อิหยังวะ ลัทธิยูทูบเบอร์ เบ่งบานที่ ‘กกกอก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456451

อิหยังวะ ลัทธิยูทูบเบอร์ เบ่งบานที่ ‘กกกอก’

อิหยังวะ ลัทธิยูทูบเบอร์ เบ่งบานที่ 'กกกอก'

26 มกราคม 2564 – 19:45 น.

จากอดีตหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ วันนี้ “คนกกกอก” หายใจเข้าออกเป็นช่องยูทูบ ฝันจะเป็นยูทูบเบอร์มีรายได้หลักแสน

8 เดือนผ่านไป สำหรับคดีน้องชมพู่ เสียชีวิตปริศนาบนเขาภูเหล็กไฟ คดีน้องชมพู่ ได้รับการนำเสนอข่าวผ่านช่องทีวีดิจิตอล และช่องยูทูบ ทำให้ชื่อหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร โด่งดังไปทั่วประเทศ

คนส่วนใหญ่ ไม่รู้หรอกว่า “กกกอก” และ “กกตูม” คือฉากหนึ่งของสงครามประชาชน ที่กินเวลายาวนานกว่า 30 ปี 

ปี 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ส่งผู้ปฏิบัติงานเข้ามาปลุกระดมชาวบรู และชาวภูไท บนเทือกเขาภูพานตะวันออก ให้ศรัทธาในลัทธิคอมมิวนิสต์ 

50 กว่าปีที่แล้ว บ้านกกกอก เดิมขึ้นกับ อ.นาแก จ.นครพนม เป็น 1 ใน 30 หมู่บ้าน ที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขา รอยต่อนครพนม-สกลนคร-กาฬสินธุ์ (สมัยโน้น ยังไม่มี จ.มุกดาหาร)
 บ้านกกกอกอยู่ติดกับพื้นที่ ต.จันทร์เพ็ญ อ.เต่างอย จ.สกลนคร ที่มี 2 หมู่บ้านอยู่ภูเขาคือ บ้านกวนบุ่น และบ้านบึงสา โดยบ้านกกกอก ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ มีชื่อจัดตั้งว่า “บ้านรอบหก”  

หลังปี 2525 เทือกภูพานเปลี่ยนไป สงครามประชาชนยุติโดยสิ้นเชิง “ทหารป่า” ได้เข้ามอบตัวต่อทางการกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)  

ชั่วโมงนี้ บ้านกกกอกแทบไม่เหลือร่องรอย “อำนาจรัฐแดง” ของ พคท.ในอดีต นับแต่มีข่าวคดีน้องชมพู่ และตามมาด้วยขบวนการปั้น “ลุงพล” เป็นดาราหน้าจอของช่องทีวีดิจิตอล

มีคนแปลกหน้าเข้ามาที่บ้านกกกอกมากมาย และในนั้น มีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ยูทูบเบอร์” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ลุงพล” โชว์สเต็ป ก่อนพบตำรวจบ่ายนี้

กกกอกยุคดิจิตอล

แรกๆ เหล่ายูทูบเบอร์ ได้มาเกาะติดข่าวคดีน้องชมพู่ และติดตามความเคลื่อนไหวของลุงพล-ป้าแต๋น โดยมาเช่าบ้านพักแถวบ้านกกตูม และบางส่วนก็ไปหารีสอร์ตแถว อ.เต่างอย พักแรม

ปลายปีที่แล้ว ยูทูบเบอร์กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปกางเต็นท์พักนอนในสวนยางพารา ข้างบ้านลุงพล ต่อมา “พอลลี่” เจ้าของสวนยาง จึงได้สร้างกระท่อมให้ยูทูบเบอร์บางคนได้เข้าพัก และกลายเป็น “หมู่ยูทูบเบอร์ สายลุงพล” ไปโดยปริยาย

ยูทูบเบอร์คนนอกที่มาปักหลักเกาะติดลุงพลประมาณ 40 ช่อง แต่ที่ปักหลักอยู่บ้านกกกอกมีไม่เกิน 20 ช่อง ประกอบด้วยช่อง Salina หนูนา, ช่องบ่าวต้น สตูดิโอ,ช่องก๊อกก๊อกนิวส์ ,ช่องพี่เพชรพี่นัดก๋วยเตี๋ยวเป็ด, ช่องมานาสตอรี่ ช่องแดกเด้อ, ช่องแมงกะบี้ฟิล์ม, ช่องแมงจีซอน ,ช่องแมงตับเต่า, ช่องสะดิ้ง ,ช่องอาวทิดเสก สเตชั่น ,ช่องกัปตันดั้มซิ่ง เป็นต้น 
 สืบเนื่องยูทูบเบอร์เต็มหมู่บ้านกกกอก แต่ละคนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จึงทำให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง มีความสนใจทำช่องยูทูบ โดยขอให้ยูทูบเบอร์ต่างถิ่น ได้สอนวิธีการถ่ายคลิป และสมัครช่องยูทูบ

อิหยังวะ ลัทธิยูทูบเบอร์ เบ่งบานที่ 'กกกอก'

ชาวบ้านกกกอก เรียนรู้การทำช่องยูทูบ

เบื้องต้น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหน้าบ้านลุงพล เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการเทรนด์จากยูทูบเบอร์ช่องดัง และขยายออกไปเกือบทั้งหมู่บ้าน ในชั่วโมงนี้ มียูทูบเบอร์ชาวกกกอกมากกว่า 30 ช่อง 

อิหยังวะ ลัทธิยูทูบเบอร์ เบ่งบานที่ 'กกกอก'

แม่ค้าบ้านกกกอก ก็เป็นยูทูบเบอร์

นอกจากช่องยูทูบของลุงพล-ป้าแต๋น ก็มีช่องป้ารอง สหายลุงพล และช่องของเมียผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับความนิยมจากเอฟซีลุงพล 

ชาวกกกอกส่วนหนึ่ง จึงหายใจเข้าออกเป็นการปั้นช่องยูทูบ และมุ่งมั่นจะสร้างคอนเทนท์ เรียกยอดวิวยอดแชร์ หารายได้เหมือนยูทูบเบอร์ต่างถิ่น

อิหยังวะ ลัทธิยูทูบเบอร์ เบ่งบานที่ 'กกกอก'

ป้าจำลอง สายลุงพล เป็นยูทูบเบอร์บ้านกกกอก มีคนติดตามมากที่สุด

มุมกวี ‘ผู้ว่าฯปู’ ‘สักระวี ศรีแสงธรรม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456438

มุมกวี ‘ผู้ว่าฯ ปู”สักระวี ศรีแสงธรรม’

 มุมกวี 'ผู้ว่าฯ ปู''สักระวี ศรีแสงธรรม'

26 มกราคม 2564 – 18:06 น.

หลายคนอาจไม่รู้จัก “สักระวี ศรีแสงธรรม” นักเขียนหัวใจสิงห์ หรือนามจริง วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

++
    “วันนี้อาจไม่สมหวังช่างมันเถิด
อะไรเกิดก็ต้องเกิดแม้ผิดหวัง
ชีวิตยังไม่สิ้น ยังมีพลัง
อย่าหยุดยั้งคุณค่าของตัวเรา”
    นี่คือกวีบทหนึ่ง ประพันธ์โดย “สักระวี ศรีแสงธรรม ” สำหรับแวดวงนักปกครอง จะคุ้นกับชื่อ สักระวี ศรีแสงธรรม มานานแล้ว นับแต่หนังสือชื่อ “เดินต่อไป” ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้าง สมัยที่เขาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร

 มุมกวี 'ผู้ว่าฯ ปู''สักระวี ศรีแสงธรรม'

                บทบันทีกสมัยเป็นผู้ว่าฯ พิจิตร

    ใช่แล้ว! สักระวี ศรีแสงธรรม ก็คือ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ที่กำลังต่อสู้กับไวรัสวายร้ายอยู่ในเวลานี้
    หากใครเข้าไปส่องเฟซบุ๊คผู้ว่าฯ ปู หรือวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ก็จะได้อ่านคมคิด คำคม อยู่เสมอๆ สะท้อนถึงความเป็นคนช่างคิดช่างเขียน สมกับสมัยวัยหนุ่ม ที่ชอบเล่นดนตรี จึงมีเลือดศิลปินอยู่ในเนื้อตัวของนักปกครองคนนี้
    “ชีวิตคนทุกคน ล้วนมีวันหมดอายุเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ปรากฏอยู่ บนฝากระป๋องเท่านั้น #อำนาจและตำแหน่งย่อมไม่จีรัง”
    “เหนื่อยอ่อนล้าศรัทธายังคง ดำรงแสงแห่งความดี”
    “..เริ่มรู้ตัวว่าแก่ไปกว่าเดิมมาก และห้วงเวลาที่มีความสุขของคนแก่ คือการที่ได้พบญาติพี่น้อง ลูกหลานที่ตนเองรู้จัก ได้รับรู้ว่าเขาเติบโตขึ้น เป็นตายร้ายดีอย่างไร”
    “เป็นนักมวย ไม่ขึ้นชก แพ้แน่นอน หากขึ้นชก ยังมีโอกาสทั้งแพ้และชนะ” 

 มุมกวี 'ผู้ว่าฯ ปู''สักระวี ศรีแสงธรรม'

           คมคิด สมัยที่เป็นผู้ว่าฯ สมุทรสาคร 

++
สิงห์หัวใจกวี
++ 
    “ผู้ว่าฯ ปู” ของชาวบ้าน เป็นคนชอบฝัน และชอบขีดเขียน จึงบันทึกความรู้สึก ประสบการณ์ หลักคิดในการทำงาน ตอนเป็นผู้ว่าฯ พิจิตร ออกมาเป็นหนังสือ “เดินต่อไป”                                 
    “ผู้ว่าฯ ปู” เกิดที่บ้านหัวตะพาน ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง แต่มาเติบโตบนเส้นทางชีวิตราชการมหาดไทยที่ จ.สุพรรณบุรี เริ่มจากเป็นนายอำเภอเดิมบางนางบวช ปี 2546 แล้วไปอยู่ อ.ศรีประจันต์ อ.เมืองสุพรรณบุรี ขยับขึ้นปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี  และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี  
    เรียกได้ว่า “สุพรรณบุรีเป็นบ้านหลังที่ 2” ของผู้ว่าฯ ปู หลังเขาจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ รามคำแหง ก็คว้าปริญญาโท ด้านบริหาร มหาวิทยาลัยบูรพา ใช้เวลากว่า 30 ปี จึงได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร
    ในหนังสือ “เดินต่อไป” นักปกครองหัวใจกวีคนนี้ ได้บันทึกห้วงชีวิตข้าราชการมหาดไทย ที่มีประสบการณ์ทั้งบู๊ บุ๋นครบเครื่อง
    “ข้ามภูเขาขวางหน้ายังกล้าข้าม
อุปสรรคใดไม่คร้ามไม่หวั่นไหว
ถึงแม้ทอดยาวห่างสุดฟ้าไกล
ไม่เกินใจเกินพลังที่ยังมี
ขอเพียงใจไม่ท้อระย่อหย่อน
ก็แรมรอนตะบึงให้อึงมี่
ป่าแม่วงก์ยากลำบากยังราวี
สุพรรณบุรียังเผชิญเดินผ่านมา”

คำว่า ป่าแม่วงก์นั้น หมายถึงช่วงหนึ่งที่เขาไปเป็นนายอำเภอแม่วงก์ ต้องเผชิญหน้ากับ “มาเฟียท้องถิ่น” แต่นักปกครองหัวใจกวี แต่สู้ไม่ถอย ก็ผ่านสถานการณ์ต่างๆมาได้
    สมัยที่เขาเป็นนายอำเภอเดิมบางนางบวช ได้บุกเบิกและพัฒนาบึงฉวาก ตามบัญชาของบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของสุพรรณบุรี ในทุกวันนี้
    หนังสือ “บึงฉวากกับบรรหาร ศิลปะอาชา” เรียบเรียงโดย สักระวี ศรีแสงธรรม เป็นผลงานของผู้ว่าฯ ปู อีกชิ้นหนึ่งที่คนสุพรรณไม่เคยลืม

 มุมกวี 'ผู้ว่าฯ ปู''สักระวี ศรีแสงธรรม'

            หนังสือ “ทุกที่..คือที่ทำงาน” สมัยเป็นผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ

    เมื่อย้ายจากพิจิตร มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ “สักระวี ศรีแสงธรรม” ได้เขียนหนังสือชื่อ “ทุกที่… คือที่ทำงาน” บันทึกเหตุการณ์ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัสสมัยเป็นผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ 

    เชื่อว่า คนส่วนใหญ่กำลังรออ่านหนังสือเล่มที่ 4 ของสักระวี ศรีแสงธรรม หลังจากเขาหายป่วย และเอาชนะเจ้าเชื้อไวรัสวายร้ายนี้ได้

เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น “หญิงลี ศรีจุมพล” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456435

เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น “หญิงลี ศรีจุมพล”

 เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"

26 มกราคม 2564 – 17:29 น.

เปิดเส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น “หญิงลี ศรีจุมพล” จากเด็กบ้านนอก เดินตามฝันจนกลายมาเป็นนักร้องแถวหน้า

จู่ๆ ก็ทำเอาแฟนคลับถึงกับตกอกตกใจกันเป็นแถว เมื่อนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “หญิงลี ศรีจุมพล” ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขอมอบทรัพย์สินมูลค่ากว่า 50 ล้าน ให้เป็นสาธารณกุศล แต่กว่าจะมาเป็น “หญิงลี” วันนี้ เราจะมาย้อนวันวานของเธอว่านักร้องลูกทุ่งสาวคนนี้ เธอผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง

 เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“หญิงลี” ประกาศผ่านเฟซเสียงสั่น น้ำตาคลอ หากตัวเองตายไปขอยกทรัพย์สิน 50 ล้านให้มูลนิธิ พร้อมฝากถึงพี่บุ๋มปนัดดาด้วย

หญิงลี ศรีจุมพล”  เดิมมีชื่อจริงว่า “นุชนาถ ศรีจุมพล”  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น  “ธิดารัตน์”   ชื่อเล่น “หญิง”  เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2526  เป็นชาวอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นลูกสาวคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของนายทองเลื่อน และนางบุญล้อม ศรีจุมพล

หญิงลี” เกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน พ่อแม่มีอาชีพ ทำนา และ รับเหมาก่อสร้าง  เวลาที่พ่อแม่ออกไปทำนา มักจะเปิดเพลงฟังและร้องบ่อยๆ ซึ่งเพลงที่พ่อร้องเป็นประจำ คือเพลงของ พรศักดิ์ ส่องแสง ส่วนเด็กหญิง นุชนาถ หรือ หญิง เริ่มมีแววนักร้องมาตั้งแต่เรียนชั้นประถม 4  ซึ่งมีอายุเพียง 9 ขวบ โดยถูกญาติๆให้ขึ้นร้องเพลงในงานของหมู่บ้าน  “หญิงลี”  ร้องเพลง “โบว์รักสีดำ” ของ “ศิริพร อำไพพงษ์” ซึ่งเป็นเพลงโปรดของเธอ หลังจากร้องเพลงเสร็จก็ได้รับค่าทิปจากคนดูทำให้ “หญิงลี”  เกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นนักร้องอาชีพ  

หญิงลี” เริ่มเป็นร้องเพลงจริงจัง  ด้วยการเป็นนักร้องวงอิเล็กโทนของโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ขณะที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อหาเงินช่วยเหลือครอบครัว เมื่อจบม.6 ได้ศึกษาการร้องหมอลำซิ่ง กับ อ.วัชราภรณ์ สมสุข หมอลำซิ่งชื่อดังของ จ.อุบลราชธานี เรียนอยู่ 3 เดือน ก็กลับมาเปิดวงหมอลำที่บ้าน นอกจากนี้  อ.วัชราภรณ์ ยังเป็นผู้ที่พา “หญิงลี” มาแนะนำให้รู้จักกับ อ.สวัสดิ์ สารคาม  

ด้วยเหตุผลหลายๆประการ ทำให้ในที่สุด”หญิงลี” ตัดสินใจเลิกวงหมอลำซิ่ง แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อรับจ้างร้องเพลงและเปิดร้านเสริมสวย  ต่อมา อ.สวัสดิ์ สารคาม  ชักชวน “หญิงลี” เข้าไปทดสอบเสียงที่ แกรมมี่โกลด์ ซึ่งทางบริษัทกำลังต้องการนักร้องลูกทุ่งหมอลำซิ่งอยู่พอดี กระทั่งได้เซ็นสัญญา และมีผลงานอัลบั้มแรก ชื่อ ขาขาวสาวลำซิ่ง ในปี 2555  โดยมี อ.สวัสดิ์ เป็นโปรดิวเซอร์ มีเพลงที่ดังฮิตติดหูที่ร้องกันทั่วบ้าน ทั่วเมือง คือเพลง “ขอใจเธอแลกเบอร์โทร”  และ เพลง “หญิงลั้ลลา

 เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"

หญิงลี” เคยให้สัมภาษณ์ กับสื่อว่า ไม่คิดว่า เพลง “ขอใจเธอแลกเบอร์โทร” จะดังเป็นพลุแตก ทำให้ “หญิงลี” ทำตัวไม่ถูก แต่ระลึกไว้ตลอดว่า เป็นคนของประชาชน ต้องวางตัวให้เหมาะสม ไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง                  เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"
เมื่อประมาณ ต้นปี 2560 “หญิงลี” ป่วยเป็นโรคไทรอยด์ ความดันสูง และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้หน้าบวม แต่แขนขาลีบลงไม่มีแรง ต้องพักรักษาตัว และในช่วงที่ “หญิงลี” ป่วยหนักๆ แม่เกิดมาประสบอุบัติเหตุ ยิ่งทำให้เครียดมากขึ้น เธอเคยคิดว่า จะทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งสมบัติให้กับญาติๆ แต่นับว่า”หญิงลี” ยังโชคดีที่ อาการป่วยของเธอได้รับการดูแลเป็นอย่างและรักษาหายในที่สุด 

 เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"

นอกจากนี้ “หญิงลี” ยังได้ลงทุนทำธุรกิจรีสอร์ท ชื่อ “รีสอร์ท หญิงลี ลั้ลลา” อยู่ที่ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์  ซึ่งเพิ่งได้ฤกษ์เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2563  ที่ผ่านมานั่นเอง 

 เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25  ม.ค.64 ที่ผ่านมา “หญิงลี” ได้อัดคลิป ความยาว 7 นาที โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว  ประกาศหากตนเสียชีวิตไป ขอยกสมบัติที่มีอยู่ มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาทให้เป็นสาธารณกุศล ทำเอาแฟนคลับ “หญิงลี” เข้าไปแสดงความเป็นห่วงและส่งกำลังใจให้ เป็นจำนวนมาก หลายคนเป็นห่วงว่า “หญิงลี” กำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือไม่ ควรต้องรีบปรึกษาแพทย์ เป็นการด่วนก่อนที่จะดำดิ่งลงไปมากกว่านี้ 

 เส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น "หญิงลี ศรีจุมพล"

 ขอบคุณข้อมูล ภาพ เฟซบุ๊ก “Yinglee Srijumpol” / ประวัติหญิงลี

เกมซักฟอก พท.-ก้าวไกล รบไประแวงไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456386

เกมซักฟอก พท.-ก้าวไกล รบไประแวงไป

เกมซักฟอก พท.-ก้าวไกล รบไประแวงไป

26 มกราคม 2564 – 12:26 น.

เบื้องหลังเกมซักฟอก “เพื่อไทย-ก้าวไกล” เขย่าในสภา ปูทาง “ม็อบราษฎร” รับไม้ต่อถล่มนอกสภา  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

++
ธรรมเนียมปฏิบัติการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือถ้อยคำในญัตติต้องแรง และโดนใจกองเชียร์ หากตัดเนื้อหาในส่วนที่เป็นน้ำทิ้งไป จะพบประเด็นที่เป็นสาระจริงๆ ที่จะนำมาซักฟอกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ไม่กี่ประเด็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

วิปฝ่ายค้าน-รัฐบาล เคาะแล้ว เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 16-19 ก.พ.นี้
 

เกมซักฟอก พท.-ก้าวไกล รบไประแวงไป

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผู้ที่จะถูกเชือดหนักที่สุด คงหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะปัญหาโควิดระบาดรอบใหม่ โยงไปที่ปัญหาแรงงานเถื่อนผิดกฎหมาย ในฐานะเป็นรัฐมนตรีกลาโหม กับปัญหาบ่อนการพนัน ในฐานะเป็นประธาน ก.ตร. กำกับดูแลตำรวจทั่วประเทศ     

ส่วนอีก 9 คน ก็เจอหนักเบาแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ,อนุทิน ชาญวีรกูล ,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีศึกษาธิการ,สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม ,นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์      

ศึกซักฟอกปีนี้ ต่างจากปีที่แล้ว ตรงที่มีการกระจายไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล โดยล็อกเป้าระดับหัวหน้าพรรคด้วย เพราะฝ่ายค้าน รู้ดีว่า พรรคร่วมรัฐบาล มีอาการขบเหลี่ยมกันอยู่หลายเรื่อง จึงจับมาเชือด “รวมหมู่” ด้วยหวังจะเสี้ยมให้เกิดสนิมในเนื้อเรือเหล็ก  

ที่สำคัญ แกนหลักของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ต้องกู้ชื่อเสียงคืนกลับมา หลังจากหนที่แล้ว เจอข้อครหา “ชกไม่สมศักดิ์ศรี” และ ส.ส.บางคนมี “ดีลลับ” กับฝ่ายรัฐบาล      

ส่วนพรรคก้าวไกล ผ่านศึกซักฟอกมาแล้ว เรียนรู้เกมสภาจาก ส.ส.จอมเก๋า คราวนี้ จึงต้องจัดหนักให้เข้าตากองเชียร์อย่างม็อบราษฎร         

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จึงประกาศว่า ศึกนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ตัดตอนเกม “แจกกล้วย” ซึ่งเป็นการโยนลูกไปยัง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ต้องคุมลูกพรรคให้อยู่ในแถว ไม่เล่นเกมน้ำเน่า

เกมซักฟอก พท.-ก้าวไกล รบไประแวงไป

เป้าหมายของพรรคก้าวไกล

++
ระแวงกันเอง
++
เสียงวิจารณ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน กรณีเกมซักฟอก 10 รัฐมนตรี สะท้อนภาพปัญหาความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจกันของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลชัดเจน     

สืบเนื่องจากปีที่แล้ว ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 4 วัน ปรากฏว่า ส.ส.ขาใหญ่ของพรรคเพื่อไทย อภิปรายยืดยาว เยิ่นเย้อ คนละ 2-3 ชั่วโมง ทำให้เวลาในโควต้าของฝ่ายค้านหมด ทั้งที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) อีกหลายคนยังไม่ได้อภิปราย     

เฉพาะคิวการอภิปราย พล.อ.ประวิตร ที่ไม่มีเวลาเหลือเลย ส.ส.พรรคก้าวไกล ต้องไปเปิดศึกซักฟอกนอกสภา แถม “บิ๊กป้อม” ยังได้คะแนน “ไว้วางใจ” สูงสุด โดยมี ส.ส.ฝ่ายค้าน ช่วยยกมืออีกต่างหาก ทำให้มีการโจมตีพรรคเพื่อไทย ทำนองมีดีลลับ ร้อนถึงแกนนำสองพรรค ต้องออกมาเคลียร์ใจกัน     

เกมซักฟอกหนนี้ พรรคก้าวไกลต้องขอให้พรรคเพื่อไทยทำสัญญาลูกผู้ชายว่า จะไม่เล่นเกมอภิปรายน้ำท่วมทุ่ง กินเวลาฝ่ายเดียวกันอีก

++
เอาใจม็อบ
++
นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักมองตรงกันว่า พรรคก้าวไกล จะใช้เกมซักฟอกหนนี้ เป็นเวทีชำแหละ “ระบอบประยุทธ์” รับไม้ต่อมาจากม็อบราษฎร    

พูดง่ายๆว่า ย้ายเวทีม็อบมาอยู่ในสภาฯ โดย รังสิมันต์ โรม อดีตแกนนำม็อบต้าน คสช. ในฐานะ ส.ส.พรรคก้าวไกล จะทำหน้าที่อภิปรายประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ที่เป็นเสาค้ำสถาบันเบื้องสูง และอ้างสถาบันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง     

รัฐมนตรีที่ฝ่ายม็อบราษฎรจองคิวไว้ พรรคก้าวไกล ก็ลากมาขึ้นเขียงหมด ทั้ง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ คู่ปรับกลุ่มนักเรียนเลว    

รวมถึง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ที่มีข่าวว่า อยู่เบื้องหลังกลุ่มปกป้องสถาบันจากเมืองชลบุรี ที่ก่อเหตุปะทะกับกลุ่มการ์ดอาชีวะ     

แม้การยื่นญัตติซักฟอก จะไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ เนื่องจาก ส.ส.รัฐบาลจะแพ็คกัน โหวตไว้วางใจ แต่ “พิธา” หัวหน้าพรรคก้าวไกล มองว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์อย่างเดียว ถ้าเราคิดแค่คณิตศาสตร์ รักษาอำนาจ รัฐบาลสามารถทำได้ แต่ไม่สามารถบริหารประเทศไทย    

สรุปว่า เป็นรัฐบาลได้ แต่ขาดความชอบธรรม จะอยู่ได้อย่างไร และจบศึกซักฟอกในสภา ก็ได้เวลา “ม็อบราษฎร” ภาค 2 ลงสู่ท้องถนน และเป็นการซักฟอกรัฐบาลประยุทธ์ ฉบับใต้ดิน  

ซีรีส์ ‘ลุงพล’ สงครามสื่อภาค 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456344

ซีรีส์ ‘ลุงพล’ สงครามสื่อภาค 2

ซีรีส์ 'ลุงพล' สงครามสื่อภาค 2

25 มกราคม 2564 – 18:21 น.

ดังและดับเพราะสื่อ กรณีศึกษา “ลุงพล” แห่งบ้านกกกอก และกระบอกเสียงยูทูบเบอร์

รายงานเรตติ้งช่องทีวีดิจิตอล ประจำสัปดาห์ที่ 18-24 ม.ค.2564 เป็นสัปดาห์ที่โดดเด่นของช่องอมรินทร์ทีวี กับขยี้ข่าว “ลุงพล” ไชย์พล วิภา เซเลบบ้านกกกอก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ขึ้นเป็นอันดับ 4 

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าบวกหรือลบ ข่าวลุงพล ยังเป็นที่สนใจใคร่รู้ของมหาชน ยิ่งเวลานี้ ซีรีส์ลุงพลภาค 2 มี 2 ด้าน 2 ขั้ว ยิ่งทำให้เกิดดราม่าหนักกว่าภาคแรก

ดูเหมือนว่า จะเป็นศึกใหญ่ระหว่าง ลุงพล+กองทัพยูทูบเบอร์ ปะทะช่องทีวีดิจิตอล+ฝ่ายตรงข้ามในบ้านกกกอก  

วันที่ 25 ม.ค.2564 ถึงคิว “ลุงพล” ไชย์พล วิภา จะนำกลุ่มยูทูบเบอร์ สายลุงพล ประมาณ 40 ช่อง ไปพบประหยัด คูณมี  ปลัดอาวุโส อำเภอดงหลวง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่วัดบ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหวง จ.มุกดาหาร เพื่อสอบปากคำยูทูบเบอร์ หลังถูกชาวบ้านกกกอกร้องเรียนว่า มีการคุกคาม ด่าทอ และละเมิดชาวบ้าน

สรุปว่า ในวันศุกร์ที่ 29 ม.ค.2564 ปลัด อ.ดงหลวง จะขอนัดตัวแทนยูทูบเบอร์สายลุงพล ไปเจรจากับตัวแทนชาวบ้านที่ร้องเรียน เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน เพราะทางนายอำเภอดงหลวง อยากให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง 

เฉพาะหน้านี้ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านกกกอก ต.กกตูม ได้ขอให้ยูทูบเบอร์ถ่ายคลิปเฉพาะบ้านลุงพล-ป้าแต๋น ห้ามถ่ายภาพชาวบ้านโดยไม่ได้รับขออนุญาต นอกจากนี้ จะมีการลงทะเบียนยูทูบเบอร์ทุกคนที่เข้ามาทำงานในบ้านกกกอก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ลุงพล” โชว์สเต็ป ก่อนพบตำรวจบ่ายนี้
 

ซีรีส์ 'ลุงพล' สงครามสื่อภาค 2

ลุงพล และตัวแทนยูทูเบอร์ แถลงข่าวผ่านสื่อหลักเรื่องปัญหายูทูบเบอร์กับชาวบ้านกกกอก

ดังเพราะสื่อปั้น

นับแต่วันที่ 11 พ.ค.2563 เป็นวันที่ ‘น้องชมพู่’ หายออกจากบ้านใน จ.มุกดาหาร โดยไม่มีใครรู้สาเหตุ จนชาวบ้านพบศพน้องชมพู่ สภาพเปลือยกาย บริเวณภูเขาภูเหล็กไฟ ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ปัจจุบันผ่านมาเกือบ 8 เดือนแล้ว คดีน้องชมพู่ก็ยังไม่สามารถปิดลงได้

ตรงกันข้าม “ลุงพล” ผู้ที่เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย กลับกลายเป็น “เซเลบกกกอก” เพราะทีวีช่องดิจิตอลอย่างน้อย 2 ช่อง ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับตัวลุงพลอย่างต่อเนื่อง จนผู้คนสงสารทั้งประเทศ 

เรื่องราวของลุงพล ที่นำเสนอผ่านหน้าจอทีวีทุกคืน ส่งผลให้ชีวิตธรรมดาๆ ของลุงพลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นว่าลุงพลมีแฟนคลับ มีคนไปหาที่บ้านเพื่อให้กำลังใจทุกวัน

มิเพียงทีวีดิจิตอลเท่านั้น บรรดายูทูบเบอร์ ไม่ต่ำกว่า 40 ช่องก็เดินทางมาปักหลักเกาะติดชีวิตลุงพล มียูทูบเบอร์จำนวนหนึ่งได้เป็นสะพานเชื่อม ระหว่างเอฟซีลุงพล กับครอบครัวลุงพล-ป้าแต๋น

นานวันเข้า กลุ่มยูทูบเบอร์ที่ใกล้ชิดลุงพลประมาณ 20 ช่อง ได้กลายเป็นกระบอกเสียง และองครักษ์พิทักษ์ลุงพล 

ซีรีส์ 'ลุงพล' สงครามสื่อภาค 2

ลุงพล พูดคุยกับกลุ่มยูทูบเบอร์ ก่อนเข้าประชุมกับฝ่ายปกครอง

ดับเพราะยูทูบเบอร์?

ดังที่ทราบกัน กรณีน้องชมพู่เสียชีวิต ได้ทำให้ชาวบ้านกกกอก แบ่งขั้วขัดแย้ง โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่น้องชมพู่ กับกลุ่มลุงพล-ป้าแต๋น 

อีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านกกกอกส่วนใหญ่เล่นโซเชียล มีเฟซบุ๊ค และบางกลุ่มก็เป็นยูทูบเบอร์ จึงมีการทำสงครามสื่อออนไลน์ จนกลายเป็นคดีความ เมื่อแม่น้องชมพู่ไปแจ้งความตำรวจว่า ถูกยูทูบเบอร์บางคน และเอฟซีลุงพลบางกลุ่มคุกคาม

เมื่อเกิดหมู่บ้านยูทูบเบอร์ ยิ่งทวีความขัดแย้งระหว่างยูทูบเบอร์สายลุงพลกับชาวบ้านบางกลุ่ม ตอนแรกทีวีดิจิตอลช่องดัง ยังส่งนักข่าวมาเป็นผู้ใหญ่บ้านยูทูบเบอร์

พลันที่ทีวีช่องดิจิตอล เริ่มจับประเด็นข่าวลุงพลขัดแย้งแยกทางกับอุ๊บ วิริยะ และหมอปลา ปฏิกิริยาจากยูทูบเบอร์ และเอฟซี ก็ไม่พอใจบทบาทการเสนอข่าวของทีวีช่องนั้น

นั่นเลยกลายเป็นสาเหตุที่ลุงพลประกาศจะงดให้สัมภาษณ์สื่อทีวี 2 เดือน และตามมาด้วยเรื่องยูทูบเบอร์ปะทะกับทีวีช่องดัง 

จุดแตกหักคือ ลุงพลระเบิดอารมณ์ใส่นักข่าวทีวีช่องดัง เรื่องราวความไม่พอใจในหมู่บ้านกกกอก ก็ระเบิดขึ้นมา เมื่อกลุ่มแม่น้องชมพู่เข้าชื่อร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมให้ฝ่ายปกครองเข้ามาจัดการกลุ่มยูทูบเบอร์

นี่คือปรากฏการณ์ “ลุงพล” ว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ ถือเป็นกรณีศึกษาในวงการสื่อสารมวลชน เพราะ “สื่อ” มีส่วนสร้างให้ “ลุงพล” เป็นคนดัง เป็นเซเลบ และได้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อกระทบ กระทั่งกัน ก็ยังสามารถขายข่าวได้และเรียกเรตติ้งได้อีก

ฝาก “หน่อย” “ชูวิทย์” ปั้นลูกสาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456314

ฝาก “หน่อย” “ชูวิทย์” ปั้นลูกสาว 

ฝาก "หน่อย" "ชูวิทย์" ปั้นลูกสาว 

25 มกราคม 2564 – 14:21 น.

เฮียชูภูมิใจเสนอ “ต๊ะ ตระการตา” คนรุ่นใหม่ไฟแรง จะสังกัดพรรคเจ๊หน่อย หรือพรรคเสี่ยหนู โปรดรอชม

++
นักการเมืองหญิงที่มีประสบการณ์ทางการเมืองโชกโชน ไม่รีรอที่จะเป็นตั้ง “รับ” ฝ่ายเดียว เมื่อก้าวออกจากร่มไม้ชายคา “ชินวัตร” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เปิดตัว “กลุ่มสร้างไทย” ทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…

สร้างรังใหม่ “หน่อย”  ไปต่อ ช่วย “พวก” ทิ้งพรรค 

ฝาก "หน่อย" "ชูวิทย์" ปั้นลูกสาว 

คุณหญิงหน่อย และต๊ะ ตระการตา

มิเพียงเท่านั้น “คุณหญิงหน่อย” ยังปั้นแบรนด์ใหม่ ด้วยการนำพากลุ่มสร้างไทย ลงพื้นที่ เพื่อสร้างความจดจำให้แก่ผู้คน     

วันก่อน คุณหญิงหน่อย ได้เปิดตัวอาสาสมัครกลุ่มสร้างไทย ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ด้วยลงพื้นที่ชุมชนจันทราสุข ลาดพร้าว 87 เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชน

ทีมอาสาสร้างไทย ประกอบด้วย เทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยคอร์เนล และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ,ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ นักวางแผนนโยบายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, รณกาจ ชินสำราญ นักธุรกิจ เจ้าของภัตตาคารมากรูโระ, ตระการตา กมลวิศิษฏ์ นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ,เกณิกา ตาปสนัน ทน์ เจ้าของธุรกิจ Bambinista Salon และณิชกมล บัวงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ    

หากไม่มีชื่อ “ต๊ะ” ตระการตา กมลวิศิษฏ์ คงไม่มีสื่อสำนักไหนให้ความสนใจทีมอาสาสร้างไทยกลุ่มนี้มากนัก

++
เธอชื่อต๊ะ
++
“ต๊ะ” ตระการตา กมลวิศิษฎ์ ลูกสาวสุดสวยของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ มีพี่ชาย 2 คนคือ “ต้น”ต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ และ “เติม” เติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ ส่วนน้องชายชื่อ “ต่อ” ต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์     

จะว่าไปแล้ว “ต๊ะ” มีชื่อเสียงมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นเน็ตไอดอลยุคแรก เธอห่างหายไปพักใหญ่ไปเรียนต่อต่างประเทศ “ต๊ะ” จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ ระดับเกียรตินิยมจาก University of San Francisco และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์การก่อสร้างและการจัดการ จาก University College London สาขา Construction Economics & Management    

ฝาก "หน่อย" "ชูวิทย์" ปั้นลูกสาว 

เฮียชู และลูกสาวสุดสวย

ก่อนหน้านั้น มีข่าวกอสสิปในแวดวงการเมืองว่า ชูวิทย์ ได้ฝากฝังลูกชายไปทำงานการเมืองกับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล แต่จู่ๆ ก็เห็นลูกสาวไปโผล่เดินขนาบข้างเจ้าแม่เมืองหลวง    

เช้าวันที่ 25 ม.ค.2564 ในฐานะประมุขค่าย “กมลวิศิษฎ์” ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ทางช่อง 9 MCOT ถึงกรณีลูกสาวไปปรากฏตัวในทีมอาสาสร้างไทย ของคุณหญิงหน่อย    

สรุปความว่า “ต๊ะ” ลูกสาวของชูวิทย์ ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มสร้างไทย เพียงแต่ตัวเขาอยากให้ลูกสาวได้เรียนรู้เรื่องการเมือง เลยส่งไปทดสอบดูว่า ชอบมั้ย..งานการเมือง   

“แค่ไปดูงานเฉยๆ คุณหญิงสุดารัตน์มาชวน คนเราทำงานการเมืองได้ต้องหลากหลาย รู้จักคนทุกชนชั้น อย่าไปแค่ทองหล่อ สุขุมวิท ต้องไป วังทองหลาง บางกะปิ ลาดกระบัง เราก็เป็นนักการเมืองที่รู้จักคนเยอะ หลายระดับ หลายชนชั้น คนหาเช้ากินค่ำ เหนื่อยแค่ไหน เป็นเรื่องสำคัญ แต่นักการเมืองทุกวันนี้ไม่ไปสัมผัสชาวบ้านแบบดั้งเดิม ความเป็นนักการเมืองต้องหลากหลาย”    

ชูวิทย์ยอมรับว่า สนใจจะโปรโมตลูกสาว-ตระการตา เป็นนักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ ไฟแรง     

“แล้วแต่ตัวเขาว่า เขาจะสามารถแสดงบทบาท ที่อยากจะช่วยเหลือสังคมส่วนรวมไหม ผมเหมือนแกนด้าย นับวันดึงด้ายไปมันก็หมด เรื่องการเมืองต้องให้เวลาเขา” เฮียชู กล่าว    

การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า มี “ต๊ะ ตระการตา” อยู่ในโผรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองแน่ๆ แต่จะพรรคสร้างไทย หรือพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องรอชม

“สยามไบโอไซเอนซ์” กับภารกิจการเป็นฐานการผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งภูมิภาคอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456291

“สยามไบโอไซเอนซ์” กับภารกิจการเป็นฐานการผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งภูมิภาคอาเซียน

"สยามไบโอไซเอนซ์" กับภารกิจการเป็นฐานการผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งภูมิภาคอาเซียน

25 มกราคม 2564 – 11:39 น.

“สยามไบโอไซเอนซ์” กับภารกิจการเป็นฐานการผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งภูมิภาคอาเซียน

บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด บริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2552 ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิตได้แก่ยารักษาโรคชีววัตถุอาทิ ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้กับผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเรื้อรัง และยาเพิ่มเม็ดเลือดขาว ให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด โดยยาทั้ง 2 ตัวผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ชั้นสูง สามารถบำบัดรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืนและด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก    ของโรงงาน บริษัทฯ จึงได้รับการรับรองมาตรฐานสากล PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485  อีกทั้งได้รับ ความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยาและชุดตรวจโรค ให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“สถาบันวัคซีน” แจง “สยามไบโอไซเอนซ์” มีศักยภาพในการผลิตวัคซีนโควิด-19

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาและผลิต ชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบ RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีตรวจวินิจฉัยโรคตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) และได้มอบให้หน่วยงานราชการใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยในประเทศมากกว่า 100,000 ชุด

ก้าวสำคัญต่อมาคือ การผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตร้าเซเนก้า ผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำของโลก

ในเดือนตุลาคม 2563 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ , บริษัท เอสซีจี , แอสตร้าเซเนก้า และกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในความร่วมมือเพื่อที่จะให้วัคซีนนี้ได้มีใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียน จากหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าว ได้นำไปสู่สัญญารับจ้างผลิตระหว่าง แอสตร้าเซเนก้า และสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งสัญญานี้แสดงให้เห็นว่า สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีชั้นสูง สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานสากล จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีของแอสตร้าเซเนก้า ส่งผลให้สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย  การผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้า ที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก

สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของแอสตร้าเซเนก้าใช้เทคโนโลยีในการผลิตใกล้เคียงกับ การผลิตยาชีววัตถุจากเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งสยามไบโอไซเอนซ์ มีประสบการณ์ในการผลิตยาชีววัตถุด้วยเทคโนโลยีนี้ และมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้วทั้งในประเทศ และส่งออก โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตระดับสากล มีศักยภาพที่จะรองรับการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าได้ทุกขั้นตอน และเป็นโรงงานทีใช้เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถรองรับการขยายกำลังการผลิตได้ในอนาคต

"สยามไบโอไซเอนซ์" กับภารกิจการเป็นฐานการผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งภูมิภาคอาเซียน

สยามไบโอไซเอนซ์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 โดยสยามไบโอไซเอนซ์ได้ดำเนินการผลิตวัคซีนโดยยึดนโยบายไม่กำไร ไม่ขาดทุน หรือ no profit, no loss ในช่วงที่มีการระบาดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับของแอสตร้าเซเนก้า

ภารกิจผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จำนวนเงินประมาณ 600 ล้านบาท และจากบริษัท เอสซีจี 100 ล้านบาท เพื่อต่อยอด ศักยภาพของโรงงานให้มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนให้ได้เร็วที่สุด เมื่อผลิตวัคซีนได้สำเร็จบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จะสั่งซื้อวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จากแอสตร้าเซเนก้า เป็นมูลค่าเท่ากับ จำนวนเงินทุนที่ได้รับ เพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของคนไทยต่อไป

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า “สยามไบโอไซเอนซ์มีความภาคภูมิใจที่ได้รับเลือกจากแอสตร้าเซเนก้าให้เป็นฐานการผลิตวัคซีน ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ของสยามไบโอไซเอนซ์ทุกคน เร่งทำงานแข่งกับเวลา โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ตัดสินใจปรับแผนการผลิตยาชีววัตถุเดิม โดยทุ่มสรรพกำลัง ในการผลิตวัคซีนที่ได้ตรงตามมาตรฐานของแอสตร้าเซเนก้าในเวลารวดเร็วที่สุดเพื่อที่ชีวิตความเป็นอยู่ของ  คนในชาติ เศรษฐกิจไทย รวมถึงประชาชนและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ดังปณิธานของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ที่มุ่งมั่นที่จะทำให้คนไทยและทั่วโลกมีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อีเมลล์ pr@siambioscience.com

“เปิดปม” ฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก 10 รมต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456286

“เปิดปม” ฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก 10 รมต.

"เปิดปม" ฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก 10 รมต.

25 มกราคม 2564 – 11:28 น.

“เปิดปม”ฝ่ายค้านซักฟอก 10 รมต.เล่นแรง”ประยุทธ์” ปิดกั้นเสรีภาพประชาชน บริหารผิดพลาดจนชื่อว่าเป็นยุคทุจริตเฟื่องฟูมากที่สุด ส่วน”ธรรมนัส”ตั้ง “เมีย” เป็นข้าราชการการเมือง

วันที่ 25 ม.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 10 รัฐมนตรี ที่กลุ่มพรรคฝ่ายค้าน ได้ยื่นอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจมีเหตุผลและรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีพฤติการณ์บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องรวมถึงไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นำ จิตสำนึกและความรับผิดชอบ รวมถึงปล่อยให้เกิดการฉ้อฉล ละเลยให้เกิดการทุจริต เพื่อสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้ตนเองและพวกในภาวะที่ประชาชนดำรงชีวิตลำบาก และการระบาดของไวรัสโควิด-19

“การบริหารที่ผิดพลาด มีการใช้อำนาจและผลประโยชน์ทำให้ทุจริตแพร่กระจายไม่ต่างจากโรคระบาด จนชื่อว่าเป็นยุคที่ทุจริตเฟื่องฟูมากที่สุด นอกจากนั้นยังปกปิดการกระทำผิดของตนเองและพวกพร้อง ไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวังการใช้งปบระมาณ ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง มุ่งแต่ประโยชน์ สร้างความนิยมให้ตนเอง ไม่คำนึงถึงประโยชน์ชาติ สร้างความแตกแยก” ในญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านระบุ

ทั้งนี้ในประเด็นที่คาดว่าจะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ นั้นตามญัตติระบุว่าการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และสื่อมวลชน,บ่อนการพนันที่ละเลยให้มีกระจายทั่วไป,ทำลายและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยใช้สถาบันเป็นข้ออ้างเพื่อแบ่งแยกประชาชน รวมถึงแอบอ้างสถาบันเพื่อปิดบังความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดิน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุพฤติการณ์ว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลใช้งบประมาณเพื่อความร่ำรวย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ระบุพฤติการณ์ว่า บริหารงานผิดพลาด ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดในระลอกสองอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ และอำพรางการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรค เพื่อเปิดช่องให้มีการทุจริต แสวงหาประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน

นายจุรินทร์​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ระบุพฤติการณ์ที่สำคัญ คือลอยตัวหนีปัญหา เลือกปฏิบัติ บริหารราชการแผ่นดินไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ เลือกปฏิบัติ ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล และพบการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ในลักษณะแยกหน้าที่กันทำ ทุจริตในหน่วยงานที่กำกับ

“ละเลยให้มีการทุจริต ปกปิดข้อมูล ปกป้องการทุจริตและแสวงหาประโยชน์มิชอบ ใช้อำนาจไม่ซื่อสัตย์​ ไม่เสียสละ ไม่เปิดเผย ไม่รอบคอบ ซึ่งการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และทำหน้าที่มิชอบทำให้หน่วยงานรัฐเสียหายและส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศอย่างร้ายแรง” ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจส่วนของนายจุรินทร์ ระบุ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุพฤติการณ์ว่า บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่คำนึงความผาสุกของประชาชน ใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์ให้พวกพ้องและตนเอง ใช้กลไกทางกฎหมายวางแผนทุจริตอย่างเป็นระบบและแยบยล ละเลยการกำกับการทำงานให้โปร่งใส ทำให้พบการทุจริตอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ยังฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ระบุเนื้อหาในญัตติว่า ไม่ซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ ขาดวุฒิภาวะความเป็นผู้นำที่ดี ใช้อำนาจแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ กดขี่ข่มเหงข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้บุคคลหลายรายที่เป็นพวกพ้องของตนเข้าสู่ตำแหน่งและแสวงหาประโยชน์โดยการทุจริต กระทำผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ เลือกปฏิบัติ และไม่ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ระบุพฤติการณ์ในญัตติว่า ปล่อยให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใช้แรงงาน ไม่กำกับควบคุมผู้ใช้แรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบจนทำให้มีแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก สร้างผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการระบาดของโควิด-19 ขาดคุณธรรมและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นพบพฤติการณ์ใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องสร้างความแตกแยกในสังคม ยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างผู้เห็นต่าง และละเมิดนิติรัฐ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ระบุพฤติการณ์ว่า บริหารราชการแผ่นดินที่เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนผูกขาดเพื่อให้ได้สิทธิดำเนินงานในกิจการของรัฐ โดยไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยให้หน่วยงานที่กำกับ สมคบปิดบังการทุจริต ไม่ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ระบุเนื้อหาที่สั้นที่สุดในบรรดารมต.ที่ถูกยื่นนอภิปราย เพียง 3 บรรทัด โดยมีสาระสำคัญถึงพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณธรรม ใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องไม่คำนึงถึงประโยชน์ชาติและประชาชน

และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุเนื้อหาที่สำคัญ ว่า ปกปิดข้อมูลความจริงซึ่งควรแจ้งหรือยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล กร่างเถื่อน และสร้างอิทธิพลให้กับบริวารและพวกพ้อง

“แต่งตั้งคู่สมรสที่อยู่กินฉันท์สามีภรรยาเป็นข้าราชการการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวุฒิภาวะและความเหมาะสม ไม่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

แม้วเอาไง “ธนาธร” มาแล้ว ปักธง “นายกเล็ก” เชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456270

แม้วเอาไง “ธนาธร” มาแล้ว ปักธง “นายกเล็ก” เชียงใหม่

แม้วเอาไง "ธนาธร" มาแล้ว ปักธง "นายกเล็ก" เชียงใหม่

25 มกราคม 2564 – 09:04 น.

สมรภูมิเทศบาลนครเชียงใหม่สนุกแน่ “ธนาธร” ส่งคนดังคนเด่นลงสนาม ทักษิณ-เพื่อไทยไม่ชัดจะเปิดหน้าหรือไม่ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนนำหมึก

++
ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ คณะก้าวหน้าไม่ลงสนาม ทั้งที่ฐานคะแนนตอนเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ในแต่ละเขต ก็เป็นรองแค่พรรคเพื่อไทย กองเชียร์ธนาธรรู้สึกผิดหวังพอควร    

สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ไม่ถอยให้ใครอีกแล้ว     

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  กกต. เคาะแล้วเลือกตั้งนายกเทศมนตรี-สมาชิกเทศบาล 28 มี.ค. 64 

แม้วเอาไง "ธนาธร" มาแล้ว ปักธง "นายกเล็ก" เชียงใหม่

ธีรวุฒิ แก้วฟอง ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลนครเชียงใหม่

วันที่ 24 ม.ค.2564 “ธนาธร” วิดีโอคอลร่วมเปิดตัว “เหมา” ธีรวุฒิ แก้วฟอง ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ในนามกลุ่มเชียงใหม่กว่า และตัวแทนคณะก้าวหน้า โดยบอกว่าเชียงใหม่เป็นพื้นที่น่าสนใจ มีความท้าทาย ขอโอกาสให้เข้าไปบริหารเพื่อพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ดีกว่าเดิม    

เดิมที ธีรวุฒิ แก้วฟอง ข้าราชการชำนาญการ สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลาออกจากราชการ มาร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ตั้งกลุ่มเชียงใหม่กว่า เตรียมลงสมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่    

ต่อมา ชำนาญ จันทร์เรือง และเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้มาเจรจากับกลุ่มเชียงใหม่กว่า ขอให้การสนับสนุน “เหมา ธีรวุฒิ” จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวของพันธมิตรการเมือง เพื่อยึดทำเนียบเจดีย์ขาว

แม้วเอาไง "ธนาธร" มาแล้ว ปักธง "นายกเล็ก" เชียงใหม่

เฮียหน้อย จะได้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทยหรือไม่

++
เพื่อไทยอึมครึม
++
เมื่อคณะก้าวหน้าเปิดตัวลงสนาม ย่อมส่งผลสะเทือนถึง “กลุ่มพิงคนคร เพื่อไทยเชียงใหม่” ของ “เฮียหน้อย” ชาตรี เชื้อมโนชาญ ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

ถึงวันนี้ พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า ส่งผู้สมัครนายกเล็กเชียงใหม่ ทั้งที่ “เฮียหน้อย” ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว    

อีกอย่าง “เฮียหน้อย” เดินหาเสียงคู่ขนานกับ “ส.ว.ก๊อง” พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ว่าที่นายก อบจ.เชียงใหม่ มาร่วมสองปี     

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อาจสรุปบทเรียนกรณีนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่ “คนแดนไกล” ทั้งเขียนจดหมาย และส่งคลิปมาหาเสียงช่วย ส.ว.ก๊อง ส่งผลให้พรรคเพื่อไทย เจอการร้องเรียนถึงขั้นยุบพรรค เพราะเปิดทางให้ “ทักษิณ ชินวัตร” มาแทรกแซงภายในพรรค    

ฤาจะให้ “เฮียหน้อย” สู้ตามลำพัง เจอทั้งธนาธร และตระกูล “บูรณุปกรณ์” ถือว่าสาหัสสากรรจ์ไม่น้อย

แม้วเอาไง "ธนาธร" มาแล้ว ปักธง "นายกเล็ก" เชียงใหม่

อัศนี บูรณุปกรณ์ อาจลงสมัครนายกเล็ก ในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม

++
เปลี่ยนตัว
++
3 ปีก่อน “ประพันธ์ บูรณุปกรณ์” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ แถลงข่าวจะลงชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ แต่มาวันนี้ ตระกูล “บูรณุปกรณ์” อาจต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นเสียแล้ว    

แว่วข่าวว่า อัศนี บูรณุปกรณ์ เลขานุการนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ จะลงสมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม     

เนื่องจาก ทัศนัย บูรณุปกรณ์ ดำรงตำแหน่งนายกเจดีย์ขาวมา 2 สมัย จะขอวางมือจากการเมืองท้องถิ่นไปทำธุรกิจ จึงเปิดทางให้ประพันธ์ได้ลงสนามแทน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน หลังความปราชัยในสนามนายก อบจ.     

ตระกูล “บูรณุปกรณ์” ต้องคิดหนัก เพราะหากพ่ายซ้ำ ก็แทบไม่มีที่ยืนในเชียงใหม่ 

ไขข้อสงสัย ..เรื่องต้องรู้ ‘เลือกตั้งเทศบาล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456245

ไขข้อสงสัย ..เรื่องต้องรู้’เลือกตั้งเทศบาล’

ไขข้อสงสัย ..เรื่องต้องรู้'เลือกตั้งเทศบาล'

25 มกราคม 2564 – 06:00 น.

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. )ได้เคาะออกมาแล้วให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลในวันอาทิตย์  28 มีนาคม  2564 ที่ผ่านมาประชาชนอย่างเราๆซึ่งมีสิทธิในการเลือกตั้งเทศบาล รู้จักการปกครองรูปแบบ”เทศบาล”มากน้อยแค่ไหน.. มาทำความรู้จักกัน

 “เทศบาล” เป็นรูปแบบหนึ่งของ”การปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือ การที่รัฐบาลจากส่วนกลางกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน เข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น มีอิสระในการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การเงินและการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐและบทบัญญัติของกฎหมาย

ทั้งนี้รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น มี 2 รูปแบบ คือ 1.รูปแบบทั่วไป ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ( อบจ. ) ซึ่งมีการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศไปเมื่อ 20  ธันวาคมที่ผ่านมา, เทศบาล และ องค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต. ) และ 2. รูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา

ไขข้อสงสัย ..เรื่องต้องรู้'เลือกตั้งเทศบาล'

“เทศบาล”เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตชุมชนเมืองโดยเทศบาลแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. เทศบาลตำบล (ทต.)  เป็นเทศบาลเล็กที่สุด มีประชากร 7,000 คนขึ้นไป และมีรายได้ตั้งแต่ 12,000,000 บาท ขึ้นไป

2.เทศบาลเมือง(ทม.)  เป็นเทศบาลขนาดกลาง ได้แก่ ท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดหรือท้องถิ่นที่มีประชากรตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป 

3.เทศบาลนคร (ทน.) เป็นเทศบาลที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ท้องถิ่นที่มีประชากรตั้งแต่ 50,000 คนขึ้นไป

เหตุผลในการจัดตั้งเทศบาลขึ้นในประเทศไทย

หากจะกล่าวถึงเหตุผลในการจัดตั้งเทศบาลในประเทศไทย เราอาจมีเหตุผลในการจัดตั้งเทศบาลในประเทศไทยได้ 2 เหตุผลใหญ่ ๆ ได้แก่

ประการที่หนึ่ง จัดตั้งเทศบาลเพื่อให้สอดคล้องกับการเมืองการปกครองในระดับชาติที่เป็นประชาธิปไตย กล่าวคือ เมื่อการปกครองในระดับชาติเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนราษฎรของตนเข้าไปทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ และทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ มีการแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อำนาจในทางนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

ดังนั้น การปกครองในระดับท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนจึงจำเป็นต้องมีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตยในระดับชาติ โดยที่องค์กรเทศบาล เป็นองค์กรทางการเมืองแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองตนเองได้อย่างเต็มที่ตามหลักการกระจายอำนาจ  อีกทั้งยังมีการล้อโครงสร้างของการเมืองในระดับชาติมาจำลองใส่ไว้ในเทศบาลด้วย คือ มีการแบ่งแยกฝ่ายบริหาร และฝ่ายสภาที่ทำหน้าที่ในการออกเทศบัญญัติออกจากกัน และทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ การจัดตั้งเทศบาลยังคงต้องให้สอดคล้องไปกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ ที่ได้แบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเทศบาลก็คือการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั่นเอง

ประการที่สอง จัดตั้งเทศบาลเพื่อเป็นการแบ่งเบาภารกิจของรัฐบาล เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจจะลงไปควบคุมดูแล หรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรการเมืองอื่นๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ต่างๆ นี้ลง และทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้รับการบริการจากภาครัฐได้รวดเร็วและทั่วถึงยิ่งขึ้น

ไขข้อสงสัย ..เรื่องต้องรู้'เลือกตั้งเทศบาล'

ปัจจุบันมีเทศบาลจำนวน 2,472 แห่ง แบ่งเป็น เทศบาลตำบล 2,247 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และ เทศบาลนคร  30 แห่ง ซึ่งจะมีการเลือกตั้งพร้อมกันในวันที่ 28 มีนาคม 2564 โดยเปิดรับสมัคร 8 -12 กุมภาพันธ์ นี้

สำหรับโครงสร้างของเทศบาลแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ได้แก่ นายกเทศมนตรี และฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สมาชิกสภาเทศบาล

หน้าที่ของเทศบาล

-จัดทำบริการสาธารณะต่างๆ

-รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

-ดูแลการจราจร

-ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา

– ส่งเสริมศาสนา

 -พัฒนาเด็กเล็ก

– การบำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น ฯลฯ

นายกเทศมนตรีมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน  2 วาระไม่ได้

หน้าที่และอำนาจของนายกเทศมนตรี

นายกเทศมนตรีมีอำนาจกำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาล โดยมี”ปลัดเทศบาล”ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาล รับผิดชอบดูแลข้าราชการประจำของเทศบาลให้ดำเนินการเป็นไปตามนโยบายของนายกเทศมนตรี

สมาชิกสภาเทศบาล

-เทศบาลตำบล มีสมาชิกสภาจำนวน 12 คน แบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้ง  

-เทศบาลเมือง มีสมาชิกสภาจำนวน 18 คน แบ่งเป็น 3 เขตเลือกตั้ง

-เทศบาลนคร  มีสมาชิกสภาจำนวน 24 คน แบ่งเป็น 4 เขตเลือกตั้ง

สมาชิกสภาเทศบาลมีกำหนดคราวละ  4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง

ความสำคัญของสมาชิกสภาเทศบาล

สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ตามรูปแบบของระบบรัฐสภา และมีหน้าที่ในกระบวนการนิติบัญญัติอันเกี่ยวข้องกับการร่างและพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆของเทศบาล 

การจัดการเลือกตั้ง

อำนาจในการจัดการบริหารเลือกตั้งเทศบาล จะอยู่ที่ “ปลัดเทศบาล”  เป็นแม่งาน  กล่าวคือ” ปลัดเทศบาล” มีอำนาจบริหารจัดการเลือกตั้ง เหมือน เลือกตั้ง อบจ. ที่ ปลัด อบจ. บริหารจัดการเลือกตั้ง  ส่วน กกต.  ทำหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง

การลงคะแนนเลือกตั้ง

เมื่อเข้าคูหาเลือกตั้ง) จะได้บัตรลงคะแนน 2 ใบ   

 1.บัตรเลือกตั้งนายกเทศมนตรี         เลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 1 คน  

2.บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล    เลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 6 คน

  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

– มีสัญชาติไทยแต่ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

-มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง

-มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง

-หากไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งเทศบาล จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี  อาทิ สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.  ส.ว.  ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ได้ , สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน หรือดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ไม่ได้

โทษสำหรับผู้ที่ซื้อสิทธิ ขายเสียง

มีโทษจำคุก  1-10 ปี และปรับ 20,000-200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี