“หน่อย” โดดเดี่ยว บนทางเปลี่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/444771

“หน่อย” โดดเดี่ยว บนทางเปลี่ยว

"หน่อย" โดดเดี่ยว บนทางเปลี่ยว30 กันยายน 2563 – 09:55 น.

“หน่อย” โดดเดี่ยว บนทางเปลี่ยว ทางข้างหน้าไม่สดใส “เจ้าแม่เมืองหลวง” จะเลือกหนทางใด ลงสมัครผู้ว่า กทม. หรือรอตั้งพรรคใหม่ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
จังหวะที่พรรคเพื่อไทย กำลังชุลมุนเรื่องการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ศึกษาการบริหารงบประมาณเพื่อตอบสนองความต้องการและมีส่วนร่วมของประชาชนแบบบูรณาการ” ในวันที่ 27- 29 ก.ย.2563 ที่เบนซ์ทองหล่อคลับ ชั้น 5 กรุงเทพฯ

อ่านข่าว…  “หน่อย” ลา “อ้อ” ปิดฉากเพื่อแม้ว

"หน่อย" โดดเดี่ยว บนทางเปลี่ยว

น้องจินนี่ ให้กำลังใจมารดา-คุณหญิงหน่อย

บังเอิญวันที่สองของการสัมมนา มีเสวนาเรื่อง “วิสัยทัศน์ รวมพลัง สร้างกรุงเทพฯ” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาร่วมเสวนาด้วย นักข่าวจึงตามมาเป็นกองทัพ เพราะจะเป็นการเปิดใจครั้งแรกของ “คุณหญิงหน่อย” หลังลาออกจากประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

สไตล์คุณหญิงหน่อยไม่พลาดช็อตสำคัญ นั่นคือ น้องจินนี่ ลูกสาวคนสวยมามอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจคุณแม่ ตามด้วยช็อตคุณหญิงหน่อยหอมแก้มลูกสาว 

++
เจ้าแม่เมืองหลวง
++
วันนั้น คุณหญิงหน่อย มีความชัดเจนให้นักข่าว 2 เรื่องคือ ไม่ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย และไม่ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่

เมื่อ 30 ก.ค.2563 สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลงนามคำสั่ง แต่งตั้งให้คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย    

ดูเหมือนว่า คุณหญิงหน่อยก็ยังยืนยันในภารกิจนี้ เว้นเสียแต่ว่า คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวแม่ทัพเมืองหลวง     

อนาคตคุณหญิงหน่อย ดูวังเวง แม้ ส.ส.กรุงเทพฯ จะส่งเสียงหนุน แต่ก็ไม่มีพลังเท่าภาคเหนือ และภาคอีสาน  

"หน่อย" โดดเดี่ยว บนทางเปลี่ยว

มีข่าวชัชชาติ จะกลับเพื่อไทย

++
หนามยอกอก
++
ประเด็นผู้ว่า กทม. ก็มีความขัดแย้งระหว่างคุณหญิงหน่อย กับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาเป็นระยะ และสุดท้าย ชัชชาติ ตัดสินใจลงสมัครอิสระ

สมัย “เดอะอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย ยังมีตำแหน่งในพรรค ได้เสนอให้เพื่อไทย ไม่ต้องส่งผู้ว่า กทม. และสนับสนุนชัชชาติไปเลย ซึ่งคุณหญิงหน่อย ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้    

เสี่ยอ้วนกับเจ้าแม่เมืองหลวง จึงมีปมร้าวในใจกันมาตลอด กระทั่ง เสี่ยอ้วนแยกตัวไปตั้งกลุ่มแคร์    

คนในพรรคเพื่อไทยรู้ดีว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีกองหนุนมาจากหลายฝ่าย รวมถึงกลุ่มทุนพลังงาน แต่ที่แน่ๆ “กลุ่มแคร์” ประกาศตัวสนับสนุนแน่นอน    

วันที่ 1 ต.ค.2563 พรรคเพื่อไทย ภายใต้การกำกับของ “คุณหญิงอ้อ” จะมีกรรมการพรรคชุดใหม่ และในวันข้างหน้า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่จะรีเทิร์นเป็นหัวหน้าพรรคอีกคำรบ จะยกเลิกคำสั่งเดิมที่คุณหญิงหน่อย เป็นแม่ทัพเมืองหลวงหรือไม่?    

หากเพื่อไทยยุคแม่บ้านจันทร์ส่องหล้า เลือกหนุน “ชัชชาติ” แล้วคุณหญิงหน่อยจะทำยังไง?

พี่ติงน้อง ม็อบห้าวคนหาย พ่ายทั้งกระดาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/444723

พี่ติงน้อง ม็อบห้าวคนหาย พ่ายทั้งกระดาน

พี่ติงน้อง ม็อบห้าวคนหาย พ่ายทั้งกระดาน 29 กันยายน 2563 – 17:29 น.

นักกิจกรรมรุ่นใหญ่ เตือน “รุ้ง” และสหาย ห้าวเกินพิกัด จะตกหลุมพรางของฝ่ายผู้ถืออำนาจ

++
    แค่เนื้อหาทะลุเพดาน ก็หนักหนาสาหัส ยิ่งมาแสดงอาการห้าวเป้งไม่เลือกสถานที่ ทำให้ “กองเชียร์รุ่นใหญ่” ชักเป็นห่วงน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ในนาม “คณะประชาชนปลดแอก” หรือ “แนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุม”
    โดยเฉพาะกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งล่าสุดที่หน้า ม.พัน 4 เกียกกาย ค่ายม้าเหล็กในตำนาน 

พี่ติงน้อง ม็อบห้าวคนหาย พ่ายทั้งกระดาน

++
คำเตือนใบตองแห้ง
++
    ในเฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk คอลัมนิสต์ชื่อดัง “ใบตองแห้ง” แห่งสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี ได้ออกมาเตือนสตินักกิจกรรมรุ่นหลานว่าด้วย “การเคลื่อนไหวในช่วงนี้ ท่าทีต้องรัดกุม”
    ใบตองแห้งในฐานะคนเดือนตุลา มองว่า “การไปทำกิจกรรมหน้า ม.พันสี่ ที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ ทวงความรับผิดชอบ นี่ไม่ว่ากันนะครับ แต่มีคนเล่าว่าบางคนจะปีนข้ามรั้วไปจริงๆ ต้องห้ามไว้ ซึ่งทำไม่ได้เลยนะ จะเพลี่ยงพล้ำทันที ต้องตีกรอบให้ดี”  

 อย่างไรก็ตาม ใบตองแห้งไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามม็อบปลดแอก แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

 “เราอยู่ในกระแสที่ฝ่ายรัฐฝ่ายขวากำลังปลุกมวลชนของเขาเต็มที่ พร้อมกับดึงคนตรงกลางๆ ซึ่งไม่ใช่จะชอบรัฐบาลหรอกนะ แต่มันจะใช้วิธีโน้มน้าวคนตรงกลางๆ ว่า ม็อบหัวรุนแรง ม็อบจะไปไกลเกิน ม็อบจะทำให้ประเทศไม่สงบ ม็อบดันไปแตะเรื่องอันตราย (ที่แม้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย นินทาขรม) แต่จะพาให้เดือดร้อนกันหมด..”  

 ตอนท้าย ใบตองแห้งฝากแง่คิด “ฝ่ายเราที่ต้องสู้อีกยาวต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ของเขาและต้องปรับท่าทีให้ทัน”

++
มือทำม็อบติง
++     
    “ป้าย บูรพาไม่แพ้” เอ็นจีโออีสาน ผ่านสมรภูมิการทำม็อบมาเยอะ และเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา มาตลอด พอเห็นการทำกิจกรรมที่หน้า ม.พัน 4 เขาจึงเขียนในเฟซบุ๊ค
    “ถึงวันนี้ ก็ดูเหมือนฝ่ายผู้เรียกร้อง น่าจะตกเป็นรอง อย่างมาก ทั้งในแง่ของเป้าหมาย ที่ออกอาการสะเปะสะปะ มา รวมถึงความเป็นเอกภาพของกลุ่มเคลื่อนไหว..”  

 แกนนำม็อบปากมูล ยังประเมินว่า  “หลังชุดวิเคราะห์ของฝ่ายอำนาจ ว่าฝ่ายผู้เรียกร้องทำได้เท่านี้ สิ่งที่ตามมา คือ การไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้ค่า ไม่ให้ราคา ซึ่งการจัดวางท่วงทำนองเช่นนี้ ก็ส่งผลให้ฝ่ายผู้เรียกร้องต้องเร่งรีบ เพิ่มปฏิกิริยามากยิ่งขึ้น และการเพิ่มปฏิกิริยาของฝ่ายผู้เรียกร้อง ก็ยิ่งไปเข้าทางของฝ่ายอำนาจมากยิ่งขึ้น”  

 นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนสรุปว่า “ฝ่ายหนึ่งเร่งรุดไล่ต้อน ส่วนอีกฝ่ายเริ่มขุดหลุมดักรอแล้ว” 

“แม้ว” มา แยก “แดง” จากเด็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แม้ว” มา แยก “แดง” จากเด็ก

"แม้ว" มา แยก "แดง" จากเด็ก29 กันยายน 2563 – 12:50 น.

“แม้ว” มา แยก “แดง” จากเด็ก “ม็อบปลดแอก” ป่วน คนเสื้อแดงไม่ลืมทักษิณ ยากที่จะระดม “รากหญ้า” มาชุมนุมปักหลักพักค้าง 7 วัน 7 คืน

++
อลหม่านบ้านจันทร์ส่องหล้า เมื่อมีข่าวลือกระหึ่ม “ทักษิณกลับบ้าน” แถมกลับมามีตำแหน่งใหญ่โต ทำเอาคนเสื้อแดงปั่นป่วนไปทั่วประเทศ

อ่านข่าว…  ฟอร์ดเจ้าเก่า พรรคสีแดงป่วนรัฐ

"แม้ว" มา แยก "แดง" จากเด็ก

ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

อนุรักษ์ เจนตวนิชย์   หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ผู้ก่อตั้งพรรคเส้นทางสีแดง ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องทักษิณ และการต่อสู้ของคณะประชาชนปลดแอก   

“ฟอร์ด” ประเมินว่า ข่าวทักษิณกลับบ้าน ได้บั่นทอนพลังคนเสื้อแดงที่จะออกมาต่อสู้เคียงข้างขบวนการนักเรียน นักศึกษา และปัญญาชน    

“ขอให้วางคุณทักษิณลงชั่วคราว ไม่ได้ขอให้เลิกรัก แต่ขอให้อย่าทิ้งนักศึกษา ใครที่ยังหลงประเด็นเถียงกันไปมา อยากบอกว่าฝ่ายตรงข้ามยังมีสารพัดวิธีที่จะขัดขวางไม่ให้คนออกมาชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.2563”    

ฟอร์ดเชื่อว่า ข่าวปล่อยทักษิณจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามแผนรวมไทยสร้างชาติ เป็นกลอุบายของฝ่ายเผด็จการทหารที่จะแยกคนเสื้อแดงออกจากนักศึกษา
 

"แม้ว" มา แยก "แดง" จากเด็ก

แม่ยกเสื้อแดง ตามเชียร์นักศึกษา

++
เสื้อแดงเพ้อฝัน
++ 
นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” ได้โพสต์ถึงประเด็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่โจษจันกันในหมู่คนเสื้อแดง    

“เสื้อแดงบางกลุ่มที่เพ้อฝันร้องหารัฐบาลแห่งชาติ เพราะฝันหวาน…ทักษิณกลับมาตัั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ไขวิกฤตแบบ win-win แต่นั่นคือ ร้องหารัฐบาลเผด็จการที่มีทักษิณเป็นหัวหน้า ..เสื้อแดงพวกนี้จะเรียกตัวเองว่าอะไรก็ได้ แต่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตยไม่ได้”    

ในอดีต อาจารย์พิชิต เชียร์คนเสื้อแดงสุดลิ่มทิ่มประตู แต่พักหลัง “พิชิต” คนเดือนตุลา หันไปเชียร์ม็อบปลดแอก และกลุ่มเพนกวินและสหาย    

พิชิตพยายามเรียกร้องให้คนเสื้อแดงก้าวข้ามทักษิณ เหมือนฟอร์ด เส้นทางสีแดง ลุกออกจากบ้านมาต่อสู้ร่วมกับเยาวชนคนรุ่นใหม่บนท้องถนน 

เพื่ออ้อ ก๊วน “มิ้ง” คุมโปลิตบูโร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เพื่ออ้อ ก๊วน “มิ้ง” คุมโปลิตบูโร

เพื่ออ้อ ก๊วน "มิ้ง" คุมโปลิตบูโร29 กันยายน 2563 – 10:35 น.

เพื่ออ้อ ก๊วน “มิ้ง” คุมโปลิตบูโร เพื่อไทยยุคมีหัว “คุณหญิงอ้อ” คุมทีมปูลิตบูโร “มิ้ง-อ้วน” คืนสู่เหย้าชาว ทรท.ภาค 2  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทย ครั้งล่าสุด สำนักข่าวใหญ่ๆ วิเคราะห์ตรงกันหมดว่า “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” จะเข้ามาดูแลพรรคด้วยตัวเอง

อ่านข่าว…  “สุดารัตน์” ประกาศลาออกประธานยุทธศาสตร์ เพื่อไทย

เพื่ออ้อ ก๊วน "มิ้ง" คุมโปลิตบูโร

หมอมิ้ง ยังเป็นแกนหลักของบ้านจันทน์ส่องหล้า

ด้วยเหตุนี้ คอลัมนิสต์การเมืองหลายคน จึงย้อนอดีตสมัยพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เฟื่องฟู ซึ่งเวลานั้น ทักษิณ ชินวัตร จะมี “ขุนพลชินวัตร” จำนวนหนึ่งที่เป็นเสมือนโปลิตปูโร หรือคณะกรมการเมืองประจำพรรค     

สภาพการณ์ “พรรค 2 หัว” ทำให้พรรคเพื่อไทย ไร้เอกภาพ และตกเป็นรองคู่แข่งในอนาคตอย่างพรรคก้าวไกล “ทักษิณ” จึงเสนอแนะให้มีการปรับโครงสร้างพรรค และจัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่มาหลายเดือนแล้ว

เพื่ออ้อ ก๊วน "มิ้ง" คุมโปลิตบูโร

หมอเลี้ยบ คลังสมองของกลุ่มแคร์

++
“แคร์”คลังสมอง
++
เมื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ชิงลงมือทางการเมืองด้วยการลาออก ทำให้ “ประมุขบ้านจันทร์ส่องหล้า” ต้องจัดหาบุคคลเข้ามาแทนที่ในกรรมการบริหารชุดใหม่ และยึดเอาสมพงษ์ เป็นหัวหน้าไปพลางก่อน     

พลันที่มีข่าว “คุณหญิงอ้อ” จะมานั่งหัวโต๊ะคณะปูลิตบูโรพรรคเพื่อไทย จึงมีข่าวการเตรียมดึง “กลุ่มแคร์” กลับเข้าเสริมพรรค    

จะว่าไปแล้ว แกนนำกลุ่มแคร์ ล้วนเป็นรวมพลคนในบ้านแบบครบทุกสาย ทั้งสายนายใหญ่,นายหญิง และน้องสาว    

คนวงในตัวจริง “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ถูกเรียกใช้บริการ เพราะทุกวันนี้ หมอมิ้งยังมีตำแหน่งบริหาร ในมหาวิทยาลัยชินวัตร และโรงพยาบาลพระรามเก้า 

เพื่ออ้อ ก๊วน "มิ้ง" คุมโปลิตบูโร

เสี่ยอ้วน อาจเข้าไปช่วยหัวหน้าสมพงษ์

++
คนนอกคนใน
++
“เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตแม่บ้านเพื่อไทย ที่มีแนวคิดการทำงานไม่ตรงกับ “คุณหญิงหน่อย”  และเหตุที่เขาออกไปสังกัดกลุ่มแคร์ ก็มาจากเรื่องศรศิลป์ไม่กินกันกับเจ้าแม่เมืองหลวงนั่นเอง    

ดังนั้น เสี่ยอ้วนอาจเป็นคนแรกๆ ที่เดินออกจากกลุ่มแคร์ และเข้ามาทำงานช่วยหัวหน้าสมพงษ์ แบบเต็มตัว    

ส่วน “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ค่อนข้างมีอิสระทางความคิด เพราะไม่ใช่คนในบ้านตัวจริง อาจเดินหน้าในนามกลุ่มแคร์ต่อไป    

“เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ถนัดบทนักบริหารหลังม่าน จึงอาจเข้ามาช่วย “คุณหญิงอ้อ” ได้มากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้    

ยี่ห้อเฮียเพ้ง พูดจริง ทำจริง ไม่ชอบสร้างภาพ ไม่มีดราม่า

“ปชป.” อกแตก ชิงคอกหอย อบจ.เมืองคนดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ปชป.” อกแตก ชิงคอกหอย อบจ.เมืองคนดี

"ปชป." อกแตก ชิงคอกหอย อบจ.เมืองคนดี28 กันยายน 2563 – 15:50 น.

“ปชป.” อกแตก ชิงคอกหอย อบจ.เมืองคนดี ศึกนายก อบจ.เมืองคนดี ปชป.รบกันเอง “ชุมพล” ปะทะ “กำนันศักดิ์” ขวัญใจคอกหอย

++
ปี 2556 สนามเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ผลปรากฏว่า ทนงศักดิ์ ทวีทอง สาย ปชป. ชนะมนตรี เพชรขุ้ม อดีตนายก อบจ.สุราษฏร์

อ่านข่าว…  เขต 1 เมืองหอยใหญ่ วัดพลัง “รักนายชวน-รักลุงกำนัน”

"ปชป." อกแตก ชิงคอกหอย อบจ.เมืองคนดี

ชุมพล กาญจนะ หาเสียงเป็นทีม

สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ ในครั้งใหม่นั้น สื่อท้องถิ่นเมืองหอยใหญ่ ได้เปิดเผยรายชื่อว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.สุราษฎร์ คือ ชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.สุราษฏร์ธานี, มนตรี  เพชรขุ้ม อดีตนายก อบจ.สุราษฎร์ฯ และพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว ที่ปรึกษานายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.สุราษฎร์ฯ 
     

ลึกๆ แล้ว ศึกท้องถิ่นเมืองหอยใหญ่เที่ยวนี้ ตัดมนตรีออกไปได้เลย เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่าง ปชป.สายป่ายาง กับ ปชป.สายทะเล
++
“ชุมพล”ขอลุย
++
ชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.สุราษฏร์ธานี ,ที่ปรึกษาคณะกรรมการกระจายอำนาจพรรคประชาธิปัตย์  ได้ประกาศตัวลงสมัครนายก อบจ.สุราษฎร์ มาแต่กลางปีที่แล้ว    

ชุมพล ไม่ใช่คนใต้โดยกำเนิด เขาเกิดที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท แต่ไปรับราชการที่ภาคใต้ ลงหลักปักฐานทำธุรกิจเหมืองแร่ และสร้างครอบครัวที่ ต.บ้านส้อง อ.เวียงสระ    

ที่เวียงสระนี่เอง ชุมพลลงเล่นการเมืองท้องถิ่น เริ่มจากกรรมการสุขาภิบาล จนได้เป็น ส.จ. เมื่อปี 2528 กระทั่งปี 2535 ชุมพลลงเล่นการเมืองระดับชาติ ในสีเสื้อ ปชป. และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก    

ฐานเสียงสำคัญของชุมพล ได้แก่ เวียงสระ,นาสาร, บ้านนาเดิม และพระแสง หลังได้เป็น ส.ส. กิจการเหมืองแร่ก็มอบให้ภรรยา-โสภา กาญจนะ เป็นคนดูแล    

วันนี้ ชุมพล ส่งลูกสาว-วชิราภรณ์ กาญจนะ  รักษาฐานเสียงเขต 3 (บ้านนาสาร,เวียงสระ และกาญจนดิษฐ์ บางตำบล)    

ส่วนตัวเขาและโสภา-ภรรยา ออกเดินสายหาเสียงล่วงหน้า หวังเก็บแต้มเป็นนายก อบจ.เมืองหอยใหญ่ให้ได้ 

"ปชป." อกแตก ชิงคอกหอย อบจ.เมืองคนดี

กำนันศักดิ์ ขอท้ารบ

++
กำนันศักดิ์
++ 
คู่แข่งของชุมพล กาญจนะ ก็คือ “กำนันศักดิ์” พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว อดีตกำนัน ต.ทุ่งกง อ.กาญจนดิษฐ์ และอดีตนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.สุราษฎร์ธานี     

หลายปีก่อน กำนันพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว เป็นผู้ริเริ่มโครงการท่องเที่ยวชมฟาร์มหอยนางรม ในพื้นที่บ้านกระแจะแดะ ต.ท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์     

ดังนั้น ช่วงที่มีข่าวศึกชิงคอกหอย จึงปรากฏชื่อ “กำนันศักดิ์” เข้าไปดูแลความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหอยนางรม    

ทุกวันนี้ กำนันศักดิ์ และ นงเยาว์ จ่าแก้ว ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.กาญจนดิษฐ์ จะออกงานสังคม พบปะชาวบ้านตามอำเภอต่างๆ สร้างฐานการเมืองท้องถิ่น    

เหนืออื่นใด กำนันศักดิ์ ได้ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ เขต 1 พรรค ปชป.เป็นที่ปรึกษา    

“ภาณุ” อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี และอดีตรองนายก อบจ.สุราษฎร์ ทำงานร่วมกับกำนันศักดิ์มานาน     

รวมถึง วิวรรธน์ นิลวัชรมณี ส.ส.สุราษฎร์ เขต 2 พรรค ปชป. ซึ่งเป็นลูกชายของประวิช นิลวัชรมณี อดีต ส.ส.สุราษฎร์ ซึ่งทีมกำนันศักดิ์เป็นฐานเสียงให้ตระกูล “นิลวัชรมณี” มานานแล้ว

“สุทิน” หลุด พิษตาสว่าง “ประเสริฐ” แซง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สุทิน”  หลุด พิษตาสว่าง “ประเสริฐ” แซง

"สุทิน"  หลุด พิษตาสว่าง "ประเสริฐ" แซง28 กันยายน 2563 – 13:09 น.

“สุทิน”  หลุด พิษตาสว่าง “ประเสริฐ” แซง ดับฝันสายอีสาน “ตาสว่าง” เจ้าของพรรคเพื่อไทย เคาะชื่อ “ประเสริฐ” นั่งแม่บ้านคนใหม่  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ทำไปทำมา การผ่าตัดใหญ่พรรคเพื่อไทย อาจจะมีแค่เปลี่ยนโลโก้พรรค จากเดิมอักษรย่อม ‘พท.’ ที่มีการตัดเป็นเหลี่ยมและมีคมแหลมๆ อยู่ตรงหัวอักษรทั้งสอง ปรับมาใช้หัวแบบกลมและปรับหางที่ตัดให้ตรงเท่ากัน 

อ่านข่าว… “สุทิน” เปิดใจ ส.ส.อีสาน สนับสนุนนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย    

"สุทิน"  หลุด พิษตาสว่าง "ประเสริฐ" แซง

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.โคราช

หัวหน้าพรรค ก็คงเป็นคนเดิมคือ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” และกรรมการบริหารพรรค จะไม่มีการล้างบางคนกลุ่มไหน แต่จะให้มีความหลากหลายมากขึ้น    

เมื่อหัวหน้าพรรคมาจากสายเหนือ เลขาธิการพรรคก็ต้องเป็นสายอีสาน และชื่อที่ถูกเคาะมาแต่แรกคือ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ส.ส.นครราชสีมา 

++
แม่บ้านคนใหม่
++
ตระกูล “จันทรรวงทอง” มีบทบาททางการเมืองใน อ.สีคิ้ว มายาวนาน ตั้งแต่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น ส.อบจ.นครราชสีมา และปรีชา จันทรรวงทอง เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสีคิ้ว
นับแต่ “ประเสริฐ” เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2544 ในนามพรรคไทยรักไทย ก็ไม่เคยย้ายพรรค และไม่เคยสอบตก ตลอด 5 สมัย แม้เขตเลือกตั้ง จะมีการปรับเปลี่ยนหลายรอบ อ.สีคิ้ว ถูกจับโยกไปอยู่เขตโน้น เขตนี้     

สมัยเสื้อแดงแรงฤทธิ์ ประเสริฐ เปิดหน้าเป็นแม่ทัพแดงโคราช จนได้ตำแหน่ง รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์     

ประเสริฐเป็น ส.ส.สายตรง “นายใหญ่” และในบ้านพักของเขาที่ อ.สีคิ้ว จึงมีภาพถ่ายเขากับทักษิณ ที่เมืองเสินเจิ้น ประดับบ้าน เพื่อยืนยันการเป็นนายกฯ ในดวงใจ    

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ประเสริฐรับบทแม่ทัพโคราช คุมเลือกตั้ง 14 เขต จึงไม่แปลกที่เขาจะได้รับความไว้วางใจเป็นตัวแทนภาคอีสาน ซิวโควตาเลขาธิการพรรคฯ 
 

"สุทิน"  หลุด พิษตาสว่าง "ประเสริฐ" แซง

ทักษิณ และประเสริฐ ภาพที่แขวนข้างฝาบ้าน

++
ส.ตาสว่าง
++
แม้ อดิศร เพียงเกษ พยายามตีฆ้องร้องป่าว ดัน สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ แต่ “เจ้าของพรรค” ตัวจริง ไม่ส่งสัญญาณบวก หัวหน้าคณะรำวงสวรรค์บ้านนา เลยต้องวืด    

จะว่าไปแล้ว สุทิน มีภาพความเป็นนักสู้ประชาธิปไตย และเป็นขวัญใจเสื้อแดงสายบู๊      

ในอดีต สุทิน คลังแสง เป็นนักการเมืองสายเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่เคลื่อนไหวอิสระ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแกนนำ นปช.มากนัก    

หลังเลือกตั้ง 2554 สุทิน ได้ร่วมคณะกับ “ส.ตาสว่าง” ประกอบด้วย ส.สุรชัย แซ่ด่าน ,ส.สุทิน คลังแสง ,ส.สุนัย จุลพงศธรและ ส.สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายอภิปรายการเมืองเชิงลึก และมีเนื้อหาคาบลูกคาบดอก     

ดังนั้น ส.สุนัย กับ ส.สุทิน จึงรักใคร่ผูกพันกันมาก ในช่วงหลังๆ สุนัยยังต่อสายมาให้กำลังใจสุทินเป็นประจำ    

ปม “ส.ตาสว่าง” กลายเป็นตราประทับ จนมาถึงวันนี้ เหมือนนายใหญ่-นายหญิง ไม่ปลื้ม

ทัวร์อะไร ถ้าไม่ใช่ทัวร์ปันสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทัวร์อะไร ถ้าไม่ใช่ทัวร์ปันสุข

ทัวร์อะไร ถ้าไม่ใช่ทัวร์ปันสุข27 กันยายน 2563 – 21:00 น.

ทัวร์อะไร ถ้าไม่ใช่ทัวร์ปันสุข หาคำตอบจากบทวิเคราะห์ของ ชัยวัฒน์ ปานนิล

        เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 26 กันยายน 2563 มีการนำเสนอข่าว ทัวร์ปันสุข ของ อสม. อ.จตุรพักตรพิมาน เดินทางไปเที่ยวตามโครงการเที่ยวปันสุขของรัฐบาล ที่ให้กำลังใจ อสม.ตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ประสบอุบัติเหตุ ชนกับรถพ่วงกลางสี่แยก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 7 ราย บาดเจ็บ 22 ราย

        จากการสอบสวนบุคคลในสถานที่เกิดเหตุ ให้การว่า ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมดเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือ อสม. ต.น้ำใส อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวได้เช่าเหมารถบัส 4 คัน ไปเที่ยวจังหวัดทางภาคตะวันออก ตามโครงการเที่ยวปันสุขของรัฐบาล ในขณะกำลังมุ่งหน้าไปทาง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา จึงมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ในแนวทางเดียวกัน

        ต่อมา มีการออกมาชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนในพื้นที่ ต.น้ำใส ว่า การจัดทัวร์ในครั้งนี้ไม่ใช่ ทัวร์ปันสุข ของ อสม. แต่ไม่ชัดเจนว่าเป็นโครงการอะไร ผู้ที่ถูกชักชวนส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ มีโทรศัพท์ที่สามารถลงแอปไลน์ได้ ลงทะเบียนโดยการสแกนใบหน้า และจะเช็คอินอีกครั้งเมื่อถึงปลายทาง โดยแจ้งว่า มีงบรายหัวๆละ 3,000 บาท หักเป็นค่าใช้จ่าย 2,000 บาท และอีก 1,000 บาท เป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในระหว่างเดินทาง โดยจ่ายตอนออกเดินทาง 500 บาท และจ่ายเมื่อถึงที่หมายอีก 500 บาท

        โดยชาวบ้านส่วนหนึ่งกล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยใดเป็นคนจัด หรือเกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ ที่ชัดเจนหรือไม่อย่างไร โดยมีการชักชวนกันไปโดยมีคนประสานผ่าน ผู้ใหญ่บ้านและ เจ้าหน้าที่ อบต.ประสานมา       

        ซึ่งสอดคล้องกับการชี้แจง ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ว่า คณะ อสม. ต.น้ำใส ได้เดินทางไปเที่ยวปันสุข แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13-15 กันยายน 2563 ที่่ผ่านมา โดยเดินทางไปที่จังหวัดระยอง และเดินทางกลับเป็นที่เรียบร้อยไม่มีการเกิดอุบัติเหตุแต่อย่างใด ส่วนการเดินทางไปกับทัวร์ครั้งนี้ เป็นการจัดเที่ยวกันเองของชาวบ้าน ต.น้ำใส ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการเที่ยวปันสุข เดินทางโดยรถทัวร์ 4 คัน คันที่ประสบอุบัติเหตุ มี 40 คน เป็นประชาชนทั่วไป 31 คน เป็น อสม. ต.น้ำใส 9 คน ส่วนผู้เสียชีวิต 7 คน เป็นคนรถ 3 และผู้โดยสาร 4 ไม่มี อสม.เสียชีวิต

        ทั้งนี้ได้ตรวจสอบขั้นตอนการลงทะเบียนของ ทัวร์ปันสุข แล้วปรากฏว่า ทางบริษัทนำเที่ยวจะได้รับเงินก็ต่อเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง และจะมีการโอนเงินผ่านแอปเป๋าตุงเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการนำเงินสดมาแจกให้กับชาวบ้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นที่น่าสังเกตและตดตามว่า ทัวร์ดังกล่าวที่ ต.น้ำใส คือทัวร์อะไร จากที่แหล่งข่าวแจ้ง มีการจัดเที่ยวมาระยะหนึ่งแล้ว สัปดาห์ละ 3-4 คันรถ หากคิดรายหัว ๆ ละ 3,500 บาท ก็ตะมีเงินสะพัดที่ ต.น้ำใสสัปดาห์ละเกือบ 1 ล้านบาท ทำไม่มีใครคิดจะตรวจสอบกันบ้างหรือไร

อะไรคือความจริง.. พรรคการเมืองกู้เงินไม่ได้มีแต่’อนาคตใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อะไรคือความจริง.. พรรคการเมืองกู้เงินไม่ได้มีแต่’อนาคตใหม่’

อะไรคือความจริง.. พรรคการเมืองกู้เงินไม่ได้มีแต่'อนาคตใหม่'27 กันยายน 2563 – 20:07 น.

กกต.ชี้ว่า 31 พรรคการเมืองกู้เงินไม่ผิด แต่พรรคอนาคตใหม่ก่อนหน้านี้ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเพราะกู้เงิน”ธนาธร”  จึงมีเสียงวิจารณ์และพูดเชิงประชดประชันว่า”พรรคการเมืองกู้เงินไม่ได้.มีแต่”อนาคตใหม่”แต่ความเป็นจริงคืออะไร เป็นการพูดความจริงไม่หมดหรือไม่

 กรณี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เห็นชอบตามที่สำนักงานเสนอให้มีการยุติเรื่องตรวจสอบกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ตรวจสอบว่า พรรคการเมืองจำนวน 31 พรรคการเมือง มีการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง เป็นการกระทำหรือนิติกรรมที่ขัดหรือแย้งต่อ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งมีโทษยุบพรรค เช่นเดียวกับที่มีการยุบ”พรรคอนาคตใหม่” หรือไม่

ทั้งนี้ จากผลการตรวจสอบงบการเงินทั้ง 31 พรรคการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2560 – 2562 ของ กกต.พบว่า ทุกพรรคมีการกู้ยืนเงินหรือยืมเงินทดรองจ่ายดังกล่าว จากหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคฯ ไม่เกิน 10 ล้านบาท/คน/พรรค/ปี 

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ในคดียุบพรรคอนาคตใหม่ จึงถือว่าการกู้ยืมเงินดังกล่าวของทั้ง 31 พรรค ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

 “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ชี้ว่า กกต.วินิจฉัยโดยไม่ได้ใช้บรรทัดฐานเท่าเทียมกัน 

 หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าพรรคการเมืองกู้เงินไม่ผิด ก็ไม่ผิดกันทั้งหมดทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคอนาคตใหม่ 

 ทั้งนี้ในความเห็นของ”ปิยบุตร” ซึ่งเคยเป็นมือกฎหมายคนสำคัญของพรรคอนาคตใหม่ บอกว่าตนเองยืนยันมาโดยตลอดว่า กฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้พรรคการเมืองกู้เงินและพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน หากจะห้ามพรรคการเมืองกระทำการใดก็ต้องมีกฎหมายเขียนเอาไว้ หากกฎหมายไม่ได้ห้ามอย่างชัดแจ้ง แสดงว่าเป็นเสรีภาพของพรรคการเมืองที่สามารถเลือกที่จะกระทำการใดก็ได้ 

ดังนั้นตามความเห็นของ” ปิยบุตร”ทุกพรรคการเมืองสามารถกู้เงินได้และจะกู้เงินเท่าไหร่ก็ได้  

และชี้ว่า แต่ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ พยายามจะอธิบายเรื่องการกู้เงินและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยว่าเป็น “การให้ประโยชน์อื่นใด”

จึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดห้ามให้และรับจากบุคคลเกิน10 ล้านบาทตาม ม. 66 วรรคสอง พ.ร.ป.พรรคการเมือง  พ.ศ.2560 ที่ระบุว่า พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกิน 10ล้านบาทต่อปีมิได้ 
 
“ผมเห็นว่าทุกพรรคการเมืองที่กู้เงินไม่ถือว่ามีความผิดเลย กกต. ไม่ควรวินิจฉัยอย่างนี้ แต่ควรต้องวินิจฉัยว่า ไม่ว่าจะเป็น31 พรรคการเมืองหรือพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิดเลยทั้งนั้นและถ้าหากเห็นว่าการกู้เงินเป็นปัญหา ในอนาคตก็ต้องไปแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อระบุให้ชัดว่าไม่ให้พรรคการเมืองกู้เงินหรือถ้าจะให้กู้ ต้องระบุเลยว่ากู้ได้ไม่เกินเท่าไหร่ไม่ใช่ว่ากฎหมายคลุมเครือแบบนี้ แล้วตีความเอาโทษเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่เอาโทษ “

และหลังจาก กกต. มีคำวินิจฉัยออกมาว่า 31 พรรคการเมืองกู้เงินไม่ผิด แต่พรรคอนาคตใหม่ก่อนหน้านี้ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเพราะกู้เงิน”ธนาธร” จึงมีเสียงวิจารณ์และพูดเชิงประชดประชันว่า “พรรคการเมืองกู้เงินไม่ได้ มีแต่พรรคอนาคตใหม่”

แต่ในความเป็นจริงคืออะไร  เป็นการพูดความจริงไม่หมดหรือไม่  

เพราะหากพิจารณาดูจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็จะเห็นว่า การกู้เงินของ”อนาคตใหม่”มีความผิดปกติอยู่หลายประการ จนน่าสงสัยว่ามีการกู้เงินกันจริงหรือไม่หรือว่าเป็นแค่ “นิติกรรมอำพราง”

-งบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ปี 2561 มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้เพียง 1.4 ล้านบาท คือมีหนี้แค่ 1 ล้านกว่าบาท แต่เพราะเหตุใดถึงทำสัญญากู้เงินจากนายธนาธรถึง 191 ล้านบาท

-การชำระหนี้ครั้งแรกในวันที่ 4 มกราคม 2562 คืนเงินสดจำนวน 14 ล้านบาทหลังทำสัญญากู้เงินเพียง 2 วัน จึงผิดปกติ

-สัญญากู้เงินฉบับที่ 2 รับเงินเพียง  2.7 ล้านบาท จากที่ทำเรื่องกู้ 30 ล้าน  

-มีอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า คิดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำมากร้อยละ 2 เท่านั้น

-ให้กู้เงินใหม่ทั้งที่มีเงินกู้เดิมค้างอยู่ ไม่เป็นไปตามปกติการค้าและปกติวิสัยของการให้กู้ยืมเงิน

-ศาลรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าการทำสัญญาเงินกู้ดังกล่าวมีพฤติการณ์ในการเอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือ”พรรคอนาคตใหม่”เป็นกรณีพิเศษ ไม่เป็นปกติในทางการค้าและไม่เป็นไปตามปกติวิสัยในการให้กู้เงิน และการชำระหนี้เงินกู้ยืมและการคิดดอกเบี้ย ก็ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า

– จึงถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคอนาคตใหม่และเมื่อรวมเงินกู้ยืมจำนวน 191.2ล้านบาท กับเงินที่นายธนาธรบริจาคให้กับพรรคเมื่อปี 62 จำนวน 8.5ล้านบาท ย่อมชัดแจ้งว่าเป็นกรณีการรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 66 วรรคสองของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง  พ.ศ. 2560

-จากข้อเท็จจริงพฤติการณ์เห็นว่าการที่นายธนาธรให้เงินกู้พรรคอนาคตใหม่ เข้าข่ายเป็นการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด และการที่นายธนาธรซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ให้พรรคกู้ยืมเงินจำนวนมาก กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ควรที่จะรู้ว่าการเป็นหนี้จำนวนมากต่อบุคคลใด ย่อมก่อให้เกิดการครอบงำ ชี้นำโดยบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ โดยอาศัยอำนาจแห่งหนี้นั้น มาเป็นผู้บงการ ครอบงำพรรคแต่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว อันส่งผลให้พรรคการเมืองเป็นธุรกิจการเมือง

-การกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่ จึงมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเข้าข่ายการรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นตามมาตรา 66 เมื่อการรับบริจาคดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 66 จึงเป็นการรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มามิชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา 72  อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงที่มีการทำสัญญากู้เงินเป็นเวลา 10 ปีได้

สรุป ก็คือ การกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ มีลักษณะผิดปกติไปจากการกู้เงินตามปกติและการกู้เงินดังกล่าวอาจทำให้เกิดการเข้าครอบงำพรรคได้ ในขณะที่ 31 พรรคการเมืองที่รอดจากการถูกยุบพรรค สัญญากู้เงิน เป็นไปตามปกติทั่วไป และไม่มีพรรคการเมืองใดแม้แต่พรรคการเมืองเดียวกู้เงินถึง 10ล้านบาทในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ทำสัญญากู้เงินจากนายธนาธร เกิน 10 ล้านบาท

นี่คือ ความต่างระหว่าง 31 พรรคการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ 

โควิดหลบไป’เลือกตั้งพม่า’ มาก่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โควิดหลบไป’เลือกตั้งพม่า’ มาก่อน

โควิดหลบไป'เลือกตั้งพม่า' มาก่อน27 กันยายน 2563 – 17:35 น.

ประชาธิปไตยต้องมาก่อน แม้โควิดระบาดระลอก 2 ผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น แต่ กกต.เมียนมา ก็ไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง

       ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ตัวเลขล่าสุดเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 26 ก.ย.2563 เมียนมา มีผู้ป่วยโควิดเพิ่ม 880 ราย สรุปมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรวมทั้งหมด 9,991 ราย

       ดังที่ทราบ เมียนมากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 พ.ย.2563 และระหว่างนี้ อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็มียอดผู้ป่วยสูงขึ้น

       พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ได้ส่งจดหมายเรียกร้องถึง กกต.เมียนมา ขอให้เลื่อนการเลือกตั้ง 8 พ.ย.นี้ออกไปก่อน เพราะสถานการณ์โรคโควิด-19 ยังรุนแรง

       ด้าน อู เมียว ญุ้น โฆษกพรรคพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เปิดเผยว่า ทุกคนเห็นอยู่ว่ารัฐบาลกำลังพยายามทำเต็มที่เพื่อควบคุมโรคโควิด-19 จึงควรจัดการเลือกตั้งตามกำหนด

       นอกจากนี้ การเลื่อนเลือกตั้งโดยที่ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ยิ่งทำให้เกิดปัญหาตามมา รวมถึงวิกฤติการเมืองที่จะซ้ำเติมปัญหาสาธารณสุขและเศรษฐกิจในขณะนี้

       สำหรับพรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์หลายพรรคแสดงความกังวลเช่นกันว่า จะเกิดความไม่แน่นอนหากเลื่อนเลือกตั้งออกไป โรคโควิด-19 จะอยู่กับทุกคนต่อไปจนกว่าจะมีวัคซีน หากไม่จัดการเลือกตั้งก่อนที่รัฐสภาชุดปัจจุบันจะหมดวาระในวันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า อาจเกิดความวุ่นวายขึ้นได้      

        อู มิ้น ไหน่ กกต.เมียนมา กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีแผนที่จะเลื่อนการเลือกตั้งด้วยเหตุผลของโควิด-19 การเลือกตั้งจะยังคงเดินหน้าต่อไป คณะกรรมการการเลือกตั้งจะจัดการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จำนวนหน่วยเลือกตั้งจะปรับเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 40,000 หน่วย เป็น 50,000 หน่วย เพื่อเลี่ยงความแออัด

       ส่วนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะสวมอุปกรณ์ป้องกัน และผู้ใช้สิทธิจะต้องล้างมือก่อนลงคะแนนเสียง ดังนั้นไม่มีอะไรที่ต้องกังวล 

‘อ้อ’ โมเดล สู่พรรคครอบครัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘อ้อ’ โมเดล สู่พรรคครอบครัว

'อ้อ' โมเดล สู่พรรคครอบครัว27 กันยายน 2563 – 15:35 น.

เพื่อไทยยุคคุณหญิงอ้อ เน้นเอกภาพ ผู้นำพรรค “สมพงษ์” จะกลับมาอีกครั้ง

        ได้ฤกษ์ผ่าตัดเพื่อไทย ต้นเดือน ต.ค.2563 หลังรักษาการหัวหน้าพรรค เรียกประชุมรักษาการคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 28 ก.ย.2563 เพื่อกำหนดการประชุมเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

        อ่านข่าว : ‘หน่อย’ ลา ‘อ้อ’ ปิดฉากเพื่อแม้ว

       สื่อเกือบทุกสำนักวิเคราะห์ตรงกัน การปรับองค์กรเพื่อไทยครั้งนี้ โดยการคุมบังเหียนของ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร”

      ที่พรรคเพื่อไทย ต้องปรับโครงสร้างใหม่ ประกอบด้วย

      1.ความเป็นเอกภาพ เพราะก่อนหน้านั้น คล้าย “พรรค 2 หัว” หรือพรรคอกแตก คือ กลุ่มสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับกลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

      2.ความเป็นไทยรักไทย แม้ในอดีต พรรคไทยรักไทยจะมี 20-30 มุ้ง แต่ก็รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ดังนั้น โครงสร้างพรรคเพื่อไทย หลังผ่าตัดใหม่ อาจมีหลายกลุ่มก๊วน แต่ผู้มีอำนาจตัวจริง ก็มีหนึ่งคือ “คุณหญิงอ้อ”

      3.เล็กแต่จิ๋ว โครงสร้างกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ “จำนวน”จะไม่มาก แต่กระจายตัวบุคคลไปสู่ทุกภูมิภาค

      4.คุณหญิงพจมาน จะเข้ามานำทัพ และเป็นผู้ประสานงานด้วยตัวเอง โดยจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น

  เหนืออื่นใด “คุณหญิงอ้อ” ต้องการรวบรวมนักการเมืองที่แตกออกไปทั้งหมดให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อให้การบริหารงานเป็นเอกภาพ

      ++

      สมพงษ์หัวหน้าพรรค

      ++

      สำหรับหัวหน้าพรรค ก็คาดหมายว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

      เนื่องจาก “สมพงษ์” อาวุโสที่สุด มีบารมี ประนีประนอม และมีคอนเนกชั่นกว้างขวาง

      ถ้าสมพงษ์เป็นหัวหน้าพรรค “อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำกลุ่มแคร์ ก็จะกลับมา พร้อมกับ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล

      มินับได้รับการสนับสนุนจาก “คุณหญิงอ้อ” และเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้มากบารมีสายเหนือ

      อย่างไรก็ตาม ส.ส.อีสานส่วนหนึ่ง พยายามผลักดัน สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นหัวหน้าหน้าพรรคเพื่อไทย

      ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย มีจำนวนเยอะก็จริง แต่ก็มีหลายก๊วนหลายก๊ก และบางกลุ่มยังภักดีต่อ “เจ๊แดง”