ชี้เป้า “โด่ง” อยู่คอนโดวันเฉลิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชี้เป้า “โด่ง” อยู่คอนโดวันเฉลิม

ชี้เป้า "โด่ง" อยู่คอนโดวันเฉลิม

11 มิถุนายน 2563 – 15:57 น.

“โด่ง-อรรถชัย อนันตเมฆ” ถูกชี้เป้าอยู่คอนโดเดียวกับ “วันเฉลิม” แถมย้ายที่อยู่กระทันหัน เพื่อความปลอดภัย

++
          การหายตัวไปของ “ตาร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ จากคอนโดมิเนียม Mekong Garden ถนน National road no. 6A ติดแม่น้ำโขง ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.2563 จวบจนถึงวันนี้(11 มิ.ย.2563) ก็ไม่มีความคืบหน้าในการติดตามตัวเขาจากทางฝั่งกัมพูชา


          ที่น่าสนใจ ภายในกลุ่มลี้ภัย 112 กลับเสียงแตกกรณี “วันเฉลิม” เป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ขณะที่ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่จะเคียดแค้นชิงชังผู้สั่งการอุ้มวันเฉลิม ตรงกันข้ามกับกลุ่มโรส ลอนดอน และกลุ่มสะใภ้เสียงชาวบ้าน ที่ตำหนิขบวนการ “โหนวันเฉลิม” 

อ่านข่าว…  ส่องคอนโด “วันเฉลิม” ปริศนาฉากอุ้ม


          จริงๆ แล้ว ทั้งสองปีก ได้เปิดศึกวิวาทะผ่านสื่อออนไลน์มาแล้ว ว่าด้วยแนวทางการต่อสู้ และสาวไส้กันเรื่องเงินบริจาค

ชี้เป้า "โด่ง" อยู่คอนโดวันเฉลิม

“โด่ง อรรถชัย” ช่องรู้ทัน


          ล่าสุด เพียงดิน รักไทย (เสน่ห์ ถิ่นแสน) ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชน ได้เล่าเรื่องของวันเฉลิมคือใคร? ผ่านยูทูบช่อง ดร.เพียงดิน รักไทย Official แต่พาดพิงถึง “โด่ง” อรรถชัย อนันตเมฆ นักแสดงและแนวร่วมคนเสื้อแดง


          “เพียงดิน” อ้างถึงรายงานข่าวที่ได้รับทราบมาว่า “โด่ง” อรรถชัย อนันตเมฆ ก็พักอยู่ในคอนโดมิเนียมเดียวกันกับวันเฉลิม


          “โด่ง” อรรถชัย อนันตเมฆ เป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยหลายร้อยคนที่เดินทางออกไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ หลังรัฐประหาร 2557 โดยระยะแรก โด่งไปอาศัยอยู่เดนมาร์ค และร่วมเป็นสมาชิกองค์กรเสรีไทย ของจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย


          2-3 ปีหลังมานี้ มีข่าวว่า “โด่ง อรรถชัย” ย้ายมาพักอยู่ในเขมร และมีอาชีพจัดคลิปวิเคราะห์ข่าว และขายสินค้าออนไลน์ ทางยูทูบช่องรู้ทัน

ชี้เป้า "โด่ง" อยู่คอนโดวันเฉลิม

คลิปสุดท้าย ก่อนย้ายคอนโด


          โด่งประกาศชัด “คลิปนี้ไม่มี 112” แนวทางการจัดรายการวิเคราะห์ข่าว ก็ไม่ออกแนวฮาร์ดคอร์เหมือนสุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง


          เหมือนโด่ง อรรถชัย จะลดเพดานการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะต้องการใช้ชีวิตทำมาหากินเยี่ยงคนปกติทั่วไป


          เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย.2563 “โด่ง” โพสต์แจงเหตุงดคลิป ทางช่องรู้ทัน โดยกล่าวสรุปว่า มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนกระทันหัน ต้องย้ายที่อยู่ เพื่อความปลอดภัย ไม่สามารถอัดคลิปได้

ชี้เป้า "โด่ง" อยู่คอนโดวันเฉลิม

เพียงดิน รักไทย


          บังเอิญบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย.2563 วันเฉลิมถูกอุ้มหายไป จากบริเวณหน้าคอนโดมิเนียม “แม่โขง การ์เด้น” เมื่อ “เพียงดิน” มาเปิดเผยว่า โด่งอยู่คอนโดเดียวกันกับต้าร์ แถมพูดว่า โด่งไหวตัวทัน จึงมีเสียงโจมตีเพียงดินว่า เป็นสายลับบ้าง เป็นนักชี้เป้าบ้าง


          ต่อมา เพียงดิน รักไทย ได้ออกมาชี้แจงเรื่องโด่ง ดาราเสื้อแดงอีกหนว่า เมื่อได้ข่าวมาก็บอกกล่าวไปตามนั้น ซึ่งสอดคล้องกับโด่งทำคลิปชี้เรื่องย้ายที่อยู่กระทันหัน


          ขณะนี้ โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ ยังอยู่ระหว่างการหาที่อยู่ใหม่ และเซทระบบอินเตอร์เน็ต ช่องรู้ทันของเขาจะกลับมาออกอากาศได้ประมาณปลายเดือน มิ.ย.นี้ ถึงตอนนั้น แฟนคลับเสื้อแดงคงจะได้รับความกระจ่างกรณีคอนโดมิเนียมแม่โขง การ์เด้น

ส่อง “เด็กเจ๊” สอยเด็กก้าวไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่อง “เด็กเจ๊” สอยเด็กก้าวไกล

ส่อง "เด็กเจ๊" สอยเด็กก้าวไกล

11 มิถุนายน 2563 – 13:00 น.

ส่อง “เด็กเจ๊” สอยเด็กก้าวไกล ส.ส.เมืองกรุง พรรคก้าวไกล ตกเป็นเป้าหมายของเจ๊หน่อย หากไม่หลบ รบแตกหัก ผลก็คือตาอยู่จะคว้าพุงปลาไปกิน

++
          จู่ๆ ข่าวปล่อยกรณี “คุณหญิงสุดารัตน์” นัดกินข้าวกับ ส.ส.เมืองหลวง พรรคก้าวไกล ก็มีการนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์หลายสำนัก

          ลองมาไล่รายชื่อ ส.ส.เขต ของพรรคก้าวไกลในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ 7 คน 7 เขต ใครคือผู้ต้องสงสัยรายนั้น?
          1.วรรณวรี ตะล่อมสิน เขต 3 (ยานนาวา บางคอแหลม)
          2.เป้-สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เขต 21 (บางนา พระโขนง)
          3.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เขต 22 (คลองสาน บางกอกใหญ่)
          4.ทศพร ทองศิริ เขต 24 (ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ)
          5.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เขต 25 (บางขุนเทียน)
          6.ทนายบิลลี่-จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ เขต 27 (ตลิ่งชัน)
          7.เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เขต 28 (บางแค)

อ่านข่าว…   “เจ๊ใหญ่” เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่”

ส่อง "เด็กเจ๊" สอยเด็กก้าวไกล

“พิพัฒน์ชัย” คนใต้ในบางขุนเทียน


          ในการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยกับพรรคไทยรักษาชาติ แบ่งพื้นที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ เฉพาะสนามกรุงเทพฯ พรรค ทษช.ส่งเพียง 8 เขต และในเขตดังกล่าวนี้ ผลปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล(อนาคตใหม่) ชนะเลือกตั้งถึง 5 เขต


          นั่นหมายความว่า คะแนนของแฟนคลับเสื้อแดงได้เทให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล จึงเกิดปรากฏการณ์สามล้อถูกหวยทางการเมือง


          ยกตัวอย่างเขต 25 บางขุนเทียน เมื่อปี 2554 สากล ม่วงศิริ พรรค ปชป.ชิงดำกับพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ หรือสมชาย ไพบูลย์ แกนนำ นปช. ผลเลือกตั้งน่าลุ้นมาก เมื่อพิพัฒน์ชัยพ่ายไปแค่ 3 พันคะแนน


          เลือกตั้ง 22 มี.ค.2562 พิพัฒน์ชัย ส่งภรรยา-กมลพัฒน์ ปุงบางกะดี่ สวมเสื้อพรรค ทษช. ลงสนาม แถมเป็นตัวเต็ง แต่พรรค ทษช.ถูกยุบ คะแนนของพิพัฒน์ชัยและภรรยา จึงเทมาที่ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์


          บังเอิญ พิพัฒน์ชัยและณัฐชา ต่างก็เป็นคนภาคใต้ ที่มาปักหลักทำมาหากินอยู่แถวบางขุนเทียนหลายสิบปีแล้ว
          ไม่น่าเชื่อที่เขตบางขุนเทียน ถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ก็เคยเป็น ส.ส.เขตนี้ในสีเสื้อพรรคพลังธรรม ปี 2535

ส่อง "เด็กเจ๊" สอยเด็กก้าวไกล

“ณัฐชา” ก็คนใต้มาโตบางขุนเทียน


          เมื่อเกิดข่าวลือ “เจ๊ใหญ่” ปิดดีล ส.ส.ก้าวไกล จนทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคฯ ต้องเรียก ส.ส.หน้าใหม่ไปตักเตือนนักข่าวจึงโทรไปสอบถาม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. เขตบางขุนเทียน และโฆษกพรรคก้าวไกล 

          ส.ส.คนใต้แต่มาโตที่บางขุนเทียน ปฏิเสธเรื่องนัดคุยกันทันที และยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ส.กทม. 7 คน ก็ยังคงเหนียวแน่นอย่างมาก เรามีการปรึกษาหารือกันอยู่ตลอด และยืนยันว่า ส.ส.กทม. ไม่ได้มีความขัดแย้งกับแกนนำของพรรค ไม่ได้ถูกเรียกไปตักเตือน ยืนยันว่าความสัมพันธ์ภายในพรรคก้าวไกลยังคงมั่นคงอยู่”


          ด้าน พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.สายณัฐวุฒิ ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ แต่ก่อนหน้านั้น เขาเคยออกมาเป็น “องครักษ์พิทักษ์หญิงหน่อย”


          สืบเนื่องจากแกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวเพื่อรวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยมีการพูดทำนองว่า ไม่พอใจต่อบทบาทหน้าที่ของคุณหญิงสุดารัตน์ จึงแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่

          พิพัฒน์ชัยตอบโต้ว่า ข้อวิจารณ์คุณหญิงสุดารัตน์เป็นเรื่องไม่จริง ที่ผ่านมาคุณหญิงตั้งใจทำงาน และขยันมาก ผิดกับบางท่านที่หลังๆ ปล่อยเกียร์ว่างยาว จนทำให้พรรคในฐานะพรรคแกนนำในซีกฝ่ายค้าน มีบทบาทไม่โดดเด่นเท่าที่ควร


          ต้องติดตามกันต่อไป เพราะสนามเลือกตั้งเมืองกรุงสมัยหน้า พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลห้ำหั่นกันหนักแน่ หากไม่มีการหลีกทางให้กันในบางเขต

ส่อง "เด็กเจ๊" สอยเด็กก้าวไกล

วันนี้ “พิพัฒน์ชัย” กลับมาพรรคเพื่อไทย

เปิดใจ “หมอเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ” “แค่แสดงความอาลัยอาวรณ์กับผู้บริการเก่าไม่ได้ต้านคนใหม่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดใจ “หมอเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ”  “แค่แสดงความอาลัยอาวรณ์กับผู้บริการเก่าไม่ได้ต้านคนใหม่”

เปิดใจ "หมอเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ"  "แค่แสดงความอาลัยอาวรณ์กับผู้บริการเก่าไม่ได้ต้านคนใหม่"

11 มิถุนายน 2563 – 10:17 น.

“จากปัญหาที่เกิดขึ้นผมไม่ได้หนักใจอะไร เพราะทำตามหน้าที่ของตนเอง ย้ายมาทำงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแม้จะมีคนบอกว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ไม่ต้อนรับผมก็ตามเพราะนี่เป็นธรรมเนียมที่จะมีการโยกย้ายตามคำสั่ง”นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ รักษาการผอ.รพศ.ขอนแก่น

โดย – สุมาลี สุวรรณกร 


          จากกรณีการลงนามสั่งย้าย นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพศ.ขอนแก่น ให้ไปทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข โดยนพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และให้นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.พระปกเกล้า จันทบุรี มารักษาราชการแทนเมื่อวันที่ 5  มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยระบุสาเหตุที่สั่งย้ายนพ.ชาญชัยว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ จ.ขอนแก่นและใกล้เคียงจนมีกระแส #Save หมอชาญชัย และ #คนดีต้องมีที่ยืน รวมถึงการนัดกันรวมตัวแต่งชุดดำหรือใส่เสื้อดำในทุกวันศุกร์เพื่อเรียกร้องให้เกิด “ธรรมาภิบาล” ในวงการสาธารณสุข 

อ่านข่าว…   “หมอเกรียงศักดิ์” เปิดใจหลัง หลังรับตำแหน่ง ผอ.รพ.ขอนแก่น 6 วัน ไม่มีอะไรหนักใจ ไม่ห่วงกระแสต้าน
 


          ภายหลังการเกิดแฮชเท๊ก #Save หมอชาญชัย และ #คนดีต้องมีที่ยืน ดูเหมือนคนในพื้นที่จะไม่อยากให้ผอ.คนเก่าจากไป และไม่เอาผอ.คนใหม่ที่จะเข้ามา เป้าเลยพุ่งตรงไปที่ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูล ที่มารักษาการตำแหน่งผอ.รพศ.ขอนแก่น ว่า “ไม่ได้เป็นที่ต้องการของแพทย์พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ของที่นี่”  

เปิดใจ "หมอเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ"  "แค่แสดงความอาลัยอาวรณ์กับผู้บริการเก่าไม่ได้ต้านคนใหม่"

          วันนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยและเปิดใจ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ที่มานั่งเก้าอี้ร้อนเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมการควบคุมการปฏิบัติงานในองค์กรให้ก้าวต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะโรคระบาดโควิด 19 ที่แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องทำงานอย่างแข็งขัน เพราะโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่ต้องสแตนบายรองรับผู้ป่วยโควิด 19 ของจังหวัดขอนแก่น และมีคนไข้ล้นทะลักไม่ต่ำกว่าวันละ 3 พันคน 


          “ จากปัญหาที่เกิดขึ้นผมไม่ได้หนักใจอะไร เพราะทำตามหน้าที่ของตนเอง ย้ายมาทำงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แม้จะมีคนบอกว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ไม่ต้อนรับผมก็ตาม เพราะนี่เป็นธรรมเนียมที่จะมีการโยกย้ายตามคำสั่ง และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมองว่าเป็นการอาลัยอาวรณ์ของคนร่วมงานที่อาลัยผู้บังคับบัญชาเก่าที่อาลัยอาวรณ์กันอยู่เแต่ความจริงคนอาจจะมองผิดประเด็นเพราะเจ้าหน้าที่เขาอาลัยอาวรณ์ผู้บริหารคนเดิม ไม่ได้มีการต่อต้านผู้บริหารใหม่แต่อย่างใด คราวที่แล้วก็มีกระแสแบบนี้ตอนผมถูกคำสั่งย้ายมาทำงานครั้งแรก  ผมมาทำงานได้ 2 สัปดาห์แล้วก็ย้ายไป การทำงานของหมอ พยาบาลก็ทำงานปกติ เพราะเราทำงานกันแบบแรงเฉื่อยคือเราทำงานตามหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพราะมีหน้าที่กันอยู่ ไม่สามารถไปทำอะไรอย่างอื่นได้ ใครจะไป ใครจะมา ก็ทำงานได้หมด กระแสที่เกิดขึ้นเราไม่ได้บั่นทอนจิตใจการทำงาน เพราะไม่ใช่กระแสต่อต้านการทำงานของผอ.คนใหม่แต่เพียงเขามีความอาลัยอาวรณ์ผอ.คนเก่า คนเลยตีความว่าต่อต้านคนใหม่ และผมได้ฟังเจ้าหน้าที่ทุกคนบอกว่าโรงพยาบาลขอนแก่นเป็นแบบนี้คือรักเจ้านายเก่าและพอมาปีนี้ก็ดูโดยปกติไม่ได้มีกระแสอะไร แต่หากไม่อาลัยอาวรณ์สิถือเป็นเรื่องแปลกเพราะท่านอยู่นาน”นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว

เปิดใจ "หมอเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ"  "แค่แสดงความอาลัยอาวรณ์กับผู้บริการเก่าไม่ได้ต้านคนใหม่"

          ส่วนการย้ายทั้งสองรอบ ทำไมต้องเป็น นพ.เกรียงศักดิ์ตลอดนั้น เรื่องนี้ เจ้าตัวบอกว่า เป็นเรื่องธรรมดาเพราะการย้ายย้ายตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ต้องเป็นไปตามบริบทของที่นี่เพราะคราวที่แล้วก็มีคำสั่งย้ายมาแล้วตนก็ปฏิบัติตามคำสั่งตนก็มาตามคำสั่งไม่ได้บิดพลิ้ว ทั้งย้ายไปย้ายมาในเดือนเดียวกันคือตุลาคม 2562 ตนก็ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้มีการต่อต้านนี่คือหน้าที่ราชการ ซึ่งไม่ได้คัดค้าน


          ส่วนการแถลงของปลัดกระทรวงเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 63 เรื่องการย้ายนพ.ชาญชัยนั้น ตนไม่ได้ติดตาม แต่อ่านตามข่าวเท่านั้น แต่เชื่อว่าสำนักงานปลัดกระทรวงได้ดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากไม่ทำก็จะต้องเสี่ยงต่อมาตรา 157 เพราะการทำงานปลัดกระทรวงไม่ได้ทำคนเดียวแต่มีหน่วยงานรองรับในการทำงาน ตนเองเมื่อปี 2547 และ 2556 ก็โดนบัตรสนเท่ห์และโดนตั้งกรรมการสอบแบบนี้หลายครั้ง แต่การตรวจสอบแล้วไม่ผิด ซึ่งโดยหลักการผู้บังคับบัญชาทราบดีเพราะเป็นระเบียบวินัยของข้าราชการที่หากมีการร้องเรียนก็ต้องตรวจสอบ


          ส่วนเรื่องเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ที่บริษัทยาจ่ายให้โรงพยาบาล เรื่องนี้นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า ยอมรับว่ามี เรื่องนี้มีมายาวนานมากลำพังตามเงินเดือนข้าราชการไม่สามารถรองรับขวัญกำลังใจในการดำเนินการอื่นๆ ได้ งานสังคมต่างๆ งานบวช การแต่ง งานศพ ทุกอย่างต้องจ่าย เลยต้องใช้เงินก้อนนี้ มันเป็นมานานแล้ว 30-40 ปีแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลเข้าใจ และออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเงินสวัสดิการ เพื่อให้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่เพื่อวางบนโต๊ะ เงินก้อนนั้นกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่


          จากนั้นเวลาล่วงเลยมายาวนานต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2560 มาขีดเส้นตรงนี้ ปปช.ได้เสนอว่ามีการตรวจสอบพบมีปัญหาเรื่องของการใช้ยาเกินความจำเป็นหรือทุจริตยา เลยนำเข้าสู่มติครม.   ครม.ให้เจ้าภาพคือกระทรวงสาธารณสุขจำนวนมาก  ร่วมกับ ปปช. ได้ทำความเห็นเพิ่มเติม รายละเอียดประกอบเพิ่มเติม ปปช.ตีความว่าเงินที่ใช้ในการซื้อยาเป็นเงินรัฐบาลเพราะฉะนั้นหากมีส่วนลดส่วนแถมเงินบริจาคควรกลับมาสู่เงินรัฐด้วย เช่นซื้อยา 100 บาท ส่วนลด 5 บาท ราคาจริง 95 บาท เดิมในอดีต 5 บาท กฎหมายเปิดกว้างให้เอาเงินมาใช้สวัสดิการเจ้าหน้าที่ได้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและต้องไม่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ว่าจะเลี่ยงแบบไหนก็ตามก็ไม่ได้ เป็นกองทุนก็ไม่ได้


          ทีนี้พอออกมาไม่ให้รับโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็กินบุญเก่าอันเก่าอันเดิมที่รับมาพอมีอยู่ไม่ผิดก็เอามาบริหารจัดการได้และอันที่ 2 มีสวัสดิการเจ้าหน้าที่ที่คุยกันเองภายใน โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่ได้ใช้อะไรมาก โดยมีหนังสือสั่งการห้ามรับในเดือนมีนาคม 2561 และมีหนังสือเวียนไปทั่ว และมีการส่งสัญญาณให้เตรียมตัวเพื่อปรับระบบเพื่อไม่ให้รับเงิน 5 เปอร์เซ็นต์บริษัทยา กรณีหมอชาญชัยคือเกิดการรับหลังจากมีหนังสือเวียนห้ามรับเงิน 5 เปอร์เซ็นต์เลยเกิดปัญหา


          “เท่าที่ฟังกระทรวงแถลง กระทรวงมีคณะกรรมการหลังมีหนังสือร้องเรียน และไม่ใช่หนังสือร้องเรียนแบบเลื่อนลอยและมีเบาะแส จำเป็นต้องตั้งกรรมการสอบและตั้งกรรมการแล้ว ได้ดำเนินการสอบ 8 เดือน มีการเรียกสอบ 11 ปากและพอสอบแล้วกรรมการก็สรุปพบว่ามีหลักฐานมีมูลและจะนำสู่การชี้มูลความผิดซึ่งผมก็ทราบประมาณนี้ เพราะอ่านตามข่าวและขั้นตอนโดยหลักการยังไม่ถือว่าผิดแต่มีหลักฐานชี้มูล กรรมการที่ดำเนินการทางวินัยก็จะต้องสอบต่อกระบวนการยังไม่สิ้นสุด”นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว

“เจ๊ใหญ่” เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เจ๊ใหญ่” เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่

"เจ๊ใหญ่" เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่

11 มิถุนายน 2563 – 09:47 น.

“เจ๊ใหญ่” เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          การขยับตัวของ “กลุ่มแคร์” ของบรรดาอัศวินในวงแหวนอำนาจ “ชินวัตร” เขย่าพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก ร้อยถึง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค กับ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค ต้องออกมาแถลงข่าวโชว์สื่อ ท่ามกลางข่าวลือมากมาย


          เชื่อวันสองวันนี้ ทีมงานคุณหญิงสุดารัตน์ก็ต้องมาแจกแจงเรื่อง “ดีลสีส้ม” เมื่อมีข่าว ส.ส.พรรคก้าวไกล เขตเมืองหลวง มีนัดรับประทานอาหารกับ “เจ๊ใหญ่” ค่ายเพื่อไทย

อ่านข่าว…   เพื่อไทยระอุ แกนนำไล่”หญิงหน่อย”พ้นพรรค


          บังเอิญ ช่วงนี้ก็กระแสข่าวลือว่า คุณหญิงสุดารัตน์ กำลังจะยกโขยงไปตั้งพรรคการเมืองใหม่เช่นกัน

"เจ๊ใหญ่" เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่

จับตาบทบาท “เจ๊หน่อย”

++
สร้างแบรนด์ใหม่
++
          ตั้งแต่ฤดูเลือกตั้ง 2562 คุณหญิงสุดารัตน์ พยายามสร้างแบรนด์ “นักประชาธิปไตย” ผ่านสื่อคนรุ่นใหม่ และพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า “ไม่มีวันเดินบนเส้นทางอำนาจพิเศษ” และไม่มีทางที่จะร่วมทางกับอุดมการณ์อื่นที่ปฏิเสธประชาธิปไตย


          ไม่แปลกที่เมื่อ 8 มิ.ย.2563 คุณหญิงสุดารัตน์ ได้นำทีมเพื่อแถลงการณ์กดดันรัฐบาลไทยและกัมพูชา ดำเนินมาตรการทางการทูตต่อประเทศกัมพูชาเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและชีวิตของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมที่หายตัวไป 


          เจ๊ใหญ่เมืองหลวงประกาศ #เซฟวันเฉลิม ในนาม”คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย” ซึ่งได้ใจคนรุ่นใหม่ และนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน


          จะว่าไปแล้ว เกมนี้ของคุณหญิงสุดารัตน์ “หยิกเล็กเจ็บเนื้อ” เพราะใครก็รู้ว่า ทักษิณ ชินวัตร สนิทสนมกับสมเด็จฮุนเซน มากแค่ไหน แถมลูกสาวคนหนึ่งของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไปแต่งงานกับลูกชายของครอบครัวระดับแกนนำในรัฐบาลกัมพูชามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน


          เจ๊หน่อยก็รู้ แต่สถานการณ์วันนี้ มีความจำเป็น…เมื่อ “เฮียเพ้ง อ้วน” ตั้งกลุ่มแคร์ได้ ทำไมเจ๊จะเตรียมการตั้ง“พรรคแคร์หน่อย”ไม่ได้เชียวหรือ?

"เจ๊ใหญ่" เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่

ตั้งโต๊ะแถลงเรื่อง “วันเฉลิม”

++
ย้อนรอยพลังไทย
++
          เลือกตั้ง 22 มี.ค.2535 คุณหญิงสุดารัตน์แจ้งเกิดในสนามการเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส.กทม. โดยกระแสจำลองฟีเวอร์ เจ๊ใหญ่อยู่พรรคนี้จนถึงยุคตกต่ำ 


          ปี 2541 เจ๊หน่อยออกจากพลังธรรม มาตั้ง “กลุ่มพลังไทย” ส่งผู้สมัคร สก. และ สข. ลงสนามท้องถิ่นเมืองหลวง แต่ก็พบความพ่ายแพ้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็แพ้สมัคร สุนทรเวช


          หลังรัฐประหารปี 2549 พรรคไทยรักไทยถูกยุบ คุณหญิงสุดารัตน์ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เจ๊หน่อยผันตัวไปทำงานด้านศาสนาและสังคม และก่อตั้งมูลนิธิไทยพึ่งไทย

          ปี 2562 เจ๊หน่อยกลับคืนสู่สมรภูมิการเมือง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยกฎกติกาสุดพิสดาร เจ๊ใหญ่กลายเป็น ส.ส.สอบตก


          มีข้อสังเกต การคัมแบ็คสังเวียนเลือกตั้งเที่ยวนั้น เจ๊หน่อยชูธงต้านเผด็จการ จวบจนถึงวันนี้ ก็ยังรักษาแบรนด์ผู้นำประชาธิปไตย แต่โชคร้ายเจอคู่แข่งคนกันเอง


          พรรคฉายแสง หรือพรรคแคร์สายตรงนายใหญ่ ก็ชักธงผืนใหญ่..รักประชาธิปไตยเช่นกัน

"เจ๊ใหญ่" เมืองหลวงทะลวงตั้งพรรคใหม่

สร้างภาพกลบความร้าวฉาน

“สนธิ” อาลัย “ตั้ว ศรัณยู” เป็นน้องรัก เปรียบเหมือน น้องชาย แท้ๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สนธิ” อาลัย “ตั้ว ศรัณยู” เป็นน้องรัก เปรียบเหมือน น้องชาย แท้ๆ

"สนธิ" อาลัย "ตั้ว ศรัณยู" เป็นน้องรัก เปรียบเหมือน น้องชาย แท้ๆ

11 มิถุนายน 2563 – 09:05 น.

“สนธิ” โพสต์อาลัย “ตั้ว ศรัณยู” เป็นอีกวันที่เสียใจที่สุด เผย เหมือนน้องชายแท้ๆ จิตใจดี ไม่หน้าไหว้หลังหลอก ระบุ จะแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวันจนกว่าจะลาโลกไป

          นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชาเพื่อประชาธิปไตย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีการจากไปของตั้ว ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ว่า 


          “ในชีวิตผมมีความเสียใจมากที่สุดกับการเสียชีวิตของบิดาและมารดา

          เสียใจมากที่สุดอีกครั้งกับการจากไปของภรรยา (คุณจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล) ที่ตัวเองไม่ได้มีโอกาสอยู่เคียงข้างตอนเธอสิ้นใจ และไม่ได้อยู่ในการฌาปนกิจเธอ เพราะติดอยู่ในเรือนจำ


          รู้แต่ว่าคนมางานศพเธออย่างล้นหลาม รวมทั้งน้องรักที่ชื่อตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) ที่มีน้ำใจอย่างมาก ๆ

อ่านข่าว…  เปิดประวัติ ตั้ว ศรัณยู นักแสดงและผู้กำกับมากฝีมือ


          วันนี้ก็เป็นอีกวันที่รู้สึกเสียใจที่สุดเช่นกัน เพราะตั้วเหมือนน้องชายแท้ๆ และรู้สึกได้ที่จิตใจที่น่ารักซึ่งตั้วมีให้พี่ชายคนนี้อย่างจริงใจ และจริงจัง โดยไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย จากจิตใจที่บริสุทธิ์ของตั้วที่สามารถสัมผัสและรู้สึกได้


          ตั้วเป็นมนุษย์ในความเป็นมนุษย์


          เป็นคนที่มีจิตใจดีงามมาก ๆ และเป็นคนที่ไม่หน้าไหว้หลังหลอก


          ทุกคำพูดและการกระทำของตั้วต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนมีแต่ความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ทั้งสิ้น


          ผมกับตั้วไม่ค่อยได้เจอกันตั้งแต่ออกจากเรือนจำมา ได้รับแต่ข่าวการเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยความเป็นห่วงมาก ๆ 


          อาจจะเป็นเพราะเราใจถึงใจกันมา


          ตั้งแต่การร่วมกันต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ พ.ศ.2549 ทั้งหมดนี้ก็เลยไม่ได้เจอกัน และสังสรรค์กัน อาจจะเป็นเพราะตั้วยุ่ง และเขาก็เกรงใจผมมาก ในฐานะที่เป็นพี่และผู้ใหญ่ที่เขาเคารพจากใจจริง ๆ


          ผมรู้ดีว่าถ้าผมต้องการความช่วยเหลือจากตั้ว และถ้าเขาทำได้ เขาจะทำให้อย่างจริงใจ เต็มใจและเขาก็จะสบายใจที่เขาได้ทำให้ผม

          ผมก็เช่นกัน


          ทุกวันนี้ผมทำบุญตักบาตรทุกวันเสาร์อาทิตย์ และสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาทุกๆ เช้า จบลงทุกครั้งทุกวันก็จะแผ่เมตตา อุทิศกุศลผลบุญดังกล่าว ให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ผมรักและเคารพ


          จากวันนี้ก็ต้องเพิ่มตั้วเข้าไปอีกคนจากกลุ่มคนที่ผมแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้

          และก็คงจะต้องทำให้ตั้ว ทุกๆ วันจนกว่าผมจะจากโลกนี้ไป

          ในที่สุดชีวิตมันก็มีแต่ความว่างเปล่า เหมือนที่พ่อแม่ครูอาจารย์เคยสั่งเคยสอนไว้

          ด้วยความรักและอาลัยอย่างที่สุดในกับน้องรักคนนี้
          ขอให้ตั้วไปที่ดี ๆ และมีความสุข และสงบ


สนธิ ลิ้มทองกุล
11 มิถุนายน 2563

คนหาย(3)” ลุงสนามหลวง”เจ้าพ่อตาสว่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนหาย(3)” ลุงสนามหลวง”เจ้าพ่อตาสว่าง

 คนหาย(3)" ลุงสนามหลวง"เจ้าพ่อตาสว่าง

10 มิถุนายน 2563 – 18:16 น.

ลุงสนามหลวง ไม่ใช่แค่ “คิดต่าง” กลุ่มสหพันธรัฐไทย มีเป้าหมายเปลี่ยนระบอบ สนับสนุนให้มวลชนลุกขึ้นมาก่อการปฏิวัติ

++

คนหาย(3) ” ลุงสนามหลวง”เจ้าพ่อตาสว่าง

++

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2563 “แอน นอร์แมน” ประธานบริหารภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์สดุดีนักสู้ผู้กล้าหาญ – ลุงสนามหลวง ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Ann Norman ในวาระครบรอบ 1 ปี ที่ลุงสนามหลวง และคนสนิท 2 คน หายตัว

แอน นอร์แมน ยกย่องให้หัวหน้าก๊วนล้มเจ้าในลาวว่าเป็น “บิดาแห่งตาสว่างแห่งชาติ”

สำหรับกลุ่มภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น ก่อตั้งปี 2555 โดยเอนก ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว ในซานฟรานซิสโก โดยร่วมกับเสน่ห์ ถิ่นแสน(เพียงดิน รักไทย) และแอน นอร์แมน

แอน นอร์แมน มีสามีเป็นนักข่าวท้องถิ่นเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ข่าวกลุ่มล้มเจ้าในประเทศเพื่อนบ้าน จะมีการเผยแพร่ผ่านสื่อตะวันตกอยู่บ่อยครั้ง

++

ลุงสนามหลวงคือใคร?

++

ลุงสนามหลวง หรือชื่อจริง “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” คนเดือนตุลา สายมหิดล เคยเข้าป่าอีสานใต้มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย”

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ชูชีพตั้งตัวเองเป็นประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้แบบใต้ดินของชูชีพ

ปี 2552 ชูชีพถูกออกหมายจับคดี 112 เพราะปราศรัยวิจารณ์สถาบันเบื้องสูง เขาจึงหลบหนีออกจากไทยไปอยู่ที่ไต้หวัน และเมืองจีน

ปี 2554 ชูชีพย้ายจากจีนมากบดานอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว กระทั่งเกิดรัฐประหาร 2557 มีคนเสื้อแดงหนีภัยเผด็จการไปหลบซ่อนทางฝั่งลาวหลายร้อยคน

ต้นปี 2559 “โกตี๋” หนีจากเขมรมาอยู่ลาว ได้มาร่วมงานกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ทำวิทยุใต้ดิน(ผ่านยูทูบ) ในนาม สถานีไทยเสรีเพื่อสาธารณรัฐไทย โดยโกตี๋ ในนามแฝงจัดวิทยุว่า “สหายหมาน้อย” และชูชีพใช้ชื่อ “ลุงสนามหลวง”

19 พ.ย.2559 สถานีวิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ประกาศยุติการกระจายเสียงชั่วคราว เนื่องจากกรมตำรวจสันติบาลลาว ได้ขอให้หยุดการกระจายเสียง

5 ธ.ค.2559 วิทยุใต้ดินกลุ่มโกตี๋-ชูชีพ กลับมาออกอากาศทางยูทูบอีกครั้ง พร้อมคำประกาศจัดตั้ง “สหพันธรัฐไท” เป็นหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย

 คนหาย(3)" ลุงสนามหลวง"เจ้าพ่อตาสว่าง

++

วีรชนเอกชน

++

ปลายปี 2560 ลุงสนามหลวง พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบหรือวิทยุใต้ดินให้สมาชิกองค์กร “สหพันธรัฐไท” ที่อยู่ในไทย ออกมาป่วนงานพระราชพิธีสำคัญ

ขณะนั้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี” ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ถ้าแน่จริง ลุงสนามหลวงต้องกลับมาทำเอง อย่ายุชาวบ้านออกไปตายแทน

ก่อนหายตัวไป ลุงสนามหลวงได้จัดรายการวิพากษ์ “นายใหญ่” และวงศ์วานว่านเครือแบบเผ็ดร้อน ทำนองว่าสู้ไม่จริง หรือหลอกใช้คนอื่น โดยคนเสื้อแดงที่ภักดีนายใหญ่รู้สึกไม่พอใจ ก็ตอบโต้ผ่านยูทูบเช่นกัน

ท่าทีต่อนายใหญ่ ของลุงสนามหลวง และสุรชัย แซ่ด่าน ต่างกัน ฝ่ายแรกไม่ยอมรับ และไม่เห็นด้วยกับแนวทางสู้ไป กราบไป แต่ฝ่ายหลังกลับเห็นว่า ต้องสามัคคีชนชั้นสูง โค่นระบอบเก่า

 คนหาย(3)" ลุงสนามหลวง"เจ้าพ่อตาสว่าง

                                     ลุงสนามหลวง ที่สนามบินในสิงคโปร์ ก่อนไปเวียดนาม

++

ตายเพราะปาก

++

หลังสุรชัย แซ่ด่าน และคนใกล้ชิด 2 คน ถูกชายนิรนามอุ้มหายไป คืนวันที่ 28 ม.ค.2562 ลุงสนามหลวง แถลงผ่านรายการสหพันธรัฐไท ขอหยุดการส่งกระจายเสียงทางช่องยูทูบเป็นการชั่วคราว 

จากนั้น ลุงสนามหลวงกับคนใกล้ชิด 2 คนคือ สหายยังบลัด และสหายข้าวเหนียวมะม่วง ได้เดินทางออกจาก สปป.ลาว แวะสิงคโปร์ ก่อนเข้าไปพำนักในเวียดนามในฐานะผู้หลบภัย

บ่ายวันที่ 9 พ.ค.2562 เพียงดิน รักไทย แกนนำภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แจ้งข่าวด่วน ผ่านยูทูบช่องมหาวิทยาลัยประชาชนว่า ลุงสนามหลวง และพวก ถูกอุ้มหายไปในเวียดนาม

แดงลี้ภัยในต่างแดน แอบวิจารณ์ลุงสนามหลวงว่า ตายเพราะปาก เนื่องจากลุงสนามหลวง ด่าทุกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง

เรื่องเล่าจากคนรัก”หมอชาญชัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เรื่องเล่าจากคนรัก”หมอชาญชัย”

เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"

10 มิถุนายน 2563 – 16:35 น.

ลูกน้องเก่าเล่าถึงความประทับใจที่มีกับ “หมอชาญชัย” เป็นคนสมถะ เรียบง่าย ทุ่มเวลา 7 วันให้กับราชการ วันที่ย้ายไปบอกจะไปอาศัยอยู่ห้องเช่ากับลูกสาว ทั้งที่คนระดับผอ.โรงพยาบาล ควรมีบ้านหลังที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

ภายหลังคำสั่งย้าย “หมอชาญชัย” นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ไปประจำที่กระทรวงสาธารณสุข ในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยระบุว่ามีการเรียกรับเงินเปอร์เซ็นต์จากบริษัทยา และย้ายนพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรีมารักษาราชการแทน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา

อ่านข่าว : เปิดเบื้องลึก…ย้าย “หมอชาญชัย”ไม่เป็นธรรม

             : ด่วน!!ปลัดสธ.แถลงกรณีย้าย”หมอชาญชัย”เข้ากรุสธ.

             : “ปลัด สธ.” แถลงย้าย “หมอชาญชัย” มีมูลทุจริต ยันไม่มีกลั่นแกล้ง

ท่ามกลางกระแสการต่อต้านและมีการติดแฮชแท๊ก #Save หมอชาญชัย #คนดีต้องมีที่ยืน โดยเฉพาะภาพของแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ร่ำไห้เสียใจที่นพ.ชาญชัยถูกคำสั่งย้ายไปอยู่ที่อื่น

เรื่องนี้บุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาลในโรงพยาบาลศูนย์เปิดใจ กรณีที่เสียใจหลังหมอชาญชัย ถูกย้ายออกไปว่า ร่วมงานกับ คุณหมอชาญชัย มา 3 ปีเศษในช่วงที่หมอชาญชัยมาอยู่ที่รพ.ศูนย์ขอนแก่น พบว่าเป็นคนเรียบง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง กินง่าย อยู่ง่าย เป็นคนสมถะ พอเพียง มีรถยนต์เก่า ๆ อยู่ 1 คัน

และวันที่น้ำตาไหล คือวันที่ถามหมอชาญชัยก่อนย้ายไปที่กรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งในเย็นวันที่ 4 มิ.ย.ว่า “อาจารย์จะไปอยู่กรุงเทพฯอย่างไร มีบ้านอยู่ที่นั่นหรือ” คำตอบที่หมอชาญชัย ตอบกลับมาคือ “ผมไม่มีบ้าน มีบ้านอยู่ขอนแก่นที่เดียว ไปกรุงเทพฯคงไปอยู่ห้องเช่ากับลูกสาวเพราะลูกเรียนแพทย์อยู่”

ลูกน้องเก่าหมอชาญชัย บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ หมอชาญชัย ย้ายมาอยู่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เวลา 7 วันไม่เปิดคลีนิค ได้ทุ่มเทชีวิตการทำงานให้กับราชการทั้งหมด เงินบริจาคที่เข้ากองทุนมาไม่เคยเอาไปไหน ไม่เคยเอาไปใช้ส่วนตัว เอามาพัฒนาโรงพยาบาล มาซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ 

ทำงานตงฉิน ลูกน้องจึงรักมากเพราะเป็นหมอนักพัฒนาจริง ๆ หลายอย่างที่ หมอชาญชัย ทำเอาไว้ทำให้ลูกน้องประทับใจมาก และเห็นผลงานดีจนไม่อยากให้หมอชาญชัย ย้ายไปอยู่ที่อื่น

“ช่วงที่หมอชาญชัยมาอยู่รพ.ศูนย์ขอนแก่น ได้ทำห้องไฮบริดมูลค่า 50 ล้านบาท เป็นห้องทันสมัยที่สุดแห่งเดียวของภาคอีสาน ในประเทศไทยมีแค่ 2-3 แห่ง โดยห้องไฮบริด หรือ ห้องผ่าตัดไฮบริด (Hybrid OR)เป็นห้องพัฒนาการก้าวใหม่ของเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดที่ ต้องใช้การผ่าตัดเป็นหลัก

โดยใช้เทคโนโลยีภาพทางรังสีชั้นสูง ติดตั้งในห้องผ่าตัดเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในด้านการผ่าตัดรองรับผู้ป่วยที่เข้ามารับการผ่าตัดรักษา โรคซับซ้อน ซึ่งหมอชาญชัยมาเป็นผอ.โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น แล้วมีห้องนี้ขึ้น คนไข้ที่มารักษาก็ศรัทธาและบริจาคเงิน

“และมีคนเตรียมบริจาคเงินสร้างตึกอีก 500 ล้านบาท แต่ยกเลิกไปเพราะถ้าไม่ใช่หมอชาญชัยมาเป็นผอ.โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเขาจะไม่บริจาค เพราะเกรงจะมีการทุจริต โดยตึกที่สร้างในยุคหมอชาญชัย ไม่มีรอยร้าว ลิฟต์ไม่เคยค้าง วัสดุอุปกรณ์เป็นของดีแทบทั้งสิ้น พอหมอชาญชัยไม่อยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง” ลูกน้องเก่า หมอชาญชัย บอก

พร้อมกับมีการสอบถามถึงกรณีที่ดินที่จอดรถของโรงพยาบาล ซึ่งติดกับเรือนจำขอนแก่นที่พบว่ามีการนำเงินกว่า 100 ล้านบาทของโรงพยาบาลไปซื้อ โดยมีผอ.โรงพยาบาลคนเก่าได้ซื้อมานานแล้ว แต่จนกระทั่งถึงวันนี้ ที่ดินที่จอดรถดังกล่าวยังไม่โอนเป็นชื่อของโรงพยาบาลแต่เป็นชื่อของใครก็ไม่รู้

เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"
เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"
เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"
เรื่องเล่าจากคนรัก"หมอชาญชัย"

      0 สุมาลี สุวรรณกร  ศูนย์อีสาน 0 รายงาน

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ “วันเฉลิม” สายคนแดนไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ “วันเฉลิม” สายคนแดนไกล

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ "วันเฉลิม" สายคนแดนไกล

10 มิถุนายน 2563 – 14:57 น.

“เพียงดิน รักไทย” แกนนำแดงใต้ดิน วิเคราะห์ “วันเฉลิม” ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย 112 เป็นนักกิจกรรม สายคนแดนไกล 

++
          ประเด็นการตามหา “วันเฉลิม” ยังร้อนแรง และฝ่ายประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง
          มีความชัดเจนว่า “ตาร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในกัมพูชาเยี่ยงเดียวกับผู้หลบภัยการเมือง  พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานกรมพระธรรมนูญทหารบก และอดีตนายทหารปฏิบัติการประจำ คสช. ยืนยันว่าทาง คสช.ไม่ได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดวันเฉลิม ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่คสช.ได้แจ้งความคือฐานขัดคำสั่ง คสช. เนื่องจากไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เท่านั้น โดยคดีความต่างๆ ใกล้สิ้นสุดแล้ว

อ่านข่าว…  ส่องคอนโด “วันเฉลิม” ปริศนาฉากอุ้ม

          ด้านโฆษกตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เปิดเผยว่า จะเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวที่หลบหนีคดีอยู่ในกัมพูชา

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ "วันเฉลิม" สายคนแดนไกล

“เพียงดิน รักไทย” จัดรายการทางยูทูบทุกวัน

          ที่น่าสนใจ เพียงดิน รักไทย (เสน่ห์ ถิ่นแสน) ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชน ได้เล่าเรื่องของวันเฉลิม ผ่านยูทูบ “ดร.เพียงดิน รักไทย Official“ ในหัวข้อ ”คนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน จะปลอดภัยมากกว่านี้ได้อย่างไร” เมื่อ 10 มิ.ย.2563
          สืบเนื่องมาจากกรณี “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงดินบอกว่า “พวกเราที่ลี้ภัยอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หากคิดว่าตัวเองหลอกเผด็จการได้ หรือปลอดภัยโดยเผด็จการเมืองไทยเข้าไม่ถึง หรือแตะไม่ได้เพราะมีคนเส้นใหญ่ในประเทศนั้นๆ ดูแลอย่างดีตลอดไปนั้น ท่านหลอกตัวเอง”
          เพียงดิน รักไทย ผู้ต้องหาคดี 112 เคลื่อนไหวใต้ดินมานานนับสิบ และรู้จักกับกลุ่มผู้ลี้ภัยในลาว และกัมพูชาทุกคน แต่กรณีวันเฉลิมนั้น เพียงดินสรุปว่า ต้าร์ ไม่ใช่คนแนวคิดแบบสุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง
          “น้องตาร์ เป็นคนเสื้อแดง เขาคุ้นเคยกับนักการเมือง…” จึงสามารถอยู่ในกัมพูชาได้สบายๆ แต่ถึงกระนั้น วันเฉลิมอาจประมาทไปนิด คิดว่าคนของสมเด็จฮุนเซน จะดูแลความปลอดภัยได้

ก๊วนลี้ภัย 112 ชี้ "วันเฉลิม" สายคนแดนไกล

คอนโดมิเนียม แหล่งชุมนุมแดงลี้ภัย
          “แม้แต่คนระดับวีไอพี ที่เขาเลี้ยงดูบนคอนโดหรู เลี้ยงดูแบบวีไอพี หากเขาต้องการเอามาเชือดก็ไม่ต่างจากหมูที่เขาเลี้ยงไว้ในคอกทอง” เพียงดินวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา
          ที่ผ่านมา ผู้หลบภัยหลายร้อยคนจากเมืองไทยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เพียงดินตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่ไปลงชื่อไว้ในบัญชีของ UNHCR ทั้งที่ตัวเขาในฐานะประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน พยายามช่วยให้ผู้หลบภัยทั้งหลายในเรื่องดังกล่าว แต่ก็มีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

          เพียงดินเล่าว่า ตลอดเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา “คนแดนไกล” มอบให้ “เมย์ อียู” เป็นคนดูแลผู้หลบภัยในกัมพูชา และลาว หากใครเดือดร้อนเรื่องเงินทองก็ช่วยเหลือ แต่คนแดนไกลก็มิอาจปกป้องชีวิตคนเสื้อแดงได้
          มีข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เพียงดินบอกว่า ในคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำโขง มิได้มีเพียงวันเฉลิมคนเดียว ยังมีแกนนำเสื้อแดงระดับดาราหนังอาศัยอยู่ด้วย แต่ดาราคนนั้นปลอดภัย 
          นี่คือข้อสังเกตที่เพียงดินเปิดประเด็นทิ้งไว้ในยูทูบ เกี่ยวกับการหายตัวไปของวันเฉลิม

ละครม่านบังใจ “สามมิตร” ระรื่น เฮียกวงกำสรวล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ละครม่านบังใจ “สามมิตร” ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

ละครม่านบังใจ "สามมิตร" ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

10 มิถุนายน 2563 – 13:04 น.

“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ”สมศักดิ์ เทพสุทิน” ขอเลือกลุงป้อมเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ลอยแพ “เฮียกวง” และ 4 กุมาร คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          วาทกรรมการเมืองเรื่อง “คนดี” ใน พ.ศ.นี้ มิต่างจากวาทกรรม “พรรคเทพ-พรรคมาร” หรือคำร้องเพลงล้างบาง ของแอ๊ด คาราบาว เมื่อปี 2535
          เลือกตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ทั้งพวงใหญ่ พวงเล็ก ก็ยังหนีไม่พ้น “คนหน้าเดิม” ที่ประทับตรา “เทพ” หรือ “มาร” ก็แล้วแต่สถานการณ์การเมืองเวลานั้น

อ่านข่าว…   สามมิตรผยอง “เฮียกวง” ดวงตก

          การหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านทรายทอง ของกลุ่ม 4 กุมาร และการรื่นเริงบันเทิงใจของ“กลุ่มสามมิตร” ก็แค่ละครฉากเดิมๆ 

ละครม่านบังใจ "สามมิตร" ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

“สมศักดิ์” และ “อนุชา”

++
ศิษย์มนตรี
++
          วันที่ 1 ก.ย.2561 สมัยที่ ธนกร วังบุญคงชนะ ยังรับหน้าที่โฆษกกลุ่มสามมิตร หลังมีกระบวนการตั้งพรรคการเมืองใหม่เสร็จเรียบร้อย ทางกลุ่มสามมิตรก็น่าจะไปเข้าสังกัดพรรคนั้นด้วย
          นี่คือลีลาการเมืองของศิษย์มนตรี พงษ์พานิช เพราะจริงๆแล้ว ก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรือง” กับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ได้ต่อสายพูดจากับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มาตั้งแต่วันแรกที่ตั้งกลุ่มสามมิตร
          เวลานั้น สมคิด กับ“ศิษย์มนตรี” แยกกันเล่น สมคิดมอบให้เพื่อนเก่า “ชวน ชูจันทร์” ไปยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” พร้อมกับวางตัว “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” และ “อุตตม สาวนายน” เป็นกำลังหลักทางการเมือง
          คนวงในมูลนิธิสัมมาชีพบอกว่า ช่วง “สุริยะ-สมศักดิ์” เดินสายดึง ส.ส.เก่าครึกโครม ทำให้ “สนธิรัตน์” หวั่นไหวมาก เพราะเกรงจะเอาไม่อยู่ 
          นักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่มารวมตัวกัน เพียงก้าวแรกออกเดิน ก็คาดเดาจุดจบได้

++
ประชัยยังหนาว
++
          หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แอบไปสุมหัวอยู่กับกลุ่มธรรมาธิปไตย ส่วนเสี่ยสมศักดิ์ เทพสุทิน ตั้งกลุ่มมัชฌิมา หอบหิ้วอดีตสมาชิกกลุ่มวังน้ำยม 10 กว่าคนมาร่วมด้วยช่วยกัน
          แรกๆ ก็เหมือนว่า เฮียกวงจะมาร่วมงานกับสมศักดิ์ แต่ลูกชายโกเหนาหันไปจับมือเสี่ยทีพีไอ-ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ตั้ง “พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย” ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วไทย
          หลังเลือกตั้ง เสี่ยประชัยบอกลานักเลือกตั้ง ส่วนพรรคมัชฌิมาฯ กลายเป็นของสมศักดิ์ไปโดยปริยาย
          กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยุบพรรคมัชฌิมาฯ สมศักดิ์จึงนำ ส.ส.ในกลุ่มไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย เมื่อการเลือกตั้ง 2554 
          พลันมีเลือกตั้ง 2557 สมศักดิ์พา ส.ส.กลุ่มมัชฌิมาฯในภูมิใจไทย ย้ายกลับเพื่อไทย แต่เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ
          ความเก๋าของสมศักดิ์อยู่ที่ลีลาแพรวพราว และการประเมินสถานการณ์แม่นยำ

ละครม่านบังใจ "สามมิตร" ระรื่น เฮียกวงกำสรวล

“สมคิด” กับ “กลุ่มสามมิตร”
++
สามมิตร
++
          กลางปี 2561 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย เปิดตัวนักเลือกตั้งประมาณ 60 คน ในนามกลุ่มสามมิตร ที่สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ
          ผลการเลือกตั้ง 2562 “อดีต ส.ส.” กลุ่มสามมิตร สอบตกหมดในสนามภาคอีสาน โชคดีที่กลุ่มมัชฌิมาเดิมยังได้มา 7 คนคือ สุโขทัย 2 คน ราชบุรี 2 คน ชัยนาท 2 คน และกรุงเทพฯ 1 คน

          รวมกับ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 3 คน กลุ่มมัชฌิมาเดิมก็มีแค่ 10 คนเท่านั้น
          ตอนแรกๆ กลุ่มสามมิตร โฆษณาว่า มีสมาชิกมากกว่า 30 คน ก็เพราะไประดม ส.ส.นกแล มาอยู่ในสังกัด แต่ ส.ส.หน้าใหม่เหล่านี้ ก็จะบินไปบินมา เหมือนนกแล ไม่แน่นอน
          “สุริยะ-สมศักดิ์” จึงปรับแผนใหม่ ปันใจไปบ้านป่ารอยต่อฯ ส่ง “อนุชา” เข้าไปรับใช้ใกล้ชิด “ป๋าป้อม” 
          เหนืออื่นใด ไม่ใช่แค่หวังอนุชา เป็นเลขาธิการพรรคเท่านั้น สุริยะยังฝันถึงการคุมพลังงาน

สยบข่าว “แพคเกจพ่วง” เลือก “ป้อม” ได้ “โจ๊ก” แค่เฟกนิวส์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สยบข่าว “แพคเกจพ่วง” เลือก “ป้อม” ได้ “โจ๊ก” แค่เฟกนิวส์

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

10 มิถุนายน 2563 – 11:41 น.

เจาะประเด็นร้อน : สยบข่าว “แพคเกจพ่วง” เลือก “ป้อม” ได้ “โจ๊ก” แค่เฟกนิวส์

          โดนกระแสข่าวลือโจมตีทุกเรื่องไม่ต่างจาก “ตำบลกระสุนตก” สำหรับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นับตั้งแต่มีข่าวแต่งตัวเตรียมผงาดเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐคนใหม่

          ข่าวล่ามาแรงสุดคือแพคเกจพ่วง เลือก “บิ๊กป้อม” ได้ “บิ๊กโจ๊ก” ซึ่งหมายถึงว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐดัน พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคจริง ก็จะได้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นของแถม เพราะ “บิ๊กป้อม” จะกรุยทางให้ “บิ๊กโจ๊ก” กลับมาสวมเครื่องแบบสีกากี และเล่นบท “ผบ.ตร.น้อย” ที่ใหญ่กว่า ผบ.ตร.ตัวจริงเหมือนเดิม

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

          คนปล่อยข่าวลือชิ้นนี้ต้องบอกว่าไม่ได้มีตรรกะเหตุผลใดๆ รองรับ เพราะการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ทำให้มีอำนาจวาสนามากขึ้นในทางการบริหารราชการแผ่นดิน   ดังเช่นถ้อยคำที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า เรื่องของพรรคก็คือเรื่องของพรรค ส่วนรัฐบาลเป็นเรื่องของตน (นายกฯ)

           จริงๆ แล้วเรื่องของ “บิ๊กโจ๊ก” ต้องถือว่าจบ และปิดประตูตายไปนานแล้ว นับตั้งแต่นายกฯมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2563 สั่งห้าม “บิ๊กโจ๊ก” ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และคาดโทษเอาไว้ด้วย สะท้อนว่าข่าวการกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทบไม่มีความเป็นไปได้ และไม่มีทางที่ พล.อ.ประวิตร จะรับหน้าเสื่อไปทำอะไร เพราะเรื่องนี้เกินความรับผิดชอบ พล.อ.ประวิตร ไปมากทีเดียว

          อย่าลืมว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนในรัฐบาล คสช. แต่เป็นนายกฯที่กำกับดูแลเอง แล้วนายกฯจะกลับคำสั่งของตนได้อย่างไร เพราะในคำสั่งใช้ถ้อยคำรุนแรงถึงขนาด “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง – หลอกลวงผู้บังคับบัญชา”

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์
สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

          หากย้อนไทม์ไลน์แบบรวบรัด จะพบว่า “บิ๊กโจ๊ก” โดนเด้งจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.2562 โดยคำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ไปนั่งตบยุงที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ยุติการทำหน้าที่รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่สร้างผลงานให้ “บิ๊กโจ๊ก” สามารถแถลงข่าวกุมอาชญากรคดีต่างๆ ได้รายวัน

ต่อมาวันที่ 9 เม.ย. นายกรัฐมนตรียังมีคำสั่งให้โอนย้าย “บิ๊กโจ๊ก” ไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ  ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดง่ายๆ คือย้ายขาดจากการเป็นตำรวจ สวมเครื่องแบบตำรวจไม่ได้อีกแล้วนั่นเอง

สำทับด้วยมติคณะรัฐมนตรีที่รับทราบคำสั่งโอน “บิ๊กโจ๊ก” ไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ฉะนั้นหากจะเปลี่ยนแปลงสถานะ ต้องออกมติคณะรัฐมนตรีใหม่

จากนั้น “บิ๊กโจ๊ก” ก็เงียบหายไป ท่ามกลางข่าวลือมากมาย โดยเฉพาะสาเหตุที่โดนเด้งว่าอาจเกี่ยวพันกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่มีปัญหาเกินกว่าใครจะช่วยเหลือได้ ทำให้ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงขั้นอยู่ในประเทศไทยไม่ได้กันเลยทีเดียว

แต่แล้ว “บิ๊กโจ๊ก” ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง ตามภาพข่าวเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ระหว่างไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช นัยว่าเพื่อไปบนบานศาลกล่าวให้ได้กลับมาเป็นตำรวจอีกครั้ง

ทว่าฝันของ “บิ๊กโจ๊ก” ก็ไม่เป็นจริง เพราะมีการปูดคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุ ก.ตร. เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ ปรากฏว่ามีชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” รวมอยู่ด้วย จนเกิดกระแสต้านและตั้งคำถามมากมาย จนสุดท้ายต้องถอดชื่อออกไป

นี่จึงถือเป็นการดับฝันครั้งที่ 1

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

จากนั้น “บิ๊กโจ๊ก” ก็หายเงียบไปอีกครั้ง ใครๆ ก็นึกว่าถอดใจแล้ว แต่ที่ไหนได้เป็นการ “ซุ่มเงียบ” เพื่อเปิดปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

และเมื่อถึง วัน ว. เวลา น. คือ วันที่ 6 ม.ค.63 ซึ่งยังอยู่ในช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ “บิ๊กโจ๊ก” ก็เปิดตัวอีกครั้งด้วยเสียงปืน เนื่องจากรถของเขาถูกคนร้ายรัวกระสุนใส่ 7 นัดซ้อน ขณะไปจอดเข้าร้านนวดสปาย่านสีลม เคราะห์ดีที่ตัว “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ได้อยู่ในรถ ทำให้ไม่มีกระสุนระคายผิว

เกิดกระแสถกเถียงกันว่า “บิ๊กโจ๊ก” จัดฉากยิงรถตัวเองหรือไม่ แต่กระแสนี้ก็ถูกกลบด้วยข้อมูลใหม่ของ “บิ๊กโจ๊ก” ว่าตนเองถูกเล่นงานเพราะพยายามเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อเครื่องไบโอเมทริกซ์ มูลค่า 2,100 ล้านบาทของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตัวเขาเองเคยเป็นผู้บัญชาการอยู่ และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาโดนเด้ง

เป้าหมายของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ใช่ใครอื่น แต่มุ่งขย่ม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และมีการปล่อยข้อมูลถล่มเป็นระลอกอีกหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใหญ่ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถมยังมีการเปิดคลิปเสียงสร้างกระแสอีกหลายคลิปด้วย

ต้องบอกว่าวงการสีกากีในขณะนั้น “เละตุ้มเป๊” กระทั่งสุดท้ายผู้ที่ออกมาหยุดวิกฤติทั้งหมดได้ชะงัด ก็คือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาจรรยาและวินัยข้าราชการ เนื้อหาในคำสั่งพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กโจ๊ก” โดยตรง เพราะเป็นการสั่งห้ามประพฤติชั่วร้ายแรง

ในคำสั่งยังมีการยกตัวอย่างพฤติกรรมประพฤติชั่วในแบบที่ว่าไม่รู้หลอกด่าไปในตัวด้วยหรือไม่ เช่น ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา, ไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน, ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากนั้นยังต้องอุทิศเวลาให้ราชการ และรักษาความลับของทางราชการด้วย พร้อมคาดโทษว่าถ้าทำผิด จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยขั้นร้ายแรง

นี่คือการดับฝันครั้งที่ 2 ของ “บิ๊กโจ๊ก” ในการหวนคืนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนับจากนั้น “บิ๊กโจ๊ก” ก็เงียบหายไปอีกครั้ง มีข่าวว่าไปปฏิบัติธรรมที่อินเดียอยู่ระยะหนึ่งช่วงก่อนมีโควิด-19

สยบข่าว "แพคเกจพ่วง" เลือก "ป้อม" ได้ "โจ๊ก" แค่เฟกนิวส์

          คำถามก็คือ เมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกมัดตราสังแน่นหนาแบบนี้ แล้วจู่ๆ “บิ๊กป้อม” จะมีดำริไปช่วย “บิ๊กโจ๊ก” กลับมาเพื่ออะไร และเมื่อสอบถามไปยังแหล่งข่าวคนใกล้ชิดของ “บิ๊กป้อม” ก็ได้รับการยืนยันหนักแน่นว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ “บิ๊กโจ๊ก” มานานแล้ว

งานนี้จึงถือเป็นการดับฝัน “บิ๊กโจ๊ก” เป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกด่าฟรี ในสิ่งที่ตนเองไม่เคยคิดจะทำ!