ทั่วโลกเริ่ม”สั่งแยกผู้สูงอายุ”หวั่นโควิด–19 ไทยทำได้หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทั่วโลกเริ่ม”สั่งแยกผู้สูงอายุ”หวั่นโควิด–19 ไทยทำได้หรือไม่

25 มีนาคม 2563 – 12:18 น.
โควิด19,ผู้สูงอายุ
เปิดอ่าน 1,662 ครั้ง

โดย…ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศ ออกนโยบายป้องกันฉุกเฉินขอความร่วมมือ “ผู้สูงอายุแยกตัว” เนื่องจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์ผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 1.4 หมื่นรายนั้น ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป. เช่น อังกฤษขอให้ผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไปอยู่แต่ในบ้าน ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า เพราะผู้เสียชีวิตในอังกฤษเกือบ 100 คนนั้น แทบจะเป็นคุณตาคุณยายเกือบทั้งหมด ตัวแทนรัฐบาลอิสราเอลก็ออกมาทำคลิปเผยแพร่ สั่งให้ทุกครอบครัวแยก “ผู้สูงอายุ” อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ไม่ออกจากบ้าน ไม่ต้องมีสมาชิกอื่นในครอบครัวหรือในชุมชนเข้าไปสัมผัสใกล้ชิด ส่วนนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จัดช่วงเวลาเฉพาะให้ผู้สูงอายุออกไปตลาดจับจ่ายสินค้า

อ่านข่าว-อัปเดตสถานการณ์ ‘ไวรัสโคโรน่า’ (Covid-19) 25 มี.ค. 2563

                คำถามคือเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะแยก “ปู่ย่าตายาย” ออกจากสมาชิกอื่นในครอบครัว จนกว่าไวรัสร้ายตัวนี้จะหยุดแพร่ระบาด ?

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

                ตัวแทนชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร วัย 78 ปี แสดงความคิดเห็นว่า ยอมรับว่านโยบายแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ทำได้ยากในสังคมไทย เพราะสภาพบ้านเรือนแตกต่างจากฝรั่ง การใช้ชีวิตความเป็นอยู่หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวก็แตกต่างกัน

                “สำหรับคนอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นบ้านหรือคอนโด ก็ยังพอมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ให้ลูกหลานเอาข้าวเอาน้ำมาส่งได้ แต่ปัญหาที่หนักกว่านั้นคือ ผู้สูงวัยมักชอบไปออกกำลังกายหรือพบปะเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน การไปสั่งห้ามออกจากบ้านคงยากมาก ลูกหลานพูดอย่างไรคงไม่เชื่อ มีบางส่วนเหมือนกันที่กลัวโรคมาก เพราะข่าวออกทุกวันว่ามีคนติด คนตายทั่วโลก โดยเฉพาะผู้สูงวัยร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ทัน แต่มีเหมือนกันที่ไม่ได้ติดตามข่าวสาร เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องให้ความรู้และขอความร่วมมืออย่างจริงจัง ว่าต้องการให้ผู้สูงวัยทำตัวอย่างไรบ้าง”

                ตัวแทนผู้สูงวัยข้างต้นกล่าวต่อว่า ควรใช้เครือข่ายผู้สูงอายุที่มีอยู่ทุกพื้นที่ตำบลในการเผยแพร่ข่าวสาร เพราะตอนนี้ออกมาช่วยกันทำหน้ากากแจกจ่ายลูกหลาน เป็นแหล่งในการประกาศข้อมูลข่าวสารว่าคนอายุมากติดไวรัสโคโรนาได้ง่าย แต่รักษาได้ยาก ดังนั้นควรไม่ออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น หรือต้องแยกตัวออกจากลูกหลานอย่างไรให้ถูกต้อง

                สอดคล้องกับความคิดเห็นของ “นพ.วิชัย โชควิวัฒน” ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ ที่ระบุว่า ขณะนี้สภาผู้สูงอายุฯ มีเครือข่ายประมาณ 2.8 หมื่นชมรมทั่วทุกภูมิภาค แต่ละชมรมจะมีสมาชิกตั้งแต่ 30–100 คน ซึ่งผู้สูงอายุตอนนี้พยายามช่วยเหลือตัวเองไม่เป็นภาระสังคมและลูกหลาน โดยเฉพาะช่วงระบาดไวรัสโคโรนา 2019

                “การจะขอร้องให้แยกผู้สูงอายุไปอยู่ต่างหากเลย คงทำได้ยาก วิถีชีวิตคนไทยไม่เหมือนฝรั่ง ที่พ่อแม่ลูกไม่ค่อยอาศัยอยู่แบบใกล้ชิดกัน แต่เห็นด้วยว่าสถานการณ์ตอนนี้ครอบครัวคนไทยคงต้องแยกกันกินข้าว ไม่ล้อมวงนั่งกินพร้อมกัน แยกข้าวของเครื่องใช้ ไม่กอด ไม่สัมผัส ไม่อยู่ใกล้ชิดกันมากไป เพราะถ้ามีใครป่วยไอจามจะติดเชื้อได้ง่าย ป่วยไปก็ลำบาก แต่จะห้ามออกนอกบ้านเลยก็คงยาก ลูกหลานไม่เคยแก่ คงไม่เข้าใจความรู้สึกคนแก่ หากไม่ได้ออกจากบ้านไปสูดอากาศ หรือออกกำลังกายนิดๆ หน่อยๆ ร่างกายจะฝืดๆ ลุกเหินเดินไม่คล่องแคล่ว”

                หมอวิชัยแนะนำต่อว่า ปู่ย่าตายาย ควรรู้จักป้องกันตัวเองโดยไม่ออกไปในที่ชุมชนคนเยอะ แต่ถ้าออกไปเจอเพื่อนที่บ้าน เป็นกลุ่มเล็กๆ น่าจะทำได้ ตอนนี้สถิติคนติดเชื้อและคนเสียชีวิตของไทยยังถือว่าน้อยมาก อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ผู้สูงอายุต้องช่วยดูแลป้องตัวเอง เรียนรู้จากกันและกัน

                ขณะที่ “ป้าอรุณี ศรีโต” วัย 67 ปี ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ 20 ล้านคนทั่วประเทศไทย แสดงความคิดเห็นว่า การให้แยกกันอยู่แล้วมีบุตรหลานมาช่วยส่งข้าวส่งน้ำแบบฝรั่งนั้น คุณตาคุณยายคงทนไม่ได้แน่นอน

                “ให้แยกช้อนส้อม แยกช้อนกลางยังพอไหว แต่ขนาดแยกให้ไปอยู่โดดเดี่ยวเลยคงทำไม่ได้ แล้วจะให้ลูกหลานทำอาหารมาส่ง ก็ไม่แน่ใจนะ ยกตัวอย่างป้าแล้วกัน อยู่สมุทรปราการ โดนผลกระทบให้หยุดงาน ปิดเมือง ถ้าไม่ให้คนแก่ออกไปข้างนอก แล้วให้หลานไปตลาดซื้อข้าวให้กิน ก็คงได้กินแต่ไข่เจียว เพราะตัวเขาเองกินแต่ของในเซเว่น หรือถ้าไหว้วานไปจับจ่ายซื้อของในตลาดมา คงไม่สำเร็จ เพราะเด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าผักชื่ออะไร จะซื้อหมูตรงส่วนไหน ไม่ได้ ลำบากมาก”

                อย่างไรก็ตามป้าอรุณีเห็นด้วยกับมาตรการให้แยกเวลาออกจากบ้านอย่างชัดเจน เช่น ตลาดตอนเช้าระหว่างตี 5–7 โมงเช้า ให้คนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปออกไปหาซื้อของซื้ออาหารได้ หลังจากเวลานั้น คนทุกวัยก็ไปได้ พร้อมกล่าวแนะนำทิ้งท้ายว่า

                “ถ้าจะใช้วิธีการแบ่งเวลาแบบนี้ รัฐบาลต้องป่าวประกาศให้ดีๆ นะ ไม่งั้นจะสร้างความสับสน คนแก่อย่างพวกเราพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่างอยู่แล้ว อยากให้เชื้อนี้หยุดระบาด คนจะได้ออกไปทำมาหากิน ตอนนี้หลายคนเดือดร้อนเรื่องปากท้องมากกว่าเชื้อโรค”

                ทั้งนี้ ก่อนคิดถึงมาตรการ “แยกผู้สูงอายุ” เพื่อป้องกันไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นนั้น รัฐบาลต้องคิดถึงนโยบายเยียวยาเร่งด่วนด้วย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เมื่อลูกหลานไม่มีรายได้ ปู่ย่าตายายก็เดือดร้อนไปด้วย

                กองทุนช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากไวรัสโควิด-19 นั้น รัฐบาลต้องส่งไปช่วยผู้สูงวัยก่อน โดยข้อมูลทั้งหมดมีพร้อมแล้วในระบบ “การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” !

ศอฉ.โควิด ‘3 ป.’ ยุคปราบไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศอฉ.โควิด ‘3 ป.’ ยุคปราบไวรัส

25 มีนาคม 2563 – 10:40 น.
พรกฉุกเฉิน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน,ศอฉ,นปช,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ยุทธการขอคืนพื้นที่เมษา 53,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,165 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 25 มี.ค.63

******************************

เสียงเรียกร้องดังอึงมี่ให้รัฐบาลประยุทธ์ ใช้มาตรการเด็ดขาด “ปิดประเทศ” เพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างอดีตแกนนำเสื้อแดง นพ.เหวง โตจิราการ ยังส่งเสียงผ่านสื่อออนไลน์ “ผมก็คงยืนยันเหมือนเดิมครับ ปิดเมือง ปิดประเทศ ตรวจประชาชนทุกคนที่ต้องการตรวจ”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

บ่ายวันที่ 24 มีนาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงสั้นๆ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงมาตรการเพิ่มเติมในการรับมือไวรัสโควิด-19 นั่นคือการประกาศพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งจะมีการประกาศใช้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563

พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า ในคณะรัฐมนตรีได้หารือมาตรการที่จำเป็นและเตรียมยกระดับเป็นศูนย์ฉุกเฉินในเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19 หรือเรียกง่ายๆ ว่า ศอฉ.โควิด-19”

ศอฉ.ในตำนาน

หลายคนยังคงจำได้เหตุการณ์การชุมนุม “ยึดราชประสงค์” ของกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2553 ซึ่งมีการตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ ศอฉ. เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ตามพ.ร.ก.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อการควบคุมการชุมนุม

พล.อ.ประยุทธ์ และกลุ่มแพทย์ เป็นกลุ่มแพทย์ เป็นโมเดล ศอฉ.ยุคใหม่

ช่วงปี 2552 กลุ่ม นปช.ได้จัดการชุมนุมแดงทั้งแผ่นดินยกแรก รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และต่อมาก็ยุบ ศอ.รส. เปลี่ยนเป็น ศอฉ. เมื่อสถานการณ์การชุมนุมรุนแรงขึ้น

หลังตั้ง ศอฉ.ได้ไม่กี่วัน ฝ่ายรัฐบาลได้เปิดยุทธการขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าอันนำมาสู่การปะทะกันดุเดือดและสูญเสียทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว

ศอฉ.สมัยอภิสิทธิ์นั้น เป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง ต่างจาก ศอฉ.ยุคประยุทธ์โดยสิ้นเชิง เพราะนี่คือการต่อสู้ในสงครามโรคระบาด

“3 ป.” ยุค

เหมือนหนังย้อนยุค เมื่อ “ศอฉ.” จะกลับมาอีกครั้ง แถมตัวละครก็มี “คนหน้าเดิม” อยู่ในคณะรัฐบาลชุดนี้หลายคน

ภายใน ศอฉ.ยุคเสื้อแดง เมื่อปี 2553 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้นเป็นผู้อำนวยการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ขณะนั้น เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ตอนนั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้มอบหมายให้ และวันที่ 5 ตุลาคม 2553 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. จึงเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินแทน พล.อ.อนุพงษ์ ที่เกษียณอายุราชการ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

พ.ศ.นี้ “ป. ป้อม ป๊อก ประยุทธ์” ยังอยู่ในศูนย์อำนาจการเมือง และ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้บัญชาการ ศอฉ.โควิด-19 ต่อสู้กับไวรัสมหาภัย

10 ปี 10 เมษา

ใกล้ถึงเดือนเมษายน นพ.เหวง โตจิราการ” และ ธิดา ถาวรเศรษฐ” แกนนำ นปช. ที่แยกตัวออกจาก นปช.กลุ่ม “ตู่ จตุพร” ได้เคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์ จัดกิจกรรม “รำลึก 10 ปี 10 เมษา พฤษภา 2553”

ธิดา” ได้เผยแพร่วิดีโอ “ยุทธการขอคืนพื้นที่เมษา 53” และ “ยุทธการยิงนกในกรง” พร้อมบทบรรยาย ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวยูดีดีนิวส์

ธิดากำลังปลุกผีเสื้อแดง

“ถึงแม้จะเคยดูแล้วก็ตาม ดิฉันขอให้กลับมาดูใหม่อีกครั้งหนึ่ง แน่นอนอาจไม่ใช่ผลงานดีที่สุด เรายังมีภาพและเรื่องจำนวนมากที่ยังไม่ได้นำมาเสนอไว้ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราทำให้ยาวมากไม่ได้ เราอาจทำเพิ่มเติมในประเด็นเผาบ้านเผาเมือง และชายชุดดำกับ นปช. เป็นวิดีโอต่างหาก”

ดูเหมือน “ธิดา” ยังไม่ยอมปล่อยวางเรื่องราวในอดีต โดยเธอบอกว่า คนเสื้อแดงไม่อาจผ่าน 10 ปี 10 เมษา พฤษภา 2553 ไปโดยไม่ทำอะไร เพราะวิกฤติการเมืองทุกวันนี้ มีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

หมอเหวง ต้องปิดประเทศ

“แม้ขณะนี้เรากำลังพบวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นสงครามข้ามโลก และเราไม่ได้มีผู้นำรัฐบาลที่สามารถพอ จึงเป็นวิกฤติรัฐบาล วิกฤติการเมือง ซ้อนวิกฤติสงครามเชื้อโรคข้ามโลก”

พูดง่ายๆ ไวรัสจะร้ายแรงเพียงใด ท่ามกลางเสียงเพรียกหาความสามัคคีของชนในชาติ ธิดากลับขุดคุ้ยปมขัดแย้งในอดีตมาปลุกผีเสื้อแดงอีกหน

ภัยร้ายใกล้ตัว… น่ากลัวไม่แพ้โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยร้ายใกล้ตัว… น่ากลัวไม่แพ้โควิด

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ไวรัส,เฟคนิวส์,มัลแวร์
เปิดอ่าน 1,608 ครั้ง

” ภัยร้ายใกล้ตัว…น่ากลัวไม่แพ้ไวรัสโควิด” คอลัมน์ล่าความจริง โดย “อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์”

ช่วงนี้หลายคนเลือกที่จะอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็ “ทำงานที่บ้าน” หรือ work from home เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เมื่อต้องอยู่บ้าน คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะติดตามข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ และสิ่งที่จะติดพ่วงมาด้วยก็คือข่าวปลอม หรือ “เฟคนิวส์” ที่ไหลทะลักมากมายไม่แพ้ข่าวจริง

ข่าวปลอมหลายๆ ข่าวน่าเชื่อถือเสียจนทำให้ผู้คนพากันตื่นตระหนกและขาดความระมัดระวัง กลายเป็นการ “เปิดจุดอ่อน” ให้แก่กลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องทางนี้เข้าถึงตัวเหยื่อ ด้วยการฉวยโอกาสปล่อยไวรัสที่เรียกว่า “มัลแวร์” แล้วขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว

เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันการเงินหลายแห่งได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อ “อีเมลโควิด-19 ปลอม” เพราะมีการแฝงไวรัส “มัลแวร์” เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมิจฉาชีพส่งไวรัสตัวนี้ผ่านทางอีเมล ตั้งหัวข้อว่า “ข้อมูลด่วน โคโรนาไวรัส” หรือ “กระทรวงสาธารณสุข โคโรนาข้อมูลไวรัสด่วน 2020” หรือ “อัพเดทข้อมูลล่าสุด โควิด-19”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หัวข้อเย้ายวนชวนรู้ขนาดนี้ แต่หากเราพลาดกดเข้าไปดู อาจถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล รหัสงาน ไฟล์งาน หรือความลับต่างๆ ที่อยู่ภายในอุปกรณ์สื่อสาร และไวรัสมัลแวร์จะแพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ อย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายแก่ระบบ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการสื่อสารอย่าง พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ได้ออกมาย้ำเตือนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่โควิด-19 กำลังระบาด ในโลกออนไลน์กลับมีชื่อโดเมนที่มีการจดทะเบียนและเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 มากกว่า 4,000 แห่งทั่วโลก และเป็นชื่อโดเมนที่เป็นภัยต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 5% และอยู่ในข่ายต้องสงสัยราว 50%

ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นช่วงที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเราๆ ท่านๆ มีความเสี่ยงต่อการติดไวรัสเช่นกัน โดยเป็นการกระทำของพวกแฮ็กเกอร์ เพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง

สำหรับวิธีการปล่อยไวรัส หรือปลอมข้อมูลอีเมลส่งไปยังเหยื่อ เรียกว่า “ฟิชชิ่ง” (Phishing) วิธีการมีทั้งส่งข้อความลวงไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อให้เปิดอ่าน, การทวีตข้อความปลอม, การส่งลิงค์แปลกๆ หรือข้อความลวงไปบนสื่อออนไลน์ทุกประเภท, การปลอมแปลงข้อมูลเพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์, สร้างข้อมูลหรือแผนที่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดปลอม, การอัพเดทสถานการณ์ไวรัส และสร้างเว็บไซต์ปลอมเกี่ยวกับโควิด-19

เมื่อเรากดเปิดไปที่อีเมลหรือลิงค์เหล่านี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือการกรอกหรือลงทะเบียนที่ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะการเปิดอ่านแผนที่แสดงการระบาดของไวรัส เนื่องจากมีแผนที่จำนวนหนึ่งเป็นแผนที่บนเว็บไซต์ปลอมที่พวกแฮ็กเกอร์สร้างขึ้น และหลอกล่อให้ผู้ใช้เปิดไฟล์หรือลิงค์เพื่อการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปจะอยู่บนความเสี่ยงแล้ว โรงพยาบาลและหน่วยงานทางสาธารณสุขก็ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายโจมตี เช่น มีการส่งข้อความและการปล่อยไวรัสไปยังระบบคอมพิวเตอร์หรืออีเมลของโรงพยาบาลในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากไวรัสโควิด-19 เช่น ญี่ปุ่น อีตาลี สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการส่งไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทเรียกค่าไถ่ หรือ Ransom Ware ไปยังโรงพยาบาลเพื่อเรียกเงินแลกกับการไม่ถูกทำลายระบบ

  พันธ์ศักดิ์ ยังฝากคำเตือนไปถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้รับข่าวสารจากโลกออกไลน์และโซเชียลมีเดียว่า สิ่งที่ควรระมัดระวังเพิ่มเติมนอกจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ก็คือการรับข้อมูลข่าวสารในช่วงเวลาวิกฤติ ซึ่งคนจำนวนหนึ่งรับข่าวสารโดยขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และไม่ได้สนใจถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งอาจสร้างความเครียดหรือความตื่นตระหนกมากเกินความจำเป็น จนอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจและการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ ได้

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่แม้ได้รับข่าวสารจากภาครัฐแล้ว แต่กลับไปเชื่อข่าวจากแหล่งอื่นมากกว่า จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดตามมา บางเรื่องกลายเป็นกระแสสังคม อย่างเช่น มาตรการให้ปิดห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าปิดทั้งหมด ทั้งๆ ที่ภาครัฐย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ปิดพื้นที่ขายอาหารกลับบ้าน และของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เมื่อผู้คนเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวทางการของรัฐ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปห้างสรรพสินค้าเพื่อกักตุนน้ำและอาหาร ทั้งๆ ที่ไม่มีแนวโน้มของความขาดแคลน

  ทั้งหมดนี้คือภัยใกล้ตัวในยุคดิจิทัลที่แฝงมาพร้อมๆ กับโควิด-19

รวมพลังสู้ไวรัสมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424217?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รวมพลังสู้ไวรัสมรณะ

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
บทบรรณาธิการ,โควิด-19,ไวรัส
เปิดอ่าน 296 ครั้ง

รวมพลังสู้ไวรัสมรณะ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 25 มีนาคม 2563

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 วิกฤติมากขึ้นทุกขณะ ล่าสุดมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว รวมยอดผู้เสียชีวิตสะสม 4 ราย ผู้ติดเชื้อถึงเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 106 คน ทั้งยังมีแพทย์ติดเชื้อด้วย 4 คน รวมยอดผู้ติดเชื้อสะสม 827 คน ใกล้แตะระดับพันคนเข้าไปแล้ว แม้ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงกว่าเมื่อ 2 วันก่อนที่ทำให้วิตกว่า การระบาดของโรคจะใกล้เคียงประเทศทางยุโรป แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญใดๆ ที่พอจะชี้ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น เหมือนเช่นที่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ทำสำเร็จมาก่อนหน้า การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งให้อำนาจเด็ดขาด จึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับสาระสำคัญของพระราชกำหนด เป็นการกำหนดเวลาสำหรับกิจกรรมต่างๆ หรือที่เรียกว่าเคอร์ฟิว การห้ามชุมนุม ห้ามใช้สถานที่ ขอบเขตของการเดินทาง ฯลฯ เชื่อว่าจะเป็น “ยาแรง” สำหรับหยุดยั้งการแพร่ระบาด หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ควรให้การดำเนินของโรคเป็นไปในอัตราเพิ่มขึ้นเหมือนที่บ่งชี้ไว้เมื่อ 2 วันก่อน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายที่พำนักของประชากร หลังมาตรการปิดสถานบริการรวมไปถึงห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานครและบางจังหวัด ส่งผลให้แรงงานหรือประชากรแฝงเดินทางกลับภูมิลำเนากันอย่างล้นหลาม ซึ่งวงการแพทย์และระบาดวิทยาคาดการณ์ได้ว่าจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อครั้งมโหฬาร ซึ่งจากถิ่นฐานผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นก็พบว่าเริ่มมีในต่างจังหวัดมากขึ้น

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นอกจากการทำงานอย่างเข้มแข็ง และเสียสละอย่างน่ายกย่องของบุคลากรทางการแพทย์ เช่นที่มีแพทย์ถึง 4 รายได้รับเชื้อ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว บุคลากรฝ่ายปกครองก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นหูเป็นตาของฝ่ายรัฐ คอยสอดส่องเฝ้าระวังได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในแนวทางที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดอย่างเที่ยงตรง ไม่เห็นแก่พวกพ้องน้องพี่ญาติมิตรคนใกล้ชิด ที่มักจะอะลุ้มอล่วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้คำสั่งหรือมาตรการที่จะออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการฯ เข้มข้นเพียงใดก็จะไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ และแน่นอน การจะเอาชนะไวรัสได้ย่อมเป็นเรื่องยาก

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ประชาชนทุกๆ คน ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด อยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด หรือสุ่มเสี่ยงหรือไม่ก็ตาม ต้องให้ความร่วมมือและร่วมใจ ให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไปให้ได้ ความร่วมมือที่ว่านี้ ต้องละลดซึ่งอคติ หรือว่า ความคิดเข้าข้างตัวเองว่า ไม่มีทางจะติดเชื้อได้ ซึ่งขัดแย้งในทางวิทยาศาสตร์ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกๆ คนล้วนเป็นได้ทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้แพร่เชื้อ ยิ่งไม่เคร่งครัดต่อแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ในที่สุดการสอบสวนโรคก็จะทำได้ยากลำบาก จนไม่สามารถควบคุมได้ ถึงเข้าขั้นโกลาหล บรรยากาศแย่ๆเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นแน่ ถ้าคนไทยทุกคนพร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ไวรัสโคโรนา โควิด-19 อย่างพร้อมเพรียง

ย้อนอ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จ่อประกาศ’เคอร์ฟิว’ตามมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนอ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จ่อประกาศ’เคอร์ฟิว’ตามมา

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,พรกฉุกเฉิน,เคอร์ฟิว
เปิดอ่าน 2,194 ครั้ง

หมายเหตุ: ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แถลงครม.มีมติให้ใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 เพื่อใช้ควบคุมโรคระบาดโควิด-19 โดยมีการตั้ง ศอฉ.โควิด ขึ้นมา “คม ชัด ลึก” ขอนำกฎหมายดังกล่าวมาให้อ่านดังต่อไปนี้

พระราชกำหนด

การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พ.ศ. 2548

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ให้ไว้ ณ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

อ่านข่าว-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรการขั้นสุดสู้โควิด-19

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 39 มาตรา 44 มาตรา 48 มาตรา 50 และมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1

พระราชกำหนดนี้ เรียกว่า “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548”

 มาตรา 2

พระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[1]

  มาตรา 3

ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2495

 มาตรา 4

ในพระราชกำหนดนี้

 “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือการสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

  “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้

 มาตรา 5

เมื่อปรากฏว่า มีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น และนายกรัฐมนตรีเห็นสมควร ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารร่วมกันป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง ฟื้นฟู หรือช่วยเหลือประชาชน ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตบางท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ ในกรณีที่ไม่อาจขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีได้ทันท่วงที นายกรัฐมนตรีอาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน แล้วดำเนินการให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในสามวัน หากมิได้ดำเนินการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในเวลาที่กำหนด หรือคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ ให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราวๆ คราวละไม่เกินสามเดือน

เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

 มาตรา 6

ให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ติดตามและตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศที่อาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 5 หรือสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงตามมาตรา 11 และในการใช้มาตรการที่เหมาะสมตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อการป้องกัน แก้ไข หรือระงับสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

ความในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 5 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนอันอาจเป็นภัยต่อประเทศหรือประชาชน

มาตรา 7

ในเขตท้องที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 5 ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือหลายกระทรวง หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือที่มีอยู่ตามกฎหมายใดก็ตาม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับ ยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การสั่งการและการแก้ไขสถานการณ์เป็นไปโดยมีเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

การกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายใดทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ และเพื่อปฏิบัติงานตามกฎหมายที่ได้รับโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง โดยให้ถือว่า บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ในการนี้ นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้ส่วนราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไปก็ได้ แต่ต้องปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ หรือทหารซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี ผู้บัญชาการตำรวจ แม่ทัพ หรือเทียบเท่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่และบังคับบัญชาข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการนี้ ให้การปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามการสั่งการของหัวหน้าผู้รับผิดชอบนั้น เว้นแต่การปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้กำลังทหาร แต่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนว ทางการดำเนินการที่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำหนด

ในกรณีที่มีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีอาจให้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเป็นการเฉพาะ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้เป็นการชั่วคราวได้ จนกว่าจะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ใช้อำนาจตามวรรคหนึ่ง วรรคสาม หรือวรรคสี่แทน หรือมอบหมายให้เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคสาม หัวหน้าผู้รับผิดชอบตามวรรคสี่ และหน่วยงานตามวรรคห้าได้ และให้ถือว่า เป็นผู้บังคับบัญชาหัวหน้า
ผู้รับผิดชอบ ข้าราชการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8

เพื่อประโยชน์ในการประสานการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์และความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตพื้นที่ นายกรัฐมนตรี หรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย อาจมีคำสั่งแต่งตั้งคณะบุคคลหรือบุคคลเป็นที่ปรึกษาในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ได้

ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง

มาตรา 9

ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น

(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร

(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใดๆ

(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด

ข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้

มาตรา 10

เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถกระทำได้โดยรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีอาจมอบอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามมาตรา 7 วรรคสี่ เป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แทนก็ได้ แต่เมื่อดำเนินการแล้ว ต้องรีบรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว และถ้านายกรัฐมนตรีมิได้มีข้อกำหนดในเรื่องเดียวกันภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกข้อกำหนด ให้ข้อกำหนดนั้นเป็นอันสิ้นผลใช้บังคับ

มาตรา 11

ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใดๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

(2) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

(3) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน

(4) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

(5) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสารใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม

(6) ประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

(7) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การออกไปนอกราชอาณาจักรจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประเทศ

(8) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

(9) ประกาศให้การซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธ สินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจใช้ในการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

(10) ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ โดยการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารจะทำได้ในกรณีใดได้เพียงใด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่ากรณีที่มีการใช้กฎอัยการศึก

เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว

มาตรา 12

ในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยตามประกาศในมาตรา 11 (1) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หรือศาลอาญา เพื่อขออนุญาตดำเนินการ เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวได้ไม่เกินเจ็ดวัน และต้องควบคุมไว้ในสถานที่ที่กำหนด ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลเพื่อขยายระยะเวลาการควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละเจ็ดวัน แต่รวมระยะเวลาควบคุมตัวทั้งหมดต้องไม่เกินกว่าสามสิบวัน เมื่อครบกำหนดแล้ว หากจะต้องควบคุมตัวต่อไป ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลนั้นเสนอต่อศาลที่มีคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง และจัดสำเนารายงานนั้นไว้ ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ญาติของบุคคลนั้นสามารถขอดูรายงานดังกล่าวได้ตลอดระยะเวลาที่ควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้

การร้องขออนุญาตต่อศาลตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการขอออกหมายอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม

 มาตรา 13

สิ่งของหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ประกาศตามมาตรา 11 (9) หากเป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร นายกรัฐมนตรีอาจประกาศให้ใช้มาตรการดังกล่าวทั่วราชอาณาจักรหรือในพื้นที่อื่นซึ่งมิได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นด้วยก็ได้

มาตรา 14

ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งตามมาตรา 5 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 11 และมาตรา 15 เมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย

 มาตรา 15

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนด

มาตรา 16

ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

 มาตรา 17

พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

 มาตรา 18

ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 13 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 19

ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติต่างๆ ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่มีหลากหลายรูปแบบให้ยุติลงได้โดยเร็ว รวมทั้งไม่อาจนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติสาธารณะและการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และเนื่องจากในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับอันตรายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ สมควรต้องกำหนดมาตรการในการบริหารราชการสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้รัฐสามารถรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย และการรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งปวงให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
เบอร์สายด่วน,อ๊อด เทอร์โบ,กระทรวงอุตสาหกรรม,อยู่บ้าน–หยุดเชื้อ–เพื่อชาติ
เปิดอ่าน 266 ครั้ง

กทม.และอีกหลายจังหวัดดำเนินมาตรการเข้มข้น # อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ คอลัมน์ ‘ดับเครื่องชน’ โดย อ๊อด เทอร์โบ

  ‘ดับเครื่องชน’ ได้รับข้อความ ‘อยู่บ้าน–หยุดเชื้อ–เพื่อชาติ’ ซึ่งโดนใจมากและอยากจะเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบ เพราะเวลานี้ กทม.และอีกหลายจังหวัดดำเนินมาตรการเข้มข้นเพื่อหยุดการแพร่ระบาด

พร้อมกันนี้ได้รับจดหมายที่เป็นประโยชน์มากเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่จำเป็นและการขอความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ

ในฐานะประชาชนคนไทยจึงขอให้ทุกท่านตระหนกและมีความสามัคคีเพื่อผ่านพ้นวิกฤตินี้ และเราต้องมีมติ มีความอดทนอย่างถึงที่สุด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ตัวเลขของผู้ป่วยมีมากขึ้นเหลือเกินอย่างน่าตกใจและเวลานี้มีคนเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดมากมายเพราะความจำเป็น เนื่องจากกิจการหลายอย่างในกรุงเทพฯ ปิดลง ขืนอยู่ไปก็เดือดร้อน

     มีความห่วงใยว่าผู้เดินทางกลับบ้านนับล้านคนนี้จะเป็นการนำเชื้อไวรัสนี้แพร่ขยายออกไปซึ่งขอให้เตรียมป้องกันรับมือ

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงต่อไปคือ ต้องช่วยเหลือคนไทยให้อยู่รอดตลอดไปเพราะผลกระทบมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี, ลดดอกเบี้ย, ลดค่าน้ำ-ไฟ หรือการขนส่งต่างๆ ดีกว่าจะเอาเงินไปแจกเฉยๆ

อยากจะขอร้องนักการเมืองทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล หรือบรรดาผู้มีเกียรติในสภาทั้งหลาย เวลานี้ต้อง ‘นิ่ง’ และทำทุกอย่างเพื่อชาติ-ประชาชน มิใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวหรือการค้ากำไรบนความทุกข์ยากของผู้อื่น

ขอเรียนว่าเวลานี้เราต้องสามัคคี อดทนและอยู่กับบ้านเพื่อยุติการแพร่กระจาย และหากร่วมมือกันแล้วทุกอย่างก็จะคลี่คลายด้วยดี

อ๊อด เทอร์โบ

กระทรวงอุตสาหกรรม

ขอความร่วมมือ 6 กฎเหล็ก (ผ่านไปยังทุกโรงงาน)

วันก่อนผมได้รับข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งขอความร่วมมือจากโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 80,000 แห่ง ซึ่งขอนำมาแจ้งให้ทราบเพราะสามารถนำเป็นกฎเหล็กได้ครับ

  1.จัดให้ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อในโรงงานดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ทำความสะอาดมือด้วยการล้างด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ กรณีผู้ที่มีอาการไอ จาม ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค นอกจากนี้อาจจัดให้มีการเฝ้าระวังและคัดกรองโดยการวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อในโรงงาน

   2.ให้ดูแลอนามัยในโรงงาน อาทิ การเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดพื้นทางเดินเข้า–ออกอาคาร ลิฟต์ ห้องน้ำ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ตรวจเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัสสาธารณะต่างๆ

  3.ขอความร่วมมือผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงงาน งดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหรือแวะผ่านประเทศหรือเขตปกครองที่เสี่ยง อาทิ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ เยอรมนี อิตาลี อิหร่าน รวมทั้งประเทศหรือเขตปกครองที่อาจมีความเสี่ยงตามที่ทางราชการจะได้มีการประกาศในอนาคต จนถึงเดือนเมษายน 2563 หรือจนกว่าจะมีประกาศของทางราชการเปลี่ยนแปลง

 4.กรณีมีผู้ปฏิบัติงานต้องเดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่หรือผ่านประเทศเสี่ยงก่อนวันที่มีประกาศขอความร่วมมือนี้ ขอให้พิจารณาความจำเป็นของการเดินทาง หากจำเป็นให้ระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ให้เฝ้าระวัง 14 วัน โดยให้หยุดงานเพื่อแยกตัวเองออกไป

   5.กรณีที่จะมีผู้ปฏิบัติงานเดินทางกลับมาจากประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดให้บุคคลดังกล่าวแจ้งเจ้าของโรงงาน และให้มีการเฝ้าระวัง 14 วัน โดยให้หยุดงานเพื่อแยกตัวเองออกไป เมื่อครบกำหนดหากไม่ติดเชื้อกลับมาปฏิบัติงานปกติจะต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตลอดเวลา

   6.ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานติดตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือติดการแถลงข่าวของรัฐบาลเพื่อปฏิบัติตามอย่างใกล้ชิด

ทั้ง 6 กฎเหล็กนี้น่าสนใจและขอให้นำไปปฏิบัติเพราะโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นแหล่งชุมนุมผู้คนและต้องให้ทุกคนเข้มข้น-เข้มแข็ง

ขอให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดและแจ้งผ่านมาเพื่อโปรดพิจารณา

สมบูรณ์ (ปากน้ำ)

หมายเลขโทรศัพท์สำคัญ

ส่งท้ายด้วยหมายเลขโทรศัพท์เกี่ยวกับโควิด-19 ซึ่งขอรวบรวมมาให้ทราบไว้เพื่อติดต่อในยามจำเป็น

ขอให้ทุกหมายเลขมีผู้รับและประจำอยู่เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนยามเดือดร้อน

อ๊อด เทอร์โบ

เบอร์สายด่วนควรทราบ

สายด่วน 111 ของศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) สำนักนายกฯ รวมทั้งรับเรื่องร้องเรียนได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2288-6070 ต่อ 4

 สายด่วน 1422 และโทรศัพท์ 0-2590-3000 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 สายด่วน 1669 ศูนย์นเรนทร สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

สายด่วนสุขภาพ 0-2590-2000 ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

  สายด่วนปรึกษาเรื่องยา 0-2644-8850 กด 73 ขององค์การเภสัชกรรม

สายด่วน 1330 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)หรือโทร.0-2831-4000 ต่อ 1330

 สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.)

ศูนย์ Hot Line สปส.เพื่อประสานการใช้สิทธิผู้ประกันตน สถานพยาบาล นายจ้าง ติดต่อที่หมายเลข 0-2956-2513-4 ในวันและเวลาราชการ

จึงแจ้งมาให้ทราบเพื่อความสะดวกในการติดต่อด้วย

มารู้จัก มาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สู้’โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มารู้จัก มาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สู้’โควิด-19

24 มีนาคม 2563 – 16:54 น.
รู้จัก พรกฉุกเฉินฯ,มาตรการขั้นสูงสุดสู้,สู้โควิด-19
เปิดอ่าน 1,369 ครั้ง

สุดท้าย ‘ครม.ประยุทธ์’ ก็ตัดสินใจ ใช้มาตรการขั้นสูงสุดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หวังสกัดการแพร่ระบาดของไวรัส ‘โควิด-19’ ไม่ให้ลุกลามจนยากที่จะควบคุมซึ่งอาจทำให้คนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง..แล้วคุณรู้หรือยังว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เปิดช่องให้รัฐบาลใช้มาตรการอะไรได้บ้าง

สุดท้าย ครม.เห็นชอบการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  โดยจะเริ่มประกาศวันที่ 26 มี.ค.นี้

ก่อนหน้านี้ก็มีการทยอยใช้มาตรการ”ชัตดาวน์” ทีละขั้น ปิด 26 ธุรกิจ อาทิ ห้างสรรพสินค้า สนามกอล์ฟ  สถานบันเทิง ร้านอาหาร  เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

   และตอนนี้ก็มาถึงมาตรการขั้นแรงสุด คือ การ “ประกาศภาวะฉุกเฉิน” โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

สำหรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับนี้ ประกาศใช้เมื่อปี 2548 ในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงอย่างหนักในขณะนั้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ดับเมืองยะลา” เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ปี 2548
สาระสำคัญของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้มีไว้แค่ “ดับไฟใต้” หรือเอาไว้ควบคุมสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสถานการณ์ภัยคุกคามด้านอื่นๆ ที่กระทบของสาธารณะ หรือที่เข้าข่ายเป็นภัยพิบัติสาธารณะด้วย

       ตามนิยามที่กฎหมายเขียนไว้ในมาตรา 4 ที่ว่า “สถานการณ์ฉุกเฉิน “ให้หมายรวมถึงสถานการณ์ที่กระทบกับความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง” ด้วย

เมื่อประกาศใช้แล้ว อำนาจของทุกส่วนราชการ จะไปรวมศูนย์อยู่ที่นายกฯ ตามมาตรา 7  ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯฉบับนี้ ซึ่งจะทำให้การสั่งการของนายกฯเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ข้ามขั้นตอนหรือสายการบังคับบัญชาตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน

โดยการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สามารถประกาศได้เฉพาะพื้นที่ (เหมือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) หรือครอบคลุมทั่วประเทศก็ได้ และการประกาศแต่ละครั้ง จะมีระยะเวลานานที่สุด 3 เดือน หากสถานการณ์ฉุกเฉินจบลง ก็ให้นายกฯยกเลิกการประกาศได้ทันที  แต่หากสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงอยู่ ก็ให้ขยายเวลาได้คราวละ 3 เดือน / ทำให้สามารถรีวิวสถานการณ์ได้ทุกๆ 3 เดือน

    สำหรับอำนาจพิเศษที่สามารถนำมาใช้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน มีบัญญัติในมาตรา 9 และ 11 รวมๆ ประมาณ 16 มาตรการ อาทิ

    – ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน หรือ “เคอร์ฟิว” ตามเวลาที่กำหนด

   – ห้ามชุมนุมมั่วสุม หรือไปรวมตัวกันจำนวนมากๆ

   – สั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่

   – สั่งปิดเส้นทางคมนาคม

   – ห้ามใช้อาคารสถานที่ตามที่กำหนด

   – ห้ามนำเสนอข่าวสารที่กระทบกับสถานการณ์

    -ประกาศให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็น “เจ้าพนักงาน” ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งจะทำให้มีเอกภาพในการปฏิบัติและการสั่งการมากขึ้นด้วย

แต่มาตรการพิเศษเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีหลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ / แต่ต้องให้นายกฯประกาศ “ข้อกำหนด” เป็นเรื่องๆ เป็นมาตรการๆ ไป / เหมือนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้ทั้งกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

     แต่หากพิจารณาจากผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นใกล้ถึงหลักพัน และการติดตามกลุ่มเสี่ยงยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ จนอาจเกิดการระบาดใหญ่ “ระยะ 3”  ก็มีความเหมาะสมที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ “เครื่องมือพิเศษ” นี้

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ถึงเวลา?… พึ่ง’เคอร์ฟิว’ ยาแรงปราบ’โควิด-19

พญาเสือ เชิญอ่าน “เคอร์ฟิว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424155?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พญาเสือ เชิญอ่าน “เคอร์ฟิว”

24 มีนาคม 2563 – 14:45 น.
ศอฉโควิด,เคอร์ฟิว,พรกฉุกเฉิน
เปิดอ่าน 2,145 ครั้ง

พญาเสือ เชิญอ่าน “เคอร์ฟิว” คอลัมน์… คลุกวงใน โดย… พญาเสือ

ทันทีที่ นายกฯแถลงจบ “พญาเสือ” ยิ้มเลยว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน2548 นั้น เริ่มมีผลวันที่ 26 มีนาคม. นั้น หมายความว่า นายกฯเริ่ม “กระชับพื้นที่” และ”กระชับอำนาจ” เข้ามาทุกขณะ

อ่านข่าว…   ด่วน ดีเดย์ 26 มี.ค.ครม.ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินสู้โควิด
00000แต่สิ่งที่จะตามมา หลังการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจาก รัฐบาลจะมี “ศอฉ.โควิด” แล้ว ยังจะมีการประกาศ”เคอร์ฟิว”ตามมา ขึ้นกับ ผอ.ศอฉ.โควิด ว่าจะเอามาหมดหรือไม่ เพราะประเด็น”เคอร์ฟิว” อยู่ในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ดังกล่าว000000

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

   มาตรา ๙
ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้
(๑)   ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น
(๒)   ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

(๓)   ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร

(๔)   ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
(๕)   ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ

(๖)   ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด

ข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้

เบื้องหลัง ‘เพื่อนบ้าน’ รับแรงงานคืนถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เบื้องหลัง ‘เพื่อนบ้าน’ รับแรงงานคืนถิ่น

24 มีนาคม 2563 – 10:10 น.
โควิด 19,โรคระบาด,ประเทศเพื่อนบ้าน,ลาว,เมียนมาร์,กัมพูชา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,576 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 มี.ค.63

*****************************

ภาพข่าว แรงงานเพื่อนบ้าน” นับแสนคนทะลักหน้าด่านชายแดนควรจะเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ แต่ปีนี้ไวรัสโควิดส่งผลให้พวกเขาเหล่านั้นกลับบ้านเร็วกว่ากำหนด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เมื่อกระทรวงมหาดไทยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปิดด่านตามแนวชายแดนเพื่อสกัดโควิด-19 รวมถึงปิดจุดผ่อนปรน ซึ่งเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ อยู่แล้ว ประกอบกับกรุงเทพมหานครสั่งปิดห้าง ทำให้แรงงานเพื่อนบ้านตกงานชั่วคราว จึงหลั่งไหลกลับประเทศ ก่อนเส้นตายปิดด่าน 23 มีนาคม 2563

ลาว’ ตั้งตัวไม่ทัน

เดิมทีคณะรัฐมนตรีรัฐบาลลาวได้ประชุมประจำเดือนมีนาคม 2563 และพิจารณาเร่งด่วนเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ สปป.ลาว ยังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเพราะประเทศเพื่อนบ้านพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

รัฐบาลลาวจึงออกมาตรการสกัดกั้นปิดด่านท้องถิ่นและด่านประเพณีในขอบเขตทั่วประเทศ และกำหนดเงื่อนไขการเข้า-ออก ในด่านสากล

บันทึกประวัติ ก่อนส่งตัวกลับบ้าน

ลึกๆ รัฐบาลลาวต้องการห้ามคนลาวไปเที่ยวและชอปปิงที่ห้างสรรพสินค้าใน จ.อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี และเชียงราย

อีกด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่สถานทูตลาวประจำไทย ได้พูดคุยกับแรงงานลาวเพื่อให้เลื่อนการเดินทางกลับบ้านช่วงบุญปีใหม่ลาวหรือสงกรานต์ เพราะรัฐบาลสั่งห้ามเล่นน้ำสงกรานต์ หรือจัดงานคอนเสิร์ตปีใหม่ลาว

นายกฯ ทองลุน สีสุลิด มาตรวจศูนย์ประชุมที่เตรียมทำโรงพยาบาลสนามรองรับหากมีผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมาก

เมื่อมีมาตรการปิดห้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล บวกกับมหาดไทยปิดด่าน แรงงานลาวจึงรีบเดินทางกลับประเทศเกือบแสนคน

กระทรวงสาธารณสุขลาวจึงรีบออกมาตรการให้แรงงานลาวที่กลับบ้านต้องกักตัวเอง 14 วัน โดยมอบให้ “นายบ้าน”(ผู้ใหญ่บ้าน) เป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

คนลาวส่วนหนึ่งตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวเพื่อนร่วมชาติเกรงจะนำเชื้อโควิดติดตัวมา เหมือนครั้งหนึ่งคนไทยกลัวผีน้อย

เขมร’ ปรับแผนใหม่

สถานการณ์ไวรัสโควิดในกัมพูชา มียอดรวมผู้ติดเชื้อโควิด 84 คน (ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2563) ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเขมรที่เดินทางกลับจากมาเลย์

นายกฯ ฮุน เซน สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดเตรียมโรงเรียน และศูนย์ประชุม เป็นโรงพยาบาล

รัฐบาลกัมพูชาได้มอบหมายให้ทูตกัมพูชาประจำไทย เข้าพูดคุยและขอร้องแรงงานเขมรไม่ควรออกจากไทยหากไม่มีความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ ขอให้เลื่อนการเดินทางกลับ

พลันไทยปิดด่านแรงงานเขมรหลายหมื่นคนแห่กลับบ้าน สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเตรียมหาสถานที่เช่นโรงเรียนและศูนย์ประชุม ปรับสภาพให้เป็นโรงพยาบาลชั่วคราวทันที

ผู้เชี่ยวชาญจีน มาช่วยเขมรสู้โควิด

เช้าวันที่ 23 มีนาคม 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของจีน 7 คน พร้อมเวชภัณฑ์ เดินทางมาถึงพนมเปญ เพื่อช่วยกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชารับมือโควิด ตามคำร้องขอของกัมพูชา

นับว่าเป็นข่าวดีในวันที่มีข่าวร้าย..การเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่จากไทยสู่กัมพูชา

เมียนมาร์’ ป่วนหนัก

เมียนมาร์เป็น 1 ใน 2 ชาติอาเซียนที่ยังไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด ก่อนหน้านี้ ทางการเมียนมาร์ได้มีมาตรการสกัดกั้นที่ชายแดนโดยกำหนดเงื่อนไขการเข้าประเทศให้เข้มข้น

เหนืออื่นใดรัฐบาลเมียนมาร์สั่งงดจัดสงกรานต์ หรือเทศกาลตะจานทั่วประเทศ รวมถึงระงับกิจกรรมที่มีการชุมนุมของผู้คน

การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เมียนมาร์

งานสงกรานต์หรือตะจาน เป็นเทศกาลที่ใหญ่มาก สมัยรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาร์เคยหยุดงานถึง 10 วัน แต่รัฐบาลซูจีลดเหลือ 5 วัน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 สถานทูตสหภาพเมียนมาร์ประจำไทย ได้แจ้งกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ประสานขอความร่วมมือจากแรงงานเมียนมาร์ ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์

เมียนมาร์ พบผู้ติดเชื้อโควิด 2 รายแรก

สิ่งที่ทางการเมียนมาร์คาดไม่ถึงก็คือคำสั่งปิดห้างในกรุงเทพฯ ตามมาด้วยการปิดด่านพรมแดนไทย-พม่าทุกจุด ทำให้มีแรงงานชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ และชาวไทใหญ่ เดินทางกลับมาหลายหมื่นคน

ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขเมียนมาร์จึงสั่งการให้เตรียมการหาโรงแรม โรงเรียน และอาคารในวัดบางแห่งมาแปรสภาพเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว

รัฐบาลซูจีประเมินแล้วแรงงานเมียนมาร์คืนถิ่นเที่ยวนี้มีผู้ติดเชื้อโควิดเป็นรายแรกแน่

ซ้ำซาก ‘สื่อไทย’ ดูถูก ‘คนลาว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซ้ำซาก ‘สื่อไทย’ ดูถูก ‘คนลาว’

24 มีนาคม 2563 – 08:05 น.
สปปลาว,โควิด-19,สื่อไทย,เพื่อนบ้าน,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 2,942 ครั้ง

ซ้ำซาก ‘สื่อไทย’ ดูถูก ‘คนลาว’ คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางนา บางปะกง

เกือบบานปลาย เมื่อผู้ประกาศข่าว รายการ “ข่าวเย็นช่องวัน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง one 31 กล่าวทำนองไม่เชื่อมั่นว่า เมียนมาร์และลาว ไม่มีใครติดเชื้อโควิด เนื่องจากสองประเทศนี้ ไม่มีเทคโนโลยีในการตรวจ คือไม่มีแล็บ แม้แต่ชุดตรวจก็ยังไม่มี แถมโรงพยาบาลไม่มีมาตรฐาน

อ่านข่าว…  “ช่องวัน” ขอโทษแล้ว ดราม่าผู้ประกาศข่าวดังบูลลี่ลาว

แล้วกรณีดังกล่าวก็จบลงด้วยดี หลังผู้บริหาร และผู้ประกาศข่าวได้เข้าขอโทษขออภัยประชาชนลาวผ่านทูตลาวประจำกรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จริงๆ แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับ “สื่อไทย” ย้อนไปก่อนหน้านั้น ก็มีหลายกรณี แต่ไม่อยากฟื้นฝอย แต่ขอตั้งข้อสังเกตบางประการ เกี่ยวกับการรับข้อมูลข่าวสารจากเพื่อนบ้าน สื่อไทยยังดูเบาเรื่องนี้

ในยุคสมัยไร้พรมแดน มีเฟซบุ๊ก มียูทูบ เป็นเครื่องมือสื่อสาร คนลาวอ่านภาษาไทยได้ จึงติดตามข่าวสารฝั่งไทยได้ง่ายขึ้น อาศัยเสพข่าวฝั่งขวาจากสำนักข่าวออนไลน์ ไม่ต้องรอชมทางทีวีของไทยเหมือนในอดีต

ขณะที่สำนักข่าวหลักในเมืองไทย ยังอาศัยการติดตามข่าวสาร “เพื่อนบ้าน” จากสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น เอพี, เอเอฟพี, รอยเตอร์, วีโอเอ และซินหัว แต่สำนักข่าวเหล่านั้น ก็เลือกแปลบางข่าวจากเพื่อนบ้าน

อันที่จริง สำนักข่าวของรัฐบาลลาว ได้พัฒนาการนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวสารปะเทดลาว, นสพ.ลาวพัดทะนา, นสพ.เวียงจันทน์ใหม่ และ นสพ.เสดถะกิดการค้า รวมสำนักข่าวออนไลน์ลาวของเอกชนก็มีเยอะ

หากสำนักข่าวหลักในเมืองไทย หาคนเกาะติดข่าวสารเพื่อนบ้านจากแฟนเพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าวในลาว ก็จะรับรู้การเคลื่อนไหวในทุกมิติของ สปป.ลาว ไม่ต้องมารอให้สำนักข่าวฝรั่งแปล หรือฟังขี้ปากใครบางคน แล้วเอามาเล่าผ่านหน้าจอ

ที่แย่ไปกว่านั้น สื่อออนไลน์ไทยบางจำพวก คอยส่องเฟซบุ๊กลาว เอาเรื่องไร้สาระ ไม่มีที่มาที่ไปมาเสนอ เรียกยอดไลค์ ยอดวิว รวมถึงนักข่าวภูมิภาคบางคน ดันไปหยิบเอาข่าวปลอมมาส่งส่วนกลาง ทำให้การเสนอข่าวจากเพื่อนบ้านไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

สำหรับเรื่องมาตรฐานการตรวจหาเชื้อโควิดของลาว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 สื่อออนไลน์ลาวทุกสำนักได้รายงานข่าวกรณีกระทรวงสาธารณสุขลาว ได้เชิญตัวแทนสถานทูตต่างชาติ มาฟังการแถลงเตรียมความพร้อมรับมือไวรัสโควิด โดยเฉพาะขั้นตอนการตรวจหาเชื้อโควิด

ถ้ากองบรรณาธิการช่องวัน ได้ติดตามข่าวนี้ ก็คงไม่ปล่อยให้ผู้ประกาศข่าวออกไปจ้อหน้าจอหยามหยันเพื่อนบ้านว่า ไม่มีเครื่องมือตรวจหาเชื้อโควิด

ปัจจุบัน สปป.ลาว มีห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อโควิด 3 แห่งคือ 1.ศูนย์วิเคราะห์และระบาดวิทยา 2.สถาบันปาสเตอร์ ลาว โดยการช่วยเหลือของสถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส 3.ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา ของโรงพยาบาลมะโหสด หรือ สูนวิใจพะยาดชมเชื้อลาว-คริสตีฟ เมอริเออร์

เมื่อพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะเก็บตัวอย่างส่ง 3 ห้องแล็บ และเพื่อความมั่นใจในการวิเคราะห์แต่ละครั้ง กระทรวงสาธารณสุขลาว ยังได้ส่งตัวอย่างไปให้ห้องปฏิบัติการขององค์การอนามัยโลก(WHO) ที่ออสเตรเลียวินิจฉัย จึงจะแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบ

นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม จนถึง 20 มีนาคม 2563 สปป.ลาว พบผู้ต้องสงสัย 106 กรณี เมื่อนำตัวอย่างมาตรวจหาเชื้อ ผลเป็นลบ 103 กรณี และกำลังรอผลจากออสเตรเลียอีก 3 กรณี

สำนักข่าวซินหัวของจีน ได้แปลข่าวชิ้นนี้เป็นภาษาไทยเหมือนกัน บังเอิญกองบรรณาธิการช่องวัน หรือผู้ประกาศข่าวคนนั้น ไม่ได้ติดตามหาข้อมูล จึงด้นสดตามประสานักเล่าข่าว เลยเกิดเรื่องบาดหมางกับเพื่อนบ้าน

กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่องวัน ก็มาจากความผิดพลาดในการเสาะแสวงหาข้อมูลข้างต้น เมื่อเจ้าตัวออกมาขออภัยประชาชนลาวผ่านหน้าจอ ก็จบด้วยดี แต่รู้สึกรำคาญพวกนักเล่าข่าวหน้าจอบางช่อง ที่ไปลากประวัติศาสตร์บาดแผลมาวิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ

เรื่องนี้แก้ไม่ยาก หากสื่อไทยให้ความสำคัญกับ “สื่อเพื่อนบ้าน” ไม่งอมืองอเท้ารอให้ฝรั่งแปลข่าวให้เราแต่ฝ่ายเดียว ภาษาลาว เขมร และเมียนมาร์ เรียนรู้ไม่ยากหรอก