เลี้ยวซ้าย’ทนายอานนท์’ฉายา ‘ทองใบ2’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เลี้ยวซ้าย’ทนายอานนท์’ฉายา ‘ทองใบ2’

เลี้ยวซ้าย'ทนายอานนท์'ฉายา 'ทองใบ2' 4 กันยายน 2563 – 10:34 น.

เอาตัวเข้าคุกปลุกมวลชน ส่องชีวิต “อานนท์” ทนายหนุ่ม มีเส้นทางเดินคล้ายทนายฝ่ายซ้ายในอดีต คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    หลังศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันตัว อานนท์ นำภา และภาณุพงศ์ จาดนอก โดยอ้างว่ากระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวจากการขึ้นปราศรัยซ้ำอีก ซึ่งทั้งอานนท์และ”ไมค์ ภาณุพงศ์” ยืนยันว่าพวกเขาจะไม่ยื่นขอประกันตัวอีก
    กล่าวสำหรับทนายอานนท์ นำภา นั้น เป็นเสมือนพี่ใหญ่ของคณะประชาชนปลดแอก รวมถึงแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งการอยู่ในเรือนจำของเขา เป็นประเด็นปลุกเร้าให้รุ่นน้องมุ่งมั่นจัดการชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.2563 ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ให้บรรลุเป้าหมายตามที่ทนายอานนท์วางไว้

เลี้ยวซ้าย'ทนายอานนท์'ฉายา 'ทองใบ2'

                       ทนายอานนท์ ฉลองวันเกิดครบรอบ 36 ปี 

++
ขบถนักเรียน
++
    อานนท์ นำภา ลูกชาวนาจาก อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย โรงเรียนประจำจังหวัด
    ปี 2545 อานนท์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน และได้รับรู้ว่า จำลอง ดาวเรือง และ ถวิล อุดล เป็นศิษย์เก่าร้อยเอ็ดวิทยาลัย จึงยึดถือเอา 2 รัฐมนตรีเสรีไทยอีสาน เป็นแม่แบบประชาธิปไตย
    สมัยเป็นนักเรียนขาสั้น อานนท์ได้แสดงความเป็น “ขบถการศึกษาไทย” จนถูกครูบางคนมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์
    ปี 2549 อานนท์เรียนกฎหมายที่รามคำแหง ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต้านเผด็จการทหาร กับเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร  

เลี้ยวซ้าย'ทนายอานนท์'ฉายา 'ทองใบ2'

                            ทนายลูกอีสาน ชอบลาบก้อย 

++
ไม้หนึ่งคือไอดอล
++
    ปี 2552 อานนท์ จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และจบเนติบัณฑิต  
    หลังการสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2553 อานนท์รับทำคดีทางการเมือง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้แก่คนเสื้อแดงจำนวนมาก 
    ช่วงที่รับว่าความให้คนเสื้อแดง อานนท์ได้รู้จัก อาจารย์หวาน -สุดา รังกุพันธ์ และไม้หนึ่ง ก. กุนที แกนนำแดงอิสระ หรือแดงเวทีเล็ก 
    ปี 2553-2554 ไม้หนึ่ง ก.กุนที ที่ไปลี้ภัยในกัมพูชา ก็ไว้ใจอานนท์ ให้เดินทางไปเยี่ยมและแลกเปลี่ยนความคิดการเมือง ตอนนี้แหละที่อานนท์เริ่มซึมซับแนวทาง “แดงปีกซ้าย” 

++
ทนายทองใบ 2
++
    หลังรัฐประหาร 2557 อานนท์เข้าร่วมเป็นทนายความอาสากับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง รวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 
    จากนั้น อานนท์ได้เข้าไปคลุกคลีกับนักกิจกรรมรุ่นน้อง ที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน คสช. 
    ทนายอานนท์เปรียบตัวเองกับนักศึกษารุ่นน้อง เหมือนยุค 14 ตุลา ที่ผู้นำนักศึกษา ได้ทนายทองใบ ทองเปาด์ เป็นพี่เลี้ยงด้านคดีความ
    “พวกเขาก็อาจจะเป็นเสกสรรค์สมัยนั้น เสกสรรค์เรียก ทองใบ ทองเปาด์ ว่าพี่นะ แล้วพวกนี้ก็เรียกผมว่าพี่  คือเหมือนกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแล้วเราไปเป็นตัวละครในนั้น เหมือนกงล้อประวัติศาสตร์” 
    

เลี้ยวซ้าย'ทนายอานนท์'ฉายา 'ทองใบ2'

                        อานนท์ ประกาศเดิมพันการเปลี่ยนแปลง 19 ก.ย.

  ประวัติศาสตร์จะหมุนกลับหรือไม่ ? 19 ก.ย.2563 การชุมนุมใหญ่ในธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์คือ คำตอบ

จ้วด..จ้วด’ผู้ใหญ่หำ’เข้าสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จ้วด..จ้วด’ผู้ใหญ่หำ’เข้าสภา

จ้วด..จ้วด'ผู้ใหญ่หำ'เข้าสภา3 กันยายน 2563 – 17:48 น.

หมอลำอัจฉริยะ “เฉลิมพล มาลาคำ” เข้าสภาฯ ใช้ประสบการณ์ผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ

++
    แม้วันนี้ “ผู้ใหญ่หำ” เฉลิมพล มาลาคำ จะส่งไม้ต่อให้ลูกชายเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็ยังไม่ทิ้งประสบการณ์งานการปกครองท้องที่
    วันที่ 3 ก.ย.2563 เฟซบุ๊ค เฉลิมพล มาลาคำ “ผู้ใหญ่หำ” ได้โพสต์ภาพที่ตัวเองถ่ายร่วมกับ ส.ส.ในสภาฯ และบรรยายว่า “วันนี้เดินเข้าสภาอันทรงเกียรติ รับตำแหน่งที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ฝ่ายปกครองครับ ขอบคุณ ท่าน ส.ส เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี ที่ให้โอกาสเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฝ่ายปกครอง สภาผู้แทน ขอบคุณผู้หลักผู้ใหญ่ทุกๆท่านครับ ที่ให้โอกาส ขอบคุณครับ”

จ้วด..จ้วด'ผู้ใหญ่หำ'เข้าสภา

                               เฉลิมพล มาประชุมที่สภาฯ

วันเดียวกัน เฟซบุ๊ควัน อยู่บำรุง ส.ส.หนุ่ม โพสต์ว่า “คุณเฉลิมพล มาลาคำ ก็เป็น fcผมนะคร้าบบบ..”

จ้วด..จ้วด'ผู้ใหญ่หำ'เข้าสภา

                                 เจอ ส.ส.วัน อยู่บำรุง 


    “ส.ส.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลราชธานี เขต 3 (อ.วารินชำราบ) พรรคเพื่อไทย รู้จักกับหมอลำอัจริยะ “เฉลิมพล มาลาคำ” มาแต่เป็น “ส.จ.เปิ้ล” ส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 วารินชำราบ โดยเฉพาะช่วงที่ “เฉลิมพล” เป็นผู้ใหญ่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ

จ้วด..จ้วด'ผู้ใหญ่หำ'เข้าสภา

                           ส.ส.เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี 

++
ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น
++
    เฉลิมพล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน มาตั้งแต่ปี 2557 ระหว่างดำรงตำแหน่ง ได้ยกเงินเดือนให้กับผู้สูงอายุในหมู่บ้านทุกเดือน โดยไม่เคยรับเงินไว้กับตัวแม้แต่หนเดียว ทำให้เป็นที่รักของชาวบ้าน 
    ปี 2562 เฉลิมพล ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม หรือ ผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ 6 ปี เมื่อเดือน เม.ย.2563
    เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน “โอ้” ภูมินทร์ มาลาคำ ลูกชายเฉลิมพล วัย 29 ปี ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าเจริญ คนใหม่สืบสานงานต่อจากบิดา-เฉลิมพล
    ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว “เฉลิมพล มาลาคำ”  ฉายาหมอลำอัจฉริยะ มีงานการแสดงทั้งหมอลำ ดนตรีลูกทุ่ง และภาพยนตร์มากมาย
    ปัจจุบัน เฉลิมพลได้ทำธุรกิจส่วนตัว และรับงานการแสดงละครอยู่บ้าง ส่วนงานช่วยเหลือสังคม ก็ยังทำอยู่ในฐานะอดีตผู้ใหญ่บ้าน และเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกชาย-ผู้ใหญ่โอ้

คิดสูตรไหน “สันติ” ขุนคลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คิดสูตรไหน “สันติ” ขุนคลัง

คิดสูตรไหน "สันติ" ขุนคลัง3 กันยายน 2563 – 13:35 น.

คิดสูตรไหน “สันติ” ขุนคลัง ท้าทายกระแสสังคม “สันติ” ขออาสาเป็นขุนคลัง ด้วยมั่นใจแรงหนุนจาก “บิ๊กป้อม” 

++
ขุนศึกพรรคพลังประชารัฐ ที่รายล้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคอยู่ในเวลานี้คือ “นักเลือกตั้ง” ผู้ช่ำชองเชิงยุทธ์ในวิถีเดิมๆ ซึ่งสมรภูมิต่อสู้ของพวกเขาจะอยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

อ่านข่าว…  สันติคนเก่า เจ้าพ่อมะขามหวาน

อ่านข่าว… “สันติ”ยันไม่ได้ขัดแย้ง”ปรีดี ” จนเป็นเหตุให้ฝ่ายหลังลาออก รมว. คลัง  

ไม่ว่าจะเป็นสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, อนุชา นาคาศัย ,วิรัช รัตนเศรษฐ และสันติ พร้อมพัฒน์    

ด้วยหลักคิดแบบนักเลือกตั้ง พวกเขาประเมินถึงสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องอาศัยความเป็น “พรรคแกนนำรัฐบาล” สร้างฐานคะแนน  

“สันติ พร้อมพัฒน์” จึงให้สัมภาษณ์สื่อแสดงความพร้อมที่จะเป็นรัฐมนตรีคลัง แทนปรีดี ดาวฉาย ที่ลาออกไปแบบกะทันหัน เพราะสันติมั่นใจว่า ตัวเองมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีคมนาคม และรัฐมนตรีพัฒนาสังคมฯ 
++
คนแบบเฮียเพ้ง
++
“สันติ” เริ่มต้นงานการเมืองจากพรรคความหวังใหม่ แต่มีบทบาทมากขึ้นในช่วงที่มาอยู่พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย  

จังหวะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ต่างประเทศ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ได้ดึง “สันติ” มาเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้งภาคเหนือตอนล่าง อาทิเช่น เพชรบูรณ์, พิษณุโลก, พิจิตร และอุตรดิตถ์ 

ว่ากันว่า ผลงานจากการเลือกตั้ง 2550 เฮียเพ้งจึงดันสันติเป็นรัฐมนตรีคมนาคม รัฐบาลสมัคร และหลังเลือกตั้ง 2554 สันติได้เป็นรัฐมนตรีพัฒนาสังคมฯ  

สันติมีบุคลิกคล้ายเฮียเพ้งคือ ไม่พูดมาก แต่ทำจริง จึงได้รับความไว้วางใจจากเพื่อน ส.ส.สายชินวัตร
++
บทเรียนเลือกตั้ง
++
การเลือกตั้งปี 2562 เป็นปีที่ สันติ พร้อมพัฒน์ ต้องเจอศึกหนัก เพราะการย้ายพรรคจากค่ายทักษิณ มาอยู่ “ค่าย 3 ป.” ไม่ใช่เรื่องง่ายในการหาเสียง  

เฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นที่มั่นเสื้อแดง เพราะสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทีมสันติได้สนับสนุนคนเสื้อแดงในทุกอำเภอ 

แต่การชนะยกจังหวัด กลับทำให้สันติ มั่นใจในกลยุทธ์การสู้กับกระแสทักษิณในพื้นที่เมืองมะขามหวาน 

ด้านหนึ่ง กลุ่มสันติในเพชรบูรณ์ ส.ส.แต่ละคน มีฐานเสียงมั่นคงในแต่ละอำเภอ เริ่มจากเขต 1 “พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” ตัวแทนตระกูลพรพฤฒิพันธุ์ ที่มีฐานเสียงหนาแน่นใน อ.เมืองเพชรบรูณ์
เขต 2 “จักรัตน์ พั้วช่วย” ยึดท้องถิ่น อ.หล่มสัก มายาวนาน ตั้งแต่ยุคจรัส พั้วช่วย
เขต 3 “วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์” ภรรยาสันติ ปักหลักอยู่ที่ อ.ชนแดน
เขต 4 “ส.ส.ดำ-สุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์ ผู้มากบารมี อ.หนองไผ่ เป็นคนที่เสี่ยสันติเกรงใจมากที่สุด
 เขต 5 “เอี่ยม ทองใจสด” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของ อ.วิเชียรบุรี และบิดาของ  “เสี่ยด๊อย” อัครเดช ทองใจสด นายก อบจ.เพชรบูรณ์  

สันติรู้ดีว่า จะชนะทักษิณได้แบบไหน? จึงเสนอสูตรยึดพรรคพลังประชารัฐจากเทคโนแครต และดัน “บิ๊กป้อม” ให้มีอำนาจเต็ม

หัวโขนหัวคน ไม่มี “เทพไท” ก็มี “พงศ์สินธุ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หัวโขนหัวคน ไม่มี “เทพไท” ก็มี “พงศ์สินธุ์”

หัวโขนหัวคน ไม่มี "เทพไท" ก็มี "พงศ์สินธุ์"3 กันยายน 2563 – 11:45 น.

หัวโขนหัวคน ไม่มี “เทพไท” ก็มี “พงศ์สินธุ์” ศึกเมืองคอน “เทพไท” รอลุ้นศาลรัฐธรรมนูญ ปั้นน้องชาย “พงศ์สินธุ์” ไว้เป็นอะไหล่ทางการเมือง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เมื่อถึงเทศกาลงานบุญวันสารทเดือนสิบ เมืองนครศรีธรรมราช เยาวชนจำนวนหนึ่งต้องนึกถึงการแข่งขันฟุตซอลเดือนสิบ เทพไทคัพ ซึ่งในปีนี้ เทพไทคัพ จัดเป็นครั้งที่ 16 ประจำปี 2563 

อ่านข่าว…  ศึกคนคอน’เทพไท’ เจอสายแข็ง

หัวโขนหัวคน ไม่มี "เทพไท" ก็มี "พงศ์สินธุ์"

ทพไทคัพ กับสารทเดือนสิบ

สำหรับเทพไทคัพนั้น เริ่มต้นจาก “เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช ริเริ่มจัดการแข่งขันขึ้นมา โดยหนล่าสุด มีน้องชายของเทพไทคือ “พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” เป็นประธานจัดการแข่งขัน และไม่เกี่ยวกับข้องเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เหมือนในอดีต 

“พงศ์สินธุ์” เคยเป็นรองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช แตเมื่อ 2 ปีก่อน เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเล็กเมืองคอน ปรับเปลี่ยนคณะบริหารชุดใหม่ กลับไม่มีชื่อน้องชาย-พงศ์สินธุ์ 
++
หัวโขนหัวคน
++
วันที่ 31 ส.ค.2563 ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ กรณีศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช มีคำพิพากษา จำคุกเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์  2 ปี  โดยไม่รอการลงโทษและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี  

กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า คำพิพากษาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งดังกล่าว แม้ยังไม่เป็นที่สุดจะมีผลให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของเทพไท สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (4)และมาตรา 96(2) หรือไม่ 

แสดงว่า เทพไท ยังอยู่ในตำแหน่ง ส.ส.นครศรีธรรมราช ไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยสถานะของเขา 

หัวโขนหัวคน ไม่มี "เทพไท" ก็มี "พงศ์สินธุ์"

พงศ์สินธุ์ น้องชายเทพไท แม่งานใหญ่

ด้าน “เทพไท” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อในกรณีดังกล่าวว่า การที่ตนจะได้เป็น ส.ส.ต่อไปหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะตำแหน่ง ส.ส.คือหัวโขน แม้ตนไม่ได้เป็น ส.ส.ก็ยังสามารถทำงานการเมืองช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ และทุกวันนี้ตนก็ยังลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 3 ตามปกติ 

เทพไท เป็นนักการเมือง ปชป.คนแรกๆ ที่เล่นกับโซเชียลมีเดีย โดยมีทั้งทวิตเตอร์ @Theptai และแฟนเพจเทพไท เสนพงศ์  

ฉะนั้น แฟนคลับของเทพไท จะเห็นเขาอยู่ในสภาฯ และลงพื้นที่ตลอดเวลา 

++
ปั้นน้องชาย
++
เมื่อ 6-7 ปีก่อน เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ได้แต่งตั้ง พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ เป็นรองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช 
 ปี 2560 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งให้เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในระหว่างการถูกตรวจสอบระงับการปฏิบัติหน้าที่

หัวโขนหัวคน ไม่มี "เทพไท" ก็มี "พงศ์สินธุ์"

อภิสิทธิ์ขาดไม่ได้ สำหรับเทพไทคัพ

ระหว่างนี้ พงศ์สินธุ์ น้องชายได้ทำหน้าที่รักษาการนายกเล็กเมืองคอน แทนพี่ชาย ผ่านไป 1 ปีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มีคำสั่งให้เชาวน์วัศ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเดิม เมื่อ 30 ต.ค.2561 

เมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบนายกเล็ก เชาวน์วัศ ได้สั่งเปลี่ยนทีมผู้บริหารยกชุด ที่ไม่มีชื่อพงศ์สินธุ์ น้องชาย 

ช่วงการเลือกตั้งปี 2562 สภากาแฟเมืองคอน แอบเมาท์ว่า นายกฯเชาวน์วัศ แอบเชียร์ รงค์ บุญสวยขวัญ พรรคพลังประชารัฐจนได้เป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 1 

วันสารทเดือนสิบปีนี้ พงศ์สินธุ์ ได้รับการโปรโมตผ่าน “เทพไทคัพ” อย่างแรง เหมือนเทพไท จะรู้สัญญาณอะไรบางอย่าง 

ระหว่างเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 กับเลือกนายก อบจ.นครศรีธรรมราช

สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง

  สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง 2 กันยายน 2563 – 17:20 น.

ปิดฉาก “สหายดุจ” ผู้คุมคุกนรกเขมรแดง สร้างตำนานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ้นเวรสิ้นกรรม

++

ประวัติศาสตร์กัมพูชา ยุคเขมรแดง ยังเป็นที่สนใจของชาวโลก วันนี้ (2 ก.ย.2563) สำนักข่าวตะวันตกเสนอข่าวการเสียชีวิตของ “สหายดุจ” (Comrade Duch) วัย 78 ปี อดีตผู้บัญชาการเรือนจำ S 21  ฉายา“เพชฌฆาตแห่งคุกตวลสเล็ง”

เรือนจำ S-21 หรือคุกตวลสเล็ง เป็นสัญลักษณ์ความโหดเหี้ยมสมัยเขมรแดง ประชาชนกว่า 15,000 คนต้องมาจบชีวิตในคุกนรก
เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2561 สหายดุจ เป็นนักโทษเขมรแดงคนแรกที่ถูกตัดสินความผิด ให้จำคุกตลอดชีวิต ในศาลอาชญากรรมสงครามกัมพูชา

  สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง

++
เชื้อสายจีน
++
สหายดุจ หรือ กัง เก็ก เอียว (Kang Kek Iew) เกิดในครอบครัวเขมรเชื้อสายจีนที่มีฐานะยากจน ที่ จ.กำปงธม เขาชอบอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ วรรณกรรมเขมรและฝรั่งเศส จึงเป็นเด็กระดับหัวกะทิของโรงเรียน 
    ช่วงเรียนมัธยม สหายดุจ ได้รับการศึกษาลัทธิคอมมิวนิสต์จากครูฮวด เชื้อสายจีน และตัวเขาได้รับการอุปถัมภ์จากครูจีนหัวก้าวหน้า
    ปี 2510 สหายดุจเข้าร่วมการปฏิวัติเขมร โดยการชี้นำของสหายพล พต หลังจากนั้น เขาถูกจับกุมตัวไปโดยตำรวจเพราะเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกนำไปขังในคุกเปร็ย ซอ 
    ปี 2513 ประธานาธิบดีลอน นอล ประกาศนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง สหายดุจถูกปล่อยตัว และตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบท เวลานั้น สหายพลพต จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ขึ้นแบบเงียบๆ

  สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง

++
ระบอบใหม่
++
    ปี 2518 เขมรแดงหรือพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ได้รับชัยชนะในสงครามปฏิวัติ สหายพลพต ได้สร้างระบอบกัมพูชาประชาธิปไตย นำประชากรชาวเขมรสู่ชนบท เพื่อสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ ด้วยการกสิกรรม
    สหายพลพต ได้จัดตั้งเรือนจำ S-21 หรือ คุกตวลเสลง (Tuol Sleng) ที่มีสหายดุจเป็นหัวหน้าเรือนจำ เพื่อกำจัด “ศัตรูการปฏิวัติ”

  สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง

    ภายใต้กำปั้นเหล็กของสหายดุจ นักโทษถูกสังหารไปราว 15000 คน แม้แต่ครูเก กิม ฮวดที่เคยช่วยเหลือดุจมาตลอดและปลูกฝังแนวคิดให้เขาก็ยังถูกสั่งฆ่าในคุกนรกแห่งนี้

  สิ้นเวร สหายดุจ มือฆ่าเขมรแดง

    หลังการล่มสลายของระบอบเขมรแดง สหายดุจหนีเข้ามาลี้ภัยในไทย  และได้ทำงานในคณะกรรมการผู้ลี้ภัยอเมริกา (American Refugee Committee) และกลับไปกัมพูชาอีกครั้ง
    ปี 2550 สหายดุจถูกนำตัวขึ้นศาลกัมพูชาข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 
    ศาลสูงสหประชาชาติได้ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต สหายดุจใช้ชีวิตวัยชราในคุกที่ จ.กันดาร จนเสียชีวิต 

ล้วงลึก “คชโยธี” เพนกวินชิดซ้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ล้วงลึก “คชโยธี”  เพนกวินชิดซ้าย

ล้วงลึก "คชโยธี"  เพนกวินชิดซ้าย2 กันยายน 2563 – 15:16 น.

ล้วงลึก “คชโยธี”  เพนกวินชิดซ้าย ฝ่ายปลดแอกมีเพนกวิน ฝ่ายเผด็จการจงเจริญ มี “คชโยธี” เด็กบ้านบ้าน ซื่อใสแต่ใครหลอกไม่ได้

++
ระดับ “หนูหริ่ง” ยังลดตัวมาเล่นกับเด็กบ้านบ้านอย่าง “เกม” คชโยธี เฉียบแหลม แกนนำกลุ่มเยาวชนช่วยชาติ 

เพียงไม่กี่วัน ชื่อของ “คชโยธี” ก็ถูกกล่าวขานในสื่อโซเชียล ราวไฟไหม้ลามพระนคร  

แรกๆ ฝ่ายประชาธิปไตยนำคำพูดของเกมมาล้อเลียนเช่น “ปลดแอ๊ก” หรือการหยามหยันว่า พ่อแม่เป็นต่างด้าว จึงพูดไทยไม่ชัด

อ่านข่าว…   โชว์เก๋า ‘เพนกวิน’ วีรชนเอกชน

ล้วงลึก "คชโยธี"  เพนกวินชิดซ้าย

“คชโยธี เฉียบแหลม” เด็กบางแวก ไม่ใช่เด็กพม่า

แม้ว่าจะมีภาพของเกม ไปขึ้นเวทีชุมนุมของกลุ่มไทยภักดี แต่เขาก็ไม่ได้สังกัดกลุ่ม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงแต่มีอุดมการณ์เดียวกัน 

ล่าสุด “เกม คชโยธี” ออกมาไลฟ์เฟซบุ๊ก และช่วงหนึ่งเขาลั่นคำว่า “เผด็จการจงเจริญ” ได้กลายเป็นถ้อยวลีสุดฮิตไปทันที
++
เขาคือนกเอี้ยงโมง
++
สัญญาลักษณ์ ดอนศรี นักแต่งเพลง และอดีตผู้สื่อข่าวจอมเก๋า ได้ตั้งสำนักข่าวอีแร้งนิวส์ ได้ให้ฉายาแก่คชโยธีว่า “นกเอี้ยงโมง” 

เนื่องจากฝั่งเยาวชนปลดแอก มี “เพนกวิน” ฝั่งเชียร์ลุง ก็ต้องมี “นกเอี้ยงโมง”  

หากเทียบฟอร์มแล้ว “เกม” เป็นรองแกนนำฝ่ายเยาวชนปลดแอกหลายขุม ทั้งวุฒิภาวะและการศึกษา 

เพนกวิน จบเตรียมอุดม เข้าเรียนต่อธรรมศาสตร์ ขณะที่เกม เรียนจบ ป.6 จากโรงเรียนวัดชัยฉิมพลี เขตบางแวก ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ กำลังเรียนต่อ กศน.ในระดับมัธยม 

“เกมถูกฝั่งประชาธิปไตยยิ้มเยาะ สบประมาท ไม่ให้ราคา
 

ล้วงลึก "คชโยธี"  เพนกวินชิดซ้าย

ไม่ใช่เด็กของหมอวรงค์

เพราะท่าทางเชยๆ เปิ่นๆ อ่านผิดบ่อยๆ พูดจาวกวน เขียนโพสต์บนเฟซบุ๊กตกๆ หล่นๆ แต่น่าแปลกที่เมื่อขอสัมภาษณ์เขาผ่านแช็ต เขากลับพิมพ์โต้ตอบรวดเร็ว สะกดคำไม่ผิดเลย” สัญญาลักษณ์เล่าถึงตัวตนของเกม

++
ไม่รับจ้างใคร
++
เมื่อถามว่าถูกหมอวรงค์เสี้ยม หรือจ้างมาอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตีหรือเปล่า เกมปฏิเสธ.. 

“ไม่ครับ ผมรู้จักหมอวรงค์มานานแล้วครับ ตั้งแต่หมอไลฟ์สด ผมเป็นฝ่ายทักไปหาหมอเอง” 

ถามว่า เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่ตอนไหน เกมตอบ..ตั้งแต่เยาวชนปลดแอกออกมาจาบจ้วงสถาบันก็ออกมาเลย “ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์ประเทศไทยจะมีทุกวันนี้ไหมครับ”
 

ล้วงลึก "คชโยธี"  เพนกวินชิดซ้าย

เฟซบุ๊กตัวจริงของคชโยธี

จากการพูดคุยผ่านแช็ต พบว่าเกม คชโยธี ฉลาดในการให้ข่าวสื่อ ปฏิเสธยืนกรานที่จะไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นใคร พ่อแม่เป็นใคร ทำอาชีพอะไร ที่ไหน  

แม้จะพยายามถามหลอกล่ออย่างไรก็ไม่หลุด แต่เกมได้ฝากถึงผู้ที่แคปชั่นเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาว่าตนโพสต์เรียกร้องเงินที่จ่ายไม่ครบ ให้ท่องบททั้งคืน หรืออื่นๆ ทำให้ตนเสียหายนั้น เป็นเฟซปลอม 

“ไหนว่าไม่กลัวผม แล้วทำไมต้องสร้างข่าวปลอม เฟซปลอม ใส่ร้ายผมด้วยล่ะ” 

นี่คือ เกม คชโยธี หรือ “นกเอี้ยงโมง” ผู้อาสาปราบ “เพนกวิน” ในสายตาสัญญาลักษณ์ ดอนศรี อดีตคอลัมนิสต์ และผู้สื่อข่าวสายการเมือง

สิ้นดาวฉาย “สันติ” หรี่แสง ใต้ทุนเหนือรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิ้นดาวฉาย “สันติ” หรี่แสง ใต้ทุนเหนือรัฐ 

สิ้นดาวฉาย "สันติ" หรี่แสง ใต้ทุนเหนือรัฐ 2 กันยายน 2563 – 11:12 น.

สิ้นดาวฉาย “สันติ” หรี่แสง ใต้ทุนเหนือรัฐ  กลุ่มทุนทอดเงาทะมึนปกคลุมไทยคู่ฟ้า “ปรีดี” สิ้นแสงฉาย ดาวฤกษ์ “สันติ” ยังหรี่แสง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เรือเหล็กของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่รัฐนาวาพิเศษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สมัยโน้น “ป๋าเปรม” มีบารมีคุ้มครอง “เทคโนแครต” ให้รอดพ้นภัยพาลได้ และนักเลือกตั้งก็อยู่ในแถว 

สมัยนี้ เทคโนแครตเพียวๆ ถูกโดดเดี่ยวกลางวงล้อมเสือสิงห์กระทิงแรด ยกเว้นเทคโนแครต ตัวแทนกลุ่มทุน

สิ้นดาวฉาย "สันติ" หรี่แสง ใต้ทุนเหนือรัฐ 

“ปรีดี ดาวฉาย”

พลันที่มีข่าว “ปรีดี ดาวฉาย” ยื่นใบลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีรายงานข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียก “สันติ พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีช่วยคลัง ในฐานะผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ พูดคุยอย่างเคร่งเครียด  

แน่นอน “เจ้าพ่อมะขามหวาน” สันติ พร้อมพัฒน์ ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของสื่อ เพราะก่อนหน้านี้ มีข่าวสันติค้านปรีดี กรณีแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 

ลึกๆแล้ว ข้าราชการสายกระทรวงเศรษฐกิจรู้ดีว่า รัฐมนตรีสันติก็แค่หนังหน้าไฟ เพราะตัวจริงเสียงจริงคือ “ทุนเหนือรัฐ” ที่กำลังคืบคลานเข้ามามีอิทธิพลในตึกไทยคู่ฟ้า
++
กรรมนักเลือกตั้ง
++
ด้วยความที่เป็นนักเลือกตั้ง ที่มีภาพลักษณ์เป็นทุนพรรคมาก่อน เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยคลัง “สันติ พร้อมพัฒน์” จึงถูกบดบังรัศมีจากเจ้ากระทรวงคนก่อน ที่เป็นสายตรงของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 

เมื่อ อุตตม สาวนายน ลาออกจากรัฐมนตรีคลัง และโบกมืออำลาตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ถึงคราวที่ “สันติ” จะแจ่มจำรัส ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค  

สันติกลายเป็นมือทำงานคนสำคัญของ “หัวหน้าป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ 

สิ้นดาวฉาย "สันติ" หรี่แสง ใต้ทุนเหนือรัฐ 

สันติ พร้อมพัฒน์

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2563 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพิ่งควง สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง  และอธิบดีกรมธนารักษ์ เดินทางลงพื้นที่ ต.โนนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น  เพื่อมอบสัญญาเช่าที่ดินตามโครงการธนารักษ์ประชารัฐ ให้ประชาชน 1,100 ราย เว้นจ่ายค่าเช่า 1 ปี  

วันนั้น ทีมงานขอนแก่นนำโดยเอกราช ช่างเหลา มากันพร้อมหน้า รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ก็ไปร่วมงานด้วย 

ในสถานการณ์เรือเหล็ก เผชิญหน้า “วิกฤตศรัทธา” โอกาสที่ “สันติ” จะขยับขึ้นเป็นรัฐมนตรีคลัง คงไม่ใช่เรื่องง่าย  

ยังไง “บิ๊กตู่” ก็ต้องหาเทคโนแครตมาปะหน้าเค้ก เรียกศรัทธาและเชื่อมั่นอีกครั้ง

++
ปริศนาทุนเหนือรัฐ 
++
คอลัมนิสต์ใหญ่ในสำนักสื่อแถวหน้าเมืองไทย ได้รับข้อมูลบางประการว่า สาเหตุหลักที่ “ปรีดี” ถอดใจลาตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งกับสันติ พร้อมพัฒน์ ตามที่เป็นข่าว 

หากแต่เป็นการเข้ามาของ “ทุนเหนือรัฐ” ที่เข้ามาแทรกแซงการจัดวางตัวข้าราชการในกระทรวงการคลัง 

สภากาแฟของบิ๊กข้าราชการ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ข้าราชการคนใดอยากได้ตำแหน่ง ต้องวิ่งไปหา “ทุนเหนือรัฐ” 

วันที่เงาทะมึนของกลุ่มทุนปกคลุมไทยคู่ฟ้า “สันติ” ดาวฤกษ์จากเมืองมะขามหวาน ยังต้องหรี่แสง

เปิดรายงานผลสอบ”คดีบอส”ชุด”วิชา”ชี้ มีการร่วมมือสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดรายงานผลสอบ”คดีบอส”ชุด”วิชา”ชี้ มีการร่วมมือสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบ

เปิดรายงานผลสอบ"คดีบอส"ชุด"วิชา"ชี้ มีการร่วมมือสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบ1 กันยายน 2563 – 17:48 น.

การตั้งข้อหา การสอบสวน การกลับคำสั่งฟ้องเป็นไม่ฟ้อง การไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ เป็นขบวนการดำเนินคดีนี้ที่เชื่อได้ว่ามีการร่วมมือสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการ ยธ.,ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ มีการสมยอมกันโดยไม่สุจริต

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานฯ ได้ทำบทสรุปรายงานผลตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต เสนอ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีเนื้อหาที่น่าสนใจยิ่ง ดังนี้ ..คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน (ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “คณะกรรมการ”) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา(ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า”ผู้ต้องหา”)แล้ว พบว่า การร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป ในการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
 

ในชั้นการสอบสวนจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดและบ่งชี้สารเสพติดในร่างกาย รายงานการตรวจพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับความเร็วของรถในขณะเกิดเหตุตลอดจนความพยายามอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย คณะกรรมการเชื่อว่าผู้ต้องหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ดาบตำรวจวิเซียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ถึงแก่ความตาย
เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๕ การที่ผู้ต้องหาไม่หยุดรถในทันทีหลังจากชนผู้ตาย แต่กลับพาร่างผู้ตายไปไกลกว่หกสิบเมตรและลากรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปไกลกว่าหนึ่งร้อยหกสิบเมตร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้ต้องหาจะกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล เพราะวิสัยวิญญูชนเมื่อขับรถชนคนหรือสิ่งใดแล้วย่อมต้องหยุดรถทันทีเพื่อตรวจสอบความเสียหายหรือให้ความช่วยเหลือ แต่ผู้ต้องหาหาทำเช่นนั้นไม่

ความพยายามในการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีเกิดขึ้นทันทีภายหลังจากเกิดเหตุ โดยสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ได้สร้างพยานหลักฐานเท็จโดยการนำตัวลูกจ้างของครอบครัวอยู่วิทยามามอบตัวรับสมอ้างว่าเป็นผู้ขับรถ แม้ต่อมาในวันเดียวกันผู้ต้องหายอมจำนนมามอบตัวต่อพนังนสอบสนกลับให้การภาคเสธโดยอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของผู้ตาย

และผู้ต้องหาเพิ่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว ข้ออ้างอันเป็นเท็จนี้เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาอันเป็นเท็จและไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อผู้ตายซึ่งตายในทันทีหลังจากถูกชนว่าเป็นผู้ต้องหาร่วม ทั้งที่การตั้งข้อหาจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อบุคคลมีชีวิตอยู่และได้แจ้งข้อหาให้แก่ผู้นั้น อันนำเชื่อว่าการตั้งข้อหาอันเป็นเท็จและไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้เกิดจากกรวางแผนของพนักงานสอบสวนและทีมทนายความของผู้ต้องหา โดยกล่าวหาผู้ตายว่าประมาทด้วยเพื่อทำให้รูปคดีเอื้อประโยชน์ต่อการช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาพ้นผิด
 แม้ว่าในเวลาต่อมา พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน ๕ ข้อหา ได้แก่ ข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรา ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ข้อหาขับรถแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเจ้าพนักงาน ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่กลับไม่ตั้งข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษทั้งที่มีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์พบสารแปลกปลอมในร่างกาของผู้ต้องหาที่เชื่อมโยงกับการเสพโคเคนและการดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ในข้อหาขับรถขณะเมาสุราพนักงานสอบสวนก็ได้รับฟังความเห็นของพยานฝ่ายผู้ต้องหาซึ่งขัดแย้งกับผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผลในการสั่งไม่ฟ้องคดี พฤติการณ์ดังกล่าวนี้เชื่อว่าเป็นความพยายามในการช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และทำให้รูปคดีเอื้อประโยชน์ต่อการช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาพ้นผิดในคดีนี้ ได้มีการสอบสวนคดีจนเสร็จสิ้นและมีความเห็นทางคดีในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖ และได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาให้กับพนักงานอัยการในวันที่ ๔ มีนาคม๒๕๕๖ จึงเป็นการส่งสำนวนการสอบสวนที่ล่าช้าเกินกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีการนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังต่อศาลก่อนครบกำหนดปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นการพิจารณาของพนักงานอัยการ
คณะกรรมการพบว่า ระบบการร้องขอความเป็นธรรมภายใต้ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ๒๕๔๗ เปิดช่องให้ฝ่ายผู้ต้องหาใช้เป็นเครื่องมือในการประวิงคดีโดยผู้ต้องหาไม่ต้องยี่นด้วยตนเองและทำให้คดีขาดอายุความ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานอัยการพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมจากต้องหาได้อย่างไม่มีข้อจำกัดในเหตุและจำนวนครั้ง ทั้งยังอนุญาตให้มีการกลับความเห็นหรือคำสั่งฟ้องในคดีอาญาซึ่งสั่งไปแล้วได้
ในคดีนี้ การร้องขอความเป็นธรรมตามระเบียบดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นกลไกในการประวิงคดีและเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้ต้องรับโทษตามกฎหมายโดยความร่วมมือของผู้ต้องหา ทีมทนายความ เจ้าหน้ที่ของรัฐ และบุคคลทั่วไป โดยปรากฏว่า มีการยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการเป็นจำนวนถึง  ๑๔ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ เมษาย ๒๕๕๖ ครั้งที่สองเมื่อวันที่ ด๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ครั้งที่สามเมื่อวันที่ ๔ กันยาย ๒๕๕๖ ครั้งที่สี่เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ครั้งที่ห้าเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๗ ครั้งที่หกเมื่อวันที่ ๒ มินายน ๒๕๕๗ ครั้งที่เจ็ดเมื่อวันที่ ด๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ครั้งที่แปดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ ครั้งที่เก้าเมื่อวันที่ ๑๒ มกรดม ๒๕๕๙ ครั้งที่สิบเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ครั้งที่สิบเอ็ดเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ ครั้งที่สิบสอง เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๐ ครั้งที่สิบสามเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ และครั้งที่สิบสี่เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ โดยตั้งแต่ครั้งแรกถึงครั้งที่สิบสาม อัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดที่มีอำนาจสั่งคดีร้องขอความเป็นรรมในแต่ละครั้งได้สั่งยุติการร้องขอความ
เป็นธรรม

หลังจากที่ได้มีการสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มติม และได้มีการดำเนินการสอบสวนและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ การร้องขอความเป็นรรรมกลับเป็นผลสำเร็จในการร้องขอครั้งที่สิบสี่จากการพิจารณาเพียงพยานหลักฐานเดิมที่ได้คยมีการพิจารณาไปแล้วและเห็นว่ามีพิรุธและไม่นำเชื่อถือในการพิจารณาการร้องขอความธรรมในหลายครั้งก่อนหน้า โดยเฉพาะอัยการสูงสุด รวมถึงรองอัยการสูงสุดหลายคน ได้พิจารณาพยานหลักฐานชุดนี้แล้ว แสะมีคำสั่งให้ยุติเรื่องไปก่อนหน้านั้นหลายครั้งหลายครา
การร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหนทาการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไปในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ ปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนว่า มีบุคคลจำนวนหนึ่งได้ร่วมกันจัดให้รองศาสตราจารย์ ส.ได้พบกับพันตำรวจโท ร. เพื่อนำเสนอวิธีการคำนวณความเร็วใหม่และมีการสอบปากคำพันตำรวจโท ธ. ภายใต้การกำกับของพนักงานอัยการไม่ทราบชื่อเพื่อจัดทำพยานหลักฐานเท็จ โตยแก้ไขวันที่สอบปากคำให้เป็นวันที่ ๒๖ กุมภาพันร์๒๕๕๘ และวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๘ สำหรับใช้ในการร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการและต่อคณะกรรมาธิการในเวลาต่อมา โดยการกดดันหรือใช้อิทธิผลบังคับ
ให้พันตำรวจโท ร. ให้การเปลี่ยนความห็นในเรื่องความเร็วของรถผู้ต้องหาในขณะที่ชนผู้ตายจาก ๑๗๗ กิโลมตรต่อชั่วโมง ตามที่ปรากฏในรายงานการพิสูจน์หลักฐานครั้งแรกเป็นความเร็วที่ไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับผลการคำนวณความเร็วรถของรองศาสตราจารย์ ส. ซึ่งได้มีการตระเตรียมกันไว้ล่วงหน้า โดยไม่ให้โอกาสพันตำรวจโท ร. ตรวจสอบวิธีการคำนวณความเร็วรถของรองศาสตราจารย์ ส. อย่างรอบคอบ แม้ว่าในเวลาต่อมาพันตำรวจโท ร. จะพยายามขอยกเลิกคำให้การภายหลังจากที่ได้ทำการตรวจสอบอย่างรอบคอบจนพบความผิดพลาดของวิธีการคำนวณความเร็วรถของรองศาสตราจารย์ ส. แต่ได้รับการปฏิเสธจากพันตำรวจโท ว. โดยอ้างว่าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการพิจารณาแล้ว 
 อนึ่ง การลงวันที่อันเป็นเท็จดังกล่าวนำเชื่อว่าเป็นไปเพื่อกัน บุคคลบางคนให้ออกจากเรื่องนี้ และเพื่อให้การคำนวณความเร็วรถใหม่ใช้เวลาตามควรเพื่อให้น่าเชื่อถือ การร่วมมือระหว่างทนายความ ผู้ต้องหา ตำวจชั้นผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการดังกล่าว ย่อมทำให้การสอบสวนเป็นการสอบสวนที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการใช้พยานหลักฐานเท็จในการร้องขอความเป็นธรรม ยังไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ต้องหา ทีมทนายความ และกลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษ ได้ใช้อิทธิพลทางการเมืองกดดันกระบวนการยุติธรรม โดยการร้องขอความเป็นธรรมเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ กับคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงในกระบวนการยุติธรม โดยเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ กรรมาธิการบางคนได้ให้ความเห็นและอ้างพยานหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความเร็วรถของผู้ต้องหาที่ตนมีส่วนจัดให้มีการจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ต้องหา ความพยายามนี้สอดรับกับแนวทางการทำงานและผลสรุปของคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมและมีกรรมาธิการบางคนเป็นประธานคณะทำงาน แม้ว่ากรรมาธิการหลายคนไม่ประสงค์ให้คณะกรรมาธิการดำเนินการในลักษณะที่ก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่และใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมก็ตามแต่กรรมาธิการผู้นี้ได้ไปเป็นพยนและให้ปากคำสนับสนุนข้ออ้างของผู้ต้องหาในการสอบสวนเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ ด้วย

แม้ว่าการร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วง ๑๓ ครั้งแรก ฝ่ายผู้ต้องหาก็ยังไม่ลดละความพยยามในการร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการโดยใช้พยานหลักฐานเท็จอีก โดยเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ต้องหาได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ขอให้สอบปากคำเพิ่มเติม พลอากาศโท จ. หรือนาย จ. ในประเด็นความเร็วของรถในขณะที่ผู้ต้องหาขับขี่รถยนต์ว่าขับขี่ด้วยความเร็วเท่าใดและในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาร้องขอความเป็นธรรมโดยพนักงานอัยการตามลำดับชั้นนั้น อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีร้องขอความเป็นธรรม ๒ ทำความเห็นให้มีการสอบเพิ่มเติม พลอากาศโท จ. นาย จ. พันตำรวจโท ร. รองศาสตราจารย์ ส. รวมทั้งให้พิจารณารายงานการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งที่ ๔๗/๕๙ ในขณะที่อัยการผู้เชี่ยวชาญพิศษ สำนักงานกิจการอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการในหน้าที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีร้องขอความเป็นธรรม ๒ ทำความเห็นให้ยุติการร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องขอความป็นธรรมเสนอไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นและคำสั่งเดิมได้ ประกอบกับการที่ผู้ต้องหาเคยร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาหลายครั้งอาจเชื่อได้ว่าเป็นการประวิงคดี และผู้ต้องหาซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีคดีมิได้มาร้องขอความเป็นธรรมด้วยตัวเอง

ความเห็นนี้ได้รับการสนับสนุนโดยอัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว รักษาการในตำแหน่งรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีกิจกรอัยการสูงสุด อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด กลับมีความเห็นคล้อยตามกับความเห็นของอัยการผู้ทำความเห็นชั้นต้น
 นาย น. อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง รักษาการในตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด มีความเห็นเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ให้มีการสอบพยานเพิ่มเติม โดยเจาะจงให้มีการสอบเพิ่มเติมเฉพาะพลอากาศโท จ. และนาย จ. เท่านั้น ซึ่งพยานทั้งสองปากนี้เคยถูกสอบไปแล้วในการร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งก่อนหน้า โดยที่ผู้พิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมในแต่ละครั้ง อันได้แก่ รองอัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุดได้เคยพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ ภายหลังที่อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอญากรุงเทพใต้ ได้มีการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำเพิ่มตามคำสั่งของนาย น และนาย น. ในฐานะรองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาเดียวที่เหลืออยู่เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๓
คณะกรรมการเห็นว่า การใช้อำนาจในการสั่งคดีร้องขอความเป็นธรรม และต่อมาการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาในคตีอาญาของนาย น. ในฐนะรองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด เป็นการใช้อำนาจและดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและน่าเชื่อว่ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษ เพราะเหตุของการเจาะจงให้มีการสอบเพิ่มเติมและรับฟังเฉพาะพลอากาศโท จ. และนาย จ. ซึ่งเป็นพยานเคยถูกสอบไปแล้วในการร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งก่อนหน้า มิใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างใด
นอกจากนั้น ผู้พิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมในแต่ละครั้งอันได้แก่ รองอัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุดได้เคยพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ และนาย น. เชื่อคำพยานพลอกาศโท จ เพียงเพราะเป็นข้าราชการะดับสูงแต่กลับไม่เชื่อเหตุผลและดุลพินิจของอดีตอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุดที่สั่งให้ยุติการร้องขอความเป็นธรรมในทุกครั้งก่อนหน้า 

อีกทั้งไม่นำพาต่อความเห็นและเหตุผลของพนักงานอัยการผู้ทำความเห็นชั้นต้นที่เสนอให้ยุติการร้องขอความเป็นธรรมที่สอดคล้องกับเหตุผลการยุติความเป็นธรรมทั้งสิบสามครั้งก่อนหน้า การใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้องของนาย น. จึงอยู่บนพยานหลักฐานที่ได้มีการพิจารณามาแล้วหลายครั้ง เป็นการกลับดุลพินิจอันเป็นความเห็นของอดีตผู้บังคับบัญชาและอดีตรองอัยการสูงสุดซึ่งทำหน้ที่มาก่อนตนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่๓๕o๙/๒๕๔๙ ซึ่งวินิจฉัยว่า การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการต้องอยู่บนรากฐานและอยู่ในกรอบของความสมเหตุสมผล ถึงแม้ว่าพนักงานอัยการจะมีอิสระในการใช้ดุลพินิจเพื่อใช้ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน กลั่นกรองคดี แต่ย่อมเป็นความมีอิสระที่มีกรอบของความชอบด้วยกฎหมายและขอบเขตของความสมเหตุสมผล เป็นเหตุผลที่สามารถชี้แจงได้
นอกจากนี้ แม้นาย น. จะได้รับมอบอำนาจจากอัยการสูงสุดให้ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุดในการสั่งคดีร้องขอความเป็นธรรม แต่ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ และข้อ ๗ ของระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการรักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทน การรักษาการแทนในตำแหน่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๔ อัยการสูงสุดในฐานะผู้มอบอำนาจจะต้องกำกับ ติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้ แม้อัยการสูงสุดจะอ้างว่าการมอบอำนาจให้นาย น. เป็นการมอบอำนาจขาด และได้ทราบเรื่องการสั่งไม่ฟ้องคดีของนาย น. จากการรายงานของสื่อมวลชน แต่อัยการสูงสุดในฐานะผู้มอบอำนาจ ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความบกพร่องในการกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของนาย น. รองอัยการสูงสุดผู้รับมอบอำนาจได้ การอ้างความไม่รู้ไม่เป็นข้อแก้ตัวและไม่น่าเชื่อถือ  เหตุเพราะการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอยู่ในความสนใจของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง
ยาวนานและมีการร้องขอความเป็นธรรมมาแล้วถึง ๑๔ ครั้ง และในการพิจารณาการร้องขอความเป็นธรรมครั้งที่ ๑๒ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๐ อัยการสูงสุดในขณะนั้นได้เรียกสำนวนคดีร้องขอความเป็นธรรมและสำนวนคดีอาญามาพิจรณาสั่งการด้วยตนเองเพราะเห็นว่าคดีอยู่ในความสนใจของสาธารณชนและการพิจารณาอาจจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อองค์กร โดยมีคำสั่งให้ยุติการร้องขอความเป็นธรรม

ในท้ายที่สุดคณะกรรมการเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่ชาติในการสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการมีความบกพร่อง เนื่องจากไม่พิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องของนาย น. ด้วยความรอบคอบ การอ้างว่าการออกคำสั่งเกิดจากการพิจารณาสั่งการตามความเห็นของเจ้าพนักงานตำรวจตามลำดับชั้นและเข้าใจว่าเป็นการสั่งคดีความผิดเกี่ยวกับจราจรรรรมดาทั่วไปนั้น เป็นข้ออ้างที่คณะกรมการเห็นว่าฟังไม่ขึ้น ในขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะผู้มอบอำนาจ ซึ่งมีหน้าที่ต้องกำกับ ติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจและให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ ตามมาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗

การมอบอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยมิได้มีการกำกับดูแลติดตามผลการปฏิบัติราชการในคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเช่นนี้ เป็นความบกพร่องที่ทำให้เกิดผลเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดิน และกระทบ
ต่อความศรัทธาขององค์กร

อนึ่ง เมื่อมีการออกหมายจับผู้ต้องหา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศได้แจ้งให้ตำรวจสากลทราบถึงหมายจับผู้ต้องหาเพื่อนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี แต่ปรากฏว่าหลังจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนั้น บุคคลดังกล่าวได้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ ประจำกองบัญชาการดำรวจภูธรภาค ๓ นำเชื่อว่าเป็นการโยกย้ายที่มีความไม่ปกติอันสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้อง
 ในคดีนี้ คณะกรรมการพบว่า ทนายความของผู้ต้องหามีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดผลของการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา โดยได้ไปพบกับรองศาสตราจารย์ ส. พร้อมกับนาย ช. เพื่อขอให้มีการคำนวณความเร็วรถของผู้ต้องหาใหม่ และยังได้อยู่ร่วมในการจัดให้มีการสอบปากคำพันตำรวจโท ร.เพื่อเปลี่ยนคำให้การเรื่องความเร็วรถด้วย

หลังจากนั้นทนายความของผู้ต้องหาได้รับมอบอำนาจเพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการและคณะกรรมาธิการเรื่อยมา จนกระทั่งนาย น มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีผู้ต้องหาในการร้องขอความเป็นธรรมครั้งสุดท้ายสำหรับนาย จ. ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญที่ได้ให้การว่า ผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วโดยประมาณ ๕๐ ถึง ๖๐ กิโลมตรต่อชั่วโมงนั้น คณะกรรมการพบว่า ได้รับการอุปการะจากนาย ช. นอกจากนี้หลังจากที่นาย จ. ถึงแก่ความตายอย่างกระทันหันภายหลังที่ได้มีชื่อปรากฎในข่ว พบว่าโทรศัพท์มือถือของนาย จ. ถูกทำลาย
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งปวง คณะกรรมการเห็นว่า การตั้งข้อหา การสอบสวนการร้องขอความเป็นธรรม การกลับคำสั่งฟ้องเป็นสั่งไม่ฟ้อง การไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นขบวนการดำเนินคดีที่เชื่อได้ว่ามีการร่วมมือสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป รวมทั้งมีการสมยอมกันโดยไม่สุจริตเพื่อหว้งผลเพียงให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นจากความรับผิดในทางอาญาทั้งในชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นพนักงานอัการ กระบวนการทั้งสิ้นนี้จึงมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๖๔๖-๖๔๗/๒๕ด คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๖๔๔๖ /๒๕๘๗ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๓๓๔/๒๕๓๘ ที่ได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้ว

คณะกรรมการจึงมีข้อเสนอ ดังต่อไปนี้
๑ ต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้องในข้อหาที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ข้อหาขับขี่รถในขณะมาสุราและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
๒. จะต้องการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นที่ร่วมในขบวนการนี้ กล่าวคือ
๒.๑ พนักงานสอบสวนซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนวน
๒.๒ พนักงานอัยการซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
๒.๓ ผู้บังคับบัญชาซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่
๒.๔ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐซึ่งแทรกแขงการปฏิบัติหน้าที่
๒.๕ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่
๒.๖ ทนายความซึ่งกระทำผิดกฎหมาย
๒.๗ พยานซึ่งให้การเป็นเท็จ
๒.๘ ตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนในการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่า พันตำรวจเอก ธ., และรองศาสตราจารย์ ส. ได้สมัครใจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะพยานหลักฐานทางนิติวิทยศาสตร์ จึงสมควรกันไว้เป็นพยาน และให้ความคุ้มครองพยานในการดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลตามข้อ ๒.๑ ถึง ๒.๘
๓. จะต้องมีการดำเนินกรทางจริยธรรม จรรยาบรรณ มรรยาท โดยหน่วยงานหรือองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต่อบุคคลดังกล่าวตามข้อ ๒.๑ ถึง ๒๘ อย่างจริงจังและเปิดเผยให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง
๔. สมควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มอบอำนาจต้องกำกับ ดูแล แก้ไข เปลี่ยนแปลง การปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับมอบอำนาจให้ถูกต้องตามกฎหมายและจริยธรรม หากผู้บังคับบัญชาละเลยให้ถือว่าเป็นผู้บกพร่องต่อหน้าที่
๕. เนื่องจากคณะกรรมการจะพิจารณาเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยละเอียด ในชั้นนี้ คณะกรรมการเห็นว่าสมควรเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย และระเบียบในประเด็นต่อไปนี้อย่างเร่งด่วน
๕.๑ แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่ด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการฯ ในเรื่องการร้องขอความเป็นธรรม โดยกำหนดให้การร้องขอความเป็นธรรม ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาต้องมาร้องด้วยตนเอง การร้องขอความเป็นธรรมจะต้องระบุเหตุและพยานหลักฐานให้ครบถ้วน การร้องขอความเป็นธรรมเกินกว่าหนึ่งครั้งจะกระทำได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยนำเสนอมาก่อน
๕.๒ แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่ด้วยการมอบอำนาจ โดยกำหนดให้การมอบอำนาจให้รองอัยการสูงสุดพิจารณาเรื่องขอความเป็นธรรมและการมอบอำนาจในการสั่งไม่ฟ้องต้องเป็นการมอบให้แก่รองอัยการสูงสุดต่างคนกัน และไม่ว่าจะสั่งยุติเรื่องหรือสั่งให้ความเป็นธรรมตามการร้องขออธิบดีอัยการหรือรองอัยการสูงสุดผู้มีอำนาจต้องรายงานให้อัยการสูงสุดทราบทุกกรณี
๕.๓ วางระเบียบในการมอบอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามมาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯ และในกรณีที่สั่งไม่ฟ้องตามความเห็นของพนักงานอัยการ ให้รายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบทุกครั้ง
๕.๔ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องอายุความ ในทำนองเดียวกับพระราชบัญติประกอบรัฐธรรมนูญว่ด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ กล่าวคือ ถ้าผู้ต้องหาหลบหนีในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญา และให้ฟ้องคดีโดยไม่ต้องมีตัวผู้ต้องหาได้และมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ
อนึ่ง เนื่องจากการดำเนินการของคณะกรรมการมีระยะเวลาที่จำกัด ประกอบกับมีพยานหลักฐานซึ่งเป็นพยานบุคคลและพยานเอกสารเป็นจำนวนมาก จึงเห็นควรที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่งเรื่องนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ คณะกรรมการ ป.ป.ช คณะกรรมการ ป.ป.ท. คณะกรรมการ ป.ป.ง คณะกรรมการอัยการ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ สภาทนายความ เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป กับเห็นสมควรดำเนินการให้คดีอาญาในเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ

สายอำนาจ ‘จุฑาทิพย์’สหายโดมปฏิวัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สายอำนาจ ‘จุฑาทิพย์’สหายโดมปฏิวัติ

  สายอำนาจ 'จุฑาทิพย์'สหายโดมปฏิวัติ 1 กันยายน 2563 – 16:52 น.

ยังกังขา “จุฑาทิพย์” เหลนปู่เตียง ศิริขันธ์ จริงแท้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ อั๋ว จุฑาทิพย์ มาจากสายอำนาจ

++
    ไม่พลาด จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย (สนท.) ถูกควบคุมตัวจากหมายจับการชุมนุมเยาวชนปลดแอก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2563 ซึ่งจนถึงขณะนี้ มีผู้ที่ถูกออกหมายจับจากการชุมนุม 18 ก.ค. รวมแล้ว 15 ราย ติดตามจับกุมได้แล้ว 14 ราย รวมจุฑาทิพย์  คงเหลือเนตรนภา อํานาจส่งเสริม อีกราย ที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัว 

++
ศิริขันธ์สายอำนาจ
++
    ปลายปี 2563 “จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์” นักศึกษาธรรมศาสตร์ และแกนนำพรรคโดมปฏิวัติ ได้รับฉันทามติจากเพื่อนสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งประธาน สนท.คนที่ 3 ต่อจาก “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ โดยก่อนหน้านั้น เธอทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สนท.
    ช่วงแฟลชม็อบภาคแรก “อั๋ว” จุฑาทิพย์ พร้อมมิตรสหายจากพรรคโดมปฏิวัติ ธรรมศาสตร์ มีบทบาทในการจัดกิจกรรมประท้วงรัฐบาลประยุทธ์  

 ในโซเชียลเริ่มพูดถึงเธอในฐานะเป็นหลานสาว “เตียง ศิริขันธ์” อดีต ส.ส.สกลนคร และหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน ฉายา”ขุนพลภูพาน”

  สายอำนาจ 'จุฑาทิพย์'สหายโดมปฏิวัติ

                  เตียง ศิริขันธ์ อดีต ส.ส.สกลนคร 

    จริงๆแล้ว “อั๋ว จุฑาทิพย์” ไม่ได้เกี่ยวดองกับเตียง ศิริขันธ์ โดยตรง เพราะเป็น “ศิริขันธ์” คนละสาย 
    จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ เป็นลูกหลานเกษตรกรจาก อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ซึ่งนามสกุล “ศิริขันธ์” นั้น โด่งดังในพื้นที่รอยต่อ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลฯ และ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ

  สายอำนาจ 'จุฑาทิพย์'สหายโดมปฏิวัติ

                          อั๋ว ที่บ้านเกิด อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ 


    เนื่องจาก “ธีรชัย ศิริขันธ์” เป็น ส.ส.อุบลราชธานี (สมัย อ.อำนาจเจริญ ยังขึ้นกับ จ.อุบลฯ) และ ส.ส.อำนาจเจริญ อยู่หลายสมัย 
    ธีรชัย ศิริขันธ์ เป็น ส.ส.สมัยสุดท้าย(ปี 2548) ในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย ซึ่งผู้มารับมรดก “ฐานคะแนน” ของธีรชัยคือ สมหญิง บัวบุตร ส.ส.อำนาจเจริญ เขต 1 พรรคเพื่อไทย

  สายอำนาจ 'จุฑาทิพย์'สหายโดมปฏิวัติ

                              ธีระชัย ศิริขันธ์ อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ 

++

เหลนปู่เตียง
++
    “อั๋ว” จุฑาทิพย์เคยเล่าว่า ช่วงเรียนมัธยม แม่ได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง แล้วพบชื่อคนที่มีนามสกุลเหมือนกันคือ ปู่เตียง (เตียง ศิริขันธ์ ผู้นำเสรีไทยภาคอีสาน) ทางครอบครัวไม่ได้เล่าถึงปู่เตียงอะไรมากมาย
    สำหรับอั๋วนั้น ยอมรับว่า รู้เรื่องราวชีวิตของปู่เตียง ศิริขันธ์ น้อยมาก จนต้องสอบถามจากครอบครัวและญาติ 
    จริงๆแล้ว “อั๋ว” อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลาย แต่ครั้งแรกสอบไม่ติด จึงเข้าเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
    ปีต่อมา อั๋วซิ่วเข้าธรรมศาสตร์อีก และได้เป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สมความตั้งใจ 

  สายอำนาจ 'จุฑาทิพย์'สหายโดมปฏิวัติ

                      ชีวิตนักศึกษา ปี 1 ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


    ในรั้วเหลืองแดง อั๋วเริ่มสนใจกิจกรรมทางการเมือง จึงไปสมัครเข้าพรรคโดมปฏิวัติ และได้ทำงานในสภานักศึกษา ก่อนได้รู้จักเพื่อนที่ทำงานด้านพัฒนาสังคม ซึ่งแนะนำให้ร่วมกิจกรรมต่างๆ จนได้มาทำงานกับ สนท.

  สายอำนาจ 'จุฑาทิพย์'สหายโดมปฏิวัติ

                         มิตรสหายพรรคโดมปฏิวัติ รุ้ง อั๋ว เพนกวิน 


    จะว่าไปแล้ว แกนหลักของแนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุมนั้น มาจากพรรคโดมปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็นเพนกวิน ,รุ้ง ปนัสยา และ อั๋ว จุฑาทิพย์
    นับจากวันนี้ คอยจับตาดูบทบาทของ 3 สหายร่วมรบจากพรรคโดมปฏิวัติ

ให้จบที่เธอ “มนัญญา” เสนาบดีสะแกกรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ให้จบที่เธอ “มนัญญา” เสนาบดีสะแกกรัง

ให้จบที่เธอ "มนัญญา" เสนาบดีสะแกกรัง1 กันยายน 2563 – 15:35 น.

ให้จบที่เธอ “มนัญญา” เสนาบดีสะแกกรัง แบน 3 สารพิษ ให้จบที่รุ่นเธอ ไม่วอกแวก “มนัญญา” รัฐมนตรีบ้านดอนหมื่นแสน 

++
มหากาพย์แบน 3 สารพิษ ยังไม่จบง่ายๆ เมื่อ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไปรับเรื่องจากตัวแทนกลุ่มเกษตรกรให้ทบทวนการใช้สารพาราควอต เพราะมีข้อมูลทางวิชาการว่า ใช้ต่อไปได้ ไม่มีสารตกค้าง 

สำหรับ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ยืนกรานเสียงแข็ง ต้องแบน 3 สารพิษ เพราะกระทรวงสาธารณสุขออกมายืนยันแล้วว่ามีสารตกค้าง 

อ่านข่าว…  ละครสารพิษ “เฉลิมชัย” พลิ้ว นางเอก “มนัญญา” โชว์

ให้จบที่เธอ "มนัญญา" เสนาบดีสะแกกรัง

“พี่เป็นรัฐมนตรีมาปีกว่า ไปมาแทบจะทั่วทุกผืนแผ่นดินไทย ลงพื้นที่มากๆ แล้วไม่ได้ไปแค่เปิดงาน ตัดริบบิ้น พี่ยังไม่เห็นเกษตรกรพูดว่าเดือดร้อน หากรัฐมนตรีแบนสารเคมี ถ้าจะบอกว่าเรื่องของสารเคมีเป็นเรื่องของความซับซ้อน ก็ไปคิดกันเอาเองว่าเรื่องของความซับซ้อนมันเป็นอย่างไร แต่พี่ไม่มีอะไรซับซ้อนค่ะ” 

รมช.มนัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อเสียงดังฟังชัด เมื่อเช้าวันที่ 1 ก.ย.2563

ให้จบที่เธอ "มนัญญา" เสนาบดีสะแกกรัง

มนัญญา เพิ่งจัดงานวันเกิด เมื่อต้น ส.ค.นี้
++
รัฐมนตรีสะแกกรัง
++
มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 58 ปี เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2563 จัดโดยลูกๆหลานๆ ธีมงานวัด โดยมีป้ายข้อความว่า “รมช.หญิงแกร่งแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง”
 

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นลูกสาวของพ่อเดชา และแม่ปาลี้ ไทยเศรษฐ์ คหบดีรายใหญ่ใน จ.อุทัยธานี ชีวิตเติบโตมาไม่ต่างกับพี่ชาย เพราะที่บ้านทำเรื่องของการค้าเนื้อวัว-ควาย อยู่ย่านลุ่มน้ำสะแกกรัง 

“เบแหม่ม” หรือมนัญญานั้น นอกจากมีพี่ชายคนรองชื่อชาดาแล้ว เธอยังมีพี่ชายคนโตอีกคนชื่อ “ชัยยศ” แต่วันนี้ เหลืออยู่สองพี่น้อง พี่ชาย-ชาดาจึงรักน้องสาว-มนัญญา คนนี้มาก
 

ให้จบที่เธอ "มนัญญา" เสนาบดีสะแกกรัง

ชาดา-มนัญญา ร้องเพลงงานวันเกิดพี่ชาย

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2563 เป็นวันเกิดของชาดา ไทยเศรษฐ์ ก็จัดกันภายในครอบครัวที่บ้านดอนหมื่นแสน 

“มนัญญา” โพสต์ภาพสองพี่น้องร้องเพลงคลอกัน พร้อมแคปชั่น “ขอบคุณพระเจ้าที่ให้เราเกิดมาเป็นพี่น้องกัน #พี่ข้าใครอย่าแตะ”  

ชาดามีภาพลักษณ์เป็นเจ้าพ่อในสายตาฝ่ายความมั่นคงยุคหนึ่ง และคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ สำหรับชาวลุ่มน้ำสะแกกรัง มองว่าชาดาเป็น “ผู้ดูแลทุกข์สุข” ของชาวบ้าน 
 

ให้จบที่เธอ "มนัญญา" เสนาบดีสะแกกรัง

สองพี่น้องรักกัน

ใครเดือดร้อนก็ตรงไปหา “บ้านดอนหมื่นแสน” ต.ดอนขวาง อ.เมือง จ.อุทัยธานี บ้านพักของชาดา ก็ได้รับความช่วยเหลือทันที
 

ชาดาเล่นการเมืองท้องถิ่น ระดับเทศบาลอุทัยธานีอยู่ 2 สมัย จึงขยับขึ้นสนามระดับชาติ เป็น ส.ส.อุทัยฯ ในสังกัดพรรคชาติไทย และส่งไม้ต่อให้ “เบแหม่ม” เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลอุทัยธานี จนถึงวาระที่ต้องลาออกมาเป็นเสนาบดีแทนพี่ชาย 

30 ปีที่แล้ว อุทัยธานี มีตระกูลการเมืองหลายซุ้ม แต่ พ.ศ.นี้ เหลืออยู่ “ไทยเศรษฐ์” ตระกูลเดียวที่ยึดการเมืองท้องถิ่น และเก้าอี้ ส.ส.2 ที่นั่งไว้เบ็ดเสร็จ