10คำถามยอดฮิต www.เราไม่ทิ้งกัน.com ก่อนลงทะเบียนรับเงิน 5 พันคืนนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10คำถามยอดฮิต http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com ก่อนลงทะเบียนรับเงิน 5 พันคืนนี้

27 มีนาคม 2563 – 19:03 น.
โควิด19,แรงงานนอกระบบ,คำถามยอดฮิต,ใครมีสิทธิ์
เปิดอ่าน 15,284 ครั้ง

โดย…ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ วันที่ 26 มีนาคม 2563 เพื่อยับยั้งการระบาดของโควิด-19 จนถึง 30 เมษายน จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ เริ่มทยอยออกคำสั่งปิดสถานประกอบการ ปิดร้านอาหาร ปิดห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ฯลฯ คาดว่าจะมีคนตกงานหรือไม่มีรายได้ชั่วคราวหลายล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ

กระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการต่าง ๆ ช่วยเยียวยานายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือ “แรงงานนอกระบบ” จะแจกเงินสดให้เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ขณะนี้ มีแรงงานนอกระบบในประเทศไทยมากกว่า 20 ล้านคน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าใครบ้างจะมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 5 พันบาท ?

“คมชัดลึก” รวบรวม 10 คำถามและคำตอบยอดฮิต เกี่ยวกับเงื่อนไขและการจ่ายเงินให้แรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบโควิด – 19 ดังนี้

1. ใครบ้างที่เป็น “แรงงานนอกระบบ”

คนทำงานรับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร หรือใครก็ตามที่ทำงานโดย  “ไม่มีสัญญาการจ้างงาน” หรือ “ไม่มีนายจ้างตามกฎหมายแรงงาน” ไม่มีค่าจ้างไม่มีรายได้ค่าตอบแทนแน่นอน และไม่อยู่ในระบบหลักประกันทางสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าปี 2562  มีจำนวนทั้งสิ้น 20.4 ล้านคน ส่วนแรงงานในระบบที่มีนายจ้างหรืออยู่ในระบบหลักประกันต่าง ๆ มีจำนวน 17.1 ล้านคน

2. ใครบ้างมีสิทธิได้ 5 พันบาท  จำกัดแค่ 3 ล้านคนจริงหรือไม่ ?

ต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ และต้องได้รับผลกระทบจากการะบาดของโควิด -19 หมายถึงผู้ที่ทำงานในพื้นที่ซึ่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศปิดสถานประกอบการชั่วคราว” ไปแล้วกว่า 20 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา ระนอง ราชบุรี ฯลฯ

แรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดโควิด -19 ตามที่ประกาศไว้ จะไม่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือ คาดการณ์ว่าจะได้รับ 3 ล้านคน แต่อาจเพิ่มเป็น  4 – 5 ล้านคนได้ ตามจำนวนผู้ผ่านการพิจารณา

3 . ผู้ประกันตนใน “ระบบประกันสังคม” มาตรา 39 และ 40 มีสิทธิไหม

กระทรวงการคลังยืนยันว่า ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 มีสิทธิได้เงิน 5 พันบาท เนื่องจากเป็น มาตรา 39 คือผู้ออกจากงานประจำที่มีนายจ้างแล้ว แต่ยังสมัครใจจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วยตัวเอง ส่วนมาตรา 40 คือผู้ทำงานนอกระบบทั่วไป และไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมที่มีนายจ้างมาก่อน เช่น พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร อาชีพอิสระ ฯลฯ

คำถาม 4 :  วิธีการลงทะเบียนผ่านเวบไซต์ ต้องทำเองหรือไม่ ?  

จะมีการเปิดให้ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ “www.เราไม่ทิ้งกัน.com” เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ไม่มีการลงทะเบียนที่ธนาคารเพื่อป้องกันไม่ให้คนไปรวมตัวกันจำนวนมาก  หากใครลงทะเบียนไม่เป็นก็ต้องให้สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่ไว้ใจได้ลงทะเบียนให้แทน โดยหลักฐานที่ต้องเตรียมพร้อมคือ  หมายเลขบัตรประชาชน   ข้อมูลอาชีพที่ทำ ข้อมูลรายได้  ข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน

5. วิธีพิจารณาคัดกรองทำอย่างไร

จะตรวจสอบคุณสมบัติโดยใช้เกณฑ์พิจารณาความเดือดร้อนร่วมกับฐานข้อมูลภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เช่น ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย ข้อมูลจากท้องถิ่น ข้อมูลระบบประกันสังคม  ฯลฯ หากผู้ใดผ่านการพิจารณาจะได้รับข้อความแจ้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ว่ามีสิทธิได้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท  3 เดือน ตั้งแต่ เมษายน – มิถุนายน 2563

6. วิธีการรับเงินช่วยเหลือ

ผู้ที่ลงทะเบียนเสร็จและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเงินผ่าน 2 ช่องทาง

– บัญชีธนาคาร 3 ธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตร ฯ (ธ.ก.ส.)

– บัญชีพร้อมเพย์เท่านั้น

7.  เกษตรกรมีสิทธิได้เงิน 5 พันบาทด้วยหรือไม่

กลุ่มเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะไม่รวมอยู่ในมาตรการนี้ ในอนาคตรัฐบาลอาจมีความช่วยเหลืออื่นให้         

8. ผู้สูงอายุลงทะเบียนด้วยได้ไหม

หากเป็นผู้สูงอายุที่ว่างงานหรือไม่ได้ทำงานจะไม่มีสิทธิ นอกจากเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานรับจ้างและมีรายได้ตามนิยามของกลุ่มแรงงานนอกระบบ

9. เจ้าของกิจการรายย่อยมีสิทธิได้รับไหม

กรณีเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก เช่น ร้านเสริมสวย ร้านขายข้าวแกง ร้านนวดที่มีลูกจ้าง 1 -2 คน และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม สามารถลงทะเบียนได้ หากอยู่ในเงื่อนไขการได้รับความเดือดร้อนจากมาตราป้องกันโควิด-19

10. รัฐบาลนำเงินงบประมาณส่วนไหนมาแจก 5 พันบาท

เป็นงบประมาณจาก กระทรวงการคลัง

รู้เขา รู้เรา ชนะ ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 รู้เขา รู้เรา ชนะ ‘โควิด-19’

27 มีนาคม 2563 – 19:00 น.
รู้เขา,รู้เรา,ชนะ โควิด-19
เปิดอ่าน 681 ครั้ง

สถานการณ์ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นทุกวัน เราจึงควรมาทำความรู้จักศัตรูร้ายเจ้าไวรัส โควิด-19 ตัวนี้ให้ดี และมีหลายอย่างที่เรายังเข้าใจผิดๆว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วป้องกัน’โควิด-19′ ได้

สถานการณ์ระบาดของไวรัส’โควิด-19′ ที่กำลังรุนแรงขึ้นในประเทศไทยเรื่อยๆอยู่ในขณะนี้  หากเราไม่ทำความรู้จักเจ้าเชื้อโรคตัวนี้ที่เป็นศัตรูร้ายของมนุษย์ให้ดีๆ อาจเกิดความเข้าใจผิดและนำอันตรายมาสู่เราได้
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักไวรัสตัวนี้กันก่อน ไวรัส ‘โควิด-19’ ( Covid-19) หรือชื่อย่อมาจาก Coronavirus Disease 2019 ที่ตั้งโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จริงๆแล้วไวรัสตัวนี้อยู่กับเรามานานมากแล้ว โดยเชื้อสามารถอยู่ได้ทั้งในสัตว์และคน  ซึ่ง ไวรัสโควิด-19 มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่บางสายพันธุ์ก็ก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบได้ เช่น โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และโควิด-19
  2 ช่องทางเข้าสู่ร่างกายเรา
การที่เชื้อไวรัสจะเข้าในร่างกายได้นั้น มีด้วยกัน 2 ช่องทาง คือ
1.การสูดลมหายใจเอาละอองฝอยจากการไอ จาม และสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก น้ำลาย หรือพูดคุยกับผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปสู่ปอด
2.ทางการสัมผัส ถ้าเราไปหยิบจับของบริเวณที่ผู้ป่วยสัมผัสไว้ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ โต๊ะ เก้าอี้ แล้วมาขยี้ตา สัมผัสใบหน้า หรือหยิบของกินเข้าปากก็สามารถติดได้เช่นกัน
เกาะที่ผิวเซลล์มนุษย์
เมื่อเชื้อไวรัสโควิด เข้าสู่ร่างกายไวรัสจะเข้าไปเกาะที่ผิวเซลล์ของมนุษย์ จากนั้นไวรัสจะค่อยๆเพิ่มจำนวนเชื้อในตัวเรา โดยช่วงที่ติดเชื้อใหม่ๆบางรายอาจจะไม่มีอาการให้เห็นชัดเจน ทำให้ระยะฟักตัวนี้แหละที่น่ากลัว เพราะเราสามารถเป็นพาหะในการแพร่กระจายให้ผู้อื่นได้ แต่หลังจากนั้นประมาณ 7-14 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล จะมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5 องศา พร้อมอาการไอแห้งๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว และหายใจลำบาก ส่วนรายที่อาการรุนแรงอาจจะเกิดปอดอักเสบ และภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเสียชีวิตได้

สำหรับเชื้อตัวนี้จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว จะว่าไม่น่ากลัวก็ได้ เนื่องจากเชื้อที่เข้าไปในแต่ละบุคคลจะแสดงอาการไม่เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรคบอกว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดธรรมดาที่สามารถหายเองได้ ถ้าเรารักษาตามอาการไปเรื่อยๆ
แต่อีกที่เหลือประมาณ 20% จะเป็นกลุ่มของคนที่มีโรคประจำตัว + เชื้อลงปอดรวมด้วย ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ซึ่งถ้าปอดไม่โดนทำลายเกิน 50% ร่างกายยังฟื้นฟูเองได้ตามสภาพแต่ละคน แต่ถ้าปอดถูกทำลายเกิน 70% ขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤต ต้องใช้เครื่องหายใจช่วย      พบว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่จะอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่มีโรคประจำตัวควบคู่ไปด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ-ตัน  แต่ก็อย่าประมาทเพราะโควิด-19  ยังไม่มียาหรือวัคซีน ที่รักษาอาการได้โดยตรง ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น
การป้องกัน
เน้นล้างมือบ่อยๆ เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

และต่อไปนี้.. เป็นสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดว่าป้องกัน’ โควิด-19′ ได้


-กินกระเทียม
กระเทียม เป็นอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งมีคุณสมบัติบางอย่างในการต้านเชื้อจุลชีพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานว่าการกินกระเทียมสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ได้
– การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สามารถช่วยป้องกัน ‘โควิด-19′ ได้หรือไม่

-ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
ยังไม่มีหลักฐานว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะป้องกันการติดเชื้อไวรัส’โควิด-19’ได้
มีหลักฐานจำนวนหนึ่งบ่งชี้ว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้เราหายจากหวัดธรรมดาได้เร็ว อย่างไรก็ตามการล้างจมูกไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ
– สวมถุงมือยาง
เรายังสามารถติดเชื้อโควิด 19 ได้แม้ใส่ถุงมือยาง เพราะหากเราสัมผัสใบหน้าผ่านถุงมือที่ปนเปื้อน เราก็สามารถติดเชื้อไวรัสได้เช่นกัน
-น้ำยาบ้วนปาก
ยังไม่มีหลักฐานว่าน้ำยาบ้วนปาก จะป้องกันการติดเชื้อไวรัส’โควิด-19’ได้
น้ำยาบ้วนปากบางยี่ห้อสามารถกำจัดจุลินทรีย์บางชนิดในน้ำลายได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า น้ำยาบ้วนปาก จะป้องกันเราจากการติดเชื้อ’โควิด19’ ได้
– ทาน้ำมันงา
การทาน้ำมันงาไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส โควิด-19 ได้
-ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้ป้องกันรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
เชื้อไวรัส ‘โควิด19’ เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงนำยาปฏิชีวนะมาใช้ในการป้องกันหรือรักษาไม่ได้
-การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว
การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายไปแล้วได้
นอกจากนี้การฉีดพ่นสารเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อเสื้อผ้า และเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา หรือปากได้
 -เครื่องเป่ามือ
เครื่องเป่ามือไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส’โควิด-19′ ได้
– หลอดไฟยูวีสำหรับฆ่าเชื้อ
ไม่สามารถฆ่าเชื้อ ‘โควิด-19′  ได้ นอกจากนี้ไม่ควรใช้หลอดไฟยูวีในการฆ่าเชื้อโรคที่มือ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพราะรังสียูวีสามารถทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้
-ยุงกัด
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ไวรัส’ โควิด-19′ จะสามารถแพร่เชื้อผ่านยุงได้
– สัตว์เลี้ยงที่บ้าน
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สามารถแพร่เชื้อ’ โควิด-19′ สู่มนุษย์
อย่างไรก็ตาม เราควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง การล้างมือให้สะอาดจะป้องกันเราจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งคนจะได้รับผ่านสัตว์เลี้ยงได้

-สินค้าที่ผลิตในประเทศที่มีการระบาด’โควิด-19′
ถึงแม้ว่าไวรัส  โควิด-19 จะสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวได้หลายชั่วโมงหรือหลายวัน (ขึ้นอยู่กับประเภทของพื้นผิว) แต่มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ไวรัสจะยังคงมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากทิ่สิ่งของเหล่านั้นถูกเคลื่อนย้าย และผ่านสภาวะแวดล้อมและอุณหภูมิที่ต่าง ๆ กันไประหว่างการจัดส่ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’

ล็อกดาวน์ไข่ไก่ ไย…ไปโผล่สิงคโปร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล็อกดาวน์ไข่ไก่ ไย…ไปโผล่สิงคโปร์

27 มีนาคม 2563 – 12:00 น.
ไข่ไก่,ล็อกดาวน์,โควิด-19,COVID19​,อาหาร,พรกฉุกเฉิน,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 5,983 ครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหนๆ “ไข่” ถือเป็นอาหารยุทธศาสตร์ของชาติ(คน)ไทย

เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แถมยังหาซื้อง่าย  ทำง่าย กินง่าย และมีที่สำคัญราคาถูก จึงทำให้ไข่เป็นที่ต้องการของคนทุกสถานภาพ

ใช่แล้ว…ที่พูดถึงนี้คือไข่ไก่  สินค้ามาตรฐานไทยราคาที่ขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละสถานการณ์ จึงเป็นดัชนีชี้วัดสถานะของผู้กินอีกด้วย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ไปทั่วโลกตอนนี้ รวมถึงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ส่งผลให้ไข่ไก่มีราคาพุ่งขึ้นตามไปด้วย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ว่ากันว่า..ราคาไข่ไก่เริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา กระทั่งวันที่ 16 มีนาคม ราคาไข่ไก่เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 2.00-3.10 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 ฟองละ 2.90-3.10 บาท

สัปดาห์ต่อมาราคาขยับขึ้นมาเฉลี่ยฟองละ 10-20 สตางค์ โดยวันที่ 20 มีนาคม ราคาไข่ไก่เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 3.20-3.30 บาท และไข่ไก่เบอร์ 3 ฟองละ 3.00-3.10 บาท

เปิดตลาดไข่วันที่ 25 มีนาคม ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคา 3.50-3.60 บาท ไข่เบอร์ 3 ราคา 3.30-3.40 บาทต่อฟอง

ขณะที่ตลาดข้าง ร.ร.พุทธชินราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก วานนี้(26มี.ค.) ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคาแผงละ 140 บาท ฟองละ 4.70 บาท

ราคาไข่ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องระหว่างนี้ วงการตลาดไข่บอกว่ามาจากภาวะตื่นกลัว “เคอร์ฟิว” จึงทำให้ “สายไข่” วิ่่งวุ่นไปตลาดกวาดไข่ไปจนเกลี้ยงเชลฟ์

นั่นเป็นเพียงเสียงแมลงเม่าที่มาช้อนซื้อไข่…แต่วงในล้วงไข่ออกมาว่า….มากกว่านั้น….????

ประเทศไทยผลิตไข่ไก่ได้ปีละกว่า 15,000 ล้านฟอง หรือประมาณวันละ 41 ล้านฟอง ไข่ไก่เกือบทั้งหมด 95% ใช้บริโภคภายในประเทศตกวันละประมาณ 39 ล้านฟอง

ส่วนที่เหลืออีก 5% ราว 1–2 ล้านฟอง ถูกส่ง่ไปฮ่องกงเป็นหลัก 90% ของการส่งออกทั้งหมด สิงคโปร์ 5% ที่เหลือส่งออกไปพม่าและลาว

เหตุผลที่ต้องส่งออกก็เพื่อไม่ให้ไข่ล้นตลาดและพ่อค้าคนกลางในประเทศกดราคารับซื้อ…เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศให้เกษตรกรพออยู่ได้ไม่ขาดทุนและไม่ทำให้ผู้บริโภคในประเทศเดือดร้อน..!!!

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงน่าเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สถานการณ์ไข่ไก่ในเมืองไทยไม่มีทางที่จะขาดตลาดแน่นอน

ร้อนถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงออกประกาศ “ล็อกดาวน์” ห้ามส่งไข่ไก่ออกนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 7 วัน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็จะขยายเวลาต่อไป

แต่ดูเหมือนจะช้าเกินกาลเมื่อมีไข่ไก่ราว 3 แสนฟองจากไทยถูกส่งไปยังสนามบินชางงีโดยสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส

ว่ากันว่า….ประมาณ 1 ใน 4 ของไข่ไก่ที่บริโภคในสิงคโปร์ผลิตเอง อีกราว 70% นำเข้ามาจากมาเลเซีย และเมื่อมาเลเซียประกาศมาตรการล็อกดาวน์เมื่อวันพุธ เปิดช่องนาทีทองให้พี่ไทย…!!!

 สายไข่ชักเอะใจ….ไม่รู้มาไลน์เดียวกับแก๊งหน้ากากอนามัยหรือเปล่า…

‘บิ๊กอุ้ม’ ลุมพินีเกริกไกร มวยไทยโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กอุ้ม’ ลุมพินีเกริกไกร มวยไทยโควิด

27 มีนาคม 2563 – 09:50 น.
สนามมวย,โควิด 19,พลตราชิต,ศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์,สนามมวยลุมพินี,ซูเปอร์สเปรดเดอร์,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ชุ้น เกียรติเพชร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,034 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27 มี.ค.63

******************************

แวดวงมวยไทยคงคาดไม่ถึงว่าศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 สนามมวยเวทีลุมพินี จะกลายเป็นจุดเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 กระจายไปทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

มิเพียงเท่านั้นชาวโซเชียลได้เกาะติดความเคลื่อนไหวของศึกมวยไทยที่เวทีลุมพินี จนทราบว่ามีคำเตือนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เลื่อนไฟท์นี้ออกไป แต่นายสนามมวยวิกทหารก็ยังเดินหน้าจัดการชกมวย

ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการ พล.ท.อยุทธ์ ศรีวิเศษ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่มีการจัดชกมวยในวันที่ 6 มีนาคม เพื่อพิจารณาความผิดในการลงโทษ

เพื่อนร่วมรุ่น“บิ๊กแดง”

สนามมวยเวทีลุมพินีเป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย ขนาดความจุ 5,000 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ถนนรามอินทรา เขตบางเขน จัดให้มีมวยชกทุกวันอังคาร ศุกร์ และวันเสาร์

ศึกมวยชิงแชมป์ เมื่อ 6 มี.ค. มีคนเข้าชม 2.5 พันคน

เนื่องจากสนามมวยลุมพินีเป็นของกองทัพบก เจ้ากรมสวัสดิการทหารบกจะเป็น “นายสนามมวยเวทีลุมพินี” โดยตำแหน่ง และปัจจุบันคือ “พล.ต.ราชิต อรุณรังษี” เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก

พล.ต.ราชิต นายสนามมวยลุมพินี

บิ๊กอุ้ม” พล.ต.ราชิต เตรียมทหารรุ่นที่ 20 และจปร.รุ่นที่ 31 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

โดยตำแหน่งหลังสุดของบิ๊กอุ้ม ก่อนขยับขึ้นเจ้ากรมสวัสดิการทหารบกนั้น เขาเป็นรองผู้อำนวยการสำนักการข่าว สำนักงานปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายในกองทัพบก

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 พล.อ.เดชอุดม นิชรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ส่งมอบหน้าที่การบังคับบัญชาสนามมวยเวทีลุมพินีให้แก่ พล.ต.ราชิต อรุณรังษี ปฏิบัติหน้าที่นายสนามมวยเวทีลุมพินีคนใหม่

พล.ต.ราชิต นายสนามมวย มอบเข็มขัดแชมป์ในศึกมวยไทยเจ้าปัญหา

พล.ต.ราชิต นายสนามมวยลุมพินีคนใหม่ได้เข้ามานั่งชมมวยเป็นครั้งแรก หลังจากรับมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ที่สนามมวยลุมพินี

พล.ต.ราชิต และเฮียชุ้น ในตอนเช้าวันที่ 6 มี.ค.2563 ที่เวทีมวยลุมพินี

 ศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์ วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม เป็นรายการใหญ่ มีการชิงแชมป์มวยไทย 3 คู่ จัดโดย “ชุ้น เกียรติเพชร” ซึ่ง “บิ๊กอุ้ม” ให้ความสำคัญกับศึกมวยไทยไฟท์นี้เป็นอย่างมาก

บิ๊กแดง จะต้องเรียกศรัทธากลับคืนมาด้วยการสอบสวนกรณี “บิ๊กอุ้ม” กับเวทีลุมพินีอย่างตรงไปตรงมา

วิกทหารหรือวิกสังกะสี

ตำนานของ “สนามมวยลุมพินี” ก่อตั้งขึ้นในปี 2499 โดย พล.ต.ประภาส จารุเสถียร ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ธันวาคม 2499

สนามมวยลุมพินีตั้งอยู่ในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนพระรามที่ 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ติดกับโรงเรียนเตรียมทหาร (เดิม)

ในกรุงเทพฯ มีสนามมวยมาตรฐาน แห่งคือ เวทีมวยลุมพินี และเวทีราชดำเนิน โดยนักข่าวสายมวยเรียกเวทีลุมพินีว่า “วิกสังกะสี” เพราะสมัยแรกๆ ใช้สังกะสีล้อม แต่เวทีราชดำเนินก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเรียก “วิกคอนกรีต”

สนามมวยเก่าแก่ของกองทัพบก

ปี 2557 สัญญาเช่าระหว่างสนามมวยเวทีลุมพินีกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สิ้นสุดลง ทำให้คณะกรรมการบริหารสนามมวยเวทีลุมพินีต้องย้ายเวทีไปอยู่ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ใกล้สนามกอล์ฟกองทัพบก

วันที่ 21 สิงหาคม 2555 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น มีฐานะเป็นประธานกรรมการสวัสดิการกองทัพบก เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดสนามมวยเวทีลุมพินี รามอินทรา

จากวิกสังกะสีสู่วิกแอร์โอ่อ่า…ลุมพินีก็ยังเป็นขุมทรัพย์ของคนมีสียาวนานถึง 64 ปี

เสี่ยเน้า-เฮียชุ้น

พูดถึงเวทีลุมพินีก็ต้องนึกถึง “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์มวยศึกเพชรยินดี ที่สร้างรายได้ให้สนามมวยลุมพินีมายาวนาน 38 กว่าปี

ปี 2558 เสี่ยเน้าวางมือจากวงการมวย โดยถ่ายโอนงานบางส่วนให้ณัฐเดช ลูกชายคนโต และปิยะรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ หลานชาย

เฮียชุ้น โปรโมเตอร์คนดัง แห่งเวทีลุมพินี

เมื่อหมดยุค “เสี่ยเน้า” ผู้สร้างตำนานศึกเพชรยินดี ก็มาถึงยุคของ ชุ้น เกียรติเพชร” พีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์  ผู้ที่ได้ฉายา โปรโมเตอร์อัศวินแหวนเพชร”

ศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์, ศึกมวยไทยเกียรติเพชร และศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกียรติเพชร กลายเป็นรายการมวยไทยที่ได้รับความสนใจจากแฟนมวย

แล้วไวรัสโควิดก็ทำให้ “เฮียชุ้น” ปวดตับ..ไม่ติดเชื้อก็ยิ่งกว่าติดเชื้อ

วิกฤติโควิด ‘ซ้ายเก่า’ อย่าไร้ใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติโควิด ‘ซ้ายเก่า’ อย่าไร้ใจ

27 มีนาคม 2563 – 08:15 น.
จาตุรนต์ ฉายแสง,เฟคนิวส์,หมอเลี้ยบ,โควิด-19,ข่าวปลอม,พรกฉุกเฉิน,ศอฉ
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

วิกฤติโควิด ‘ซ้ายเก่า’ อย่าไร้ใจ คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

สงสัยภาพอดีตจาก “ศอฉ.” ยุคปราบแดงฮาร์ดคอร์ ยังตามหลอน “คนเดือนตุลา” ปีกไม่เอาทหาร จึงทำให้พวกเขาออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างกว้างขวางต่อการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้ง “ศอฉ.โควิด” เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 บางคนก็มีเหตุผล หลายคนดูไร้เหตุผล แถมนักวิชาการชื่อดัง มองว่านี่คือการทำรัฐประหารเงียบ

อ่านข่าว…  นายกฯคุมศอฉ.โควิดเอง 
“นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี“ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลสมัคร ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “แนวรบโควิด-19 ว่าด้วยคณิตศาสตร์โควิด และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” โดยเขียนยาวมาถึง 18 ข้อ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เป็นที่รับรู้กันว่า “หมอเลี้ยบ” เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข คงพอทราบปัญหาบางอย่าง จึงเสนอว่า “ถ้ารัฐบาลมีปัญหาประสิทธิภาพและเอกภาพในการทำงาน ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขการบริหารจัดการภายในกันเอง แต่ไม่ใช่ด้วยการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วออกมาตรการที่อาจกระทบกับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของคนไทย 65 ล้านคน”

หมอเลี้ยบ และหมอหนู

หมอเลี้ยบย้ำว่า “การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ปัญหาประสิทธิภาพในการควบคุมโรคจะได้รับการแก้ไข”

อดีตนักการเมือง “คนรุ่น 6 ตุลา” เสนอมาตรการรณรงค์ Social Distancing อย่างจริงจัง, การจัดหาหน้ากากให้ประชาชนทุกคนได้ใช้ระหว่าง 22 วันที่ปิดทำการแหล่งชุมชนต่างๆ, การจัดหาแอลกอฮอล์เจลเพื่อล้างมือให้ประชาชนหาซื้อได้อย่างสะดวก ฯลฯ ถ้ามาตรการเหล่านี้ได้ครบ ก็ไม่ต้องใช้ยาแรงแบบเคอร์ฟิว

หมอเลี้ยบไม่ถามหมอหนูบ้างหรือ? ข้อเสนอข้างต้นมีปัญหาอะไรบ้าง? เหตุใด เนวิน ชิดชอบ จึงต้องลุกขึ้น “ปิดเมือง” นำร่อง

อยากให้หมอเลี้ยบไปอ่านบทบันทึกของ “ซ้ายอาวุโส” จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลเมืองน้ำหอมได้ใช้มาตรการ “จำกัดเสรีภาพ” ประชาชน เพื่อสกัดการแพร่เชื้อโรคเหมือนจีน

จรัล สู้โควิดอยู่ปารีส

“ในฝรั่งเศส 24 ชั่วโมง มีผู้ติดไวรัส เป็น 9,134 เพิ่มขึ้น 1,404 คน ตาย 264 คน เพิ่มขึ้น 89 คน เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเพิ่มเติม คนถูกปรับเพราะออกนอกบ้านโดยไม่มีใบอนุญาต และไม่จำเป็นทั่วประเทศ 4,000 คน คนละ 135 ยูโร..”

นี่เป็นภาพปิดเมืองในสถานการณ์ไวรัสระบาดของประเทศต้นแบบประชาธิปไตย และอีกวันหนึ่ง จรัลได้บันทึกว่า “..วันนี้ ขอเริ่มด้วยอารมณ์สายลมแสงแดด หลังจากกักตัวอยู่ในบ้านมา 4 วันแล้ว ยอมสละเสรีภาพส่วนบุคคล เพื่ออยู่ร่วมกับสังคมและเชื่อฟังรัฐ ทั้งที่ลึกๆ ไม่ชอบการใช้อำนาจรัฐอย่างสมบูรณ์”

“คนเดือนตุลา” อีกรายหนึ่งที่คิดและเขียนอะไร เป็นเรื่องการเมืองไปหมด หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “จาตุรนต์ ฉายแสง” ได้โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “อย่าผลักชาวโซเชียลมีเดียไปเป็นศัตรู”

เหตุที่ “เสี่ยอ๋อย” ลุกขึ้นมาเสนอความคิดเรื่องนี้ เพราะได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทีวีรวมการเฉพาะกิจ เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ และเน้นเรื่องการกำกับดูแลโซเชียลสร้างความปั่นปั่วนในสังคม

“ชาวโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตคือกำลังสำคัญของสังคมในการสู้กับวิกฤตโควิด รัฐบาลต้องไม่ผลักให้เขาเป็นศัตรู เลิกคิดแต่จะจับผิด ขู่จะใช้ พ.ร.ก.เล่นงานทุกครั้งที่แถลงข่าวแบบนี้”

จาตุรนต์ ฉายแสง

นักการเมืองผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ คงเห็นแล้วว่า “เฟคนิวส์” ได้สร้างความวุ่นวายให้สังคมมากแค่ไหน อย่ากังวลเรื่องสิทธิเสรีภาพ จนมองข้าม “ภาวะอนาธิปไตย” ในสื่อออนไลน์บ้านเรา

“ส่วนเรื่องเฟคนิวส์ รัฐบาลไม่น่ากังวลเกินเหตุ สังคมโซเชียลมีเดียมีระบบวิธีจัดการกับเฟคนิวส์อย่างได้ผลอยู่เหมือนกัน ใครเสนอข้อมูลผิดๆ ก็จะมีคนเสนอความจริงมาแก้ ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นมีเฟคนิวส์ในโซเชียลมีเดียที่ทำให้เสียหายมากๆ สักเรื่อง”

เฟคนิวส์ไม่กังวลไม่ได้ ขนาดนักการเมืองใหญ่ ระดับประธานยุทธศาสตร์พรรค แชร์เฟคนิวส์ หรือศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงภูมิปัญญา ยังแชร์คลิปข่าวปลอม

พูดตรงๆ มิควรดูเบาเฟคนิวส์ Social Distancing ยังทำไม่สำเร็จ เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย ไร้วินัย ไม่เสพข้อเท็จจริง แต่ชอบเสพเฟคนิวส์ ไม่โทษตัวเอง โทษแต่เจ้าหน้าที่ โทษรัฐบาล

“อนุทิน” รู้มั๊ย?..นักรบเสื้อขาวกรำศึกหนักแค่ไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนุทิน” รู้มั๊ย?..นักรบเสื้อขาวกรำศึกหนักแค่ไหน?

27 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
บุคลากรทางการแพทย์,โควิด-19,อนุทิน,พระบรมราชชนก,นักรบเสื้อขาว,เสื้อกาวน์,แพทย์,พยาบาล,ไวรัส COVID–19,COVID-19,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 746 ครั้ง

“อนุทิน” รู้มั๊ย?..นักรบเสื้อขาวกรำศึกหนักแค่ไหน? ทุกนาทีคือชีวิต เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย ด่านหน้าเผชิญเชื้อโรค เจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19 ไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ แต่ยอมทิ้งครอบครัว เพื่อคนไทยทุกคน

  “อนุทิน”อีกแล้ว!!!

โซเชียลเดือดหนัก วิจารณ์ประเด็นร้อน หลัง “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สื่อแสดงความไม่พอใจบุคคลากรทางกรแพทย์ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเอง จนติดเชื้อวายร้ายไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ในโลกออนไลน์อย่างหนัก จนเกิดแฮชแท็ก #อนุทิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล 

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

      อ่านข่าว :  

       หมอเสาวภาสุดกลั้นน้ำตา อยากแขวนเสื้อกาวน์แล้วกลับบ้าน

      ทำลายขวัญแพทย์ หมออำพลจี้ “อนุทิน” ขอโทษและพิจารณาตัวเอง

ไม่เพียงเท่านั้น เว็บไซต์ Change.org ได้สร้างแคมเปญรณรงค์ ขอเรียกร้องให้ “เสี่ยหนู” ลาออกจากเก้าอี้รมว.สาธารณสุข เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทย มิใช่กลุ่มก้อนแห่งผลประโยชน์ที่ผู้มีอำนาจจะจัดสรรแบ่งปันแก่กลุ่มคนและพวกพ้อง แต่เป็นสิทธิและสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ต้องได้รับการจัดสรรและดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ มีจรรยาบรรณและวิสัยทัศน์ เคารพต่อหลักการประชาธิปไตย และเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ลามไปถึงแวดวงการสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันกระหน่ำโซเชียล ชนิดที่ “อนุทิน”เองก็คาดไม่ถึง

สะเทือนความรู้สึกคนไทยค่อนประเทศ จนอยากร้องไห้ตามคุณหมอ น่าจะเป็นความรู้สึกจากใจของหมอเสาวภา “แพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์” เจ้าของเพจ หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก ที่ถึงกับออกมาโพสต์ข้อความ..

“ทำไมคนเป็น รมต. ถึงพูดแบบนี้…

        มีอะไรที่จะ “สิ้นหวัง” ได้มากกว่านี้อีก

        อยากร้องไห้…

        อยากแขวนเสื้อกาวน์แล้วกลับบ้านเลย

        อุปกรณ์ป้องกันทุกสิ่งอย่าง อยู่หนายยยยยย”

ย้อนถ้อยคำบาดใจ ที่หมออยากร้องไห้ ทิ้งเสื้อกาวน์ หลังฟัง รมว.สาธารณสุข

 “เท่าที่ผมได้รับรายงานมาการติดเชื้อของแพทย์จากการปฏิบัติหน้าที่ให้การรักษาโควิดยังไม่มี นี่คือสิ่งที่จะต้องไปหวดกันนะครับ อันนี้ก็ต้องยอมรับพวกเราก็ไม่พอใจนะครับ สำหรับบุคลากรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเองเราซึ่งเราควรจะต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง ต่อให้ไม่เป็นบุคคลตัวอย่างแต่เราต้องเป็นคนที่ Alert ตัวเองตลอดเวลาว่าช่วงนี้มีสถานการณ์ระบาดโลก เราต้องเซฟตัวเองให้ได้มากที่สุด”นายอนุทิน กล่าว

นักรบเสื้อขาว

ก่อนทุกอย่างจะเลวร้ายไปกว่าวิกฤติโควิด-19 ช่วงเย็นของวันที่ 26 มีนาคม 2563 “อนุทิน” ปล่อยคลิปความยาว 3.23 นาที อธิบายข้อวิพากษ์ในสังคม ใจความตอนหนึ่งว่า…

“เพื่อนๆ พี่น้องกระทรวงสาธารณสุข ที่รักและเคารพทุกท่าน วันนี้ผมได้มีการสื่อสารข้อมูลจากการสัมภาษณ์ออกไป ซึ่งอาจเกิดความไม่สบายใจกับเพื่อนร่วมงานของผมทุกคน โดยเฉพาะคุณหมอ พยาบาล ที่ให้การรักษาผู้ป่วย

ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมขอยืนยันว่าผมไม่เจตนาที่ไม่ดี หรือมีเจตนาที่ตำหนิใครเลยผมมีเพียงเจตนาชื่นชม ศรัทธา และเคารพ ในสิ่งที่พวกท่านปฏิบัติอยู่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวงมาก   ผมเสียใจ ผมสื่อสารไม่ผ่าน และผมจะปรับปรุงตัวและขอให้ท่านให้โอกาสผม ขอให้ท่านรู้ว่าผมไม่มีเจตนาร้ายกับใคร ขอบคุณครับ”

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การสื่อสารของ “อนุทิน” นำไปสู่ข้อผิดพลาดใหญ่หลวง ต่อกรณีการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019(โควิด-19)

“โคโรนาไวรัส2019 แค่ “ไข้หวัดธรรมดา”

ตามมาด้วยอีกวลี “จะติดตั้งจุดคัดกรองที่สนามบินหาสวรรค์วิมานอะไร??”

เหล่านี้ล้วนมาจากปากของ  อนุทิน ชาญวีรกุล “รมว.สาธารณสุข” ในยามที่บุคลากรทางการแพทย์กำลังออกสนามรบกับเจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดแพร่กระจายไปทั่วโลก

วายร้าย….ไวรัสโควิด-19

นาทีชีวิต เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ของนักรบเเสื้อขาว “อนุทิน รู้มั๊ย” แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน มีพ่อ มีแม่ มีครอบครัวอันเป็นที่รักและห่วงใย แต่ด้วยภารกิจที่ต้องแบกรับชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 จำต้องห่างไกลครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่ง..

เหนื่อย ล้า อ่อนเพลีย ก่อนกำลัง  ย่อมเกิดขึ้นเสมอ เมื่อต้องสู้ศึกที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่าลืมว่าเมื่อผู้ป่วยผ่านคัดกรอง ผ่านการสืบสวนโรคแล้ว ไม่ใช่รับยาจากแพทย์แล้วกลับบ้านได้

ผู้ป่วยโควิด-19 ต้อง “แอดมิด”อย่างน้อย 30 วัน  ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์

แม้เหนื่อยล้า อ่อนแรง เสี่ยงภัย กับภารที่หนักอึ้ง ที่ไม่มีวันรู้ว่าเมื่อไหร่จะรบชนะ อยากกลับบ้าน แต่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่เคยทอดทิ้งผู้ป่วย

ยังปฏิบัติหน้าที่ อย่างดียิ่งเพื่อสานต่อพระราชปณิธานของ “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก“พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”

 ในยามที่ยากลำบาก นักรบเสื้อขาวต้องเป็นหน้าด่านเผชิญเชื้อโรค กรำงานหนักอยู่แล้วควรได้รับ “กำลังใจ” มากที่สุด!!!

0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0 รายงาน

เจาะเกณฑ์รับ 5,000 พิษโควิด ใครได้ ใครเฮ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424649?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะเกณฑ์รับ 5,000 พิษโควิด ใครได้ ใครเฮ

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
การเมือง,โควิด,เยียวยา
เปิดอ่าน 1,001 ครั้ง

เช็กผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนรับ 5,000 จากพิษโควิด

หลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 โดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับผลกระทบจากการ “สั่งปิดกิจการ” ในช่วงที่เกิดเหตุระบาดโควิด-19

ซึ่งรัฐบาล โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงถึงการเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” ในระยะที่ 2 หลังนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคุมการแพร่ระบาดโควิด-19

  โดยเฉพาะที่สำคัญคือการชดเชยรายได้ให้กลุ่มแรงงานที่น่าจะเดือดร้อนหนักที่สุด ซึ่งรัฐจัดให้ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน 

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แต่งานนี้มองดูแล้วคนไทยส่วนใหญ่ยังงงๆ มึนๆ ว่าตกลงแล้ว ใครมีสิทธิ์บ้าง คุณสมบัติอย่างไร วิธีการ และช่องทางการรับเงินเป็นแบบไหนกันแน่

 วันนี้มาสรุปให้เข้าใจง่ายๆ อีกครั้ง เพื่อให้เงิน 5,000 บาท ถึงมือผู้ที่มีคุณสมบัติทุกคนดังนี้

+++

คนที่มีสิทธิ์

ดังที่รู้ เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา หรือ โควิด 19 ที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกและในประเทศเราตอนนี้

ไม่ต้องพูดเรื่องผลต่อสุขภาพของประชาชนที่หนักหนาสาหัส แต่ยังกระทบต่อภาคเอกชน ธุรกิจ ห้างร้านต่างๆ ทุกประเภท

ยิ่งพอมีประกาศให้ปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยง หรือสถานที่ที่มีคนแออัด เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อหลายแห่ง ยิ่งส่งผลให้แรงงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคม และลูกจ้าง หรือลูกจ้างชั่วคราว ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

จนเมื่อรัฐก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนกลุ่มนี้ ก็นับเป็นข่าวดียิ่ง โดยรัฐบาลจะชดเชยรายได้ให้ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน คือ เมษายน-มิถุนายน 2563 โดยให้เข้าไปลงทะเบียนขอรับสิทธิฺที่ www.เราไม่ทิ้งกัน.com

ทั้งนี้ ทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกันขอรับเงินเยียวยาดังกล่าว ได้แก่

 ผู้ประกันตนมาตรา 39 (อดีตลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาอย่างน้อย 12 เดือน และสมัครส่งเงินสมทบต่อภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ออกจากงาน) อธิบายง่ายๆ ว่าคนที่ตกงานแล้วแต่ยังพร้อมส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมโดยสมัครใจ

          ผู้ประกันตนมาตรา 40 (อาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ) คือคนที่ไม่มีนายจ้าง เป็นนายตัวเอง ชีวิตลุ้นที่สุด เช่นพ่อค้า แม่ขาย ฯลฯ

ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในสถานประกอบการ/พนักงานเอกชน) ที่ยังจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน จึงยังไม่มีสิทธิ์รับเงินกรณีว่างงาน ก็สามารถรับเงิน 5,000 บาท ได้เช่นกัน

พูดง่ายๆ ว่าทั้งหมดนี้ครอบคลุมแรงงาน 3 กลุ่ม คือ 1.แรงงาน 2.ลูกจ้างชั่วคราว 3.อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยมีการคาดว่า 3 กลุ่มนี้มีจำนวนกว่า 3 ล้านคน เพราะคนกลุ่มนี้โลดแล่นอยู่ในระบบธุรกิจที่ส่วนใหญ่ถูกสั่งปิดเพราะโควิด-19 นั่นแหละ ไม่ว่าจะสนามมวย สถานบันเทิง ร้านอาหารกลางคืน ผับ บาร์ ร้านนวด ร้านสปา โรงภาพยนตร์ รวมถึงสนามกีฬา และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ฯลฯ

ส่วนผู้ที่ยกเว้นที่จะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ ข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ เกษตรกร (กลุ่มนี้ได้รับการช่วยเหลืออื่นๆ จากรัฐบาลอยู่แล้ว) และผู้ประกันตนมาตรา 33 (ที่รับเงินว่างงาน)

++

มีสิทธิ์แล้วทำไง

เมื่อเช็กแล้วพบว่าตนเองมีสิทธิ์ตามข้างต้น ก็จะต้องเตรียมเอกสาร ได้แก่ 1.บัตรประจำตัวประชาชน 2.ข้อมูลส่วนบุคคล 3.ข้อมูลนายจ้าง

เมื่อเตรียมเอกสารแล้ว ก็เริ่มดำเนินการได้ ซึ่งมี 2 วิธี ได้แก่ 1.การเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com

2.ลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ​และธนาคารกรุงไทย โดยต้องเตรียมเอกสารตามข้างต้น และมีข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน และข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์ หรือบัญชีธนาคาร มาด้วย จากนั้นเดินเข้าไปยังธนาคารดังกล่าวนี้ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่เลยว่า มาเพื่อลงทะเบียนเพื่อรับเงินชดเชยผลกระทบจากโควิด-19

หากใครมีคุณสมบัติครบ ลงทะเบียนเรียบร้อยก็จะได้รับเงินภายใน 5 วันหลังลงทะเบียน ซึ่งช่องทางการรับเงิน มีทั้ง 1.พร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน หรือ 2.เลือกรับเงินโดยผ่านบัญชีธนาคาร

ส่วนแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน ในกลุ่มนี้ไม่ต้องเข้าไปลงทะเบียน แต่หากในกรณีที่นายจ้างไม่ให้ทำงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์ 50% เป็นเวลาไม่เกิน 180 วัน และหากหน่วยงานภาครัฐ มีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว ผู้ประกันตนจะได้รับเงินไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้การให้เงินช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 คนละ 5,000 บาท จะมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 จะให้เริ่มลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ WWW.เราจะไม่ทิ้งกัน.com ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

แอบกระซิบดังๆ ว่า ผู้ลงทะเบียนไม่จำเป็นต้องแย่งมาลงทะเบียน หรือตั้งนาฬิกาปลุกมาลุ้นกันตีสองตีสามจนเว็บล่ม เพราะรัฐไม่ได้พิจารณาใครมาก่อนได้ก่อน ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหากเข้าเงื่อนไข เข้าใจตรงกันนะ!

ยิ่งกว่า “โกลาหล” เช็กอาการโควิดคนดัง #ติดหรือยังนะเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424662?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยิ่งกว่า “โกลาหล” เช็กอาการโควิดคนดัง #ติดหรือยังนะเรา

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด,แมทธิว ดีน,ปอดอักเสบ
เปิดอ่าน 670 ครั้ง

เช็กอาการคนดังหลังรู้ติดโควิด # เราติดหรือยัง

          สถานการณ์โควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไป ไทยเราเองหลังกรุงเทพมหานครมีการออกประกาศปิดสถานประกอบการหลายประเภท โดยให้ปิดตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม-12 เมษายน พร้อมๆ กับสถานประกอบการหลายแห่งดำเนินนโยบายทำงานจากบ้าน ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายขนานใหญ่ของแรงงานที่ว่างงานชั่วคราว เพราะพวกเขาต้องการกลับบ้านเกิดภูมิลำเนา

ดังนั้นตอนนี้หลายฝ่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญและชาวบ้านร้านตลาดจึงพากันคาดเดาและวิเคราะห์แนวโน้มกันแล้วว่า 20 วันนี้ ที่สุดแล้วสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 บ้านเราจะไปถึงขนาดไหน

เกิดเป็นความสับสน กังวลใจ ที่ซ้อนทับเข้ามาอีกนอกเหนือจากความงุนงงกับการบริหารจัดการของภาครัฐที่ถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนคนละทิศคนละทาง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หนือกว่าความสับสันวุ่ยวายข้างต้นยังมีอีกความโกลาหลที่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน คือเมื่อเราป่วยและสงสัยว่าจะเป็นโควิดหรือไม่เราจะสังเกตอาการก่อนที่จะรีบแจ้นไปให้คุณหมอตรวจยังไงกันบ้าง

เท่าที่เห็นหลายคนที่ป่วยมีอาการไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่และไม่ทุกคนที่จะมีอาการเหมือนกัน วันนี้มารวบรวมไล่ดูอาการของคนดังที่ยังรักษาตัวอยู่และคนที่เคยผ่านวิบากโควิด-19 กันดูว่าแต่ละคนนั้นมีอาการอย่างไรกันบ้าง

เผื่อว่าใครที่สงสัยว่าคล้ายๆ เคียงๆ อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมไปยันกับคุณหมอให้พิจารณา นอกเหนือจากเงื่อนไขหนึ่งคือการเพิ่งกลับมาหรือข้องเกี่ยวกับผู้ที่กลับมาจากประเทศสุ่มเสี่ยง

บอกเลย แต่ละคนอาการแรกเริ่มไม่เหมือนกันจริงๆ

หมอบอกว่า

ก่อนจะไปว่ากันที่อาการของผู้คนที่ “ป่วยจริง เจ็บจริง” มาดูข้อบ่งชี้จากส่วนกลาง หรือจากทางการแพทย์กันก่อน

          โดยสรุปแล้วระบุว่าผู้ป่วยโควิด-19 จะมีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา ต่อเนื่อง 4 วันขึ้นไป โดยไข้ไม่ลด เจ็บคอ ไอ อาจมีเสมหะปนเลือด ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว จากภาวะปอดบวม และ 5-20% ของผู้ป่วยในรายที่รุนแรงจะมีอาการปอดอักเสบ

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลราชวิถี ได้ร่วมกันจัดทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนมาโรงพยาบาลต่อการติดเชื้อโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ http://rajavithi.emergencymed.net/corona/เพื่อให้ผู้ป่วยได้ลองประเมินตัวเอง ลดการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาด้วย

อย่างไรก็ดีคนไทยก็ยังสับสนหนักเข้าไปอีก เมื่อยังมีเคสที่แม้จะติดเชื้อแล้วแต่ก็มีอาการไม่มากเพราะเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันดี อย่างเช่นวัยหนุ่มสาว ซึ่งสามารถหายได้เองแต่ต้องระวังแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นแถมยังบอกว่าคนที่ไม่มีอาการป่วย ร่างกายแข็งแรงก็ไม่ควรพาตัวเองไปยังสถานที่เสี่ยง พื้นที่แออัดต่างๆ ดังแคมเปญที่ว่า #อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

ความสับสนมันจึงอยู่ตรงนี้ ที่เมื่ออาการไม่แสดงออกแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น แล้วเราจะป้องกันการแพร่เชื้อได้อย่างไร 100 เปอร์เซ็นต์

เกือบปกติ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องกลับไปดูเคสของ แมทธิว ดีน อีกครั้ง เพราะต้องนับว่าเมื่อเขาออกมาประกาศยอมรับผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 โดยระบุว่าต้องทำการรักษาต่อไป

โดยที่สุดแล้วก็มีข่าวว่ามีอีกหลายๆ คนติดเชื้อโควิด โดยทั้งหมดไปร่วมงานแข่งขันมวยที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา แน่นอนงานนั้น แมทธิว ดีน เป็นพิธีกร

อย่างที่รู้กันว่าในที่สุดนักร้องชื่อดัง ลีเดีย ซึ่งเป็นภรรยาของแมธทิว ดีน จะหนีไม่พ้น เธอก็ออกมาประกาศว่าติดเชื้อด้วยเหมือนกันเรียบร้อย และเข้ารับการรักษา ซึ่งจนถึงขณะนี้ (26 มีนาคม) สามีภรรยาก็ยังต้องกักตัวที่โรงพยาบาลต่อไป

สำหรับอาการของโควิด-19 ลีเดีย เล่าว่า ช่วงแรกไม่เป็นอะไรเลยที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นหวัด ไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ แต่มีไข้ 37 กว่า ซึ่งเมื่อมีอาการแบบนี้ช่วงแรกลีเดียยังแอบคิดว่าหรือตนเองกำลังจะหาย

   นอกจากนี้จากการเอกซเรย์วันแรกปอดก็ปกติ แต่เมื่อทำซีทีสแกน วันรุ่งขึ้น ผลออกมาคือไวรัสเข้าปอดแล้ว ลีเดียบอกว่าแม้จะเป็นแบบนั้นแต่ไม่แสดงอาการเลยไม่หอบ ไม่เหนื่อย ระดับออกซิเจนปกติ

ต่อมาหลังจากถูกย้ายไปไอซียูเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและเริ่มรับประทานยาทันที ก็ยังรู้สึกแข็งแรงดีทุกอย่าง หายใจได้ ไม่มีอาการหวัด

จนกระทั่งอยู่ไอซียูมา 5 วัน ก็ไม่มีไข้แล้ว ปอดโอเค จึงได้ย้ายออกจากไอซียูและได้พบสามีคือ แมธทิว ดีน ได้แล้ว

ส่วนฝ่ายของสามีก็มีอากาการที่แตกต่างกัน คือวันแรกที่ไปถึงโรงพยาบาลมีไข้และคัดจมูก บวกมึนศีรษะนิดหน่อย แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีไข้ไปอีก 3 วัน จึงไม่ได้รับประทานทานยา โดยปล่อยให้หายเอง

แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นไข้กลับมาใหม่และมีอาการท้องเสียหมอจึงรีบเอกซเรย์ ก็พบว่าเริ่มมีอาการปอดอักเสบเหมือนภรรยา จึงต้องรีบเข้า ไอซียู และเริ่มให้ยา อาการจึงดีขึ้นตามลำดับ และออกจากไอซียูแล้ว

ผัวเมียอาการต่างกันระยะแสดงอาการต่างกัน คนไทยวงนอกจะเอาตรงไหนมาประเมินตัวเองก็น่าคิด

ปวดแสบปวดร้อน

ย้อนไปดูอีกรายซึ่งเป็นเซียนมวยชื่อดังคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม เขาได้ออกมาเฟซบุ๊กไลฟ์ที่เพจ “มวยหู เปาเปียวบางบัวทอง ชนได้ทุกหูที่หน้าตู้” บอกเล่าถึงอาการผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ตัวเองประสบมา

เบื้องต้นเจ้าตัวบอกว่าโรคนี้ไม่ได้อันตรายรุนแรงอย่างที่กลัว แต่มันติดง่าย ลุกลามได้รวดเร็วจากคนสู่คน โดยอาการของตนเองมักแสดงอาการในช่วงเย็น

สำหรับอาการวันแรก เจ้าตัวบอกว่าจะรู้สึกระคายผิวหนัง ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดแสบปวดร้อนแต่ไม่มาก มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 30 นาที แล้วก็ลดลง เจ้าตัวบอกว่าเชื้อโควิด-19 ความน่ากลัวของมันคือสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้เร็วมากๆ โดยวันแรกยังไม่มีน้ำมูก

ต่อมาวันที่ 2 รู้สึกว่ามีน้ำมูกเหนียวๆ อยู่ข้างใน จากนั้นจะมีอาการหายใจติดขัดเล็กน้อย สักพักก็หายกลับมาเป็นปกติ กระทั่ง 2-3 ชั่วโมงต่อมาก็เริ่มหายใจติดขัดอีกรอบ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มปอดอาการจะเป็นอยู่ราวๆ 10-15 นาที และจะระคายผิวก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีอะไรวิ่งอยู่ในตัวและตัวเริ่มร้อนขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเย็น ไข้เริ่มมา คันยุบยับๆ ปากแห้ง กลืนน้ำลายไม่ลง ต่อมาจึงตัดสินใจไปหาหมอทันที โดยเข้ารักษาที่ศูนย์กักกันโรคแถว อ.บางพลี

อาการวัยรุ่น

ที่เราได้ยินมากคือคนยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยไวรัสโควิด-19 ต่ำมาก แต่ที่สุดคนไทยก็ได้เห็นว่ามีดาราอีกรายที่ติดมา คือดาราวัยรุ่น “แพรวา” ณิชาภัทร วัย 24 ปี ที่โด่งดังมาจากการรับบท “ขนมปัง” ในซีรีส์ “ฮอร์โมนฯ” ก็ออกมาประกาศว่าติดเชื้อโควิด 19

โดยเจ้าตัวโพสต์รูปผลตรวจพร้อมข้อความบอกเล่าอาการที่เป็นว่ารู้สึกปวดหัว ตัวอุ่นๆ วัดไข้ออกมาได้ 36.5 องศา เลยกินยาแก้ปวดหัวแล้วนอน พอตื่นมาตอนเช้าของวันที่ 16 มีนาคม ไม่มีอาการปวดหัวแต่ยังรู้สึกตัวอุ่นๆ วัดไข้อีกทีได้ 37 องศา จึงสงสัยว่าอาจเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เลยตัดสินใจไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ทันที

ปรากฏเช้าวันที่ 20 มีนาคม แพรวาโพสต์แจ้งว่าได้รับสายตรงจากคุณหมอว่าผลเป็น detectable คือตรวจพบไวรัสโคโรนา 2019 ที่โพรงจมูกกับคอ โดยที่ยังเป็นอาการขั้นแรก เชื้อยังไม่ลงปอด หายใจได้ตามปกติ จากนั้นก็เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในที่โรงพยาบาล รอดูอาการให้ครบ 14 วัน

วันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวออกมาโพสต์ทวิตเตอร์อัพเดทอาการว่าเป็นวันที่ 6 น้ำมูกลดลง เสมหะลดลงแล้ว และที่ผ่านมาไม่มีไข้เลยสักวัน แถมเอกซเรย์ปอดแล้วปอดปกติ เชื้อยังไม่เข้าสู่ปอด

โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้ วันที่ 1-2 ปกติดี วันที่ 3 เริ่มมีเสมหะ ไอนิดเดียว วันที่ 4 เริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก วันที่ 5 จิตตกเล็กน้อยกลัวอาการตัวเองแย่ลงกว่านี้ (คิดว่ามึนฤทธิ์ยาแก้ไอกับลดน้ำมูกเพราะมันทำให้ง่วงแต่ไม่นอน) วันที่ 6 เสมหะลดลง น้ำมูกลดลง ไม่มีไข้เลยสักวัน

นี่เพียงแค่สามสี่ตัวอย่างก็สังเกตได้เลยว่ามีอาการแรกเริ่มที่ไม่เหมือนกันเลย แน่นอนส่วนหนึ่งมาจากร่างกายของแต่ละคนมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน

ดังนั้นคนไทยที่ยังสงสัยไม่แน่ใจเหมือนที่มีการติดแฮชแท็กทั่วบ้านทั่วเมืองว่า #ติดยังวะ ก็ลองสังเกตดูว่าที่ตนเองกำลังป่วยนั้นใกล้เคียงแบบไหนบ้าง

เหนืออื่นใดหากต้องไปโรงพยาบาลอย่างน้อยก็สวมหน้ากากป้องกันให้ดี ทั้งการป้องกันเชื้อแพร่ออกและการรับเชื้อเข้า ในนาทีที่อะไรก็ไม่แน่นอนเลยสักทางตอนนี้

โตเกียว ‘โอลิมปิก’ เลื่อนไป 1 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424595?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โตเกียว ‘โอลิมปิก’ เลื่อนไป 1 ปี

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
สมเด็จพระสังฆราช,โควิด19,โรงทาน,โตเกียวเกมส์,เขาใหญ่
เปิดอ่าน 193 ครั้ง

ดับเครื่องชน..วันนี้มี 3 เรื่อง ‘พระเมตตาสมเด็จพระสังฆราช – เลื่อนโอลิมปิก 2020 – เขาใหญ่ต้นแบบปลอดมลพิษ

  ในที่สุดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ‘ชินโซ อาเบะ’ ก็ได้ปรึกษาทางโทรศัพท์สายตรงกับ ‘มร.โธมัส บาค’ ประธานโอลิมปิกสากล ขอให้เลื่อนมหกรรม ‘โอลิมปิก 2020’ ไปหนึ่งปีเต็ม

จากสถานการณ์ ‘โควิด-19’ ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกและกำหนดเดิมนั้นจะแข่ง 24 กรกฎาคม-9 สิงหาคม 2563 และเจ้าภาพญี่ปุ่นขอเวลาตัดสินใจปลายเดือนเมษายนนี้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 แต่ตอนนี้รอไม่ได้เสียแล้วเพราะแคนาดา-ออสเตรีย-ฝรั่งเศส ประกาศเป็นทางการแล้วว่าจะไม่ส่งนักกีฬาแข่ง

หากไม่รีบประกาศเลื่อน ณ เวลานี้ เชื่อว่าจะมีอีกมากมายหลายประเทศถอนตัวโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง อเมริกา-จีน-อิตาลี ฯลฯ ซึ่งกำลังโคม่าอยู่

เดิมทีนั้นโอลิมปิก 2020 ณ ญี่ปุ่น จะเป็นโอลิมปิกที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งด้านสนามแข่งขัน-ที่พักนักกีฬา-การจัดการแข่งขัน-ตั๋วเข้าชมที่แน่นทุกสนาม

เราจะไม่ขอบอกตัวเลขว่าญี่ปุ่นเสียหายเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามความเหมาะสม

สงครามโลกเคยทำให้โอลิมปิกต้องเลื่อนมาแล้ว ‘โควิด-19’ นี้แรงจริงเท่ากับสงครามโลก!

อ๊อด เทอร์โบ

** โรงทานช่วยคนจน

    พระเมตตาพระสังฆราช

จดหมายฉบับนี้นำมาจากเพจ สนง.เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งแสดงให้เห็นพระเมตตาต่อชาวไทยผู้มีรายได้น้อย จึงขอนำมาแจ้งให้ทราบดังต่อไปนี้

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตประจำวัน และฐานะทางเศรษฐกิจ

ก่อให้เกิดความยากลำบากในหมู่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือตกอยู่ในภาวะที่ต้องปรับรูปแบบการดำรงชีวิตอย่างกะทันหัน ทรงพระดำริว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนคู่กับสังคมไทยมานับแต่โบราณ

สมควรให้วัดที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะอนุเคราะห์ประชาชนผู้ประสบความยากลำบาก มีพระบัญชาโปรดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานงานกับวัดทั่วราชอาณาจักรที่มีศักยภาพจัดตั้งโรงทานช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบาก

ทั้งนี้มิใช่การบังคับ ให้ประสานภารกิจร่วมกับหน่วยงานบุคลากรทางการแพทย์ และการสาธารณสุขแต่ละพื้นที่ปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงทาน และการแจกจ่ายให้เป็นไปตามหลักสุขอนามัย

ไม่จัดพิธีการ พิธีกรรม กิจกรรมหรือการบริหารจัดการใดที่ต้องให้บุคคลจำนวนมากมารวมตัวกัน

  นี่คือน้ำใจและความเมตตาโดยไม่หวังผลตอบแทน สมควรที่จะได้ช่วยเหลือกันครับ

สมหมาย (ชัยนาท)

เรียนคุณ ‘สมหมาย’ ชัยนาท

ผมขอนำข้อความนี้มาแจ้งให้ทราบเพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าไม่ทอดทิ้งกันและยิ่งเป็น ‘โรงทาน’ สมเด็จพระสังฆราชด้วยแล้ว นอกจากจะอิ่มแล้วยังมีสติกำลังใจต่อสู้บนโลกนี้ต่อไป

ในฐานะของพุทธศาสนิกชนของอนุโมทนาสาธุและขอให้ทุกคนปฏิบัติตามข้อแนะนำต่างๆ โดยเข้มงวด

เชื่อเหลือเกินว่าหากคนไทยสามัคคีและมีน้ำใจแล้วช่วยเหลือกันแล้วไวรัสมรณะแบบไหนก็สู้ไม่ได้

อ๊อด เทอร์โบ

**‘เขาใหญ่’ ต้นแบบ

   ปลอดมลพิษ

(ผ่านไปยังนักท่องเที่ยว)

ขอแสดงความยินดีจากผู้รักอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ได้รับการนำร่องหรือเป็นต้นแบบให้เป็นเขตปลอดมลพิษ ซึ่งหากได้ผลจะขยายไปยังอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ต่อไป

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้คัดเลือกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานโครงการเป็นแห่งแรก จากนั้นจะขยายผลไปยังอุทยานแห่งชาติอีก 14 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, อุทยานแห่งชาติเอราวัณ, อุทยานแห่งชาติเขาสก, อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก, อุทยานแห่งชาติภูกระดึง, อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย, อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด, อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี, อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

ปกติแล้วผมชอบไปเขาใหญ่ด้วยเหตุว่ามีความสมบูรณ์และอยู่ไม่ไกลแต่เรียนให้ทราบว่ามีปัญหาตามมา เช่น ความสะอาด ความปลอดภัย ฯลฯ ซึ่งขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย

เชื่อเหลือเกินว่าต่อไปอุทยานแห่งชาติจะปลอดมลพิษหากเราช่วยกัน

ประสิทธิ์ (ดอนเมือง)

คาถาสู้ “โควิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424636?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คาถาสู้ “โควิด”

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
การเมือง,โควิด,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

คาถาสู้ “โควิด” บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2563

ถึงเวลานี้คงหลายคนตั้งคำถามด้วยอารมณ์ท้อแท้ว่า ประเทศไทยจะต้องทนทุกข์ไปกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ไปอีกนานเท่าใด แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะมั่นอกมั่นใจแบบเข้าข้างตนเองนิดๆ ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจจะจบลงหลังหน้าร้อนผ่านพ้นไป แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อเวลาผ่านพ้นไป สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศกลับเลวร้ายลงทุกวัน เมื่อยอดตายและยอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสกัดไวรัสร้ายไม่ให้ลุกลามไปทั่วประเทศ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงเมื่อใดนั้น ล่าสุดมีการประเมินว่า โลกอาจต้องเผชิญกับไวรัสร้ายโคโรนาอย่างน้อย 1 ปีเต็ม หรือมากกว่านั้น และที่สำคัญหากผู้คนทั่วโลกยังละเลยต่อข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ที่ใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาด ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ไม่เกิน 1 ปี ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนอาจติดเชื้อโควิดเกินกว่า 50% จนกว่าจะมีวัคซีนออกมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ ซึ่งในส่วนของวัคซีน “องค์การอนามัยโลก” กำลังเร่งทดลองวัคซีนตัวหนึ่งที่อาจเป็นความหวังของผู้คนทั่วโลก และถ้าสำเร็จอาจจะผลิตออกมาใช้ได้ประมาณกลางปีหน้า

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จากเหตุการณ์ข้างต้นคงไม่ต้องมานั่งตั้งคำถามกันแล้วว่า โควิด-19 จะจากไปเมื่อใด วันนี้สถานการณ์การแพร่ไวรัสโคโรนาในแต่ละประเทศกำลังลุกลามออกไปอย่างต่อเนื่อง บางประเทศร้ายแรงเข้าสู่ขั้นวิกฤติจนแทบจะไร้ทางสว่าง ขณะเดียวกันในส่วนของประเทศไทยสถานการณ์อยู่ในขั้นน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง เมื่อยอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะหลักพันเข้าไปแล้ว และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ การแพร่ระบาดไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑลแล้ว หลังจากตัวเลขล่าสุดระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อกระจายไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัดเกือบค่อนประเทศแล้ว

น่ากลัวยิ่งนักกับสถานการณ์ร้ายลึกที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย  ดังนั้นสิ่งสำคัญตอนนี้คือทุกฝ่ายต้องช่วยกันงดการเดินทางเพื่อลดการแพร่เชื้อตามมาตรการโซเชียล ดิสแทนซิ่ง ให้ได้เป็นอันดับแรก และนี่คงเป็นคำตอบว่า การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำเป็นต้องอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนระดับที่รัฐบาลต้องประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรวมอำนาจการบริหาร และออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดให้ได้ และแม้ว่า ผลพวงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนเพียงใดก็ตาม เราต้องยอมรับอย่างเข้าใจและไร้ข้อกังขาใดๆ

ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงบทพิสูจน์ร่วมกันว่า เราจะสามารถก้าวข้ามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสร้ายโควิด-19 กันได้มากน้อยเพียงใด หมดเวลาแล้วที่จะมานั่งโทษกันไปมา วันนี้หากเรายังหวังจะให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่ง การร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นในฐานะคนไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาเป็นระยะๆ อย่างเคร่งครัดด้วยความเข้าใจ เพราะถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดได้อย่างอยู่หมัด… “เรียนรู้ ร่วมมือ ปฏิบัติตามอย่างเข้าใจ” …ท่องไว้ให้ขึ้นใจ “คาถาสู้โควิด”