SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

แดงลี้ภัย จวก UNHCR เมินช่วยวันเฉลิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

แดงลี้ภัย จวก UNHCR เมินช่วยวันเฉลิม

แดงลี้ภัย จวก UNHCR เมินช่วยวันเฉลิม

จรรยา ยิ้มประเสริฐ แดงลี้ภัย จวก UNHR อย่าเลือดเย็น เห็นผู้ลี้ภัยการเมือง ไม่ใช่คน

++

กรณีการหายตัวอย่างไร้ร่องรอยของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา ชาวเน็ตแสดงความเห็นถึง ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก นักแสดงและนางแบบ ที่มีตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ว่าเหตุไฉนไม่ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ลี้ภัยการเมืองหายตัวไป

ภายหลัง ปู ไปรยา ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า เธอมีหน้าที่รณรงค์ในเรื่องสันติภาพและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง โดยการหายตัวไปของวันเฉลิม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ชื่อเต็มๆของ UNHCR คือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (The United Nations High Commissioner for Refugees : UNHCR) ได้เริ่มทำงานในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2518 หลังมีผู้ลี้ภัยจากลาว และกัมพูชา หลั่งไหลเข้ามาอาศัยพักพิงในไทย

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ในฐานะสมาชิกสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ซึ่งร่วมก่อตั้งกับ จรัล ดิษฐาภิชัย เพื่อเป็นศูนย์กลางผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทย ในยุโรปและสหรัฐ ได้แสดงความเห็นวิพากษ์ UNHCR อย่างรุนแรงต่อกรณี “วันเฉลิม”

“ผู้ลี้ภัยมีหลายประเภท และหนึ่งในผู้ลี้ภัยที่ต้องมีหน่วยงาน UN หลายหน่วยมาร่วมช่วยคุ้มครองด้วย ไม่ใช่เฉพาะ UNHCR เท่านั้นคือ ผู้ลี้ภัยการเมือง เพราะฉะนั้นมันอ้างไม่ได้ว่าทำงาน UNHCR ต้องเพิกเฉยทางการเมือง หรือไม่ยุ่งเรื่องการเมือง เพราะ UNHCR เป็นงานการเมืองตั้งแต่แรกแล้ว”

จรรยาและมิตรสหายในยุโรป มองว่า UNHCR ในภูมิภาคอาเซียน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ไทย และช่วงหลังประเทศไทยเป็นเผด็จการ “…ทำให้หน่วยงาน @UNHCR อาเซียนและไทย กลายเป็นหน่วยงานที่ถูกยี้มากที่สุด และเรียกได้ว่า useless/ไร้ประโยชน์ที่สุด สำหรับผู้ลี้ภัยการเมืองไทยและในภูมิภาค”

ตอนท้าย จรรยาเสนอว่า “จำเป็นที่จะต้องมีการรณรงค์จิตสำนึกของ UNHCR และเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัคร หรือผู้แทน#UNHCR ในภูมิภาคกันอย่างจริงจัง นี่ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องหลักการและนโยบาย Principle and Policy ที่จำเป็นจะต้องเรียกร้องและกดดันให้หน่วยงานนี้ยึดมั่นในหลักการ ไม่ใช่ประนีประนอมกับเผด็จการในภูมิภาค จนกลายเป็นองค์กรเลือดเย็นไปเช่นนี้”

ธรรมนัสโชว์ ผุด “ลูกข้าวนึ่ง” ผสมลูกข้าวเหนียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ธรรมนัสโชว์ ผุด “ลูกข้าวนึ่ง” ผสมลูกข้าวเหนียว

 ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

8 มิถุนายน 2563 – 10:20 น.

ผู้กองธรรมนัส โชว์กลุ่มลูกข้าวนึ่ง พปชร.ผสมเพื่อไทย กลางสมรภูมิเลือกตั้งซ่อมลำปาง

++

บรรยากาศเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 แทน ส.ส.อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ เริ่มข่าวสารผ่านสื่อส่วนกลางมากขึ้น วัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มีต้นทุนจากเลือกตั้งหนที่แล้ว 30,368 คะแนน

ที่น่าสนใจ คะแนนของอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ 42,984 คะแนน และพิมดารา ศิริสลุง พรรคอนาคตใหม่ (เดิม) อีก 26,471 คะแนน จะย้ายไปอยู่ผู้สมัคร ส.ส.คนใด

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จึงแอบหวังลึกๆ ว่า ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตัวแทนพรรคฝ่ายค้านหนที่แล้ว จะเทมาให้ ร.ต.ท.สมบูรณ์ กล้าผจญ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ซึ่งเดิมทีได้ 2 พันคะแนน

++

กลุ่มลูกข้าวนึ่ง

++

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส. ตาก พร้อมกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่,นครพนม และขอนแก่น เดินทางไปช่วยหาเสียงให้ “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง ในพื้นที่ 4 อำเภอคือ เกาะคา,สบปราบ ,เถิน และแม่พริก                                                           ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

                                                           ร.อ.ธรรมนัส พา ส.ส.เหนือ หาเสียง

ช่วงเย็นวันอาทิตย์ “ผู้กองธรรมนัส” ปราศรัยกับชาวบ้านที่ อ.แม่พริก มีใจความตอนหนึ่งว่า “ผมเป็นรัฐมนตรีลูกข้าวนึ่งคนเดียวในสภาขณะนี้ จึงอยากขอโอกาสให้โอกาสเพิ่ม ส.ส.ลูกข้าวนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ มาช่วยพัฒนาบ้านเมืองเพิ่มอีกคนหนึ่ง”

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า กลุ่มลูกข้าวนึ่งหรือ ส.ส.คนเมือง(ภาคเหนือ) ที่รวมกันในสภาฯ มีประมาณ 70 คน รวม ส.ส.เพื่อไทยด้วย ซึ่งตัวเลขดังกล่าว นับรวม ส.ส.สอบตก พรรคพลังประชารัฐในภาคเหนือด้วย

แถมตอนท้าย ผู้กองธรรมนัสยังบอกว่า “พี่พินิจ” ได้ฝากให้เขาพัฒนาจังหวัดลำปางด้วย                                                       ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

                                                     น้ำผึ้ง ยงใจยุทธ ช่วยหมอรวยหาเสียง

++

ขอนแก่นโมเดล

++

อย่างที่ทราบกัน เมื่อ “เจ้าพ่อดอยเงิน” พินิจ จันทรสุรินทร์ ถอนตัว ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมตามมติกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย “ผู้กองธรรมนัส” ก็เบาใจระดับหนึ่ง

ก่อน กกต.เปิดรับสมัคร ส.ส.เขต 4 ลำปาง วันที่ 17 พ.ค.2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เดินทางไปมอบเอกสารสำคัญ สปก. 4-01 ให้ราษฎรและประชุมเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ในพื้นที่ อ.เกาะคา และ อ.เสริมงาม คอการเมืองแถวลำปางก็พอประเมินได้ว่า สนามนี้ พปชร.เอาจริงแน่

ต่อมา “เจ้าพ่อดอยเงิน” ถอนตัวนาทีสุดท้าย ก็ยิ่งทำให้เซียนการเมืองใน อ.เกาะคา พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “หมอรวย” ได้เป็นผู้แทนแน่นอน

มิหนำซ้ำ เจริญ แซ่เต็ง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 หนึ่งในทีมงานของเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้มาช่วยหมอรวยหาเสียงด้วย

                                                     ธรรมนัสโชว์  ผุด "ลูกข้าวนึ่ง" ผสมลูกข้าวเหนียว

                                                     เจริญ แซ่เต็ง ทีมงานเอกราช มาลำปาง

ตอนที่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 เจริญ แซ่เต็ง ได้ช่วย “ผู้กองธรรมนัส” หาเสียงโค้งสุดท้ายจนพลิกชนะพรรคเพื่อไทย ทำให้สุวิทย์ คุณกิตติ เข้าสภาฯได้อีกสมัย

คาดหมายว่า กลยุทธ์ขอนแก่นโมเดล ที่มีชัยในเลือกตั้งซ่อมปลายปีที่แล้ว น่าจะนำมาใช้ในสนามลำปางอีกครั้ง

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้

 1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้

8 มิถุนายน 2563 – 09:45 น.

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้ โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เมื่อครั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ในปี 2557 คะแนนนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์สูงมาก โดยในสองปีแรกที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจพบว่า กลุ่มที่บอกว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วมากกว่า 80 % ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถของนายกประยุทธ์ในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ที่ทำให้ประเทศเริ่มมีความสงบ เศรษฐกิจเดินหน้าได้แม้ว่าจะไปแบบช้า ๆ ก็ตาม

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ภาวะวิกฤติจางหายลง และเข้าสู่ภาวะปกติ ดูเหมือนว่านายกประยุทธ์เริ่มจับทางไม่ถูกในการบริหารประเทศในภาวะปกติ ทำให้คะแนนนิยมดิ่งเหวลงมาเรื่อย ๆ โดยผลโพลของนิด้าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 6 เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่าผลที่ได้ต่ำมาก โดยกลุ่มที่บอกว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วเหลือเพียง  39.05 %และถูกซ้ำเติมด้วยการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1 ในปลายเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งนายกประยุทธ์ก็พ่ายแพ้ให้กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยประชาชนที่หนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีมีเพียง ร้อยละ 23.74 ในขณะที่นายธนาธรได้คะแนนนิยมที่ ร้อยละ 31.42 โดยกลุ่มที่ไม่สนับสนุนนายกประยุทธ์ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 35 ปี กลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มคนทำงานบริษัทเอกชน

คะแนนนิยมที่ลดลงของพลเอกประยุทธ์ ในปลายปี 2562 ประกอบกับกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านพลเอกประยุทธ์ในรูปแบบของคนรุ่นใหม่ เช่น “วิ่งไล่ลุง” หรือ “แฟรชม๊อบ” ในช่วงต้นปี 2563 ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่านายกประยุทธ์คงไปไม่รอดแน่ และคาดว่าไม่เกินเมษายน 2563 คนรุ่นใหม่จะได้ good bye ลุงตู่สะที แต่การระบาดอย่างไม่คาดคิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน ทำให้กิจกรรมทางการเมืองต่อต้านนายกประยุทธ์ต้องหยุดลง ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกรอบจนต้องประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ที่พลเอกประยุทธ์ได้แสดงฝีมือในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดีมากจนหลายประเทศและองค์กรด้านสาธารณสุขจำนวนมากต่างก็ชื่นชมในความสำเร็จของประเทศไทยด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยแปลกใจที่ ผลการสำรวจของนิด้าโพล เรื่อง “1 ปี นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”ซึ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563 จะพบว่าคะแนนนิยมของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้นทุกด้านเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อหกเดือนก่อน โดยจะขอนำผลโพลเฉพาะข้อแรกพร้อมข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญมานำเสนอในบทความนี้ แต่หากใครต้องการดูผลโพลฉบับเต็ม ที่มี สองข้อใหญ่และห้าข้อย่อย (แต่ไม่มีข้อมูลเชิงลึก) ให้ดูได้จาก website ของนิด้าโพล http://  http://nidapoll.nida.ac.th

นิด้าโพลถามถึง ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 15.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะ มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ พูดจริงทำจริง ชัดเจน มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ ตั้งใจจริง และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้นร้อยละ 35.60 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯได้ค่อนข้างดี เพราะ บริหารจัดการโรคโควิด-19ได้ค่อนข้างดี แก้ปัญหาความไม่สงบได้ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำงานดี ไม่วุ่นวาย ดูแลจัดการบ้านเมืองได้ดี ร้อยละ 27.44 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะ การทำงานยังมีจุดบกพร่อง ยังแก้ไขไม่ตรงจุด การบริหารงานการตัดสินใจทำได้ไม่ดี มีความล่าช้า แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนยังเดือดร้อน ร้อยละ 20.48 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ดีเลย เพราะ การบริหารงานประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ดีทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ได้ใส่ใจประชาชนเท่าที่ควร และร้อยละ 0.56 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ผู้ที่ระบุว่าทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 39.05 % เป็น 51.52 % ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 12.47 % ในขณะที่กลุ่มที่บอกว่าทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี มีสัดส่วนลดลงจาก 59.7 % เป็น 47.92 % และเมื่อแตกดูข้อมูลเชิงลึกในลักษณะประชากรก็พบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น

ประเด็นแรก คนส่วนใหญ่ของทุกภูมิภาคเลือกที่จะบอกว่านายกประยุทธ์ทำงานในตำแหน่งได้ค่อนข้างดี และเมื่อรวมสัดส่วนผู้ที่เห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีเข้าด้วยกัน และนำมาเปรียบเทียบในแต่ละภาค พบว่า คนภาคใต้คือกลุ่มที่พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์มากที่สุดรวมกันถึง 69.59 %ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนถึง 32.60 %

เหตุผลที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมากในภาคใต้อาจจะเกิดจากนโยบายการประกันรายได้ชาวสวนยางและสวนปาล์ม หรืออาจจะเกิดจากความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากเกิดจากเหตุผลข้อแรกเป็นส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้กำลังกลับมาทวงบัลลั่งคืนเนื่องจากทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าเกิดจากเหตุผลข้อสอง พรรคประชาธิปัตย์ “สยองแน่ ๆ” เพราะหากก่อความวุ่นวายในรัฐบาลผสมของลุงตู่ หรือ ไม่ชูลุงตู่นำในการหาเสียง คนใต้อาจไม่พอใจและอาจจะส่งผลต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็เป็นได้

อีกภาคหนึ่งที่คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์เพิ่มขึ้นมากคือ กรุงเทพมหานคร โดยสัดส่วนของผู้บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีรวมกันแล้วอยู่ที่ 51.78 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนถึง 16.99 %ในขณะที่ผู้ที่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดีรวมกันอยู่ที่ 47.32 %ซึ่งการที่ผลการสำรวจเป็นไปในทางพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ คาดว่าน่าจะเกิดจากสมรรถนะของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการประกาศเคอร์ฟิวที่ทำให้ปัญหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุในกรุงเทพลดลง ในขณะที่ภาคอื่น ๆ ก็มีสัดส่วนการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาคกลางเพิ่มขึ้น 6.14 % ภาคเหนือเพิ่มขึ้น 9.19 % ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 9.18 %

อย่างไรก็ตามในภาคกลางและภาคเหนือพบว่าผู้ที่มองว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี มีสัดส่วนน้อยกว่า ผู้ที่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี แต่ก็ใกล้เคียงกันมาก โดยในภาคกลางอยู่ที 46.29 % และ53.40 % ในภาคเหนืออยู่ที่ 48.92 % และ50.21 % ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งน่าสนใจใหญ่เพราะสัดส่วนทั้งสองฝั่ง เรียกได้ว่าแทบจะเท่ากันอยู่ที่ 49.51 % และ 49.75 %

ประเด็นที่สองด้านอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งพอใจการทำงานของพลเอกประยุทธ์ โดยกลุ่มที่ส่วนใหญ่บอกว่าพลเอกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี คือ กลุ่มผู้ที่มีอายุ 46 – 59 ปี (57.63 %) และกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี (65.76 %) ใขขณะที่กลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 46 ปีกลับมองไปในทางตรงข้าม คือเห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี อย่างเช่น กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (71.43 %) กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปี (62.08%) และ กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี (55.02 %) ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ social media โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน ที่อายุประมาณ 18 – 25 ปี เป็นวัยที่ค่อนข้างจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากวัยอื่น ๆ อย่างมาก เป็นวัยที่ชื่นชอบอิสระเสรีภาพ และส่วนใหญ่ชอบคิดและทำตามกระแสของคนวัยเดียวกัน โดยในกลุ่มนี้มีผู้พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์เพียง 28.57 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนเพียง 4.25 %และนั้นอาจหมายถึงว่าหกเดือนที่ผ่านมา รวมถึงช่วงของการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 นายกประยุทธ์ไม่สามารถครองใจเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักท่องsocial media เหล่านี้ได้เลย อย่างไรก็ตาม หากมองในทางบวก อย่างน้อยที่สุดทุกกลุ่มก็พอใจในการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอายุ 46 – 59 ปี คือกลุ่มที่เปลี่ยนใจมาพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหกเดือนก่อนโดยเพิ่มขึ้นถึง 18.06 %

ประเด็นที่สามด้านระดับการศึกษาของประชาชน พบว่า ทุกกลุ่มระดับการศึกษามีความพอใจในการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้น  โดยกลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีคือผู้ที่เปลี่ยนใจจากหกเดือนก่อนมากที่สุดคือ พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ จาก 34.62 % เป็น 62.5 % (เพิ่มขึ้น 27.88 %)  รองลงมาคือผู้จบระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า จาก 30.3 % เป็น 56.72 % (เพิ่มขึ้น 26.42 %) ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งคาดว่าน่าจะมาจากผู้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ระยะเวลาสามเดือน ในขณะที่ผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาคือกลุ่มคนที่พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์สูงสุด อยู่ที่ 63.16 % แต่ถ้าถามว่าผู้คนที่มีการศึกษาระดับใดที่ส่วนใหญ่มองการทำงานของนายกประยุทธ์ว่าไม่ดีเลยหรือไม่ค่อยดี คำตอบคือผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (55.25 %) และผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี (57.94 %)

ประเด็นที่สี่ด้านอาชีพ พบว่าทุกกลุ่มอาชีพพอใจการทำงานของนายกเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับหกเดือนก่อน โดยกลุ่มที่พอใจเพิ่มขึ้นมากสุดคือกลุ่ม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐวิสาหกิจ จาก ร้อยละ 42.01 เป็น ร้อยละ 61.61 (เพิ่มขึ้น 19.6 %) ในขณะที่กลุ่มที่พอใจเพิ่มขึ้นน้อยสุด (หรือจะเรียกว่าไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้) คือกลุ่มพนักงานเอกชน จาก 31.67 % เป็น 32.68 % ซึ่งกลุ่มที่มีความคิดเห็นคล้ายกับพนักงานเอกชน ที่ส่วนใหญ่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดีคือ กลุ่ม เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระ (53.16 %) และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา (72.22 %)  สำหรับกลุ่มที่ส่วนใหญ่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีคือ กลุ่มพ่อบ้าน-แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ หรือว่างงาน (64.84 %) กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ รับวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกรและประมง (58.42 %) และกลุ่มรับจ้างทั่วไป (52.12 %)

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือด้านระดับของรายได้ พบว่า โดยทุกกลุ่มรายได้มีความพอใจเพิ่มขึ้นต่อการทำงานของนายกประยุทธ์  โดยกลุ่มที่เห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี คือกลุ่ม ผู้ไม่มีรายได้ (58.85 %) และกลุ่มผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (58.82 %) และทั้งสองกลุ่มนี้คือแฟนพันธ์แท้นายกประยุทธ์ตั้งแต่มีโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนกลุ่มที่เหลือส่วนใหญ่มองว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี โดยกลุ่มผู้มีรายได้ 10,001 – 20,000 บาทต่อเดือนคือกลุ่มที่ไม่พอใจพลเอกประยุทธ์สูงสุด (57.69 %) ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะเป็นลูกจ้างรายวันที่อยู่ได้ด้วยค่าโอที พ่อค้า-แม่ค้ารายย่อยที่ไม่มีตลาดนัดให้ขายในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการที่อยู่ได้ด้วยค่า commission หรือค่านายหน้าและโบนัสประจำปี เป็นต้น

จากการศึกษาอย่างคร่าว ๆ ข้างต้น อาจจะสามารถแบ่งเป็นสามกลุ่มคนที่มีทัศนคติต่อการทำงานของพลเอกประยุทธ์ในรอบ 1 ปี ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มแรกคือกลุ่มที่เอนไปอย่างมากในทางพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ คือกลุ่มคนใต้ กลุ่มผู้มีอายุ 46 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของนายกประยุทธ์ ผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาและผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี กลุ่มพ่อบ้าน-แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกรและประมง และกลุ่มผู้ไม่มีรายได้และมีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน

กลุ่มที่สองคือผู้ที่มีแนวโน้มอย่างแรงในการไม่พอใจ (อาจรวมถึงต่อต้านด้วย) ในการทำงานของนายกประยุทธ์ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี และรวมถึงกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปีด้วย ถัดมาคือกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มพนักงานเอกชน กลุ่มนักเรียนนักศึกษา และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือน

ส่วนกลุ่มที่สามคือที่เหลือทั้งหมดที่สัดส่วนความแตกต่างระหว่างพอใจและไม่พอใจ ไม่ได้ห่างกันมากมายนักและพร้อมที่จะแกว่งตัวไปมาได้ตลอด โดยเฉพาะการเคลื่อนระหว่าง การมองว่าทำงานได้ค่อนข้างดีและทำงานได้ไม่ค่อยดี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการที่มีผู้พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่น่าจะมาจากสาเหตุในเรื่องสมรรถนะในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่วิกฤติไวรัสโควิด-19 กำลังจะเบาลงและเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการผ่อนปรนระยะที่สี่ ที่จะทำให้สังคมเข้าสู่ชีวิตปกติมากขึ้น (แต่ new หรือ old ไม่รู้นะ) ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาของนายกประยุทธ์ในการบริหารประเทศในภาวะปกติช่วงหกเดือนแรกของการเป็นนายก ฯ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นแล้วว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ ฉะนั้นหากพลเอกประยุทธ์ต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จะต้องเริ่มพิสูจน์ตนเองว่าไม่ได้เก่งแค่ในภาวะวิกฤติ แต่ในภาวะปกติก็สามารถนำพาประเทศไปได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจคือหัวใจสำคัญที่จะบอกว่า เราควรจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาต่อไปอีกหรือไม่

เหงาไปมั้ย’ธรรมนัส’หาเสียงลำปางกร่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433113?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

เหงาไปมั้ย’ธรรมนัส’หาเสียงลำปางกร่อย

เหงาไปมั้ย'ธรรมนัส'หาเสียงลำปางกร่อย

7 มิถุนายน 2563 – 16:35 น.

ผิดคาด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปหาเสียงที่ลำปาง ไร้เงา ส.ส. เดินตามหลังเหมือนเก่า เหงาเงียบ ผิดฟอร์มผู้มากบารมี

วันหยุดสัปดาห์ ขบวนหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 มีความคึกคักขึ้นมาบ้าง แต่บรรยากาศโดยรวมไม่เท่ากับการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่น และกำแพงเพชร เนื่องจาก “แชมป์เก่า” จากค่ายจันทรสุรินทร์ ไม่ลงสนาม

สำหรับตัวเต็งอย่าง “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ หมายเลข 1 ที่หาเสียงแบบเงียบๆเหงาๆมาตลอดสัปดาห์ ทีมงานหมอรวยก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

เมื่อแม่ทัพใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา วันนี้ถอดหมวก รมช.เกษตรฯ ออกหาเสียงช่วยลูกพรรค “หมอรวย” หรือ สจ.วัฒนา คนดัง อ.เกาะคา

เทีี่ยวนี้ “ผู้กองธรรมนัส” มากินนอนอยู่ที่ จ.ลำปาง โดยเริ่มต้นวันเสาร์ ร.อ.ธรรมนัส และคณะไปที่ตลาดเช้าหน้าวัดลำปางหลวง ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง

แปลกใจมากที่เห็นคณะผู้กองธรรมนัส ไม่มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มาเดินช่วยหาเสียง เหมือนตอนที่ไปหาเสียงเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น ทำเอาขบวนหาเสียงของผู้กองคนดัง ดูเงียบเหงาพิกล

ประกอบกับข่าวความขัดแย้งแตกแยกภายในพรรคพลังประชารัฐ ทำเอาคอการเมืองแถวลำปาง ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้กองธรรมนัสอาจต้องการทำตัวโลว์โปร์ไฟล์ ไม่ต้องการให้มีภาพ ส.ส.มาเดินตามเป็นพรวนเป็นเก่า

ดังที่ทราบกัน “ผู้กองธรรมนัส” ตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มสามมิตร และกลุ่มวิรัช-เสี่ยเฮ้ง แถมมีข่าวเป็นรัฐมนตรีคนแรกๆ ที่อาจถูกปรับออก หากมีการปรับ ครม.ในเร็ววันนี้

หรือว่า ผู้กองธรรมนัสมั่นใจว่า สนามเลือกตั้งซ่อมลำปางเที่ยวนี้ ไม่มีชื่อ พินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต ส.ส.ลำปาง 13 สมัย ก็ไม่มีใครที่เป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของพรรคพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดวันนี้ ก็จะลงหาเสียงให้ครบทุกอำเภอ ได้แก่เกาะคา,เสริมงาม, สบปราบ, เถินและแม่พริก

อนึ่ง “หมอรวย” หรือ วัฒนา สิทธิวัง เป็น ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.เกาะคา มาหลายสมัยแล้ว ซึ่งการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ได้ 30,198 คะแนน เป็นลำดับที่ 2 รองจากอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ จากพรรคเพื่อไทย

เหงาไปมั้ย'ธรรมนัส'หาเสียงลำปางกร่อย

รู้ลึกวันเฉลิม ‘จรรยา’ คุยทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

รู้ลึกวันเฉลิม ‘จรรยา’ คุยทหาร

รู้ลึกวันเฉลิม 'จรรยา' คุยทหาร

7 มิถุนายน 2563 – 15:52 น.

จรรยา ยิ้มประเสริฐ แดงลี้ภัยในยุโรปอ้างได้คุยกับ “นายทหารไทย” กรณีวันเฉลิมหายตัวไป

ก่อนหน้าการหายตัวไปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมการเมืองชาวไทยที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา ปรากฏว่า “แดงล้มระบอบ” ในยุโรป ได้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง

“จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักสิทธิมนุษยชนด้านแรงงาน ที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์ ได้ประสานกลุ่มเอ็นจีโอชาวเยอรมัน ปั่นกระแสต้านเผด็จการชนชั้นนำ

มีข้อน่าสังเกตุประการหนึ่ง บ่อยครั้ง “จรรยา” จะอ้างถึง “แหล่งข่าว” ในกัมพูชา และตัวจรรยาเองจะมีทัศนะเชิงลบต่อสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

เมืื่อปลายปีที่แล้ว สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านเขมรเตรียมแผนกลับพนมเปญ จรรยาก็อ้างรายงานข่าว กัมพูชากับไทย มีแผนแลกเปลี่ยนนักโทษการเมืองซึ่งกันและกัน ทำเอาคนไทยที่ลี้ภัยอยู่ในกัมพูชาปั่นป่วน

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2563 พลันที่มีข่าว “วันเฉลิม” หายตัวไป จรรยาได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “วันเฉลิมถูกจับตัวจากกลุ่มคนที่พูดภาษาเขมร และคาดว่าจะมีคนไทยร่วมอยู่ด้วย ไปจากที่หน้าคอนโดที่พักของเขา และมีการทุบศีรษะวันเฉลิม ก่อนนำตัวขึ้นรถไป มีการพยายามติดตามรถที่นำตัวเฉลิมมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย…”

จรรยาอ้างข้อมูล “แหล่งข่าว” ในเขมร และเธอยังโพสต์ “นามบัตรนายทหารไทย” คนหนึ่ง โดยอ้างว่า แหล่งข่าวส่งนามบัตรมาให้

วันที่ 6 มิ.ย.2563 จรรยาได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “เช้านี้จรรยา เลยตัดสินใจโทรหาพันเอก…ตามเบอร์ที่มีคนส่งนามบัตรมาให้ เพราะต้องการทราบจริงๆว่า ใครอุ้มวันเฉลิม”

นายทหารผู้ที่จรรยาโทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องวันเฉลิมนั้น เป็นนายทหารฝ่ายประสานงานไทย-กัมพูชา(ตามชื่อและหน่วยงานในนามบัตร)

“พันเอก..พูดคุยด้วยอย่างมิตร บอกว่ามีคนโทรมาถามหลายคนอยู่เหมือนกัน..“ ซึ่งนายทหารคนนั้น บอกว่า ”ไม่รู้เรื่องปฏิบัติการอุ้มวันเฉลิมเลย ปฏิบัติการลับอะไรแบบนี้ ทหารที่มีตำแหน่งอย่างเปิดเผยจะไม่ได้รับแจ้งในเรื่องปฏิบัติการลับแบบนี้”

ข้อมูลของจรรยา ไม่มีหลักฐานเป็นคลิปเสียงว่า นายทหารคนนั้นพูดคุยกับจรรยาจริง นอกจากนามบัตรที่จรรยาอ้างว่า เป็นของนายทหารคนนั้น

จรรยาอาจจะปั้นเรื่องขึ้นมาก็ได้ เหมือนจะโยนบาปไปที่ทหารไทย เหมือนการเขียนลอยๆว่า รถคนร้ายนำตัววันเฉลิมมุ่งหน้าประเทศ

ครั้งหนึ่ง “จรรยา” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นยาวเหยียด เรื่องนักการเมืองคนรุ่นใหม่เสนอประเด็น “พาผู้ลี้ภัยการเมืองกลับบ้าน”​ โดยไม่พูดที่ต้นตอปัญหาของการลี้ภัย นี่คือการหลงประเด็น

“แน่นอนชีวิตของผู้เลือกสู้อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว และไม่ได้เลือกอยู่ต่างประเทศเพื่อใช้ชีวิตโดยตั้งหลักปักฐานที่ต่างแดน มันลำบากกันมาก และก็ไม่อาจหลีกพ้นจากการข่มขู่คุกคาม และก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว…”

ดูเหมือน นักประชาธิปไตยจ๋าในเมืองไทยทั้งหลาย มองว่า ผู้ลี้ภัยคดี 112 เป็นแค่ “คนคิดต่างทางการเมือง” แต่จรรยากลับมองว่า ผู้ลี้ภัยเป็นนักต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

รู้ลึกวันเฉลิม 'จรรยา' คุยทหาร

รู้มั้ย ‘ไตรศุลี’ ลูกบ้านใหญ่ศรีสะเกษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433089?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

รู้มั้ย ‘ไตรศุลี’ ลูกบ้านใหญ่ศรีสะเกษ

รู้มั้ย 'ไตรศุลี' ลูกบ้านใหญ่ศรีสะเกษ

7 มิถุนายน 2563 – 11:58 น.

“ไตรศุลี” รองโฆษกชุดไหมอีสาน มีใครรู้บ้าง เธอเป็นลูกสาว “บ้านใหญ่” ของจริง เมืองศรีสะเกษ

แม้จะมีแฟนเพจ “กวาง ไตรศุลี ไตรสรณกุล” มาตั้งแต่รับตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่น่าจะมีเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย.2563 ที่ได้เห็น “รองกวาง” ในแบบสาวเก่งเมืองศรีนครลำดวน

เมื่อ “กวาง” หรือไตรศุลี ไตรสรณกุล โพสต์ภาพตัวเองในลุคสาวสวนทุเรียน “ถ้าไม่อร่อยจริง ไม่ลงทุนปีนขนาดนี้ค่ะ คุณพี่เจ้าของสวนท้าให้พิสูจน์คุณภาพ #ทุเรียนภูเขาไฟ กวางเคาะเองกับมือเลยค่ะ ส่วนจะหวาน มัน อร่อยแค่ไหนรอชิมนะคะ แล้วเจอกันใหม่กับ #กวาง #รองโฆษกนักรีวิวนะคะ”

นี่คือนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพ และเป็นตัวตนของสาวน้อยจากตระกูลการเมืองท้องถิ่น

ถ้าสังเกตให้ดี ไตรศุลี จะสวมชุดผ้าไหมศรีษะเกษ มาแถลงข่าวอยู่บ่อยๆ นัยว่า เธอต้องการโปรโมตสินค้าอาภรณ์พื้นถิ่น

ล่าสุด “รองกวาง” สวมชุดผ้าไหมจากอำนาจเจริญ น่าจะเป็นทีมงาน “เจ๊รวย” ภูมิใจไทยอำนาจเจริญเป็นผู้สนับสนุนหลัก

“กวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นลูกสาวของ วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้มาหลายสมัยแล้ว

ถามว่า “บ้านใหญ่” เมืองศรีสะเกษ อยู่ที่ไหน ตอบได้ทันที ก็คือ “บ้านใหญ่ไตรสรณกุล” นั่นเอง

“วิชิต” เป็นชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จึงมีฐานธุรกิจการเกษตรและการเมืองท้องถิ่น มาแต่สมัยรุ่นเตี่ย “ฮวด ไตรสรณกุล” อดีต ส.จ.ศรีสะเกษ ปี2518

เมื่อปี 2522 เตี่ยฮวดติดปัญหาคุณสมบัติ รัฐธรรมนูญปี 2522 ห้ามคนต่างด้าว เล่นการเมือง ภารกิจของเตี่ย จึงตกมาที่พี่ชาย วีระ ไตรสรณกุล เป็น ส.จ.ศรีสะเกษ จนมาถึงรุ่นของวิชิต โดยเขาได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.ศรีสะเกษ สมัยแรกเมื่อปี 2543

กลยุทธ์ของวิชิต ชูประเด็นความเป็นท้องถิ่นนิยมภายใต้ชื่อ “กลุ่มคนท้องถิ่น” โดยดึงตระกูลการเมืองในศรีสะเกษ มาเป็นรองนายก อบจ. ไล่มาตั้งแต่มานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ น้องชายของ ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเล็กเมืองศรีสะเกษ, วิเชียร ถิระเลิศพานิชย์ ที่มีฐานการเมืองอยู่ชายแดนกันทรลักษ์ และ อภิศักดิ์ แซ่จึง หลานชายของ ปวีณ แซ่จึง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ (ปัจจุบัน ผ่องศรี แซ่จึง ภรรยาปวีณ เป็น ส.ส.แทน)

การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 เป็นครั้งแรกที่ “วิชิต” ส่งลูกสาว “กวาง” ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 30

จริงๆแล้ว ตระกูล “ไตรสรณกุล” อยู่ในการเมืองระดับชาติมานานแล้ว “ธีระ ไตรสรณกุล” ลูกชายคนที่2ของเตี่ยฮวด และพี่ชายของวิชิต ก็เป็น ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย มาหลายสมัย

เช่นเดียวกับลูกสาวคนเล็กของเตี่ยฮวด คือ “อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์” ภรรยาของ “นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์” โดยการเลือกตั้งที่ผ่านมา อุดมลักษณ์ย้ายพรรคจากภูมิใจไทย กลับเพื่อไทย พร้อมดันสามี “จาตุรงค์” สวมเสื้อเพื่อไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 4

แม้จะอยู่คนละพรรค แต่เมื่อถึงเลือกตั้งนายก อบจ.ศรีสะเกษ คนการเมืองตระกูลไตรสรณกุล ก็หลอมใจเป็นหนึ่งเดียวหนุนวิชิต ตามภาษิตจีนที่ว่า เลือดข้นกว่าน้ำ

ชีวิตวันเฉลิม ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433079?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ชีวิตวันเฉลิม ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’

ชีวิตวันเฉลิม ในเงื้อมมือ 'ฮุนเซน'

7 มิถุนายน 2563 – 10:12 น.

โปรย-สมเด็จฮุน เซน เป็นยอดนักกลยุทธ์ นักสิทธิมนุษยชนไทยก็รู้ ไยเรียกร้องให้ผู้นำเขมรรับผิดชอบต่อการหายตัวไปของวันเฉลิม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

เหมือนหนังคนละม้วน ปี 2555 แกนนำ นปช. ตบเท้าเข้าไปคารวะสมเด็นฮุน เซน ถึงทำเนียบพนมเปญ และมีการเตะฟุตบอลมิตรภาพระหว่างวีไอพีเขมร กับทีม นปช. ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมมายังประเทศไทย

มินับ อดิศร เพียงเกษ และวิสา คัญทัพ แต่งเพลงยอยศสมเด็จฮุน เซน ร้องกันบนเวทีทักษิณ ชินวัตร พบเสื้อแดงที่เมืองเสียมเรียบ เปรียบสมเด็จฮุน เซน เป็นสุดยอดผู้นำประชาธิปไตย

ชั่วโมงนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยพลัดถิ่นอย่าง “จอม เพชรประดับ” ออกอาการหงุดหงิดผู้นำเขมรอย่างมาก กรณี “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ผู้ลี้ภัยการเมืองไทย ถูกอุ้มหายไป เหตุเกิดในกรุงพนมเปญ

“ทำไมฮุนเซน ถึงปล่อยให้ความตายมาเยือนผู้ลี้ภัยการเมืองไทยที่ตัวเองเคยให้การช่วยเหลือคุ้มครอง” จอม สื่อผู้รักประชาธิปไตยตะโกนถามนายกรัฐมนตรีตลอดกาลแห่งกัมพูชา

++

ฮุนเซนเปลี่ยน

++

เที่ยงวันของวันที่ 6 มิ.ย.2563 จอม เพชรประดับ ได้สัมภาษณ์ สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Right Watch ประจำประเทศไทย ผ่านการไลฟ์สดทางแฟนเพจเฟซบุ๊ค และยูทูบช่อง Jomvoice channel เกี่ยวปฎิบัติการอุ้ม “วันเฉลิม” ในแผ่นดินเขมร

“สุณัย” กล่าวว่า ทั้งไทยและกัมพูชาปิดปากเงียบต่อเรื่องนี้ ทั้งๆที่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการอุ้มหายในเมืองหลวงกัมพูชาจริง แต่กัมพูชากลับปฎิเสธ ไม่รู้ไม่เห็น ทำให้เชื่อได้ว่านี่เป็นความร่วมมือกันของสองประเทศที่จะส่งนักโทษทางการเมืองระหว่างกัน ซึ่งเป็นการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ และจะสร้างความเสียหายต่อกัมพูชามากกว่าไทย

ที่ปรึกษา Human Right Watch ประเมินว่า การที่ผู้ลี้ภัยการเมืองไทยในกัมพูชา ตกเป็นเป้าที่จะถูกอุ้มฆ่าเพราะสมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการเมืองกับไทย เป็นการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเผด็จการมากกว่าจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายประชาธิปไตยของไทยเหมือนที่ผ่านมา

ฮุนเซนเปลี่ยนจุดยืนต่อไทยมา 5-6 ปีแล้ว จอมและสุณัย ไปอยู่ไหนมา..หรือทำใจไม่ได้

++

เปลี่ยนมานานแล้ว

++

ถ้าจำกันได้ ก่อนวันฉลองเอกราช 9 พ.ย.2562 “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้ปลุกระดมมวลชนและวางแผนนัดแรงงานชาวเขมรในไทย ให้ไปรวมตัวแถวชายแดนปอยเปต โดยสม รังสี เตรียมนั่งเครื่องบินจากปารีสมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ

เวลานั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สกัดแผนการปลุกระดมมวลชนอดีตผู้นำฝ่ายค้านเขมร ทุกรูปแบบ ตั้งด่านตรวจเข้มจากกรุงเทพฯถึงชายแดน จนสม รังสี ต้องพับแผน ถอยไปอยู่มาเลย์

นี่คือผลพวงจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสมเด็จฮุน เซน กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฝ่ายประชาธิปไตยไทยหลายองค์กร ต่างให้การสนับสนุนแผนการของสม รังสี แถมเอ็นจีโอไทยบางกลุ่ม ยังเข้าร่วมปลุกระดมแรงงานเขมร ซึ่งหน่วยข่าวความมั่นคงของไทยก็ทราบดี

อันที่จริง แกนนำเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในเขมร ต่างก็รู้เงื่อนไขดี “หากจะอยู่ ต้องหยุดเคลื่อนไหวการเมือง” คนอย่าง แอนตี้ พิษณุ พรหมสร และ พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์ จึงยุติการใช้สื่อออนไลน์แสดงความเห็นทางการเมือง

ทำไมวันเฉลิม จะไม่รู้เงื่อนไขดังกล่าว..หรือว่า วันเฉลิม พึ่งพานักการเมืองอีกขั้วหนึ่งในเขมร?

จอมเล่า เบื้องหลัง “วันเฉลิม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433048?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

จอมเล่า เบื้องหลัง “วันเฉลิม”

จอมเล่า เบื้องหลัง "วันเฉลิม"

“จอม เพชรประดับ” เล่าเรื่องผู้ลี้ภัยในเขมร “วันเฉลิม” ฉลาด เก่งไอที มีแผนทำสื่อต้านเผด็จการทหาร

++
หลังการหายตัวไปของ “ต้า” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวต้านเผด็จการไทย “จอม เพชรประดับ” ได้บอกเล่าเรื่องของ “น้องต้า..ที่ผมรู้จัก” ผ่านแฟนเพจ Jom Petchpradab

          “ผมพบน้องต้า วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ครั้งแรกที่เขมร ประมาณกลางเดือนมิถุนายน ปี 2557 หลังรัฐประหารผ่านไปเดือนกว่า เราคุยกันว่า จะออกมาทำสื่อในต่างประเทศด้วยกัน เพื่อต่อต้านเผด็จการในประเทศไทย เพราะยากแล้วที่คนไทยจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนับจากนี้ไป ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะอยู่ในฐานะผู้ลี้ภัย (ยังไม่ถูกตั้งคดีจาก คสช.) น้องต้ากระตือรือล้นมากที่จะทำงานร่วมกัน และไม่กี่วันต่อมา ผมก็ต้องบินไปอเมริกา เพื่อวางแผนรวมพลสื่อมวลชนคนลี้ภัยในต่างประเทศที่อเมริกา จากนั้นก็ไม่ได้เจอกับน้องต้าอีกเลย..”

          เรื่องที่จอมเล่าเรื่องต้า-วันเฉลิมกับขบวนการต่อต้านเผด็จการนั้น ตรงกับที่ “สุรชัย แซ่ด่าน” เล่าผ่านรายการปฏิวัติไทย ทางยูทูบ สมัยอยู่ที่เมืองลาวว่า เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ, สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, โกตี๋ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, อาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์, วัฒน์ วรรลยางกูร, พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ฯลฯ

จอมเล่า เบื้องหลัง "วันเฉลิม"

วันเฉลิม สมัยอยู่ในเขมร

          จักรภพ เพ็ญแข รับปากจะไปจัดตั้ง”องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ

          จอมยังเล่าถึงชีวิตของต้า-วันเฉลิม ว่า “น้องต้า ฉลาด ปราดเปรื่อง คล่องและว่องไวโดยเฉพาะด้านไอที แต่เขาก็ไม่ยอมที่จะเข้ามาลี้ภัยการเมืองในอเมริกา ทั้งๆ ที่เขามีโอกาสมากกว่าคนอื่น ทั้งในการเดินทางและมีโอกาสที่จะเลือกไปลี้ภัยในประเทศไหน ก็ได้ถ้าเขาต้องการ แต่ไม่ทราบเหตุ จึงยังปักหลักอยู่ในกัมพูชา”

          หลายปีผ่านมา สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในลาว และกัมพูชา ไม่สู้ดี จอมก็เล่าเพิ่มเติมว่า “มีการส่งสัญญาณเตือนไปยังพี่น้องผู้ลี้ภัย ทั้งในลาว และเขมร อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะในลาว แต่ดูเหมือน น้องต้า ก็ยังมั่นใจถึงความปลอดภัยในเขมร”

จอมเล่า เบื้องหลัง "วันเฉลิม"

ปี 2559 วันเฉลิมไปถ่ายทำสารคดีวงไฟเย็นที่ สปป.ลาว

          หลังจากโกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ถูกอุ้มหายไป จอมติดต่อกับต้า-วันเฉลิม ครั้งสุดท้ายว่า “…เขาบอกจะวางมือทางการเมืองและหันมาทำธุรกิจ โดยใช้กัมพูชาเป็นฐาน เป็นธุรกิจส่งออก เคยชวนผมร่วมด้วย แต่ก็เงียบไป มาทราบอีกทีว่าทำเกษตรแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่เขามั่นใจที่จะอยู่ในเขมรต่อไป เพราะคิดว่า หากวางมือทางการเมืองคือ ลดการทำคลิปวิพากษ์วิจารณ์การเมือง..เขาคงจะปลอดภัยและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอยู่ในเขมรได้ ซึ่งปกติแล้ว แต่สุดท้ายก็ผิดคาด..”

          ดูเหมือนว่า จอมไม่ได้เล่าเรื่องวันเฉลิม สร้างแฟนเพจ “กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ” ซึึ่งตำรวจไทยรู้ดีว่า เขาอยู่ในพนมเปญ และเคยเข้าไปตามล่าตัววันเฉลิมในกัมพูชาหลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

จอมเล่า เบื้องหลัง "วันเฉลิม"

วันเฉลิม ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งปี 2557

“ปารีณา” กว่าจะเป็น ส.ส. ไม่ง่ายนะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

“ปารีณา” กว่าจะเป็น ส.ส.  ไม่ง่ายนะ

"ปารีณา" กว่าจะเป็น ส.ส.  ไม่ง่ายนะ

เป็น ส.ส.ไม่ง่าย “ปารีณา ไกรคุปต์” พิสูจน์แล้ว 4 สมัย วันนี้คนจอมบึง ยังรักเธอ เพราะเป็นคนติดดิน

++
การเลือกตั้งทั่วไป 6 ม.ค.2544 ใช้กติกาใหม่ “เขตเดียว เบอร์เดียว” เกิดปรากฏการณ์ล็อกถล่มที่ราชบุรี เขต 3 (โพธารามและจอมบึง) เมื่อลูกสาวกำนัน ประไพพรรณ เส็งประเสริฐ พรรคประชาธิปัตย์ ล้มสิงห์เฒ่า “ทวี ไกรคุปต์” พรรคไทยรักไทย

          ประไพพรรณ ไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน อาศัยบารมีพ่อ-กำนันคนดัง และทีม ปชป.ราชบุรี หาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน เอาชนะแชมป์เก่าหลายสมัยไปได้

          อีก 4 ปีต่อมา ทวี ไกรคุปต์ ตัดสินส่งลูกสาว “ปารีณา ไกรคุปต์” ลงสนามแทน ในสีเสื้อพรรคไทยรักไทย เหมือนเดิม

"ปารีณา" กว่าจะเป็น ส.ส.  ไม่ง่ายนะ

          ช่วงหาเสียง ทวีได้จัดทำเอกสารแนะนำตัวลูกสาว “เอ๋ ปารีณา” เพื่อฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจชาวโพธาราม และจอมบึง โดยตอนหนึ่ง ทวีบรรยายภาพค่ำคืนแห่งความปราชัย ต้นปี 2544

          “ผมต้องพบความพ่ายแพ้ แพ้ใครมาจากไหน ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ค่ำคืนนั้น ผมนั่งดูผลการเลือกตั้งอยู่กับภรรยาและปารีณา ลูกสาวที่เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา มาเยี่ยมบ้าน นั่งดูอยู่ที่บ้านในตลาดโพธาราม จนถึงเที่ยงคืน โดยไม่มีใครมาหามาเยี่ยมเยือนผมแม้แต่คนเดียว จนแน่ชัดว่าแพ้แน่แล้ว ผมจึงออกจากบ้าน ด้วยความ ว้าเหว่และหม่นหมองเดินทางไปพักที่โรงแรมโกลเด้นท์ซิตี้ราชบุรี พร้อมภรรยาและปารีณา คืนนั้นผมนอนไม่หลับ…”

"ปารีณา" กว่าจะเป็น ส.ส.  ไม่ง่ายนะ

          ช่วงทวีสอบตก ก็ออกพบปะชาวบ้านตามปกติ และตัดสินใจวางตัว “ปารีณา” เป็นทายาททางการเมือง โดยเริ่มชิมลางจากการส่งลูกสาวนักเรียนนอก เข้าประกวด “นางสาวไทย 2544” ซึ่งมีการประกวดรอบสุดท้าย วันที่ 12 พ.ค.2544

          “เอ๋ ปารีณา” สาวโพธาราม ไม่ได้ครองมงกุฏนางสาวไทย แต่ก็ได้รับ 2 รางวัล คือ “ขวัญใจภาคกลาง” และ “นางงามมิตรภาพ” จึงทำให้เธอเป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่ายในสายตาชาวบ้าน และในหาเสียง ส.ส.ปี 2548

          สมัยแรกในการหาเสียงเลือกตั้ง ปารีณาได้แจกหนังสือแนะนำตัว มีประวัติของปารีณาเพียงเล็กน้อย และมีประวัติการทำงานของทวี ไกรคุปต์ เสียเป็นส่วนใหญ่ และในเล่มนั้น มีภาพเธอตอนประกวดนางสาวไทยด้วย

"ปารีณา" กว่าจะเป็น ส.ส.  ไม่ง่ายนะ

          ปารีณาจะขึ้นรถกระบะ และนั่งรถซาเล้งตระเวนหาเสียงตามหมู่บ้านเล็กๆ โดยเครือข่ายหัวคะแนนของบิดาเป็นผู้ดำเนินการ

          จริงๆแล้ว ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา แม้ทวีจะไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็ไม่ทิ้งพื้นที่ ได้ออกไปพบชาวบ้าน โดยมีลูกสาวตามไปเป็นเงาทุกหมู่บ้าน

          “ปารีณาเรียนรู้ได้เร็วและชอบอยากเป็นผู้แทนเหมือนพ่อ ปารีณามีเวลามากกว่าผมมาก และผมอายุมากแล้ว ผมจึง ตัดสินใจมอบหมายให้ปารีณาออกงานเป็นตัวแทนของผม เป็นสายใยอยู่กับพี่น้องแทนผม” ทวี ไกรคุปต์พูดถึงปารีณา

"ปารีณา" กว่าจะเป็น ส.ส.  ไม่ง่ายนะ

ปารีณา 2563 ส.ส.คนรากหญ้า

          ปารีณาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เธอคือทายาท ส.ส.ทวี เพราะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.มา 4 สมัยติดต่อกัน (ปี 2548,2550,2554,2562)

          ในพื้นที่ อ.จอมบึง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา แต่ก็เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีการทำฟาร์มเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่ ในสายตาประชาชน ปารีณาลงพื้นที่และช่วยงานชาวบ้านตามร้องขอและเป็นกันเอง รวมไปถึงเป็นคนคุยเก่ง ยิ้มเก่ง และทำตัวติดดิน

          ชาวบ้านแถวจอมบึง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ส.ส.ที่ลงพื้นที่อยู่อย่างสม่ำเสมอก็คือ ปารีณา ไกรคุปต์

ข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 รายวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/433014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 รายวันนี้

ข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 รายวันนี้

ศบค. แถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 รายวันนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ

พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ ศบค. แถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2563 เปิดเผยรายละเอียดสำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และเข้ากักตัวที่ศูนย์กักกันรัฐฯ จัดให้ หรือ State Quarantine

รายที่ 1 เดินทางกลับมาจากประเทศรัสเซีย เป็นเพศชายอายุ 22 ปี อาชีพนักศึกษา เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 เข้าพัก State Quarantine ใน จ.ชลบุรี ผลตรวจยืนยันติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ขณะนี้รักษาตัวที่ รพ.แห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี

รายที่ 2 เพศชายอายุ 39 ปี อาชีพพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศคูเวต เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 เข้าพัก State Quarantine ใน กทม. ตรวจครั้งแรกไม่พบเชื้อ ต่อมาตรวจครั้งที่ 2 ผลตรวจยืนยันติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 4 มิถุนายน 2563

ทั้งนี้ทั้ง 2 รายล่าสุด ไม่มีอาการแต่อย่างใด

ข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 รายวันนี้