รัฐไทยเตรียมรับมือ บำนาญแห่งชาติ…โอนให้ 3,000/เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐไทยเตรียมรับมือ บำนาญแห่งชาติ…โอนให้ 3,000/เดือน

14 พฤศจิกายน 2562 – 10:35 น.
บำนาญ,แสงศิริ ตรีมรรคา,นิมิตร์ เทียนอุดม,ร่าง พรบบำนาญแห่งชาติ
เปิดอ่าน 14,444 ครั้ง

รัฐไทยเตรียมรับมือ บำนาญแห่งชาติ…โอนให้ 3,000/เดือน โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

วินาทีนี้ปัญหาสังคมระดับโลกคือ “สัดส่วนผู้สูงวัย” เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมคนชรา” (aged society) เฉพาะประเทศไทย ปี 2560 “คนวัยทำงาน” 100 คน ต้องช่วยกันดูแลผู้สูงอายุและเด็ก 51 คน และอีก 10 ปีข้างหน้า ในปี 2570 ต้องดูแลเพิ่มเป็น 64 คน…ดังนั้นรัฐไทยต้องเร่งสร้างหลักประกันให้ผู้สูงวัยทุกคนมีรายได้ หรือ “ระบบเงินบำนาญแห่งชาติ”

อ่านข่าว…‘ไทย’ เปิดตัวศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงอายุ

ผลสำรวจธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2559 พบว่าคนไทยร้อยละ 35 ไม่มีเงินออม โดยเฉพาะคนที่ย่างเข้าสู่วัยชรา มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่วางแผนการออมไว้ล่วงหน้า ส่วนอีกร้อยละ 60 คิดแล้วแต่ยังไม่ทำหรือทำไม่สำเร็จ ที่น่าสนกว่านั้นคือ

คนไทยมากถึงร้อยละ 25 ไม่เคยคิดหรือวางแผนเกี่ยวกับเงินที่จะเอามาใช้จ่ายเมื่ออายุเกิน 60 หรือตอนเกษียณจากการทำงาน !?!

หมายความว่า คนไทยวัย 60 ปีขึ้นไป ที่มีอยู่ตอนนี้ 13 ล้านคน หรือร้อยละ 18 ของประชากรไทยทั้งหมดนั้น มี 4.5 ล้านคนที่ไม่มีเงินออม และอีก 3.3 ล้านคนไม่เคยวางแผนเตรียมเงินไว้ใช้ในวัยชรา…ทุกวันนี้ส่วนใหญ่อาศัยให้ลูกหลานดูแล หรือมีรายได้จาก “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ”

แสงศิริ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ให้ข้อมูล “คมชัดลึก” ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลจ่าย “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” เดือนละตั้งแต่ 600–1,000 บาท ตามสัดส่วนอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่สภาพค่าครองชีพปัจจุบัน เงินช่วยเหลือนี้ไม่ค่อยเพียงพอเท่าไร เพราะไม่ได้กำหนดมาจากเกณฑ์ความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำของคนไทย นั่นคือการคำนวณจาก “เส้นความยากจน” ซึ่งปี 2560 มีค่าประเมินอยู่ที่ 2,660 บาท หมายความว่าคนไทยจะใช้ชีวิตอยู่ได้ในแต่ละเดือนนั้น ควรมีเงินในกระเป๋าไม่ต่ำกว่านี้

“ข้อมูลการสำรวจพบผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยเงินเบี้ยยังชีพที่รัฐให้เดือนละ 600 บาท หมายความว่ามีเงินใช้แค่วันละ 30 บาท ทั้งที่เส้นความยากจน 2 ปีที่แล้วระบุว่าควรมีไม่ต่ำกว่า 2,660 บาท แปลว่าปี 2562 พวกเขาควรได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท เพราะค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มสูงขึ้นทุกปี”

 แสงศิริ อธิบายต่อว่า ปัจจุบันรัฐจัดสรรงบประมาณจ่าย “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ประมาณปีละ 6–7 หมื่นล้านบาท หากปรับเปลี่ยนเป็นกฎหมายให้ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน ตาม “ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ” ที่เครือข่ายภาคประชาชนกำลังช่วยกันผลักดันให้ผ่านรัฐสภานั้น จะเพิ่มงบประมาณส่วนนี้เป็นปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก หากเปรียบเทียบกับเงินงบประมาณส่วนอื่นๆ และผู้สูงอายุจะมีเงินใช้เป็นวันละ 100 บาท น่าจะพอเพียงในเบื้องต้น ส่วนรัฐบาลต้องหาวิธีจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีหุ้น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีโรงงาน ฯลฯ รัฐบาลทำได้แน่นอนถ้าปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และยังนำเงินกองทุนต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุเข้ามาร่วมได้ด้วย

“เครือข่ายประชาชนกำลังหาแนวร่วม ตอนนี้มีทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคสนใจผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว และจากการรวบรวมรายชื่อได้ถึง 1 หมื่นกว่าชื่อ ภายในเวลา 1 ปีนั้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยอยากให้มีบำนาญแห่งชาติ หมายความว่าคนไทยทุกคนที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิรับสวัสดิการเดือนละ 3,000 บาท ไม่จำเป็นต้องยากจนหรือยากไร้เท่านั้น” แสงศิริ กล่าว

ล่าสุดวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้รวมตัวกันยื่น รายชื่อประชาชนที่สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. จำนวน 14,654 รายชื่อ ให้ “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา โดยมี แทนคุณ จิตต์อิสระ เลขานุการประธานรัฐสภา เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน

 “นิมิตร์ เทียนอุดม” ตัวแทนเครือข่ายฯ ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างระบบบำนาญแห่งชาติให้ผู้สูงวัยมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน

“ตอนนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องให้ความเห็นชอบเบื้องต้นต่อร่างกฎหมาย ถ้าบิ๊กตู่มองว่า ระบบบำนาญแห่งชาติเป็นภาระหรือเป็นเรื่องการเมือง แล้วไม่ยอมเซ็น หรือไม่เห็นชอบเอาเข้าสภา ก็หมายความว่าบิ๊กตู่ไม่สนใจความพยายามของคนไทยกว่า 1.5 หมื่นคนที่มาร่วมกัน รายชื่อเหล่านี้ก็จะสูญเปล่าทันที” นิมิตร์กล่าว

ทั้งนี้ “ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ…” ที่ภาคประชาชนเชื่อว่า คือจุดเริ่มต้นแก้ไขปัญหาคนยากจนที่เรื้อรังมานานนั้น มีจำนวน 25 มาตรา โดยสรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้

นิยามคำว่า “บำนาญแห่งชาติ” หมายถึง เงินรายเดือนเป็นบำนาญพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้แก่ผู้มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป เพื่อเป็นหลักประกันรายได้โดยมีจำนวนไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่กำหนดโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กำหนดให้มีการตั้ง “คณะกรรมการบำนาญแห่งชาติ” ประกอบไปด้วย 3 ฝ่าย คือ 1.ตัวแทนฝ่ายรัฐ เช่นนายกรัฐมนตรี, รมว.คลัง, รมว.แรงงาน, รมว.พัฒนาสังคมฯ, ผอ.สำนักงบประมาณ ฯลฯ 2.ผู้แทนองค์กรเอกชนที่มิใช่แสวงหาผลกำไร ด้านผู้ใช้แรงงาน ด้านผู้สูงอายุ ด้านเด็ก เยาวชน ด้านสตรี ด้านชาติพันธุ์ ด้านคนพิการ ด้านเกษตรกร ด้านผู้ป่วยเรื้อรัง ด้านชุมชนแออัด ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกองทุนการออมของชุมชน และ 3.ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คน ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านรัฐสวัสดิการ โดยมีวาระ 4 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกันไม่ได้

อำนาจหน้าที่หลักคือ กำหนดนโยบายและอนุมัติแผนงบประมาณประจำปี เพื่อจ่ายบำนาญแห่งชาติ รวมถึงหาวิธีการจ่ายเงินให้สะดวกสบายและครอบคลุมประชาชนทุกคน

ที่น่าสนใจคือ ร่างกฎหมายข้างต้น กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดหางบประมาณและต้องพิจารณากำหนดอัตราบำนาญแห่งชาติใหม่ทุกๆ 3 ปี และหากเกิด กรณีรัฐจ่ายเงินบำนาญพื้นฐานล่าช้า ไม่ครบถ้วน ต้องโดนปรับให้จ่ายเงินต้นพร้อม “ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี” จนกว่าจะจ่ายครบ

นับว่าเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการคิดอย่างรอบด้าน มีการพยายามป้องกันไม่ให้ “รัฐเบี้ยว” ไม่จ่ายหรือจ่ายล่าช้าด้วย ในเมื่อมีคนไทยเกือบ 1.5 หมื่นคน มาร่วมแรงร่วมใจเสนอร่างกฎหมายนี้แล้ว หวังว่า “กระแสสังคม” จะช่วยกันผลักดันและกดดันให้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ตอบรับ นโยบายบำนาญแห่งชาติ อย่างเร่งด่วน !

เพราะตอนนี้สังคมไทยมีผู้สูงวัย 13 ล้านคน ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้คือผู้ทำงานเสียภาษี เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย และอีก 20 ปีข้างหน้าคนที่อยู่ในวัยทำงานในวันนี้จะเกษียณสะสมกันจนยอดพุ่งขึ้นอีก 1 เท่าหรือกว่า 22 ล้านคน

          หากวินาทีนี้คนไทยไม่ช่วยกันเตรียมความพร้อม “ระบบสวัสดิถ้วนหน้า”… ผู้สูงวัย 22 ล้านคน จะกลายเป็นภาระหนักอึ้งทับถมลูกหลานในอนาคต…

“เอกราช”จงอางอีสาน ฉก”เพื่อไทย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เอกราช”จงอางอีสาน ฉก”เพื่อไทย”

14 พฤศจิกายน 2562 – 09:52 น.
เอกราช ช่างเหลา,นายวัฒนา ช่างเหลา,นวัธ เตาะเจริญสุข,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ขอนแก่น ยูไนเต็ด,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 10,936 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 พ.ย.62

**************************

เลือกตั้งซ่อมส..เขต ขอนแก่น มีความชัดเจนแล้ว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า “นวัธ เตาะเจริญสุข” พ้นสมาชิกภาพส.ตั้งแต่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่วันที่ 16 ตุลาคม 2562 เหตุต้องโทษประหารชีวิตหนักกว่าจำคุก ไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด 

เขตเลือกตั้งที่ 7 (.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรีแชมป์อย่างนวัธ ส..พรรคเพื่อไทย ต้องชดใช้กรรมในคุก และนวัธ เคยประกาศให้หลานชาย “ส..ตี๋” สุรพจน์ เตาะเจริญสุข ลงสมัคร ส..แทนเขา ก็ต้องรอวัดใจคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย

นาทีนี้ค่ายเพื่อไทยมี ตัวเลือก คือ อดิศร เพียงเกษ และธนิก มาสีพิทักษ์ ชาว อ.หนองเรือ คนแถวขอนแก่นบอกเลือกใคร “ใจ” หัวหน้าสมพงษ์ก็เจ็บ 

เราคือเพื่อนเอกราช

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐ จ.ขอนแก่น “เอกราช ช่างเหลา” ส..ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์อีสานเหนือตอนบน ได้เรียกประชุมอดีตผู้สมัครส..ขอนแก่น ทั้ง 10 เขต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งซ่อมส..เขต 

เอกราช” ประกาศจะส่งผู้สมัครส..คนเดิมลงสนาม คือ “สมศักดิ์ คุณเงิน” อดีต ส..เจ้าถิ่น อ.หนองเรือ และหนที่แล้วก็แพ้ “นวัธ” อยู่ไม่กี่พันคะแนน 

นอกจากนั้นทีมงานของส..เอกราช ได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เครือข่าย เพื่อนเอกราช” เกาะติดการเคลื่อนไหวของ “สมศักดิ์” ในพื้นที่ อ.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรี มาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน

..ธรรมนัส สนิทกับเอกราช มายาวนาน

สหายร่วมรบของ “เอกราช” ในพรรคพลังประชารัฐ หนีไม่พ้น “ผู้กองนัส” ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ 

ปี 2542 ..ธรรมนัส ออกจากราชการ หันมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ได้จับมือกับ เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น “เมืองแกรนด์วิลล์”

เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้เอกราชจึงพร้อมจะทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างเพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทยให้ได้ เพราะมีเดิมพันใจอยู่กับ ร..ธรรมนัส 

ข้าคือคนหนองเรือ

ผลคะแนนเลือกตั้งส..เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เขต ขอนแก่น “นวัธ” ได้ 29,270 คะแนน รองลงมา “สมศักดิ์” ได้ 26,553 คะแนน และผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ ได้ 12,414 คะแนน

คนหนองเรือรู้ดีว่าหากตระกูล “คุณเงิน” ยังภักดีต่อแดนไกล ไม่หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่พรรคอื่น คนลาดบัวหลวงอย่าง “นวัธ” ก็ไม่มีโอกาสได้เป็นส..แม้แต่สมัยเดียว

เลือกตั้งปี 2544 นวัธ หรือชื่อเดิม “ประสิทธิ์ เตาะเจริญสุข” ลงสมัคร ส..ครั้งแรกในนามพรรคราษฎร พ่าย สมศักดิ์ คุณเงิน อดีต ส..ขอนแก่น พรรคเสรีธรรม

เลือกตั้งปี 2548 นวัธ (ชื่อเดิมประสิทธิ์ย้ายมาอยู่พรรคมหาชน ก็ยังแพ้สมศักดิ์ สังกัดพรรคไทยรักไทย (เสรีธรรมยุบพรรครวมกับไทยรักไทย)

สมศักดิ์ ลงหาเสียงในพื้นที่มานานแรมเดือน

พอปี 2550 ประสิทธิ์เปลี่ยนชื่อเป็น “นวัธ” ย้ายเข้าพรรคพลังประชาชน ก็ได้เป็นส..ขอนแก่น สมัยแรก ส่วน “สมศักดิ์” ต้องเว้นวรรค เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ

สมศักดิ์เป็นชาว อ.หนองเรือ โดยกำเนิด ปี 2531 สมศักดิ์เบียดเข้าเป็น ใน ..เขต ขอนแก่น เป็น ส..สมัยแรก สังกัดพรรคกิจประชาคม เช่นเดียวกับอดิศร ก็ได้เป็น ส..ขอนแก่น เขต พรรคมวลชน

ศึกเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ สมศักดิ์วาดฝันที่จะกลับสู่สภาอีกสมัย

ตระกูล“จงอางผยอง”

เอกราช ช่างเหลา” เติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น สิบกว่าปีที่แล้วเอกราชมีฐานะการเงินเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้ทำโครงการบ้านจัดสรรชื่อหมู่บ้านเมืองเอก

เอกราชเคยลงสมัครรับเลือกตั้งส..และส..ขอนแก่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และผลักดัน “วัฒนา ช่างเหลา” จนได้เป็นส..ขอนแก่น เขต 2 (.เมืองขอนแก่น เฉพาะ 12 ตำบล และ อ.ซำสูง)

เอกราช และลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

5-6 ปีที่แล้ว เอกราชยึดแนวทางเนวิน ใช้ “ลูกหนังนำการเมือง” ซื้อทีม “ปากช่อง ยูไนเต็ด” จากกลุ่มการเมืองโคราช เปลี่ยนชื่อเป็น “ขอนแก่น ยูไนเต็ด” โดยตั้งฉายาทีมว่า “จงอางผยอง”

เอกราชมอบให้ลูกชาย คนคือ “วัฒนา ช่างเหลา” เป็นประธานสโมสร และ “พิทักษ์ชน ช่างเหลา” เป็นรองประธาน จงอางผยองโดดเด่นมากในลีกภูมิภาค

วัฒนา ช่างเหลา

ฤดูกาลนี้ทีมขอนแก่น ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ไทยลีก และได้สิทธิเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในศึกเอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) ฤดูกาลหน้า

จงอางอีสานจะผงาดยิ่งกว่า..ถ้าเลือกตั้งซ่อม พรรคพลังประชารัฐคว่ำพรรคเพื่อไทยได้

บทพิสูจน์ ทวงคืนผืนป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทพิสูจน์ ทวงคืนผืนป่า

14 พฤศจิกายน 2562 – 07:56 น.
ทวงคืนป่า
เปิดอ่าน 1,157 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562

นโยบายทวงคืนป่าในรัฐบาล คสช. จนถึงปัจจุบันต่อเนื่องมายังรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ผู้นำประเทศยังเป็นคนเดิมซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 และถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ได้ตรวจสอบที่ดินป่าสงวนของชาติรวมทั้งที่ดินของรัฐที่ถูกบุกรุกจากนายทุนและผู้มีอิทธิพลเข้ามายึดครองจนได้แรงเชียร์สนับสนุนจากสังคมมากมายเพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานับสิบๆ ปี ป่าไม้ของประเทศได้ถูกกลุ่มทุนอิทธิพลยึดเอาไปทำประโยชน์เข้ากระเป๋าไปกระทั่งเหลือจำนวนป่าไม่มากแล้วทั้งที่ในอดีตเรามีพื้นที่ป่าไม้มหาศาล อย่างไรก็ดีวาระการทวงผืนป่ามุ่งเป้ากลุ่มทุนที่เข้ารุกป่าแต่ในส่วนชาวบ้านยากไร้หรือผู้ไร้ที่ทำกินทางภาครัฐมีนโยบายช่วยเหลือให้การผ่อนปรนพร้อมนำที่ดินที่ยึดคืนมาจัดสรรให้ผู้ยากไร้โดยมีเงื่อนไขว่าไม่สามารถถือครองหรือเปลี่ยนมือรวมทั้งนำไปใช้ผิดประเภทนอกเหนือจากที่ทำกินไม่ได้

อ่านข่าว.. เดินหน้าทวงคืนพื้นที่ป่า

ข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่าตั้งแต่เริ่มมาตรการดังกล่าวจนถึงวันนี้ได้เกิดผลดีจากเดิมประเทศไทยมีปัญหาบุกรุกป่ามากกว่าปีละแสนไร่ลดลงเหลือปีละหมื่นไร่ ซึ่งในปีงบ 2562 ผลการดำเนินการ 532 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 11,120.53 ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2561 ผลการดำเนินการ 1,488 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 32,637.41 ไร่ พบว่ามีจำนวนที่ลดลง และหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จคือการบุกรุกป่าลดลงโดยมีป่าเพิ่มอีกกว่า 331,951 ไร่ และได้ทวงคืนป่ามาแล้ว 750,000 ไร่จากนายทุนทั้งหมด ซึ่งคาดว่ามีนายทุนบุกรุกกว่า 2 ล้านไร่ ทั้งนี้เมื่อปี 2516 มีพื้นที่ป่า 138,566,875 ไร่ หรือร้อยละ 43.21 ของพื้นที่ประเทศแต่ลดลงมาตลอด ดังนั้นได้ตั้งเป้าตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งกำหนดให้ปี 2580 ต้องมีพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ

ผลกระทบอีกด้านของวาระทวงคืนผืนป่าที่เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่เข้าไปใช้ป่าทำประโยชน์จนเกิดเป็นข้อพิพาทกับรัฐในหลายกรณี ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐได้พยายามแก้ไขมาโดยตลอดพร้อมยึดหลักการและแนวทางการจัดการพื้นที่โดยชุมชนที่จะได้รับพิจารณาต้องเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยเดิมไม่มีการจัดที่ดินให้แก่บุคคลนอกพื้นที่และมีการสำรวจการครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้ได้ข้อตกลงรวมทั้งจะใช้รูปแบบ “เขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์” ที่มีแผนผังแปลงที่ดินและบัญชีรายชื่อราษฎรจัดทำเป็นโครงการอนุรักษ์ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในปีงบ 2563 จะดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งประเทศ 215 ป่า 3,973 หมู่บ้าน เนื้อที่ 4.7 ล้านไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ให้ได้ข้อยุติ

นโยบายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศแต่ต้องควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโปร่งใสเที่ยงธรรมและเท่าเทียมกัน ซึ่งที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนถึงบางกรณีว่าเข้าข่ายละเลยปฏิบัติให้แก่บางกลุ่มบางพวกที่เป็นพวกพ้องหรือไม่ซึ่งเห็นได้จากกรณีหนึ่งที่ถูกมองอย่างเคลือบแคลงก็คือรีสอร์ทแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครนายก ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังหลังเป็นสถานที่จัดประชุมพรรคการเมือง ซึ่งพบว่าถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าตั้งแต่ปี 2555 หรืออย่างกรณีเครือญาตินักการเมืองและนักการเมืองถือครองที่ดินหลายพันไร่ที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าได้มาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และบุกรุกป่าสงวนหรือไม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐและรัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างโปร่งใสเที่ยงตรงเพื่อเคลียร์ข้อกังขาของสังคมและเรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่านโยบายทวงคืนผืนป่ายึดหลักกฎหมายอย่างเท่าเทียมหรือไม่เพียงใด

p21

รู้จัก ภบท.5 ภาษีดอกหญ้า ไม่ใช่เอกสารสิทธิที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จัก ภบท.5 ภาษีดอกหญ้า ไม่ใช่เอกสารสิทธิที่ดิน

13 พฤศจิกายน 2562 – 12:10 น.
ปารีณา ไกรคุปต์,ภบท5,ภาษีดอกหญ้า
เปิดอ่าน 21,138 ครั้ง

รู้จัก ภบท.5 ภาษีดอกหญ้า ไม่ใช่เอกสารสิทธิที่ดิน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะงานเข้ากะทันหันจนไม่มีเวลาเตรียมข้อมูล หรือว่าเพราะเป็นคนมั่นใจตัวเองสูง ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ จึงกล้าออกมายอมรับและท้าให้ตรวจสอบการครอบครองที่ดิน ภบท.5 กว่า 1,700 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ตามที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทีแรกเธอให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อยอมรับว่า  ได้เข้าไปครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวนานนับสิบปีมาแล้ว โดยอ้างว่าเป็นที่ดินที่รัฐบาล โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าไปทำกินได้ และได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี เสียทุกครั้งที่มีการเรียกเก็บอย่างถูกต้อง

ต่อมาเธอแก้ไขข้อมูลว่า การเข้าครอบครองที่ดินของเธอนั้นไม่ได้รับอนุญาตจากใคร เพียงแต่เป็นการเข้าไปครอบครองทำกินเฉยๆ แต่ย้ำว่า ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้จากการเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือที่เรียกว่า ภาษีดอกหญ้า แก่องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ทุกปี ซึ่งมีใบ ภบท.5 เป็นหลักฐาน

การครอบครองที่ดินอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลของคนที่เป็นนักการเมือง สร้างความเคลือบแคลงแก่ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเธอย้ำเสมอว่า ที่ดินของเธอเป็นที่ ภบท.5 เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายด้วยแล้ว ยิ่งชวนให้ต้องค้นหาว่า ที่ ภบท.5 ที่นักการเมืองสาวผู้นี้ได้มานั้นคือที่ดินอะไรกันแน่ และ  ภบท.5 ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นเอกสารสิทธินั้นคืออะไรกันแน่

ฟัง อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบายในคลิปที่กรมป่าไม้จัดทำไว้เพื่อให้ความรู้และเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อคนหลอกขายที่ดิน ภบท.5 จะเข้าใจทันทีว่า ที่แท้แล้วเจ้า ภบท.5 นั้นไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่เข้าใจกัน

อรรถพล บอกว่า ภบท.5 หรือ ภบท.6 ไม่ถือว่าเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน และไม่ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนที่มีเอกสารนี้ครอบครองพื้นที่ตรงนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เขาอธิบายว่า ที่ดินมี 2 ส่วนที่เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ กับส่วนที่เป็น เอกสารการครอบครองที่ดิน

ส่วนแรกที่เป็นกรรมสิทธิ์ จะเป็นกลุ่ม โฉนด ทั้งหมด เช่น โฉนดที่ดิน โฉนดตราจอง หรือตราจองที่กำหนดว่าเป็นพื้นที่ทำประโยชน์ แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับหนังสือแสดงสิทธิการครอบครอง เช่น สค.1 นส.2 ก นส.3 ก เป็นหนังสือการรับรองประโยชน์ นอกนั้นไม่ถือเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายที่ดิน

อรรถพล เจริญชันษา

ภบท.เป็นแบบแสดงรายการที่ดิน ที่ประชาชนที่เข้าไปทำกินอยู่ในท้องที่นั้นๆ ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อบต.) ก็จะมีแบบแสดงรายการที่ดินที่เรียกว่า ภบท.5 และจากนั้นจะมีการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ออกใบเสร็จที่เรียกว่า ภบท.6

ที่ผ่านมาพบว่าที่ดินหลายแปลงไม่ได้มีเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน เขาพยายามจะไปเสียภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่กฎหมายไม่ได้รับรอง ไม่ว่าจะเป็นที่ดินอะไร แต่ต้องเป็นที่ดินที่ได้มาถูกต้องตามกฎหมาย

อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบายถึงการใช้เล่ห์เหลี่ยมของผู้ครอบครองที่ทำกินที่พยายามใช้เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่มาแอบอ้างเป็นเอกสารสิทธิการถือครองที่ดิน ทั้งที่ความจริงแล้วทำไม่ได้

“กรมการปกครองได้มีหนังสือแจ้งเวียนตั้งแต่ปี 2551 ว่าที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินของรัฐ ไม่สามารถแจ้งการเสียภาษีบำรุงท้องที่ได้ และเอกสารดังกล่าวไม่สามารถนำมารับรองสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินได้ด้วย ซึ่งเป็นการแอบอ้างว่าที่ดินแปลงนี้ได้มาถูกต้อง ทั้งที่ไม่สามารถนำมาแอบอ้างได้เลย”

สรุปว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่สามารถนำมาแสดงสิทธิ์การครอบครองที่ดินได้ ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2551 กรมการปกครองได้มีหนังสือเวียนไปทุกจังหวัด ระบุว่า ที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินของรัฐ ที่ดินสาธารณประโยชน์ ไม่สามารถไปแจ้งเสียภาษีบำรุงท้องที่ได้

อธิบดีกรมป่าไม้ ยังแสดงความเป็นห่วงประชาชนที่ไม่มีความรู้เรื่องเอกสารสิทธิที่ดินแต่ละประเภทจนอาจตกเป็นเหยื่อของผู้นำที่ดิน ภบท.5 มาขาย ซึ่งภายหลังเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานที่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวเข้ามาตรวจสอบแล้วจะถูกขับไล่โดยไม่ได้รับค่าชดเชย จึงแนะนำว่า ทุกครั้งที่ติดต่อซื้อขายที่ดินแปลงไหน ควรตรวจสอบเอกสารสิทธิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดเสมอ

“ฝากเตือนพี่น้องประชาชน ที่ต้องการซื้อที่ดิน ควรตรวจสอบเบื้องต้น โดยดูจากสภาพพื้นที่ หากเป็นพื้นที่เขาสูงชัน มีความลาดชันสูง พื้นที่ที่ไม่มีการเข้าทำประโยชน์ ยิ่งถ้ายังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ให้ตั้งข้อสังเกตได้เลยว่า ไม่น่าจะถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่แน่ใจ ควรประสานเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ หรือกรมที่ดินให้ช่วยตรวจสอบ”

อธิบดีกรมป่าไม้ ย้ำว่า ควรตรวจสอบให้ถี่ถ้วน มิฉะนั้นมีความเสี่ยงที่จะเสียทรัพย์สิน และเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย หากพบเห็นการซื้อขายที่ดิน ภบท.5 โปรดแจ้งข้อมูล ได้ที่เพจศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือติดต่อ สายด่วน 1310 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนกรณีการครอบครองที่ดิน ภบท.5 พื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของ ส.ส.คนดังเมืองราชบุรีนั้น อธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ตรวจสอบรายการที่ดิน ภบท.5 ที่มีผู้แจ้งต่อ ป.ป.ช.แล้ว โดยตรวจสอบแนวเขตป่าว่าพิกัดอยู่ในบริเวณใด พื้นที่เดียวกับที่ น.ส.ปารีณาครอบครองหรือไม่

ปารีณา ไกรคุปต์

“ผลการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ตำแหน่งที่ตั้งพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จำนวน 58 แปลงเนื้อที่ 1,706 ไร่เศษ ลักษณะการใช้ประโยชน์บางส่วนเป็นที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ชื่อ เขาสนฟาร์ม จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ บริเวณที่ตั้งโรงเลี้ยงไก่ เขาสนฟาร์ม เกือบทั้งหมด เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี พ.ศ. 2527 ปัจจุบันกรมป่าไม้ส่งมอบให้ ส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี พ.ศ.2554 หลังจากนี้จะตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และต้องเป็นหน้าที่ของ ส.ป.ก.ที่จะเข้ามาตรวจสอบต่อ”

กระนั้น เขาบอกว่าแม้ ส.ส.ปารีณา จะพูดชัดว่าเสียภาษีบำรุงท้องที่มากว่า 10 ปี แต่ตามหลักการแล้วเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันพิกัด และต้องดูข้อกฎหมายเพิ่มเติม เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นแนวป่าที่กรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.  และถึงแม้จะเป็นที่ดิน ส.ป.ก.  ปารีณา ก็ไม่น่าจะมีคุณสมบัติครอบครอง

กลเกมแก้กติกาหลัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398724?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลเกมแก้กติกาหลัก

13 พฤศจิกายน 2562 – 11:25 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 993 ครั้ง

กลเกมแก้กติกาหลัก คอลัมน์…   จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย….  เร้นกาย ไร้เงา

เริ่มแพลมชื่อกันแล้วสำหรับ “ว่าที่ประธานกมธ.ศึกษาและแก้ไข รธน.ฉบับปราบโกง” แคนดิเดตมีใครบ้าง สังคมรับรู้กันแล้ว ใครจะขึ้นแท่น…อีกไม่นานรู้ผล ระหว่างนี้ก็มีการขวางลำกันกลายๆ ระหว่างพรรคร่วมเรือเหล็ก แม้จะอ้างว่าคนนั้นเหมาะกว่าคนนี้ ตรงนี้ก็ว่ากันไป เพราะนานาจิตตัง และหากรู้ตัวว่าที่ประธานแล้วคง เดาไม่ยากเลยว่าการแก้กติกาหลักจะออกหัวหรือก้อย !

แต่จังหวะและกลเกมการแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ หากมองไปลึกๆ แล้วยากแท้ที่จะบรรลุ เพราะ ส.ว.ก็แสดงจุดยืนชัดแล้วว่าไม่เห็นด้วย แม้ลุงตู่จะไฟเขียวกับจังหวะของสภาผู้แทนฯ ในการขยับคราวนี้ แต่โดยนัยแล้วคิดหรือว่าไฟเขียวที่ลุงตู่กดให้นั้น จะผ่านตลอด

เหตุที่บ่งบอกนั้น ทราบมาแน่ชัดแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นค่ายสีฟ้ายังแฮปปี้กับกติกาหลัก เพราะตัวเองได้อานิสงส์มุมบวกและการได้ตำแหน่งดีๆ บนเรือเหล็กยามนี้ มันมีเหตุอันใดที่จะทำให้กัปตันลุงตู่เคือง…กับการร่วมแก้ รธน.

และยิ่งผลโพลล์บางสำนักที่ออกมาพบว่าชาวบ้านร้านตลาดต้องการให้เรือเหล็กเร่งแก้ปัญหาปากท้องเป็นอันดับแรก แปลว่าการแก้กติกาหลักในยามนี้ชาวประชามิได้มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ตรงนี้คนการเมืองบนเรือเหล็กอ่านจังหวะออกจึงไม่ออกตัวแรง เว้นแต่ค่ายสีฟ้า รวมทั้งขั้วฝ่ายค้านและภาคสังคมบางส่วนที่ชูธงแก้ รธน.

แม้เกมนี้เล่นไปแล้วมันยากที่จะชนะแต่ก็ต้องเล่น แบบนี้เสมือนขยับไปก็แทบไร้ความหมาย…ขยับไปก็เหมือนนำไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แต่จำต้องขยับ

แบบนี้ขั้วหวังแก้กติกาหลักคงจะเหมือนฝันกลางแดด เพราะเมื่อบวกเสียงในฝ่ายค้านกันอย่างไรก็มิพอ

และแม้ว่า กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขกติกาหลักจะเกิดขึ้น แต่เมื่อมองเกมการเมืองหน้าฉาก มันคล้ายเป็นละครฉากหนึ่งที่แต่ละพรรคของขั้วเรือเหล็กซื้อเวลาเพื่อสร้างความชอบธรรมบนกระดานการเมืองวันนี้ เพราะมองลึกๆ แล้วเกมที่บังเกิดตอนนี้คือดึงเวลาให้ทอดออกไปเรื่อยๆ ผ่านหน้าสื่อมวลชน

สมมุติว่าในวันข้างหน้ามีการเลือกบุคคลมาทำหน้าที่นี้ได้แล้วเริ่มเดินเครื่องศึกษาสารพันปัญหาของกติกาหลัก หากบทสรุปออกมาว่า กมธ.วิสามัญไม่เห็นชอบในการแก้ไขกติกาหลักของบ้านเมือง ทุกอย่างก็ยุติเพราะมันผ่านความเห็นขั้นต้นของตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว

หากขั้วที่อยากแก้ไขกติกาหลักยังขยับต่อ มันก็คล้ายเป็น “ขี้แพ้ชวนตี”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร.1 รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพปชร. ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ทางลม…กับการขอแก้กติกาหลัก และคิดหรือว่าลุงตู่กับลุงป้อมจะยอมง่ายๆ เพราะ คสช.คือต้นน้ำของแม่น้ำห้าสาย กติกาหลักก็มาจากต้นน้ำนี้ ลุงตู่และลุงป้อมจะยอมให้รื้อนั่งร้านง่ายๆ เชียวหรือ…และ พปชร.คือพรรคที่รับเครดิตจากรัฐธรรมนูญไปอักโข

ใครเล่าจะยินยอมง่ายๆ ทราบมาว่า “ลุงป้อมและคณะ” พยายามที่จะจัดระบบใหม่ในพรรคให้ลงตัว เพื่อให้พปชร.เดินหน้าได้อย่างมั่นคง และเร็ววันนี้น่าจะเห็นภาพการปรับองคาพยพในพปชร.ที่แน่ชัดขึ้น

ดังนั้นการแก้กติกาหลัก จ่อพับฐานชัวร์!

ดังนั้นปิดโต๊ะรับแทงล่วงหน้าไปเลยว่า ฝ่ายที่หวังแก้กติกาจะเข้าวิน เพราะน่าจะลอยคอเท้งเต้งกลางทะเล และคนบนเรือเหล็กมิลงไปช่วย

“ชัยวัฒน์” ใต้เงา “บ้านใหญ่” เมืองเพชร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398729?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชัยวัฒน์” ใต้เงา “บ้านใหญ่” เมืองเพชร

13 พฤศจิกายน 2562 – 10:15 น.
ชัยวัฒน์,ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอั,ปิยะ อังกินันทน์,แก่งกระจาน,คดีบิลลี่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 9,079 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 พ.ย.2562

*********************

การเมืองในเพชรบุรี อาจจะเป็นต้นแบบของระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์ ผ่านเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น ที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน ให้ความอุปถัมภ์แก่ผู้คนที่มาขอความช่วยเหลือ เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนในทุกเรื่อง

ตระกูล “อังกินันทน์” ได้วางบทบาทระดับท้องถิ่นแบบนี้ แม้ในการเมืองระดับชาติ อาจเพลี่ยงพล้ำ แต่ก็ยังรักษาฐานท้องถิ่นไว้ได้ ทั้งเทศบาลเมืองเพชรบุรี และนายก อบจ.เพชรบุรี

พี่ชายของ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่นใน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่อยู่ใต้ชายคาบ้านใหญ่ “อังกินันทน์” 

เกิดท่ายางโตแก่งกระจาน

ชุมชนหนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี มีความคึกคักมาแต่โบราณ เนื่องจากมีสถานีรถไฟหนองจอก รถไฟที่จะลงใต้ไปชุมพร และขึ้นกรุงเทพฯ ทุกขบวนจะมาจอดแวะเติมฟืน เติมน้ำ และเทียบตู้ขึ้นลงสินค้าที่สถานีรถไฟหนองจอก

ที่สำคัญ บ้านหนองจอก เคยเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอชะอำ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ตั้งปัจจุบันของ อ.ชะอำ และครอบครัว “ลิ้มลิขิตอักษร” ก็สร้างหลักปักฐานอยู่ในชุมชนหนองจอกมาแต่รุ่นปู่รุ่นย่า

ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

อี่” ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เกิดที่ชุมชนหนองจอก ได้เข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จบปริญญาตรีและโท สาขาวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยบุคลิกนุ่มนวล ใจนักเลง รักพวกพ้องแบบคนเมืองเพชร จึงมีภาวะความเป็นผู้นำสูง

ชัยวัฒน์” จึงได้เป็นหัวหน้าวนอุทยานชะอำ ก่อนจะมารับตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ปี 2554 ชัยวัฒน์ ได้ฉายา “วีรบุรุษแก่งกระจาน” จากเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ตกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ด้วยการบุกป่าฝ่าดง เพื่อเข้าไปช่วยกู้เฮลิคอปเตอร์และผู้เสียชีวิต

ก่อนหน้านั้น ชัยวัฒน์มีปัญหากับชาวกะเหรี่ยง หลังนำกำลังเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือน โดยให้เหตุผลว่าผลักดันออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อป้องกันการทำลายป่า

เพียงไม่กี่เดือนถัดมา เขาได้ตกเป็นจำเลยร่วมในคดีจ้างวานฆ่า “ทัศน์กมล โอบอ้อม” หรือ“อาจารย์ป๊อด” แกนนำในการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่กลุ่มกะเหรี่ยงโป่งลึกบางกลอย

ปี 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค ได้มีคำพิพากษายกฟ้องชัยวัฒน์กับพวก เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักพอ มีเพียงแต่คำบอกเล่า ที่ฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้อง

มาถึงปีนี้ ชัยวัฒน์ต้องเผชิญวิบากครั้งใหม่ ในคดีฆ่ายัดถังเผา “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกลุ่มกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึกบางกลอย

ตระกูลการเมือง

เทศบาลตำบลหนองจอก เป็นเทศบาลขนาดเล็กใน อ.ท่ายาง เดิมเป็นสุขาภิบาลหนองจอก ต่อมาได้รับการยกฐานะจากสุขาภิบาลหนองจอก เป็นเทศบาลตำบลหนองจอก ตามพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542

นายกเทศมนตรีตำบลหนองจอกคนแรกคือ “สุรสีห์ ลิ้มลิขิตอักษร” พี่ชายของชัยวัฒน์ และเป็นนายกอยู่ สมัย การเลือกตั้งครั้งหลังสุดปี 2556 สุรสีห์พ่ายคู่ปรับเก่า จรัญ ไม้จันทร์

สุรสีห์ ลิ้มลิขิตอักษร พี่ชายชัยวัฒน์

ตั้งแต่ยุคสุขาภิบาลหนองจอก สุรสีห์ก็เป็นกรรมการสุขาภิบาล และเป็นหัวคะแนนให้ตระกูล “อังกินันทน์” ทั้งการเลือกตั้ง ส.และเลือกตั้ง ส..

เลือกตั้ง 2562 สุรสีห์ได้ช่วยหาเสียงให้พรรคชาติไทยพัฒนา เพราะยุทธพล อังกินันทน์ ลูกชายของ “เดอะเปี๊ยก” ยุทธ อังกินันทน์ เป็นแม่ทัพเพชรบุรีของพรรคนี้

ส่วนตัวชัยวัฒน์เอง ก็สนิทชิดเชื้อกับทายาทอังกินันทน์ ทั้งสายเดอะแป๋ง และเดอะเปี๊ยก

คนบ้านเดียวกัน

ช่วงที่ “หัวหน้าชัยวัฒน์” ขัดแย้งกับ “อาจารย์ป๊อด” ทัศน์กมล โอบอ้อม กรณีการแก้ไขปัญหาชาวกะเหรี่ยงกะหร่าง โดยอาจารย์ป๊อดได้นำพากลุ่มชาติพันธุ์ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และให้สัมภาษณ์เผชิญหน้ากับหัวหน้าชัยวัฒน์ คนเมืองเพชรต่างเฝ้าดูมวยคู่นี้อย่างใกล้ชิด

อาจารย์ป๊อด สมัยสมัคร ส.ส.

เนื่องจากทั้งชัยวัฒน์กับอาจารย์ป๊อด ต่างก็เป็นคนชุมชนหนองจอก และมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับบ้านใหญ่อังกินันทน์เหมือนกัน

ปี 2550 อาจารย์ป๊อดจึงลงสมัคร ส..เพชรบุรี ในสังกัดพรรคชาติไทย แต่สอบตก ปี 2554 ลงสมัคร ส..เขต อีกหน โดยร่วมทีมกับ “เดอะแป๋ง” ปิยะ อังกินันทน์ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ก็พ่ายแพ้ทั้งลูกพี่ลูกน้อง

ปิยะ อังกินันทน์

อาจารย์ป๊อด คลุกคลีอยู่กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจานมานานกว่า 20 ปี ในฐานะอาสาสมัครฟื้นฟูคุณภาพชีวิต จึงเป็นที่รู้จักของชาวกะเหรี่ยง ทั้งที่มีบัตรและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน 

อาจารย์ป๊อดและบิลลี่จากไปแล้ว ก็เหลือแต่หัวหน้าชัยวัฒน์ ต้องพิสูจน์ตัวเองในคดีล่าสุด

ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398721?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ

13 พฤศจิกายน 2562 – 09:15 น.
ชรบ
เปิดอ่าน 954 ครั้ง

ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

เหตุฆ่าหมู่ 15 ศพ คาป้อม ชรบ.ใน ต.ลำพะยา จ.ยะลา ทำให้ข่าวสารจากชายแดนใต้ฟุ้งตลบ ข้อมูลหลายอย่างปรากฏออกมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่คำถามย้อนกลับก็คือ ข้อมูลเหล่านี้มีน้ำหนักความจริงแค่ไหน?

อ่านข่าว-เลขาฯสมช. เผย นายกฯ ไม่ได้กำชับเหตุยิง ชรบ.

1.ข่าวผู้ก่อเหตุเป็น “นักรบรุ่นใหม่” ที่เพิ่งผ่านการฝึกและอิมพอร์ตมาจากอินโดฯ ข่าวนี้ “กูรู” การันตีว่าไม่จริง เพราะหลักฐาน วัตถุพยาน รอยเลือด และดีเอ็นเอที่พบในบริเวณที่เกิดเหตุชี้ไปยัง “นักรบหน้าเดิม” ที่เคยก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

2.ข่าวบีอาร์เอ็นขยายข่ายงานด้วยการเพิ่มกำลังอีกกว่า 10,000 คน ข่าวนี้ก็ได้รับการยืนยันจากนายทหารในกองทัพภาคที่ 4 ว่าเกินจริงไปมากเช่นกัน สอดรับกับความเห็นของ พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะนายทหารที่ศึกษาโครงสร้างบีอาร์เอ็นทะลุปรุโปร่งมากที่สุดคนหนึ่ง ที่ขยายความว่า บีอาร์เอ็นดูจะอ่อนกำลังลงด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมาจากคนในขบวนการก็คือกองกำลังอาร์เคเคปัจจุบันราวๆ ครึ่งหนึ่งขาดการติดต่อ มีเพียง 30% เท่านั้นที่พร้อมทำงาน ส่วนอีก 20% ไม่พร้อมปฏิบัติการ แต่ยังให้การสนับสนุน เพราะบางคนเพิ่งแต่งงาน หรือมีลูกอ่อน

3.ข่าวบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา งานนี้คนในพื้นที่บอกว่าเพจบีอาร์เอ็นที่เผยแพร่แถลงการณ์เป็น “เพจไอโอ” แต่ไม่รู้ฝ่ายไหนไอโอ

ขณะที่ พล.อ.สำเร็จ หัวเราะในลำคอและบอกว่า “ก็ฟังๆ ไป แต่อย่าไปเชื่อ” เหตุผลก็คือบีอาร์เอ็นเป็นองค์กรลับและมีลักษณะอนุรักษนิยม นโยบายชัดเจนไม่สื่อสารผ่านสื่อทางการ และไม่พูดคุยกับรัฐบาลไทย ฉะนั้นการสื่อสารต่อสาธารณะแต่ละครั้งจึงสรุปยากว่าเป็นของจริงหรือไม่จริง และเป็นท่าทีในนาม “องค์กร” หรือ “เฉพาะกลุ่ม”

บทสรุปอย่างเป็นทางการของตำรวจภูธรภาค 9 ในฐานะเจ้าของคดี คือคนร้ายที่ปฏิบัติการที่ลำพะยา ประกอบกำลังจาก 2 กลุ่ม คือ “ทีมปัตตานี” นำโดย “3 พี่น้องตระกูลหลำโสะ” เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และรอยต่อ 4 อำเภอของสงขลา จับมือกับ “ทีมยะลา” นำโดย นายฮูไบดีละห์ รอมือลี คุมพื้นที่ อ.ยะหา กาบัง และบันนังสตา โดยมี “กลุ่มหน้าขาว” หรือที่เรียกว่า “เปอร์มูดอ” ที่ผ่านการอบรม และยังไม่มีประวัติในคดีความมั่นคง เป็นทีมอำนวยความสะดวก

ย้อนเกล็ดไฟใต้ในระยะ 2-3 ปีหลัง “ทีมยะลา” เงียบไปเยอะ เช่นเดียวกับ “ทีมนราธิวาส” แต่กลุ่มที่ปฏิบัติการถี่กว่า และร้ายแรงยิ่งกว่า รวมถึงใช้ไอเดียใหม่ๆ ในการโจมตีคือ “ทีมปัตตานี”

คดีดังๆ ที่เชื่อมโยงทีมปัตตานี ก็เช่น คาร์บอมบ์หน้า “บิ๊กซี ปัตตานี” เมื่อ 9 พฤษภาคม 2560 คดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถ “วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี จ.สงขลา นำไปทำคาร์บอมบ์ เมื่อ 17 สิงหาคมปีเดียวกัน

ส่วนในปี 2562 ก่อเหตุถี่ยิบยิ่งกว่า เช่น คดีโจมตีจุดตรวจ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เมื่อ 23 กรกฎาคม (หลังเกิดกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ หมดสติในค่ายทหารเพียง 3 วัน) คดีปล้นร้านทองใน อ.นาทวี เมื่อ 24 สิงหาคม คดีซุ่มยิง อส.ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 16 กันยายน และล่าสุดก็คือเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา เมื่อ 5 พฤศจิกายน

คำถามคือคนกลุ่มเดิมๆ นี้ หลบหนีเจ้าหน้าที่หลังก่อเหตุรุนแรงสะเทือนประเทศไปได้อย่างไร พล.อ.สำเร็จ อธิบายว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีพื้นที่หลบภัยบนภูเขา ยกตัวอย่าง “เขานางจันทร์” ใกล้จุดเกิดเหตุที่ลำพะยา เป็นรอยต่อของ อ.เมือง อ.ยะหา จ.ยะลา กับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นพื้นที่ข่ายงานของบีอาร์เอ็นและพูโลเก่า แต่เทือกเขาแถบนี้เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยขึ้นไปปฏิบัติการเหมือนแถบนราธิวาส เช่น เขาตะเว ทำให้คนร้ายอาจใช้เป็นแหล่งกบดาน โดยมีแนวร่วมคอยส่งเสบียงอาหาร

ขณะที่ข้อมูลจากนายทหารระดับสูงที่เกาะติดพื้นที่ บอกว่าคนเหล่านี้มีหมู่บ้านที่เรียกว่า “ซัพพอร์ต ไซต์” ใช้สำหรับหลบซ่อน กบดานเป็นการเฉพาะ เช่นใน อ.นาทวี และสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้เป็นแนวร่วม แต่เจ้าหน้าที่อาจยังเข้าไม่ถึง 100%

สอดรับกับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่เปิดเผยเองเลยว่าผู้ก่อความไม่สงบตัวหลักๆ หลบอยู่ตามบ้านซึ่งดัดแปลงเป็น “ที่หลบภัย” ไปพร้อมกัน เช่น มีห้องลับในบ้าน มีชั้นใต้ดิน มีที่หลบใต้ซิงก์ล้างจาน

  กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คัดกรองหมู่บ้านต้องสงสัยที่เป็นแหล่งเคลื่อนไหวกบดานของผู้ก่อความไม่สงบได้ 118 หมู่บ้าน มีการจัด “ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์” เข้าไปปฏิบัติการ แต่ยังไม่ทันจะเห็นหน้าเห็นหลังก็มาเกิดเหตุที่ลำพะยาเสียก่อน โดยหมู่บ้านที่ตกเป็นเป้าหมายอยู่นอกบัญชี 118 หมู่บ้าน!

นี่คือโจทย์ใหญ่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องสกัดจับ “กลุ่มหน้าเดิม-แกนนำตัวเอ้” ทั้งหลายให้ได้ โดยใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่

เช่นเดียวกับโศกนาฏกรรมที่ป้อม ชรบ. ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำความจริงมาพูดกันว่าช่องโหว่ช่องว่างที่นำไปสู่การถูกโจมตีเกิดจากอะไรกันแน่ โดยไม่ควรปิดบังข้อมูล หรือเกรงใจกัน เพราะนี่คือเดิมพันด้วยชีวิตคน!

สวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398717?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคล

13 พฤศจิกายน 2562 – 08:16 น.
สวดมนต์ข้ามปี,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,มเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก,กระทรวงวัฒนธรรม,อิทธิพล คุณปลื้ม
เปิดอ่าน 3,837 ครั้ง

สวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคล คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

กิจกรรมอย่างหนึ่งที่แพร่หลายและได้รับความนิยมศรัทธาอย่างยิ่งทั่วประเทศ คือ “สวดมนต์ข้ามปี” เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหาย

หลายวันที่ผ่านมา ‘ดับเครื่องชน’ มีแต่ข่าวร้ายๆ มาแจ้งให้ทราบ แต่มาวันนี้ขอร่วมเชิญชวนทุกท่านร่วมในพิธีสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งสามารถทำได้ทุกสถานที่ ทั้งวัดวาอาราม หรือที่บ้านได้ทั้งนั้น

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานทำโคมไฟสำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปีให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าคณะจังหวัดได้เชิญไปในการประกอบพิธียังวัด 77 จังหวัด เพื่อเป็นสิริมงคลทั่วกัน

รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นแม่งานในพิธีสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งโปรแกรมกำหนดการนั้น รัฐมนตรีวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ได้วางกิจกรรมหลักให้ทราบเพื่อประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมทั้งใน กทม. และทุกหนแห่งทั่วประเทศ

เริ่มจากวันที่ 30 ธันวาคม มีการจัดขบวนแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพระบรมมหาราชวังไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนสักการะ จากนั้นวันที่ 31 ธันวาคม มีกิจกรรมแสดงธรรมสวดมนต์ พิธีถวายพระชัยมงคลในเวลา 23.40 น.

ถึงเวลาข้ามศักราชใหม่ พระสงฆ์จะประกอบพิธีเจริญพุทธมนต์และสวดบทชัยมงคลคาถา วัดทั่วประเทศลั่นฆ้องชัยจำนวน 9 ครั้ง และเช้าวันที่ 1 มกราคม 2563 มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ณ ท้องสนามหลวง และวัดทั่วประเทศ

จึงขอเชิญชวนร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งจะได้เป็นสิริมงคลและต้อนรับปีใหม่อย่างมีสติ ศรัทธา โดยเวลานี้หมดสมัยแห่งการเมามาย หรือเลี้ยงแบบฟุ่มเฟือยแล้ว

เหลือเวลาอีกไม่นาน ขอให้ตัดสินใจ เพื่อจะได้ร่วมสวดมนต์ข้ามปี
อ๊อด เทอร์โบ


 วิธีแก้เด็ดติดเกม
 “จีน” ทำอย่างไร?

เวลานี้เด็กเยาวชนติดเกมเป็นปัญหาของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ว่าจะทำอย่างไรเพราะห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง หรือบางทีพ่อแม่ติดเกม ติดมือถือ หรือติดออนไลน์ต่างๆ

วันก่อนได้อ่านข่าวจากเมืองจีนน่าสนใจมากครับ เพราะรัฐบาลจีนใส่ใจเรื่องนี้มากจึงออกมาตรฐานเข้มข้นตามสไตล์จีนออกมา ซึ่งวิธีการนี้อาจไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเราก็ได้ แต่อยากให้รู้ไว้ประดับสติปัญญา

รัฐบาลจีนได้ออกกฎเหล็กเปิดไฟเขียวให้เด็กเล่นเกมได้เป็นเวลาและจำกัดเงินการซื้อเกม ซึ่งขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่าได้ออกมาตรการเคอร์ฟิว หวังคุมพฤติกรรมการติดเกมของเยาวชน โดยกำหนดว่าเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปี จะไม่สามารถเล่นเกมออนไลน์ได้ระหว่างช่วงเวลา 22.00-08.00 น. ขณะที่วันจันทร์ถึงศุกร์ จะเล่นเกมได้เพียง 90 นาทีต่อวัน ส่วนวันอาทิตย์ หรือวันหยุดประจำปี จะเล่นได้เพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน

ยิ่งไปกว่านั้นยังควบคุมเรื่องการใช้เงินจ่ายซื้อของในเกมว่า เยาวชนอายุ 8-16 ปี จะใช้เงินได้เพียง 200 หยวนต่อเดือน และอายุ 16-18 ปี จะใช้เงินได้เพียง 400 หยวนต่อเดือน ถ้าจำไม่ผิด 1 หยวนเท่ากับ 5 บาทบ้านเรา

เห็นหรือยังครับว่าเด็กติดเกมต้องช่วยกันทั้งทางการและทางบ้าน โดยร่วมมือกันไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปแบบตัวใครตัวมัน
ประสงค์ (พ่อลูกสาม)

 เรียนคุณ ‘ประสงค์’ พ่อลูกสาม
ขอบคุณจดหมายของคุณ ซึ่งแจ้งรายละเอียดมาพอสมควรและมาตรฐานควบคุมความชอบเล่นเกมของลูกหลานเรานี้ จะรอให้รัฐบาลไทยทำแบบจีนคงยากเพียงแจ้งมาเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติเท่านั้นเอง

นี่เป็นมาตรการของจีนเรื่องขีดวงจำกัดแก้ปัญหาเด็กติดเกม ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความใกล้ชิดเพราะปล่อยให้มากเกินไปจะมีผลกระทบหลายๆ ด้าน ทั้งการเรียน การใช้เงิน ฯลฯ

อีกอย่างที่อยากจะฝากไว้คือเวลานี้คนไทยเริ่มอยู่ใน ‘สังคมก้มหน้า’ โดยทุกคนสนใจเล่นมือถือกว่าคนรอบด้าน หรือใครจะไปใครจะมา พูดอะไรก็ไม่สนใจ ขนาดกินข้าวอยู่โต๊ะเดียวกันยังไม่สนใจกัน มัวแต่กดมือถือ

กรณีนี้เป็นหมดทั้งครอบครัว ก็ขอให้อยู่ในความเหมาะสมจำเป็น
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าหนีประชาชนว่าสร้างปัญหา
 เรียน ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’
(นายกรัฐมนตรีผ่าน ‘ดับเครื่องชน’)

ผมขอเรียนถึงนายกรัฐมนตรีแบบฟันธงไปเลย โดยผ่านคอลัมน์นี้เป็นสื่อแจ้งให้ทราบว่า อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองและอย่าหนีม็อบหรือหนีประชาชนว่ามีแต่นำปัญหามาให้

ขอยกตัวอย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงยกทีมไป อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ซึ่งไปทางเครื่องบิน จากกรุงเทพฯ แล้วเปลี่ยนไปนั่ง ฮ. ลงพื้นที่

มีรายงานว่าได้เปลี่ยนจุดลงจอด ฮ. เพื่อหนีม็อบสมัชชาคนจนและม็อบอื่นๆ ซึ่งคนใกล้ชิดนายกบอกว่าเป็นม็อบอื่นๆ หรือม็อบจัดตั้ง ประเด็นนี้แหละที่อยากจะบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ควรเปลี่ยนจุดลงจอด ฮ. เพราะถ้าไปลงที่เดิมแล้วจะดูว่าท่านเป็นชายชาติทหารไม่หนีปัญหา สง่างามกว่ามากๆ
สมยศ (ศรีสะเกษ)


ผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้

13 พฤศจิกายน 2562 – 08:05 น.
เรือโดยสาร,เรือท่องเที่ยว,แม่น้ำโขง,ระบบนิเวศ,ลักษณะทางภูมิศาสตร์
เปิดอ่าน 518 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562

เมื่อหน้าแล้งมาเยือนมักมีข่าวระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว สร้างปัญหาให้ประชาชนในลุ่มน้ำอยู่เสมอๆ ล่าสุดมีรายงานว่าขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงแถบสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อยู่ในภาวะเหือดแห้งจนเห็นหาดทรายปรากฏไปทั่ว สามารถเดินเรือได้เพียงเฉพาะที่บรรทุกไม่เกิน 100 ตัน กับเรือกินน้ำตื้นอย่างเรือโดยสาร และเรือท่องเที่ยวเท่านั้น มีรายงานด้วยว่าสภาพการณ์เช่นนี้เป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้าง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งจะระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนในปริมาณมากน้อยต่างกันตามวันเวลาที่กำหนด ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนขึ้นๆ ลงๆ

อ่านข่าว-จีนแจ้งเพิ่มระดับน้ำเพื่อให้เรือสินค้าผ่าน จะเตรียมลดลงอีก

  ตามรายงานข่าวคาดหมายว่าสาเหตุของการลดและเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหงในจีนก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเรือสินค้าในบางช่วงเวลาและเอื้อต่อการปรับปรุงร่องน้ำโขงในเขตของจีน รวมทั้งเตรียมสร้างเขื่อนเพิ่มที่อยู่ท้ายน้ำลงมา อย่างไรก็ตามผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องของเอกชนและประชาคมต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง การจัดประชุมแลกเปลี่ยนในหลายเวที ขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำโขง 8 จังหวัดภาคอีสานของไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำแห้งมากกว่าก็ออกโรงเรียกร้องอยู่เป็นประจำ ทำให้ฝ่ายจีนเริ่มรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การปรับระดับและปริมาณการระบายน้ำสู่ด้านท้ายเขื่อนให้สอดคล้องต่อความต้องการใช้น้ำตามวิถีที่เคยเป็นและการขนส่งทางเรือ

ในความเป็นจริงแล้วขณะนี้แม่น้ำโขงมีเขื่อนทดน้ำทั้งที่สร้างเสร็จและอยู่ในโครงการมากถึง 22 เขื่อน และในปี 2563 ที่จะถึงนี้ ทางการกัมพูชาก็จะสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าสมโบร์ ใน จ.กระแจะ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับจีน หลังจากที่เขื่อนไซยะบุรีในลาวเพิ่งเปิดเดินเครื่องไปไม่นาน ซึ่งที่ผ่านมานั้นลำพังเขื่อนจิ่งหงในมลฑลยูนนาน ที่บริหารจัดการน้ำซึ่งไม่แน่ชัดว่าได้จัดลำดับความสำคัญตามคำร้องขอของประเทศและจังหวัดท้ายน้ำ หรือเป็นไปตามแผนการผลิตไฟฟ้าและการเดินเรือของจีน ก็ทำให้สภาพของแม่น้ำโขงตกอยู่ในภาวะวิกฤติเกือบตลอดทั้งปีอยู่แล้ว หากขณะนี้ ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขในระดับนานาชาติผู้คนในแถบถิ่นนี้ก็จะต้องเผชิญภัยพิบัติจากธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

 สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ วิถีชีวิตของประชากรหลายสิบล้านคนในลุ่มน้ำที่เปลี่ยนไปกลายเป็นขั้นบันไดดักทางเดินน้ำตลอดระยะทาง 4,880 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำในลุ่มน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 496.875 ล้านไร่ของแม่น้ำโขงที่กำลังแห้งเหือด หรือระดับน้ำขึ้นลงไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องแก้ไขในระดับรัฐต่อรัฐ หาใช่การร้องขอให้ฝ่ายจีนซึ่งอยู่ต้นน้ำในมณฑลยูนนานบริหารจัดการน้ำเพื่อหลายๆ จังหวัดในภาคอีสานซึ่งอยู่ท้ายน้ำเช่นเดียวกับลาว เขมร และเวียดนาม และยิ่งไปกว่านั้นก็คือความวิตกกังวลที่ว่า ในอีกไม่ช้าสภาพแวดล้อมลุ่มน้ำโขงจะถึงกาลอวสานไปพร้อมกับความพินาศย่อยยับของระบบนิเวศ

กระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิที่ถูกละเมิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิที่ถูกละเมิด

12 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
ละเมิดลิขสิทธิ์,กระทง,ตบทรัพย์,ริลัคคุมะ,กระทงอาหารปลา
เปิดอ่าน 1,631 ครั้ง

โดย…   รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวหนึ่งที่มีการกล่าวถึงและได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมากคือกรณีเด็กนักเรียนหญิงอายุ 15 ปี อยากหารายได้พิเศษเพื่อเป็นทุนการศึกษาโดยการรับประดิษฐ์กระทงอาหารปลา ซึ่งมีใบหน้าลายการ์ตูนแล้วประกาศขายผ่านทางโลกออนไลน์ แต่กลับถูกจับกุมข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยถูกกล่าวหาว่าลายการ์ตูนดังกล่าวหน้าตาคล้ายกับการ์ตูน “ริลัคคุมะ” จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่กล่าวอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากตัวแทนลิขสิทธิ์จำหน่ายสินค้าของประเทศญี่ปุ่นจึงมีการร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกับเด็กนักเรียนหญิงคนดังกล่าว โดยเรียกค่าเสียหายเป็นค่าละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 50,000 บาท ก่อนที่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจะเจรจาต่อรองเพื่อยอมความโดยยินยอมชำระเงินจำนวน 5,000 บาท

หลังจากที่กรณีดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ดูเหมือนว่าเรื่องจะกลับตาลปัตร กลับกลายเป็นว่าผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง เพราะเป็นการล่อซื้อกระทง และการรับมอบอำนาจดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นการรับมอบอำนาจที่ถูกต้องจากตัวแทนลิขสิทธิ์

นอกจากนี้กระทงของเด็กนักเรียนหญิงที่ทำจำหน่ายก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เพราะหน้าตาไม่เหมือนตัวการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น

กรณีที่เกิดขึ้นคงสะท้อนประเด็นปัญหาในสังคมไทยทั้งในแง่ของสิทธิขั้นพื้นฐาน และการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้มีการกล่าวถึงหน่วยงานของรัฐว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

หากพิจารณาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็จะพบว่าการทำกระทงของเด็กนักเรียนหญิงเป็นสิทธิที่ได้ควรรับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สามารถจะทำได้ตราบเท่าที่ไม่เป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้การทำกระทงดังกล่าวควรจะพิจารณาว่าเป็นความคิดเชิงสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์และช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ใช้กระทงที่ทำจากโฟม ซึ่งเป็นปัญหาทั้งต่อการย่อยสลายและขัดขวางการระบายน้ำ

ดังนั้นเด็กนักเรียนจะถูกกล่าวหาว่ากระทงที่จัดทำเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และถูกแจ้งความดำเนินคดี การสอบสวนคงต้องดำเนินการให้ปรากฏข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด ตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามหลัก นิติรัฐ (Legal State) นิติธรรม (Rule of Law)

แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวดูเสมือนว่าตำรวจรับฟังข้อมูลจากผู้กล่าวอ้างว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายมากกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด

จากข้อมูลของ The World Justice Project (WJP) ซึ่งเป็นชุดรายงานประจำปีที่ใช้วัดหลักนิติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก โดยวัดจากประสบการณ์และการรับรู้ของสาธารณชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ จากข้อมูลปีล่าสุดมีการสำรวจหลักนิติธรรมโดยเก็บข้อมูลมากกว่า 120,000 ครัวเรือน และผู้เชี่ยวชาญอีก 3,800 คน พบว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 76 จาก 126 ประเทศ ขณะที่ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายอยู่ในลำดับที่ 80 (สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย 2562)

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกให้ความสำคัญคือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (Police discretion) เพื่อที่จะดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม เพื่อความสงบสุขของสังคม การใช้ดุลพินิจของตำรวจโดยทั่วไปแล้วขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1.องค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายทั้งการสืบสวน สอบสวน และจับกุม (Body of Knowledge)
2.คุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพตำรวจ (Police morality and ethics)
3.วัฒนธรรมตำรวจ (Police culture)
4.ความซื่อสัตย์ต่อตนเองของตำรวจ (Police integrity)
5.การปฏิบัติที่เป็นมืออาชีพ (Professional conduct)
6.บรรทัดฐานของสังคม (Social norms)

หากพิจารณาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวถึงอยู่เสมอในเรื่องของการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม เพราะหากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความสุจริต เที่ยงธรรม ย่อมนำมาซึ่งความไม่สงบสุขในสังคม

ดังจะเห็นได้จากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจหลายชุดที่ถูกจัดตั้งขึ้นในแต่ละช่วงเวลา แต่ละยุค แต่ละสมัย และในแต่ละรัฐบาลที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่คณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งขึ้นเหล่านั้นก็มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาระบบงานตำรวจเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน แต่อาจกล่าวได้ว่าการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน หากพิจารณาแล้วพบว่าจำนวนคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้งขึ้นมาก็น่าจะมีจำนวนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่เคยจัดตั้งขึ้นมาในประเทศในแถบทวีปอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น และสิงคโปร์

แนวคิดการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อความเท่าเทียมกันของคนในสังคมได้ปรากฏอยู่ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (2561-2580) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2558-2564) นโยบายรัฐบาล เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 20 ปี ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา” และได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าต้องการเพิ่มศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาและการให้บริการประชาชนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

แต่อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกรณีกระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์อาจจะยังคงสะท้อนให้เห็นวังวนของปัญหาทั้งการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมาย และแนวคิดการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ดูเหมือนเป็นนามธรรม หรืออยู่แค่ในบทสรุปข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในแต่ละชุด แต่ในทางปฏิบัติคงจะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ถึงแม้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ด้วยเหตุผล และปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่แนวคิดเหล่านี้ก็ควรจะถ่ายทอดสู่ข้าราชการตำรวจทั้งระดับผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมในสถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรมของตำรวจในแต่ละภูมิภาคทั้งในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และศูนย์ฝึกอบรมต่างๆ ทั่วประเทศ

ในทางกลับกันผู้บังคับใช้กฎหมายก็อาจจะยังคงประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละกรณี เช่น สถานภาพของคนในสังคม ความกดดันจากผู้มีอำนาจ และอิทธิพลทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งปัจจัยที่แตกต่างกันเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย

แต่กระนั้นก็ตามหากผู้บังคับใช้กฎหมายเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือยังคงไม่มีความชัดเจน มั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การทำงานโดยเฉพาะการแต่งตั้ง โยกย้าย ปรับเปลี่ยนสายงาน ย่อมส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของผู้บังคับใช้กฎหมายในฐานะผู้ปฏิบัติงาน

 รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

กรณีกระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์คงไม่ใช่เป็นกรณีแรกและกรณีสุดท้ายที่สะท้อนถึงความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนรับรู้ ตระหนัก แต่ดูเหมือนเลี่ยงที่จะพูดถึงปัญหาดังกล่าว เปรียบเสมือนสำนวนที่กล่าวว่า “Elephant in the room” หรือ “ช้างที่อยู่ในห้อง” คำตอบคงจะขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจและกลไกที่จะพัฒนาระบบงานตำรวจ เพราะท้ายที่สุด ผลลัพธ์ก็จะตกอยู่ที่ประชาชนซึ่งมีสิทธิจะได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันของสถานภาพทางสังคม