ปรับ ครม.ชี้ชะตา “ลุงตู่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปรับ ครม.ชี้ชะตา “ลุงตู่”

ปรับ ครม.ชี้ชะตา "ลุงตู่"9 กรกฎาคม 2563 – 01:28 น.

ปรับ ครม.เกิดขึ้นแน่ในเวลาอันใกล้นี้และจะเป็นการ”ปรับใหญ่”โดยเป้าอยู่ที่เก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคแกนนำรัฐบาล”พรรคพลังประชารัฐ”การปรับ ครม.ครั้งนี้หากนายกฯทำได้ไม่ดี คำนึงถึงแต่โควต้าการเมือง คงนับถอยหลังสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ได้เลยและอาจไม่ได้กลับมาอีก

นาทีนี้ถึงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ต้องปรับ ครม.แน่และการปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศและของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเดินไปทางไหน และการปรับ ครม. ครั้งนี้จะเป็นการ”ปรับใหญ่”  
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องปรับ ครม.เพราะ ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคฯ ทางพรรครวมพลังประชาชาติไทย จึงเสนอชื่อศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ต่อนายกฯเข้าไปแทน
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ความแตกแยกของพรรคพลังประชารัฐ แบ่งออกเป็นหลายขั้วและเต็มไปด้วย”นักเลือกตั้ง” ตั้งแต่แรก สภาพของพรรคพลังประชารัฐจะปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่จัดการบริหารไม่ได้  แม้ว่า พล.อ.ประวิตร จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก็ยังไม่จบ จึงต้องปรับ ครม. เพื่อจัดสมดุลย์ภายในพรรคพลังประชารัฐกันใหม่

และการปรับครม.ครั้งนี้ ไม่ใช่ “ปรับเล็ก” มิเช่นนั้นก็คงปรับ ครม.ไปนานแล้ว แต่นี่ปล่อยให้เวลาทอดไปเรื่อยๆ เพื่อรอ “ปรับใหญ่”ทีเดียว ซึ่งเกี่ยวพันกับ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2564 ด้วย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านสภาวาระแรกขั้นรับหลักการจึงถึงเวลาที่จะปรับ ครม.กันเสียที โดยปรับ ครม.ภายในเดือนนี้ (กรกฎาคม) เพราะปล่อยไปนานยิ่งวุ่นวาย  
การ “ปรับใหญ่” ครั้งนี้ส่วนมากเป็นเก้าอี้”รัฐมนตรี” โควต้าของ”พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งสิ้น 
อย่างคนที่มีรายชื่อว่าน่าจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็คือนายอนุชา นาคาศัย ซึ่งเพิ่งเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่,นายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งคุมเสียง ส.ส.ภาคกลาง รวมทั้งมีชื่อของนายไพรินทร์  ชูโชติถาวร  อดีต รมช.คมนาคม รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  สมัยแรก 
ส่วนกลุ่มที่น่าจะถูกปรับออกก็น่าจะเป็น”กลุ่มสี่กุมาร” แต่บางคนอาจจะได้อยู่ต่อ อย่างเช่น นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ซึ่งมีภาพของการเป็นนักวิชาการและภาพคนทำงาน
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยจะปรับรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่นายกฯ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคทั้งสองซึ่งทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้กระทรวงคมนาคม,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงการท่องเที่ยว ไปดูแล พอใจอยู่แล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ คงไม่ปรับรัฐมนตรีในส่วนของตน

สำหรับการปรับ ครม.ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์  ต้องไม่สนใจโควต้าทางการเมือง ปรับให้ดี คำนึงถึงคุณภาพ และเสียงของชาวบ้าน แม้จะต้องคำนึงถึงคณิตศาสตร์ทางการเมืองอยู่บ้างและถ้าปรับ ครม.แล้วมีการป่วนตามมา ก็ยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เพราะว่าถ้าปรับ ครม.ครั้งนี้ ประชาชนชื่นชมและคนที่เข้ามาใน ครม. มีศักยภาพในการทำงาน รัฐบาลอยู่ยาว แต่ถ้าคิดถึงแต่โควต้าการเมืองเสียง”ยี้”จะตามมา

และแม้ว่าความนิยมในรัฐบาลระยะหลังดีขึ้นหลังจากคุมการระบาด “โควิด-19” โดย ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดึงอำนาจมาอยู่ที่นายกฯและเอาอยู่ แต่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ค่าครองชีพ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ปัญหาเศรษฐกิจประชาชนไม่พอใจมาตลอด 3-4 ปี ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ   
ดังนั้นปรับ ครม.แล้ว รัฐบาลต้องทำงานเข้าตาประชาชนด้วย นั่นคือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าได้ทีมเศรษฐกิจเหมือนเดิม ก็อาจจะคิดเหมือนเดิม

การปรับ ครม.เที่ยวนี้ อย่าคิดว่าตอนนี้เสียงในสภาของรัฐบาลเข้มแข็งแล้วจะเอาอยู่ ประวัติศาสตร์ก็บอกมาแล้วว่าหากรัฐบาลไหนประชาชนไม่สนับสนุน ต่อให้เสียงในสภาท่วมท้นแค่ไหน ก็อยู่ยาก

และจากการสำรวจโพลล่าสุดออกมาว่า ขณะนี้ประชาชนเห็นว่ายังหาคนเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ถึง 44% ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ดังนั้นหากปรับ ครม.เที่ยวนี้ทำไม่ดี ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ในที่สุดและต้องยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ พล.อ. ประยุทธ์ อาจหมดสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ ก็เป็นได้

รู้ยัง”ครูพี่โอ๊ะ”ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รู้ยัง”ครูพี่โอ๊ะ”ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้9 กรกฎาคม 2563 – 01:05 น.

เจาะประเด็นร้อน :  รู้ยัง”ครูพี่โอ๊ะ”ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้ 

ในโอกาสจะครบรอบ 1 ปีของการเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)ของ “ครูพี่โอ๊ะ” ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์  รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดใจกับ “คมชัดลึก ออนไลน์” กับภารกิจเพื่อการศึกษาชาติ  

ย้อนปูมชีวิต “ดร.โอ๊ะ” เกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2509 อายุ 54 ปี มีดีกรีจบ 3 ปริญญาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.) ไล่จาก ระดับปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต  ระดับปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต และระดับปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เสมา3ชื่นชม “บึงกาฬ” เตรียมเปิดเทอมอย่างมีมาตรฐาน

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

“ดร.โอ๊ะ” เป็นลูกสาวคนสวยของ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ อดีต ส.ส. 8 สมัยบ้านใหญ่ลุ่มน้ำบางปะกง ผู้ที่ทำให้ศึกเลือกตั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 พรรคภูมิใจไทย “ปราจีนบุรี” ได้รับชัยชนะแบบ “ยกจังหวัด”

ในวัย 81 ปีของ “โกทร” ได้ฝากฝัง “ดร.โอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ ไว้กับ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีระกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)

รมต.จาก3พรรคแต่เป็นหนึ่งเดียว

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ภายใต้ร่มเงาของ3พรรคการเมืองใหญ่ ไล่มาตั้งพลังประชารัฐ(พปชร.) ส่ง“เดอะตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตกรรมการบริหารพรรค ปพชร. ขึ้นแท่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)หรือ “เสมา1”

มีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รั้งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกกษาธิการ (รมช.ศธ.) หรือ“เสมา2” ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน เป็นรัฐมนตรีที่มีอายุมากที่สุดในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  เพราะเกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2483 ปีนี้อายุ 80 ปี

ว่ากันว่า คุณหญิงกัลยา กำลังขับเคลื่อนงานสำคัญคือ วิทยาลัยเกษตรกรรมที่มี 47 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นเกษตรกรยุคใหม่ เป็นเจ้าของแนวคิด การสอนโค้ดดิ้ง ให้คิดเป็นระบบ หรืองานบริหารจัดการนํ้าของชุมชนตามแนวทางพระราชดำริ เพราะปัญหาขาดนํ้า เป็นต้นเหตุหลักของความยากจน กำลังดำเนินการผ่านวิทยาลัยเกษตรกรรมทั่วประเทศ

และมี “ครูพี่โอ๊ะ” ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็นรมช.ศึกษธิการ  หรือ “เสมา3” ได้รับมอบหมายภารกิจ  ให้ดูแลสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.)
     

 “เสมา3” ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภารกิจสำคัญอาทิ นโยบายเรียนออนไลน์ เพื่อลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคม สร้างความเท่าเทียมในระบบการศึกษาแก่ประชาชนทุกช่วงวัย ผ่าน กศน. รองรับการจัดการเรียนการสอนในช่วงประกาศปิดเรียน ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และส่งเสริมอาชีพ

ชอบงานการศึกษา ยิ่งทำ ยิ่งสนุก

 ดร.กนกวรรณ  เล่าว่า ชีวิตคลุกคลีกับงานด้านการศึกษามาตลอด ในฐานะประธานกรรมการสถานศึกษา ตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่บ้านนอก รับรู้การจัดการศึกษาให้เด็กเล็ก จนถึงจบม.ปลาย ทำกิจกรรมมากมาย ร่วมกับสถานศึกษา ร่วมกับเด็กๆนักเรียน  เคยทำงานร่วมกับกศน. รับรู้ปัญหามาตลอดแต่ไม่มีโอกาสเข้ามาทำงาน

เมื่อมาทำงานจริง ๆ ต้องบอกว่างานการศึกษาเป็นงานที่ชอบ และถูกใจจริงๆ  เมื่อได้รับความไว้วางใจก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เมื่อมีปัญหาก็เปิดใจคุยกัน เป็นเนื้อเดียวกัน กระทรวงเดียวกัน ไม่มีข้อจำกัด ทลายทุกข้อจำกัด ซึ่งข้าราชการที่กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเปิดใจ แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ปรับตัวไปด้วยกันติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 “ต้องชื่นชมจากใจ เรามีบุคลากรชาวกศน.เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ทำงานระดับฐานราก ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ ยิ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กศน.เริ่มก่อนใครเลย ลงไปอบรมชาวบ้าน ทำหน้ากากอนามัยผ้ามัสลินใช้เอง และแจกประชาชน”

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

 คนกศน.มนุษย์พันธุ์พิเศษ ทำงานทุ่มเทให้กับคนอื่น แต่สถานะของตัวเองกลับไม่มีความมั่นคง ครูอาสาเป็นจำนวนมาก บางคนสอนหนังสือวันนี้ แต่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้สอนหนังสืออีกหรือไม่ ต้องหานักศึกษาตลอดเวลา บางหน่วยงานอย่างเช่นศูนย์วิทยาศาสตร์ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้าราชการเป็นเพียงอัตราจ้าง ความมั่นคงในอาชีพไม่มีเลยสร้างขวัญ กำลังใจ ให้กับบุคลากร

ครูพี่โอ๊ะ เล่าอีกว่า จุดนี้ท้าท้ายการทำงานในฐานะเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯมาก บอกตัวเองว่าเมื่อครูอาสาทำเพื่อส่วนรวม เราต้องช่วยแก้ไขปัญหา ปรากฏว่ามีอัตราว่าง แต่เป็นของหน่วยงานอื่นกอดอัตราเอาไว้ ต้องไปขอความร่วมมือพูดกันแบบเปิดใจ และได้อัตรามา ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน แต่เราทำสำเร็จ ดีใจและภูมิใจมากๆ

“รัฐมนตรีคนนี้ไม่ทอดทิ้ง และให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญ กำลังใจ ให้กับบุคลากร พร้อมรับฟังปัญหาเพื่อการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งจนถึงวันนี้ พูดคำไหน คำนั้น ลงมือทำทันที และต้องทำให้สำเร็จ พร้อมที่จะทลายทุกข้อจำกัดให้หมดไป”

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

 ทั้งในเรื่องของอัตราข้าราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กศน. ที่ได้มีกำหนดการสอบข้าราชการในตำแหน่งผู้บริหาร ครูผู้ช่วย และพนักงานราชการ จำนวน 1,747 อัตรา ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพของคน กศน.ทั่วประเทศ

ประกอบด้วย รอง ผอ.กศน.จังหวัด /กรุงเทพมหานคร 22 อัตรา และ ผอ.สถานศึกษา 118 อัตรา ครูผู้ช่วย 1,272 อัตรา (พื้นที่สูง 209 อัตรา พื้นที่ทั่วไป 743 อัตรา และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของสงขลา 320 อัตรา) ครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป 318 อัตรา และพนักงานราชการส่วนกลาง 17 อัตรา เพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืนในชีวิตให้คน กศน.มีความก้าวหน้าต่อไป

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

อยากให้1วันมีมากว่า24ชม.

“ทำงานการศึกษาสนุกมาก  ปัญหาหลายอย่างได้รับการแก้ไข เวลาลงพื้นที่มีแต่เสียงชื่นชมให้กำลังใจทำงาน บอกเลยว่าเหนื่อยแค่ไหนก็สู้ วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง มีเวลาพักผ่อนเมื่อหลับนอนเท่านั้น ใจจริงดิฉันอยากให้1วันมี 78 ชั่วโมง จะได้ทำอะไรให้การศึกษาได้มากกว่านี้ มีหลายเรื่องทีอยากจะทำ อย่างรถห้องสมุดกศน.เคลื่อนที่ ปัจจุบันรถห้องสมุดกศน.เก่ามาก ดิฉันสั่งให้ตั้งงบฯปี2565 ต้องมีห้องสมุดเคลื่อนที่ มีรถบริการห้องสมุด จังหวัดไหนพังก็ต้องซ่อม จังหวัดไหนไม่มีก็ต้องตั้งงบประมาณจัดซื้อ  บางพื้นที่อาศัยเครือข่ายช่วยลงขัน”

 ข้อดีการมีรถห้องสมุดกศน.เคลื่อนที่ เป็นรถขนาดเล็กสามารถเข้าทุกตรอบ ซอก ซอย คอยให้บริการประชาชนเคลื่อนไปตามตลาด ตามชุมชนต่างๆ บริการชาวตลาด ได้เรียนรู้กับกศน. แม่ค้า พ่อค้า หรือพ่อ แม่ ผู้ปกครอง สามารถนำลูกหลานที่เป็นเด็กเล็กมาฝากไว้ที่ห้องสมุดเคลื่อนที่ ระหว่างที่เด็กรอพ่อแม่จะได้อ่านหนังสือ  อ่านการ์ตูน หรือสมุดภาพ กระตุ้นให้เกิดเกิดจิตนาการ สามารถยืมหนังสือ กลับไปอ่านที่บ้านได้ เป็นการลดช่องว่าง และเพิ่มสานสัมพันธ์คนในชุมชน  ให้รักกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จนกลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง แต่มากด้วยความรู้

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

รัฐมนตรีที่เข้าใจงานกศน.มากที่สุด  

 “ดิฉันได้รับคำชื่นชมจากผู้นำศาสนาที่ภาคใต้ ชมว่าเป็นรัฐมนตรีที่เข้าใจงานของ กศน.มากที่สุด ผลักดันงานกศน.เข้าไปจัดการเรียนรู้ ในพื้นที่ศาสนาอิสลาม ครูกศน.สามารถเชื่อมโยงเติมเต็ม ถูกจุดกลายเป็นที่ยอมรับในพื้นที่ภาคใต้  นี่คือภารกิจของกศน.ในการส่งเสริมการอ่าน ให้คนไทยรู้หนังสือ เรียนรู้โลกกว้างผ่านหนังสือ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยรัชกาลที่ 9 และต่อยอดงานตามพระราชดำรัสรัชกาลที่10 นี่คืองานของเราชาวกศน.รวมถึงงานลูกเสือเป็นเรื่องที่กำลังขับเคลื่อน เพื่อปลูกฝังเด็กไทยให้เป็นคนมีวินัย มีจิตบริการสาธารณะ มีจิตสำนึกผดุงไว้3สถาบันหลักของชาติ

เพิ่มค่ารักษาฯครูเอกชนจาก1แสนเป็น1.5แสนได้ไง?

ในฐานะที่กำกับดูสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งรับผิดชอบสถานศึกษาเอกชน และโรงเรียนนานาชาติ เสมา3 ลุยพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล นำมาประมวลผล และนำไปสู่การแก้ไข แต่ละพื้นที่ปัญหาแตกต่างกัน ไปมาเกือบทุกจังหวัดแต่ไม่เคยขาดประชุมสภาฯ หรือขาดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนลาซาล กรุงเทพมหานคร เป็นรร.คริสเตียน ปรากฏว่าในรอบ 60-70 ปีไม่เคยมีรัฐมนตรีมาตรวจเยี่ยมเลย  แรกๆก็มีกำแพงบางๆ แต่เมื่อรับรู้ได้ว่ารัฐมนตรีเป็นคนง่ายๆ ไม่ต้องต้อนรับหรูหรา คุณครูก็เริ่มเข้ามาทักทาย คุยกันเปิดใจ อยากให้รัฐมนตรีช่วยอะไรบ้าง”

สถานศึกษาเอกชนช่วยแบ่งเบาภาระรัฐบาลในการจัดการศึกษา  แต่คุณภาพชีวิตของครูเอกชนยังน่าเป็นห่วง เวลาเจ็บป่วยมีข้อจำกัดในการรักษา ดีใจที่มีโอกาสเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาด้านสวัสดิการการรักษา  ใช้เวลา 1 เดือนเปิดโต๊ะเจรจาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เกลี่ยเงินส่วนที่ไม่จำเป็นมาเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับครู จากวงเงินเดิมที่สำรองจ่ายไปก่อนและเบิกคืนได้ไม่เกิน 100,000 บาท เพิ่มเป็น 150,000 บาท

  “ครูเอกชนทั่วประเทศ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพิ่มจาก 100,000 บาทเป็น 150,000 บาท ต่อคนต่อปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 นี่คือกำลังใจให้ครูเอกชน ดิฉันเห็นรอยยิ้มของครูแล้วชื่นใจมาก อยากจะทำงานให้กับครูได้มากกว่านี้” ครูพี่โอ๊ะ กล่าว  ทำดีแล้ว ทำต่อไป

18 กรกฏาคม 2563 นี้ จะครบรอบ 1 ปีในตำแหน่ง “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” หรือ “เสมา3”  ครูพี่โอ๊ะ บอกว่า ทำงานร่วมมือกับทั้ง สามรัฐมนตรีศึกษาราบรื่นมาก มีอะไรก็หารือปรึกษากัน ผ่านช่องทางแอพลิเคชั่นไลน์ บางจังหวะก็หารือร่วมกันช่วงก่อนจะประชุมสภาฯ หรือก่อนจะประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

“3รัฐมนตรีศึกษาเป็นหนึ่งเดียว ท่านรัฐมนตรีว่าการไว้วางใจมอบหมายงานก็ทำได้ คุณหญิงกัลยาก็นารัก ทำงานอย่างมีความสุข ทุกอย่างกำลังเดินไปได้ดี แต่มีปัญหาให้แก้ไขทุกวัน แต่ครูพี่โอ๊ะเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ ทำงานเป็นเครือข่าย เวลาเอ๋ยปากให้เพื่อนพ้องในทุกวงการอาสามาช่วยเหลือ มีทั้งในไทยและต่างประเทศ”

ท่าที “อนุทิน ชาญวีระกุล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับผลการทำงานในตำแหน่ง “เสมา3” นั้น ครูพี่โอ๊ะ กล่าวด้วยเสียงเปี่ยมความสุขว่า “ทำดีแล้ว ทำต่อไป นี่คือคำชมจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และท่านหัวหน้าพรรคบอกว่าไม่มีการปรับครม.ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ท่านพอใจมาก ท่านบอกว่าฟังจากเสียงสะท้อนของประชาชนเวลาลงพื้นที่มีแต่เสียงชื่นชม”     

แต่การทำงานไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ ยิ่งในภาวะที่ไม่ปกติหลังพบคนไทยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กระทบการเรียนการสอนจนต้องเลื่อนเปิดเทอมเป็น 1 กรกฏาคม 2563 

กับภารกิจเรียนออนไลน์ ลุยพื้นที่ตรวจความพร้อมของแต่ละศูนย์การเรียนรู้ภาคเหนือ พบหลายพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ พลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางออก โชคดีมีโอกาสได้กราบนมัสการพระครูวิมลปัญญาคุณ ศรีแสงธรรม เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนวัดศรีแสงธรรม หมู่5 บ้านดงดิบ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ท่านมีวิธีคิดที่ทันสมัยมาก ทำโรงเรียนให้เด็กยากจน สร้างอาชีพให้เด็ก ยากจนได้เรียนรู้คู่มีงานทำจากการรับผลิตและติดตั้งแผงโซล่าโซลล์    

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

    พระครูวิมลปัญญาคุณ

รู้ยัง"ครูพี่โอ๊ะ"ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

   แผงโซล่าโซลล์

 แต่ต้องใช้เงินจำนวน 200,000 บาท ถ้ารอตั้งงบประมาณคงไม่ทันความเดือดร้อนของเด็กๆ จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากคนที่มีความพร้อม จากเพื่อนผอง น้องพี่ ที่อยากเห็นลูกหลานไทยเข้าถึงการศึกษา ปรากฏว่าได้เงินครบ 200,000 บาท ทำให้เด็กมีไฟฟ้าใช้จากพลังงานแสงอาทิตย์ มีอินเตอร์เน็ตใช้ แก้ปัญหาเรียนออนไลน์ ยกระดับการศึกษา คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำได้

“หลังโควิดซา มีแผนพัฒนาการเรียนออนไลน์ ร่วมกับพันธมิตร มีผู้เสนอตัวให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก เพื่อเชื่อมโยงบ้านหลังใหญ่(กศน.)ให้เป็นบ้านแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ฟรี อยากทำให้ดีกว่านี้ มีเป้าหมายอยู่ในใจแต่เน้นการกำกับดูแลงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด” ครูพี่โอ๊ะ สรุปปิดท้ายบทสนทนา

นี่คือเสี้ยวชีวิตของชีวิตการทำงานด้านการศึกษา ของ “ครูพี่โอ๊ะ” ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึงพึ่งได้ เธอรัฐมนตรีป้ายแดงคนนี้ 

  0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0เรียบเรียง    0ทีมเลขารัฐมนตรีครูพี่โอ๊ะ0ภาพ

ส่องแม่ทัพใต้ “นิพันธ์ ศิริธร” ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่องแม่ทัพใต้ “นิพันธ์ ศิริธร” ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม

ส่องแม่ทัพใต้ "นิพันธ์ ศิริธร" ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม8 กรกฎาคม 2563 – 15:39 น.

ส่องแม่ทัพใต้ “นิพันธ์ ศิริธร” ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม 13 ส.ส.ใต้ พลังประชารัฐ ขาด “หัว” มานาน วันนี้ “บิ๊กป้อม” วางตัว”นิพันธ์” ขึ้นรองหัวหน้าพรรคสายทักษิณ  

++
หลังปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ มีรายงานข่าวว่า จะเพิ่มรองหัวหน้าพรรค จาก 9 คน เป็น 10 คน ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่ต้องการให้มี “รองหัวหน้าพรรค” ครบทุกภูมิภาค 

รายชื่อว่าที่รองหัวหน้าพรรคที่วางตัวไว้ 10 คน ประกอบด้วย 1.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 2.พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 3.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 4.ไพบูลย์ นิติตะวัน 5.วิรัช รัตนเศรษฐ 6.สุชาติ ชมกลิ่น 7.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 8.สมศักดิ์ เทพสุทิน 9.สันติ พร้อมพัฒน์ ควบ ผอ.พรรค และ10.นิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง 

ชื่อรองหัวหน้าพรรคคนที่ 10 ที่เพิ่มเข้ามา อาจเป็นคนหน้าใหม่ป้ายแดง 

อ่านข่าว…   ด้ามขวานร้อน “สันติ” ขุนพลทักษิณ ตามรอยอนุมัติ

ส่องแม่ทัพใต้ "นิพันธ์ ศิริธร" ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม

นิพันธ์ มอบพระเครื่องให้บิ๊กป้อม

รายงานข่าวแจ้งว่า ในสัดส่วนของภาคใต้นั้น เดิมมีชื่อ สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส ที่ถูกสนับสนุนให้เป็นรองหัวหน้าพรรค แต่สัมพันธ์ปฏิเสธ เพราะต้องการดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เต็มที่ จึงเปลี่ยนเป็นนิพันธุ์แทน
++
นิพันธุ์คือใคร?
++
ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ตรัง ครั้งที่แล้ว เป็นโจษขานทั่วด้ามขวานไทย เมื่อ นิพันธ์ ศิริธร พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะ น.พ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต ส.ส.ตรัง 3 สมัย  ในสนามเขต 1 ตรัง 

นิพันธ์ ได้ 39,416 คะแนน ชนะหมอสุกิจ แชมป์เก่าที่ได้ 38,332 คะแนน ต่างกันฉิวเฉียดที่หลักพันคือ 1,084 คะแนน 

เกิดคำถามมากมาย ทำไมคนตรังเปลี่ยนใจ? 

นิพันธ์ ศิริธร เกิดที่พัทลุง แต่การรับราชการในตรัง ตั้งแต่นายอำเภอ จนขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด รวมแล้วอยู่ตรังมา 15 ปี ต้องยอมรับว่าเขาเข้าใจตรังอย่างทะลุ  

ส่องแม่ทัพใต้ "นิพันธ์ ศิริธร" ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม

กลุ่มด้ามขวานไทย

ไม่ปฏิเสธว่า นิพันธ์เป็นหนึ่งในผู้ภักดีกับประชาธิปัตย์ เพราะตรังคือ ปชป. และชวน หลีกภัย 

นิพันธ์สรุปชัยชนะของพลังประชารัฐ ที่เขต 1 ว่า “ในมุมของเรา ที่ชนะก็เพราะ 3 เรื่อง หนึ่ง ตัวบุคคล สอง นโยบายพรรค สาม ชื่อนายกรัฐมนตรี ทั้งสามปัจจัยนี้ทำให้ชนะการเลือกตั้ง” 
++
อวสานด้ามขวานไทย
++
ช่วงตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 13 ส.ส.ภาคใต้ ของพรรคพลังประชารัฐ เหมือนลูกไม่มีพ่อ ไม่มีผู้นำ 

ทวี สุระบาล อดีต ส.ส.ตรัง ที่ช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงแถบพื้นที่ใต้ตอนบน จึง “กลุ่มด้ามขวานไทย” เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานในทำงานการเมือง 

ตอนนั้น นิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐ ออกโรงทวง เก้าอี้รัฐมนตรีให้กับ 13 ส.ส.ปักษ์ใต้ ในนามกลุ่มด้ามขวานไทย แต่ผู้ใหญ่ในพรรคก็เคลียร์จบกันไป 

ทุกวันนี้ กลุ่มด้ามขวานไทย เป็นแค่ชื่อ เพราะ ส.ส.ใต้ตอนบน 10 คน ต่างแยกย้ายกันไป สังกัดซุ้มโน้นซุ้มนี้          

ส่องแม่ทัพใต้ "นิพันธ์ ศิริธร" ยุทธศาสตร์บิ๊กป้อม

ส่วน 3 ส.ส.ใต้ปลายด้ามขวาน ก็มี วัชระ ยาวอหะซัน นราธิวาส เขต 1 ,สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส เขต 2 และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต 1 ที่อยู่ในการดูแลของอนุมัติ อาหมัด ส.ว.สายตรงบ้านป่ารอยต่อฯ 

จับตาดู ยุทธศาสตร์ใหม่ของ “บิ๊กป้อม” ที่วางตัวนิพันธ์ เป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคใต้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีขึ้นหรือไม่

เรียนรู้อดีต ต่ออายุ “เปรม” กองทัพแตกแยก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เรียนรู้อดีต ต่ออายุ “เปรม” กองทัพแตกแยก

เรียนรู้อดีต ต่ออายุ "เปรม" กองทัพแตกแยก8 กรกฎาคม 2563 – 14:04 น.

เรียนรู้อดีต ต่ออายุ “เปรม” กองทัพแตกแยก จริงหรือไม่ กรณีข่าวปล่อย “ต่อราชการ” บิ๊กแดงในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ควรศึกษาจากอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน 

++
สัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวปล่อยประเภทโยนหินถามทาง ควรต่ออายุราชการ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์  ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไปอีก 1 ปีหรือไม่ 

ทีมงาน  “พล.อ.อภิรัชต์” ต้องออกมาบอกกับนักข่าวว่า เกษียณอายุแน่ ดับกระแสข่าวลือ 

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย เคยมีการต่ออายุราชการ ผบ.ทบ.มาแล้ว 4 ครั้ง แต่ครั้งที่สร้างความแตกแยกในกองทัพ ถึงขั้นก่อรัฐประหาร ก็ต้องย้อนไปสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต่ออายุราชการ ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ควบนายกรัฐมนตรี
++
เปรมาธิปไตย
++
หลังเลือกตั้งทั่วไปปี 2522 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยมี พล.อ.เปรม เป็นรัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก 

เวลานั้น พล.อ.เปรม คือผู้นำอันดับ 2 ของรัฐบาล เพราะถือทั้งอาวุธและมีที่นั่งในคณะรัฐมนตรี  ขณะที่ความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ตกต่ำลง ความนิยมในตัว พล.อ.เปรม กลับสูง 

กลางปี 2523 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ที่ประชุม 2 สภา ได้โหวตเลือก พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี  

บังเอิญว่า พล.อ.เปรม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ต้องเกษียณอายุราชการ ในเดือน ต.ค.2523  

“ป๋าเปรม” ทราบดีว่าถ้าอำนาจกองทัพไม่อยู่ในมือของเขาแล้วจะเกิดอาการขาลอย และมีความเป็นไปได้ที่ชะตากรรมของตัวเองจะจบลงเหมือนกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ 

จึงได้มีความพยายามที่จะต่ออายุราชการของ พล.อ.เปรม อีก 1 ปี โดยอ้างเรื่องความมั่นคงจากภัยคอมมิวนิสต์
++
กบฏเมษาฮาวาย
++
แม้ พล.อ.เปรม จะกระชับอำนาจตนเองได้จากการต่ออายุราชการ แต่ก็ก่อให้เกิดความแตกแยกในกองทัพเช่นกัน  

กลุ่มยังเติร์ก ผู้สนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ทำรัฐประหาร 2520 ไม่พอใจการต่ออายุราชการ รวมถึง พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา ที่เตรียมตัวขึ้นเป็น ผบ.ทบ. 

ด้วยเหตุนี้ หัวขบวนยังเติร์ก จปร.7 จึงก่อการรัฐประหารเมษาฮาวายในช่วงวันที่ 1-3 เม.ย.2524 เพราะพล.อ.เปรม มัวเมาในอำนาจจากการต่ออายุราชการ และเห็นแก่พวกพ้องในการตั้งเพื่อนตัวเองมาร่วม ครม. 

การยึดอำนาจครั้งนั้นไม่สำเร็จ เพราะ พล.อ.เปรม หนีไปตั้งหลักที่โคราช และใช้กำลัง จปร.5 ที่เป็นคู่ขัดแย้ง จปร.7 ปราบกบฏยังเติร์กราบคาบ

++
เชือดบิ๊กซัน
++
พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก มือปราบกบฏเมษาฮาวายอีกคนหนึ่ง ได้เป็น ผบ.ทบ.ควบ ผบ.สส. ปี 2524 
ปี 2526 ฝ่ายทหารที่สนับสนุน พล.อ.อาทิตย์ เคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจให้กองทัพ และพยายามล็อบบี้ต่ออายุให้ พล.อ.อาทิตย์ ต่อไปอีก 1 ปีเป็นครั้งที่สอง จนถึง ต.ค.2530 

ทว่า พล.อ.เปรม ได้สั่งปลด พล.อ.อาทิตย์ ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. เหลือเพียงแค่ตำแหน่ง ผบ.สส. ไม่ได้คุมกำลังอีกต่อไป และคนที่คุมกำลังต่อจากนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 

ถัดจากนั้น อดีตยังเติร์กได้ก่อรัฐประหาร 9 ก.ย.2529 ล้มรัฐบาลเปรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย  

ช่วง พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีการก่อกบฏ 2 ครั้ง และการลอบสังหารผู้นำรัฐบาล-กองทัพ ประมาณ 20 ครั้ง กองทัพมีความขัดแย้งแตกแยกระหว่างรุ่น ร้าวลึก  

นี่คือบทเรียนแห่งอดีต ที่ผู้นำเหล่าทัพวันนี้ ก็ได้เรียนรู้กันมา และหวังว่า จะไม่ซ้ำรอยเดิม

“ป๊อก”ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ป๊อก”ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง

"ป๊อก"ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง8 กรกฎาคม 2563 – 09:47 น.

“ป๊อก”ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง “ปิยบุตร” ลุยภาคเหนือ ปลุกกระแสล้มบ้านใหม่ เจอโจทย์ “เจ้าพ่อลำปาง” ก็ไม่ง่ายเหมือนสร้างวาทกรรมหรูๆ

++
เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมในสื่อออนไลน์ แต่สภาพที่เป็นจริง มีคนแค่ 50 คน มาฟัง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าพูดเรื่องการเมืองท้องถิ่น ที่ศาลาการเปรียญ ภายในวัดป่ารวก อ.เมือง จ.ลำปาง 

จริงๆแล้ว ช่วง 7-13 ก.ค.2563 อาจารย์ป๊อก-ปิยบุตร แสงกนกกุล มีแผนเดินทางไป 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง, ลำพูน, แพร่, เชียงใหม่ และเชียงราย รณรงค์เรื่องการเมืองท้องถิ่น 

อ่านข่าว…   “ปิยบุตร” ลุยปูพรมเตรียมศึกเลือกตั้งท้องถิ่นลำปาง เจอคนจริงฝ่าวง บอกอย่าแตะสถาบันฯ
 เฉพาะเวทีลำปาง ประยูร แก้วเดียว หัวหน้ากลุ่มอนาคตลำปาง ผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งนายก อบจ.ลำปาง และทีมงานได้ร่วมให้การต้อนรับอาจารย์ป๊อกด้วย

"ป๊อก"ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง

ป๋าโรจน์ เจ้าพ่อบ้านสวน

การเมืองท้องถิ่น มีหลายมิติ หากจะเอาแต่มุมนักวิชาการอย่างเดียว คงเป็นแค่ฝัน หากคิดจะถอนรากถอนโคนระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น ต้องเตรียมการให้มากกว่าการสร้างวาทกรรมหรูๆ 

รูปธรรมง่ายๆ ในสนาม อบจ.ลำปาง คณะก้าวหน้า จะต้องเจอกับใครบ้าง เชิญทัศนากันเลย
++
ไพโรจน์เอาแน่
++
การที่ “พินิจ จันทรสุรินทร์” ไม่ลงสนามเลือกตั้งซ่อม ทำให้ “ป๋าโรจน์” ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร  ส.ส.ลำปาง เขต 2 เจ็บลึก ฉะนั้น ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ที่จะมีขึ้นในอนาคต เจ้าพ่อลำปางเหนือไม่ยอมแน่
เมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ปี 2555 “เจ้าพ่อบ้านสวน” ไพโรจน์ โล่สุนทร หนุน “สุนี สมมี” อดีตนายก อบจ.เมืองรถม้า 3 สมัย ในนามเพื่อไทยลำปาง  

วันนี้ สุนี ทิ้งบ้านสวนไปซบ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” จึงทำให้ “ป๋าโรจน์” ต้องหาว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ลำปางคนใหม่ 

ป๋าโรจน์จะไม่ปล่อยให้ อบจ.ลำปาง ตกไปอยู่ในมือซุ้มการเมืองอื่น เพราะนี่คือฐานอำนาจซุ้มบ้านสวน

"ป๊อก"ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง

พินิจ เจ้าพ่อดอยเงิน
++
พินิจไปต่อ
++
หลังเลือกตั้งซ่อม เขต 5 ลำปาง แม้ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แต่สื่อท้องถิ่นเมืองรถม้า ก็ไปไกลถึงขั้นวิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้าว่า พินิจ จันทรสุรินทร์ จะเป็นนายก อบจ.ลำปางคนใหม่ ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

ทุกวันนี้ พินิจไม่ปรากฏตัวให้สัมภาษณ์สื่อหลัก จึงไม่เป็นข่าว แต่ในพื้นที่ลำปางใต้ พินิจยังเดินสายงานบุญ งานบุญประเพณี พบปะชาวบ้านตามปกติ

เจ้าพ่อดอยเงิน-พินิจ ยังมุ่งมั่นที่จะทิ้งทวนการเมือง ด้วยการลงสมัครนายก อบจ.ลำปาง

++
ดาชัยไม่ถอย
++
นาทีนี้ ไม่ว่าพรรคไหนจะขยับอย่างไร แต่ “ดาชัย เอกปฐพี” หรือ “ดาชัย อุชุโกศลการ” อดีตรองประธานสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้เสนอตัวลงสนามนายก อบจ.ลำปาง ในนาม “กลุ่มพลังลำปาง” 
ดาชัย เคยลงสนามนายก อบจ.ลำปาง หนที่แล้ว โดยอาศัยพลังแดงลำปางเป็นฐานเสียง ได้คะแนนมาแสนกว่าคะแนน ทำเอา “เจ้าพ่อบ้านสวน” เป็นเดือดเป็นแค้นพอควร

"ป๊อก"ไหวมั้ย สู้ 3 เจ้าพ่อลำปาง

ดาชัย อดีตเจ้าพ่อแดงลำปาง

แม้เลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “ดาชัย” จะสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ พ่ายแพ้ไพโรจน์ ในสนามเขต 2 แต่เลือกตั้งท้องถิ่น ดาชัยสลัดเสื้อพรรคใหญ่ทิ้ง  

นัยว่า วันนี้ ดาชัย และทีม สจ.ลำปาง ไม่ได้เดินตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เหมือนในอดีต 

ดาชัย เป็นคนหนุ่มใจถึง พึ่งได้ ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เที่ยวนี้ ไม่ยกธงขาวก่อนปิดหีบแน่

เอาไม่อยู่ “สหรัฐ” วิกฤต ติดโควิด ทะลุ 3 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เอาไม่อยู่ “สหรัฐ” วิกฤต ติดโควิด ทะลุ 3 ล้าน

เอาไม่อยู่ "สหรัฐ" วิกฤต ติดโควิด ทะลุ 3 ล้าน7 กรกฎาคม 2563 – 15:13 น.

เจาะประเด็นร้อน : “สหรัฐ” วิกฤต ติดโควิด ทะลุ 3ล้าน “อินเดีย”แซง รัสเซีย ขึ้นมาอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ไทยไม่พบติดเชื้อในประเทศมาแล้ว 43 วัน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงน่าเป็นห่วง แม้บางประเทศเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีอีกหลายประเทศในโลก ที่พบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงรุนแรงและลุกลามขยายเป็นวงกว้าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน ศบค.รายงานยอดติดเชื้อโควิด ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 

โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ปัจจุบันพบว่ามียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก และจากการรายงานของเว็บไซด์ worldometers.info ล่าสุดสหรัฐอเมริกา วิกฤตหนักมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19สะสมยอดทะลุ 3 ล้านคน

     โดยมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 3,039,647 ราย เสียชีวิต จำนวน 132,952 ราย รักษาหาย จำนวน1,310,602 ราย (ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2563 เวลา 7.00 น.)

         ขณะที่ประเทศอินเดียมาแรงแซง “รัสเซีย” ขึ้นมาเป็นอันดับ3 และคาดว่าประชากรทั่วโลก จะมีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงแตะ 12 ล้านรายเร็วๆนี้

         จากข้อมูล ณ วันที่ 7 กรกฏาคม 2563 ทั่วโลกมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19  ยอดสะสมอยู่ที่ 11,731,590 ราย รักษาหายแล้ว 6,623,199 ราย เสียชีวิตแล้ว 540,105 ราย

         ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย ตามลำดับ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ 

       นอกจากนี้ ยังมีหลายประเทศที่มีการกลับมาระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระลอก 2 เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย โครเอเชีย

      สำหรับประเทศไทย ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศ มาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 43 และจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ในอันดับที่ 99 ของโลก

กลัว ส.ส.หนี “เจ๊หน่อย” ลุยสารคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กลัว ส.ส.หนี “เจ๊หน่อย” ลุยสารคาม

กลัว ส.ส.หนี "เจ๊หน่อย" ลุยสารคาม7 กรกฎาคม 2563 – 12:55 น.

อีสานเพื่อไทยมีคลื่นใต้น้ำ “เจ๊หน่อย” เยือนมหาสารคาม วัดบารมี ไม่เจอหน้า “หัวเขียง” และ “โจ้ สารคาม” มาต้อนรับ

++
ป่วนไปทั้งภาคอีสาน หลัง “แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จับมือ อานนท์ แสนน่าน อดีตแกนนำหมู่บ้านเสื้อแดง จัดอีเวนท์มอบป้ายเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ให้แก่ผู้นำเครือข่ายวิสาหกิจฯ ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานที่โรงแรมใหญ่ ใจกลางเมืองมหาสารคาม

อ่านข่าว…  พิษปรองดอง “เจ๊เมืองหลวง” ถูกแทงข้างหลัง
 

คอการเมืองมหาสารคามวิเคราะห์ว่า นี่เป็นแผนสลายสีเสื้อ เพื่อรองรับการย้ายขั้วของ ส.ส.เพื่อไทยบางกลุ่ม 

ดังที่ทราบกัน ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือว่า ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แกนนำเพื่อไทย สายอีสาน และอดีต ส.ส.มหาสารคาม เตรียมอพยพ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ไปช่วย “บิ๊กตู่” สร้างรัฐบาลไทยสร้างชาติ

ต่อมา “หัวเขียง” ประยุทธ์ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้แล้ว รวมถึงพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ที่ย้ายขั้วมาช่วยงานรัฐบาลประยุทธ์ ก็บอกว่า ไม่ได้คุยกับประยุทธ์ ถึงเรื่องย้ายพรรค และเป็นไปได้ยาก ประยุทธ์ อยู่พรรคเพื่อไทย เป็นที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านทำงานด้านกฎหมายอยู่คงไม่ออกมา 

กลัว ส.ส.หนี "เจ๊หน่อย" ลุยสารคาม

++
เจ๊หน่อยเยือนอีสาน
++
ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มีคิวพิเศษลงพื้นที่ อ.กันทรวิชัย,อ.โกสุมพิสัย และ อ.เมืองมหาสารคาม โดยมี ส.ส.เจ้าถิ่น อย่าง สุทิน คลังแสง ,นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ และจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ มาให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ “คุณหญิงหน่อย” ยังเดินสายไปทำบุญที่วัดอุทัยทิศ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ “มหาเจดีย์ศรีมงคล”
++
ไม่เห็นหน้าเสี่ยโจ้
++
ผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่า จ.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย มี ส.ส.เขต 5 คน แต่มาต้อนรับ “เจ๊หน่อย” แค่ 3 คน คือ นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เขต 1, จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ เขต 4 และ สุทิน คลังแสง เขต 5

ที่ขาดไป 2 คน ได้แก่ ไชยวัฒน์ ติณรัตน์ เขต 2 และยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เขต 4 

กรณีของ เสี่ยโจ้-ยุทธพงศ์ อยู่ในสายบ้านริมคลอง ของสารวัตรเฉลิม เช่นเดียวกับ “หัวเขียง” ประยุทธ์ ที่ส่งตัวแทนลูกชาย-จิรวัฒน์ ไปต้อนรับคุณหญิงหน่อย

กลัว ส.ส.หนี "เจ๊หน่อย" ลุยสารคาม

ส่วน ส.ส.อีสาน ที่มาแสดงตัวต่อหน้าคุณหญิงหน่อย ก็มี คมเดช  ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์,บุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์, สรัสนันท์  อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น,บัลลังก์ อรรณพพร ส.ส.ขอนแก่น,  เศกสิทธิ์  ไวนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด , สุรจิตร  ยนต์ตระกูล อดีต ส.ส.มหาสารคาม และศรีเมือง  เจริญศิริ อดีต ส.ว.มหาสารคาม 

ถ้าวัดกันด้วยกำลัง ก็ถือว่า ไม่คึกคัก เพราะเพื่อไทย มี ส.ส.เป็นร้อยคนในภาคอีสาน

แม้ผลการสำรวจความนิยมในพรรคการเมือวของ ซูเปอร์โพลล์ หากมีการเลือกตั้งวันนี้ ประชาชนยังจะเลือกพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 1 แต่ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคก็ยังคุกรุ่น รอวันระเบิด

มี”เอ๋ ราชบุรี” ก็ต้องมี “เจี๊ยบ นครปฐม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มี”เอ๋ ราชบุรี” ก็ต้องมี “เจี๊ยบ นครปฐม”

มี"เอ๋ ราชบุรี" ก็ต้องมี "เจี๊ยบ นครปฐม"7 กรกฎาคม 2563 – 11:15 น.

สังเวียนสภายุคดิจิตอล ชื่อของ “เจี๊ยบ นครปฐม” มาแรง ไม่แพ้ “เอ๋ ราชบุรี” แต่สองสาวต่างขั้วความคิด 

++ 
ในทวิตเตอร์ มักเกิดสงครามต่างขั้วอยู่บ่อยๆ เพราะบรรดากองเชียร์ธนาธร กับกองเชียร์ลุงตู่ ต่างสิงสถิตอยู่เยอะ 

หากว่า “เอ๋ ราชบุรี” เป็นนางร้ายในสายตาสาวกสีส้ม ทำนองเดียวกัน “เจี๊ยบ นครปฐม” ก็เป็นนางมารในแวดวงกองเชียร์ลุงคนนั้น 

อ่านข่าว…  จำชื่อไว้ “เจี๊ยบ นครปฐม” ผู้ล้มโขลงช้างบ้านใหญ่

บุคลิกของ “เอ๋ ราชบุรี” ไม่ใช่นักกิจกรรม แต่เป็นนักเลือกตั้งบ้านบ้านที่รับบท “เกรียนคีย์บอร์ด” ทำเอา “ช่อ สายก้าวหน้า” หัวหมุนกันเลยทีเดียว

สำหรับ “เจี๊ยบ นครปฐม” หรือ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มีความร้อนแรงมาตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมต้าน คสช. ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 

ในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ของเจี๊ยบ นครปฐม จะไม่มีความต่างระหว่างการเป็น ส.ส. หรือนักเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ

มี"เอ๋ ราชบุรี" ก็ต้องมี "เจี๊ยบ นครปฐม"

นี่คือเอกลักษณ์ เจี๊ยบ นครปฐม
++
ลุงตู่รู้จักเจี๊ยบ
++
ควันหลงจากการอภิปรายงบประมาณปี 2564 พรรคก้าวไกล ได้ปั่นกระแส #ระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน โดยอ้างถึงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำนองว่าข่มขู่ ส.ส.หญิงของพรรค  

ชื่อ “เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ อมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล มีชื่ออยู่ในแฟ้มข่าวกรองของ กอ.รมน. และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ มาแต่ช่วงขบวนการเสื้อแดงเฟื่องฟู 

เนื่องจาก สัมพันธ์ โชคปมิตต์กุล อดีตกำนันตำบลนครปฐม บิดาของเจี๊ยบ ก็เป็นแกนนำคนสำคัญที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร  

กลุ่มสันติภาพ นครปฐม ของเจี๊ยบ เป็นแดงอิสระ อยู่ในเครือข่ายสายแดงตาสว่าง ที่มี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นแกนนำ 

ช่วงที่ กปปส.ยึดกรุงเทพฯ “เจี๊ยบ นครปฐม” และบิดา-สัมพันธ์ โชคปมิตต์กุล ได้นำกลุ่มสันติภาพ นครปฐม ภายใต้ชื่อเฉพาะกิจ คณะปวงชนชาวไทย 20 ล้านเสียง ออกให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม และคัดค้าน กปปส.ปิดกรุงเทพฯ  

มี"เอ๋ ราชบุรี" ก็ต้องมี "เจี๊ยบ นครปฐม"

ลงพื้นที่เขต 5 สมุทรปราการ

ปี 2561 เจี๊ยบ นครปฐม เป็นสปอนเซอร์หนุน “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จึงทำให้เจ๊เจี๊ยบเป็นที่รู้จักของ รังสิมันต์ โรม และผองเพื่อน 

ไม่แปลกหรอก ที่ “ลุงตู่” จะรู้สึกหงุดหงิด เมื่อได้ฟังการอภิปรายแบบนักไฮด์ปาร์คข้างถนนของเจ๊เจี๊ยบ
++
บทเรียนสามพราน
++
หลังจบศึกงบประมาณ “เจ๊เจี๊ยบ” นำทีม ส.ส.พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 5 สมุทรปราการ ทันที น่าจะเป็นพรรคแรกที่ลงปูพรมหาเสียงแถวบางพลี บางเสาธง และบางบ่อ

เจ๊เจี๊ยบ นครปฐม โด่งดังจากการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.2562  เมื่อนำพาพรรคอนาคตใหม่ เมืองเจดีย์ใหญ่ เอาชนะตระกูล “สะสมทรัพย์” ไปได้ 2 เขตคือ เขต 3 และเขต 5 

เมื่อมีเลือกตั้งซ่อมที่เขต 5 นครปฐม แทน “จุมพิตา จันทรขจร” ที่ป่วยหนัก จนต้องลาออกจาก ส.ส. โดยสามี “ป๋วย” ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร  

ตอนนั้น พรรคอนาคตใหม่ฮึกห้าวเหิมหาญมาก เจ๊เจี๊ยบนำทีมปราศรัย ทั้งเวทีย่อยและเวทีใหญ่ ด้วยวาทกรรมซ้ายใหม่

สุดท้าย “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” สรุปบทเรียน ใช้ความเก๋าสยบความห้าวของเจ๊เจี๊ยบสำเร็จ


สนามเลือกตั้งซ่อม เขต 5 ปากน้ำ เจ๊เจี๊ยบจึงหวังที่จะเอาชนะพลังประชารัฐให้ได้ ล้างอายตัวเองที่แพ้คาบ้านมาแล้ว

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย7 กรกฎาคม 2563 – 10:53 น.

ยุบสภาคือความเสี่ยงของทุกฝ่าย โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

จากการที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเรื่องการยุบสภาของสิงคโปร์ ทำให้นักการเมืองจากทุกฝ่ายรุมกระหน่ำ ดร.สมคิด แบบไม่ยั้ง บงคนบอกว่า ดร.สมคิดอยากเป็นนายกรัฐมนตรีเองจึงอยากยุบสภา ส่วนคนในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บางคนถึงขนาดออกมาไล่ให้ออกไปจากตำแหน่งรองนายก ฯ อย่างไรก็ตาม บางกระแสก็บอกว่า ยุบสภาไปเลยก็ดี เพราะจะได้ช่วยนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องยุ่งยาก ลำบากใจจากแรงกดดันภายใน พปชร. ที่ต้องการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)

แต่หากนายก ฯ ตัดสินใจยุบสภาจริง ใครจะได้เปรียบ-เสียเปรียบ? คำตอบคือ เป็นความเสี่ยงของทุกฝ่าย โดยหากใช้ข้อมูลผลโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้าโพล เรื่อง “การสำรวจความความนิยมทางการเมืองรอบไตรมาส ครั้งที่ 2” เป็นฐานในการวิเคราะห์ จะพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.06 บอกว่ายังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ในขณะที่ร้อยละ 32.38 บอกว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย โดยร้อยละ 45.99 ของผู้ที่บอกว่า ยังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายก ฯ ไม่ได้ จะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย ในขณะที่ร้อยละ 62.58 ของผู้ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย บอกว่ายังหาผู้ที่เหมาะสมเป็นนายก ฯ ไม่ได้ซึ่งหมายถึงทุกพรรคการเมือง และ คู่แข่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากทุกพรรคการเมืองกำลังอยู่ในความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนหากมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันนี้ เพราะไม่รู้ว่าผู้คนกลุ่มนี้จะสนับสนุนใครหรือพรรคการเมืองใด แต่ถ้ามองในแง่ดี ตรงนี้คือช่องว่างที่ทุกพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า และทุกฝ่ายการเมืองสามารถเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ตรงนี้ได้ ซึ่งก็คงจะขึ้นอยู่กับว่าใครจะมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์ทางการเมืองที่ดีกว่ากัน

ความเสี่ยงทางการเมืองหากมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น รวมถึงความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นนายก ฯ ของพลเอกประยุทธ์ด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าพลเอกประยุทธ์จะมี พรรค สว. (สมาชิกวุฒิสภา) 250 เสียงรองรับการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากในสภาผู้แทนราษฎรได้เสียงไม่ถึง250 ก็อาจจะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือแย่สุดคือไม่ได้เป็นนายก ฯ ต่ออีกสมัยหากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทน ฯ มีน้อยมาก นอกเหนือจากนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการต่อต้านของประชาชนที่ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน (อายุ 18 – 25) และนักเรียน/นักศึกษา ที่อาจถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามยั่วยุให้ลงถนนมาต่อต้านการกลับมาของพลเอกประยุทธ์ก็เป็นได้

ลองมาพิจารณาความเสี่ยงของแต่พรรคการเมือง หากมีการยุบสภา ขอเริ่มจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ผลการสำรวจพบว่ามีความนิยมมากที่สุด (หากไม่นับรวมผลที่คนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.38 บอกว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย) โดย พท. ได้คะแนนนิยมที่ร้อยละ 20.70 ซึ่งหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็คาดได้ว่า พท. จะได้จำนวน สส. มากที่สุดในสภา แต่ก็จะสูสีกับ พปชร.  แต่หากมี สส. และสมาชิกพรรค ฯ บางส่วนตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ๆ ตามข่าวที่ว่ามีจำนวนงูเห่าไม่น้อยอาศัยอยู่ในพรรค ฯ ก็อาจจะทำให้ได้ สส. ลดลงก็เป็นได้ หรือเลวร้ายที่สุดคือการพ่ายแพ้ให้กับ พปชร.  

ในขณะเดียวกัน พท. กำลังเผชิญกับวิกฤติผู้นำพรรค ฯ เนื่องจากหัวหน้าพรรค ฯ อย่างนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ไม่สามารถปั่นกระแสสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเองได้ ในขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ก็มีคะแนนนิยมสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ร้อยละ 8.07 ซึ่งน้อยกว่าพลเอกประยุทธ์ที่ได้ถึงร้อยละ 25.47 และเมื่อดูข้อมูลเชิงลึกพบว่ามีเพียงร้อยละ 28.21 ของผู้ที่สนับสนุน พท. จะสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ให้เป็นนายก ฯ แต่ ร้อยละ 44.15 ของผู้สนับสนุน พท. กลับบอกว่ายังหาผู้สนับสนุนเป็นนายก ฯ ไม่ได้ ซึ่งอาจบอกเป็นนัยให้พรรค ฯ รีบหาผู้นำที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับของผู้สนับสนุนพรรค ฯ ไม่เช่นนั้นเสียงสนับสนุนพรรค ฯ อาจไม่มั่นคงก็เป็นได้

ส่วนของ พปชร. ที่ผลโพลบอกว่าเป็นรอง พท. โดยได้ ร้อยละ 15.73 นั้นบอกได้อย่างเดียวว่าจำเป็นต้องเกาะกระแสพลเอกประยุทธ์ หากยังต้องการเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ พท. เนื่องจากเมื่อแตกข้อมูลออกดูพบว่า ร้อยละ 79.55 ของผู้สนับสนุน พปชร. จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ให้เป็นนายก ฯ ในขณะที่ร้อยละ 49.14 ของผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จะสนับสนุน พปชร. แต่ที่สำคัญคือร้อยละ 25.74 ของผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์บอกว่าไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย และร้อยละ 20.25 ของผู้ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ซึ่งหมายถึงช่องที่ พปชร. จำเป็นต้องแทรกเข้าไปให้ได้โดยต้องถือธงสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เพื่อให้ได้คะแนนสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้แต่หากพลเอกประยุทธ์บอกว่าไม่อยากเป็นนายก ฯ แล้ว หรือหาก  สส.  และสมาชิก พปชร. บอกว่าไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์แล้ว ก็เตรียมโบกมือลา พปชร.  ได้เลย

ด้านพรรคน้องใหม่อย่างก้าวไกล ที่ไม่สามารถรับมรดกจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ได้ โดยพรรคก้าวไกลได้คะแนนสนับสนุนเพียงร้อยละ 13.47 ก็อาจบอกได้ว่ายังคงอยู่ในความเสี่ยงหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะนอกเหนือจากพรรคก้าวไกลจะไม่มีส้มหล่นอย่างอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่ได้รับคะแนนส่วนหนึ่งจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลก็ยังคงต้องเผชิญกับแฟนคลับกลุ่มสำคัญของอดีตพรรคอนาคตใหม่ (กลุ่มเยาวชน อายุ 18 – 25 และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา) ที่ตีตัวออกห่างจากผู้รับมรดกทางการเมืองของอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยผู้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถอยหลังไปตั้งหลักที่ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลยและยังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายกฯไม่ได้ ในขณะที่เมื่อดูข้อมูลเชิงลึกพบว่า ร้อยละ 23.01 ของผู้เลือกพรรคก้าวไกลจะสนับสนุนหัวหน้าพรรค ฯ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายก ฯ แต่มีถึงร้อยละ 52.21 ของผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลบอกว่ายังหาคนที่เหมาะสมเป็นนายก ฯ ไม่ได้ ซึ่งอาจหมายถึงพรรคก้าวไกลต้องเริ่มมองหาผู้นำพรรค ฯ คนใหม่ได้แล้ว และอาจรวมถึงปรับภาพพจน์และวิธีทำงานการเมืองของพรรคด้วย

สุดท้ายพรรคที่เก่าแก่ที่สุดอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูเหมือนว่าจะเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งนอกเหนือจากคะแนนนิยมของพรรค ฯ จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 7.75 และหัวหน้าพรรคอย่างคุณจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ ก็ไม่มีคะแนนนิยม (สถานการณ์เดียวกับ หัวหน้า พท. ปัจจุบัน) แต่ที่สำคัญฐานเสียงในภาคใต้ของ ปชป. กำลังโดน พปชร. ค่อย ๆ บอนไซ ไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเมื่อดูข้อมูลเชิงลึกในอีกมุมหนึ่งพบว่า มีเพียงร้อยละ 6.67 ของผู้สนับสนุน ปชป. จะสนับสนุนคุณจุรินทร์ เป็นนายก ฯ แต่ร้อยละ 30.26 ของผู้สนับสนุน ปชป. บอกว่าจะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายก ฯ และร้อยละ 29.74 บอกว่ายังหาผู้สนับสนุนเป็นนายก ฯ ไม่ได้ ซึ่งทำให้ ปชป. ไม่ต่างอะไรกับ พท. และ ก้าวไกล คือกำลังเผชิญกับวิกฤติผู้นำพรรค แต่ ปชป.อาจลำบากมากกว่าหน่อยตรงที่หากฐานเสียงในภาคใต้แตก การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่จะกลายเป็นหายนะของพรรคประชาธิปัตย์ในทันที่

โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

หมูในคอกทอง”จักรภพ” ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หมูในคอกทอง”จักรภพ” ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย

หมูในคอกทอง"จักรภพ" ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย6 กรกฎาคม 2563 – 14:25 น.

โลกล้อมไทย หลังโควิด “จักรภพ เพ็ญแข” ไม่ยอมพ่าย เปิดยุทธการแฉลับ “อุ้มวันเฉลิม” ผ่านสื่อต่างชาติ

ถ้ายังจำกันได้ ช่วงแรกๆที่ “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหายตัวไปในกัมพูชา ได้มีความคิดความเห็นจากกลุ่ม “ผู้ลี้ภัยชาวไทย” หรือ “ผู้ลี้ภัยคดี 112”หลากหลายความคิดเห็น

คนหนึ่งที่ออกมาแสดงความเห็นแบบผ่าวงคือ “เพียงดิน รักไทย” (เสน่ห์ ถิ่นแสน) ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ทางช่องยูทูบ “ดร.เพียงดิน รักไทย Official“ ในหัวข้อ ”คนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน จะปลอดภัยมากกว่านี้ได้อย่างไร” เมื่อ 10 มิ.ย.2563

“พวกเราที่ลี้ภัยอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดว่าตัวเองหลอกเผด็จการได้ หรือปลอดภัยโดยเผด็จการเมืองไทยเข้าไม่ถึง หรือแตะไม่ได้เพราะมีคนเส้นใหญ่ในประเทศนั้นๆ ดูแลอย่างดีตลอดไปนั้น ท่านหลอกตัวเอง”

ข้อเท็จจริงที่รับรู้กันในหมู่คนเสื้อแดง ก็เป็นดังที่ “เพียงดิน” บอกกล่าวไว้ข้างต้น เพียงแต่จะยอมรับความจริงกันหรือไม่?

“น้องตาร์ เป็นคนเสื้อแดง เขาคุ้นเคยกับนักการเมือง…” จึงสามารถอยู่ในกัมพูชาได้สบายๆ แต่ถึงกระนั้น วันเฉลิมอาจประมาทไปนิด คิดว่าคนของสมเด็จฮุนเซน จะดูแลความปลอดภัยได้ 

“แม้แต่คนระดับวีไอพี ที่เขาเลี้ยงดูบนคอนโดหรู เลี้ยงดูแบบวีไอพี หากเขาต้องการเอามาเชือดก็ไม่ต่างจากหมูที่เขาเลี้ยงไว้ในคอกทอง” เพียงดินวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา

หมูในคอกทอง"จักรภพ" ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย

                                           เพียงดิน รักไทย 

จักรภพรับประมาท

ตอนที่ “วันเฉลิม” หายตัวไปใหม่ๆ “จักรภพ เพ็ญแข” ได้ออกมาเล่าเรื่องเบื้องหลังทั้งหมด ในฐานะที่เคยอยู่ในพนมเปญมากว่า 10 ปี

จักรภพ เลือกจะเปิดเผยกับบีบีซีไทย แทนที่จะเป็นช่องยูทูบของจอม เพชรประดับ โดยตัวเขายอมรับว่า “ประมาท” จึงไม่ได้เตือนให้ “วันเฉลิม” ระวังตัว

 “ผมยอมรับว่าในส่วนตัวของผมเองไม่คิดว่าต้าร์จะเป็นอันตราย ไม่ได้คิดจะเตือนน้องเลย” จักรภพกล่าวถึง ต้าร์-วันเฉลิม ที่หายตัวไปครบ 1 เดือนแล้ว

เพียงดินมองประเด็นนี้อีกแบบหนึ่ง เพราะคอนโดมิเนียมแห่งนั้น มิได้มีเพียงวันเฉลิมคนเดียวพำนักอาศัย หากแต่มี “เซเลบแดง” หลายคนอาศัยอยู่

ทำไมฝ่ายไล่ล่า จึงเลือก”วันเฉลิม” ไม่เลือก “ดาราเสื้อแดง” ผู้โด่งดังคนนั้น เรื่องนี้จักรภพรู้ แต่ไม่เล่า

หมูในคอกทอง"จักรภพ" ไม่จำ บทเรียนผู้ลี้ภัยไทย

                               จักรภพ ยังปิดลับประเทศที่อาศัยอยู่ 

เจ็บแล้วไม่จำ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2563 จักรภพ เพ็ญแข ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว นำสำเนาจดหมายที่เขาเขียนถึงบรรณาธิการบริหาร นสพ.นิวยอร์คไทม์ และ ฮันน่าห์ บีช ผู้สื่อข่าว 

“ผมขอแสดงความขอบคุณและยินดีอย่างจริงใจในรายงานข่าวเรื่องของนักต่อสู้ทางการเมืองของไทย 9 คนผู้สูญหาย อันเป็นบทความที่สมดุลและเปิดตาให้สว่าง ในฐานที่เป็นคนหนึ่งที่ถูกเขาสั่งฆ่า ผมรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งที่บัดนี้ผู้คนได้รับรู้เรื่องนี้อย่างกว้างขวาง (ทั่วโลก) อย่างที่เครือข่ายของ นสพ.นิวยอร์กไทมส์ เท่านั้นจะช่วยขยายผลได้ ถึงยังมีเรื่องอีกมากมายรอให้เปิดเผยและเปิดโปง” 

จักรภพ ถอยออกจากกัมพูชา ไปอยู่ฝั่งยุโรป โดยปกปิดสถานที่อยู่ และดูเหมือนจะระมัดระวังตัวในการเคลื่อนไหวต้านเผด็จการทหารไทยในต่างแดน ทั้งที่เวลานี้ จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อยู่ในเยอรมัน แต่จักรภพก็ไม่ไปโผล่ช่วยแต่อย่างใด

แม้แต่จอม เพชรประดับ หรือสุนัย จุลพงศธร ที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับจักรภพ ต่างก็มีช่องยูทูบส่วนตัวไว้เป็นกระบอกเสียง แต่จักรภพก็ไม่สนใจ

อันที่จริง จักรภพต้องสรุปบทเรียนกรณีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ “ไม่เอาสถาบัน” ถูกอุ้มหายในประเทศเพื่อนบ้านว่า นโยบายไม่พึ่ง UNHCR และองค์กรสิทธิมนุษยชนโลก ถูกต้องแล้วหรือ?

 จักรภพก็ทราบดี 5-6 ปีที่ผ่านมา “คนแดนไกล” มอบให้ “เมย์ อียู” เป็นคนดูแลผู้หลบภัยในกัมพูชา และลาว หากใครเดือดร้อนเรื่องเงินทองก็ช่วยเหลือ แต่คนแดนไกลก็มิอาจปกป้องชีวิตคนเสื้อแดงได้

ประเด็นนี้ จักรภพมิคิดจะเก็บรับบทเรียน หรือเอาแต่โทษศัตรูของกลุ่มตัวเองร่ำไป