันธุ์ (สภาสูง) 7 ที่นั่ง และ สภาภูมิภาคและรัฐ 38 ที่นั่ง     

วันที่ 5 ม.ค.2564 พรรค USDP  และพรรค DNP ยื่นคำร้องถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งทั่วไป ศาลนัดแถลงคำวินิจฉัย ในวันที่ 29 ม.ค.2564    

วันที่ 14 ม.ค.2564 กองทัพเมียนมา แถลงคัดค้านคำประกาศของประธานสภาแห่งสหภาพที่ไม่เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ กรณีมีพรรคการเมืองเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งทั่วไป     

วันที่ 26 ม.ค.2564 กองทัพเมียนมา ตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการโกงรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา     

วันที่ 27 ม.ค.2564 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพแห่งชาติ บรรยายพิเศษทางไกลผ่าน Video Conference ให้แก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันประเทศ (NDC) สถาบันวิชาการป้องกันแห่งชาติเมียนมา กรุงเนปิดอว์ ความตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงกฎเกณฑ์การปกครองทางด้านการเมืองอย่างกว้าง ๆ กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดรูปบริหารในทางการเมืองของรัฐหรือประเทศ     

ประโยคที่ว่า “หากไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ชอบระบอบรัฐธรรมนูญยกมาเป็นข้ออ้างในการล้มเลิกกฎหมายนี้ นั่นหมายความว่าจะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ” ทำให้มีการตีความว่า กองทัพเตรียมก่อการรัฐประหาร    

แม้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย จะให้โฆษกกองทัพเมียนมา ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาจะล้มล้างรัฐธรรมนูญ แต่เช้าวันที่ 1 ก.พ.นี้ กองทัพเมียนมาก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี

เปิดรายได้ “30 เทศบาลนคร” มหาศาลนับพันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456937

เปิดรายได้ “30 เทศบาลนคร” มหาศาลนับพันล้าน

เปิดรายได้ "30 เทศบาลนคร" มหาศาลนับพันล้าน

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 06:00 น.

28 มีนาคม 2564 เลือกตั้ง”เทศบาล” แม้ว่าเราจะมีเทศบาลทั่วประเทศถึง 2,472 แห่ง แต่ไฮไลท์อยู่ที่”เทศบาลนคร” ซึ่งมีอยู่ 30 แห่ง เนื่องจากเป็นเทศบาลใหญ่สุดและมีงบประมาณจำนวนมาก.. มาดูกันถึงรายได้แต่ละเทศบาล 

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลซึ่งจะมีขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 28 มี.ค.นี้ แม้ว่าจะมีเทศบาลทั่วประเทศมากถึง 2,472 แห่ง แต่ที่น่าสนใจก็คือ “เทศบาลนคร “ซึ่งเป็นเทศบาลที่มีขนาดใหญ่สุดและมีงบประมาณมากสุด 

“คมชัดลึกออนไลน์” เปิดรายชื่อ”เทศบาลนคร” 30 แห่ง และรายได้ของแต่ละเทศบาลในปีงบประมาณ 2562 มีดังนี้ 

1.เทศบาลนครนนทบุรี  2,659.74  ล้านบาท  2.เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา 1,901.48   ล้านบาท  3.เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี 1,851.23 ล้านบาท 4.เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 1,782.84 ล้านบาท  5.เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 1,572.55 ล้านบาท

6.เทศบาลนครอุดรธานี 1,555.98 ล้านบาท 7.เทศบาลนครนครราชสีมา 1,493.41 ล้านบาท 8.เทศบาลนครขอนแก่น 1,491.53 ล้านบาท 9.เทศบาลนครแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 1,378.74 ล้านบาท 10.เทศบาลนครนครศรีธรรมราช 1,278.37 ล้านบาท

11.เทศบาลนครภูเก็ต 1,254.45  ล้านบาท 12.เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี1,219.14 ล้านบาท 13.เทศบาลนครยะลา  1,074.86 ล้านบาท 14.เทศบาลนครปฐม1,023.90 ล้านบาท 15.เทศบาลนครนครสวรรค์ 1,017.39 ล้านบาท

16.เทศบาลนครเชียงราย 967.44 ล้านบาท 17.เทศบาลนครตรัง 905.85 ล้านบาท 18.เทศบาลนครสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 880.59 ล้านบาท 19.เทศบาลนครรังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 870.10 ล้านบาท 20.เทศบาลนครอุบลราชธานี 835.67  ล้านบาท

21.เทศบาลนครระยอง 812.43 ล้านบาท 22.เทศบาลนครสงขลา 805.29  ล้านบาท 23.เทศบาลนครพิษณุโลก      782.56 ล้านบาท 24.เทศบาลนครลำปาง 757.81 ล้านบาท 25.เทศบาลนครสมุทรปราการ 729.89 ล้านบาท 

26.เทศบาลนครสมุทรสาคร  639.91 ล้านบาท 27.เทศบาลนครแม่สอด จ.ตาก 593.23  ล้านบาท 28.เทศบาลนครอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร  581.78 ล้านบาท 29.เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา 568.61  ล้านบาท 
30.เทศบาลนครสกลนคร  542.98 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่างบประมาณของ”เทศบาลนคร”ในแต่ละปี แต่ละ”เทศบาลนคร”มีรายได้หลายร้อยล้านบาทและหลักพันล้านบาท 

ทั้งนี้รายได้ของ”เทศบาล” มาจาก 3 ทาง 

1.รายได้จากการจัดเก็บเอง เช่น.. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย, ภาษียาสูบ, ภาษีจากสถานค้าน้ำมัน , ภาษีจากผู้เข้าพักโรงแรม, อากรการฆ่าสัตว์, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าปรับ, ทรัพย์สิน, สาธารณูปโภคและการพาณิชย์ 

2.รายได้จากรัฐจัดสรร เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์หรือล้อเลื่อน, ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร, ภาษีมูลค่าเพิ่ม ,ภาษีเฉพาะกิจ, ภาษีสุรา, ภาษีสรรพสามิต, ค่าภาคหลวงไม้, ค่าภาคหลวงแร่, ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม, รายได้จากกฎหมายอุทยานแห่งชาติ, ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน

3.รายได้จากเงินอุดหนุน หมายถึง เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแหล่งรายได้เสริมที่รัฐบาลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยเหลือเสริมรายได้ทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐบาลสามารถใช้เป็นกลไกในการกำกับและควบคุมฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เงินอุดหนุนทั่วไป, เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ

แต่เมื่อนำงบประมาณของ”เทศบาล” ไปเปรียบเทียบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นปรากฏดังนี้

งบประมาณสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ปีงบประมาณ 2562)
-กรุงเทพมหานคร                                                                        103,377.94  ล้านบาท
-เมืองพัทยา                                                                                4,302.99     ล้านบาท
-อบจ.ชลบุรี                                                                                 4,026.51     ล้านบาท
-เทศบาลนครนนทบุรี (เทศบาลที่มีรายได้งบประมาณมากที่สุด)   2,659.74 ล้านบาท
-อบต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ                           752.54  ล้านบาท

แน่นอนว่า “กรุงเทพมหานคร” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีรายได้มากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ เพราะ กทม.เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางแทบจะทุกอย่างของประเทศ

สำหรับเงินค่าตอบแทนรายเดือน “นายกเทศมนตรี”และ”สมาชิกสภาเทศบาล” มีดังนี้

นายกเทศมนตรี                 เงินเดือน    14,280 – 75,530 บาท

สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.)  เงินเดือน    3,520 – 19,440  บาท 

 (ขึ้นอยู่กับรายได้มากน้อยของเทศบาลนั้นๆ)

ยกตัวอย่างเช่น เทศบาล ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 300 ล้านบาท นายกเทศมนตรี จะได้เงินต่อเดือน 75,530 บาท

 -เทศบาล ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 ล้านบาท นายกเทศมนตรี จะได้เงินต่อเดือน 14,280 บาท  

รายได้เทศบาลมากมายมหาศาลขนาดนี้ ชาวบ้านอย่างเราๆเมื่อเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปบริหาร”เทศบาล”ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ก็ต้องคอยตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทองของ”เทศบาล” ด้วย ไม่ใช่เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบกัน ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้มีการนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง รั่วไหล หรือทุจริต

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456955

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี

31 มกราคม 2564 – 18:05 น.

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี สะท้อนนโยบายกับการปฏิบัติ ที่แตกต่าง การสื่อสารที่ล้มเหลวระหว่า ศธ. กับ โรงเรียน การสั่งการที่เน้นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยใช้ดุลพินิจ แต่ถนัดปฏิบัติอย่างเดียว ดีครับผม เหมาะสมครับนาย….บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

     กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดแนวทางการเปิด-ปิดภาคเรียน และการสอนชดเชยปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียน และกำชับให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนให้ครบ 200 วัน ตามหลักสูตร แม้เหตุการณ์จะไม่ปกติ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารงานในระดับนโยบาย ที่ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ยังคงยึดมั่นในหลักการแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป

อ่านข่าว: ศธ.ย้ำ ‘เปิด-ปิด’ภาคเรียน ยึดตามกรอบเวลาเดิม เล็งนำผลการเรียนกลางเทอมมาใช้เลื่อนชั้นหรือจบการศึกษา

     ตามโครงสร้างเวลาเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กำหนดให้การจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเวลาเรียนแตกต่างกันไปและเวลาเรียนในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน ไม่เท่ากัน ในระดับชั้นประถมศึกษา ต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี วันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง เมื่อหารเฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาเรียน จำนวน 200 วัน จึงจะครบตามที่หลักสูตรกำหนด ในกรณีที่จัดการเรียนการสอนตามปกติ

     ในสถานการณ์ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดแนวทางการเปิด-ปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2563 ไว้ดังนี้ ภาคเรียนที่ 1/2563 เรียนตั้งแต่ 1 ก.ค.-13 พ.ย.2563 จำนวนวันเรียน 93 วัน ปิดภาคเรียน 14-30 พ.ย.63 รวม 17 วัน ภาคเรียนที่ 2/2563 เรียนตั้งแต่ 1 ธ.ค.63-9 เม.ย.64 จำนวนวันเรียน 88 วัน ปิดภาคเรียน 10 เม.ย.-16 พ.ค.64 รวม 37 วัน     

     เท่ากับว่า ปีการศึกษา 2563 นักเรียนจะมีเวลาเรียนรวมทั้งสิ้น 181 วัน ซึ่งโครงสร้างเวลาเรียนระดับชั้นประถม-มัธยมต้น-มัธยมปลาย กำหนดไว้ 200 วัน/ปี ดังนั้นส่วนเวลาที่ขาดหายไป 19 วัน โรงเรียนจึงต้องสอนชดเชยเพื่อให้นักเรียนเรียนครบตามหลักสูตร โดยภาคเรียนที่ 1 สอนชดเชย 7 วัน และภาคเรียนที่ 2 สอนชดเชย 12 วัน    

     หลังจากนั้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ได้มีการระบาดของเชื้อ โควิด-19 รอบใหม่ ทำให้โรงเรียนต้องประกาศปิดเรียนอีกครั้ง แต่ว่าเป็นการปิดเรียนที่มากน้อยแตกต่างกันตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ เพราะรัฐบาลไม่ได้ประกาศล็อกดาวน์ ทำให้เวลาเรียนส่วนหนึ่งหายไป และแต่ละโรงเรียนแต่ละพื้นที่ จำนวนวันไม่เท่ากัน

     จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ครบ 200 วัน ในปีการศึกษา 2563 ด้วยข้อจำกัดว่า ในระดับประถมศึกษาต้องสอนไม่เกิน 5 ชั่วโมงใน 1 วัน หรือจะมีการปรับเปลี่ยนในวิชาที่ไม่สำคัญให้สอนน้อยลง เพิ่มเวลาเรียนให้กับวิชาอื่นๆ ที่จำเป็นมากกว่า หรือเพิ่มเวลาเรียนในแต่ละวันให้มากขึ้น เพื่อให้จำนวนวันในการจัดการเรียนการสอนครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี

     เป็นการเน้นผลการปฏิบัติในเชิงปริมาณมากกว่าที่จะเน้นคุณภาพ ต้องเข้าใจนโยบายที่ผ่อนปรนของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของการเลื่อนชั้นอัตโนมัติ แต่เมื่อนโยบายดังกล่าวเดินทางไปถึงระดับโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจะเป็นอย่างไร

     หลายนโยบายที่ล้มเหลว เมื่อถึงระดับปฏิบัติ เพราะวิธีการสั่งการที่ไม่ชัดเจน เน้นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต (O-NET) ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำหนดให้เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของนักเรียนที่จะสอบหรือไม่สอบก็ได้ เชื่อขนมกินได้เลยว่า พอถึงวันสอบนักเรียนได้สอบครบทุกคน

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน ‘ไพร’ แชมป์ 3 สมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456951

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  ‘ไพร’ แชมป์ 3 สมัย

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

31 มกราคม 2564 – 17:40 น.

เลือกตั้งเทศบาลนครหาดใหญ่ ไม่ธรรมดาเสียแล้ว 2 คหบดีคนดัง สวมเสื้อ “คณะก้าวหน้า” ท้าชิงแชมป์ “ไพร” ค่ายพลังประชารัฐ 

  เทศบาลนครหาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมขนส่งที่สำคัญของภาคใต้ และเป็นเทศบาลนคร ที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย (159,233 คน) รองจากเทศบาลนครนนทบุรี และเทศบาลนครปากเกร็ด 

อ่านข่าว :‘ทอน’ เขย่า จับตา ‘ขวัญเลิศ’ขบถลูกน้ำเค็ม

   ดังนั้น สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ จึงมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นให้ความสนใจ เสนอตัวเข้าแข่งขันกันคึกคัก มีเปิดตัวไปแล้ว 4 ทีม 
 วันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค.2564 คณะก้าวหน้า สงขลา ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ คือ  “ประยูร วงศ์ปรีชากร” นับว่าเป็นทีมที่ 5 ในสมรภูมิหาดใหญ่
 สองวันก่อน คหบดีชื่อดัง “ประยูร” ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “กระผม ประยูร วงศ์ปรีชากร ตั้งใจลงสมัคร นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ และมี สมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากร เป็นประธานที่ปรึกษา พร้อมคณะทีมงานบริหารครบทุกเขต..” 
  เดิมที ประยูร วงศ์ปรีชากร ประธานผู้ก่อตั้งหอการค้าจังหวัดสงขลา และอดีต สท.หาดใหญ่ ที่คลุกคลีกับการเมืองท้องถิ่นมานาน ในนามทีมเกียรติภูมิ ได้แสดงเจตจำนงจะลงชิงเก้าอี้นายกเล็ก แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า คหบดีเก่าแก่จะเลือกทำงานกับคณะก้าวหน้า   

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

ประยูร วงศ์ปรีชากร  ในสีเสื้อคณะก้าวหน้า

 มิเพียงเท่านั้น ประยูร ยังดึงเพื่อนนักธุรกิจใหญ่ “สมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากรณ์” เจ้าของธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ท ซึ่งในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว สมบูรณ์ก็เคยช่วยหาเสียงให้กับทีมคู่แข่งของไพร พัฒโน มาแล้ว

++
แชมป์เก่าเหนื่อย
++
    สำหรับ “ไพร พัฒโน” อดีตนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้แถลงเปิดตัวไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้เจ้าตัวจะเผชิญมรสุมคดี แต่ กกต.แจงว่า ไพรไม่ขาดคุณสมบัติ เพราะคดีความยังไม่สิ้นสุด แชมป์เก่าก็เดินหน้าลุยหาเสียงทันที
    “ไพร” อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ปชป. 2 สมัย หันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น และได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 3 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2547-2561 ก่อนจะลาออกจาก “นายกเล็กหาดใหญ่” หวังที่จะลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. แต่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องพลาดไป ไม่ได้ลงสนาม
 หลังจากนั้น ไพรมุดเข้าบ้านป่ารอยต่อฯ และช่วย “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล หาเสียงชิงเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา 
    ฉะนั้น ทีมไพรในสนามเล็กเที่ยวนี้ ย่อมต้องมี “ผู้การชาติ” และ “หิมาลัย ผิวพรรณ” เข้ามาช่วยหาเสียงให้ไพรอย่างแน่นอน

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

แชมป์ 3 สมัย

++
ปชป.ว่าไง
++
อีกทีมหนึ่งที่หลายคนแปลกใจคือ ทีมพี่หลวงคร ของ “พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี” อดีต ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว ที่ประกาศลงสมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในนามส่วนตัว
    ต้นปีพ.ศ. 2563 พลตำรวจโท สาคร ทองมุณี เดินแนะนำตัวในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ในสีเสื้อ ปชป.มาได้ระยะหนึ่ง ก็เบนเข็มไปหาเสียงเตรียมลุย นายก อบจ.สงขลา สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไม่ลงสนาม 
    พล.ต.ท.สาคร ตัดสินใจกลับมาขึ้นคัตเอาท์ บอกคนหาดใหญ่ ว่า “หลวงคร” พร้อมที่จะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้นายกเล็ก แต่หนนี้ ไม่ได้สังกัด ปชป.
    นอกจาก 3 ทีมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ยังมีอีก 2 ทีมที่เปิดตัวไปแล้ว คือ  “ทีมปลัดแป้น” นำโดย ณรงค์พร ณ พัทลุง อดีตปลัดจังหวัดสงขลา และทีมพงษ์ศักดิ์ จิโนภาส นักธุรกิจเมืองหาดใหญ่มานาน  
    สีสันเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 2564 น่าจะอยู่ที่การชิงชัยระหว่าง “สองคหบดีหาดใหญ่” ในนามคณะก้าวหน้า กับทีมไพร พัฒโน ที่มีผู้การชาติ และหิมาลัย ผิวพรรณ ช่วยหาเสียง

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

‘ซินแสเข่ง’ เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456913

‘ซินแสเข่ง’ เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

31 มกราคม 2564 – 11:39 น.

ซินแสเข่ง เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เตรียมดุเดือด ทั้งในพรรคใหญ่ และกลุ่มพรรคน้อย เตรียมคัดเลือกขุนพลต้วแทนนำทัพสนามเลือกตั้ง วัดดวงด้วยเกียรติ และศักดิ์ศรี ว่าใครจะรุ่ง หรือใครจะร่วง ดวงใครจะแข็งแกร่งกว่า เพราะได้แล้วทำงานไม่ได้

ซินแสเข่ง อาจารย์ชมม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์ แห่งประเทศไทย  วิเคราะห์ผ่าดวง สนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เตรียมรับศึกหนัก จับยามกระแสตัวบุคคลลงสนามล้วนแล้วแต่คนดีมีประสพการณ์ด้วยกันทุกคน แต่ถึงกระนั้นก็ต้องเทียบด้วยว่ามีดวงผู้นำหรือไม่ ถ้าดวงดี ได้รับเลือก ก็ถือว่าบริหารงานทุกอย่างจะสำเร็จ แต่ถ้าดวงไม่ดี ได้รับเลือก ก็มีแต่อุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต้องวัดดวงตามจักรราศีของการเป็นผู้นำ และดวงดาวแห่งชีวิต ดวงจีนให้เห็น ถึงความสำเร็จ ในการบริหารงาน ถ้าได้รับตำแหน่ง ผู้ว่า กทม.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤต ยามนี้ดวงเมืองตกทูตมรณะ
 

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ลำดับที่ 1 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ดาวเด่นจากพรรคประชาธิปัตย์ ดีกรีรองหัวหน้าพรรค ผู้มีประสบการณ์ และปีนี้เป็นปีเสริมดวงชะตา ทั้งวันเกิด และเดือนเกิด แห่งการส่งเสริม สนับสนุน หากได้รับเลือก ก็จะนำพา กรุงเทพฯ และประเทศชาติ ไปสู่เป้าหมายถึงความสำเร็จเร็วขึ้น  

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ลำดับที่ 2 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ยังไม่เคยด่างพร้อย กับโฉมหน้านักการเมืองหน้าใหม่ แต่ได้รับความไว้วางใจ จากบิ๊กป้อม ในนามของพรรค พลังประชารัฐ ทั้งที่ในพรรค ก็ยังมี บุคคลสำคัญที่หมายหมั่นปั้นมือไว้ เตรียมลงสมัครด้วย  และอาจจะขอสนับมนุน หรือลงอิสระอยู่ในช่วงระหว่างที่เข้าคราะห์ อาจมีปัญหาจัดแย้งเป็นศัตรู ให้ไม่สบายใจ เมื่อพูดถึงคะแนนก็พอใช้ได้ แต่ก็ไม่เด่นเท่าที่ควร  

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ลำดับที่ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดาวเด่นอีกดวง ยังคงเหยียบเรือสองแคม ความคิดยังสับสน และจะมีความคิดเดิมๆ คือโจมตีรัฐบาล สำหรับ คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถือว่าเป็นช่วงจังหวะโอกาสที่ดี น้ำขึ้นต้องรีบตัก แต่ดวงชะตานั้น มีผลทำร้ายตนเอง ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความสับสนในตนเอง เป็นอุปสรรค คิดใหม่ทำใหม่ พรรคใหม่ และเป็นจุดที่จะทำให้สำเร็จ แก้ปัญหาส่วนตัวที่จะให้เป็นอุปสรรคออกไป เพราะเส้นทางนั้นสร้างความขัดแย้ง เพราะการกระทำของตนเอง จึงถือว่า ถ้าตัดสายสีแดงออก ชีวิตคุณหญิงจะดีมาก ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง ให้ลำบากใจ

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ถึงดวงบุคคลอื่นที่ร่วมลงสมัคร อยู่ในขณะนี้ อีกหลายๆคน ก็ยังเชื่อว่า ในดวงชะตานั้น อยากที่จะถึงดวงดาวแต่ เพราะอุปสรรค ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และไม่ประสบความสำเร็จ ในการลงสนามเลือกตั้ง ครั้งนี้อย่างชัดเจนที่สุด

สิงห์ไม่มีสี ‘อาเจ็กปู-กู๋ตือ’ คนบ้านเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456900

สิงห์ไม่มีสี’อาเจ็กปู-กู๋ตือ’คนบ้านเดียวกัน

สิงห์ไม่มีสี'อาเจ็กปู-กู๋ตือ'คนบ้านเดียวกัน

31 มกราคม 2564 – 09:33 น.

เรื่องเล่าลึกๆ สายสัมพันธ์ “ผู้ว่าฯปู-เฮียตือ” คนอ่างทอง โยงถึงอดีตนายกฯ บรรหาร

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 ม.ค.2564 รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อัพเดทอาการของ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร หลังป่วยติดเชื้อโควิด-19 มีใจความว่า “ไม่มีเว้นวันหยุด คณะกรรมการแพทย์ประชุมกันทุกวัน เพื่อหาหนทางเยียวยาพ่อเมืองสาครให้ฟื้นกลับคืนมาได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด วันนี้การทำงานของปอดและระบบการหายใจกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนการทำงานของอวัยวะอื่นยังได้รับการประคับประคองให้ทำงานกันอย่างยอดเยี่ยมได้อยู่..” 

คุณหมอนิธิพัฒน์ รู้ว่า คนไทยทั้งประเทศ ติดตามอาการป่วยของ “ผู้ว่าฯ ปู” วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ทั้งประเทศ จึงพยายามรายงานผ่านสื่อโซเชียลทุกวัน

วันนี้ “ผู้ว่าฯ ปู” กลายเป็นผู้ว่าฯ ในดวงใจของมหาชน จึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของผู้ว่าฯ ปู ออกมาเผยแพร่เป็นระยะๆ อย่างเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊ค “เอก ประทุมรัตน์” ได้โพสต์มุมส่วนตัวที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จักมากนัก บางเรื่องถือว่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ที่น่าสนใจคือ เอก ประทุมรัตน์ ได้พูดความสัมพันธ์ของคนสองคนคือ “อาเจ๊กปู” วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี และ “กู๋ตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง และอดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อาการผู้ว่าสมุทรสาครล่าสุด ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนปอด ยังคงมีความหวัง

คนวิเศษชัยชาญ

แม้ “กู๋ตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และ “อาเจ๊กปู”  วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี จะต่างรุ่นกัน แต่ก็เติบโตในตลาดเดียวกันคือ ตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ครอบครัวกู๋ตือ ทำโรงสีข้าว ส่วนครอบครัวอาเจ๊กปู มีร้านถ่ายรูปชื่อแสงศรี มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนั้น 

เอก ประทุมรัตน์ เขียนไว้ว่า “อาเจ็กปู เรียนจบ ม.บูรพา เป็นสิงห์ไม่มีสี ราชสีห์ไม่มีสังกัดตามธรรมเนียมมหาดไทย เป็นผู้ว่าฯ คนเดียวที่จบจากสถาบันแห่งนี้”
คำว่า “สิงห์ไม่มีสี” หมายถึง ผู้ว่าฯ ปูหรืออาเจ๊กปู ไม่ได้จบรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ รามคำแหง หากแต่เป็น “สิงห์มหาดไทย” ที่ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต (มนุษยศาสตร์) มหาวิทยาลัยบูรพา ปี 2526

สมัยผู้ว่าฯ ปู เรียนที่ ม.บูรพา รักการอ่าน เป็นนักเขียน เป็นสมาชิกวงดนตรีวงกอไผ่ ชอบเฮฮา รักพวกพ้อง ชอบทำกิจกรรม ครั้นเรียนจบ ก็มาเป็นนักพัฒนาชุมชน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และพบรักกับ ชุติพร วิจิตร์แสงศรี 

สู่เส้นทางสิงห์

ปี 2538 สมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา มีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่อ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จำเป็นต้องหาคนมีฝีมือมาเขียนสคริปต์ข่าวสาร รวมถึงคำปราศรัยต่างๆ กู๋ตือนึกถึงอาเจ็กปูทันที เพราะเคยใช้ไหว้วานกันมาแต่สมัยคนหนุ่มไฟแรง ทำกำแพงข่าวกลางตลาด

หลัง 14 ตุลาคม 2516  กู๋ตือเรียนรามคำแหง ทำกิจกรรมต้านเผด็จการ ก็มารวบรวมคนหนุ่มสาวแถววิเศษชัยชาญ ทำกำแพงข่าวโฆษณาแนวคิดประชาธิปไตย ก็ได้อาเจ๊กปู เป็นคนเขียนข่าว เขียนบทกวี ตอนเกิด 6 ตุลาคม 2519  ฝ่ายปกครองเมืองอ่างทอง ก็มาไล่จับ ต้องหลบกันไปพักใหญ่

อาเจ๊กปูมาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ อยู่พักหนึ่ง เมื่อกู๋ตือได้เป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ อาเจ็กปูก็ตามไปช่วยเขียนสคริปต์ให้อีก 2 ปี ระหว่างนั้น กู๋ตือแนะนำให้อาเจ็กปูไปเข้าโรงเรียนนายอำเภอ

หนุ่มนักพัฒนาชุมชน จึงเข้าเรียนหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 41 วิทยาลัยการปกครอง และเป็นนายอำเภอครั้งแรก ที่ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เมื่อปี 2544 

สายตรงบรรหาร

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เล่าว่า ช่วงหนึ่ง อดีตนายกฯ บรรหาร ต้องการพัฒนาบึงฉวาก อ.เดิมบางนางบวช จึงอยากได้นักปกครองมีฝีมือ เขาเลยเสนอชื่อผู้ว่าฯ ปู ให้มาเป็นนายอำเภอเดิมบางนางบวช

ผู้ว่าฯปู ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนล้มป่วย ซึ่งเอก ประทุมรัตน์ บันทึกไว้ว่า “อาเจ็กปู” ไปทุกบ้านไปทุกที่ที่รถยนต์เข้าถึง ทำงานตรากตรำอย่างหนักจนเส้นโลหิตในสมองแตก หลายคนคิดว่า ไม่รอด แต่ปาฏิหาริย์ก็นำพากลับคืนมาได้อีกครั้ง คราวนี้นายบรรหาร จัดแจงย้ายไปอยู่อำเภอศรีประจันต์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ต้องเซ็นเอกสารด้วยมือซ้ายแทน พอหายดี ประมาณ 80% นายบรรหาร เรียกขานวานใช้ใครไม่ได้ดี เท่ากับอาเจ็กปู ที่กำลังขึ้น ปลัดจังหวัด หลังเป็นนายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ถูกย้ายกลับไปอำเภอเดิมบางนางบวชอีกครั้ง เพื่อรับภารกิจสำคัญ บึงฉวาก”

เรียกว่า อาเจ็กปูรับราชการอยู่ใน จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่นายอำเภอ จนเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พูดง่ายๆ ถูกวางตัวเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี แต่บรรหาร ถึงแก่อนิจกรรมไปเสียก่อน อาเจ็กปูจึงได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร

วันที่ 1 ต.ค.2559 วันที่ วีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี  ไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร มีชาวสุพรรณบุรีนับพันคนตามไปส่งถึงจวนผู้ว่าฯ

ที่ขาดไม่ได้คือ จองชัย  เที่ยงธรรม และสมศักดิ์  ปริศนานันท์กุล ได้ร่วมขบวนไปส่งอาเจ็กปูด้วย

เมื่อผู้ว่าฯ ปู ย้ายจากพิจิตร ไปอยู่ศรีสะเกษ ก็หวังที่จะกลับสุพรรณบุรี แต่บิ๊กมหาดไทยก็ส่งผู้ว่าฯ ปู ไปอยู่สมุทรสาคร

ทำไมเงียบจัง..เลือกตั้ง อบจ.ใหม่ 18 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456881

ทำไมเงียบจัง..เลือกตั้ง อบจ.ใหม่ 18 จังหวัด

ทำไมเงียบจัง..เลือกตั้ง อบจ.ใหม่ 18 จังหวัด

30 มกราคม 2564 – 18:28 น.

อาจลืมไปแล้วว่า..อีกแค่ 7 วัน วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ จะมีการเลือกตั้งนายก อบจ.และสมาชิก อบจ.ใหม่ จำนวน 18 จังหวัด เพราะว่าบรรยากาศการเลือกตั้งเงียบมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น… ที่นี่มีคำตอบ

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า..อีกแค่ 7 วัน  สัปดาห์หน้า วันอาทิตย์ที่  7 กุมภาพันธ์ จะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(นายก อบจ. )และสมาชิกสภาองค์การบริหารจังหวัด (สมาชิก อบจ. )ใหม่ จำนวน 18 จังหวัด

ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากกรณีที่ กกต. มีคำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนน นายก อบจ.และสมาชิก อบจ.ซึ่งมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ 76 จังหวัดไปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา…ใหม่อีกครั้ง

 โดย กกต.สั่งยกเลิกการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวน 46 หน่วยเลือกตั้ง  

 การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 15 หน่วยเลือกตั้ง

 และทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 3 หน่วยเลือกตั้ง

 และสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวจำนวน 18 จังหวัด ในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์นี้

ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการออกเสียงลงคะแนนใหม่เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน โดยหน่วยที่ต้องเลือกตั้งใหม่ ประกอบด้วย

1.นนทบุรี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 9 หน่วยเลือกตั้ง

 2.สุพรรณบุรี ออกเสียงลงคะแนน นายก อบจ. และสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

 3.สมุทรปราการ ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะ นายก อบจ. 3 หน่วยเลือกตั้ง

4.อ่างทอง ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 2 หน่วยเลือกตั้ง

 5.พังงา ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

6.ชุมพร ออกเสียงลงคะแนนนายก อบจ. และสมาชิก อบจ. 3 หน่วยเลือกตั้ง

7.นราธิวาส ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

8.นครศรีธรรมราช ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

 9.ลพบุรี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

10.นครสวรรค์ ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

11.สระแก้ว ออกเสียงลงคะแนน นายก อบจ.และสมาชิก อบจ.. 8 หน่วยเลือกตั้ง

12.ระยอง ออกเสียงลงคะแนนนายก อบจ.และสมาชิก อบจ.  13 หน่วยเลือกตั้ง

13.กาฬสินธุ์ ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

14.นครพนม  ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 4 หน่วยเลือกตั้ง

15.ยโสธร ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 2 หน่วยเลือกตั้ง

 16.อุตรดิตถ์ ออกเสียงลงคะแนนสมาชิก อบจ. และนายก อบจ. 3 หน่วยเลือกตั้ง

17.อุดรธานี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 5 หน่วยเลือกตั้ง

และ 18.อุบลราชธานี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

มาตรา 64 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งความเที่ยงธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย   

(5 ) ในกรณีที่มีการสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ผู้ใดจะหาเสียงเลือกตั้งมิได้ เว้นแต่กกต.จะมีมติเป็นอย่างอื่น

ที่กฎหมายบัญญัติ ห้ามหาเสียง เพราะคนออกกฎหมายคงเห็นว่า เป็นการเลือกตั้งใหม่สืบเนื่องจากการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศ ซึ่งผู้สมัครได้หาเสียงไปแล้ว

และนี่เป็นคำตอบว่าทำไม เลือกตั้งใหม่ นายก อบจ. และสมาชิก  อบจ.  การหาเสียงเลือกตั้งจึงเงียบฉี่

‘ทอน’ เขย่า จับตา ‘ขวัญเลิศ’ ขบถลูกน้ำเค็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456872

‘ทอน’ เขย่า จับตา ‘ขวัญเลิศ’ขบถลูกน้ำเค็ม

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

30 มกราคม 2564 – 16:20 น.

ส.ส.ส้มใหม่เมืองชล “ขวัญเลิศ” มีจุดยืนไม่แก้ ม.112 เผชิญหน้าสายตรง “ธนาธร”

++
    ไม่แปลกที่ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” สานุศิษย์สุรชัย แซ่ด่าน จะโพสต์เฟซบุ๊คว่า “จุดยืนพรรคก้าวไกล แก้ไขมาตรา 112 ได้เวลาคัดกรองคน” 
    หลังจาก “ขวัญเลิศ พานิชมาท” ส.ส.ชลบุรี พรรคก้าวไกล และ “คารม พลพรกลาง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112

หากส่องดูเฟซบุ๊คของ ส.ส.ขวัญเลิศ จะเห็นได้ว่า เขาเป็นนักการเมืองติดดิน ทำงานรับใช้ประชาชนในทุกสถานการณ์ และมีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม ต่างจาก ส.ส.ก้าวไกลบางคน ที่ยังคิดว่าตัวเองเป็น “หัวหน้าม็อบ” บนท้องถนน 
    “ขวัญเลิศ” วัย 40 ปี ชาว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ (การภาพยนตร์และดิวิทัศน์) มหาวิทยาลัยรังสิต และเคยเป็นนายกสมาคมสื่อมวลชนศรีราชา

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

               ขวัญเลิศ ส.ส.เมืองชล

    เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ขวัญเลิศ พานิชมาท พรรคอนาคตใหม่(ขณะนั้น) ชนะ พันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพันธุ์ศักดิ์ เป็นสายตรงบ้านใหญ่แสนสุข 
    กรณี “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกยุบ ส่งผลสะเทือนอย่างเหลือเชื่อ 3 อดีต ส.ส.สายบ้านใหญ่ ชลบุรี สอบตก พร้อมกับมี ส.ส.หน้าใหม่ป้ายแดง     
    กลางปี 2562 พรรคอนาคตใหม่(ขณะนั้น) มีมติไม่เห็นด้วย พรก.กำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ฯ 
    แต่มี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แหกมติพรรค ยกมือเห็นด้วย 3 คน ได้แก่ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ ,จารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่ และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่
    ต่อมา 3 ส.ส.ส้มหวาน ต้องย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่  ซึ่งวันนี้ กวินนาถ ตาคีย์ สังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกับ ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี เขต 5 พรรคก้าวไกล ในฐานะคนลูกน้ำเค็มเหมือนกัน

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

                จุดยืน ส.ส.ขวัญเลิศ

++
เลือดเก่า-ใหม่
++
    ความเป็นจริงทางการเมือง ระหว่างพรรคก้าวไกล กับคณะก้าวหน้า ล้วนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเฉพาะต่างจังหวัด ทีมงานพรรคส้มใหม่และคณะก้าวหน้า แทบจะเป็นชุดเดียวกัน
    ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ.ที่ผ่านมา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ได้สร้างความปั่นป่วนในเมืองชลพอประมาณ
    เมื่อ “ธนาธร” หันไปจับมือ จิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.ชลบุรี หัวหน้ากลุ่มเปลี่ยนชลบุรี โดยส่ง “จูน” พลอยลภัสร์ สิงโตทอง ลูกสาวของจิรวุฒิ ลงสมัครนายก อบจ.ชลบุรี ในนาม “คณะก้าวหน้าเปลี่ยนชลบุรี”

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

               คณะก้าวหน้าเปลี่ยนชลบุรี

    ดีลการเมืองนี้ ทำให้ทีมงานคณะก้าวหน้า ชลบุรี ทำใจไม่ได้ เพราะเดิมที ธนาธรตัดเชือกไม่เอาตระกูล “สิงโตทอง” ลงสนามท้องถิ่น แต่กลับลำมาจูบปากกันตอนหลัง
    แม้จะพ่ายแพ้แก่บ้านใหญ่แสนสุข แต่ “ธนาธร” กับตระกูล “สิงโตทอง” ยังร่วมกันทำงานการเมืองท้องถิ่นต่อไป
    “นายกเป้า” หรือจิรวุฒิ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า ตัวเขากับธนาธร จะขอร่วมทำงานการเมืองต่อไปในนามคณะก้าวหน้า เพราะต้องการเปลี่ยนชลบุรี  ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนตระกูลเดียว  
    เวลานี้ สาขาพรรคก้าวไกล จ.ชลบุรี เริ่มหวั่นไหว เพราะ “นายกเป้า” อาจสยายปีกมาถึงพรรคก้าวไกล หากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพราะตระกูล “สิงห์โตทอง” ต่อสายธนาธรได้แล้ว