‘กรมสุขภาพจิต’แนะเทคนิคปรับตัวรับเปิดเทอม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372272?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กรมสุขภาพจิต’แนะเทคนิคปรับตัวรับเปิดเทอม

20 พฤษภาคม 2562 – 14:40 น.
สายตรวจระวังภัย,กรมสุขภาพจิต,เปิดเทอม
เปิดอ่าน 548 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโรงเรียน สถานศึกษา เกือบทั้งหมดทั่วประเทศต่างเปิดเทอมทำการเรียนการสอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กนักเรียนกับผู้ปกครองหลายคนต้องปรับตัว เพราะมีการเริ่มเรียนระดับชั้นต่างๆ ใหม่ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา หรือแม้แต่ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งการดำเนินชีวิต วิธีคิดหลายอย่างเปลี่ยนไปในห้วงของการเปิดเทอมใหม่

เกี่ยวกับการปรับตัวของผู้ปกครองและเด็กนักเรียน กรมสุขภาพจิต ก็มีความเป็นห่วงเป็นใย เพราะการปรับตัวในช่วงเปิดเทอมใหม่อาจทำให้เกิดความเครียดได้ จึงออกมาแนะนำเทคนิคการปรับตัว โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ช่วงเปิดเทอมใหม่ เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กๆ ต้องปรับตัวกันอีกครั้ง หลังจากการหยุดยาวติดต่อกันมาหลายเดือน ซึ่งมักพบว่า ปัญหาของเด็กเล็กในช่วงอนุบาล คือ ไม่อยากไปโรงเรียน หรืออาจยังไม่เคยไปโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองควรมีความเข้าใจ โดยเฉพาะพัฒนาการตามวัย ซึ่งธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัยมีอารมณ์และความต้องการที่แตกต่างกัน

นพ.เกียรติภูมิ บอกว่า สำหรับเด็กเล็กๆ จะซึมซับบทบาทของพ่อแม่ การเรียนรู้อยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่พ่อแม่ผู้ปกครองมักมีความกังวลถึงการร้องไห้งอแง ไม่อยากไปโรงเรียนของลูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเด็กวัยนี้จะมีความกลัวและกังวลที่ต้องห่างจากพ่อแม่ อาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวกับเด็กในระยะแรก หลังจากนั้นเด็กก็จะเรียนรู้ในการปรับตัวปรับใจ โดยพ่อแม่ต้องพูดให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลและประโยชน์ในการไปโรงเรียน ลูกต้องเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ การแยกกันเป็นเรื่องของธรรมชาติ และพ่อแม่จะกลับมารับลูกในตอนเย็น เพื่อให้เด็กเกิดความสบายใจและมั่นใจ ตลอดจนชวนลูกให้เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอมาจากการไปโรงเรียนในแต่ละวันให้พ่อแม่ฟัง

“ส่วนในกลุ่มเด็กโต ที่อยู่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ซึ่งปัญหาการไม่อยากไปโรงเรียน จะมีความแตกต่างจากกลุ่มของเด็กเล็กที่เกิดจากการต้องห่างไกลจากพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่ปัญหาของกลุ่มเด็กโตจะมีหลายสาเหตุ อาจเป็นเรื่องของการเรียนรู้ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง มีปัญหาการอ่าน การเขียน การคำนวณ หรืออาจมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวกับกลุ่มเพื่อนใหม่ หรือแม้กระทั่งในวัยอุดมศึกษา ก็อาจจะเครียดและกังวลเกี่ยวกับเรื่องการปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ไม่อยากไปเรียนหนังสือ ท้อแท้ หมดกำลังใจจะเรียนหนังสือต่อ หากค้นพบว่า ปัญหาการเรียนของลูกคือสิ่งใด พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้กำลังใจ ช่วยเหลือ และแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ พูดคุยกับลูกให้บ่อย ซึ่งจะทำให้สิ่งเหล่านั้นดีขึ้น ทำให้เด็กสามารถปรับตัวได้ดี รวมทั้งจะมีความสุขกับการไปโรงเรียนมากขึ้นอีกด้วย” อธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุ

​ทั้งนี้หากพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกยังมีความเครียดมาก แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือสามารถโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

ฤา…ทีมลุงตู่จะต้องร้องเพลง”รอ..ตั้งรัฐบาลใหม่”ไปอีกระยะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา…ทีมลุงตู่จะต้องร้องเพลง”รอ..ตั้งรัฐบาลใหม่”ไปอีกระยะ

20 พฤษภาคม 2562 – 11:50 น.
ลุงตู่,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์,พรรคภูมิใจ,เสี่หนู,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 3,808 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเมืองไทยในช่วงไม่กี่วันมานี้ทวีความร้อนแรงและน่าจับตาไม่น้อยเพราะแต่ละป้อมค่ายต่างงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาให้แต่ละขั้วหวั่นวิตกไม่น้อยว่า “สัญญาจะไม่เป็นสัญญา” เพราะเกม “หักเหลี่ยม ชิงจังหวะ” ทางการเมืองนั้น จะ “แปรผัน” ได้ตลอดเวลานับจากวันนี้ไป

แปลความว่าอะไรที่ใครบางคนเคยมั่นใจว่า “จะไม่มีการพลิกล็อกเพราะมีคำมั่นกันไว้แล้วในวันวานนั้น” ในวันนี้ และวันหน้า “อาจจะไม่เป็นแบบนั้น”

เพราะเวลาที่ยังเหลือไม่มากนักในการที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่มารับงานต่อจากรัฐบาลชุดนี้และคสช.ที่ทำงานมากว่าห้าปีและบางฝ่ายยังมองว่ามีการวางเครือข่ายและขุมกำลังไว้รองรับในสิ่งที่แกนนำ คสช. ปราถนาจะให้บังเกิดต่อไปในอนาคตไว้พร้อมสรรพแล้วก็ตาม แต่ในเมื่อเกมการเมืองของวันนี้ยังไม่นิ่งเสียทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเกลี่ยโควตาเสนาบดี” ที่ตอนนี้ไม่ลงตัว แม้บางขั้วจะเริ่มตีปี๊ปว่าขั้วตัวเองพร้อมที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม

ไปยลขั้วหนุนลุงตู่กันก่อน…แม้ว่า ส.ว.250 ชีวิตบวกกับส.ส.พลังประชารัฐ 115 คน ผนวกกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ชาติพัฒนา และพรรคขนาดจิ๋วอีกสิบเอ็ดพรรคจะเป็นกองหนุนที่น่าจะทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้คัมแบ็กเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เป็นครั้งที่สองตามกติกาที่วางไว้

สิ่งที่ยืนยันคือเมื่อไม่กี่วันก่อน “ลุงตู่” นั่งกินข้าวเที่ยงคุยเปิดใจกับนักข่าวทำเนียบและสายข่าวการเมืองที่ติดตามพรรคพลังประชารัฐจนอนุมานได้ว่า “ลุงตู่” มีความมั่นใจในการกลับมานั่งเก้าอี้ สร.1 และน่าจะเกิดขึ้นเร็ววันนี้ รวมทั้งยังเปรยถึงโควตาเสนาบดีกระทรวงหลักๆ ที่คนการเมืองมองว่าเป็นกระทรวงเกรดเอนั้น พอที่จะทราบเบื้องต้นแล้วว่าลุงตู่เเละพปชร.เตรียมส่งคนในสังกัดไปนั่งบัญชาการไว้แล้ว

แสดงว่า…กว่าครึ่งหนึ่งของครม.ชุดใหม่นั้น “พลพรรคพชปร.เเละทีมงานลุงตู่” จะมีชื่อไปปรากฏเป็นว่าที่ครม.ชุดใหม่ รวมทั้งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย แม้ตอนนี้จะมีกระแสว่าเก้าอี้ตัวนี้อาจเปิดทางให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลรับไปนัยว่าเป็นการซื้อใจ

เท่ากับว่าสิ่งที่ลุงตู่พูดไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน ลุงตู่มองข้ามช็อตการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ไปแล้ว คือ

การแถลงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยตามที่ “เสี่ยหนู “เคยแจ้งสังคมว่าในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ จะรู้แน่ชัดว่า “พรรคสีน้ำเงินว่าจะยืนขั้วใด”

รวมทั้งท่าทีของ “พรรคสีฟ้า” ที่เพิ่งออกมาบอกว่ายังไม่มีวันที่แน่ชัดว่าจะบอกสังคมว่าวันไหนคือวันประกาศจุดยืนของประชาธิปัตย์

“ส่วนกรณีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพูดคุยในเรื่องการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดนัดประชุม แต่ขอให้ประชาชนวางใจพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ว่าจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง” ราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรค ปชป. ระบุล่าสุด

เกมนี้ไม่ใช่ว่าง่ายเพราะตัวแปรอยู่ที่ “พรรคสีฟ้า” ที่ภายในพรรคยังไม่เสถียรเสียทีเดียวกับจังหวะก้าว เพราะมีทั้งขั้วอยากหนุนลุงตู่และขั้วเป็นฝ่ายค้าน รวมทั้งขั้วไม่เอาเพื่อไทย และมีทีท่าว่าการโหวตของส.ส.ปชป.อาจจะออกหลายมุมกันเลยทีเดียวคือ หนุนลุงตู่, ไม่หนุนลุงตู่, ฟรีโหวตและอาจรวมทั้งการไปแตะมือกับเพื่อไทยว่าควรหรือไม่ประกอบกัน…และยิ่งมีกระแสข่าวว่าพปชร.แม้จะยอมยื่นเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติให้ปชป. โดยตัวเต็งคือ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” เเต่ก็มีข้อมูลว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อาจจะชิงไป และตอนนี้กำลังเดินเกมในพรรคด้วยตัวเอง แม้ก่อนหน้านี้อภิสิทธิ์เคยบอกสังคมว่าไม่ต้องการทำหน้าที่ประธานสภา แต่ในเมื่อสถานการณ์พลิกผัน ผนวกกับจุดยืนที่อภิสิทธิ์เคยบอกไว้ในช่วงเป็นหัวหน้าพรรคสีฟ้าว่าไม่เอาลุงตู่และไม่แตะมือเพื่อไทยนั้น ต้องดูว่าอภิสิทธิ์จะทำอะไรและได้ผลหรือไม่ และยังแว่วว่า..โควตาครม. ของพรรคสีฟ้าที่ได้มานั้น ยังไม่มีข้อยุติและคงต้องคุยกันใหม่กับพปชร.หากต้องร่วมงานกันจริงๆ

หากสถานการณ์ของพรรคสีฟ้าเป็นแบบนี้ เชื่อว่า “พรรคสีน้ำเงิน” ก็น่าจะดึงเกมไว้ด้วย เพราะหาก “อนุทิน ชาญวีรกุล” รีบเปิดตัวไปก็อาจเสียเชิง…เพราะพรรคสีน้ำเงินกับพรรคสีฟ้านั้น สัดส่วนส.ส.ห่างกันเพียงหนึ่งเก้าอี้ ฉะนั้นพรรคสีน้ำเงินน่าจะเดินในจังหวะที่สอดรับกับพรรคสีฟ้า นัยว่าเป็นการต่อรองกลับไปยังขั้วอื่นๆ และแว่วว่าเกมนี้พรรคชาติไทยพัฒนาก็น่าจะเปิดจังหวะต่อรองกลับไปยังพปชร.ด้วยเช่นกันเพราะมีข้อมูลว่า ไม่ค่อยเเฮปปี้กับกระทรวงทางสังคมที่พชปร.เปิดหัวมาให้และอาจจะแสดงจุดยืนในวันโหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อรูปเกมเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ผลดีต่อพชปร.เลยแม้แต่น้อย เพราะว่าที่พันธมิตรทางการเมืองยังแทงกั๊กเช่นนี้ เวลาของพปชร. ก็ตีบตันไปเรื่อยๆ

ส่วนขั้วต้านลุงตู่นั้นยามนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประมุขเเห่งพรรคสีส้ม ประกาศพร้อมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและอาสาเป็นนายกฯ โดยอ้างว่าเพื่อไทยเปิดทางให้และขอเสียงจากพรรคต่างๆ ปิดสวิทช์ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ นั้น แต่ชะตาของเสี่ยเอกนั้นใช่ว่ายามนี้และยามหน้าจะเดินเหินได้สะดวกโยธินเพราะสารพัดกรรมที่ติดตัวเสี่ยเอกนั้น มันเสมือนจะปิดทางการเป็นส.ส.ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปแล้ว เมื่อผนวกกับกระแสซื้อตัวส.ส.อนาคตใหม่หลายคนให้ย้ายค่ายนั้น เรื่องนี้แกนนำพรรคสีส้มบางคนรับรู้และถอดใจไปบ้างแล้วว่า เร็วๆ นี้ งูเห่าสีส้มหลายชีวิตน่าจะเป็นจริง

และยิ่งตอนนี้เสี่ยเอกระบุว่า พรรคขั้วที่สามพร้อมลุยตั้งรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคอนาคตใหม่ โดยเสี่ยเอกจะเดินสายไปคุยกับพรรคอื่นๆ นั้น เมื่อมองตัวเลขบนกระดานส.ส.และการปฏิบัติตามกฎมายนั้นจะพบว่าการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น สมมุติว่าขั้วที่สามนี้ยังเกิดได้ก็จะเป็นการพลิกการเมืองไปอีกมุม โดยตอนนี้ปชป.มี 52 ส.ส., ภูมิใจไทยได้มา 51 ส.ส. บวกอนาคตใหม่ที่มี 80 ส.ส. สามพรรคนี้มีตัวเลขรวม 183 คน ซึ่งจะชนะพลังประชารัฐที่มีหนึ่งร้อยสิบห้าเสียงและเพื่อไทยที่มีหนึ่งร้อยสามสิบห้าส.ส.ไปเเบบขาดลอย

ฉะนั้นเมื่อถอดความในสิ่งที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่กล้าระบุแบบนี้ เสี่ยเอกน่าจะทราบสัญญาณลับจากเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.มากที่สุดว่า “พร้อมทุกเงื่อนไขและยอมถอยไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้ว” โดยสิ่งที่การันตีกรณีนี้คือการโพสต์เฟซบุ๊กของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ระบุล่าสุดว่าไม่ขอรับตำเเหน่งใดๆ

มันสื่อว่าเพื่อไทยเปิดทุกประตูแม้ต้องกลืนเลือดแตะมือกับคู่แข่งตลอดกาลอย่างปชป.ก็ตาม แต่คนวงในเพื่อไทยคงมองว่า จับมือกับปชป.แม้จะไม่ค่อยมั่นใจนักแต่มันดีกว่าที่จะไปแตะมือกับพปชร.การเดินหมากการเมืองไทยครั้งนี้หลังการเลือกตั้งนั้น นับว่าซับซ้อนและสามารถเกิดอะไรใหม่ได้ทุกวินาทีและมันเป็นเกมที่พันลึกไปในทุกขณะ

ฉะนั้น..ฝ่ายที่ต้องพลิกเกมกลับในขั้นต้นจากนี้ไปน่าจะเป็นพปชร.เเละลุงตู่ที่ต้องอ่านใจว่าที่พันธมิตรและคู่เเข่งว่าจะเดินหมากแบบใดและด้วยเงื่อนไขใดที่จะทำให้อีกฝ่ายนั้นสมใจหวัง

การตั้งรัฐบาลใหม่อาจต้องรอ…ไปอีกระยะจนกว่าทุกอย่างจะลงตัว

ทักษิณ-ธนาธร ดิ้นเฮือกสุดท้าย สกัดลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ-ธนาธร ดิ้นเฮือกสุดท้าย สกัดลุงตู่

20 พฤษภาคม 2562 – 09:50 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,เจ๊หน่อย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,ภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 24,530 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

ล้มแผนดัน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพื่อไปท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับพรรคเพื่อไทย และพับแผนส่งชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นมาชิงแทนตามข้อเสนอของ “คนแดนไกล”

ด้วยเหตุความไม่สำเร็จในการรวบรวมเสียงทั้งให้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร (251 เสียง) หรือรวบรวมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี 376 เสียงได้

แผนต่อมาให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เล่นบทตัวเอก ประกาศอาสาเป็น “ทูต” ประชาธิปไตย ไปเจรจากับภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ถึงขั้นเอาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภามาล่อภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ให้กลับหัวหันมารวมขั้วเพื่อไทย พรรคต้นเหตุโกงจำนำข้าวที่ประชาธิปัตย์ขึงพืดมาตลอด 7 ปี

คนในพรรคเพื่อไทยก็หาได้ละอายไม่ กลับตอบรับแนวคิดนี้ แต่ได้รับปฏิเสธจากทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์

เพราะการเมืองมิใช่การเล่น “ขายขนมครก” ทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ไม่ใช่เด็กอมมือ รู้อยู่เต็มอก แค่พลังประชารัฐมีเสียงเกิน 126 เสียง ก็โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อยู่แล้วเมื่อผนึกกับ 250 ส.ว. ดังนั้นการไปอยู่ขั้วเพื่อไทย-อนาคตใหม่ มันเกิดขึ้นไม่ได้บนโลกความจริง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดเกมใหม่ ประกาศเสนอตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี สอดรับกับท่าทีพรรคเพื่อไทยที่ยอม “กลืนน้ำลาย” ไม่ต้องเป็นพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลก่อน ยอมยกให้อันดับ 3 อย่างอนาคตใหม่ หรือพรรคลำดับ 5 อย่างภูมิใจไทย พรรคไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ “ลุงตู่” นี่คือหลักการใหม่ของขั้ว “ทักษิณ-ธนาธร”

แต่แม้จะงัดกลยุทธ์ต่างๆ นานาแล้ว ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้รับแรงตอบรับจาก ส.ส.เกินครึ่งของสภา ไม่ต้องพูดถึง ส.ว. ที่หนุ่มห้าวอย่างธนาธรประกาศปิดสวิตช์ ไม่สังฆกรรมด้วย ยิ่งทำให้ทุกยุทธวิธีของ “ทักษิณ-ธนาธร” ไม่ถึงฝั่งฝัน

จนเห็น “กามิกาเซ่” ระเบิดพลีชีพของธนาธร ที่เปิดประเด็น คนในพรรคพลังประชารัฐติดต่อมารดาของเขา (สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ) ของูเห่าสีส้ม จากอนาคตใหม่ 20 เสียง แลกกับการยุติการดำเนินคดีทั้งหมดต่อตัวเขา

เปิดประเด็นทันที ทุกสายตาแอบพุ่งตรงไปที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นอา แต่คนละอุดมการณ์ ทว่าสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐก็โต้ทันควันด้วยการปฏิเสธและประกาศฟ้องร้องธนาธร

ธนาธรมีหน้าที่พิสูจน์ว่าสิ่งที่พูดมีมูลความจริง หากพิสูจน์ไม่ได้ก็เท่ากับเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” ระเบิดพลีชีพที่จะทำลายล้างทางการเมืองผู้อื่น จะปลิดวิญญาณทางการเมืองของหนุ่มห้าวคนนี้ไปฉับพลัน

ก่อนประกาศความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับประชาชนว่า “ว่าที่ผู้นำของประเทศจะไม่พูดความเท็จ”

สองเรื่องที่จะพิสูจน์ว่า ธนาธร เป็นผู้นำที่เหมาะสม หรือเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” คือ หนึ่ง กรณีการติดต่องูเห่าในพรรคอนาคตใหม่ 20 เสียง และกรณีการถือครองหุ้นสื่อที่วันนี้ กกต.ทั้ง 7 มีมติเอกฉันท์แล้วว่า ธนาธรมีคุณสมบัติต้องห้าม ผิดกับที่ธนาธรอธิบายต่อสังคม

    รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นชั้นสุดท้าย

มหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372263?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

20 พฤษภาคม 2562 – 08:11 น.
อ๊อด เทอร์โบ,มหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอบใจลงมาถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมถึงพลเรือนตำรวจ ทหาร ที่มีส่วนร่วมในการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระเบียบ สง่างาม แสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันดีงามและทรงคุณค่าของประเทศไทย

รับสั่งให้มีการจัดเลี้ยงขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน จิตอาสาต่างๆ

รัฐบาลกำลังวางแผนในการจัดเลี้ยงก่อนวันที่ 24 พฤษภาคม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในส่วนนี้

อนึ่ง รัฐบาลได้จัดการแสดงมหรสพสมโภชเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร จัดมหรสพสมโภชขึ้นวันที่ 22–28 พฤษภาคม รวมถึงส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด โดยมีสาธิต รำโคน โขน หุ่นหลวง และกลองยาว เป็นการแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทย

ในส่วนการแสดงดนตรีสากลภายใต้ชื่อ มหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ ชุด “ทศราชันขวัญหล้า” วันที่ 23 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 18.30–21.30 น. ที่เวทีสนามหลวง ด้านทิศใต้ฝั่งพระบรมมหาราชวัง เป็นการบรรเลงวงมหาดุริยางค์สากล วงดุริยางค์สากล และวงบิ๊กแบนด์จากเหล่าศิลปินนักแสดงการแสดงจะร้อยเรื่องราวพระราชประวัติในห้วงเวลาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

พระราชกรณียกิจต่างๆ และพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ดังพระปฐมบรมราชโองการ


 ช่องว่างระหว่างคนกรุงกับชนบท
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีปัญหามาโดยตลอด ที่ประชาชนไม่สามารถได้รับการดูแลเข้าถึงในด้านการบริหารของโรงพยาบาลในแทบจะทุกแห่งของประเทศไทย ประชาชนเจ็บป่วย จะต้องออกจากบ้านไปรอพบหมอที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 3 ตี 4 เพื่อให้หมอได้ตรวจรักษาไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นต้น หรือแม้แต่โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์

นอกจากจะเจ็บป่วยทางกายแล้ว ยังจะต้องเจ็บป่วยทางใจด้วย เพราะต้องรอการตรวจรักษาจากหมอเป็นเวลานานมาก

รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าทุกคนเสมอภาคกันทางกฎหมาย แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏด้านสุขภาพหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคนต่างจังหวัดเจ็บป่วยก็จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบหมอดี เก่ง ที่เชี่ยวชาญ มีเครื่องมือทันสมัย เป็นตัวช่วยในการรักษาพยาบาลมันมีที่ใดในโลกรัศมี 1 กิโลเมตร มีโรงพยาบาลมากกว่า 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลสงฆ์

ส่วนชาวชนบทเมื่อเจ็บป่วย ก็เดินทางเข้าตัวเมือง โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า พฤติกรรมของผู้บริหารในรัฐบาลคงจะมีแนวความคิดในลักษณะศูนย์รวมมากกว่าที่จะกระจาย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนผู้เจ็บป่วยไม่ได้รับการบริการที่ดีจากโรงพยาบาล ทั้งทำให้เกิดความเดือดร้อน และเสียหายจากการเดินทางไปกลับ และเสียเวลา
วิเชียร (เพชรบูรณ์)

ตอบคุณ ‘วิเชียร’ เพชรบูรณ์
จดหมายของคุณเป็นการบ้านสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะต้องพยายามลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้น้อยลง ไม่ใช่ห่างกันเหมือนฟ้ากับเหวเหมือนอย่างเวลานี้ ซึ่งแสดงว่าการกระจายได้ล้มเหลว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวการจัดอันดับคนรวยของประเทศไทย ปรากฏว่า อภิมหาเศรษฐีเหล่านั้นมีเงินเป็นแสนๆ ล้านบาท แต่ไม่มีใครทราบว่าคนจนนั้นไม่มีสักบาท เรียกว่าชีวิตติดลบเพราะมีหนี้สิน

ทำอย่างไรจะทำให้คนจนมีรายได้พอเลี้ยงชีพได้หรือพอมีพอกิน ทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ ส่วนคนรวยก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะจะยิ่งรวยไปไม่รู้จบ
อ๊อด เทอร์โบ


 โอกาสทองวิศวกรไทย
 กฎหมายกำหนดให้มีใบอนุญาตประเภทวิชาชีพ

ตามที่กฎหมายโรงงานฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับปลายเดือน ตุลาคมนี้ มีผลต่อวิชาชีพวิศวกรรรมและสภาวิศวกรจะมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ในฐานะผู้ดูแลและให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

ทั้งนี้ ในกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ดังกล่าว กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องเสนอรายงานผลการปฏิบัติการ และต้องได้รับการรับรองจากผู้ตรวจสอบเอกชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ผู้ตรวจสอบเอกชนต้องเป็นวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาโยธา เครื่องกล ไฟฟ้า อุตสาหการ สิ่งแวดล้อม และเคมี ของสภาวิศวกร ให้เป็นผู้ตรวจสอบโรงงาน และเครื่องจักรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

ได้แก่ อาคารโรงงาน เครื่องจักรกล ระบบไฟฟ้า การวางผังโรงงาน ถังปฏิกิริยาทางเคมี ตลอดจนระบบบำบัดมลพิษโรงงาน รวมไปถึงของเสียอันตราย

กฎหมายกำหนดให้ผู้ตรวจสอบเอกชนดังกล่าวต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมที่ยังไม่หมดอายุและต้องไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาตจากสภาวิศวกรเท่านั้น และยังต้องยื่นขอรับใบอนุญาตตรวจสอบหรือรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมก่อน

พร้อมกับกำหนดบทลงโทษวิศวกรที่ตรวจสอบหรือรับรองด้วยว่า หากกระทำโดยไม่มีใบอนุญาต หรือกระทำในขณะที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต หรือรายงานที่เป็นเท็จ จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร
เลขาธิการ สภาวิศวกร

‘หนู เซราะกราว’ ใต้เงา ‘ชิดชอบ’ หนีไม่พ้น ‘3 ป.’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หนู เซราะกราว’ ใต้เงา ‘ชิดชอบ’ หนีไม่พ้น ‘3 ป.’

18 พฤษภาคม 2562 – 09:15 น.
พรรคภูมิใจไทย,อนุทิน ชาญวีรกูล,เนวิน ชิดชอบ,3 ป,พรรคพลังประชารัฐ,ร่วมรัฐบาล,จัดตั้งรัฐบาล,ขั้วที่ 3,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 17,134 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 18-19 พ.ค.2562

*******************

พรรคภูมิใจไทยวางบทบาทเป็น “พรรคขั้วกลาง” ช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เพราะต้องการเสียงสนับสนุนจากคนทุกกลุ่ม หลังเลือกตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” จึงแบกรับความกดดันมากกว่าครั้งที่บิดา ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค

ไม่บ่อยครั้งที่ “อนุทิน” จะได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองใหญ่ แต่ภาพ “เสี่ยหนู” เข็นรถให้ “ชัย ชิดชอบ” ในวันรายงานตัว ส.ส.ที่อาคารรัฐสภาใหม่ อาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดทายาทยักษ์ใหญ่รับเหมาก่อสร้าง ไม่กระโดดรับข้อเสนอสุดแสนพิเศษนั้น

นับแต่วันแรกที่ “อนุทิน” ตัดสินใจเล่นการเมือง ก็ได้ย้ายชื่อในทะเบียนราษฎร์จากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่บ้านศิลาชัย หมู่ 15 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

อนุทิน ชาญวีรกูล เข็นรถให้ “ชัย ชิดชอบ”

“ผมมีความรักต่อพี่ชายสุดหัวใจคือ พี่เนวิน ชิดชอบ แม้หลายคนสงสัยคบกันมาได้อย่างไร 10 กว่าปี เพราะเปรียบเหมือนพี่ชาย เป็นครูคอยชี้แนะ และบอกผมทุกวันว่าหากทำงานการเมือง ให้รักประชาชนมากกว่ารักตัวเอง ดังนั้น จ.บุรีรัมย์ จึงเป็นเหมือนบ้านผม บ้านเกิดพ่อ บ้านเกิดพี่ชาย” นี่เป็นคำประกาศของอนุทินในวันปราศรัยใหญ่กลางเมืองบุรีรัมย์

แม้ “เนวิน ชิดชอบ” จะบอกเป็นครั้งที่ร้อยว่าไม่ยุ่งเรื่องการเมือง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ เมื่อน้องชายสุดรัก “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ยังรั้งเก้าอี้เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

ฉะนั้น การปฐมนิเทศ ส.ส. และการประชุมกรรมการบริหารพรรค จึงจัดที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคมนี้ และน่าจะมีความชัดเจนเรื่องแนวทางการร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย

ไม่มีขั้วไม่มีค่าย

ผลการเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.ทั้งสองระบบ 51 คน และปฏิเสธไม่ได้ว่า คะแนนนิยมที่ดีขึ้นกว่าการเลือกตั้ง 2554 ที่ได้แค่ 34 ที่นั่ง ก็มาจากกลยุทธ์การตลาดการเมือง ที่วางแบรนดิ้งของพรรคให้เป็น “พรรคขั้วกลาง”

สังเกตได้จากการที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ออกเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อ และไปร่วมเวทีดีเบตช่วงหาเสียง จะพยายามสลัดภาพเดิมคือ “พรรคขั้ว 3 ป.” ออกไป รวมถึงการใช้คอนเนกชั่นส่วนตัวของเสี่ยหนู ดึง “เอกชัย ไชยนุวัติ” นักวิชาการด้านกฎหมาย และ “จุลภาส(ทอม) เครือโสภณ” ดีลเมกเกอร์ธุรกิจการเมืองมาช่วยงานหาเสียง

ทั้ง เอกชัย ไชยนุวัติ นั้น มีจุดยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยชัดเจน ได้เข้ามาช่วยทำรายการ “Ringside การเมือง” ที่เผยแพร่ทางยูทูบ และเฟซบุ๊ก ซึ่งรายการ “Ringside การเมือง” เป็นช่องทางการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่วน “จุลภาส หรือทอม” ช่วยเปิดประเด็นกัญชาเสรี จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ศักดิ์สยาม-เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งหมดเป็นกลยุทธ์ลบภาพแบรนด์เดิมคือ ยืนเคียงข้างกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” โดยสร้างแบรนด์ใหม่ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน พร้อมจะเป็นมิตรกับทุกพรรค ขณะที่ในทางลึก “ผู้มีบารมีของพรรค” ยังแนบแน่นอยู่กับ “พี่ใหญ่” ค่ายบูรพาพยัคฆ์

ย้อนไปดูการเดินทางไปเยือนถิ่นปราสาทสายฟ้า ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ วันที่ 7-8 พฤษภาคม 2561

เนวิน ชิดชอบ และพลพรรค “เพื่อนเนวิน” ได้จัดการต้อนรับนายกฯ ประยุทธ์ อย่างยิ่งใหญ่ และผู้คนย่อมมองไปไกลถึง “ดีลการเมือง” ร้อนถึง “เสี่ยหนู” ต้องรีบมาแก้ข่าว “ดีลการเมืองไม่มีจริงในช่วงก่อนเลือกตั้ง”

รอสัญญาณ “ป.”

ความสับสนและไม่ลงตัวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำนั้น อาจมาจากโครงสร้างพรรคที่ประหลาดๆ คือ มีทั้งขั้วนักเลือกตั้ง, ขั้วดรีมทีมเศรษฐกิจ(กลุ่ม 4 ยอดกุมาร) และขั้วพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ จึงมีข่าวปล่อย “โผสูตรรัฐบาลผสม” รวมถึงการวางตัวประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างเช่นกรณีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มี ส.ส. 51-52 ที่นั่ง จะได้โควตารัฐมนตรี พรรคละ 7 ที่นั่ง และพรรคชาติไทยพัฒนา มี ส.ส. 10 ที่นั่ง จะได้โควตารัฐมนตรี 2 ที่นั่ง

ด้าน “ป.พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ไม่ยอมหลุดปากพูดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะถูกนักข่าวสายทำเนียบและสายทหารรุกฆาต ถามเช้า ถามบ่าย

กระทั่งเที่ยงวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2562 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พร้อมเปิดใจในหลายๆ เรื่อง สรุปได้ว่า มีความคืบหน้าเรื่องรัฐบาลผสม 20 พรรค โดย 4 กระทรวงหลักคือ กลาโหม, มหาดไทย, คลัง และพาณิชย์ จะอยู่ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ

จังหวะก้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ขยับมาเปิดใจกับนักข่าวครั้งนี้ ย่อมแสดงถึงความมั่นใจว่า การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว

หากจับสังเกตการให้สัมภาษณ์ของอนุทิน ก็พอคาดเดาได้ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ตกลงปลงใจไปนานแล้ว เพียงแต่การสร้างแบรนด์ “พรรคขั้วกลาง” ไว้ในช่วงหาเสียง จึงต้องเผชิญกับกระแสเรียกร้องจากกองเชียร์สีน้ำเงินบางปีก

“ปัจจุบันการเมืองถูกแบ่งขั้วออกเป็น 2 ฝ่าย คือทั้งฝ่ายเผด็จการ และฝ่ายประชาธิปไตย ทำให้พรรคสายกลางอย่างเราต้องมีความกดดัน ผมจึงอยากขอให้ยุติการแบ่งฝ่ายกันเสียที เพราะทุกอย่างถือว่าจบลงแล้วเพราะผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน และทุกพรรคควรจะต้องหันมาพึ่งพากัน”

บังเอิญ อนุทินโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ไปทางนี้แหละไม่มีหลงทาง” ดันมาตรงกับคำขวัญของกองทัพบก เลยทำให้กองเชียร์ตีความกันยกใหญ่

“อู๊ดด้า” อเวนเจอร์ “สะตอสามัคคี” รีแบรนด์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อู๊ดด้า” อเวนเจอร์ “สะตอสามัคคี” รีแบรนด์

18 พฤษภาคม 2562 – 08:45 น.
จุรินทร์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคประชาธิปัตย์,เลือกหัวหน้าพรรค,หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,พรรคสะตอ,คนในข่าว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 10,522 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับ วันเสาร์อาทิตย์ ที่ 18-19 พ.ค.2562

**************

 ประชาธิปัตย์ยุคอเวนเจอร์ ทั้ง “ทศวรรษใหม่-ผลัดใบ” ร่วมใจ ดัน “เดอะอู๊ดด้า” เป็นกัปตัน นำนาวาสีฟ้าลำนี้ฝ่าวิกฤติศรัทธา จะร่วมรัฐบาลลุงตู่ 2 หรือไม่ ? เรื่องจริงกับเรื่องฝัน บางเวลากองเชียร์อาจต้องทำใจ 

**************

ยืนยันความเป็นพรรคอนุรักษนิยม สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผลการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ออกมาเป็น “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”

จะเพราะคนพรรคนี้ยังให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส ขั้วอำนาจเก่า นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค รวมถึงอดีตหัวหน้าพรรคอีกตั้งสองคน ทั้งรุ่นทศวรรษใหม่และรุ่นผลัดใบอย่าง บัญญัติ บรรทัดฐาน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หรือจะเพราะที่จุรินทร์เน้นย้ำอุดมการณ์เลือดสีฟ้าที่ว่า “ซื่อสัตย์ สุจริต และมีประสบการณ์การบริหารงานแบบนักบริหารรัฐกิจมืออาชีพ”

หรือทั้งหมด จะมาจากการที่คนประชาธิปัตย์ดีดลูกคิดแล้ว มาทางนี้น่าจะปลอดภัยไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันที่หลังก็ตามแต่

วันนี้พรรคนี้มีคนชื่อจุรินทร์นั่งประมุขพรรคเรียบร้อยแล้ว

 จุรินทร์วัยต้น

จะว่าไป เหตุผลที่เลือก อู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 ด้วยคะแนนรวมกว่า 50.59% คงไม่ได้มีแค่นั้น แต่ทุกอย่างที่รวมเป็นเขา ย่อมมีส่วนในการตัดสินใจทั้งสิ้น

จุุรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2499 บ้านเกิดแดนสะตอของแท้ ที่ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา บิดาคือ วีระ เจ้าของเหมืองแร่ดีบุกแห่งหนึ่งในพังงา มารดาคือ สุรางค์ อดีตนางงามสงกรานต์

อู๊ด หรือ อู๊ดด้า เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 9 คน น้องชายคนสุดท้องคือ จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ นักการเมืองพรรคเดียวกัน

จุรินทร์ ใช้ชีวิตวัยเด็กที่ท้ายเหมือง จบประถมจากโรงเรียนศิริราษฎร์วิทยา เรียนเก่งระดับสอบได้ที่ 1 ของจังหวัด พอจบ ป.7 ก็มาสอบเข้าเป็นลูกชมพู-ฟ้า ที่  “สวนกุหลาบวิทยาลัย”

เด็กสวน osk 88

ในหนังสือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชีวิตเหมือนปลูกต้นไม้” เรียบเรียงโดย สุธานี” เล่าว่า จุรินทร์พักที่หอซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวซอยแบ่งห้องให้เช่าในหมู่บ้านพิบูลวัฒนา เยื้องโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ละแวกเดียวกับ “พรรคประชาธิปัตย์”

โดยที่ย่านนี้ยังเป็นแหล่งของคนท้ายเหมือง พังงา ที่จะแวะเวียนมาพักอาศัยชั่วคราวยามขึ้นมาทำกิจธุระในเมืองกรุง หนึ่งในนั้นมี สัมพันธ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ส.ส.พังงา รุ่นนายหัวชวน ที่มาพักที่เดียวกันอยู่เนืองๆ จะนับว่าหนุ่มจุรินทร์ได้สัมผัสการเมืองเบาๆ นับจากจุดนั้นก็ได้

จุรินทร์วัยฝัน

พอถึงวันที่ OSK88 ต้องเลือก แม้จะเรียนทางวิทยาศาสตร์ แต่เลือกเป็น สิงห์แดง” รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อมายังไปจบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อีกด้วย

ที่รั้วยูงทอง จุรินทร์หารายได้เสริมด้วยการเขียนการ์ตูนการเมืองให้แก่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 โดยใช้นามปากกาว่า “อู๊ดด้า” ที่คนไทยเรียกติดปากมาจนทุกวันนี้

อีกมุม เขาก็ทำกิจกรรมกับรุ่นพี่นักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าแห่งรั้วแม่โดมด้วยเนืองๆ เป็นเฟรชชี่หัวกิจกรรมพอๆ กับ อ.ยิ้ม รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” ที่กอดคอมาด้วยกันตั้งแต่รั้วชมพูฟ้า และเคยร่วมกันตะลุยราตรีมาแล้วตั้งแต่ช่วงเรียน ม.ศ.5 กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในค่ำคืนก่อนวันเกิดเหตุ เขาและเพื่อน ส.ก. รวมตัวกันเดินขบวนไปสมทบกับกลุ่มนักศึกษาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อฟังปราศรัย อยู่ที่นั่นทั้งคืนจนรุ่งเช้าจึงแยกย้ายกลับ ก่อนจะมีเหตุร้ายตามมาในวันนั้น

เยี่ยมเพื่อนยามป่วย ก่อนที่ อ.ยิ้มจะจากไป ในปี 2560 

ปี 2519 อย่างที่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใหญ่ คือ 6 ตุลาคม 2519 คืนก่อนเกิดเหตุ จุรินทร์กลับบ้านไปก่อน เพื่อเตรียมต้นฉบับการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ในรุ่งเช้า แต่เหตุการณ์ได้นำพาเพื่อนของเขาให้เข้าป่าไปเป็น “สหายสมพร” ของพี่น้องผองเพื่อน

อู๊ดด้าหายจากหน้ากระดาษปอนด์พักใหญ่ เพราะเหตุผลการเมือง จากนั้นก็กลับมาช่วงเรียนปี 4 ที่หน้ากระดาษของสยามรัฐ พอเรียนจบก็ย้ายมาที่มติชน โดยมีผลงานเขียนเป็นหนังสือท่องเที่ยวในเครือสำนักพิมพ์มติชน ชื่อ อู๊ดด้าจับปากกาพาเที่ยว” และเคยเป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์มติชนอีกด้วย

 กระทั่งช่วงปี 2529 เริ่มหันหน้าเข้าสู่ถนนการเมือง หลังสัมผัสความเป็น “ยุวประชาธิปัตย์” มาได้สักพัก เขาก็เลือกที่จะสังกัดพรรคนี้

จุรินทร์วัยลุย

แรกเริ่มช่วงปี 2524 เขาได้เป็นประธานสาขาพรรค จ.พังงา ยุคที่มีหัวหน้าพรรค ชื่อ พิชัย รัตตกุล”

ช่วงคาบเกี่ยวกันนั้นเอง ปี 2526 อู๊ดด้าแต่งงานกับ “อรอนงค์ ลักษณวิศิษฏ์” เพื่อนร่วมคณะที่ มธ. จากนั้นลูกสาวคนโตก็คลอดในปี 2528 (บุตรสาวคนสุดท้องคลอดในปี 2540)

ลูกเพิ่งย่างขวบปี จุรินทร์ก็เจอปีทองทางการเมือง ได้ลงเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกปี 2529 จากการผลักดันของทั้ง “ชวน หลีกภัย และ “บัญญัติ บรรทัดฐาน

และสองใหญ่ก็มองขาด เพราะอู๊ดด้าลงปุ๊บก็ได้เป็น ส.ส.พังงาเลย เอาชนะแชมป์เก่า 10 สมัย อย่าง บรม ตันเถียร” นักการเมืองชื่อดังของพังงาอีกด้วย

ส.ส.สมัยแรก

เข้าสภาไป สื่อมวลชนสายรัฐสภา ก็ยกเขาเป็น “ส.ส.ดาวรุ่ง” ซึ่งหลังจากนั้นฝีปากในสภาก็ไม่เป็นรองใคร ซักฟอกคนในหลายรัฐบาลจนหงายเงิบมาแล้วมากมาย

ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองมากมาย อยู่ในจุดแถวหน้าของพรรค ทั้งเป็นทีมยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคมานาน แต่ก็ไม่ทิ้งพื้นที่ พบปะชาวบ้านต่อเนื่อง

กับนายหัวชวน ผู้นี้ก็คือ “อาจารย์ทางการเมือง” ด้วยตามติดเป็นเลขานุการมายาวนาน ตั้งแต่นายหัวเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ตามมาถึงรัฐบาลชวน 1 ปี 2535 อู๊ดด้าก็เป็น รมช.พาณิชย์ และ รมช.เกษตรฯ

พอถึง “ชวน 2” อู๊ดด้าก็ยังนั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รวมถึงเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์อีกด้วย

ปี 2544 (ยุคที่ไทยรักไทยแจ้งเกิด) เขาขยับไปลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ และให้น้องชายคนเดียว “จุฤทธิ์” ลงสมัคร ส.ส.เขต แทน

ต่อมาปี 2546 เขาได้ขึ้นรองหัวหน้าพรรค จนมาถึงการเลือกตั้งปี 2550 (ยุคที่พรรคพลังประชาชนยังครองเก้าอี้ในสภา) เขาลงเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน เขต 8 ในลำดับที่ 4 และได้รับการเลือกตั้ง

ตอนนั้นพรรคสีฟ้าเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว และจัดตั้ง “รัฐบาลเงา” ในปี 2551 อู๊ดด้าก็ทำหน้าที่รัฐมนตรีพลังงาน “เงา”

จนมานั่งรักษาการหัวหน้าพรรคเมื่อไม่นานมานี้ หลังหัวหน้ามาร์คประกาศลาออก โทษที่ไม่สามารถนำพาพรรคไปถึงดวงดาว ถึงขั้นพ่ายแพ้ยับเยิน !

กัปตันจุรินทร์

อย่างที่รู้ ทุกอย่างมาถึงวันนี้ จุรินทร์ได้รับความไว้วางใจได้รับเสียงโหวตให้นั่งหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ต่อจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาชนะ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, กรณ์ จาติกวณิช และ อภิรักษ์ โกษะโยธิน

พรรคประชาธิปัตย์ในยุคสมัยของ “กัปตันอู๊ดด้า” ด่านชัยหัวหน้าพรรค ถึงไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก แต่ความยากยิ่งกว่า คือด่านการตัดสินใจเลือกขั้วข้างทางการเมือง

เรื่องนี้คนไทยรอดูอยู่แทบไม่หายใจ เพราะแทบจะมีดีลใหม่ๆ บวกกระแส “งูเห่า” ออกมาในหน้าสื่อทุกต้นชั่วโมง ตามแทบไม่ทัน

เช่น 1.ประชาธิปัตย์อาจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะการจะตัดสินร่วมไม่ร่วมไม่ได้ขึ้นกับหัวหน้าพรรคคนเดียว แต่ขึ้นกับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับ ส.ส.

มุมนี้มีการวิเคราะห์กันว่าแนวโน้มมีโอกาสสูง แม้เสียงจะก้ำกึ่ง แต่พอโหวตเลือกนายกฯ อาจมีคนสำคัญบางคนในพรรคไม่ยกมือ ตามสไตล์พรรคนี้ที่จะมีทางออกไม่ให้เสียหล่อ ยังไงก็ต้องแอ็กชั่นรักษาคำพูดต่อ 3.9 ล้านเสียงที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ไว้ก่อน

แต่ถ้าจะมาทางนี้ไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น ก็ต้องวางแผนการต่อรองกับขั้ว พปชร.อย่างดีที่สุด

ส่วนทางที่ 2 เลือกเป็นฝ่ายค้านอิสระ แว่วมาว่าตอนแรกฟังดูหล่อ แต่ตอนหลังหนทางนี้เงียบๆ ไปแล้ว

ส่วนอีกทาง เพื่อไม่ให้เสียคะแนนจากกลุ่ม “ไม่เอาทักษิณ” ก็ตัดชอยส์รวมกับฝ่ายเพื่อไทยทิ้งไป สอดคล้องกับที่ฝ่ายเพื่อไทยเพิ่งแถลงสยบลือการจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 ร่วมกับภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ไปแล้วเมื่อช่วงวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

เหลือก็แต่การรวมพลังอเวนเจอร์กับ คนเคยรัก-พรรคภูมิใจไทย” ถ้าทำจริงก็กลายเป็นสองพรรคขั้วตัวแปรที่พลังต่อรองมากพอสมควรในการร่วมกันโหวตเลือกนายกฯ ที่อาจไม่ใช่ใครเลยในตัวเลือกที่เห็นก็ได้ !

แต่ระหว่างนี้ อะไรก็ไม่นิ่ง บางที นาทีนี้ก็อาจเปลี่ยนไปอย่างอื่นได้อีก รอดูวันที่ 24 พฤษภาคม วันรัฐพิธีเปิดประชุมสภานัดแรก น่าจะรู้ทิศรู้ทางกันมากขึ้น

“ฮิโนกิแลนด์”วิถีญี่ปุ่น คุณค่าเพื่อคนไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ฮิโนกิแลนด์”วิถีญี่ปุ่น คุณค่าเพื่อคนไทย

18 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
ฮิโนกิแลนด์,วิถีญี่ปุ่น,บ้านไม้หอมฮิโนกิ,แหล่งท่องเที่ยว,วัฒนธรรมไทย,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,901 ครั้ง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก  Hinoki land -BannmaihomHinoki บ้านไม้หอมฮิโนกิ

ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมไทย แน่นอนคนไทยนึกออกว่าประมาณไหน

แต่กับ “ฮิโนกิแลนด์” ที่เพิ่งติด 1 ใน 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไปของ “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” กระทรวงวัฒนธรรม นั้น กระแสสังคมไทยยังรู้สึกค้านสายตาอยู่มาก

โดยเฉพาะคนเชียงใหม่ที่มองว่าสถานที่แห่งนี้ไม่สะท้อนถึงรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมล้านนา จนส่งผลให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมต้องนำข้อท้วงติงเพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง

วัฒนธรรมกับเส้นแบ่ง?

หลังจากช่วงวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เปิดเผยรายชื่อ 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไป และมี “ฮิโนกิแลนด์” อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ติดโผมาด้วยจนส่งผลให้เกิดเสียงคัดค้าน

ถึงขนาดที่ เฉลิม สารแปง นายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ระบุอาจยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองให้ถอนรายชื่อ ฮิโนกิแลนด์ ออกจากประกาศดังกล่าว เพราะเชียงใหม่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น ดอยสุเทพ หอคำหลวง ฯลฯ

ทั้งยังระบุว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนวัฒนธรรมของไทยเป็นหลัก ไม่ควรใช้เกณฑ์คัดเลือกว่าเป็นวัฒนธรรมของชาติใดก็ได้ ควรส่งเสริมวัฒนธรรมของไทยเท่านั้น แต่หากเรื่องดังกล่าวนี้เป็นการดำเนินการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ฮิโนกิแลนด์จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ก็จะมีความเหมาะสมมากกว่า

ต่อมาทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกมาชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้ว่าเหตุใดสถาปัตยกรรมรูปแบบญี่ปุ่นอย่าง “ฮิโนกิแลนด์” ถึงเป็นหนึ่งในนั้น

โดยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ระบุว่า ฮิโนกิแลนด์ มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่ท้าทาย มีอาคารสถาปัตยกรรมที่สร้างจากไม้หอมฮิโนกิ ตกแต่งด้วยโคมแดง เป็นแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตของญี่ปุ่น หากผู้สนใจสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมแทนการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นได้ และมีศักยภาพสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง

โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก อาทิ เป็นสถานที่ที่มีตัวอาคารมั่นคงถาวร เป็นที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์, มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้แก่บุคคลทั่วไปได้ และมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินการแบบวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) หรือเปิดให้บริการเป็นประจำแก่เด็ก เยาวชน และผู้สนใจทั่วไปให้เข้าไปศึกษา หาความรู้ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวไทย และชาวต่างชาติ ฯลฯ

โดย 10 แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการคัดเลือก คือ 1.ดอยตุง จ.เชียงราย 2.ฮิโนกิแลนด์ จ.เชียงใหม่ 3.จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จ.นครราชสีมา 4.ปราสาทสัจธรรม จ.ชลบุรี 5.สวนนงนุช จ.ชลบุรี 6.หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี 7.วู้ดแลนด์ เมืองไม้ จ.นครปฐม 8.เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ 9.สยามนิรมิต กรุงเทพมหานคร และ 10.ภูเก็ต แฟนตาซี จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ แม้ว่าอีก 9 รายชื่อแหล่งท่องเที่ยวที่เหลือ ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สะท้อนวัฒนธรรมของไทยในแง่มุมต่างๆ แต่ก็น่าคิดว่าหลักเกณฑ์ข้างต้น มิได้ระบุชี้ชัดกำหนดขอบเขตตายตัวว่าต้องเป็น “ไทย” เท่านั้น

ดังนั้น หากว่ากันตามตัวอักษร “ฮิโนกิแลนด์” จึงถือว่าเข้าข่ายสามารถพิจารณาได้ตามเกณฑ์ข้างต้น แต่หากว่ากันตามความเหมาะสมเชื่อว่าหลายคนคงมีคำตอบ

  ฮิโนกิแลนด์ ยังไงก็น่าไป

อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งเรื่องนี้ได้ทำให้ “ฮิโนกิแลนด์” มีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

แต่ไม่ใช่เพราะดราม่าที่ลามไกลถึงบทบาทหน้าที่ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หากเป็นเพราะข่าวได้ทำให้เราอยากรู้จักที่แห่งนี้มากขึ้น กระทั่งได้พบว่าที่นี่ไม่ธรรมดา มันกำเนิดขึ้นจากคำว่า “แพชชั่น” โดยแท้

เพราะเจ้าของคือ อนิรุทธ์ จึงสุดประเสริฐ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านไม้หอม ฮิโนกิ ไชยปราการ จำกัด ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น หลังจากไปใช้ชีวิตที่นั่นอยู่นานเกือบสองทศวรรษ

และไม่ใช่เพียงแค่ ความอยากมี ความชอบ แต่ทั้งหมดเขายังออกแบบ เขียนแบบ และเลือกพื้นที่เองทุกอย่าง

บนพื้นที่ 83 ไร่ ที่นี่ไม่ได้จำลองของจริง แต่เป็นการสร้างของจริงขึ้นมา โดยเลียนแบบปราสาทและหมู่บ้านโบราณแบบญี่ปุ่นทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะปราสาทฮิโนกิที่สร้างขึ้นด้วยทุน 96 ล้านบาท ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

ใครที่เคยไปจะต้องไม่พลาด เก็บภาพสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของที่นี่ อย่าง “เสาโทริอิสีแดง” หรือซุ้มประตูแบบญี่ปุ่น 88 คู่ ตามความเชื่อที่ว่า อาณาเขตเบื้องหลังเสาโทริอิเป็นอาณาเขตของเทพเจ้า เสาโทริอินี้ สามารถพบได้ตามศาลเจ้าชินโตตลอดจนวัดพุทธบางแห่งในประเทศญี่ปุ่น

ขณะที่ภายในยังตกแต่งด้วยดอกซากุระแท้จากญี่ปุ่น มีการจัดสวนแบบญี่ปุ่น มีร้านค้าของที่ระลึก มีผู้คนพากันมาเที่ยวชม และกิจกรรมอีเวนท์ที่จัดต่อเนื่องไม่ขาด

โดยเฉพาะการใช้ “ไม้ฮิโนกิ” เป็นตัวอาคาร เนื่องจากเจ้าของนั้นทำธุรกิจนำเข้าไม้หอมชนิดนี้อยู่ก่อนแล้ว แถมบ้านพักของเขาก็คือ “บ้านไม้หอมฮิโนกิ” อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ที่เคยเป็นข่าวดังอยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยเป็นบ้านที่สร้างจากความชื่นชอบพระราชวังอิมพีเรียล ที่สร้างด้วยไม้ฮิโนกิอย่างดี

ไม้หอมฮิโนกิได้ชื่อว่าเป็นไม้เพื่อสุขภาพ เป็นต้นไม้จำพวกสน ลำต้นตรง ทนความชื้น คุณสมบัติในเนื้อไม้มียางที่ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา และยางนี้ยังนำมาสกัดเป็นน้ำมัน ที่่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองต่างๆ ได้ ขณะที่กลิ่นของเนื้อไม้ก็เป็นผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ยารักษาภูมิแพ้ หืดหอบ ลดอาการคัดจมูก และช่วยลดความเครียด

ทางหนึ่ง อนิรุทธิ์ได้สร้างบ้านไม้หอมของตนเองขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไม้หอมฮิโนกิ โดยเป็นการรวมกลุ่มของสตรีแม่บ้านในชุมชน ผลิตจนสร้างรายได้ให้สมาชิกพอเพียงต่อการดำรงชีวิตอย่างดี

แต่วันนี้ เขายังต่อยอดมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยรู้จริตของคนไทยที่ชื่นชอบวัฒนธรรมแดนปลาดิบอย่างสุดจิตสุดใจ ทั้งอาหารการกิน วิถีชีวิต ไปจนถึงบันเทิงที่เรียกว่า เจ-ป๊อป ที่นี่ จึงเหมือนเอาญี่ปุ่นมาวางไว้ที่เชียงใหม่ ให้คนไทยไปเยี่ยมเยือน เอื้อมถึงได้ไม่ยาก

อย่างที่รู้ ฮิโนกิแลนด์ได้รับคัดเลือกเป็น 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไป จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ท่ามกลางพายุคำถามจากคนไทยส่วนใหญ่

แต่เรื่องนี้ อนิรุทธ์ จึงสุดประเสริฐ ยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเห็นต่าง แต่ก็เห็นด้วยกับแง่มุมที่ว่า หากการคัดเลือกมาจากเงื่อนไขคือ “วัฒนธรรมไทย” ผลงานของเขาย่อมไม่เข้าเกณฑ์แน่น่อน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่อุปสรรคที่ฮิโนกิแลนด์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยควรไปเยือน โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข

เช็กชื่อว่าที่ครม.ลุงตู่ 2แกนนำมุ้งใดจะเข้าวิน…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กชื่อว่าที่ครม.ลุงตู่ 2แกนนำมุ้งใดจะเข้าวิน…

17 พฤษภาคม 2562 – 09:35 น.
พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,สุวิทย์ เมษินทรีย์,กอบศักดิ์ ภูตระกูล
เปิดอ่าน 12,029 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

พรรคพลังประชารัฐกับ 135 ส.ส.ในสังกัดเมื่อบวกกับ 250 ส.ว. รวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง ประชาชนปฏิรูป 1 เสียง และพรรคจิ๋ว 11 พรรค ก็เพียงพอในขั้นต้นแล้วว่าจะส่ง พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา ขึ้นฝั่งที่ทำเนียบรัฐบาลคำรบที่สองได้ในช่วงเวลาไม่นานนี้ แม้เบื้องต้นจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

          แต่พปชร.วางหมากเดินทีละขั้น เพราะตอนนี้เสียงที่จะเลือกและหนุนลุงตู่พอแล้วที่จะเดินตามแผนงานที่วางไว้ จากนั้นคือเจรจากับคนในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะแบ่งสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกันแบบใดให้ลงตัว

“เราเป็นพรรคแกนนำ กระทรวงหลักควรอยู่ในการดูแลของพรรค” คีย์แมนอันดับต้นๆ ของ พปชร. ระบุให้พอทราบจังหวะการเคลื่อนเกม

“หากพรรคที่จะมาร่วมตั้งรัฐบาลกับ พปชร. ต้องการทำงานในกระทรวงหลักที่พรรคควรจะทำหน้าที่ (มหาดไทย กลาโหม คลัง คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ อุตสาหกรรม) ก็ต้องมาคุยกันว่า ใคร คุณสมบัติและประสบการณ์การทำงานของบุคคลที่พรรคต่างๆ จะเสนอชื่อมาเป็นอย่างไร ย้ำว่ายังไม่มีการคุยแบบเป็นทางการ และจะเริ่มในเร็วๆ นี้” คีย์แมน พปชร.ระบุ

“คนนอกหรือเทคโนแครตน่าจะไม่มีการทาบทามมาร่วมรัฐบาล เพราะบุคลากรใน พปชร.มีหลายคนที่มีความเหมาะสม” คีย์แมน พปชร.ระบุ

แบบนี้คือคำตอบปิดตายว่า ครม.ชุดใหม่ที่นำทีมโดยลุงตู่และ พปชร.นั้น โควตานี้ไม่มีในแผนของ พชปร.

          ทราบว่า พรรคขนาดกลาง เช่น ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย จะได้โควตาไปพรรคละกี่เก้าอี้และต้องมาดูว่ากระทรวงใดบ้างที่พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินต้องการ โดยต้องดูว่าโควตาใดบ้างที่ พปชร.จะยอมแบ่งให้เพื่อนได้ ต้องรออีกนิด…

ส่วนพรรคอื่นๆ ที่ยังไม่ตอบรับว่าจะมาหรือไม่นั้น คนวงใน พปชร.ยิ้มแล้วว่า ชาติไทยพัฒนา, ชาติพัฒนา มาแน่นอน และแบ่งอัตรา ครม.ไปให้แล้ว ส่วนพรรคจิ๋วๆ สิบกว่าพรรคนั้น ทราบแล้วว่าไม่ขอเก้าอี้ ครม. แต่ประธาน กมธ. รวมทั้งตำแหน่งอื่นๆ ในรัฐสภา, ผู้ช่วยรัฐมนตรี, ประธานและบอร์ดรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งงบประมาณการบริหารราชการแผ่นดินนั้น พรรคจิ๋วๆ เหล่านี้จะรับไป

และยังไม่รู้ว่างูเห่าสารพัดสีที่เคยมีข่าวว่าจะย้ายค่าย เบอร์เดิมจากพรรคต้านลุงตู่นั้นจะมีกี่คน และหากมาแตะมือกับขั้วนี้จริงแล้วนั้น ต้องมีอะไรต่อรองกันอีก…ฉะนั้นน้ำหนักการตั้งรัฐบาลและ ครม. ที่คนใน พปชร.ต้องหารือไปพร้อมๆ กับการเจรจากับว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลว่า ตำแหน่งใดควรที่จะอยู่ในการบริหารงานของพรรคใดนั้นน่าคิด…

หากฝันของ พปชร.และลุงตู่ส่อเค้าความจริง ครม.ชุดหน้าที่ต้องเริ่มทำงานในเดือนมิถุนายน โควตาตรงของลุงตู่นั้น ต้องดูว่า ครม.ปัจจุบันมีกี่ชีวิตที่จะได้ไปต่อ แต่ทราบว่าหลายคนในวันนี้ ลุงตู่ทาบทามไว้แล้วแต่จะทำงานที่เดิมหรือย้ายไปกระทรวงอื่นๆ แว่วว่าลุงตู่ยังอุบไว้

และรอดูบิ๊กเนมที่อยู่แวดล้อมลุงตู่ว่า จะมีกี่ชีวิตที่ต้องทำหน้าที่ใดบ้างตามที่ลุงตู่มอบหมาย เพราะต้องกุมยุทธศาสตร์และแผนงานที่ คสช.และรัฐบาลนี้ไปสานต่อให้บรรลุ

          “สี่กุมาร” คือ อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล ต้องมีเก้าอี้แน่นอน แต่จะได้กี่ตัวและใครจะคว้าไปนั้น รอดูผลการเกลี่ยสัดส่วนที่จะต้องชั่งน้ำหนักทั้งจากในพรรคเองและดูข้อเสนอของคนที่จะมาร่วมงาน

เพราะแว่วว่ากระทรวงเกรดเอที่สี่กุมารหวังไว้นั้น ใครต่อใครทั้งในและนอก พปชร.ก็อยากส่งคนในพรรคไปนั่งทำงานเช่นกัน

ส่วนระดับภาคต่างๆ เริ่มจากภาคเหนือ โควตาเสนาบดีของกลุ่มต่างๆ ที่สร้างผลงานไว้นั้น มีการคาดว่า “สันติ พร้อมพัฒน์” ที่ดูแลเพชรบูรณ์, “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่บริหารหลายเขตในภาคนี้ “วราเทพ รัตนากร” จากเมืองชากังราว และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ปักธงไว้พอตัว

ส่วนภาคอีสาน ที่นำโดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แห่งกลุ่มสามมิตร ที่สามารถปักธงรบสู้กับเพื่อไทยและภูมิใจไทย “วิรัช รัตนเศรษฐ” แห่งโคราช แม้ผลที่ออกมาจะต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่อย่าลืมว่าเบียดเข้ามาได้แบบเหนื่อยไม่น้อย

สำหรับภาคกลางและ กทม. “อนุชา นาคาศัย” และ “ตระกูลนิติกาญจนา” แห่งเมืองโอ่งที่สังกัดกลุ่มสามมิตร “สุชาติ ตันเจริญ” แกนนำกลุ่มพ่อมดดำ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงศ์ ปุณณกันต์” ที่ดูแลอดีตส.ส.พรรคสีฟ้าที่ย้ายมาและคนหน้าใหม่ “อิทธิพล คุณปลื้ม” จากหัวเมืองตะวันออก

ในส่วนภาคใต้ “ทวี สุระบาล” และ 13 ส.ส.จากปลายด้ามขวาน ที่ออกมาทวง 2 เก้าอี้จากแกนนำพรรค โดยอ้างว่าแกนนำพรรคแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลเลย หากไม่มีคนใกล้ตัวลุงตู่มาช่วยกำกับดูแลแล้วนั้น พปชร.คงมิอาจจะแย่งพื้นที่จากพรรคสีฟ้ามาครองได้ในวันนี้เป็นแน่แท้ และไหนจะมีอดีต ส.ส.และคนการเมืองที่ย้ายค่ายมาแต่สอบตก

ประเมินคร่าวๆ “เก้าอี้เสนาบดี” ที่อยู่ในการดูแลของลุงตู่และ พปชร.นั้น น่าจะเกินหรืออยู่ในระดับกึ่งหนึ่งของ ครม.ทั้งชุด แต่รายชื่อเบื้องต้นที่ปรากฏมาจากหน้าสื่อทั้งของ พปชร.และว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลนั้น ทะลุจำนวน ครม.ตามที่กฎหมายระบุไว้แล้ว

          ฉะนั้นจากนี้ไปการเจรจาแบบเข้มข้นจะบังเกิด รวมทั้งการโยนหินถามทางรายวัน ที่จะปูดทางหน้าสื่อหลากแขนงจะบังเกิดแบบต่อเนื่อง

สภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและมีหลากพรรคมาร่วมงานนั้น ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาใครต่อใครมองกันออกว่า อายุคงไม่ยืดและแรงต่อรองต่างๆ นานาที่จะปูดมาเนืองๆ จนอาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลใหม่

ใครบางคนใน พปชร.ยอมรับว่า อายุของรัฐบาลใหม่น่าจะอยู่ในช่วงหนึ่งถึงสองปี ฉะนั้นห้วงเวลาจากนี้ไปไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เพราะรับหน้าที่เมื่อใดก็ลุยงานทันควัน เว้นเสียแต่ว่าลุงตู่จะขันนอตรัฐนาวาลำใหม่จนแน่นเครื่องไม่รวน รวมทั้งเป็นที่คาดหวังของสังคมได้

          แต่ถึงที่สุดแล้ว คนในและคนที่มาร่วมงานนั่นเองที่จะทำให้รัฐนาวาลำนี้ภายใต้การนำของลุงตู่เดินหน้าลำบากและอาจไม่ถึงฝั่งฝัน !

ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ

17 พฤษภาคม 2562 – 08:55 น.
ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ,รัฐบาลลุงตู่
เปิดอ่าน 274 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2562

เกิดเป็นคนไทยในช่วงนี้คงต้องทำใจปล่อยวางไปกับข่าวการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ และคงต้องหนักแน่น อย่าหวั่นไหว เพราะหากเก็บเอาทุกข่าวมาคิดคงต้องอกแตกตายเป็นแน่แท้…สถานการณ์การจับขั้วรัฐบาลในตอนนี้ดูเหมือนจะมะรุมมะตุ้มยุ่งเหยิงกันจนแยกไม่ออกว่า ข่าวไหนจริง ข่าวไหนเท็จ…เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ก็เอาเถอะคงต้องให้เวลากันบ้าง ตอนนี้ก็คงต้องขอให้กองเชียร์ กองแช่งใจเย็นๆ กันหน่อย เพราะเชื่อว่าอีกไม่เกินสองสัปดาห์เราจะได้เห็นหน้าค่าตานายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลลุงตู่ และ คสช.กันแล้ว… แม้ยามนี้จะมีข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปลอม หลากรูปแบบที่เผยแพร่กันในหลายวิธีจนบางฝ่ายตื่นตระหนก ส่งผลลบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของคนไทยและชาวต่างชาติกับข่าวการเมืองไทยในยามนี้ก็ตาม

ความจริงนั้นข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย ข่าวปลอมเกิดขึ้นมานานนม แเละมีหลายวิธีที่นำมาใช้ เพียงแต่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้การแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วเร็ว และยิ่งทรงพลังกว่ายุคที่ผ่านมา โดยผู้ส่งสารเพียงแค่นำข้อมูลข่าวสารเข้าสู่ระบบแล้วกดปุ่มส่งจากอุปกรณ์การสื่อสารหลากชนิดเพียงชั่วพริบตาผู้รับสารก็จะได้สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการไปแล้ว และที่สำคัญมันอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงหากคนรับสารส่งต่อแบบเป็นทอดๆ ออกไปยังผู้รับสารคนอื่นๆ หากข้อมูลข่าวสารนั้นๆ เป็นสิ่งที่สังคมสนใจในเวลานั้น

ตอนนี้กระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทยและนานาชาติ เพราะข่าวดังกล่าวมีผลผูกพันกับทิศทางและอนาคตของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อบวกกับเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ทำให้ใครต่อใครอ้างตัวเองว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วเผยแพร่ข่าวสารออกไปสู่สังคม โดยหลายครั้งขาดความรับผิดชอบและไร้ที่มาของข่าวโดยแท้ ดังนั้นสังคมควรใช้สติในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ก่อนที่จะเชื่อถือ หรือกระจายข้อมูลต่อไป เพราะการส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่สร้างความสับสนอาจทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงเสียหายได้ ปัจจุบันแม้รัฐบาลจะมีกฎหมายบังคับใช้มาระยะหนึ่งเกี่ยวกับการที่บุคคลไม่หวังดีปล่อยข้อมูลข่าวสาร “ลือ ลวง เท็จและปลอม” ออกมาในหลากจุดประสงค์ และมีการจับกุมลงโทษตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่วันนี้เรายังพบการกระทำในลักษณะดังกล่าวออกมาเป็นระยะ โดยไม่มีท่าทีว่า ใครจะเกรงกลัวกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

แม้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดและจับกุมบุคคลไม่หวังดีเหล่านี้มาลงโทษให้ได้โดยเร็วและเด็ดขาด นอกจากนี้ในส่วนของนักการเมืองต้องพึงสังวร มีจิตสำนึก รู้ดี รู้ชอบ เพราะท่านถือเป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองโดยตรง ดังนั้นการให้ข่าวต่างๆ ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น สิ่งใดที่เป็นข้อมูลเท็จ หรือไม่ใช่ความจริง ควรเร่งออกมาปฏิเสธข่าวสารเหล่านั้น เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน เรื่องใดที่มีความคืบหน้าและชัดเจนก็ควรรีบออกมาบอกกล่าว เพื่อคลายความคลุมเครือ และสร้างความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่ง และที่สำคัญสื่อมวลชนต้องมีวิจารณญาณในการตรวจสอบ ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย และข่าวปลอมต่างๆ ว่ามีแหล่งที่มาจากไหน รวมถึงต้องตรวจสอบลงลึกไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยทุกด้านของข่าวดังกล่าวว่ามีเจตนา หรือหวังผลเช่นใด ทั้งนี้หากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกันต่างรู้หน้าที่อันพึงมีต่อประเทศชาติ และประชาชนแล้ว “กลุ่มบุคคลใดๆ หรือขบวนการลวงโลกต่างๆ” จะไม่สามารถสร้างผลกระทบในเชิงลบให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแน่แท้…

วันวิสาขบูชาห้ามขายเหล้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันวิสาขบูชาห้ามขายเหล้า

17 พฤษภาคม 2562 – 08:45 น.
วันวิสาขบูชา,อ๊อด เทอร์โบ,ห้ามขายเหล้า,ระวังน้ำท่วม
เปิดอ่าน 3,025 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พรุ่งนี้ตรงกับ “วันวิสาขบูชา” เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ขอแจ้งให้ทราบทั่วกันว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยตำรวจทุกหน่วยจะร่วมมือกับทุกหน่วยงานเข้มงวดกวดขันจับกุมผู้กระทำผิดฝ่าฝืน

กรณีนี้น่าจะเป็นจิตสำนึก ขอร้อง-ขอความร่วมมืองดดื่ม-งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ที่ผ่านมามีผู้ฝ่าฝืนถูกตำรวจจับหลายราย-หลายท้องที่ จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ทุกคนต้องมีจิตสำนึก-ร่วมมือ
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคมนี้ และในโอกาสวันสำคัญดังกล่าวสำนักนายกรัฐมนตรีมีประกาศเรื่องกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายเฉพาะร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ ในปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขสุ่มตรวจสถานประกอบการ พบการฝ่าฝืนในหลายพื้นที่

ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้า งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดทั่วราชอาณาจักรตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 17 พฤษภาคมจนถึงเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 18 พฤษภาคมนี้


 ระวังน้ำท่วม เตรียมป้องกันด่วน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ทุกๆ ปีโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนจะประสบปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด อีกทั้งได้ยินได้ฟังนโยบายหรือคำแถลงของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาอย่างสวยหรู เท่ากับเป็นการหลอกลวง โกหกประชาชน

ฤดูฝนของทุกปี ฝนจะตก-ตกมากและบางทีถึงขนาดมีพายุเข้าหลายๆ ลูก ถึงขนาดทำให้เกิดน้ำท่วมก็เคยปรากฏมาแล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาได้สำเหนียกในหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนไม่ เพราะข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานดังกล่าวมีพร้อมและมีเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

นอกจากแม่น้ำสายหลัก 25 สายแล้ว ยังมีลำห้วย หนอง คลอง บึง อยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย แต่ลำห้วย หนอง คลอง บึงเหล่านี้ โดยภาพรวมแล้วเหือดแห้งไม่มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคหรือเพื่อเกษตรกรรมหรืออื่นๆ ทั้งๆ ที่โดยกฎหมายแล้วในการปกครองระดับล่างเป็นอำนาจและหน้าที่โดยตรงของนายอำเภอ-กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ในเรื่องสาธารณประโยชน์ เมื่อเกิดเหตุขึ้นเป็นประจำตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมหนีไม่พ้นในความรับผิดชอบของนายอำเภอ-กำนัน และผู้ใหญ่บ้านที่ดูแลประชาชน

เข้าฤดูฝนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีแผนและโครงการขุดลอกลำห้วย หนอง คลอง บึง และจัดทำฝายน้ำล้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี ไม่ใช่ใช้โวหารพูดจาสวยหรู ดีแต่พูด แต่ไม่มีผลงาน ไม่กระทำ จึงต้องเข้มงวดการงานด้วย
บุญส่ง (โคราช)

ตอบคุณ ‘บุญส่ง’ โคราช
ผมติดตามข่าวรายงานอากาศ ขอแจ้งว่ากรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้วและเมื่อได้มาอ่านจดหมายของท่านจึงขอเป็นสื่อกลางให้ทุกหน่วยงานโปรดวางแผนป้องกันระวังน้ำท่วมด้วย

ทุกปีที่ผ่านมาหลายรัฐบาล ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งเป็นปัญหาโลกแตก แก้ไขไม่ได้สักที และใช้เงินทอง งบประมาณมหาศาล

ช่วงนี้กำลังเปลี่ยนถ่ายอำนาจตั้งรัฐบาล-ตั้งรัฐมนตรีคนใหม่ พอเสร็จแล้วโปรดรับมือน้ำท่วมรับฤดูฝนด่วน
อ๊อด เทอร์โบ


‘อ๊อด เทอร์โบ’ มีข่าวดีส่งท้ายมาเรียนให้ทราบ เรื่องกรมเจ้าท่ากำลังจะใช้เรือไฟฟ้าวิ่งบริการคลองแสนแสบ

ถ้าหากทำสำเร็จแล้วขอให้เป็น ‘คลองแสนแสบโมเดล’ ในเส้นทางอื่นๆ ด้วย และเป็นทางเลือกของประชาชนที่จะได้รับความสะดวกรวดเร็ว หนีการจราจรติดขัดบนเส้นทางท้องถนน กทม.

ขอเรียนว่าจะต้องคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ ไว้ก่อน ไม่ใช่เฉพาะบนเรือแต่รวมถึงท่าน้ำและแผนการช่วยเหลือหากมีอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
อ๊อด เทอร์โบ


 เรือไฟฟ้าคลองแสนแสบ
 ทดลอง ‘ฟรี’ ประตูน้ำ-ผ่านฟ้า

กรมเจ้าท่ากำลังจัดระเบียบเรือโดยสารคลองแสนแสบที่มีผู้ใช้บริการ 60,000 คนต่อวัน โดยจะจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วงเงิน 19 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการจัดหาระบบเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบในคลองแสนแสบ คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2563

ในเดือนธันวาคมนี้ จะนำเรือไฟฟ้าต้นแบบมาทดลองใช้บริการจริงพร้อมทั้งเก็บข้อมูลการให้บริการนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และความคุ้มทุน รวมถึงกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า

เส้นทางทดลองใช้เรือไฟฟ้าอยู่ในเส้นทางประตูน้ำ–ผ่านฟ้า โดยเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรี หากพบว่าสามารถตอบโจทย์เรื่องวิ่งแล้วเกิดคลื่นน้อย ไม่มีเสียง ควันมลพิษ

ถ้าหากมีประชาชนให้การตอบรับที่ดีก็จะนำแผนเรือต้นแบบไฟฟ้าเสนอให้ผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบนำไปพิจารณา ปรับเปลี่ยนเรือจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเรือไฟฟ้าทั้งหมด ใช้เงินลงทุนลำละ 15 ล้านบาท พร้อมประสานกับสถาบันการเงินให้เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษในการปรับเปลี่ยนเรือให้เอกชน