SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

กลเกมลึกล้ำ “ธรรมนัส” หักก๊กวิรัช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432582?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

กลเกมลึกล้ำ “ธรรมนัส” หักก๊กวิรัช

กลเกมลึกล้ำ "ธรรมนัส" หักก๊กวิรัช

เกมยึดอำนาจ “อุตตม-สนธิรัตน์” มีความลึกล้ำ “ผู้กองธรรมนัส” โผล่ถือธงนำ แต่ชื่อ “วิรัช-ส.ส.เฮ้ง” หายไปไหน

++
หลายคนมองภาพ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” นั่งแถลงข่าวเรื่องกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ลาออก 18 คน มีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ไม่ต่างโฆษกคณะรัฐประหารนั่งอ่านแถลงการณ์ยึดอำนาจ “อุตตม-สนธิรัตน์” สายตรงของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

          เหมือนทุกอย่างเป็นใจให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขยับขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตัวจริงเสียงจริงเสียที

          จริงๆ แล้ว คนในพรรคพลังประชารัฐ ก็รู้มาแต่แรกแล้วว่า บิ๊กป้อมคือ หัวหน้าพรรคหลังม่าน และบ้านป่ารอยต่อฯ เสมือนที่ทำการพรรคแห่งที่ 2

++
ซ่อนปมซ่อนเงื่อน
++
ปมที่นักวิเคราะห์ข่าวการเมืองพูดกันเยอะ กรณี 18 รายชื่อกรรมการ พปชร.ที่ลาออก กว่าร้อยละ 80 เป็น

          กลุ่มผู้กองธรรมนัส และกลุ่มสามมิตร
ไล่รายชื่อกลุ่มผู้กอง ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา , สุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร ,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ,นิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง และบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

          ส่วนกลุ่มสามมิตร ได้แก่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,สมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,สุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ,นิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ

          เดิมทีคนรับรู้กันว่า “ผู้ธรรมนัส” เป็นสายตรงของ “บิ๊กป้อม” แต่ตอนหลัง ผู้กองธรรมนัสโผล่ไปหาสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล แถมไปคุยกับสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่กระทรวงพลังงาน

          ภาพตรงข้ามกับกลุ่มสามมิตร แรกที่ก่อตั้งพรรค พปชร. “สุริยะ-สมศักดิ์” อยู่กับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บางคนยังเข้าใจว่า “สามมิตร” คือ สมคิด สุริยะและสมศักดิ์ เสียด้วยซ้ำไป

          จู่ๆ สุริยะและสมศักดิ์ พาพลพรรคเข้าพบ “บิ๊กป้อม” ที่สภาฯ เมื่อวันก่อน โดยก่อนหน้านั้น อนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท เข้าออกบ้านป่ารอยต่อฯเป็นว่าเล่น

          กลายเป็นว่ากลุ่มสามมิตร จับมือกลุ่มผู้กองธรรมนัส ลาออกจากกรรมการบริหารพรรค ลอยแพก๊กสมคิด

++
“วิรัช-เฮ้ง”หายไปไหน
++
การไม่ปรากฏชื่อ “วิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส.ส.ชลบุรี ทำให้เกิดความกังขาในกลุ่มนักข่าวสายพรรคพลังประชารัฐ

          เนื่องจาก “วิรัช-ส.ส.เฮ้ง” เป็นแกนนำกลุ่มหนุนบิ๊กป้อมเป็นหัวหน้าพรรคมาแต่แรกๆ โดยการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน ส.ส.กว่า 40 ชีวิตที่ตึกวัน รัชดา ที่มีข่าวว่าจะเป็นที่ทำการพรรคแห่งใหม่

          ระยะหลังๆ ยามที่บิ๊กป้อมไปราชการที่ไหน ก็จะเห็นร่างเงาของ “วิรัช” หรือ “ส.ส.เฮ้ง” ตามไปทุกที่

          แม้จะมีชื่อของ สันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ , ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสัมพันธ์ มะยูโซ้ะ ส.ส.นราธิวาส อยู่ในบัญชี 18 กรรมการบริหารพรรคที่ลาออก ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่ม “วิรัช-ส.ส.เฮ้ง” ยังไงก็ไม่เหมือนมีชื่อเจ้าตัวเอง

          พักหลัง วิรัช รัตนเศรษฐ ก็ตกเป็นเป้าจากการทำงานเกินหน้าที่ประธานวิปรัฐบาล โดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส ก็ไม่ชอบบทบาทของวิรัชมากนัก

          การชิงธงหัก “2 กุมาร” โดยตัดชื่อ “วิรัช-เฮ้ง” ออกไปจากโพย 18 กรรมการบริหารพรรค ถือว่าเกมนี้ลึกล้ำมาก

เปิดข้อบังคับ พปชร. ยึดพรรคง่ายจริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432570?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

เปิดข้อบังคับ พปชร. ยึดพรรคง่ายจริงหรือ

เปิดข้อบังคับ พปชร. ยึดพรรคง่ายจริงหรือ

เปิดข้อบังคับ พปชร. พบว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ใช้โหวตเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ คือ สมาชิกพรรค และ ส.ส. ทำให้กลุ่มที่สนับสนุนนายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตหัวหน้าและอดีตเลขาธิการพรรค ยังมีความหวัง

หลังจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐแสดงเจตจำนงลาออก จำนวน 18 คนจากทั้งหมด 34 คน ซึ่งถือว่าเกินครึ่งนั้น ผลที่จะเกิดตามมาไม่ได้มีแค่กรรมการบริหารพรรคเป็นอันสิ้นสภาพยกชุดเท่านั้นแต่ยังมีขั้นตอนตามกฎหมายพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นอีก นั่นก็คือ การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งเมื่อเปิดดูข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ

( อ่านข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ..ที่นี่ )

ข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนมกราคม 2562 มีประเด็นเกี่ยวกับการพ้นตำแหน่งของกรรมการบริหารพรรคและการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เอาไว้แบบนี้

– การลาออกของกรรมการบริหารพรรคเกินครึ่งหนึ่ง เข้าข้อบังคับพรรค ข้อ 15 (3) กรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อกรรมการบริหารพรรคว่างลงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด

– ขั้นตอนหลังจากนี้ ให้จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ให้กรรมการบริหารพรรคชุดเก่าอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับพรรคข้อ 15 เช่นกัน

– การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ต้องดำเนินการโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ตามข้อบังคับพรรคข้อ 40

  องค์ประชุมใหญ่พรรคการเมือง เป็นไปตามข้อบังคับพรรคมาตรา 37 ประกอบด้วย

1. กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด (ชุดที่รักษาการ)

2. ผู้แทนของสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรคการเมือง ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า  2 สาขาซึ่งมาจากต่างภาคกัน

3. ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด

4. สมาชิกพรรคการเมือง

องค์ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ต้องรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่า 250 คน การลงมติให้ถือเสียงข้างมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนมกราคม 2562 เขียนล้อมาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จึงมีขั้นตอนและรูปแบบการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแบบพื้นๆ เท่านั้น ไม่มีข้อกำหนดพิเศษซับซ้อนเหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการให้น้ำหนักคะแนนของโหวตเตอร์แตกต่างกัน เช่น ส.ส. 1 เสียง คิดเป็นคะแนนมากกว่า 1 คะแนน เป็นต้น แต่ของพรรคพลังประชารัฐไม่มีข้อกำหนดพิเศษแบบนั้น

จากข้อบังคับพรรคในลักษณะนี้ ทำให้กลุ่มที่สนับสนุนนายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตหัวหน้าและอดีตเลขาธิการพรรค ยังมีความหวัง เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่ใช้โหวตเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ คือ “สมาชิกพรรค” ซึ่งรวมถึง ส.ส.ด้วย ส่วนกรรมการบริหารพรรคเป็นเพียงเสียงส่วนน้อย (มีแค่ 34 คน ขณะที่ ส.ส.มี 119 คน และสมาชิกอีกจำนวนมาก) ขณะที่ผู้แทนสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวังก็มีไม่มากนัก เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคตั้งใหม่ ฉะนั้นเสียงที่จะชี้ขาดคือเสียงสมาชิกพรรค รวมทั้ง ส.ส. จุดนี้เองทำให้เกิดปรากฏการณ์งัดข้อ-ประลองกำลัง ระดม ส.ส.โชว์เพาเวอร์กันเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐประกาศจะระดมสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศให้มาร่วมประชุมใหญ่พรรคกันมากๆ ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ เพื่อจะได้ลงคะแนนเสียงเลือกฝ่ายที่พวกตนให้การสนับสนุน

มีรายงานล่าสุดจากพรรคพลังประชารัฐว่า สาขาพรรคทั่วประเทศมีราวๆ 4 สาขา และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดมีครบทุกจังหวัด ฉะนั้นโหวตเตอร์กลุ่มนี้ ถ้ามากันครบจะมีราวๆ 80 กว่าคนเท่านั้น ครึ่งหนึ่งก็จะอยู่ที่ 40 กว่าเสียง

ฉะนั้นเสียงส่วนมากในที่ประชุมใหญ่พรรค คือ ส.ส.และสมาชิกพรรค

ชำเเหละ “18 กก.บห.พปชร.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432568?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ชำเเหละ “18 กก.บห.พปชร.”

ชำเเหละ "18 กก.บห.พปชร."

การแจ้งลาออกของ 18 กก.บห. พปชร.ในวันนี้ แปลว่า เกมล้างขั้ว/เปลี่ยนไพ่/สลับเก้าอี้ในพรรค บังเกิดขึ้นเเล้ว…ชำเเหละ “18 กก.บห.พปชร.”…อยู่ขั้วไหน-สัมพันธ์อย่างไร?

หลังจากนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเเถลงข่าวว่า18กรรมการบริหารพรรคจาก 34 คนลาออกทำให้ต้องเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ใน 45วัน เเปลว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคต้องเรียกประชุมวิสามัญพรรคในเวลาดังกล่าว

 กรรมการบริหารพรรคชุดนี้เพิ่งทำหน้าที่ได้ไม่กี่เดือนเเละมีกระเเสข่าวมาเสมอว่าจะมีการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคโดยเปิดทางให้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคเข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเเละจะกระเทือนต่อการปรับครม.ครั้งหน้า

 เเละมีกระเเสข่าวขับไล่ โจมตีกันเองของสมาชิกพรรคนี้เป็นระยะเพื่อเปิดทางล้างไพ่ภายในพรรคอย่างเป็นทางการ

คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันมีทั้งสิ้น 34 คนประกอบไปด้วย
1 .นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค
2 .นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค
3 .นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค
4 .นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค
5 .นายอนุชา นาคาศัย รองหัวหน้าพรรค
6 .นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค
7 .นายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนสมาชิกพรรค
8 .นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ เหรัญญิกพรรค
9 .นายชวน ชูจันทร์ กรรมการบริหารพรรค
10 .นายอิทธิพล คุณปลื้ม กรรมการบริหารพรรค
11 .นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการบริหารพรรค
12 .นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กรรมการบริหารพรรค
13 .นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการบริหารพรรค
14 .นายชาญวิทย์ วิภูศิริ กรรมการบริหารพรรค
15 .นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการบริหารพรรค
16 .นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค
17 .นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กรรมการบริหารพรรค
18 .นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ กรรมการบริหารพรรค
19 .นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการบริหารพรรค
20 .นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กรรมการบริหารพรรค
21 .นายสุพล ฟองงาม กรรมการบริหารพรรค
22 .นายสันติ พร้อมพัฒน์ กรรมการบริหารพรรค
23 .นายวิรัช รัตนเศรษฐ กรรมการบริหารพรรค
24 .นายสุชาติ ชมกลิ่น กรรมการบริหารพรรค
25 .นายไผ่ ลิกค์ กรรมการบริหารพรรค
26 .นายนิโรธ สุนทรเลขา กรรมการบริหารพรรค
27 .นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ กรรมการบริหารพรรค
28 .นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรค
29 .นายสัมพันธ์ มะยูโซะ กรรมการบริหารพรรค
30 .นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค
31 .นางสาวประภาพร อัศวเหม กรรมการบริหารพรรค
32 .นายนิพันธ์ ศิริธร กรรมการบริหารพรรค
33 .ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า กรรมการบริหารพรรค
34 .นายสุรชาติ ศรีบุศกร กรรมการบริหารพรรค

เเละการลาออก18คนในวันนี้ ( 1 มิ.ย.)ของกรรมการบริหารพรรคนั้น ใครเป็นใครบ้าง?เเละอยู่ขั้วใดบ้าง?

บรรทัดจากนี้มีคำตอบ

1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังเเละส.ส.บัญชีรายชื่อ (เเกนนำกลุ่ม ส.ส.เพชรบูรณ์)

2.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เเละส.ส.บัญชีรายชื่อ (เเกนนำกลุ่ม กปปส.)

3.นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส เเละส.ส.บัญชีรายชื่อ (เเกนนำกลุ่ม กปปส.)

4.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (สมาชิกกลุ่ม กปปส.)

5.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม.เขต15  (สมาชิกกลุ่ม กปปส. )
6.นายสกลธี ภัทรธิยะกุล รองผู้ว่าฯกทม.  (สมาชิกกลุ่ม กปปส. )

7.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมเเละส.ส.บัญชีรายชื่อ ( เเกนนำกลุ่มสามมิตร)
8.สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เเละส.ส.บัญชีรายชื่อ  (เเกนนำกลุ่มสามมิตร)
9.นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (กลุ่มสามมิตร)

10.นายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ (กลุ่มสามมิตร)
11. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรเเละสหกรณ์ เเละส.ส.พะเยา เขต1 (เเกนนำกลุ่มธรรมนัส)
12 .นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (สมาชิกกลุ่มธรรมนัส)
13.นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำเเพงเพชร เขต1 (สมาชิกกลุ่มธรรมนัส)

14.นายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง เขต1      (สมาชิกกลุ่มธรรมนัส)
15.นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ เขต6  ( สมาชิกกลุ่มสามมิตร / กลุ่มธรรมนัส)
16.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ เขต3 (สมาชิกกลุ่มสามมิตร /กลุ่มธรรมนัส)
17.นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร เขต3     (สมาชิกกลุ่มสามมิตร/กลุ่มธรรมนัส)
18.นายสัมพันธ์ มะยูโซ้ะ ส.ส.นราธิวาส เขต2  (สมาชิกกลุ่มโคราช แกนนำกลุ่มฯคือนายวิรัช รัตนเศรษฐ)
กรรมการบริหารพรรคบางคนไม่ได้ลงชื่อลาออก เช่นนายอนุชา นาคาศัย รองหัวหน้าพรรคเเละเเกนนำกลุ่มสามมิตร แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่เอาด้วย หรือเเกนนำกลุ่มโคราชคือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ  ที่ไม่ลงชื่อเพราะที่ผ่านมาหลายครั้งไปขัดเเย้งกับหลายมุ้งในพรรค

   การแจ้งลาออกของ 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ในวันนี้ เเปลว่า เกมล้างขั้ว/เปลี่ยนไพ่/สลับเก้าอี้ในพรรคบังเกิดขึ้นเเล้วเเละหากเปลี่ยนได้สำเร็จ ก็มารอดูกันว่าหัวหน้าพรรคเเละเเกนนำพรรคชุดใหม่จะนำพรรคได้ดีกว่า”กลุ่มสี่กุมาร”เเละ”บางมุ้ง”ในพรรคหรือไม่

เช็กบิ๊กป้อม หลอมใจ พปชร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432564?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

เช็กบิ๊กป้อม หลอมใจ พปชร.

 เช็กบิ๊กป้อม หลอมใจ พปชร.

ชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาแรงที่สุด นั่งประมุขพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ ย้อนไทม์ไลน์ บิ๊กป้อมเปิดใจสื่อว่า พร้อมแล้ว

หลังเสร็จศึก พ.ร.ก.กู้เงิน ในสภาฯ เกมเปลี่ยน “หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ก็เดินเกมเร็วมาก เมื่อ ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวเรื่องกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ แจ้งลาออก 18 คนมีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

พลันที่ “ไพบูลย์” แถลงข่าวจบ สื่อมวลชนทั้งประเทศ ก็โฟกัสไปที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวว่า ส.ส.หลายก๊กในพรรคเตรียมหนุนให้บิ๊กป้อม เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนอุตตม สาวนายน ที่กลายเป็นรักษาการหัวหน้าพรรค

มีข้อน่าสังเกตว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้นัดเปิดใจกับสื่อยักษ์ใหญ่ 2 ค่าย โดยปกติ “บิ๊กป้อม” ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อแบบเดี่ยวๆ

++

ไม่ปฏิเสธ

++

เมื่อข่าวโควิดจางลง ข่าวเขย่าเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็แทนที่ เพราะมีชื่อของพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะมาคุมพรรคเอง วันที่ 28 พ.ค.2563 บิ๊กป้อมจึงนัดพบสื่อค่ายสีบานเย็น โดยตอบคำถามเกีี่ยวกับเรื่องหัวหน้าพรรค

“เป็นเรื่องของพรรค ในส่วนของผมก็ต้องดูก่อน ยังขอไม่ปฏิเสธและไม่ตอบรับ ทั้งนี้หลังจากที่ผมมาทำหน้าที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ส.ส.ของพรรคก็พอใจ เพราะเรารู้จักกันมาตั้งแต่ตอนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค”

โปรดสังเกตคำว่า “ไม่ปฏิเสธและไม่ตอบรับ” ของบิ๊กป้อม

เมื่อถูกถามว่า พรรคพลังประชารัฐ มีหลายกลุ่มหลายก๊วน ลุงใหญ่ใจดีที่ “เอ๋ ปารีณา”ยืนยันว่า ลุงป้อมน่ารักในสามโลก

“ไม่มีกลุ่ม ไม่มีก๊วน จริงๆแล้ว ในพรรคไม่มีอะไร ผมไปก็เรียบร้อยทุกที และ 100 กว่าคนก็อยู่กับผม” บิ๊กป้อมย้ำ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ไม่เคยถามว่า อยากเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ 

“เรามีเรื่องอื่นคุยกันมากมาย ส่วนเรื่องที่ลือกันว่าผมกับนายกรัฐมนตรี ชอบงอนกันก็ไม่จริง เราคุยกันทุกวัน สำหรับคลื่นใต้น้ำที่ชอบโจมตียอมรับว่า ก็ต้องมีคนชอบและไม่ชอบบ้าง ซึ่งก็แล้วแต่คน ถามว่าผมจะมาเอาตำแหน่งอะไร เพราะไม่ได้คิดอะไร อยู่แบบนี้ก็โอเคแล้ว”

++

ตู่จบ..ป้อมก็จบ

++

ถัดมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ให้สัมภาษณ์ค่ายสีเขียว ก็ต้องเจอคำถามทำนองเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรค จะมีโอกาสที่บางกลุ่มแยกไปตั้งพรรคใหม่บ้างไหม บิ๊กป้อมบอกว่า เชื่อมั่นไม่มีใครไปไหน

หากที่ประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐ มีมติให้เป็นหัวหน้าพรรค บิ๊กป้อมบอกว่า ขอดูก่อน เพราะไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเล่นการเมือง จริงๆไม่อยากเป็นนักการเมือง ต้องการเข้ามาช่วยประเทศ พอดีตกกระไดพลอยโจนมาเรื่อยๆ

“นายกฯ ทำงานฝ่ายบริหารเยอะแยะไปหมด ผมก็ดูแลพรรคการเมือง ช่วยกันทำงานทั้ง 2 คน นายกฯจบ ผมก็จบ ผมไม่เล่น ไม่เอาต่อ ใครมาบอกว่าผมมาแทนนายกฯ ไม่มีแทน ไม่เอา ผมไม่เป็น ผมช่วยนายกฯอย่างเดียว”

ถึงชั่วโมงนี้ สภากาแฟทุกวง ตั้งแต่ตลาดยันโรงแรมหรู ต่างเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อสร้างความเอกภาพในพรรค

“จอม” ส่อง มะกันเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432548?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

“จอม” ส่อง มะกันเดือด

"จอม" ส่อง มะกันเดือด

ไฟลามทุ่งคอนกรีต “จอม เพชรประดับ” สื่อไทยในสหรัฐ ตั้งคำถาม “ไฟแค้น” ครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์หรือไม่

++
มาแรงกว่าข่าวโควิดระบาด เมื่อเกิดเหตุการประท้วง ความวุ่นวาย เปลวเพลิง และการปล้นร้านค้า ลุกลามไป ในหลายเมืองใหญ่ในสหรัฐฯ สืบเนื่องจากการประท้วงที่เริ่มต้นในนครมินนีแอโปลิส รัฐมินนิโซตา เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีที่ถูกตำรวจใช้เข่ากดทับที่คอจนเสียชีวิต เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2563

          “จอม เพชรประดับ” สื่อมวลชนอิสระที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส สหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วงครั้งนี้ ผ่านแฟนเพจ Jom Petchpradab เมื่อตอนค่ำวันอาทิตย์(เวลาท้องถิ่น) ดังนี้

อ่านข่าว…  จอร์จ ฟลอยด์ บานปลาย มินนิโซตาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุประท้วงทวีความรุนแรง

“ไฟแห่งความโกรธแค้นของพลเมืองอเมริกาเวลานี้ มีเหตุปัจจัยที่สะสม หมักหมมและแตกต่างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และน่าจะกินเวลายาวนาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญ เกรงว่าพลังของไฟแค้นครั้งนี้ น่าจะนำไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมหาอำนาจอย่างอเมริกา ก็เป็นได้”

"จอม" ส่อง มะกันเดือด

          สหรัฐอเมริกา เป็นแม่แบบแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประชาธิปไตย นักสื่อสารมวลชนแบบจอม ที่เลือกทิ้งบ้านเกิดไปปักหลักที่สหรัฐ ย่อมคิดมากเป็นธรรมดา

          สำหรับตำรวจสหรัฐ ผู้ตกเป็นจำเลยสังคม ในมุมมองของจอม “หากความเถื่อน ถ่อย ของตำรวจอเมริกาโดยส่วนมากเป็นแบบนี้ ก็อย่าหวังว่าความโกรธแค้น หรือความชิงชังที่มีต่อตำรวจ รวมถึงต่อรัฐจะหมดไป ตรงกันข้ามจะยิ่งเพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นในโลกยุคใหม่ที่มีดวงตาอยู่ทุกหย่อมหญ้า และหากเป็นเช่นนี้ ความเป็นประเทศมหาอำนาจ ก็จะเริ่มเลือนลางกลายจนเป็นอดีตไปในที่สุด ได้แต่หวังว่า ตำรวจอเมริกาที่เป็นแบบนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น”

          อีกประเด็นหนึ่งค่อนข้างแหลมคม จอมได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับ “คนดำ” โดยเขาดูคลิปความวุ่นวายจากหลายสถานที่ หลายเหตุการณ์

          “หลายคลิปที่สังเกตุดู คนที่เข้ามาฉวยโอกาสขโมยข้าวของในห้างส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวดำส่วนมาก เป็นเพราะอะไรครับ อยากฟังคำอธิบายจากคนที่เกิดและโตในอเมริกาและยังคงเป็นคนอื่น ที่ต่างไปจากคนขาวนะครับ”

          ที่น่าสนใจ จอมแสดงทัศนะไว้วงเล็บแบบยาวๆว่า “คำอธิบายที่ว่าเพราะคนผิวดำถูกกระทำมาโดยตลอด ดูจะไม่ค่อยมีน้ำหนักในระยะ 40 – 50 ปีที่ผ่านมานะผมว่า เพราะคนนอกที่มีความเป็นอื่น ต่างไปจากคนผิวขาวที่เข้ามาในอเมริกา ล้วนถูกกระทำด้วยระบบสังคมทุนนิยมอเมริกามาอย่างหนักหน่วง รวมถึงต้องต่อสู้เพื่อให้พ้นจากความเป็นคนนอก แต่ยังคงเป็นคนอื่น นั่นคือการได้สถานะความเป็นพลเมือง ก็ล้วนต้องสู้ด้วยเอาชีวิตเข้าแลกกันมาทั้งนั้น ขณะที่คนผิวดำในอเมริกาเกิดมาพร้อมกับสถานะและสวัสดิการพื้นฐานที่ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยซ้ำ ทำไมถึงยังมีปมเขื่องปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้งมากในสังคมอเมริกันทุกวันนี้ ขณะที่ปมเขื่องของคนอเมริกันผิวสีอื่นถึงไม่ปรากฎบ่อยครั้งเหมือนคนผิวดำ…ครับ”

          จอมกำลังพูดถึงคนอเมริกันผิวสี ที่มาจากละตินอเมริกา และเอเชีย รวมถึงคนไทยด้วยที่ปมเขื่องไม่ปรากฏชัดเท่ากับคนผิวดำ

การจัดทัพใหม่ของ”กัปตันลุงตู่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432546?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

การจัดทัพใหม่ของ”กัปตันลุงตู่”

 การจัดทัพใหม่ของ"กัปตันลุงตู่"

คนวงในเวทีการเมืองจับสัญญาณออกมาแล้วว่า หากสถานการณ์ไวรัส”โควิด-19″คลี่คลาย การจัดทัพใหม่ของ”กัปตันลุงตู่”จะบังเกิดขึ้น แล้วก็เกิดกรณีกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออกรวดเดียว 18 คน เปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพรรคแกนนำรัฐบาลและ ครม.

 “ข่าวลือ” มักมาก่อน”ข่าวจริง” เสมอ

  สุดท้ายวันนี้( 1 มิ.ย.)“พรรคพลังประชารัฐ” แถลงข่าวกรณีกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐแจ้งลาออกรวดเดียว18 คนจากทั้งหมดที่มีจำนวน 34 คน มีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดปัจจุบันทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งกลายเป็น” รักษาการ”รอเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 45 วัน

 ก่อนหน้านี้ “คนวงในเวทีการเมือง” จับสัญญาณออกแล้วว่าหากสถานการณ์ไวรัส”โควิด -19″คลี่คลาย การจัดทัพใหม่ของ”กัปตันลุงตู่”จะบังเกิดขึ้นภายในสิ้นไตรมาสสองและขึ้นไตรมาสสามของปี
นี่คือไทม์ไลน์การล้างไพ่การเมืองใหม่

แน่นอนว่าการล้างไพ่คราวนี้ พรรคพลังประชารัฐจะต้องเสียสละมากสุด โดยเฉพาะใครบางคนที่เป็นแกนนำพรรค แต่ไม่ทำหน้าที่ดูแลลูกพรรค ใครเป็นเสนาบดีแต่ทำหน้าที่ผิดฝาผิดตัวหรือลงไปล้วงลูกแบบมิสมควรกระทำ
เรื่องราวแบบนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะรับรู้กลเกมทั้งหมด…
และการล้างไพ่ใหม่คือคำตอบ
แน่นอนว่าหลายมุ้งในพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็น”การรวมตัวเฉพาะกิจ” บางคนยังอยากไปต่อในนามพรรคนี้ บางคนอยากย้ายออกไปตั้งพรรคใหม่
ดังนั้นการลุกเข้าไปบัญชาการพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มตัวของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคที่พร้อมไปเป็นหัวหน้าพรรคแทนนายอุตตม สาวนายนนั้น มิใช่เป็นข่าวลือ แต่มันคือข่าวจริงที่มาก่อนเวลาอันควร
“กลุ่มสี่กุมาร”ที่มีสามเก้าอี้เสนาบดี(คลัง,พลังงาน,อุดมศึกษาฯ)รวมทั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค,เลขาธิการพรรค,รองหัวหน้าพรรคไว้ในมือ ภายใต้การกำกับดูแลของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่ยังแตะมือกับ”กลุ่มสามมิตร”ไว้ได้

แต่ยามนี้”กลุ่มสี่กุมาร”อาจไม่ใช่คนโปรดของใครบางคนใน”บูรพาพยัคฆ์”แล้ว…
กระแสข่าวว่า พรรคสร้างไทย คือชื่อพรรคใหม่ที่มีกระแสข่าวว่า”กลุ่มสี่กุมาร”จะใช้ชื่อพรรคนี้เดินเกมการเมืองในวันที่ต้องลงจาก”เรือเหล็ก”
เพราะกระแสข่าวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข้อมูลว่าแกนนำพรรคบางคนไปนัดพบนักธุรกิจชั้นนำของเมืองไทยด้านโทรคมนาคมในโรงแรมแห่งหนึ่ง

ตรงนี้คือคำยืนยันที่แนวโน้มสูงยิ่งที่จะเกิดขึ้นว่า”กลุ่มสี่กุมาร”วางแผนการเมืองไว้อีกชั้นหนึ่ง และดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว รวมทั้งยังแตะมือหลายขั้วในสังคมไว้แล้ว หากวันหนึ่งต้องสิ้นสุดการเดินทางกับ”เรือเหล็ก”การเดินต่อบนถนนการเมืองด้วยหนทางใหม่จึงต้องมีและได้วางแผนไว้แต่เนิ่นๆ

แต่จะไปรอดหรือไม่..น่าคิด

ทีมพรพิมล ลาก่อนเพื่อไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ทีมพรพิมล ลาก่อนเพื่อไทย

ทีมพรพิมล ลาก่อนเพื่อไทย

“ส.ส.ก้อย” สมัยหน้าย้ายบ้านแน่ ทิ้งเสื้อเพื่อไทย เปิดตัว “ทีมพรพิมล” ปูทางสู่ศึกท้องถิ่น เมินแดงลำลูกกาล่างูเห่า

++
ควันหลงการลงมติ พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ โดยมีการลงมติโดยแยกทีละฉบับ ซึ่ง พ.ร.ก.2 ฉบับแรก พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีมติ “งดออกเสียง” เป็นเอกภาพ แต่ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจฯ ฝ่ายค้านมีมติ “ไม่เห็นด้วย” แต่ก็มี 12 เสียง แสดงตัวงดออกเสียง

          ใน 12 เสียงก็มาจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ และพรรคเพื่อไทยอีก 2 เสียงเจ้าเก่า คือ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. และ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

          แม้ก่อนหน้าวันลงมติ พ.ร.ก.กู้เงิน สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานวิปรัฐบาล จะออกมาดักคอว่า งูเห่าตกงาน แล้วก็ตาม

ทีม ส.ส.ก้อย ออกงาน

++
  เปิดตัวทีมพรพิมล
++
ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา “พรพิมล ธรรมสาร” ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 ยังโพสต์เฟซบุ๊กอัพเดทความเคลื่อนไหวพบปะชาวบ้านแถว อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา เป็นปกติ

          “ร่วมแจกอาหารปรุงสำเร็จ ยาสามัญประจำบ้าน ณ วัดนิเทศน์ คลองสิบสาม ลำลูกกา เนื่องด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ก้อยอยากจะช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องด้านต่างๆ ได้ให้เกิดประโยชน์สุด สถานการณ์นี้เราจะผ่านไปด้วยกันค่ะ”

          ที่น่าสนใจ ส.ส.ก้อย ติดแฮชแท็ก #เราไม่ทิ้งกัน #ทีมพรพิมล #StandWithPornpimon ไม่มีโลโก้ “พรรคเพื่อไทย”

          สำหรับคำว่า “ทีมพรพิมล” ประกอบด้วย ส.ส.ก้อย ,สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ อดีตที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย และ เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ส.อบจ.ปทุมธานี เขต 7 อ.ธัญบุรี

          ส.ส.ก้อย ดูจะไม่สนใจมาตรการคาดโทษ จากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี 3 ส.ส.กระทำการฝ่าฝืนมติพรรค ที่ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคและไม่ส่งสมัครในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

          น่าสนใจ ส.ส.ก้อย ไม่ติดแฮชแท็ก #สนั่นรักษ์พัฒนา ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มเดิมของสามี สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ทีมพรพิมล ลาก่อนเพื่อไทย

          ทีมพรพิมล ส่งสัญญาณชัด..สมัยหน้าเธอย้ายบ้านแน่ แต่ไม่พลังประชารัฐแน่นอน

++
 แดงล่างูเห่า
++
ดังที่เป็นข่าวไปแล้วว่า กลุ่มวิทยุเสื้อแดงในปทุมธานี กลับมาเปิดสถานีวิทยุออนไลน์ นำโดย สมชาติ นาคบรรจง และ ศรรัก ทองชัย ซึ่งเป็นแกนนำเสื้อแดง ย่านลำลูกกา ปทุมธานี

          ทั้งสมชาติ และศรรัก ขยับแสดงพลังต่อต้าน “ส.ส.ก้อย” และได้ยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอให้พรรคพิจารณาลงโทษ ส.ส.ทรยศหักหลังประชาชน

          ประเด็น “วิทยุเสื้อแดง” คืนชีพนั้น เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองปทุมธานี หากใครติดตามฟังรายการวิทยุของพวกเขา ก็จะทราบว่า แดงฮาร์ดคอร์กลุ่มนี้เชียร์ใคร?

          มาถึงวันนี้ ส.ส.ก้อย ไม่เกรงกลัวอิทธิพล “แดงลำลูกกา” เพราะเธอสามารถพูดคุยกับ “เจ้าพ่อแดงปทุม” ตัวจริงได้

ศึกแย่งชามข้าว เช็กชื่อกลุ่มก๊วน “พปชร.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ศึกแย่งชามข้าว  เช็กชื่อกลุ่มก๊วน “พปชร.”

ศึกแย่งชามข้าว  เช็กชื่อกลุ่มก๊วน "พปชร."

กลุ่มก๊วนพลังประชารัฐซัดกันนัว ตัวเลขไพร่พลไม่นิ่ง ราคาคุยเยอะ มี “ส.ส.ขาจร” เป็นตัวแปร วิ่งซบมุ้งโน้นมุ้งนี้

++
ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐที่มีภาพแบ่งก๊กแบ่งก๊วนชัดเจนในวันนี้ ก็คาดเดาได้ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งพรรคแล้ว

          เนื่องจาก “นักเลือกตั้ง” ที่ไหลมารวมตัวกัน ส่วนมากก็เป็นคนหน้าเดิม ที่เคยสังกัดพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย สมัยอยู่ใต้ร่มธงทักษิณ ก็แบ่งก๊กแบ่งก๊วนแย่งชามข้าวกันเป็นเรื่องปกติ

          สาเหตุที่กลุ่มก๊วนใน พปชร. เปิดหน้าชกกันเองในวันนี้ เพราะรู้แล้วว่า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  จะยังไงก็ไม่เป็นหัวหน้าพรรค แม้บางกลุ่มก๊วนพยายามจะกล่อมให้บิ๊กป้อมยอมรับตำแหน่งนี้ก็ตาม

อ่านข่าว…   “สิระ” ย้ำ “พปชร”หยุดขัดแย้งได้ เพราะบารมี “ลุงป้อม”

บิ๊กป้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเล่นการเมือง จริงๆไม่อยากเป็นนักการเมือง ต้องการเข้ามาช่วยประเทศ พอดีตกกระไดพลอยโจนมาเรื่อยๆ

ศึกแย่งชามข้าว  เช็กชื่อกลุ่มก๊วน "พปชร."

วันที่กลุ่มสามมิตร พบบิ๊กป้อม

++
 สามมิตรรุก
++
การวางบทบาท “สิระ เจนจาคะ” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน อัดสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพลังงาน และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ ก็แสดงว่า กลุ่มสามมิตร มีเป้าหมายต้องการ “กระทรวงพลังงาน” ไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค

          กลุ่มสามมิตร มีกำลังอยู่ในมือเท่าไหร่? คำตอบไม่น่าจะเกิน 15 คน เพราะตัวเลข ส.ส.ขาจร มีเยอะ ดังที่รู้กัน ส.ส.พรรษาแรกในพลังประชารัฐ มีเยอะ คนกลุ่มนี้จะวิ่งไปวิ่งมาตามกลุ่มก๊วนต่างๆ

          ชั่วโมงนี้ กลุ่มสามมิตรพยายามทำแนวร่วมกับขั้วหนุนบิ๊กป้อม ประกอบด้วย “กลุ่มวิรัช-เสี่ยเฮ้ง” ,กลุ่ม กทม.(บางปีก) และกลุ่มเพชรบูรณ์ ของสันติ พร้อมพัฒน์

          ลึกๆ แล้ว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ไม่ลงรอยกับกลุ่มวิรัช-เสี่ยเฮ้ง แต่ยามนี้ที่ต้องเปิดศึกชิงขุมทองพลังงาน จำต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากขั้วหนุนบ้านป่ารอยต่อฯ

          สองเซียนการเมือง รู้ดีว่า หลังโควิด มีปรับ ครม.แน่ จึงต้องออกแรงขย่มเสียแต่วันนี้

++
   สนธิรัตน์ไม่ถอย
++
หลายคนอาจไม่ทราบว่า สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน รวบรวมไพร่พลไว้จำนวนหนึ่ง มีทั้ง ส.ส.กทม. , ภาคกลาง และภาคใต้ บวกกับกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มี ส.ส.อยู่ในมือประมาณ 10 กว่าคน

          นับไพร่พลของ “เฮียสน” และ “ผู้กองธรรมนัส” ไม่น่าจะเกิน 25 คน แต่พรรค พปชร. ที่มี ส.ส.หน้าใหม่ ประมาณครึ่งพรรค จึงทำให้เกิด ส.ส.ขาจร หรือนกแล ที่พร้อมจะโยกไปโยกมา วังโน้นวังนี้ ซุ้มโน้นซุ้มนี้

ศึกแย่งชามข้าว  เช็กชื่อกลุ่มก๊วน "พปชร."

“ร.อ.ธรรมนัส” ประชุมกลุ่มก๊วนอีกวันหนึ่ง

          ยกตัวอย่าง ส.ส.ใต้ 13 คน ล้วนเป็นคนหน้าใหม่ กว่าครึ่งถูกดึงไปกลุ่มสามมิตรช่วงแรกๆ แต่ระยะหลัง “เฮียสน” ก็ดึงมาอยู่ในสังกัดได้หลายคน

          ทำนองเดียวกัน ส.ส.ภาคกลาง ที่ปีกเสี่ยเฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น คุยโวว่า อยู่ในมือ 20 คน เอาเข้าจริง “เฮียสน” ก็สอยกลับมาได้นับสิบคนเหมือนกัน

          ตัวเลข ส.ส.ขาจรจึงไม่นิ่งว่า สังกัดมุ้งไหน ซุ้มไหน เรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รู้ดี จึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ส.ส.ร้อยกว่าคนอยู่กับผม”

          เฮียสนกับผู้กองธรรมนัสเลยจัดเต็มเหมือนกัน เพราะอ่านใจบิ๊กป้อมออกว่า ไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแน่ๆ

ถึงเวลากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/432482?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_scoop

ถึงเวลากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว

ถึงเวลากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว 

ถึงเวลากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว  โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

          การประกาศมาตรการผ่อนปรนระยะ 2 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมานั้น ทำให้ผู้คนต่างคาดหวังว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศจะค่อย ๆ ฟื้นตัว ประชาชนจะกลับมาดำเนินกิจการและทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ผู้ดำเนินกิจการหลายอย่างที่ต้องปิดตัวไปหรือเปลี่ยนวิธีดำเนินกิจการในระหว่างที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างมากในช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเมษายนที่ผ่านมา

          ต่างก็หวังว่าเมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการในระยะ 2 จะทำให้ทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่หวังไว้  ร้านที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนหนึ่ง ที่กลับมาเปิดกิจการและต้องมีต้นทุนในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียม วัสดุอุปกรณ์รวมถึงการจ้างลูกจ้าง เป็นต้น กลับต้องเผชิญกับยอดขายที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งในที่สุด อาจจะไม่คุ้มกับทุนที่ได้ลงไปในช่วงของการกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง ในขณะที่ตามตลาดสด ตลาดนัดต่างๆ ผู้คนก็ยังไม่เข้ามาจับจ่ายอย่างที่เคยเป็นมาแต่ก่อน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมธุรกิจสถานบันเทิงยามราตรีที่คงจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะได้รับอนุญาติให้เปิดกิจการได้ และธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ต้องพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ก็คาดว่าอาจจะต้องต้องรอจนกว่าสถานการณ์ในต่างประเทศดีขึ้นแล้วถึงจะฟื้นกลับคืนมาได้บ้าง

          ปัญหาที่ทำให้ธุรกิจการค้าหลายแห่งที่ได้รับการผ่อนปรนระยะสอง ยังคงไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจาก ประการที่หนึ่ง ผู้คนจำนวนมากยังไม่ไว้วางใจในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าดีขึ้นแล้วจริงหรือไม่ แม้ว่าระยะหลังส่วนใหญ่จะพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศที่อยู่ในสถานกักกันของรัฐก็ตาม แต่ตัวอย่างในหลายประเทศที่มีการผ่อนปรนแล้วกลับพบการระบาดภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้คนไทยจำนวนมากยังไม่กล้าออกไปใช้บริการในกิจการต่าง ๆ รวมถึงไม่กล้าออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่เปิดให้บริการบ้างแล้ว

 ประการที่สองคือมาตรการควบคุมต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวกสบายในการไปใช้บริการจากกิจการต่างๆ ที่ได้รับการผ่อนปรนในระยะสอง จึงตัดสินใจยังไม่ไปใช้บริการ เช่น ร้านอาหารที่ต้องนั่งแยกกันแม้ว่าจะมาเป็นครอบครัว ร้านเสริมสวยผู้หญิงและร้านตัดผมสำหรับบุรุษที่ถูกจำกัดกิจกรรม โรงยิมที่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ได้ทุกชนิด เวชกรรมเสริมความงาม เฉพาะเรือนร่าง ผิวพรรณและเลเซอร์ ไม่รวมการเสริมความงามบริเวณใบหน้า เป็นต้น

 ปัญหาประการที่สามคือการขาดกำลังซื้อของผู้คนภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่น ตกงาน ขายของไม่ได้ ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ รายได้ตก เป็นต้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จำนวนมาก แม้ว่าจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามโครงการต่าง ๆ มากมาย เช่น การจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท 3 เดือน ให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงการจ่ายเงินเยียวยาให้กับกลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคมที่ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น แต่เงินอุดหนุนนี้ก็เป็นเพียงแค่เพื่อประทังชีวิต ไม่ให้ลำบากมากไปกว่านี้เท่านั้น

  ประการที่สี่ คือความไม่มั่นใจของผู้คนที่มีต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่กล้าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนที่ยังคงมีรายได้หรือมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะอยู่รอดได้ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่น กลุ่มผู้ประกอบการที่ยังคงเปิดกิจการได้ตลอดและยังคงมีลูกค้าอยู่พอประมาณ ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ยังคงมีการจ้างงาน กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐที่ยังคงได้รับเงินเดือนอยู่ (แม้ว่าจะไม่มาก) และ กลุ่มลูกจ้างเอกชนที่ไม่โดนตัดเงินเดือนหรือเลิกจ้าง เป็นต้น คนกลุ่มเหล่านี้จำนวนมากไม่กล้าที่จะใช้เงิน เพราะไม่ไว้ใจว่าเหตุการณ์ว่าจะเป็นปกติเมื่อไร และหากเกิดการแพร่ระบาดของโรคในรอบสองขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่าคราวนี้จะส่งผลกระทบต่อตนเองโดยตรงหรือไม่

การที่กิจการต่าง ๆ ที่ได้รับการผ่อนปรนในระยะสอง ยังไม่สามารถกระเตื้องขึ้นได้นั้น อาจจะสอดคล้องกับ ผลการสำรวจของ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่เคยใช้บริการของกิจการเหล่านี้เลย
ข้อแรกของการสำรวจ ได้ถามว่า คนไทยได้ออกไปทำกิจกรรมหรือใช้บริการในกิจการต่าง ๆ ที่ได้รับการผ่อนปรนระยะสองหรือไม่ โดยผลการสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.08 ระบุว่า ยังไม่เคยเข้าไปในสถานที่หรือทำกิจกรรมตามที่ได้รับการผ่อนปรนเลย รองลงมา ร้อยละ 24.80 ระบุว่า เข้าศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้อยละ 11.61 ระบุว่า ใช้บริการร้านตัดผมชาย ร้านทำผมสตรี ร้อยละ 8.03 ระบุว่า เข้าร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ร้อยละ 6.20 ระบุว่า เข้าไปนั่งทานอาหารในร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม โรงอาหาร ศูนย์อาหาร ร้อยละ 0.72 ระบุว่า ใช้บริการคลินิกเวชกรรมเสริมความงาม ร้อยละ 0.48 ระบุว่า ใช้บริการโรงยิม ฟิตเนส สถานที่ออกกำลังกายในร่ม ร้อยละ 0.32 ระบุว่า ใช้ห้องประชุมโรงแรม ศูนย์ประชุม ร้อยละ 0.16 ระบุว่า ใช้บริการสระว่ายน้ำสาธารณะ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า เข้าห้องสมุดสาธารณะ แกลลอรี่ พิพิธภัณฑ์

เมื่อพิจารณาข้อมูลในเชิงลึกสำหรับกลุ่มที่บอกว่ายังไม่เคยเข้าไปในสถานที่หรือทำกิจกรรมตามที่ได้รับการผ่อนปรนเลยที่มีถึงร้อยละ 62.08 ก็มีข้อน่าสนใจหลายอย่าง เช่น  กลุ่มผู้มีการศึกษาระดับประถมศึกษา (75.58 %) กลุ่มแรงงาน รับจ้างทั่วไป  (72.22 %) และ กลุ่มนักเรียนนักศึกษา (71.43 %) คือกลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าไปในสถานที่หรือทำกิจกรรมตามที่ได้รับการผ่อนปรนมากที่สุด ในขณะที่มากกว่า 50 % ของกลุ่มผู้ที่ไม่มีรายได้ไปจนถึงผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ก็ยังไม่เคยใช้บริการของกิจการเหล่านี้เช่นกัน

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ว่ากลุ่มไหนที่ไปใช้บริการหรือทำกิจกรรมที่ได้รับการผ่อนปรนระยะสองมากที่สุด  คำตอบคือ กลุ่มคนกรุงเทพ กลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปี กลุ่มผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 40,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มพนักงานเอกชน โดยระดับการศึกษาที่ยิ่งสูงขึ้นและรายได้ที่ยิ่งมากขึ้นก็จะเคยเข้าไปในสถานที่หรือทำกิจกรรมตามที่ได้รับการผ่อนปรนมากขึ้น

ส่วนข้อที่สองของการสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” คือ การถามถึงความคิดเห็นของประชาชนกับคำว่า การ์ดตก ของคนในสังคม ตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการผ่อนปรนระยะ 2 พบว่า ร้อยละ 6.12 ระบุว่า คนในสังคม การ์ดตกมาก เพราะ คนในสังคมเริ่มไม่มีการป้องกันตัวเอง ไม่สวมหน้ากากอนามัย ตลาดสด ตลาดนัดไม่จำกัดการเข้า-ออกของผู้ซื้อ รถประจำทางเอกชนบางสายไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ร้อยละ 32.99 ระบุว่า คนในสังคม การ์ดค่อนข้างตก เพราะ คนในสังคมขาดความระมัดระวัง ประมาทในการใช้ชีวิต ไม่ค่อยสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากชะล่าใจกับจำนวนของผู้ที่ติดเชื้อที่ลดลงมาก ร้อยละ 27.66 ระบุว่า คนในสังคม การ์ดไม่ค่อยตก เพราะ คนในสังคมส่วนใหญ่ยังให้ความร่วมมือ มีความตระหนักถึงความปลอดภัย         มีการระมัดระวังตัว ป้องกันตัวเองค่อนข้างดี ร้อยละ 29.18 ระบุว่า คนในสังคม การ์ดไม่ตกเลย เพราะ คนในสังคมส่วนใหญ่มีการปฏิบัติตนตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด มีการเว้นระยะห่างทางสังคม สวมหน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้านทุกครั้ง

เมื่อเงินหมุนเวียนภายในประเทศไม่คล่อง เศรษฐกิจก็ย่อมเดินหน้าได้ลำบากและส่งผลกระทบเป็นลุกโซ่ ฉะนั้นเพื่อให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้นให้ได้ การผ่อนปรนในระยะสามที่จะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และระยะสี่ที่อาจจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ควรจะต้องเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การกำหนดมาตรการที่เป็นแรงจุงใจให้เกิดการลงทุนและจ้างงานที่มากขึ้น รวมถึงการจ้างงานในภาครัฐด้วย การลดมาตรการในการกำกับกิจการที่ได้รับการผ่อนปรนให้เปิดกิจการได้ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้มาใช้บริการ การสร้างความมั่นใจในมาตรการด้านสาธารณสุขให้กับสาธารณะ อย่างการบังคับให้สวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกจากบ้านและลงโทษสถานประกอบการที่ไม่มีเจลล้างมือหรือสบู่ไว้บริการประชาชน ในขณะเดียวกัน ภาครัฐควรต้องกำหนดนโยบายและมาตรการจุงใจกลุ่มผู้ที่ยังมีรายได้อยู่ หรือไม่ได้รับผลกระทบ ฯ มากมายนัก ให้เกิดการจับจ่ายซื้อสินค้า และบริการภายในประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศให้มากขึ้น ด้วยโครงการลดหย่อนภาษีให้มากเป็นพิเศษในหลาย ๆ รายการและอาจรวมถึงการลดหย่อนภาษีจากการตรวจสุขภาพประจำปีที่ต้องรวมการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยที่ยังไม่มีอาการด้วย

เจาะประเด็นร้อน 31 พฤษภาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Hello world!