ทุกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ศาลรธน.เชือดธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ศาลรธน.เชือดธนาธร

21 พฤศจิกายน 2562 – 10:40 น.
ศาล รธน,ธนาธร
เปิดอ่าน 684 ครั้ง

ทุกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ศาลรธน.เชือดธนาธร

          เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ว่าการกระทำของนายธนาธร เข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 42 (3) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ถือได้ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นในธุรกิจสื่อ

อ่านข่าว…  ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ธนาธร พ้น ส.ส.คดีถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย
ศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายความหมายของคำว่าหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ ว่าหนังสือพิมพ์หมายรวมถึงนิตยสารด้วย การเลิกกิจการต้องจดแจ้งภายใน 30 วัน

ในส่วนบริษัท วี-ลัค มีเดีย จดทะเบียน 10 มกราคม 2551 แจ้งวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการสิ่งพิมพ์ โรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ และโฆษณาทุกรูปแบบ บริษัท ได้จดแจ้งการพิมพ์ตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์เมื่อปี 2551 ด้วย

ศาลชี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครส.ส. ดังนั้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ยังมีสภาพประกอบกิจการสื่อมวลชน ณ วันที่ส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.

ศาลชี้ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้อง (ธนาธร) ที่อ้างว่าโอนหุ้นให้มารดาคือ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 นั้น แต่ปรากฏว่าไม่มีการส่งแบบ บอจ.5 (แบบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยเร็วเพราะไม่มีนักบัญชีดำเนินการให้ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้อง (ธนาธร) ฟังไม่ขึ้น

ศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่าการโอนหุ้นหรือเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย ครั้งอื่นๆ ใช้วิธีส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์และไม่ได้มีความยุ่งยากแต่อย่างใด

          ส่วนปมเรื่องเช็คค่าหุ้นซึ่งนายธนาธรใช้เวลาถึง 128 วัน กว่าจะนำเช็คไปเข้าบัญชี แต่กฎหมายเช็ค พ.ร.บ.เช็ค มีหน้าที่ให้ผู้ครองเช็ค ให้ขึ้นเช็ค (เรียกเก็บเงิน) ภายใน 1 เดือน

ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบรายละเอียดย้อนหลัง 3 ปี พบว่าผู้ถูกร้องมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป มีการเรียกเก็บเงินภายใน 42-45 วันทุกครั้ง และจากข้อมูลการนำเช็คไปขึ้นเงินนานที่สุด 98 วัน แต่เช็คฉบับนั้นยอดเงินแค่ 2 หมื่นบาท

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่าคำให้การของนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เรื่องนำเช็คไปขึ้นเงินช้า ขัดแย้งกับหนังสือของผู้ถูกร้องเอง ที่ชี้แจงต่อ กกต. คำอ้างของนางรวิพรรณ ฟังไม่ขึ้น เพราะสามารถมอบอำนาจให้คนอื่นไปขึ้นเงินแทนก็ได้

การโอนหุ้นของนางสมพรไปให้หลาน ไม่มีค่าตอบแทน ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้ลูกกลับมีค่าตอบแทน การอ้างโอนหุ้นแบบไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีหลักฐานตรวจสอบได้ว่าโอนจริงหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้ว่าการโอนหุ้นให้หลานเพื่อดูแลกิจการ จริงๆ แล้วการถือหุ้นไม่ได้มีอำนาจจัดการในกิจการ เอกสารโอนหุ้นอาจทำย้อนหลังได้

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า แม้ผู้ถูกร้องคือนายธนาธร เดินทางกลับจากบุรีรัมย์ วันที่ 8 มกราคม มาที่กรุงเทพฯ ก็ยืนยันได้แค่ว่าอยู่กทม.จริง แต่ไม่ได้แปลว่ามีการโอนหุ้นกันจริง

ศาลยังได้ยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 การโอนหุ้นกันเฉยๆ โดยยังไม่จดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้น นำมาอ้างกับบุคคลภายนอกไม่ได้

จึงฟังได้ว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการสื่อสารมวลชนในวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้สมาชิกภาพของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ถือว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย หรือวันนี้ (20 พ.ย.) เป็นวันที่ตำแหน่ง ส.ส.ว่างลง ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนรายชื่อส.ส.ในลำดับถัดไปแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 7 วัน

          ย้อนรอยคดีนี้ เริ่มต้นจากศูนย์ข่าวอิศราเข้าไปขุดคุ้ยรายละเอียดการโอนหุ้นไปมาในครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ต่อมาได้จุดประกายให้นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องต่อกกต. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2562 หลังผ่านการเลือกตั้งมาได้เพียง 1 วัน

โดยคำร้องระบุว่า นายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครส.ส. เพราะเชื่อว่าวันที่ 8 มกราคม ซึ่งเป็นวันรับสมัครส.ส.วันสุดท้าย นายธนาธร ยังถือหุ้นของบริษัทสื่อชื่อ วี-ลัค มีเดีย จึงขอให้ กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร แม้ว่าเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 นายธนาธร ได้ยื่นหลักฐานต่อ กกต. ปรากฏชื่อในตราสารโอนหุ้นวี-ลัค มีเดีย จำกัด ระหว่างนายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ (ภรรยา) กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มาราดา) ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 และรายงานการส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าการโอนหุ้นจริงเกิดขึ้นเมื่อใด และบริษัททำการจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเมื่อใด การกระทำของนายธนาธร อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 42 (3) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ถือได้ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นในธุรกิจสื่อ

ภายหลังการตรวจสอบพยานเอกสารต่างๆ ในวันที่ 23 เมษายน 2562 กกต.มีมติแจ้งข้อหากับนายธนาธร โดยมองว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทสื่อชื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จริง และถือหุ้นเป็นจำนวน 675,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้นตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000″ พร้อมแจ้งให้นายธนาธรนำหลักฐานเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

 จากนั้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 กกต.มีมติเอกฉันท์ ว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัทพบว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร ให้บริการโฆษณาซึ่งถือเป็นการประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนและยังคงประกอบกิจการอยู่ ไม่มีการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชีแต่อย่างใด ขณะที่สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นหรือ บอจ. 5 ที่กกต.ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 เป็นเหตุให้ กกต.นำสำนวนไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณารับวินิจฉัยคดีดังกล่าว

และเมื่อ 23 พฤษภาคม 2562 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 9:0 ให้รับพิจารณาคำร้องของกกต. ที่ร้องเรียนว่านายธนาธร ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. และมีมติเสียงข้างมากด้วยคะแนน 8:1 ให้นายธนาธรต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พร้อมแจ้งให้นายธนาธรส่งพยานหลักฐานหักล้างข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีในชั้นศาล โดยนายธนาธรใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานเต็มตามกรอบเวลา 45 วัน จึงส่งทนายความนำเอกสารจำนวน 1 แฟ้ม 3 ลัง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ

 จากนั้นในวันที่ 11 กันยายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการพิจารณาวินิจฉัย กรณีหุ้นสื่อของนายธนาธร พร้อมกำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 10 ปาก ในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ประกอบด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง นายณัฐนนท์ อภินันทน์ ทนายความผู้รับรองตราสารการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถของธนาธร นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธร ผู้รับโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาของธนาธร น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม บัญชีของบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด พยานการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานด้านการเงินของบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด พยานการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด นายปีติ จรุงสถิตย์พงศ์ หลานของสมพร ผู้รับโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ต่อจากสมพรอีกทอดหนึ่ง นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ หลานของสมพร ผู้รับโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ต่อจากนางสมพรอีกทอดหนึ่ง และ นายพิพัฒพงศ์ รุจิตานนท์ ทนายความผู้รับรองตราสารการโอนหุ้นระหว่างนางสมพรและหลานทั้งสอง

ในชั้นการไต่สวนนายธนาธร เบิกความยืนยันต่อศาลในทำนองว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการบริหารกิจการบริษัทวี-ลัค มีเดีย โดยจุดเกาะเกี่ยวเกิดขึ้นจากมารดามาชักชวนภรรยาเข้ามาบริหารบริษัทวี-ลัค มีเดีย จึงเป็นที่มาของการซื้อหุ้น ส่วนหุ้นซื้อมาจากแม่ แต่จำราคาไม่ได้อาจเป็นการซื้อในราคาพาร์ วัน นัดโอนหุ้น 8 มกราคม 2562 ไม่ใช่วันพิเศษอะไรแค่วันที่ทุกคนว่างตรงกัน และยอมรับว่าในวันดังกล่าวไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์จริง แต่จำไม่ได้ว่าเดินทางไป จ.บุรีรัมย์ อย่างไร ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปบุรีรัมย์พักค้างที่จังหวัดใดก็จำไม่ได้ แต่เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ฮุนได มีนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ เป็นคนขับรถ

ระหว่างการเดินทางก็หลับมาตลอดทาง ไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย ระหว่างการเดินทางรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และอ.คลองหลวง หลังจากการเซ็นโอนหุ้นก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง รายละเอียดเกี่ยวกับการจดทะเบียนเลิกกิจการก็จำไม่ได้เช่นกัน ส่วนเช็คเงินสดที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นก็จำไม่ได้ เพราะครอบครัวไม่เคยเดือดร้อนเรื่องเงิน แม้จะเป็นเช็คที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านบาทก็ตาม เพราะมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้จัดการเรื่องการเงิน

นายธนาธรยังพยายามชี้ให้ศาลเห็นถึงกระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีกกต. เพราะตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ต้องการเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้

ขณะที่นางสมพร(แม่) และนางรวิพรรณ(ภรรยา) ให้การตรงกันว่าในวันที่ 8 มกราคม 2562 มีการเซ็นโอนหุ้นและเซ็นจ่ายเช็คค่าหุ้นกันจริง ส่วนบริษัท วี-ลัคมีเดีย เป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ด้านนิตยสาร จัดพิมพ์ป้อนให้สายการบินนกแอร์ ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ได้นำเช็คค่าหุ้นไปขึ้นเงินนั้นเพราะเป็นแม่ลูกอ่อนต้องดูแลลูกอายุราว 3 เดือน ไม่สะดวกจะนำเช็คไปขึ้น และไม่ไว้ใจให้คนอื่นขึ้นเงินแทน ประกอบกับเป็นเช็คจากนางสมพร จึงไม่กังวลว่าเช็คจะเด้ง

ส่วนนายปิติ จรุงสถิตพงศ์ และนายทวี จรุงสถิตพงศ์ หลานของนางสมพร ให้การตรงกันว่าได้รับโอนหุ้นจากนางสมพรในวันที่ 14 มกราคม 2562 หลังการคุยแผนธุรกิจที่ประสงค์ให้นางสมพรลงทุนเพิ่มเพื่อปรับปรุงโครงสร้างกิจการจากสื่อสิ่งพิมพ์มาเป็นอีบุ๊ก แต่นางสมพรไม่ตกลงตัดสินใจปิดกิจการ จึงโอนหุ้นคืนในวันที่ 21 มีนาคม 2562 โดยไม่มีการชำระเงินค่าหุ้นกันแต่อย่างใด

ขณะที่พนักงานบริษัทไทยซัมมิทที่ลงนามเป็นพยานในการโอนหุ้น เบิกความตอบการซักถามของศาลถึงการโอนหุ้นวันที่ 8 มกราคม กับวันที่ 14 มกราคม ไม่มีการแจ้ง บอจ.5 แต่การโอนในวันที่ 21 มีนาคม จึงมีการแจ้ง บอจ. 5 ว่าการโอนหุ้น 3 ครั้งเป็นการโอนภายในบริษัทจึงไม่มีการแจ้ง บอจ.5 ขณะเดียวกันบริษัท วี-ลัค มีเดีย มีการเลิกกิจการทำให้ไม่มีใครมารับงานจากตนไปดำเนินการต่อ ส่วนการโอนวันที่ 21 มีนาคม มีการแจ้ง บอจ.5 เนื่องจากก่อนหน้านั้นวันที่ 19 มีนาคม มีการประชุมและมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทซึ่งจะต้องมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้แจ้ง บอจ.5 ไปในคราวเดียวกัน

      สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร สิ้นสุดลง

สรุปประเด็นวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
1. คำร้องของ กกต.ชอบด้วยกฎหมาย
2. การเลิกกิจการเกี่่ยวกับหนังสือพิมพ์ ต้องจดแจ้งภายใน 30 วัน (ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์)
3. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 (วันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมธนาธร) บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ยังคงดำเนินกิจการอยู่
4. อ้างโอนหุ้นให้มารดา วันที่ 8 มกราคม 2562 แต่ไม่มีการส่ง บอจ.5 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยเร็ว แตกต่างจากครั้งก่อนๆ จึงมีความผิดปกติ
5. อ้างไม่ขึ้นกรณีไม่มีนักบัญชีดำเนินการให้ เพราะสามารถใช้วิธีอิเล็กทรอนิกส์ได้ (การเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นครั้งก่อนๆ ก็ใช้วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์)
6. ใช้เวลาในการนำเช็คเข้าบัญชีนานเกินไป ศาลตรวจสอบย้อนหลังไป 3 ปี เฉพาะเช็คมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท พบว่าใช้เวลาเพียง 42-45 วัน นานสุด 98 วัน เป็นเช็คมูลค่า 2 หมื่นบาท แต่ครั้งนี้นานถึง 128 วัน
7. คำอ้างภรรยา “รวิพรรณ” ที่ไม่รีบนำเช็คไปขึ้นเงิน ขัดแย้งกับหนังสือของผู้ถูกร้องเอง (อ้างว่าต้องส่งเช็คให้ทนายเตรียมสู้คดี แต่ธนาธรเคยชี้แจงว่าไม่ได้รับสำเนาคำร้องจาก กกต.) เพราะการขึ้นเช็คมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำแทนได้
8. การโอนหุ้นของนางสมพร ไปให้หลาน ไม่มีค่าตอบแทน ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้ลูก (ธนาธร) กลับมีค่าตอบแทน ซึ่งไม่มีหลักฐานว่าโอนจริงหรือไม่
9. ข้ออ้างการโอนหุ้นให้หลานดูแลกิจการ แต่การเป็นผู้ถือหุ้นไม่ได้มีอำนาจจัดการใดๆ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ฉะนั้นเอกสารโอนหุ้นให้หลานจึงอาจทำย้อนหลังให้เจือสมกับข้ออ้างอื่นๆ
10. การอ้างเดินทางกลับจาก จ.บุรีรัมย์ วันที่ 8 มกราคม มากรุงเทพฯ เป็นการยืนยันแค่ว่าอยู่กรุงเทพฯ จริง แต่ไม่ได้แปลว่ามีการโอนหุ้นกันจริง
11. ตามมาตรา 1129 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนหุ้นให้กันโดยไม่จดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้น นำมาอ้างกับคนภายนอกไม่ได้
12. ศาลวินิจฉัย ธนาธร พ้นสมาชิกภาพ นับตั้งแต่วันที่สั่งหยุดการปฏิบัตหน้าที่

ปลุก F-5 คืนชีพ ฝังมันสมองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุก F-5 คืนชีพ ฝังมันสมองไทย

21 พฤศจิกายน 2562 – 09:10 น.
เครื่องบินไอพ่น,กองทัพอากาศ,เครื่องบินแบบ F-5TH
เปิดอ่าน 7,454 ครั้ง

ปลุก F-5 คืนชีพ ฝังมันสมองไทย คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

หากย้อนอดีตไปเมื่อปี 2470 กองทัพอากาศ (ทอ.) โดยกองโรงงานกรมอากาศยาน (กรมช่างอากาศ) ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องบินรบที่สร้างด้วยฝีมือคนไทยครั้งแรก ‘เครื่องบินบริพัตร’ หรือเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ 2 (บ.ท.2) ที่ออกแบบโดย พ.ท.หลวงเวชยันต์รังสฤษฏ์ (มุนี มหาสันทนะ) ผู้รั้งตำแหน่งผู้บังคับฝูงกองโรงงานกรมอากาศยาน

อ่านข่าว…  ทอ. เปิดตัวเครื่องบิน F-5 TH อัพเกรด เทียบเท่ากริพเพน

 ‘เครื่องบินบริพัตร’ ใช้ชื่อตามพระนามของจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด 2 ที่นั่ง ปีก 2 ชั้น โครงสร้างทำด้วยด้วยท่อภูราลูแมงและไม้ บุผ้า ใช้เครื่องยนต์จูปิเตอร์ขนาด 400-600 แรงม้า 1 เครื่อง ประจำการอยู่ที่กองบินน้อยที่ 2 (กองบิน 2 ลพบุรี) และเคยเดินทางไปเยือนต่างประเทศ 2 ครั้ง คือ อินเดีย และเวียดนาม ก่อนปลดประจำการในปี 2483

ปัจจุบันการพัฒนาขีดความสามารถของ ‘กองทัพอากาศ’ ให้สร้างเครื่องบินรบได้เอง แม้จะถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ปลายปี 2580 แต่ก็ใช่ว่าจะตอบโจทย์ทั้งหมดเนื่องจากต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเพราะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ในทางตรงกันข้ามหากเน้นให้ความสำคัญชิ้นส่วนที่เป็น ‘หัวใจ’ หลักของอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็น่าจะเพียงพอต่อภารกิจป้องกันประเทศและการช่วยเหลือประชาชน

การอัพเกรดเครื่องบินขับไล่ F-5 ซึ่งเป็นเครื่องบินไอพ่นยุค 3.0 ของสหรัฐ ปัจจุบันเหลือประจำการเฉพาะ ‘ไทย’ เพียงประเทศเดียว ที่ ‘กองทัพอากาศ’ ได้คัดเลือกเครื่องสภาพดีที่สุดที่สามารถปรับปรุงและยืดอายุโครงสร้างอากาศยานจำนวน 14 เครื่อง  หวังเพิ่มขีดความสามารถการรบให้สูงขึ้นเพื่อตอบสนองภัยคุกคามในอนาคต โดยอาศัยมันสมองและสองมือของคนไทยในชื่อ ‘เครื่องบินแบบ F-5TH’

‘กองทัพอากาศ’ ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการปรับปรุงโครงสร้างอากาศยาน และเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องบินแบบ F-5TH ให้เทียบเท่าเครื่องบินขับไล่แบบที่ 20/ก หรือเครื่องบินแบบกริพเพน 39 C/D ในยุค 4.5 เพราะติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบ Avionics ที่ทันสมัย พร้อมระบบป้องกันตนเอง และระบบเรดาร์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับเป้าหมาย

ตลอดจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้อาวุธสมัยใหม่ที่มีความแม่นยำสูงและระยะยิงไกล อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operation) ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link) เพื่อรองรับการใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Link-T)

น.อ.สุรศักดิ์ เสสะเวช ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการรบ สำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารอากาศ ระบุว่า เราทำซอฟต์แวร์ของเราด้วยสมองของคนในกองทัพอากาศด้วยวิศวกรคนไทย จะมีการติดตั้งจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบ IRIS-T ของเยอรมนี และเป็นครั้งแรกของโลกที่ F-5 ติดอาวุธนำวิถีแบบนี้  รวมถึง  Python4 ของอิสราเอล นี่คือจิตวิญญาณ เราต้องการให้อาวุธนำวิถีทั้งสองชาติอยู่บน F-5 มีแต่ชาติไทยที่ทำได้ เราก็เอาจิตวิญญาณกริพเพนที่มีเน็ตเวิร์คเซ็นทริค  มาพัฒนาให้เหมาะสมกับความต้องการทางยุทธวิธีของเรา

‘เครื่องบินแบบ F-5TH’ ถูกบรรจุเข้าประจำการใน ‘กองทัพอากาศ’ จำนวน 2 เครื่อง โดยผ่านการทดสอบจาก พล.อ.อ.มานัต  วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ที่ทำการบินด้วยตัวเอง จากฝูงบิน 211 กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี มายังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อทำพิธีบรรจุประจำการเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนอีก 12 เครื่องอยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยทยอยให้แล้วเสร็จภายในปี 2565

หากย้อนดูประวัติของเครื่องบินขับไล่ F-5 ก่อนจะมาเป็นเครื่องบินแบบ F-5TH พบว่าเดิมมีประจำการอยู่ในกองทัพอากาศทั้งหมด 45 ลำ ประกอบด้วย F-5E และ F-5F  โดยฝูงแรกสังกัดฝูงบิน 701 กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2521-2522 จำนวน 20 เครื่อง  และในปี 2531 เพิ่มเติม F-5E มือสองจากสหรัฐอีก 5 เครื่อง  ส่วนฝูงที่สองประจำการที่ฝูงบิน 211 กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี ในปี 2524 จำนวน 20 เครื่อง

โดยกฎการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ทั่วไปจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถ ยืดอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 3 ครั้ง โดยที่ผ่านมา F-5 ทั้ง 2 ฝูงบิน ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2531 จำนวน 39 เครื่อง และครั้งที่สองในปี 2543-2546 จำนวน 31 เครื่อง ส่วนครั้งล่าสุดจำนวน 14 เครื่อง ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่จะยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก 15 ปี

การปรับปรุง ‘เครื่องบินแบบ F-5TH’  ถือเป็นก้าวแรกของ ‘กองทัพอากาศ’ ในการยึดหลักการพึ่งพาตนเอง เพราะนอกจากช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้วยังเปรียบเสมือนการสร้างเม็ดเลือดขาวเป็นภูมิคุ้มกันปกป้องประเทศ และในอนาคตจะต่อยอดไปสู่การอัพเกรดเครื่องบิน แอลฟาเจ็ต ให้เป็น-Multi Role และอัพเกรด Au-23 พีซเมกเกอร์ ต่อไป

อย่าทุบหม้อข้าวตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าทุบหม้อข้าวตัวเอง

21 พฤศจิกายน 2562 – 08:46 น.
ททท,ลอยกระทง,นักท่องเที่ยวจีน
เปิดอ่าน 771 ครั้ง

อย่าทุบหม้อข้าวตัวเอง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

กรณีในโลกโซเชียลมีเดียมีนักท่องเที่ยวจีนโพสต์วิจารณ์ในเชิงลบถึงบริษัททัวร์แห่งหนึ่งที่เปิดขายแพ็กเกจทัวร์ ดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนมาร่วมงานประเพณีลอยกระทงและร่วมปล่อยโคมลอยในงานยี่เป็ง จ.เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่างานดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ โดยนักท่องเที่ยวจีนมองว่าไม่คุ้มค่าราคาและเป็นการเอาเปรียบมากเกินควร พร้อมตำหนิในเรื่องรถบริการรับส่งไม่เพียงพอ สถานที่จัดงานเป็นเพียงลานโล่งไม่ได้ตกแต่งมากนัก อีกทั้งอาหารไม่เหมาะสม และจัดให้ลอยกระทงในสระน้ำขนาดไม่ใหญ่ แต่น้ำนิ่งจนกระทงไม่ลอยไปไหน ซึ่งภาพรวมของงานนั้นนักท่องเที่ยวเห็นว่าไม่ใกล้เคียงกับที่โฆษณาไว้อย่างอลังการ และมองว่าไม่ได้มาตรฐาน จึงมีนักท่องเที่ยวที่มาในงานจำนวนมากแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องขอเงินคืน กระทั่งมีการเจรจาและบริษัททัวร์ยินยอมคืนเงินแพ็กเกจบางส่วนให้

อ่านข่าว…  เคลียร์จบแล้ว ปมนทท.จีนโพสต์ถูกทัวร์หลอกซื้อแพ็กเกจปล่อยโคม

หน่วยงานภาครัฐก็เข้าตรวจสอบกรณีนี้พบว่า ได้มีการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์อเมซิ่งไทยแลนด์ของททท. เพื่อนำไปทำตลาดในจีน แต่  ททท.ปฏิเสธไปเนื่องจากการปล่อยโคมลอยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทางททท.ไม่สนับสนุนและการดำเนินงานของบริษัทเอกชนรายนี้ ททท.ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ผลสะท้อนที่เกิดจากนักท่องเที่ยวนำไปโพสต์ในโซเชียลโดยเฉพาะในตลาดเมืองจีน ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ท่องเที่ยวของไทยแม้อาจจะเป็นแค่เหตุการณ์เดียวแต่ในโลกออนไลน์ได้แพร่กระจายไปดุจไฟลามทุ่ง ขณะเดียวกันยังพบคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในกลุ่มคนทำงานเกี่ยวข้องกับการรับทัวร์นักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่ เป็นภาพจากเหตุการณ์จัดงานเดียวกันนี้โดยมีภาพความไม่พอใจตะโกนขอเงินคืนจากผู้จัดงาน และนักท่องเที่ยวบางคนถึงกับปีนขึ้นบนเวทีที่กำลังมีพิธีการจนกระเจิดกระเจิง

จากการสำรวจในโครงการรายงานและพยากรณ์สถานการณ์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในไตรมาส 3/2562 ซึ่งสำรวจเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2562 พบว่าจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและจากปัจจัยลบต่างๆ ที่ทำให้อัตราเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวเช่นกัน และคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนมาเยือนไทยลดลงจากปีก่อน ส่งผลดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในไตรมาส 3/2562 เท่ากับ 91 ต่ำกว่าภาวะปกติค่อนข้างมาก สะท้อนถึงความกังวลของผู้ประกอบการต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวอย่างชัดเจน แม้จะยังมีโอกาสก็คือการกระตุ้นภายในประเทศ อาทิ โครงการชิมช้อปใช้ เป็นต้น ดังนั้นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องควรตะหนักและช่วยป้องกันอย่าทุบทำลายหม้อข้าวตัวเองให้แย่ลงไปอีก

เหตุการณ์ครั้งนี้ทุกฝ่ายควรต้องนำกลับมาทบทวนว่าจะต้องมีมาตรการควบคุมกันอย่างไรให้การท่องเที่ยวมีมาตรฐาน ทั้งในเรื่องการบริการและราคาขายทัวร์ แม้ว่าเป็นที่ทราบกันดีธุรกิจด้านนี้การแข่งขันสูงก็ตาม แต่หากปลาตัวเดียวตายมันก็เหม็นไปทั้งข้อง จึงควรมีมาตรการเพื่อดูแลไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทยซึ่งมีเอกชนและหลายฝ่ายจำนวนมากต้องอาศัยและสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมนี้ ถ้าทุกฝ่ายต่างมองว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง ตัวใครตัวมัน นั่นเท่ากับกำลังฆ่าตัวเองลงไปทีละน้อยเพราะความเมินเฉย และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จนเป็นกระแสเสียงด้านลบ การที่จะไปตามแก้ไขยากกว่าการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นเสียอีก ดังนั้นองค์กรเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด หรือภาครัฐ เช่น ททท.จังหวัด รวมทั้งกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ต้องร่วมมืิอกันอย่างเข้มแข็งดูแลป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

ระวัง.. 3 สารพิษ ใครครอบครองติดคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง.. 3 สารพิษ ใครครอบครองติดคุก

21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
3 สารพิษ,เกษตรกร
เปิดอ่าน 1,233 ครั้ง

ระวัง.. 3 สารพิษ ใครครอบครองติดคุก

มีเรื่องด่วนจะแจ้งให้ทราบถึงเส้นตาย วันที่ 1 ธันวาคมนี้ จะไม่มีการใช้หรือครอบครอง 3 สารพิษได้อีกต่อไป และมีความผิดถึงติดคุกได้

อ่านข่าว…  อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์

มีข้อความอย่างเป็นทางการว่า เกษตรกรจะไม่สามารถใช้หรือครอบครอง 3 สารเคมีทางการเกษตรที่ต้องห้าม ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต เนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ที่ให้ขึ้นทะเบียน 3 สารเคมีทางการเกษตร

จากเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 เป็นประเภท 4 หมายถึง วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ มีอีกพอสมควร และในฐานะของคนไทยคนหนึ่งอย่าไปคิดว่าเป็นการเมืองระหว่างประเทศ

ขอให้หลีกเลี่ยงการเป็นเจ้าของหรือครอบครองไว้ดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 เบาหวานต้องรักษาต่อเนื่อง
 อย่าเครียดหรือซึมเศร้า

ผมเป็นคนโคราชครับ ได้รับเอกสารจาก รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เป็นประจำ ซึ่งมีประโยชน์มากและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบจาก ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้มาแจ้งให้ทราบเป็นความรู้ว่า

ในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะรายใหม่ มีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติ 4 ประการ ดังนี้ 1.ทำความเข้าใจกับโรคให้ดีที่สุด โดยสอบถามอาการและการรักษาจากแพทย์หรือพยาบาลให้เข้าใจ จะทําให้เกิดความมั่นใจ คลายความกลัว ความกังวลและปฏิบัติตามคำแนะนำ 2.เข้าร่วมกิจกรรมที่โรงพยาบาลจัดขึ้นร่วมกับเพื่อนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งจะได้รับความรู้และวิธีการปฏิบัติตัวที่สำคัญ เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลจิตใจให้แจ่มใส และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆกับผู้ป่วยด้วยกันด้วย

3.หากรู้สึกว่าอารมณ์ตึงเครียด ให้สลายความเครียดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ฝึกการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง นั่งสมาธิ ฝึกการผ่อนคลาย เป็นต้น สามารถขอคำแนะนำได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และ 4.หมั่นดูอารมณ์ หากรู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น หงุดหงิดง่าย เบื่อหน่ายชีวิต จิตใจหดหู่ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ไม่มีสมาธิทํางานหรือทํากิจวัตรประจําวัน โดยมีอาการติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ ขอให้รีบปรึกษาอสม.หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิตหมายเลข 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที

ครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรดูแลให้กำลังใจเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว อยู่คนเดียว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือพาไปพบแพทย์ตามนัดหรือพาไปเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม งานบุญต่างๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ ควรยกย่องคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีกำลังใจดี ก็จะทำให้การดูแลตัวเองดี

ผมจึงแจ้งมาเพื่อจะได้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องและพยายามอย่าให้เกิดความเครียดหรือซึมเศร้าขึ้นมาเพราะเป็นต้นน้ำแห่งโรคหลายๆ อย่าง

ขอขอบคุณคุณหมอที่เป็นห่วงและบอกวิธีต่างๆ มาเพราะเดี๋ยวนี้คนไทยเป็นกันเยอะมากๆ
วิมล (โคราช)

เรียนคุณ ‘วิมล’ โคราช
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายซึ่งผมเองก็ได้รับเอกสารนี้เช่นกันจึงขอกระจายข้อความให้ทราบทั่วกันอีกทางหนึ่ง

เรียนให้ทราบว่าโรคเบาหวานต้องรักษาดูแลกันอย่างต่อๆ กันหรือต่อเนื่องกันและอย่าเครียดหรือซึมเศร้า เพราะมีผลกระทบถึงกันด้วย

ที่ว่ามีผลกระทบถึงกันนี้เพราะโรคซึมเศร้าจะปล่อยตามบุญตามกรรมหรือไม่ห่วงตัวเองและจะไม่สามารถคุมน้ำตาลให้ปกติได้

โรคเบาหวานที่เป็นกันมากในหมู่คนไทยจะทำให้ระดับน้ำตาลสูงและสรุปว่าต้องทำจิตใจให้ปกติ

อาจจะมีเรื่องหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตโปรดรู้จักปล่อยวางบ้าง จึงแจ้งเตือนมาด้วยความปรารถนาดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ตัวอย่างที่ทำได้จากเรือนจำ
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘สุจริต’ นครปฐม ซึ่งแสดงความชื่นชมยินดีกับผู้ต้องขังที่เรียนจบปริญญาตรีจาก มมร. มา

นี่เป็นความมานะพยายามและเป็นตัวอย่างที่ควรแก่การยกย่อง แสดงว่าต่อไปจะเป็นผู้มีความรู้เป็นคนดีของสังคมได้
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอเป็นกำลังใจ – ชื่นชม
 ผู้ต้องขังเรียนจบ ป.ตรี

ผมขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ผู้ต้องขังที่เรียนจบปริญญาตรีจาก มมร. หรือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามเป็นคนดีของสังคมต่อไปในอนาคตและมีความมานะพยายาม

ทั้งเป็นปีนี้เป็นปีแรกที่มีผู้ต้องขังในเรือนจำจากโครงการวิทยบริการสอนพระพุทธศาสนาในเรือนจำ สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรศาสนศาสตรบัณฑิต จำนวน 16 คน ในจำนวนนี้มีที่พ้นโทษแล้วมาเข้าร่วมพิธีประทานปริญญาบัตร 7 คน ส่วนอีก 9 คน จะมีการนำปริญญาบัตรไปมอบให้ในเรือนจำ

เป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นว่าอยู่ที่ไหนก็เรียนได้
สุจริต (นครปฐม)


พิรุธ อบจ.อุตรดิตถ์..ผิดปกติประมูลงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400044?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิรุธ อบจ.อุตรดิตถ์..ผิดปกติประมูลงาน

20 พฤศจิกายน 2562 – 13:22 น.
อบจอุตรดิต,ประมูลงาน,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 3,453 ครั้ง

พิรุธ อบจ.อุตรดิตถ์..ผิดปกติประมูลงาน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

กลิ่นตุๆ คล้ายจะเป็นเรื่องฉาวในการประมูลงานราชการจากจังหวัดทางภาคเหนือ โชยขึ้นที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพราะมีตัวแทนบริษัทที่ประมูลงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับงาน จึงทำให้น่าคิด ชวนงงปนสงสัย ว่ามีอะไรในกอไผ่หรือไม่?

อ่านข่าว….  ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว

เกี่ยวกับเรื่องราวที่น่าจะอื้อฉาวนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายวิศิษฏ์ อาหูยา ผู้แทน บริษัท ไดร่า โมด จำกัด ได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ปปป. ผ่านแผนกรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อขอความเป็นธรรมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการประมูลงานราชการในส่วนของ อบจ.อุตรดิตถ์

นายวิศิษฏ์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ไดร่า โมด จำกัด ได้เข้าร่วมการประกวดราคาจัดซื้อครุภัณฑ์ตามโครงการห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “กระดาษอัจฉริยะ” แบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bidding) ตามประกาศเลขที่ 3/2562 ของ อบจ.อุตรดิตถ์ ซึ่งทางบริษัทได้รับการเสนอราคาต่ำสุด และปฏิบัติตามข้อระเบียบที่กำหนดไว้ในเอกสารการประกวดราคาหรือทีโออาร์ทุกประการ แต่กลับไม่ได้รับให้เข้าปฏิบัติงานตามกำหนด

ขณะเดียวกัน นายวิศิษฏ์ ได้ตั้งข้อสังเกตหลังจากทางบริษัทประมูลราคาได้ เพราะปรากฏเหตุการณ์หลายสิ่งที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติในการพิจารณาเอกสารของ อบจ.อุตรดิตถ์ อาทิ 1.หลังจากวันที่มีการยื่นเสนอราคา E-Bidding ได้มีกรรมการพิจารณาผลที่พยายามติดต่อมาหลายครั้ง เพื่อขอเอกสารที่ไม่ได้มีระบุไว้ในทีโออาร์ 2.ในวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมาทาง อบจ.อุตรดิตถ์ ได้กำหนดให้มีการนำสินค้าตัวอย่างมาแสดงจำนวน 1 รายการ คือ กระดานอินเตอร์แอ็กทีฟบอร์ด หรือจอทีวีที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งทางบริษัทก็ได้นำกระดานดังกล่าวไปแสดงให้คณะกรรมการพิจารณาผลได้ตรวจตามที่ระบุไว้ในทีโออาร์แล้ว ทว่า อบจ.อุตรดิตถ์ กลับบังคับให้มีการเปิดจอแสดงซึ่งขัดกับทีโออาร์ที่ระบุไว้ และ 3.เอกสารหรือหนังสือที่ทางกรรมการได้ขอเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในทีโออาร์ ทางบริษัทก็ได้นำสำเนาหนังสือดังกล่าวส่งมอบไว้ให้กับกรรมการแล้ว แต่ทางคณะกรรมการพยายามขอเอกสารตัวจริง

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มีข้อพิรุธหลายอย่าง โดยในประเด็นที่ 3 ทางบริษัทไม่ได้จัดส่งให้ทางคณะกรรมการพิจารณาผลการประมูล เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าจะเป็นการประมูลแบบไม่โปร่งใส จึงตัดสินใจเดินทางขอร้องทุกข์กับ บก.ปปป. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการประมูลครั้งนี้ และได้นำเอกสารแนบท้ายประกาศประกวดราคาซื้อด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bidding) เลขที่ 3/2562 ของ อบจ.อุตรดิตถ์ ประกอบไว้เป็นหลักฐานด้วย” นายวิศิษฏ์ กล่าวยืนยัน

ที่ผ่านมาหนึ่งในหลายนโยบายของรัฐบาลคือการ “ปราบโกง” กำจัดการทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะในหน่วยงานราชการ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทาง อบจ.อุตรดิตถ์ ต้องตอบคำถาม ชี้แจงความโปร่งใสแบบตรงมาตรงไปให้ชัดเจน..!!

อนาคตชาวสีส้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตชาวสีส้ม

20 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
อนาคตชาวสีส้ม,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,งูเห่า
เปิดอ่าน 1,097 ครั้ง

อนาคตชาวสีส้ม คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

วันวาน “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ได้ประชุมพิจารณาสํานวนการสืบสวน กรณีมีผู้กล่าวหาว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 โดยได้บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาท ต่อพรรคการเมืองต่อปี

อ่านข่าว…  อนาคตใหม่ ถีบทิ้ง อนาคตเก่า

แต่ อนค.ยังนิ่งไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่อนุกรรมการ กกต.ขอมา กกต.จึงมีมติเรียกเอกสารเพิ่มจากพรรคสีส้ม

กกต.คล้ายโต้กลับหลังเสี่ยเอกยื่นฟ้อง 7 อรหันต์ไปเมื่อวันจันทร์

เหตุเช่นนี้แปลว่าระเบิดหนึ่งลูกถูกจุดและโยนเข้าไปยังอาคารย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่แล้ว เพราะหลายวันก่อน “เสี่ยเอก” พูดเองกับสื่อนอกและแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับ ป.ป.ช. ว่าให้พรรคอนค.กู้เงิน 191 ล้านบาท

ความร้อนบนเวทีการเมืองคุกรุ่นขึ้นอีกประเด็น

วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งให้สังคมรู้ผลว่า “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” จะมีสิทธิ/หมดสิทธิทำหน้าที่ส.ส.จากกรณีการโอนหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย หรือไม่ ?

แต่ในฐานะผู้นำของชาวสีส้มแล้วนั้น ไม่ว่าอย่างไร…ธนาธรยังเป็นเสาหลักของอนค. แม้จะมี/ไม่มีเก้าอี้ผู้แทนราษฎร

ธนาธรก็ยังเป็นจิตวิญญาณในการนำชาวสีส้มทำงานการเมืองในรูปแบบและแนวทางเดิมมิเปลี่ยนแปลง เพราะอาการอยู่ไม่เป็น !

และจากนี้ไป…อีกกว่ายี่สิบคดีที่แกนนำและพรรคสีส้มต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันอีก โดยเฉพาะคดียุบพรรคจากหลากสำนวน แม้ยังไม่มีแววว่าจะเกิดขึ้นยามใด ?

หากให้ประเมินคงอีกหลายเดือนกว่าเรื่องราวเหล่านี้จะนำมาพิสูจน์และได้คำตอบในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม หากวันนั้นข้อกล่าวหาไม่มีมูล อนค.ก็ยังอยู่ในสารบบการเมือง หากวันนั้นข้อกล่าวหาในการยุบพรรคสีส้มมีมูล พรรคจะดับสิ้นไปและจะทำให้พรรคนี้แพแตกหรือไม่…

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคสีส้มคนหนึ่ง บอกว่า “หากวันข้างหน้าพรรคโดนยุบ พรรคมี 80 ส.ส.ในตอนนี้เชื่อมั่นว่าเกือบทั้งหมดจะยังปักหลักกับอนค.” แปลว่าหากมีพรรคอนาคตใหม่ในสารบบการเมืองไทย ส.ส.ก็จะยังอยู่กับต้นสังกัด หากไม่มี อนค. ร้อยละ 80 จะเกาะกลุ่มไปขึ้นฝั่งใหม่ตามที่แกนนำพรรคจะชี้เป้า

และราวๆ ร้อยละยี่สิบอาจจะเรรวน/ปันใจไหลไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ตามเงื่อนไขการเมือง

แกนนำชาวสีส้มระดับท็อปคนหนึ่งก็สำทับว่า “งูเห่าสีส้มนั้นมีอยู่แล้ว และวันนี้ก็ยังอยู่ รอเวลาที่จะเปิดตัวตามจังหวะการเมือง แต่ ส.ส.ส่วนใหญ่ยังเดินตามเจตนารมณ์ของพรรคต่อไป” 

แปลความได้จากการพูดคุยในขั้นต้นคือ จะมี ส.ส.ชาวสีส้มสิบกว่าคนไหลไปขึ้นฝั่งกับพรรคอื่นที่ทอดไมตรีมาให้ในวันที่ไร้ชื่อ อนค. แต่จะไปค่ายใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไข…

เมื่อแกนนำ อนค.ผู้นี้ระบุเยี่ยงนี้ มันคล้ายกับสิ่งที่คนไกลบ้านเคยพูดไว้ยามยุบพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชน จนมาถึงเพื่อไทยในวันนี้ว่า “ยุบได้ยุบไป ตั้งพรรคใหม่ได้เพราะจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ชาวบ้านจดจำ ใครทรยศประชาชนจะได้รับการลงโทษ”

อนค.คงเรียนรู้บทเรียนนี้มาและประเมินว่าฆ่าอย่างไร…ชาวสีส้มก็ยังแจ้งเกิดใหม่ได้เสมอ

และเมื่อเป็นเช่นนี้ ขั้วหนุนลุงตู่ที่หวังบางชีวิตของชาวสีส้มให้มาเทแต้มและเพิ่มกำลังพลให้พ้นอาการปริ่มน้ำคงต้องพยายามขึ้นกว่าเดิมในการทาบทาม ส.ส.ชาวสีส้ม โดยต้องอดทนรอเวลาว่า อนค.จะโดนยุบพรรคหรือไม่และโดนเมื่อใด ?

ที่แน่ๆ ในช่วงหลายเดือนจากนี้ชาวสีส้มจะมีกิจกรรมและบทบาททั้งในและนอกสภามาเป็นระยะเพื่อย้ำภาพความเป็นพรรคให้แฟนคลับรวมทั้งสังคมจดจำไปเรื่อยๆ และหากผู้แทนราษฎรชาวสีส้มคนใดทรยศคะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกไป วันนั้นคือวันมรณังของคนคนนั้นทางการเมืองเป็นแน่แท้

แบบนี้แสดงว่าแกนนำชาวสีส้มยักไหล่ไม่แคร์กับสิ่งที่จะบังเกิดในยามหน้า เพราะน่าจะรู้ชะตาว่าจะชีวิตเป็นเช่นใดและด้วยเหตุใด ?

เกมเสี่ยงที่แกนนำชาวสีส้มเปิดเล่นทำนอง “คามิกาเซะ” ของนักบินหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัยในการทำศึกเมื่อยามสงครามโลกครั้งที่สองนั้น… นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่กระทำเยี่ยงนี้ แต่แกนนำชาวสีส้มกล้าที่จะเปิดเสี่ยง

บทเรียนประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่านักบินหนุ่มแห่งกองทัพเรือแดนอาทิตย์อุทัยยามนั้น สายลมแห่งสวรรค์พัดพาพวกเขาไปที่ใดหลังไร้ลมหายใจ

          แกนนำชาวสีส้มคงใช้บทเรียนสายลมแห่งสวรรค์กับการเดินหมากการเมืองคราวนี้ และรู้เส้นทางชีวิตหลังจากนี้แล้วว่าจะเป็นเช่นใดต่อไปเช่นกัน…

อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์

20 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
3เคมีอันตราย
เปิดอ่าน 1,377 ครั้ง

อวสาน3เคมีอันตราย เส้นตาย1ธ.ค.62ต้องสูญพันธุ์

มาตรการแบน 3 สารเคมีอันตรายกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มเข้าสู่กระบวนการเรียกคืนและกำจัดทิ้งภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

อ่านข่าว…  แบน 3สารเคมีเกษตรแค่จุดเริ่ม จับตาสารทดแทน-ช่วยเกษตรกร

ล่าสุดเมื่อ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 1511/2562 เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 วัตถุอันตรายตามคำสั่งนี้ หมายความว่า วัตถุอันตราย ไกลโฟเซต, ไกลโฟเซต-เซสควิโซเดียม, ไกลโฟเซต-โซเดียม, ไกลโฟเซต-ไดแอมโมเนียม, ไกลโฟเซต-ไตรมีเซียม, ไกลโฟเซต-โพแทสเซียม, ไกลโฟเซต-โมโนเอทิลแอมโมเนียม, ไกลโฟเซต-โมโนแอมโมเนียม, ไกลโฟเซต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม, คลอร์ไพริฟอส คลอร์ไพริฟอส-เมทิล, พาราควอต พาราควอตไดคลอไรด์ และ พาราควอตไดคลอไรด์ บิส (เมทิลซัลเฟต) ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ออกตามความในมาตรา 18 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

ข้อ 2 ให้วัตถุอันตราย ตามข้อ 1 ที่อยู่ในความครอบครองก่อนวันที่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายนั้นเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้แล้ว ดังนี้

  กรุงเทพมหานคร แจ้งที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร 

ภูมิภาค แจ้งที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา

ข้อ 3 ให้ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายตามข้อ 2 ส่งมอบวัตถุอันตรายดังกล่าวที่อยู่ในความครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งปริมาณการครอบครอง ดังนี้

   กรุงเทพมหานคร ส่งมอบที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร 

ภูมิภาค ส่งมอบที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวิจัยและพัฒนา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้คำสั่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2562

 มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าหลังจากนี้ รมว.อุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายและเกษตรกรที่ครอบครอง 3 สารดังกล่าว ทราบวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงจะประชุมสารวัตรเกษตรและอาสาสมัครสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยก่อนวันที่ 1 ธันวาคม ต้องไปให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท

“วันที่ 22 พฤศจิกายน จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศเพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเย่นต์สายส่ง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครครอบครองสารทั้ง 3 ตัวมีความผิดตามกฎหมายและโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท จึงไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรโดนจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์”

รมช.เกษตรฯ แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรที่อาจยังมีผู้ไม่รู้ว่าหลังจากนี้การมีสารเคมีทั้ง 3 ชนิดไว้ในครอบครองจะต้องถูกดำเนินคดี จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในทุกพื้นที่เร่งชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเกษตรกร เพราะแม้จะโดยประมาทก็มีโทษปรับสูงไม่เกิน 800,000 บาท หากจงใจฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยได้เน้นย้ำว่า อย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเกษตรกร

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 เขตทั่วประเทศแจ้งสต็อกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ภายในพื้นที่ส่งให้ สคว.มาเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงติดตามการทำลายสาร

สำหรับค่าทำลายสารเคมีเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครองตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่ง รมช.เกษตรฯ ระบุชัดเจนว่าสารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้าต้องรับผิดชอบในการส่งกลับไปต้นทาง หรือการทำลายตามกฎหมาย และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ในการทำลาย ดังนั้นวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะเชิญบริษัทค้าสารเคมีนำเข้า ส่งออก มาประชุมเพื่อจะได้กำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมีจากเกษตรกร จากร้านผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง เพราะหลังวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก

ขณะที่ เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุก่อนหน้านี้ว่า กรมวิชาการเกษตรได้สำรวจปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดจากร้านค้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าทั่วประเทศ พบว่าปัจจุบัน ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 มีจำนวนคงเหลือประมาณ 38,855 ตัน คาดว่าภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 จะมีวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรนำไปทำลายตามหลักวิชาการที่ถูกต้องในจำนวนที่ลดลงกว่านี้ เนื่องจากในช่วงระหว่างนี้ร้านค้ายังสามารถจำหน่ายสารทั้ง 3 ชนิดให้แก่เกษตรกรที่ผ่านการอบรมตามมาตรการจำกัดการใช้ได้จนกว่าจะถึงวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399977?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด

20 พฤศจิกายน 2562 – 10:20 น.
ธนาธร,ศาลรัฐธรรมนูญ,หุ้นสื่อ
เปิดอ่าน 1,137 ครั้ง

เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด  คอลัมน์… ล่าความจริงพิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

วันนี้จะเป็นวันชี้ชะตาอนาคตการเมืองของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพราะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด” ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อ่านข่าว…. รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

สาเหตุที่ต้องใช้คำว่า “ชี้ชะตา” เพราะความเป็นไปได้ของคำวินิจฉัยมีอยู่ 3 แนวทาง คือ

หนึ่ง ศาลยกคำร้อง แบบนี้กองเชียร์ต้องเฮกันดังๆ เพราะนายธนาธรจะสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็น ส.ส.ได้ต่อไป และเดินหน้านำพรรคอนาคตใหม่ เปลี่ยนแปลงการเมืองตามแบบที่ตัวเองฝันต่อไปได้

สอง ศาลวินิจฉัยว่าผิด ถ้าออกหน้านี้จะทำให้นายธนาธรต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส. แต่อาจไม่ตัดสิทธิ์ทางการเมือง คือศาลอาจมองว่านายธนาธรแค่ขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส.เท่านั้น ถ้าเป็นแบบนี้ เลือกตั้งสมัยหน้า “หัวหน้าพรรคสีส้ม” ก็จะลงสมัครได้อีก เรียกว่าผลกระทบไม่ร้ายแรงนัก เพราะปัจจุบันนายธนาธรก็ทำงานนอกสภาอยู่แล้ว เพราะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่อยู่

หรือสาม ศาลวินิจฉัยว่าผิด แต่เห็นว่านายธนาธร “จงใจ” คือรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง เพราะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม แต่ก็ยังฝืนลงสมัคร แบบนี้นอกจากจะต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส.แบบถาวรแล้ว ศาลจะเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนายธนาธร มีกำหนดถึง 20 ปีด้วย

ปัจจุบันนายธนาธรอายุ 41 ปี (กำลังจะฉลองวันเกิดในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้) ถ้าโดนตัดสิทธิ์ 20 ปี ก็จะกลับมาสมัครรับเลือกตั้งได้อีกครั้งตอนอายุ 61 ปี เลยทีเดียว

ที่หนักกว่านั้นคือ ถ้าศาลวินิจฉัยว่านายธนาธรกระทำผิดในแนวทางที่ 3 จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาทด้วย

สรุปง่ายๆ คือมีโอกาส “เข้าคุก”

แต่ช่องทางที่จะเอาผิดทางอาญาว่าด้วยโทษจำคุกนี้ ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ เพราะคำร้องของ กกต.น่าจะแค่เพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร แต่ในส่วนโทษอาญา น่าจะอยู่นอกเหนือคำร้องของ กกต. และนอกเหนืออำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

ความเป็นไปได้ กกต.อาจต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ หรือศาลรัฐธรรมนูญส่งคำวินิจฉัยต่อไปยังศาลที่มีอำนาจ แนวทางจะเป็นอย่างไร ต้องรอฟังหลังอ่านคำพิพากษา

แต่ที่แน่ๆ ถ้าศาลจัดหนักในแนวทางที่ 3 ก็ยังมีสิทธิ์โดนคดีอาญาฐานสร้างหลักฐานเท็จเรื่องการโอนหุ้นอีกด้วย งานนี้ถ้าโชคร้ายอาจทำให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน

ผลทางการเมืองที่มากไปกว่านั้น คือหากนายธนาธรถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ก็อาจมีคนไปยื่นตีความอีกว่า ยังเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้หรือไม่ สุดท้ายถ้าไม่ได้ ก็อาจหมดสิทธิ์นำทัพอนาคตใหม่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยตามแนวทางที่วาดฝัน

ล่าสุดได้ตรวจสอบกับนักวิชาการที่เกาะติดคดีนี้ ยืนยันว่าถ้านายธนาธรถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ เมื่อเป็นสมาชิกไม่ได้ ก็เป็นหัวหน้าพรรคไม่ได้ เมื่อไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว หากไปยุ่งเกี่ยวครอบงำพรรค เช่น ให้กู้เงินเหมือนที่เคยให้กู้ หรือสั่งการ กำหนดทิศทางใดๆ ของพรรค สุดท้ายอาจจะโดนยุบพรรคตามมาอีก

ผลกระทบแรงขนาดนี้ ต้องถามว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอะไรหรือไม่ และสาวกพรรคอนาคตใหม่จะว่าอย่างไร…เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

“เจ๊สมพร” ย้อนรอยฝัน “เจ้าแม่สื่อ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399988?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊สมพร” ย้อนรอยฝัน “เจ้าแม่สื่อ”

20 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
เจ๊สมพร,สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,วี-ลัค มีเดีย,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ,หุ้นสื่อ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,307 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 20 พ.ย.62

************************

ทุกคนรับทราบกันว่า “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ร่วมกับสามี “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” ก่อร่างสร้างบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด หรือไทยซัมมิทกรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจประกอบชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของไทยและภูมิภาคเอเชีย แต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว “เจ๊สมพร” เคยวาดฝันผันตัวเองสู่ธุรกิจสื่อ เริ่มจากเข้าซื้อหุ้นเนชั่น ก่อนจะขายทิ้งไปซื้อหุ้นมติชน

บริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด” เป็นฝันท้ายๆ ของเจ๊สมพร หลังผิดหวังกับการว่าจ้างทีมงานคนนอกมาผลิตนิตยสารแนวไฮโซไซตี้ จึงมอบให้ “ลูกสะใภ้” เข้ามากอบกู้ศักดิ์ศรีมหาเศรษฐีเมืองไทย 

ธนาธรพยายามจะสื่อกับผู้คนทั่วไปว่านิตยสารที่มารดาและภรรยาของเขาทำอยู่นั้นเป็นสื่อเล็กๆ เนื้อหาเบาโหวงแนวกอสซิป แต่หากลำดับความเคลื่ือนไหวของ “เจ๊สมพร” กับการเข้ามาเป็นเจ้าของสื่อนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่นอน

ต่อยอดธุรกิจสื่อ

ปี 2546 สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าซื้อหุ้นเนชั่น เพราะมีการชักชวนจากธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ อดีตประธานบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชนเป็นการส่วนตัว ไม่ได้หวังทำกำไร ต่างจากการเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชนตอนนั้นเจ๊สมพรเห็นว่า มติชนมีผลประกอบการเติบโตดี และมีนโยบายลงทุนระยะยาว

เจ๊สมพร

ปี 2553 เจ๊สมพรกับครอบครัว ผู้ถือหุ้นใหญ่ในเนชั่น ได้ขายหุ้นออกไป ถัดจากนั้นไม่นาน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าซื้อหุ้นมติชนจากกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชนโดยธนาธรเข้าไปเป็นกรรมการบริหารเครือมติชนด้วย

การเข้าซื้อหุ้นมติชนเป็นความชัดเจนของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ต้องก้าวเข้าสู่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงต่อยอดการทำสื่อครบวงจรมาอย่างต่อเนื่อง

ย้อนไปปี 2546 ธนาธรกับเพื่อนอีกสองคน ได้ทำคลอดวารสารรายสามเดือน “ฟ้าเดียวกัน” นำเสนอความคิดและรูปแบบของขบวนการประชาชน วิพากษ์เศรษฐกิจ การเมืองอย่างเข้มข้น โดยฉบับแรกวางแผงเมื่อต้นปี 2546

การได้เป็นหนึ่งในผู้บริหารมติชนในเวลานั้นก็เป็นความฝันของธนาธรเช่นกัน 

สร้างฝันปั้น Who?

การทุ่มเม็ดเงินกว่า 60 ล้านบาทในการทำนิตยสาร Who? ตลอด ปี ของเจ๊สมพร น่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำธุรกิจสื่อในนามบริษัท โซลิค มีเดีย จำกัด โดยว่าจ้างทีมงานทำหนังสือมืออาชีพเข้ามาผลิตเนื้อหา

ปี 2555 เจ๊สมพร ได้เลิกจ้างทีมงานกลุ่มนั้นพร้อมกับปรับเปลี่ยนรูปโฉมนิตยสาร Who? ในชื่อบริษัทใหม่ “บริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด” (V-Luck Media) ผลักดันให้ลูกสะใภ้คนโต “รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” นั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร ดูแลด้านบริหารธุรกิจอย่างเต็มตัว

ธนาธร รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 

เนื่องจาก “รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” ลูกสาวเจ๊สมพร ได้ทำสื่อดิจิทัลอยู่แล้ว จึงทำให้การปั้น Who? สู่สื่อดิจิทัลมีความเป็นจริงได้ไม่ยาก

เจ๊สมพรให้สัมภาษณ์ตอนนั้นว่า “เราต้องขยายไปทางดิจิทัล ไปทางมีเดีย เข้าไปในไอแพด ฉันพยายามจะดึงตรงนี้ให้ไปสู่ธุรกิจอนาคต ไม่ใช่ทำหนังสืออยู่กันแค่นี้”

ฉะนั้นการเข้าสู่ธรกิจสื่อของเจ๊สมพร จึงไม่ใช่เรื่องการทำเล่นๆ แบบเด็กขายของ 

ปั้นสื่อดิจิทัล 

รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” (แดงทองดีภรรยาของธนาธร ได้ถูกวางบทบาทจากเจ๊สมพร ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Who ให้เข้ามาดูแลและพัฒนานิตยสาร

ยุคแรก ที่จ้างทีมงานคนนอก

รวิพรรณเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ (ปี 2555) ว่านิตยสาร Who? เกิดจากความชอบและความอยากทำในเรื่องสื่อของท่านประธาน ทุกคนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็อยากให้มีหนังสือดีๆ เพิ่มขึ้น โดยเธอบอกว่าสามีธนาธร จะรับบทที่ปรึกษา ให้คำปรึกษา คำแนะนำเกี่ยวกับเนื้อหา

แผนการอนาคต (ตอนนั้นสะใภ้ใหญ่ของจึงรุ่งเรืองกิจ ยังวางแผนขยายงานจะนำ Who? ไปวางในไอแพด ในรูปของ e-Magazine ต่างๆ ในเว็บไซต์ที่เรากำลังพัฒนาอยู่

ยุคหลัง ลูกสะไภ้ทำเอง

สำหรับ Who? ดิฉันตอบได้เลยว่าเราจะมี e-Magazine แน่นอน เพราะเรามีแฟนของ Who? ที่อยู่ต่างประเทศหรืออะไรที่หาซื้อหนังสือยาก ตรงนี้ก็จะเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ให้แฟนกลุ่มนี้ได้ทันที…”

การเปลี่ยนแผนยุติการทำสื่อสิ่งพิมพ์มิได้หมายความว่าจึงรุ่งเรืองกิจ จะหยุดฝันปั้นสื่อใหม่

ต้องเร่งเครื่องจักร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399974?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องเร่งเครื่องจักร

20 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
จีดีพี,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

ต้องเร่งเครื่องจักร บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562

ถึงแม้ฝ่ายรัฐบาลจะยังคงให้ความมั่นใจกับสังคมว่าเศรษฐกิจของไทยไม่ได้อยู่ในภาวะย่ำแย่ เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ขยายตัวอยู่ที่ 2.4 % ซึ่งถือว่าดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลกนี้ แต่ประเด็นนี้ก็จะไปอยู่ในญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลเองก็มองว่าเรื่องเศรษฐกิจถือเป็นส่วนรวมของทั้งประเทศ หากพูดแต่ว่าไม่ดี หรือแย่ ความรู้สึกโดยส่วนรวมก็จะไม่ดีไปด้วย เมื่อความรู้สึกส่วนรวมไม่ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค หรือการลงทุนก็จะชะลอตัว นั่นหมายถึงว่ากิจกรรมของฝ่ายค้านทั้งนอกสภาและในสภาจะปรากฏในเร็วๆ นี้ มีส่วนในการชี้นำ หรือก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาตามไปด้วย

อ่านข่าว… เศรษฐกิจไทยเครื่องติดปีนี้ลุ้นโต3.5%

แต่ถึงกระนั้นในช่วงเวลาเดียวกันคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 3/2562 ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขยายตัวได้ 2.3% เล็กน้อย ตัวเลขในไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของการลงทุนรวม 2.8% ขณะที่การส่งออกไตรมาสที่แล้วไม่ขยายตัว โดยรวมแล้ว สศช.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2562 มาอยู่ที่ 2.6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7-3.2% โดยเศรษฐกิจของประเทศจะยังได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่จะติดลบกว่า 2% ในปีนี้ ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวได้ 2.3% ในปีหน้าจากปัจจัยสงครามการค้าที่เชื่อว่าจะคลี่คลายลง ส่วนค่าเงินบาทจะแข็งค่าน้อยลง และการเจาะตลาดต่างประเทศทำได้มากขึ้น

การแถลงข่าวนี้ สศช.ไม่ได้บอกว่าตัวเลขที่ออกมาดี หรือว่าไม่ดี แม้การปรับตัวของจีดีพีไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ 2.4% ซึ่งกับที่รัฐบาลอ้างอิง แต่สศช.ก็ปรารถนาที่จะเห็นการส่งออกขยายตัวในระดับ 3% โดยมีคำแนะนำถึงรัฐบาลว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้และปีหน้ารัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่สศช.หวังว่าจะเป็นไปได้ พร้อมๆ กับการดูแลเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ไมว่าจะเป็นการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐในโครงการสำคัญๆ จะต้องได้รับการขับเคลื่อนในลักษณะเดียวกัน หลังจากที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เริ่มเบิกจ่ายในเดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป พร้อมๆ กับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด

ตามคำแนะนำในลักษณะที่สศช. “ปรารถนาที่เห็น” เกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้วก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันให้กลไกของรัฐเดินเครื่องไปได้อย่างสะดวกไม่ติดขัด หรือแม้แต่ปราศจากเกียร์ว่างได้หรือไม่ ในช่วงเริ่มต้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเห็นได้ว่ารัฐมนตรีส่วนหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจเอาใจใส่ในการขับเคลื่อนงานจนน่าเชื่อว่าฝ่ายการเมืองที่กำกับดูแลนโยบายจะสามารถไขลานให้ระบบราชการเดินหน้าต่อไปได้ไม่สะดุด แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการสร้างกระแสจากฝ่ายค้านจะเป็นอุปสรรคหรือชี้นำได้เสมอไป ทั้งหมดล้วนขึ้นกับการทำงานอย่างหนักและเปี่ยมประสิทธิภาพของรัฐบาลเองมากกว่าว่าจะแก้โจทย์ยากๆ เช่นที่ สศช.ยกขึ้นมาได้หรือไม่