เครือข่ายผู้บริโภคชี้ “เงื่อนงำเงินประกันไฟฟ้า” จี้คืนเงินย้อนหลังให้หมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424628?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครือข่ายผู้บริโภคชี้ “เงื่อนงำเงินประกันไฟฟ้า” จี้คืนเงินย้อนหลังให้หมด

26 มีนาคม 2563 – 18:34 น.
เงินประกันไฟฟ้า,เงื่อนงำเงินประกันไฟฟ้า
เปิดอ่าน 1,764 ครั้ง

กรณี “สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน” ประกาศคืนเงิน “หลักประกันการใช้ไฟฟ้า” ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย จำนวนกว่า 23 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงินกว่า 33,000 ล้านบาทนั้น

ได้เกิดคำถามมากมายว่าทำไมต้องเก็บเงินส่วนนี้ในลักษณะเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้า…โดยเฉพาะการพบเงื่อนงำน่าสงสัยหลายประการ มีเสียงเรียกร้องให้แสดงตัวเลขทั้งหมดให้โปร่งใสและคืนเงินย้อนหลังให้หมดด้วย !

ล่าสุด “สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึก” ว่า หลังจากฟังข้อมูลตัวแทน “ผู้บริหาร” หน่วยงานเกี่ยวข้องกับการไฟฟ้าฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้า” กว่า 3 พันล้านที่จะคืนให้ประชาชนนั้น ไม่ได้เป็นเงินค่าประกันมิเตอร์อย่างที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่เป็นเงินที่ถูกเก็บมาเพื่อใช้กรณี ผู้ใช้ไฟไม่สามารถค้างชำระค่าไฟฟ้าได้  หรือค้างชำระค่าไฟฟ้าเกินระยะเวลาที่กำหนด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“เครือข่ายผู้บริโภคก็เลยเริ่มสงสัยแล้วว่า ต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง หรือการเอาเปรียบประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ เพราะที่ผ่านมา ใครไม่จ่ายเงินค่าไฟตรงตามเวลาแค่ 7 วันก็โดนตัดไฟแล้ว และยังต้องให้พวกเราไปแจ้งเปิด และจ่ายค่าค่าธรรมเนียมต่อไฟคืนอีก 107 บาท  หมายความว่า ถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าโดนเก็บค่าหลักประกันล่วงหน้าไปแล้วเฉลี่ย 2 เดือน หากไม่ได้ไปจ่ายค่าไฟก็ไม่ควรต้องโดนตัดไฟอย่างน้อย 2 เดือน ถูกหรือไม่ ?

ตัวแทนผู้บริโภคข้างต้นกล่าวต่อว่า นอกจากเก็บเงินแบบไม่ยุติธรรมแล้ว ยังมีเงื่อนงำอีกว่าเอาเงินค่าประกันที่คนไทยจ่ายไปบ้านละ 2 – 4 พันบาท รวมสะสมมาหลายปีน่าจะหลายหมื่นล้านบาทนั้น เอาไปทำอะไรบ้าง มีข้อมูลมาว่าเงินส่วนนี้ โดนเอาไปเป็นค่าลงทุนในการขยายเขตเสาไฟฟ้าให้ทุกพื้นที่ แต่ตอนนี้แทบทุกบ้านก็มีไฟฟ้าไปถึงแล้ว เงินก้อนนี้ผู้บริหารการไฟฟ้าทุกหน่วยงาน ต้องชี้แจงให้ละเอียดเอาตัวเลขย้อนหลังมาเปิดกางแจกแจงให้ประชาชนเห็นว่าเอาเงินไปทำอะไรบ้าง เพื่อความโปร่งใสและความสบายใจของทุกฝ่าย

“ตอนนี้พวกเรากำลังช่วยกันสืบหาข้อมูลว่า มีอะไรซ่อนอยู่ในเงินประกันค่าไฟนี้ เอาไปลงทุนอยู่ที่ไหน เอาไปหาผลประโยชน์อะไรบ้าง  และจะดูด้วยว่าถ้าเป็นเงินหลักประกันค่าไฟฟ้ากรณีจ่ายช้าเกิน 2 เดือนจริง ก็ต้องโอนเงินที่เคยเก็บค่าธรรมเนียมต่อไฟ 107 บาทคืนย้อนหลังด้วย ถ้าใครไม่ได้จ่ายช้าไปมากกว่า 2 เดือน ตามที่การไฟฟ้าฯอ้าง พร้อมทั้งเงินผลประโยชน์ที่ได้จากเงินก้อนนี้ด้วย ต้องคืนมาให้หมด ไม่ใช่คืนเฉพาะเงินต้นอย่างเดียว” สารี อ๋องสมหวัง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ทั้งนี้ “เงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้า” เป็นเงินที่กำหนดให้ผู้ขอใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 เป็นต้นมาต้องจ่ายวางไว้ตั้งแต่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าครั้งแรก ตามอัตราที่กำหนดไว้ เช่น เครื่องวัดขนาด 5 (15) แอมแปร์ ประมาณว่ามีการใช้ไฟฟ้าเดือนละไม่เกิน 150 บาท จึงกำหนดหลักประกันไว้ 300 บาท เครื่องขนาด 15 (45) แอมแปร์ใช้ไฟเฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 1,000 บาท กำหนดหลักประกัน 2,000 บาท เครื่องขนาด 30 (100) แอมแปร์หลักประกัน 4,000 บาท เครื่องขนาด 50 (150) แอมแปร์หลักประกัน 6,000 บาท ฯลฯ

 เดือนธันวาคม 2562 สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่ามี “ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย”  22 – 23 ล้านรายวาง “เงินค่าประกันการใช้ไฟ” ประมาณรายละ 2 – 4 พันบาท คิดเป็นวงเงินรวมมากกว่า 2 หมื่นล้าน โดยคิดจากค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าประมาณ 2 เดือน เพื่อนำไปใช้กรณีมีผู้ไม่ยอมบิลค่าไฟ หรือกรณีถูก “งดจ่ายไฟฟ้าจริงเท่านั้น” ที่ผ่านมาหากใครจ่ายช้าเกินกำหนด  5-7 วันจะโดนตัดไฟ แต่เมื่อปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงเป็น10 วัน โดยจะมีหนังสือแจ้งเตือนก่อนอย่างน้อย 5 วัน เท่ากับว่ามีเวลาประมาณ  15 วัน ก่อนโดนงดจ่ายไฟฟ้า

หากผู้ใช้ไปจ่ายค่าไฟแล้ว ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมเลยกำหนดไม่จ่ายค่าไฟฟ้า 2  แบบ คือ ค่าธรรมเนียมการงดจ่ายไฟของการไฟฟ้านครหลวง 40 บาท  และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 107 บาท แม้จะยังไม่มีการตัดไฟจริงก็ตามแต่ต้องจ่าย หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่า “ค่าต่อไฟคืน”

  โดยเงินค่าธรรมเนียม “ค่าต่อไฟคืน”  ส่วนนี้ เครือข่ายผู้บริโภคกำลังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมต้องมีในเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าหลักประกันไฟฟ้าไปแล้ว

เภสัชชื่อดัง วิเคราะห์ “ยาโควิด-19″… ยังไม่ได้ผล 100 % #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424621?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เภสัชชื่อดัง วิเคราะห์ “ยาโควิด-19″… ยังไม่ได้ผล 100 %

26 มีนาคม 2563 – 18:10 น.
โควิด19,ยาโควิด-19,เภสัชกร
เปิดอ่าน 974 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 ชาวโลกต่างดีใจที่แพทย์หลายประเทศประกาศผลสำเร็จการทดลองใช้ “ยารักษา” โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า “โควิด -19” ในผู้ป่วย โดยมีชื่อยาหลายชนิดเผยแพร่ออกมา แต่ปรากฏว่า ผอ.องค์การอนามัยโลกให้สัมภาษณ์ 23 มีนาคม ถึงความไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้นั้นได้ผลจริง…แถมอาจส่งผลอันตรายกับผู้ป่วยด้วย !

“SARS-CoV-2” ชื่อรหัสไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้มีอาการ “โรคปอดอักเสบรุนแรง” เริ่มจาก ไข้สูง ไอ จาม มีเสมหะ เจ็บคอ มีน้ำมูก หากอาการหนักมากจะเหนื่อยหอบ หายใจติดขัด ถ้ารักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เนื่องจากเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่กลุ่มแพทย์ทั่วโลกได้พยายามพลิกตำราค้นหา “ยา” ที่รักษาเชื้อโรคกลุ่มต่าง ๆ มาทดลองใช้กับคนไข้ขั้นโคม่า ได้แก่

  “กลุ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี” ที่ใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์” เช่น “รีโทรนาเวียร์” (Ritonavir) และ “โลพินาเวียร์”(Lopinavir) เป็นสูตรผสมกันรักษาผู้ป่วย

       “กลุ่มยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่” เช่น โอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir)  “บาลอกซาเวียร์ มาร์โบซิล” (Baloxavir marboxil)

     “กลุ่มยาฤทธิ์ต่อต้านอาร์เอ็นเอไวรัส”  โดยเฉพาะยาชื่อ “ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ที่เคยใช้ได้ผลกับผู้ป่วยไวรัสอีโบลา ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสโรคปากและเท้า ฯลฯ

“กลุ่มยารักษามาลาเรีย” ที่ชื่อว่า คลอโรควิน (chloroquine)  หรือ ไฮดรอกซีคลอโรควิน (hydroxychloroquine)

โดยยากลุ่มหลังนั้น ฝั่งยุโรป เช่น ฝรั่งเศส และฝั่งอเมริกามีการใช้กันมาก แพทย์เลือกที่จะทดลองใช้ยาคลอโรควินกับผู้ป่วยโควิด-19 เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นยาเก่าแก่ใช้รักษาผู้ป่วยมาลาเรียได้ผลมานานหลายสิบปีแล้ว

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของอเมริกาถึงกับเอ่ยปากชมว่า ยาคลอโรควิน จะเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้สถานการณ์ของการระบาดโควิด – 19 เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประเทศไทยนั้น กระทรวงสาธารณสุขเลือกใช้กลุ่มยามีฤทธิ์ต่อต้านอาร์เอ็นเอไวรัส “ฟาวิพิราเวียร์” เป็นหลัก จากการศึกษาของทีมแพทย์จีน ที่อ้างว่าได้ผลดีในคนไข้ที่ป่วยในระยะปานกลาง

“อนุทิน ชาญวีรกูล” รมต.สาธารณสุข รีบติดต่อไปยังรัฐบาลจีนกับญี่ปุ่นขอซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ ตอนนี้ของไทยสั่งมาเตรียมไว้แล้วประมาณ 1 แสนเม็ด โดผู้ป่วย 1 คนใช้ประมาณ 70 -80 เม็ด หมายความว่ามีสำรองให้ผู้ป่วยหนักประมาณ 1.5 พันคน ยาตัวนี้มีคุณสมบัติสำคัญช่วยให้อาการปอดอักเสบดีขึ้น ด้วยกลไกออกฤทธิ์ไม่ให้ไวรัสขยายจำนวนเพิ่มในร่างกาย

ทั้งนี้หากวิเคราะห์ถึง “สูตรยา” ที่ทีมแพทย์ไทยใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลเกือบ 800 คนในปัจจุบันนั้น มีการเลือกใช้ยาทั้ง 4 กลุ่มข้างต้นผสมผสานกัน

น.พ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลสื่อมวลชนถึง 4 สูตรยาสำคัญ ที่ทีมแพทย์ไทยทดลองใช้รักษาผู้ป่วยโควิด – 19 ได้แก่

สูตรที่ 1 ยาต้านไวรัสเอชไอวี  +  ยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่

สู ตรที่ 2 ยาต้านไวรัสเอชไอวี + ยาฟาวิพิราเวียร์

สูตรที่ 3  ยาต้านไวรัสเอชไอวี + ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ + ยาคลอโรควิน

สูตรที่ 4  ยาต้านไวรัสเอชไอวี + ยาฟาวิพิราเวียร์ + ยาคลอโรควิน

“รศ.ดร. จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์”  กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา ระดับอาจารย์สอนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า โควิด – 19 มีขนาดเล็กมาก ๆ ประมาณ 0.125 ไมครอนหรือ125 นาโนเมตร เป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรม “อาร์เอ็นเอสายบวก” ทำให้มีคุณสมบัติในการเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้ยังไม่มียาที่ใช้จัดการตัวไวรัสโควิด-19 ได้โดยตรง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แพทย์กำลังพยายามทดลองใช้กลไกออกฤทธิ์ของยาตัวอื่นที่เคยผลิตมาแล้ว เช่น ฟาวิพิราเวียร์ ที่เป็นยามีฤทธิ์ต้านไวรัสในกลุ่มอาร์เอนเอไวรัสได้หลายชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่  ไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย  ไวรัสไข้เหลือง แต่ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงพอสมควร คือ ยาผ่านรกและขับออกทางน้ำนม ทำให้เสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง อาจทำให้ทารกในท้องพิการได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับยาในขนาดสูง

ส่วนยาคลอโรควิน แม้เป็นยารักษามาลาเรียที่ผลิตขายมานานมาก แพทย์มาทดลองใช้กับผู้ป่วยโควิดเพราะมีกลไกออกฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบได้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้องอาจมีผลข้างเคียงทำอันตรายต่อระบบตาได้เช่นกัน”

พร้อมกล่าวต่อว่า ตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงว่า คนไทยเข้าใจผิด คิดว่ามียารักษาแล้วไม่ต้องป้องกันตัวเองมากก็ได้ บางคนถึงขนาดไปหาซื้อยามากินป้องกัน เช่น ยาคลอโรควินที่วางขายทั่วไปเพื่อให้ผู้ป่วยมาลาเรีย ซึ่งอาจทำให้เกิดผลค้างเคียงอันตรายต่อร่างกาย คนไข้ที่กินยาเหล่านี้ต้องให้อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นสูตรยาที่นำมาทดลองรักษาผู้ป่วยโควิด – 19 ก็เป็นการใช้ยาหลายกลุ่มผสมกัน

 “ยืนยันอีกครั้งว่า ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบยารักษาไวรัสโคโรนาตัวนี้ แพทย์แต่ละประเทศเลือกรักษาตามความเหมาะสม เอายาที่ออกฤทธิ์ดีกับเชื้อโรคอื่นมาปรับใช้ ล่าสุดมีข่าวดีว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโครงสร้าง 3 มิติของเอนไซม์ (Enzyme) ย่อยโปรตีนของโควิด-19 แล้ว ซึ่งถ้ากำจัดเอมไซน์ตัวนี้ได้เมื่อไร ก็สามารถหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสตัวนี้ในร่างกายมนุษย์ได้ แต่คงต้องรอสักพักกว่าจะมีการทดลองว่าได้ผลจริงหรือไม่”  รศ.ดร. จันทร์เพ็ญ กล่าวอธิบาย

ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’

26 มีนาคม 2563 – 17:45 น.
ทำอย่างไรให้ปลอดภัย,จากไวรัสมหันตภัย,โควิด-19
เปิดอ่าน 2,947 ครั้ง

สถานการณ์ระบาดโรคติดต่อร้ายแรง’ โควิด-19′ รุนแรงขึ้นทุกวันในประเทศไทย … เราจะมีวิธีการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจากโรคนี้

ไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคซาร์สมากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

  ดังนั้น เราควรดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ โดยมีวิธีการรับมือ ดังนี้
‘ใส่หน้ากากอนามัย‘   เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
  – รับประทานอาหารปรุงสุก  เชื้อไวรัส ‘โควิด-19’  ติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ดังนั้น เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรรับประทานแบบสุกเท่านั้น  และควรรับประทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า
 

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

   -ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และมีมลภาวะเป็นพิษ
 งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด
-ไม่นำมือมาสัมผัส ตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น
-ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ
  -ควรหลีกเลี่ยงการจับมือทักทาย เพราะไวรัส’โควิด -19′ ที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจสามารถติดต่อผ่านการจับมือ แล้วเราอาจนำมือนั้นไปสัมผัสดวงตา จมูก และปากได้  ควรเปลี่ยนมาทักทายกันด้วยการไหว้ โบกมือ พยักหน้า หรือโค้งให้กันแทน

-อย่าให้เสื้อผ้าและเครื่องนอนที่สกปรกสัมผัสโดนตัว  นำผ้าเหล่านี้ไปซักด้วยผงซักฟอก หรือสบู่ ในน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส  ถ้ามีน้ำยาฟอกขาวก็สามารถผสมลงไปได้   อบผ้าให้แห้งด้วยเครื่องอบผ้าอุณหภูมิสูง หรือนำผ้าไปตากแดดให้แห้ง

-ใช้เจลหรือสบู่ ล้างมือ บริเวณง่ามนิ้วมือ หลังมือ และซอกเล็บด้วย

-อยู่บ้าน  หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกโดยไม่จำเป็น

“แอลกอฮอล์” ขาดแคลน จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424593?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แอลกอฮอล์” ขาดแคลน จริงหรือ?

26 มีนาคม 2563 – 17:13 น.
ไวรัสโควิด-19,แอลกอฮอล์,หน้ากากอนามัย,กระทรวงการคลัง,อุตตม สาวนายน,ไวรัส COVID–19,ออกมาตรการภาษี
เปิดอ่าน 467 ครั้ง

ในยามยากลำบากเช่นนี้ คนไทยยังต้องดิ้นรนหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ทั้งหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค เพื่อป้องกันตัวเองให้รอดพ้นเจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19 แต่ทำไมสิ่งเหล่านี้หายาก…

ปัจจุบันท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้กลุ่มสิ้นค้าเพื่อใช้ในการป้องกันหายากและเกิดคำถามตามมามากว่าขาดตลาด-ไม่เพียงพอ หรือมีการกักตุนขายราคาแพง อาทิ หน้ากากอนามัย และที่กำลังเป็นประเด็น คือ แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค และเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งประชาชนร้องเรียนว่าหากยากในท้องตลาดและขายในราคาแพง และเมื่อไปหาซื้อในเน็ตก็ราคารแพงเช่นกันแต่ประเด็นสำคัญคือคุณภาพของสินค้านั้นตรงตามมาตรฐานที่ภาครัฐกำหนดหรือไม่

อ่านข่าว : หมอธีระวัฒน์ เผย โควิด-19 ระบาดรอบ 2 ที่จีน – คาดรุนแรงกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิต ได้ออกมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนให้มีการนำแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเกิน 80 ดีกรีขึ้นไป หรือ“สุราสามทับ”นำมาแปลงสภาพเพื่อผลิตเจลล้างมือเพื่อขายหรือบริจาค ซึ่งมาตรการนี้มีผลวันที่ 6 มีนาคม-30 กันยายน 2563

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หลังจากออกมาตรการภาษีมาได้ไว้นาน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทำโครงการความร่วมมือผลิตและแจกจ่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ  ที่ผลิตจากแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ขององค์การสุราขนาด 25 มิลลิลิตร จำนวน 1,000,000 ชิ้น แจกให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านสาขาธนาคารออมสินทั่วประเทศ 1,060 สาขา 

เริ่มแจกลอตแรก 500,000 ชิ้นวันที่ 27 มีนาคม 2563 และลอตที่ 2 อีก 500,000 ชิ้นวันที่ 10 เมษายน  2563

นอกจากนี้มีแอลกอฮอล์ที่ได้รับบริจาคมาจากโรงงานเอทานอล 26 แห่ง จำนวนกว่า 300,000 ลิตร โดยกรมสรรพสามิตจะนำมาแจกให้กับประชาชนคนละไม่เกิน 1 ลิตรต่อวัน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการผลิตแอลกอฮอล์ในประเทศ พบว่าองค์การสุราซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลังได้ผลิตและขายสุราสามทับในประเทศเพียงรายเดียว โดยมีกำลังการผลิต 6 หมื่นลิตรต่อวัน หรือประมาณ 18 ล้านลิตรต่อปี

กลุ่มต่อมาเป็นเอกชนผู้ผลิตสุราสามทับเพื่อส่งออก มีอยู่ประมาณ 6 แห่ง ผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 96 ดีกรี แต่ขายภายในประเทศไม่ได้ต้องส่งออกไปขายต่างประเทศเท่านั้น

และอีกกลุ่มเป็นผู้ผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงงานน้ำตาล ผลิตแอลกอฮอล์เข้มข้นประมาณ 99.5% ซึ่งก็ขายให้กับผู้ประกอบการทั่วไปไม่ได้ต้องขายให้กับโรงกลั่นน้ำมันเท่านั้น

อย่างไรก็ตามภาครัฐเห็นควรให้นำเอทานอลที่เหลือจากการผลิตเชื้อเพลิงประมาณ 3 ล้านลิตร โดยลดภาษีสนับสนุนให้นำสุราสามทับที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนำไปผลิตเจลล้างมือขาย

และล่าสุดกลุ่มโรงงานเอทานอลเตรียมนำแอลกอฮอล์กว่า 300,000 ลิตร ส่งให้กรมสรรพสามิตไปทำเจลล้างมือแจกประชาชน 

ปรากฎการณ์ที่แอลกอฮอล์หาซื้อยาก ส่วนหนึ่งสะท้อนจากกลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ที่ระบุว่าความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เพราะก่อนหน้านี้เคยพบพฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มซื้อแอลกอฮอล์กันเป็นจำนวนมาก เพื่อกักตุนเก็บไว้ที่บ้าน

ส่งผลให้ภาชนะบรรจุภัณฑ์แอลกอฮอล์ขนาดเล็กขาดแคลน นอกจากนี้องค์การสุราต้องจัดสรรแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือให้กับหน่วยงานด้านแพทย์และองค์กรที่ให้บริการสาธารณะก่อนเป็นลำดับแรก

ส่วนการนำเข้าจากต่างประเทศก็ติดปัญหาในเรื่องประเทศเหล่านั้นก็มีความจำเป็นใช้ในปริมาณสูงกว่าภาวะปกติเช่นกันมาจากการระบาดของไวรัส

อย่างไรก็ตามเชื่อว่ามาตรการของภาครัฐ ในการแบ่งปริมาณแอลกอฮอล์จากผู้ผลิตทุกกลุ่มจะทำให้สถานการณ์ขาดแคลน หรือขายแพงเวอร์ แอลกอฮอล์ และเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรม

ก้าวเตลิด ‘ก้าวไกล’ โควิดพาพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424450?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวเตลิด ‘ก้าวไกล’ โควิดพาพัง

26 มีนาคม 2563 – 09:25 น.
พรรคก้าวไกล,ทิม พิธา,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย,โควิด 19,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 10,825 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 มี.ค.63

****************************

กลุ่มฮาร์ดคอร์บางสีเสื้อ อาจไม่สะใจที่เห็นการลงนามประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะการออก “ข้อกำหนดฉบับที่ 1” ให้ประชาชนปฏิบัติ ยังใช้คำว่า “ควร” แทนที่จะ “ห้าม” โดยเด็ดขาด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“ผมขอยืนยันว่า ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ จะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตข้อกำหนดเหล่านี้ อาจจะสร้างความไม่สะดวกกับประชาชนบ้าง”

แม้นายกฯ ประยุทธ์ จะยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว แต่ก็ในวันข้างหน้า อาจจะต้องประกาศ หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ยังไม่ทุเลาเบาบางลง

พิธา”ก้าวพลาด

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอ้างว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เป็นการละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และให้อำนาจรัฐบาลและพนักงานเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้น มีชาวเน็ตจำนวนมากต่างออกมารุมถล่ม และไม่เห็นด้วยต่อท่าทีของพรรคก้าวไกล ที่ออกแถลงการณ์ค้านการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุว่าเป็นการเล่นการเมืองอย่างขาดมารยาทและกาลเทศะ

ทิม พิธา พยายามอธิบายว่า ไม่ค้านออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันที่ 25 มีนาคม 2563 “ทิม พิธา” จึงต้องออกมาชี้แจงผ่านแฟนเพจ Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “แม้ว่าปัจจุบัน จะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว แต่การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้ชี้ชัดว่ารัฐบาลจะคุมการแพร่ระบาดของโรคและช่วยเหลือประชาชนได้สำเร็จ”

เสี่ยทิมยังแก้เกี้ยวไปว่า ประเด็นปัญหาหลัก ไม่ใช่เรื่องอำนาจตามกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การบริหารงานของรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ ลูกพรรคก้าวไกลยังออกมาเหน็บแนม…เล่นการเมืองสไตล์น้ำเน่า คงก้าวไม่ไกลแล้วล่ะ ?

เอก-ป๊อก”ก้าวพรวด

จริงๆ แล้ว “คณะก้าวหน้า” ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”ปิยบุตร แสงกนกกุล” และ พรรณิการ์ วานิช” ก็เจอพลเมืองเน็ตถล่มมาแล้ว เมื่อ 3 สหายร่วมจัดแถลงข่าวออนไลน์ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2563

การแถลงเปิดตัวคณะก้าวหน้าที่ผิดเวลา

ผู้คนส่วนใหญ่มองว่า ภาวะสงครามเชื้อโรค ประชาชนกำลังหวาดวิตกกับการแพร่เชื้อโควิด คณะก้าวหน้ายังมาถกแถลงเรื่องการเมือง “เสี่ยเอก” ไม่รู้ว่า วาระเร่งด่วนของประเทศชาติคืออะไร มันไม่ใช่เวลาทีี่จะต้องมาพูดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มิหนำซ้ำ “ธนาธร” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีช่องหนึ่งว่า “ถ้าเราปล่อยให้ผู้นำประเทศที่ไม่มีความสามารถในการจัดการ มีทัศนคติที่เลือกปฏิบัติเอาใจคนรวย ลอยแพคนจน ปฏิบัติงานต่อไป โดยที่ไม่เข้าใจความเดือดร้อนของคนจน ไม่เข้าใจความทุกข์ยากของคนที่หาเช้ากินค่ำ ประเทศมันพังหมดทั้งประเทศครับ”

ธนาธรเสนอเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล

ธนาธรยังเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหาตัว ผู้นำใหม่” มาแก้วิกฤติไวรัสโควิด-19

เจอลูกสวนว่า เสี่ยเอกอยากเป็นนายกฯ จนตัวสั่น ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน

แฟลชม็อบ”ก้าวเกิน

มิเพียงพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ที่ถูกวิจารณ์ว่าเล่นการเมือง ไม่มีมารยาท ไม่ถูกกาลเทศะ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของ “ขบวนการแฟลชม็อบ” ก็เจอเสียงวิจารณ์ไม่น้อย

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ได้เรียกร้องถึงรัฐบาลประยุทธ์ หากจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องใช้อำนาจเท่าที่จำเป็นต่อการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสจริงๆ และไม่ใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ออกตัวค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย อาจรู้สึกผิดหวัง ที่มิอาจปลุกขบวนการแฟลชม็อบ ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในข้อเท็จจริง แฟลชม็อบก็เริ่มฝ่อลง ตั้งแต่ไวรัสโควิดเริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น

เมื่อรัฐบาลประยุทธ์ ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลุ่มพี่เลี้ยงแฟลชม็อบ ก็เกรงว่า “บิ๊กตู่” จะฉวยโอกาสใช้อำนาจสกัดไวรัสมาจัดการกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม พวกเขาจึงออกมาดักคอว่า “อย่าฉวยโอกาสใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินมาทำร้ายประชาชนอีก”

นักกิจกรรมรุ่นใหม่ อาจต้องสรุปบทเรียนบ้าง มิใช่ดันทุรังไปตามความคิดตัวเอง โดยไม่ฟังเสียงประชาชน

“อย่านำวิกฤติมาหาแต้ม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อย่านำวิกฤติมาหาแต้ม”

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พิธา,โควิด,การเมือง
เปิดอ่าน 1,206 ครั้ง

“อย่านำวิกฤติมาหาแต้ม” คอลัมน์วงในวงนอก โดย สถิตย์ ธรรม

วันนี้ สังคมไทยต้องรับมือกับมาตรการเข้มที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา งัดมาใช้ในการควบคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 คือ “พ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน”

เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.) นายกฯ ประเดิมลงนาม 16 ข้อกำหนดไปแล้ว เช่น ห้ามเข้า ห้ามกักตุน ห้ามเสนอข่าวเท็จ ฯลฯ หาอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://www.เนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์ นะครับ แต่ที่น่าสนใจ ยังไม่มีประกาศเคอร์ฟิว หรือการเข้าออกเคหสถานตามกำหนดเวลา และยังให้เดินทางข้ามจังหวัดได้เท่าที่จำเป็นโดยต้องผ่านการคัดกรอง

นั่นเป็นตัวอย่างนำร่องของกฎอาญาสิทธิ์เพื่อหวังหยุดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ให้ได้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แต่ทว่า เมื่อหลายวันก่อน ประชาชนแห่ไปใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะเพื่อกลับภูมิลำเนาเนื่องจากต้องหยุดงาน รวมทั้งการไปซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภคมาตุนไว้ในครัวเรือน เพราะเกรงว่าในเร็ววันข้างหน้าจะหาซื้อลำบาก

เพียงเท่านี้มันสะท้อนความตระหนกของสังคมได้แบบไม่ต้องตีความกันมากมาย เพราะมันคือเครื่องยืนยันแล้วว่ายามใดที่ภาครัฐออกมาตรการแบบไม่ชัดแจ้ง ความวุ่นวายจะตามมาและจะโทษประชาชนที่เลือกวิธีเอาตัวรอดในแนวทางที่พอจะทำได้ แม้บางอย่างจะสะท้อนภาพว่าตระหนกเกินเหตุก็ไม่ถูก เพราะข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ในการรับมือไวรัสมรณะมาจากภาครัฐทั้งสิ้น

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่นายกฯ นำมาใช้คราวนี้นับเป็นครั้งแรกที่ใช้เกี่ยวกับโรคระบาดและต้องดูว่าสังคมจะยอมรับและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดหรือไม่ เพราะบทกำหนดโทษสำหรับคนที่ฝ่าฝืนนั้นนับว่ารุนแรง

แต่เอาเข้าจริงแล้ว การบริหารประเทศในช่วงไวรัสมรณะตัวนี้รุกคืบเข้ามาในประเทศหละหลวมหลายประการ กว่าจะงัดกฎเหล็กมาใช้ก็ล่าช้า เพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าบุคคลที่สุ่มเสี่ยงสัมผัสกับไวรัสมรณะตัวนี้มาพบแพทย์และกักตัว 14 วันกันกี่ราย

สังคมวิตกจริตกับการบริหารงานในช่วงก่อนหน้านี้มาก นับตั้งแต่หน้ากากอนามัยขาดแคลน แต่กลับโผล่เพียบในโลกออนไลน์, การปล่อยข่าวเท็จหลากกรณีในหลายรูปแบบ, ผีน้อยแหกด่านตม. และเซียนมวยเข้าไปในเวทีจนเป็นพาหะกระจายเชื้อทั่วไทย, ความขัดแย้งระหว่างส่วนราชการรวมทั้งฝ่ายการเมืองด้วยกัน, ภาวะเศรษฐกิจหัวทิ่มและช็อกไปดื้อๆ โดยมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐช้าเกินกาล

เอาล่ะ! ยามนี้ นายกฯ ติดอาวุธหนักไว้ในมือของตัวเองแล้วเพื่อควบคุมสถานการณ์บนความเสี่ยงสองแพร่งของบ้านเมือง คือ รอดหรือไม่รอด

ความร่วมมือของคนไทยเท่านั้นที่จะตอบคำถามข้างต้นได้กระจ่าง

ไม่ได้เชียร์กัปตันลุงตู่ แบบออกหน้าออกตาเพราะหลากวาระนั้น นายกฯ แก้เกมช้าเกินกาลและควรไปตัดสินหลังวิกฤตินี้ผ่านไปตามครรลองประชาธิปไตย เพราะไม่มีชาติใดในโลกมาไล่ผู้นำยามที่ลมหายใจของคนในชาติทยอยลดลง

ยามนี้คนไทยควรจับมือและหันหน้าไปในแนวทางเดียวกันเพื่อลดความสูญเสียและอย่าให้น้ำหนักกับบางเสียงที่กระจายความออกมาเพื่อหวังผลบางด้านแบบเกินงาม

แต่ยามนี้ก็ยังมีบางฝ่ายออกอาการองุ่นเปรี้ยวที่ค้านมาตรการรัฐบาลไปเสียทุกเรื่องและพยายามปั่นทุกกรณีโยงเข้ากับเกมการเมืองแบบมิรู้ร้อนรู้หนาว

พรรคก้าวไกลคือหนึ่งในนั้น ซึ่งบางเรื่องเสนอมุมมองที่ดีในการแนะนำให้เดินเรือเหล็กพ้นหินโสโครกใต้ผิวทะเล แต่หลายเรื่องพรรคสีส้มใหม่คล้ายว่าพยายามยึดกระแสที่เกิดขึ้นไปปั่นและเล่นเกมการเมืองมากไป ลิดรอนสิทธิประชาชนด้วยการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถามว่าหากยามนี้พรรคก้าวไกลเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล กลยุทธ์นี้จะงัดมาใช้หรือไม่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ หลายชาติขันนอตคุมเข้มกว่าไทยแลนด์ ชาวประชาในแว่นแคว้นนั้นยังยอมรับเลย

หากพรรคส้มใหม่จะเจรจาพาทีใดๆ ตริตรองด้วยสติและละทิฐิสักนิดบ้านเมืองจะไปต่อแบบสูญเสียน้อยที่สุดก็มาจากการร่วมมือจากทุกชีวิตบนแดนด้ามขวานทอง

ด้วยความปรารถนาดี …ขอแนะนำพรรคน้องใหม่ขั้วฝ่ายค้าน ไตร่ตรองสักนิดหากจะขยับหมากบนกระดานการเมือง อย่ายึดโยงกับภาวะตระหนกของสังคมมาปั่นกระแสและดึงแต้มการเมืองไปเสียทุกเรื่อง

แนะนำพลพรรคชาวส้มใหม่ให้ลองไปดูประวัติศาสตร์บ้าง ยามวิกฤติในบ้านเมืองนั้น ฝ่ายค้านและรัฐบาลในบางช่วงยังจับมือพาชาติพ้นภัยได้ คนรุ่นใหม่และเลือดใหม่ในพรรคก้าวไกลก็ยังมีคนรุ่นผ่านประสบการณ์ที่ทำหน้าที่หลังบ้านคอยส่องจังหวะนั้น ควรชี้แนะผู้เยาว์ด้วย

  ไม่เช่นนั้น อาจจะ “ก้าวไม่ไกล” และไร้อนาคตซึ่งใหม่บนถนนการเมือง

รายงานตัวด่วน ไปจาก กทม.-ปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รายงานตัวด่วน ไปจาก กทม.-ปริมณฑล

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
รายงานตัว,กลับภูมิลำเนา,คืนตั๋ว,ค่าธรรมเนียม
เปิดอ่าน 612 ครั้ง

อ๊อด เทอร์โบ แจ้งข่าวผู้เดินทางกลับ ตจว.ต้องรายงานตัว อีกเรื่อง..ยกเลิกตั๋วบินได้คืนเต็มจำนวน

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางแจ้งประกาศด่วนที่สุดจากกระทรวงสาธารณสุขว่า

ขอให้ผู้ที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม) ที่มาถึงภูมิลําเนาตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป แจ้งรายงานตัวต่อทีมอาสาโควิดระดับอำเภอ หมู่บ้าน (เช่น ผู้นำชุมชน อสม. สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน)

เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเฝ้าระวังและควบคุมโรคและให้แยกตัวสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่นในที่พักอาศัยจนครบ 14 วัน นับจากวันที่เดินทางกลับถึงภูมิลำเนา

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โอกาสนี้ใคร่ขอแนะนำให้รัฐบาลแถลงข่าวความคืบหน้าทุกวัน วันละ 2 เวลา หรือตามความเร่งด่วนทาง ‘ทีวีพูล’ หรือโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

เวลานี้ประชาชนคนไทยมีความสับสนและไม่รู้ว่าอันไหนเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมควรจะเชื่อใครดี!

 ขอให้ทุกคนมีความรับผิดชอบอย่าแชร์ข่าวปลอมหรือส่งข่าวที่มาจากอารมณ์หรือจินตนาการเอาเอง

อ๊อด เทอร์โบ

000000

**เรื่อง คนแคนาดา คงสบายใจขึ้นบ้าง

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดีใจกับคนแคนาดา ที่มีผู้นำที่ดี ประชาชนอุ่นใจในยามวิกฤติแบบนี้ หลังจากที่ได้ฟังแถลงการณ์สถานการณ์วิกฤติไวรัสโควิด-19 ของประเทศแคนาดา จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศเน้นย้ำว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมและมีแผนที่จะช่วยเหลือทุกภาคส่วน ทั้งด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉินผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จำนวนกว่า 82,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 4.4 หมื่นล้านบาท

โดยแบ่งเป็นเงินสนับสนุนโดยตรงแก่บุคคลและบริษัทที่ได้รับผลกระทบจำนวน 27,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 6.1 แสนล้านบาท และลดหย่อนภาษีชั่วคราวสำหรับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอีก 55,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท

ประกาศปิดพรมแดนระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและประสานงานกับสายการบินเอกชนเพื่อดำเนินการช่วยเหลือชาวแคนาดากว่า 3 ล้านคนที่ตกค้างในต่างประเทศให้เดินทางกลับบ้านได้

ผมฟังคำแถลงการณ์แล้วรู้สึกอบอุ่น มีผู้นำที่เหมือนคนในครอบครัว ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ รับฟังเสียงจากทุกคนมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อส่วนรวมและยอมรับในข้อบกพร่องของตนเอง ทุกสิ่งที่ท่านพูดออกมาจากสมองที่คิดวิเคราะห์และทำเพื่อประชาชนและประเทศอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ต้องชนะ แต่เราจะผ่านไปด้วยกัน เฉียบ !!!

ไม่เหมือนบางคนในบ้านเราที่มานั่งอ่านตามสคริปต์ไปวันๆ ภาครัฐบาลไทย ทำไรอยู่ครับ ช่วยเหลือไรประชาชนบ้าง อย่างน้อยไม่เห็นแก่ตัวก็ยังดี

ยุทธชัย (หัวหิน)

เรียนคุณ ‘ยุทธชัย’ หัวหิน

 ผมก็ได้ฟังคำแถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรีแคนาดามาแล้วเรียนให้ทราบว่ารู้สึกดีมากๆ เลยครับ และอยากให้นายกรัฐมนตรีของไทยเอาใจใส่และเข้าถึงความรู้สึกเช่นนี้บ้าง

ก่อนนี้ผมก็ชอบคำแถลงของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ‘มร.ลี เซียนลุง’ มาแล้วก็ชื่นชมว่าเขาพูดกับประชาชนคนของเขาอย่างจริงใจ-ให้กำลังใจและเป็นกันเองมากๆ ใส่เสื้อเชิ้ตโปโลธรรมดาๆ ดูดี

  ถึงเวลาแล้วที่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะได้พิจารณา

อ๊อด เทอร์โบ

000000

**ยกเลิกตั๋วบินได้คืนเต็มจำนวน

   ฟรีค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเที่ยวบิน

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้นักเดินทางต่างตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินเป็นจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว ซึ่งแต่ละสายการบินก็ตอบรับ ด้วยนโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงตั๋วให้ฟรี! ใครที่กำลังลังเลใจ หรือกำลังคิดอยากยกเลิกเที่ยวบิน แต่ไม่แน่ใจเงื่อนไข ผมได้ติดตามเพจของแต่ละสายการบินและขอรวบรวมข้อมูลมาให้แบบคร่าวๆ เพื่อความสะดวกของทุกคน

ไทย ไลอ้อน แอร์ ประกาศหยุดทำการบินชั่วคราวทั้งเส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 และปรับเลื่อนวันให้บริการเส้นทางบินในประเทศอีกครั้งในวันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นไป สายการบินจะไม่คิดค่าธรรมเนียมและค่าส่วนต่างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หรือเก็บวงเงินไว้ใช้ 90 วัน หรือขอคืนเงินได้เต็มจำนวน

 สายการบินไทย ผู้โดยสารที่ออกบัตรก่อนวันที่ 19 มีนาคม 2563 และมีการเดินทางระหว่าง 1-30 เมษายน 2563 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารเส้นทางบินในประเทศ

ไทยแอร์เอเชีย แจ้งหยุดบินทุกเส้นทางระหว่างประเทศตั้งแต่ 22 มีนาคม-25 เมษายน 2563 ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเที่ยวบินได้ฟรี จากกำหนดเดิม 180 วัน หรือเก็บวงเงินไว้ใช้ 1 ปี หรือขอคืนเงินได้เต็มจำนวน

นกแอร์ แจ้งมาตรการดูแลผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งเส้นทางในประเทศช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2563 สำหรับผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งก่อน และภายในวันที่ 18 มีนาคม 2563 1.เปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 จำนวน 1 ครั้ง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง และส่วนต่างราคาตั๋ว 2.ขยายวันเดินทางและระบุวันเดินทางภายหลังได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 จำนวน 1 ครั้ง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง และส่วนต่างราคาตั๋ว

ใครที่จองกับ travelloka อัพเดตการขอเงินคืนได้เลยครับ แนะนำวิธีการยื่นเรื่องคืนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น โดย 1.เข้าสู่บัญชีทราเวลโลก้าผ่านแอพพลิเคชั่น 2.คลิกที่ “การจองของฉัน” และเลือกการจองเที่ยวบินที่ต้องการคืนเงิน 3.คลิกที่ “คืนเงิน” จากนั้นระบุข้อมูลตามที่ระบบร้องขอ 4.กดเลือก “ยินยอมรับเงื่อนไข” และปุ่ม “ส่งคำขอคืนเงิน”

ส่วน บขส. กรณีเลื่อนตั๋ว ผู้ที่ต้องการเลื่อนตั๋วจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือหยุดสงกรานต์ จะมีการขยายตั๋วเพิ่มเป็น 90 วัน ซึ่งหมายถึงสามารถเลื่อนได้ถึงเดือนกรกฎาคม จากเดิมให้ 30 วันเท่านั้น โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ส่วนวิธีการเลื่อนต้องนำตั๋วหรือสลิปการชำระเงินมาขอเลื่อนต่อพนักงานขายตั๋วก่อนรถออกเป็นเวลา 1 วัน มิเช่นนั้นถือว่าสละสิทธิ์

ถ้าเลื่อนการเดินทางแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ กรณียกเลิกตั๋ว ผู้โดยสารที่จองตั๋วระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2563 มีความประสงค์จะคืนค่าตั๋ว สามารถติดต่อได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ทั่วประเทศตั้งแต่ 25 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

ต้องขอขอบคุณทางสายการบินที่เข้าใจสถานการณ์และเห็นใจผู้โดยสาร ขอเป็นกำลังใจให้พนักงานทุกคนรวมถึงบริษัทด้วยนะครับ ขอให้ประเทศของเรากลับมาคึกคัก นักท่องเที่ยวเต็มบ้านเต็มเมืองอีกครั้งโดยเร็ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

วิเชียร (ดอนเมือง)

“วินัย-รับผิดชอบ”พาชาติรอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424413?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วินัย-รับผิดชอบ”พาชาติรอด

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด-19,บทบรรณาธิการ,ไวรัส,ระบาด,พรกฉุกเฉิน
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

“วินัย-รับผิดชอบ”พาชาติรอด บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563

สถานการณ์แพร่ระบาด ไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยกำลังเดินทางถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมแรงใจช่วยกันให้พ้นวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญและวิชาการแพทย์คาดคะเนว่าหากสถิติกราฟจำนวนเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อตั้งขึ้น นั่นย่อมนำไปสู่การติดเชื้อจำนวนมากเป็นแสนคนขึ้นไปในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ สะท้อนว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการลุกลามระบาดนี้ให้ได้ เพราะหากมีผู้ติดเชื้อมากและผู้ป่วยอาการหนัก ซึ่งทางการแพทย์ประเมินจากประเทศต่างๆ จะมีผู้ป่วยหนักประมาณ 10% ของผู้ติดเชื้อ จะทำให้อุปกรณ์การแพทย์และเครื่องพยุงชีพมีจำนวนไม่เพียงพอ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดในอิตาลีเป็นบทเรียนที่ทั่วโลกรับทราบและเตรียมป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย และหลายประเทศตัดสินใจใช้กฎหมายสูงสุดเบ็ดเสร็จเข้าคุมสถานการณ์ก่อนสายเกินการณ์

ในส่วนของไทยก็มีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อใกล้แตะพันคนไปแล้ว อีกทั้งภาครัฐได้เตรียมพร้อมทั้งในเรื่องสถานที่รวมถึงโรงพยาบาลสนามในการรองรับผู้ป่วยรวมไปถึงบุคลากรการแพทย์ให้พร้อมเพรียงที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งในส่วนด่านหน้าสู้ศึกไวรัสอย่างบุคลากรแพทย์ก็อยู่ในจุดเสี่ยงสูงและน่าเศร้าที่มีหมอและทีมแพทย์ติดเชื้อไปแล้ว 6 ราย จากเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยปกปิดประวัติเสี่ยง จนเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเหล่าทีมแพทย์ด่านหน้า ถือว่าเป็นเรื่องที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างมากและยังทำให้บุคลากรแพทย์อีกกว่า 20 คนต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเพราะใกล้ชิดกับทีมแพทย์ 6 คนที่ติดเชื้อต้องกักตัว 14 วัน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงเป็นการกระทำที่ส่งผลบั่นทอนกำลังของทีมด่านหน้าไปอีกอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ผู้บริหาร องค์การอนามัยโลก เตือนว่าการที่ประเทศต่างๆ ปิดประเทศ หรือ ล็อกดาวน์เมือง เพื่อต่อสู้กับ ไวรัสโควิด-19 ยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีมาตรการทางสาธารณสุขอื่นเข้ามาร่วมด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดอีกในภายหลัง เพราะวัคซีนรักษายังไม่เสร็จในเร็ววันนี้ และระบุว่ามาตรการสำคัญคือการหาผู้ป่วย คนที่ติดเชื้อ และแยกตัวออกไปพร้อมค้นหาคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วยและแยกออกไปเฝ้าดูอาการเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ทุกประเทศได้พยายามบริหารจัดการแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่เห็นแก่ส่วนรวมเพราะการค้นหาผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดเป็นเรื่องยากลำบาก และสิ่งที่รัฐทำได้คือประกาศสถานที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อ โดยขอให้กลุ่มเสี่ยงไปรายงานตัวเพื่อทำตามมาตรการเฝ้าระวัง โดยตอนนี้ก็มีประกาศไว้กว่า 40 จุดทั้งรถโดยสาร สถานบันเทิง ถ้าหากละเลยก็อาจเกิดระบาดทวีคูณได้

ขณะเดียวกันคนไทยอีกบางส่วนอาจไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ประเทศได้เผชิญวิกฤติสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนจำนวนมาก โดยไม่ให้ความร่วมมือกับมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐขอให้ช่วยกัน ซึ่งปรากฏออกมาเป็นระยะ ทั้งการรวมกลุ่มดื่มกินหรือไม่ใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชนคนหนาแน่น และยังพบพฤติกรรมที่ควักล้วงตัวเองเอามือไปป้ายตามอุปกรณ์ลิฟต์สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งจนสร้างความแตกตื่น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนเคลื่อนย้ายจากกรุงเทพฯ กลับภูมิลำเนา พบว่ายังออกไปยังแหล่งสถานที่ต่างๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการระบาดและอย่าคิดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเมื่อสถานการณ์รุนแรงหยุดไม่อยู่แล้วทุกคนในประเทศต่างได้รับผลกระทบไปหมด ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดที่ทุกคนร่วมกันทำได้และช่วยพาประเทศปลอดภัยคือความมีวินัย-รับผิดชอบต่อส่วนรวม ที่ต้องตระหนักยึดถือปฏิบัติ

นายกฯคุมศอฉ.โควิดเอง “ผมมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯคุมศอฉ.โควิดเอง “ผมมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้”

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ศอฉ,โควิด19,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 502 ครั้ง

หมายเหตุ: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย กรณีการออกประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เริ่มวันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยมีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้

ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ และหลายเดือนข้างหน้าต่อจากนี้ไป เราอาจจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายและเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ช่วงเวลานี้ เป็นบททดสอบ ที่เราทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาวะวิกฤติจากไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์อาจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ รวมทั้งรายได้ และการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคน

ด้วยเหตุนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆ ด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถหยุดการแพร่ระบาดพร้อมกับลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้ ผมจะเข้ามาบัญชาการการจัดการกับไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติอย่างเต็มตัว ทั้งด้านการป้องกันการระบาด การรักษาพยาบาลไปจนถึง การเยียวยาและฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของโควิด-19 ผมจะเป็นผู้นำในภารกิจนี้และรายงานตรงต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว และจะยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้ตั้งไว้แล้ว ให้เป็นหน่วยงานพิเศษตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนด เพื่อบูรณาการทุกส่วนราชการ และสั่งการทุกส่วนราชการได้อย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้จำเป็นต้องรวมศูนย์สั่งการไว้ที่เดียว เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนและขจัดปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างทำของหน่วยงานต่างๆ โดยมีผมเป็นประธาน กำหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการต่างประเทศและการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

ยังมีทีมงานจากทุกภาคส่วนเป็นคณะที่ปรึกษา โดยจะประชุมร่วมกันทุกวันเพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบข้อมูลสถานการณ์เป็นภาพเดียวกัน และเมื่อผมแจกจ่ายงานทุกฝ่ายจะรับทราบแผนงานทั้งหมดไปพร้อมกัน สามารถทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งผู้ที่จะรายงานต่อประชาชน จะต้องเป็นผมหรือผู้ที่ผมมอบหมายเท่านั้น สำหรับข้อกำหนดต่างๆ เช่น การห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง การปิดสถานที่เสี่ยงซึ่งปิดไปบ้างแล้ว การปิดช่องทางเข้าประเทศ การเสนอข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้สูงวัย คนป่วย และเด็ก การห้ามกักตุนสินค้า การขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผล การห้ามเสนอข่าวบิดเบือน จะมีการประกาศตามมาหลังจากที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ขอยืนยันว่า ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ จะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

นอกจากนี้ ผมขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนเพิ่มความรับผิดชอบในการรายงานข่าวขอให้ใช้ข้อมูลจากการแถลงประจำวันของทีมสื่อสารเฉพาะกิจและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก แทนการขอสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าหากทำได้เช่นนี้สื่อมวลชนจะเป็นกำลังสำคัญในการสู้กับภัยโควิด-19 ครั้งนี้ สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกท่าน พวกเราคือ ทีมเดียวกัน ทุกท่านสามารถร่วมแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องจากการแถลงประจำวัน ช่วยกันรายงาน และต่อต้านการแชร์ข่าวปลอมและใช้ความคิดสร้างสรรค์ของท่าน ช่วยให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยรับรู้และเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

  “ผมขอเตือนกลุ่มคนที่จะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ร้อน ความเป็นความตายของประชาชน ให้รู้ไว้ว่า อย่าคิดว่าจะหลุดพ้นไปได้ ผมจะทำทุกทาง ที่จะใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และไม่ปรานี การบังคับใช้กฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมโรค จะเข้มข้นขึ้นมากทั่วประเทศ ทั้งการเอาผิดผู้ที่ละเมิดกฎหมายและการเอาผิดข้าราชการและเจ้าพนักงานที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่”

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าวิกฤติไปได้เพียงลำพัง ถ้าเราไม่จับมือ และดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาเป็นทีมเดียวกันกับภาครัฐ ประเทศไทยโชคดีที่มีคนเก่งมากมายอยู่ในภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่พร้อมจะช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผมจะกระจายทีมงานไปทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของทุกกลุ่มรวมทั้งรับทราบศักยภาพของแต่ละกลุ่ม ในการที่จะเข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหา และจะดึงคนเก่งเหล่านี้มาร่วมกันทำงาน ต่อจากนี้ไป มาตรการต่างๆ ที่รัฐจะออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อร้ายนี้จะมีความเข้มข้นขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคน ผมขอความร่วมมือและขอให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมทั้งปฏิบัติตามนโยบายป้องกันโรคระบาดนี้อย่างเคร่งครัด

“บางคนอาจจะรู้สึกเสียสิทธิเสรีภาพแต่เป็นการทำเพื่อปกป้องชีวิตของท่านเอง ของครอบครัวของท่าน และของคนไทยทุกคน หากพวกเราเข้าใจ เข้มงวดและจริงจัง ในเวลาไม่นาน ผมมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้”

ช่วงเวลานี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่สร้างความเจ็บปวด และท้าทายความรักความสามัคคีของพวกเราทุกคน แต่ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่จะดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของ
พวกเราคนไทยทุกคนออกมา นั่นก็คือความกล้าหาญ ความรัก ที่มีต่อพี่น้องร่วมชาติ ความเสียสละที่จะช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึงความเอื้ออาทรต่อกันและกัน ซึ่งจะนำพาให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยความสามัคคี ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความมีน้ำใจของคนไทยซึ่งหาไม่ได้จากชาติใดในโลก ไวรัสโควิด-19 ที่น่ากลัวและอันตราย ได้สร้างความเสียหายไปทั่วโลกก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถทำร้ายได้ก็คือความดีงามในใจและความสามัคคีของคนไทยจะกลับมาเปล่งประกายไปทั่วผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง

  “ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่าผมจะเดินหน้าสุดความสามารถเพื่อนำประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทยทุกคน เป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ผมขอให้ทุกคนเชื่อมั่นและร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน ประเทศไทยที่รักของเราทุกคนจะต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เราจะสู้ไปด้วยกัน และเราจะชนะไปด้วยกัน”

พญาเสือ แฉเบื้องลึก’ ลุงตู่’ กระชับอำนาจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424410?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พญาเสือ แฉเบื้องลึก’ ลุงตู่’ กระชับอำนาจ

25 มีนาคม 2563 – 19:17 น.
พญาเสือ,แฉเบื้องลึก ลุงตู่,กระชับอำนาจ
เปิดอ่าน 10,317 ครั้ง

พญาเสือ แฉเบื้องลึก’ ลุงตู่’ กระชับอำนาจ คอลัมน์… คลุกวงใน โดย… พญาเสือ

เมื่อครั้งที่ ศอฉ.ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯขณะนั้นเป็น ผอ.ศอฉ. สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราได้ยินคำว่า “กระชับพื้นที่” ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่การทหารที่ส่งเจ้าหน้าที่ยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มคนเสื้อแดง

00000วันนี้พอ”พญาเสือ” ได้ดูได้ฟังถ้อยแถลงของ นายกฯลุงตู่ ในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกฯจะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานเองนั้น จึงถึงบางอ้อว่า นายกฯกระชับอำนาจแล้ว

00000เนื่องจาก พรก.ฉุกเฉิน ที่ใช้ในทางการเมือง ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นตัวนายกฯไม่ได้นั่งเป็นประธานเองตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นผอ.ศูนย์ฯเอง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

00000 อภิสิทธิ์ ออกคำสั่งตั้ง สุเทพ เป็นผอ.ศอฉ. ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯขณะนั้นเช่นกัน เป็นผอ.ศรส. 00000แต่ครั้งนี้ “พญาเสือ” ไปเปิดคำสั่งที่ลงนามโดย นายกฯลุงตู่ ก็ปรากฏว่า นอกจากนายกฯจะเป็นประธานเองแล้ว นายกฯยังเป็น ผอ.ศอฉ.โควิด เองด้วย นี่ยิ่งกว่ากระชับอำนาจเสียอีก ตัดคนอื่นออกจาก”วงโคจร” ได้ชัด

00000  วันก่อน “พญาเสือ” เขียนเลียบๆเคียงๆไปว่า ในอดีต นายกฯจะไม่นั่งเป็นผอ.ศูนย์เอง จะต้องรองนายกฯดังที่ได้กล่าวมา ครั้งนี้เลยต้องลุ้นว่า นายกฯจะตั้งรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำกับกระทรวงสาธารณสุข เป็นผอ.หรือไม่ 00000  แล้ว “พญาเสือ”ก็เท้าความว่า มีหลายครั้งหลายครา ที่ความเห็นในการแก้ไขสถานการณ์ ระหว่างนายกฯลุงตู่ และรองนายกฯอนุทิน ไม่ตรงกัน ทำให้การทำงานไม่ราบรื่นเท่าที่ควร นั้นเพราะว่า รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมที่เสียงปริ่มน้ำ บางพรรคเลยฉวยโอกาส”ข่ม”และ”ขี่” แบบไม่ดูตาม้าตาเรือว่าอะไรการเมือง อะไรคือความเป็นความตายของประชาชน

00000นายกฯลุงตู่ก็คงทราบดี “พญาเสือ” ก็ได้ข่าวมาแบบนั้น วันนี้พอมีประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่านั้น นายกฯเลยรวบทุกอย่างมาไว้ที่ตัวนายกฯ รวบกระทั่งอำนาจการบริหารของรองนายกฯและรัฐมนตรีทุกคน โดยมอบหมายให้ ปลัดกระทรวงฯมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนายกฯ เรื่องการเมือง มันจะได้หมดไปเสียที

00000นี่หมายความว่า เหตุการณ์”ออฟไซด์”หรือล้ำหน้าของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย2 จังหวัด ทั้งบุรีรัมย์ และ อุทัยธานี ที่สั่งปิดเมือง ข้ามหน้าข้ามตา มหาดไทยและรัฐบาลกลาง เป็นเรื่องจริง

00000 แต่สงสัยว่า “หมอหนู” ในฐานะรมว.สาธารณสุข ไม่ได้เอะใจบ้างเลยหรือว่า คนที่มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้แต่ไม่ได้เป็น”หมอ” นี่ บรรดาหมอๆฝ่ายบริหารระดับสูงในกระทรวง เขาไม่ค่อย”แฮปปี้” ต่างจากยุคแรกที่ ลุงตู่ ตั้ง หมอปิยสกล ไปเป็นรมว.สาธารณสุข ตอนนั้นการบริหารได้รับการ”ยอมรับ”อย่างดี รู้งี้ หลัง”โควิด”จบลง ปรับครม.ครั้งหน้า ชาวสาธารณสุข น่าจะได้”รัฐมนตรี” มาจาก “หมอ” เพราะมีหลายหมอ ที่ผลงานเข้าตานายกฯ “พญาเสือ”ขอท้า เขียนแปะข้างฝาไว้เลย.00000