เช็กกำลัง ปชป. “52 ส.ส.” ก๊กไหนใหญ่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372573?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กกำลัง ปชป. “52 ส.ส.” ก๊กไหนใหญ่สุด

22 พฤษภาคม 2562 – 12:20 น.
พรรคประชาธิปัตย์,หัวหน้าพรรคปชป,จุรินทร์ ลั,กัปตันอู๊ดด้า,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,ร่วมรัฐบาล,จัดตั้งรัฐบาล,พปชร,พลังประชารัฐ,พรรคพลังประชารัฐ,คสช,รัฐบาลทหาร,ลุงตู่,ชวน หลีกภัย,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 29,026 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 พ.ค.2562

******************

          3 วันก่อนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร คงเห็นสำนักข่าวบางแห่งใช้คำว่า “ดึงเช็ง” มาอธิบายเกมการเมืองเรื่องจัดตั้งรัฐบาล เมื่อเห็นอาการของ “กัปตันอู๊ดด้า” และ “กัปตันหนู” เล่นดึงจังหวะ ทำให้ม้าแก่ชำนาญทางรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นเกมดึงเช็ง เพื่อรออะไรบางอย่าง

จุรินทร์และชวน วันปฐมนิเทศ ส.ส.

          ภายในพรรคประชาธิปัตย์ วันเปิดประชุมปฐมนิเทศ ส..ทั้ง 52 คน บรรยากาศคึกคัก มีนักข่าวมาดักรอหาคำตอบ “ร่วมไม่ร่วม” เป็นกองทัพ แต่ภายในห้องประชุมกลับอึมครึม 

กองหนุนลุงตู่ก็เยอะ

          การประเมินสถานการณ์ในปชปว่าจะร่วมหนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่คงมองที่ชัยชนะของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ในเกมชิงประมุขพรรคอย่างเดียวไม่ได้ เพราะผลคะแนนเลือกตั้งจากกลุ่ม ส..จำนวน 52 คน ปรากฏว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ 25 เสียงพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 20 เสียงกรณ์ จาติกวณิช ได้ และอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ เสียง

          เดาใจกันแต่วันนี้เสียงที่หนุนพีระพันธุ์กรณ์ และอภิรักษ์ รวมแล้ว 27 เสียง ย่อมเห็นด้วยกับการเข้าเลือกฝั่งพรรคพลังประชารัฐ 

บัญญัติ บรรทัดฐาน

          ในฝั่งจุรินทร์ 25 เสียงนั้น ก็เกินครึ่งที่จะหนุนให้เลือกหนทางการเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่ (ภาค 2) จะมีก็แต่ผู้อาวุโสอย่าง ชวน หลีกภัยบัญญัติ บรรทัดฐาน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น ที่ต้องรักษาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค

          ยังไงก็ตาม “กัปตันอู๊ดด้า” ปักธงแล้ว 23 พฤษภาคมนี้ จะได้ฤกษ์ประชุมร่วมกันระหว่างส..และกรรมการบริหารพรรค เพื่อตัดสินว่า ปชป.จะไปทางใด

ปีกสะตอยังเสียงดัง

          จำนวน ส..เขต 33 คนของพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งเป็น ส..ใต้ 22 คน ภาคกลาง คน ภาคอีสาน คน และภาคเหนือ คน

          ลองมาไล่เรียงรายชื่อกันดู กระบี่สาคร เกี่ยวข้องชุมพรชุมพล จุลใส และ สราวุธ อ่อนละมัย

          สุราษฎร์ธานีภานุ ศรีบุศยกาญจน์วิวรรธน์ นิลวัชรมณีวชิราภรณ์ กาญจนะสมชาติ ประดิษฐ์พรสินิตย์ เลิศไกร และ ธีรภัทร พริ้งศุลกะ 

          ตรังสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ, พังงากันตวรรณ ตันเถียร พัทลุงนริศ ขำนุรักษ์

          นครศรีธรรมราชเทพไท เสนพงศ์ประกอบ รัตนพันธ์ชินวรณ์ บุญยเกียรติชัยชนะ เดชเดโช และ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล 

          สงขลาเดชอิศม์ ขาวทองถาวร เสนเนียม และ พล...สุรินทร์ ปาลาเร่, ปัตตานีอันวาร์ สาและ

ถาวร เสนเนียม

          แม้ขุมกำลังของ “ถาวร เสนเนียม” อาจจะดูน้อยกว่าฝั่งกัปตันอู๊ดด้า แต่เมื่อถึงเวลาได้เสีย ก็เชื่อได้ว่าเกือบครึ่งของ ส..ใต้ ไม่เลือกเป็นฝ่ายค้านอิสระแน่

          ยกเว้นเทพไท ที่รู้ชะตากรรม เลยออกลีลาหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นล่วงหน้าไปเรื่อยๆ ร้องเพลงมั่ง ไลฟ์แหลงใต้มั่ง

ปิดฉากฝ่ายค้านอาชีพ

          ส..เขตภาคอื่น รวมทั้งสิ้น 11 คน ถือว่าได้เก้าอี้ ส..น้อยมากในรอบ 30 ปี แต่เมื่อส่องกล้องเข้าไปดูรายจังหวัด ก็เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งจุรินทร์ เป็นส..ในมุ้ง “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” และ “สาธิต ปิตุเตชะ” 

          ขานชื่อขานจังหวัด สมทุรสงครามรังสิมา รอดรัศมี นครปฐมสินธพ แก้วพิจิตร ราชบุรีอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์

          ระยองสาธิต ปิตุเตชะบัญญัติ เจตนจันทร์ และธารา ปิตุเตชะ ประจวบคีรีขันธ์มนตรี ปาน้อยนนท์ และประมวล พงศ์ถาวราเดช

          คอการเมืองเห็นชื่อ “เฉลิมชัย” เป็นเลขาธิการพรรคก็รู้ทิศทางปชป.แล้วว่า จะไปทางใด “นกมีขน คนมีเพื่อน” คนแบบเฉลิมชัยนั้นมากไปด้วยมิตร ข่าวลือเรื่อง “เสี่ยต่อ เฉลิมชัย” แอบเข้าบ้านป่ารอยต่อฯ จึงดังกระหึ่ม

เฉลิมชัย ศรีอ่อน และ อนุทิน ชาญวีรกูล

          อีกด้านหนึ่งเสี่ยต่อกับเสี่ยหนู อนุทิน และ เสี่ยศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็สัมพันธ์แน่นปึ้ก ข่าวปล่อยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล “ขั้วที่ 3” จึงบังเกิดเช่นกัน 

          ส่วนภาคอีสาน คน วุฒิพงษ์ นามบุตร และแนน บุณย์ธิดา สมชัย ภาคเหนือ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เชื่อว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่แน่นอน

          แม้ช่วงเลือกหัวหน้าพรรคปชป. “อิสสระ สมชัย” และ “สุทัศน์ เงินหมื่น” จะหนุนพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส่วน “วิฑูรย์ นามบุตร” จะหันไปเลือกจุรินทร์ แต่ก็เป็นเอกภาพในการไม่ยอมเป็นฝ่ายค้าน

          ฉะนั้นเรื่องฝ่ายค้านอิสระเลิกพูดไปได้เลย สำคัญที่ว่า ปชป.จะได้กี่เก้าอี้และควบตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ หรือไม่?

ยุค’ข่าวปลอม’ระบาด..(สื่อ)ทุกภาคส่วนต้องช่วยสกัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุค’ข่าวปลอม’ระบาด..(สื่อ)ทุกภาคส่วนต้องช่วยสกัด

22 พฤษภาคม 2562 – 10:09 น.
ข่าวปลอม
เปิดอ่าน 1,678 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัจจุบันปัญหา “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์ (Fake news)” เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนและผู้บริโภคต้องพบเจออยู่ทุกวัน ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ ที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย ไม่เลือกเพศ ไม่จำกัดวัย ยิ่งทำให้ข่าวปลอมถูกพัฒนาส่งต่อได้ง่ายมากขึ้น เกิดวิกฤติข่าวปลอม ทำลายความถูกต้องของเนื้อข่าว แต่ก็มีสื่อมวลชนบางประเภท ที่อาศัยข่าวลวงบางลักษณะในการหารายได้ เพื่อประคับประคองสถานะของสื่อสารมวลชนในยุคที่เกิดการแข่งขันสูงในวงการสื่อให้เห็นอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงมีการจัดเวทีเสวนา Media Forum ครั้งที่ 9 เรื่อง “ถอดบทเรียนปัญหาข่าวลวงในประเทศไทย กับทางออกเชิงสร้างสรรค์” หรือ “Fighting Fake news : Lesson-learned and constructive resolution” ซึ่งจัดโดย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, Friedrich Naumann Foundation, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, และ Centre for Humanitarian Dialogue

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้เริ่มการเสวนาเรื่องนี้ โดยระบุว่า กรณีข่าวลวง หรือ เฟคนิวส์ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก สำหรับในเอเชียจากการพบกับผู้แทนสื่อประเทศต่างๆ ได้หยิบยกเรื่องนี้มาปรึกษาหารือกัน ข้อสรุปหลายเวทีเห็นว่า ด้านหนึ่งข่าวลวงก็ถือเป็นประโยชน์ ทำให้สื่อหลักมีบทบาทจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ข้อเท็จจริง สร้างความแตกต่างระหว่างสื่ออาชีพและสื่อไม่อาชีพ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนที่ต้องการเผยแพร่ข่าวลวง ส่วนอีกด้านถือเป็นความท้าทายการทำงานหน้าที่สื่อ จากที่ต้องแข่งกันที่ความรวดเร็ว หากไม่ตรวจสอบก็จะเป็นปัญหา

ขณะเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ประเทศสิงคโปร์ออกกฎหมายจัดการข่าวลวงข่าวปลอม เปรียบเสมือนขับรถไปตามถนนหลวง มีด่านตรวจ การตรวจเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย แต่แน่นอนทำให้รถติด ไปลำบาก ในขณะที่ไทยซึ่งยังไม่มีกฎหมายนี้โดยตรง อาจเพราะมีเครื่องมือหลายตัวเพียงพออยู่แล้ว ถึงต่อไปจะออกเพิ่ม แต่ทางองค์กรวิชาชีพสื่อไม่เห็นด้วยกับการจำกัดการแสดงความเห็น โดยแต่ละฝ่ายต้องร่วมกันระแวดระวังต่อข่าวลวงข่าวปลอมให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาทำแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องทำต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ อธิบายว่า ข่าวลวงมีมานาน แต่ในสมัยยุคหนังสือพิมพ์การแพร่ไม่มากเท่ายุคออนไลน์ไร้พรมแดน ที่มีการผลิตซ้ำได้ ที่ผ่านมามีกรณีข่าวลวงการเมืองหลายเรื่อง เช่น ข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จิบกาแฟแพง ซึ่งนักการเมืองหยิบไปแชร์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว นำไปสู่การดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หรือคลิปเสียง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่มาจากโซเชียลมีเดีย ถูกสถานีโทรทัศน์บางช่องหยิบไปนำเสนอเป็นข่าว นอกจากข่าวการเมืองยังมีข่าวเรื่องอื่น เช่น ข่าวดารา ข่าวสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบ มีผลต่อผู้เกี่ยวข้องโดยตรง

สุภิญญา กลางณรงค์

“การแก้ปัญหาในระยะยาวอาจจะต้องพูดไปถึง “สิทธิที่จะถูกลืมในโลกออนไลน์” ยกระดับเป็นนโยบายสาธารณะ อย่างเรื่องข่าวลวง ควรจะต้องมีกลไกนำข่าวออกจากระบบหรือไม่ หรือแม้เรื่องจริงอย่างคลิปหลุด ที่จะต้องพิจารณา โดยจากข้อมูลของ เดอะการ์เดียน พบว่าคนไทย 52% เชื่อข่าวโซเชียล จะเห็นว่าหลายประเทศมีการรับมือกับข่าวลวง อย่างประเทศสิงคโปร์ออกกฎหมาย The protection from online falsehood and manipulation ซึ่งถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือ ไต้หวัน ที่มีแชทบอท ของเอ็นจีโอ เขียนซอฟต์แวร์ เห็นข้อมูลอะไรจริงไม่จริงก็ส่งไปยังแชทบอท ซึ่งอาสาสมัครมาตรวจสอบแจ้งกลับ ขณะที่ สหรัฐมีการตั้งกลุ่มตรวจสอบเฟคนิวส์เยอะมาก ทว่าของไทยเราสื่อมวลชนอาชีพยังไม่ไม่ค่อยมีบทบาทตรวจสอบข่าวลวงเท่าที่ควร และบางครั้งก็เป็นฝ่ายเผยแพร่ข่าวลวงเสียเอง” น.ส.สุภิญญา แจกแจง

น.ส.สุภิญญา บอกอีกว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำธุรกิจในไทยยังไม่มีบทบาทในการร่วมแก้ปัญหา และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ยังตื่นตัวน้อย สำหรับทางออกเชิงสร้างสรรค์นั้น กองบรรณาธิการข่าวควรทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวลวง โดยตั้งเป็น Newsroom Alert และภาคประชาสังคมจัดทำกลุ่มตรวจสอบข่าวลวงโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วย

ด้าน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายเสริมว่า ต้องแยกข่าวลวงที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนอาชีพ หรือใครก็ไม่รู้ เช่น พวกเกรียน หรือพวกหวังผลการเมือง ทางเศรษฐกิจ ซึ่งยุคนี้เป็นยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร ดังจะเห็นว่า การปล่อยข่าวลวงที่นิยม คือ ปล่อยทางกลุ่มไลน์ ที่เป็นกลุ่มปิด เพราะเราพร้อมที่จะเชื่อข้อมูล และพร้อมที่จะแชร์ ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา โดยสิงคโปร์โมเดลที่ออกกฎหมายควบคุมนั้น เขาสามารถเจาะกลุ่มแชทไลน์ที่มีการส่งข้อมูล จนทำให้เกิดปัญหาสาธารณะ ด้านดีก็เป็นการจัดการกับข่าวลวง แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นข่าวปลอมของรัฐ เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่มีผลกระทบกับผู้มีอำนาจคือเฟคนิวส์ อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาในส่วนขององค์กรวิชาชีพทั้งสื่อมวลชนและไม่สื่อมวลชน เพจต่างๆ ควรจัดเรตติ้งสื่อมวลชนโดยเฉพาะออนไลน์ ให้มีดัชนีชี้วัดชัดเจน องค์กรไหนไม่ตรวจสอบข้อมูล คะแนนเรตติ้งก็จะลดลง

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

ขณะที่ ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ภายหลังเลือกตั้งเราเริ่มมีการตั้งรัฐบาล เราพบเฟคนิวส์เยอะมาก ซึ่งมีสองคำถามสำคัญคือ ข่าวลวงเกิดจากอะไรและจะแก้ปัญหาอย่างไร คำถามแรก ข่าวลวงเกิดจากอะไรนั้น ต้องถามว่า 1.คนทำสื่อจะไม่รู้เลยหรือว่าข้อมูลที่ตัวเองได้มาคือเฟคนิวส์ 2.คนทำสื่อไม่ตระหนักหรือไม่ และ 3.คนทำสื่อมีอคติหรือไม่ ถึงกระนั้นการจัดการแก้ปัญหาในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป การกำกับตัวเอง กำกับกันเอง หรือ รัฐเข้ามาจัดการ เท่ากับเสรีภาพของคนทำสื่อได้รับผลกระทบ หรือใช้รูปแบบอย่างตะวันตก คือ Fact Checking แต่ในยุคที่ทุกคนแข่งกับความไว ให้อำนาจใหญ่มากกับนักข่าวให้สามารถโพสต์ข่าวได้ ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยจะเห็นว่ายุคปัจจุบัน บทบาทเกตคีปเปอร์ลดน้อยลงไปมาก

ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม

“หากกองบรรณาธิการไม่มีการกำกับตัวเอง ต่อไปรัฐอาจจะเข้ามากำกับเหมือนสิงคโปร์ ดังนั้นต้องย้อนกลับไปให้แต่ละองค์กรข่าว ควรกำกับกันเองก่อน ขณะที่คนอ่านและคนดูข่าวคุณภาพ หลีกเลี่ยงคลิกเบท ดังนั้นต้องฝากคนทำสื่อว่า หากคุณไม่กำกับตัวเอง รัฐก็จะเข้ามากำกับ กลายเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่น่ากลัวมาก” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ ในฐานะนักวิชาการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคมากที่สุดคือเรื่อง อาหาร ยา และ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งระบุว่าได้ข้อมูลจากร้านค้าและสังคมออนไลน์ แต่เมื่อตามในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ต่างๆ จะพบพื้นที่โฆษณาที่ระบุว่าเป็นสปอนเซอร์ และหลายเว็บไซต์ พบว่า เป็นเฟคนิวส์ที่ทั้งผิดพลาด จงใจ และเป็นแอดเวอร์ทอเรียล แต่ชาวบ้านทั่วไปไม่เข้าใจว่า แอดเวอร์ทอเรียลคืออะไร ซึ่งสุดท้ายส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้าน จากการตรวจสอบยังพบว่ามีการตัดปะ ปลอมโลโก้เอาไปเขียนข่าว ปลอมชื่อเว็บไซต์ที่มีตัวสะกดคล้ายๆ กัน ถึงขั้นแอบอ้างชื่อกระทรวงสาธารณสุข

“ดังนั้นเสนอว่ารัฐบาลจะต้องมีแหล่งตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจังฉับไว รวมไปถึงฐานข้อมูลของภาครัฐเช่น อย. ที่ควรจะเปิดให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเพื่อตรวจสอบได้ นอกจากนี้ กองบรรณาธิการสื่อหลัก ควรมีจุดยืนที่ชัดเจนต่อกรณีเฟคนิวส์ ว่า จะทำอย่างไร เช่น มาตรการการเอาเฟคนิวส์ออกจากระบบทันทีเมื่อพบ” น.ส.สถาพร เสนอแนะ

ข่าวปลอมที่เกิดขึ้นทำให้สับสน เพิ่มความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก อาจกระทบถึงความมั่นคงของชาติ ข่าวปลอมเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาจะยังไม่ใช่ชิ้นสุดท้าย แต่จะถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มมากขึ้น ดังนั้นสื่อมวลชนต้องมีการคัดกรองข่าวที่เข้มข้นมากขึ้น และช่วยกันผลิตข่าวจริงออกมาเพื่อความน่าเชื่อถือ ยึดหลักความถูกต้องและรับผิดชอบต่อสังคม

นักเลงนักเรียนตีกันต้องร่วมมือป้องกันก่อนเกิดเหตุ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372566?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักเลงนักเรียนตีกันต้องร่วมมือป้องกันก่อนเกิดเหตุ

22 พฤษภาคม 2562 – 09:30 น.
ดับเครื่องชน,นักเลง,โรงพยาบาล,นักเรียน
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขณะนี้ถึงเวลาเปิดภาคเรียนแล้ว ‘ดับเครื่องชน’ มีความห่วงใยความปลอดภัยของเด็กนักเรียนทุกอย่าง ทั้งการเดินทาง, ชีวิตความเป็นอยู่, รถรับส่ง ฯลฯ และมีวิตกมากที่สุดคือมีนักเรียนนักเลงอันธพาลตีกัน ซึ่งมีทุกปี

นักเรียนอันธพาลซึ่งมีหลายแห่งใน กทม. และต่างจังหวัด ถูกปั่นหัวจากรุ่นพี่หรือหัวโจกให้รักศักดิ์ศรีสถาบันแบบเข้าเส้นเลือด และเป็นสาเหตุให้มีการยกพวกตีกันและทำให้ผู้บริสุทธิ์ไม่รู้เรื่องรู้ราวถูกลูกหลง อันตรายมากๆ

เป็นที่เบาใจคลายกังวลได้ว่า ทางตำรวจทุกหน่วยงานร่วมมือกับครู อาจารย์ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะดูแลทุกคนและแจ้งให้ทราบว่าผู้มีส่วนร่วม มีความผิดตามกฎหมายด้วย

จึงขอให้ร่วมแรงร่วมใจกันป้องกันเหตุร้ายไว้ก่อนเกิดขึ้น และขอให้ลงโทษตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 ตำรวจวางแผนรับมือ
 พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องมีความผิดด้วย

ช่วงเปิดภาคเรียนของสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน อาจมีกลุ่มนักศึกษา นักเรียน ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก่อเหตุทะเลาะวิวาท มีการใช้อาวุธทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์และการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมส่วนรวม

โดยให้เพิ่มความเข้มในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา และจัดทำข้อมูลจุดเสี่ยง จุดล่อแหลมหรือจุดที่มักจะเกิดเหตุเป็นประจำ

ทั้งนี้ ได้มีคำสั่งให้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตรคอยประสานงานกับสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด จัดสายตรวจเฝ้าระวังและเพิ่มความถี่ออกตรวจตราบริเวณสถานศึกษา หากพบเหตุนักเรียน นักศึกษา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทให้ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น และดำเนินการอย่างเฉียบขาดในทุกฐานความผิดตามกฎหมาย

รวมทั้งนำพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พุทธศักราช 2546 มาบังคับใช้กับ บิดา มารดา ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง


ปัญหาผู้ลักลอบเข้าทำงานในเกาหลีใต้หรือที่เรียกว่า ‘ผีน้อย’ นั้น มีมากจนไม่น่าเชื่อ โดยตัวเลขที่เข้าไปถูกต้อง 23,014 คน และยังไม่รวมไปถึงกลุ่มที่เข้าประเทศเป้าหมายในคราบนักท่องเที่ยว แล้วแอบโดดทัวร์ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งมีมากนับแสนคน โดยอยู่ในเกาหลีมากที่สุด 1.4 แสนคน

ขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบถึงมาตรการแก้ปัญหาของกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อให้การเข้าทำงานในต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมาย

จึงขอให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘ผีน้อย’ ลักลอบทำงานเกาหลี
 ผิดกฎหมายถูกส่งกลับ

กระทรวงแรงงาน ได้ออกมาตรการเร่งแก้ปัญหาและส่งเสริมให้ไปทำงานอย่างถูกต้องผ่านการจัดส่งโดยรัฐตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ หรือ EPS ซึ่งกระทรวงแรงงานรับผิดชอบเปิดรับสมัครคนไปทำงาน ตัวเลขของ EPS ล่าสุดมีกว่า 2 หมื่นคน ทำงานอยู่ภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม ได้รับค่าจ้างต่อเดือนสูงกว่า 5.5 หมื่นบาท

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลี ระบุว่า คนไทยที่เข้ามาพำนักแบบผิดกฎหมายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงประมาณ 6 หมื่นคน ในจำนวนนี้ 5 หมื่นคน ทำงานในร้านนวดและสถานบันเทิงต่างๆ มีรายได้เดือนละเกือบแสนบาท ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แม้ว่าทางเกาหลีใต้เปิดโครงการให้กลับบ้าน แต่มีคนสมัครน้อยมาก ซึ่งสาเหตุที่ไม่ยอมกลับ เพราะอัตราค่าจ้างสูง เป็นแรงดึงดูดใจให้ยอมเสี่ยงทำงานต่อ โดยเฉพาะคนที่ได้ทำงานกับนายจ้างที่ดูแลดี

นำเงินกลับมาปลดภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายของครอบครัว การทำงานในเมืองไทยไม่สามารถหารายได้เพียงพอต่อการครองชีพ ประกอบกับเกาหลียังขาดแคลนแรงงานในงานยากลำบาก งานสกปรก และงานเสี่ยงอันตราย และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล ซึ่งชาวเกาหลีไม่ทำงานเหล่านี้

เกาหลีใต้ตรวจสอบเข้มทุกชาติที่จะเข้าประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนไทย เพียงแต่คนไทยไปทำงานมาก จึงถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง บางคนไปเที่ยวจริงๆ ไม่ได้ไปทำงาน แต่อาจถูกห้ามเข้าไปด้วย

ผู้ที่อยากไปทำงาน ให้สมัครสอบกับกรมการจัดหางานที่เปิดสอบตลอดปี ถ้าสอบผ่านภาษาเกาหลีพื้นฐานได้ จะมีโอกาสไปทำงานอย่างถูกต้อง

ที่ผ่านมาคนที่สอบผ่านเป็นผู้หญิงมากกว่าชาย แต่นายจ้างเกาหลีอยากได้แรงงานชายมากกว่า เพราะทำงานหนักได้ ประกอบกับผู้หญิงอาจแอบไปทำงานอื่นนายจ้างจึงไม่อยากรับ

หากมีปัญหาให้แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน โทร. 0-2248-4792 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2

หรือจะไปตายดาบหน้า?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372567?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หรือจะไปตายดาบหน้า?

22 พฤษภาคม 2562 – 08:09 น.
หรือจะไปตายดาบหน้า,ตั้งรัฐบาล,โควต้ารัฐมนตรี
เปิดอ่าน 634 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2562

เหนือสิ่งอื่นใดในการเจรจาร่วมจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองก็คือโควตารัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ อันเป็นที่หมายปองของแต่ละพรรคโดยเฉพาะกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองที่หาเสียงเอาไว้ ซึ่งก็หนีไม่พ้นศูนย์รวมของเมกะโปรเจกต์ที่มีงบประมาณจำนวนมหาศาลอย่างเช่น กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีโครงการลงทุนจำนวนมากในระดับ 2 ล้านล้านบาทขึ้นไป ทั้งที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันนทร์โอชา ไปแล้ว และที่รอการสานต่อโดยรัฐบาลใหม่ แต่เมื่อมีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นขั้วของพล.อ.ประยุทธ์ หวงแหนกระทรวงหลักๆ ที่ต้องการเอาไว้ดูแลเองเพื่อความต่อเนื่องและสร้างผลงานให้รัฐบาล จึงทำให้การเจรจาฟอร์มรัฐบาลใหม่ติดขัด ขณะที่มีข่าวการต่อรองรัฐมนตรีกันแทบไม่เว้นวัน

กระทรวงคมนาคมมีโครงการขนาดใหญ่กว่า 20 โครงการ มูลค่ากว่า 1.29 ล้านล้านบาท ได้แก่มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ชะอำ เงินลงทุน 79,006 ล้านบาท ระบบเก็บเงินมอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา กับบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่า 61,000 ล้านบาท ส่วนของโครงการในปีงบประมาณ 2563 มีโครงการเกิน 1,000 ล้านบาท ที่ ครม.อนุมัติผูกพันไว้แล้ว 29 โครงการ วงเงิน 52,500 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม เงินลงทุน 120,459 ล้านบาท สายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 101,112 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,412 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีแดง มูลค่าลงทุนกว่า 40,000 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย 16,772 ล้านบาท รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 8 เส้นทาง วงเงิน 340,129 ล้านบาท โครงการพัฒนาที่ดินสถานีกลางบางซื่อ 10,000 ล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูงดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา 224,544 ล้านบาท รถเมล์ 3,000 คันมูลค่า 12,000 ล้านบาท ซื้อเครื่องบิน 200,000 ล้านบาท ฯลฯ

มีรายงานข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่กำลังเจรจาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่อยู่ในขณะนี้ต้องการดูแลกระทรวงคมนาคม พาณิชย์ อุตสาหกรรม คลัง มหาดไทย และกลาโหม ซึ่งล้วนแต่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายทั้งสิ้น ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นแกนนำก็ตาม และนอกจากจะควบคุมดูแลเงินลงทุนจำนวนมหาศาล อย่างเช่นกระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวก็มีเงินลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งของเงินงบประมาณแผ่นดินไปแล้ว ส่วนกระทรวงกลาโหมก็เป็นที่จับตาในเรื่องการจับจ่ายซื้อหาอาวุธยุทโปกรณ์ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ก็จะทำให้รัฐบาลสามารถดูแลองค์กรปกครองส่วนท้อง อันหมายถึงผลบวกในการหาเสียงเลือกตั้งคราวต่อไปด้วย แต่กระทรวงที่เป็นที่หมายปองของพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งก็คือ กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นตายร้ายดีอย่างไรพรรคพลังประชารัฐก็จะไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ

ถือเป็นเรื่องปกติที่พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องเจราจาต่อรองให้ได้เข้าคุมกระทรวงที่จะสามารถผลักดันนโยบายของพรรคได้ โดยต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น หรือผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยที่ก้าวไม่พ้นปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นหรือถอนทุนคืนจากการซื้อเสียงเลือกตั้ง เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ซึ่งประเด็นนี้ สังคมได้เรียกร้องมาตลอดนับสิบๆ ปี ให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการัฐประหารครั้งล่าสุด คณะรัฐประหารก็อ้างว่าจะเร่งปฏิรูปการเมือง แต่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นวังวนของระบบอุปถัมภ์ในการเมืองยุคเก่า การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งว่าแกนนำจัดตั้งจะก้าวข้ามผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้หรือไม่ หรือจะอ่อนน้อมยอมตาม แล้วไปตายเอาดาบหน้า

“ปวิน” ตัดหาง “ไฟเย็น” ตีข่าวถูกล่ารายวัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปวิน” ตัดหาง “ไฟเย็น” ตีข่าวถูกล่ารายวัน

21 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
แดงฮาร์ดคอร์,กลุ่มไฟเย็น,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,คนเสื้อแดง,แดงหนีตาย,ฝ่ายซ้าย,ลี้ภัย,ลุงสนามหลวง,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,เลขาธิการ พคท,จรัล ดิษฐาอภิชัย,นิธิวัต วรรณศิริ,แยม ไฟ,UNHCR,ขอลี้ภัย,ภัยการเมือง,ลี้ภัยการเมือง,ผู้ลี้ภัยการเมือง
เปิดอ่าน 5,529 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 พ.ค.2562

*****************

ขณะที่การรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ดำเนินไปอย่างไร้เอกภาพ เพราะองค์กร นปช.เกิดความแตกแยก และกลุ่มแดงอิสระ ก็ถูกย่อยสลาย ทางฟากฝั่งซ้าย “กลุ่มไฟเย็น” พยายามตีข่าวว่า พวกเขากำลังเจอปฏิบัติการไล่ล่า เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิต จนเกิดแคมเปญ SaveFaiyen

         อีกด้านหนึ่ง นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นหนังสือถึง UNHCR, รัฐบาลฝรั่งเศส และรัฐบาลลาว ในวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562 เพื่อให้หน่วยงานยูเอ็นและรัฐบาลทั้งสอง มีมาตรการเร่งด่วนในการคุ้มครองวงไฟเย็น

ปวิน” รำคาญเด็กไร้เดียงสา 

ขณะที่เว็บไซต์ของกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ ช่วยกันประโคมแคมเปญ SaveFaiyen “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการที่วิจารณ์กองทัพอย่างเผ็ดร้อน กลับรู้สึกรำคาญ “เด็กวานซืน” ที่ต่อปากต่อคำกับเขา กรณีการทำเรื่องขอลี้ภัย แต่ดันตีข่าวป่าวร้อง ปวินจึงเขียนในเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun 

          “จะขอเขียนอีกครั้งและครั้งสุดท้ายเรื่องภัยของไฟเย็น ผมไม่เคยบอกเลยว่าให้เค้าหุบปากเรื่องภัย เพียงแต่ใครๆ ก็รู้ดีว่า กระบวนการขอลี้ภัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่รวมไปถึงการหาผู้รับรองในต่างประเทศ มันไม่ควรทำอย่างโจ่งแจ้ง เพราะ คสช.สามารถบล็อกความพยายามตรงนี้ได้”

แคมเปญที่ฝ่ายแดงฮาร์ดคอร์พยายามปั่นกระแส

          ปวินมีบทเรียนในการทำเรื่องขอลี้ภัยมาเยอะ แต่การเที่ยวโพสต์เฟซบุ๊กขอให้ชาวฝรั่งเศสช่วยติดต่อมาทางอินบ็อกซ์ ดูเอิกเกริกเกินไป

          “จะพูดเรื่องภัยรายวันก็พูดไป แต่ก็นั่นแหละ ไม่จำเป็น ไม่ควรพูดเลยว่ากระบวนการติดต่อโฮสท์ไปถึงไหน จะออกเดินทางไปฝรั่งเศสเมื่อไหร่ มันจะเป็นอันตรายกับตัวเองมากกว่า”

          ปวินช่วยชี้ทางสว่างให้เด็กๆ เพราะองค์กรเสรีไทยแจ้งข่าวดีว่า ช่วยผู้หลบภัยในลาวได้แล้วคนหนึ่งแบบเงียบๆ

แก๊ง สหายไฟเย็น

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า มีสมาชิกกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ประกอบด้วย นิธิวัต วรรณศิริ หรือจอม ไฟเย็นปริญญา ชีวินกุลปฐม หรือ พอร์ท ไฟเย็นรมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล หรือ แยม ไฟเย็น และ ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ ขุนทอง ไฟเย็น ที่ทำเรื่องขอลี้ภัยในฝรั่งเศสไปแล้ว

          จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักเคลื่อนไหวแรงงานเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นผู้ประสานงาน และกระพือข่าวว่า วงไฟเย็นกำลังตกอยู่ในอันตราย ถึงขั้นทำคลิปเปิดใจ “ทุกวันอันตราย” ด้วยหวังว่า หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนจะให้ความสนใจเรื่องนี้

จอม ไฟเย็น. พอร์ท ไฟเย็น, แยม ไฟเยน และ ขุนทอง ไฟเย็น

           ที่ตลกไปกว่านั้นคือ จอม ไฟเย็น โพสต์เฟซบุ๊กว่า “กลุ่มคนที่ตามล่าผม อ้างตนเป็นมาร์กซิสต์ เป็นสังคมนิยม” เป็นแผนพิษล้างพิษ “จัดตั้ง พคท.รอมาฆ่าพวกฝ่ายซ้ายจริงและซ้ายอิสระ”

          ดูจะเป็นมโนซ้อนมโนของซ้ายไร้เดียงสา ตัวเองประเมินสถานการณ์พลาด กระโจนไปเล่นเกมใหญ่เกินตัว ปรากฏว่า “แดงเก๋า” เอาตัวรอดไปได้ ส่วนปลาซิวปลาสร้อยดิ้นหนีตายเอง

          ต้องถามจรัล ดิษฐาอภิชัย ว่าเหตุใด ไม่ช่วยแก๊ง สหายไฟเย็น ไปนครปารีสเสียเอง

ปวิน และจรรยา ยิ้มประเสริฐ สองนักลี้ภัยรุ่นพี่

ลุงสนามหลวงยังไม่ตาย

          กรณี “ลุงสนามหลวง” หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ กับคนสนิท คน ที่แยกตัวออกมาอยู่เป็นเอกเทศ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มไฟเย็น ได้วางแผนเดินทางไปประเทศที่ นานแล้ว

          ดังที่ทราบกัน นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ไม่มีสำนักงานตัวแทน UNHCR พวกแดงหลบภัยในลาว จึงมีความพยายามจะขอกลับเข้าไปอยู่ในกัมพูชา แต่ถูกสมเด็จฮุน เซน ปฏิเสธ

          ลุงสนามหลวง” จึงใช้เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสหพันธรัฐไท จ้างทำหนังสือเดินทางปลอมในราคา 7,400 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ตัวเขา และคนติดตามอีก คน

          ปลายปี 2561 ลุงสนามหลวงได้หนังสือเดินทางปลอม เป็นหนังสือเดินทางของประเทศอินโดนีเซีย ก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน เดินทางจากสนามบินวัดไต สปป.ลาว ไปยังสิงคโปร์ และจากสิงคโปร์ ไปเวียดนาม 

ครอบครัวลุงสนามหลวง ยืนยันว่า มีชีวิตอยู่

          ผู้หลบภัยในลาวเริ่มรู้ว่า ลุงสนามหลวงเผ่นหนีแล้ว ก็ต่อเมื่อได้เห็นพวกเขาส่งภาพเมอร์ไลออนหรือสิงโตทะเลผ่านไลน์กลุ่มสหพันธรัฐไท 

          ต้นเดือนเมษายน 2562 มีข่าวในกลุ่มผู้ลี้ภัยในสหรัฐว่า กลุ่มลุงสนามหลวงถูกทางการเวียดนามจับกุม และมีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า อดีตสหายไทยได้ติดต่อไปยังตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ช่วยเหลือ แต่ไม่ได้ผล

          จริงๆ แล้ว อดีตเลขาธิการ พคทก็มีเชื้อสายเวียดนาม และใกล้ชิดครอบครัวลุงสนามหลวง แต่ทำไมจึงช่วยกลุ่มลุงสนามหลวงไม่ได้

          ชูชีพยังปลอดภัย ภรรยาเขากำลังให้ผู้ใหญ่ทางโน้นช่วยอยู่” นี่คือข่าวสารที่ได้รับการบอกต่อผ่านไลน์ในกลุ่มอดีตสหายอีสานใต้

อุ้ม “เปรม” ไม่ผิด คิดอุ้ม “ตู่” จะเป็นจะตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372387?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุ้ม “เปรม” ไม่ผิด คิดอุ้ม “ตู่” จะเป็นจะตาย

21 พฤษภาคม 2562 – 09:55 น.
กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ชวน หลีกภัย,พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม
เปิดอ่าน 33,782 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

พักนี้ มีนักการเมือง “สะตอ” ออกมาท่องอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ผ่านสื่อโซเชียลถี่หน่อย ใครก็รู้ ตั้งแต่ 6 เมษายน 2489 พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศชัดว่า “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

ทำนองเดียวกัน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 40 ปีมานี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถึง 3 ครั้ง

         มินับกรณี ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ปชป. ไม่เอาเผด็จการทหาร แต่เจรจากับขุนศึก “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” ในค่ายทหารที่ลพบุรี ก่อนยอมนั่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

มินับกรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มขุนศึกบูรพา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเหตุวิกฤติการเมือง ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

หลังรัฐประหาร โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะยังเปิดโอกาสให้คณะทหารได้เข้ามามีอำนาจ ผ่านกลไกรัฐสภา

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 เปิดทางให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี และให้ “วุฒิสภา” โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้

22 เมษายน 2522 เลือกตั้งใต้เงาปืน พรรค ปชป.พ่ายยับทั่วประเทศ เฉพาะสนามเมืองหลวง พรรคประชากรไทยฟีเวอร์ ของสมัคร สุนทรเวช กวาดเกือบหมด ยกเว้นเขต 6 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ค่าย ปชป. สอบได้คนเดียว ส่วนสนามภาคใต้ ถือว่าเป็นยุคทองของพรรคกิจสังคม

หลังการลาออกของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ที่มาจากโหวตในสภา พรรค ปชป.ก็เข้าร่วมหนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2523

          นักวิชาการสมัยโน้น เรียกการเข้าสู่การเมืองของนายทหาร พ.ศ.โน้นว่า การสืบทอดอำนาจ เพื่อการสถาปนาระบอบกึ่งเผด็จการ หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2521

เลือกตั้ง 2526 พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร นำพรรคชาติไทย ได้เสียงมากที่สุด พยายามจับขั้วตั้งรัฐบาล โดยเสนอตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพรรค ปชป. และพรรคกิจสังคม ยังเลือกที่จะหนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

เลือกตั้ง 2529 พิชัย รัตตกุล นำพรรค ปชป.ชนะการเลือกตั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของนักวิชาการหัวก้าวหน้าให้พิชัยแสดงความกล้าหาญ โดยเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี และจับมือพรรคชาติไทย และพรรคกิจสังคม จัดตั้งรัฐบาล

ปรากฏว่า “กลุ่มสะตอสามัคคี” ที่เติบใหญ่ในพรรค ปชป. หลังได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเปรมมาแล้ว อาทิ บัญญัติ บรรทัดฐาน, วีระ มุสิกพงศ์, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิถต์ กลับไม่ยอมให้พรรคตัวเองเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุน “ป๋าเปรม” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง

“เสี่ยหมากหอม” พิชัย หัวหน้า ปชป. ต้องแอบมากระซิบนักข่าวว่า ปชป.ได้ “ข้อมูลใหม่” เกี่ยวกับความมั่นคง จึงต้องหนุนป๋าเปรมอีกครั้ง เพื่อบ้านเมืองสงบร่มเย็น

กระทั่ง พล.อ.เปรม ลั่นวาจา “ป๋าพอแล้ว” หลังการเลือกตั้ง 2531 พรรคประชาธิปัตย์ จึงหันไปสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี

          สรุป พรรค ปชป.สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึง 3 ครั้ง โดยที่ป๋าเปรมไม่ได้เป็น ส.ส.และไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด

ลึกๆ แล้ว ห้วงเวลานั้น คอการเมืองก็รู้ดีว่า กองทัพสนับสนุนป๋าเปรม และมีพรรคการเมืองขนาดเล็ก 2-3 พรรคที่กองทัพให้การหนุนช่วย อาทิ พรรคราษฎร และพรรคสยามประชาธิปไตย

ที่ต้องเล่าประวัติศาสตร์การเมืองยุคกึ่งเผด็จการ เพราะรำคาญบรรดานักประชาธิปไตยจ๋า ในพรรคเก่าแก่ที่พยายามอ้าง “ประชาธิปไตย” ไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

          พฤติกรรมคิดแต่จะเป็นพระเอก ไม่ยอมเป็นผู้ร้าย ดูจะเป็นท่วงทำนองของนักเลือกตั้งพรรคเก่าแก่มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ระวังโรคพิษสุนัขบ้าฉีดวัคซีนป้องกันด่วน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังโรคพิษสุนัขบ้าฉีดวัคซีนป้องกันด่วน

21 พฤษภาคม 2562 – 09:13 น.
อ๊อด เทอร์โบ,โรคพิษสุนัขบ้า,วัคฉีน
เปิดอ่าน 1,185 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวแจ้งถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงและประชาชนทุกท่าน ได้โปรดทราบว่าขณะนี้หลายท้องที่เกิดโรคพิษสุนัขบ้าระบาด จนมีรายงานจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตที่สุรินทร์

เวลานี้กรมปศุสัตว์ได้ให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเฝ้าระวังดังประกาศอย่างเป็นทางการที่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางถึงการดำเนินการและเฝ้าระวัง

โปรดสังเกตอาการสุนัข-แมวว่าแสดงอาการอย่างไรและหากท่านใดที่ถูก ‘สุนัข-แมว’ กัด, ข่วน, เลียบาดแผล อย่าประมาท ให้รีบพบแพทย์และฉีดวัคซีนด่วน

ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และกรมควบคุมโรคที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างมีระบบแบบแผนมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 กรมปศุสัตว์เตือนป้องกัน
 โรคพิษสุนัขบ้า

หลังจากที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า 1 ราย ที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งถือเป็นรายการแรกของปี 2562 นั้น กรมปศุสัตว์ได้จัดส่งชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วจากส่วนกลางเข้าร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสุนัขในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดที่ผู้เสียชีวิตถูกสุนัขกัด ในพื้นที่ของเทศบาลเมืองสุรินทร์

พร้อมกันนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ทุกพื้นที่ทั่วประเทศบูรณาการกับทุกภาคส่วนลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน เพื่อเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าเชิงรุก ค้นหาสัตว์กลุ่มเสี่ยงหรือสัตว์ที่แสดงอาการของโรคอย่างเข้มงวดอีกด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปีนี้มีสภาวะอากาศที่ร้อนมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่จะทำให้สุนัขหรือแมวแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า จึงได้กำชับและเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าอย่างสูงสุด โดยให้กำหนดการดังนี้

1.จุดเกิดโรครัศมี 5 กม. รอบจุดเกิดโรคต้องฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวครบ 100% ทุกตัว โดยใช้วัคซีนของกรมปศุสัตว์ที่ได้เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว
2.อาสาปศุสัตว์เคาะประตูบ้านเอกซเรย์ค้นหาสัตว์ป่วยเชิงรุก เพื่อรู้โรคเร็วและลดความเสี่ยงที่จะไปกัดคนรวมถึงค้นหาผู้สัมผัสสัตว์สงสัยให้ได้รับการฉีดวัคซีน
3.เก็บตัวอย่างสัตว์ป่วยที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าส่งตรวจ ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมง
4.ร่วมกับ อบต. เทศบาล รณรงค์ฉีดวัคซีนฟรีทั่วประเทศ ให้กับสุนัขและแมวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค
5.ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าและให้นำสัตว์ไปฉีดวัคซีนฟรีที่อบต. เทศบาล ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด หากพบสัตว์เลี้ยง สุนัข-แมวมีอาการผิดปกติอย่าชะล่าใจ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทุกพื้นที่เข้าควบคุมโรค พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย หรือสามารถเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการระงับเหตุ ลดความเสี่ยงและป้องกันคนหรือสัตว์ถูกกัด

ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ต้องรีบพาสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีน หรือหากพบสุนัขหรือแมวแสดงอาการผิดปกติโดยสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ระบบประสาท ถ้าเป็นสุนัขจะแสดงอาการดุร้าย กัด แทะสิ่งของ โดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง กระวนกระวาย เมื่อเข้าสู่ระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย น้ำลายไหล คล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้และตาย

แมวมักหลบในที่มืด และอาการเช่นเดียวกับสุนัข ซึ่งจะสามารถแพร่เชื้อโรคได้นาน 1-7 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการป่วย และตลอดเวลาที่แสดงอาการ โดยจะขับเชื้อโรคออกมาจากน้ำลายจนถึงตายรวมแล้วประมาณ 10 วัน จึงอย่าได้ชะล่าใจให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทุกพื้นที่เข้าควบคุมโรค พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย หรือสามารถเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการระงับเหตุ ลดความเสี่ยง และป้องกันคนหรือสัตว์ถูกกัดต่อไป

สำคัญที่สุดคือหากประชาชนถูกสุนับ-แมวกัด ข่วน หรือเลียบาดแผลอย่าชะล่าใจ ให้รีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อวินิจฉัยและรับวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อป้องกันตนเองไว้ก่อน
 รวยกระจุก-จนกระจาย

 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ชาวไทยมีความยากจนมากถึงประมาณ 15 ล้านคน จนถึงขนาดขาดแคลนอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค โดยภาพรวมประมาณ 70% คนชั้นกลางประมาณ 20% และกลุ่มคนรวย-รวยมาก ติดอันดับโลก 10% แสดงถึงความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนจนกับคนรวย

ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประชาชนนั้นมีมานานมากแล้ว แต่นับวันช่องว่างดังกล่าวจะยิ่งห่างไกลกันเป็นอย่างมาก จนอาจจะเกิดวิกฤติได้ในอนาคต โดยการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี คือการปรับโครงสร้างการบริหารประเทศจากการกระจุกอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นการกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด 77 จังหวัด เพราะสามารถตอบสนองปัญหาความเดือดร้อน-ความต้องการ-ความจำเป็นของประชาชนได้ดีกว่าระบบแต่งตั้ง ที่สำคัญ ผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งรู้จักพื้นที่ รู้จักผู้คนในพื้นที่อีกด้วย ย่อมสามารถที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนไทยได้เป็นอย่างดี เท่ากับเป็นการช่วยแบ่งเบาภารกิจจากส่วนกลาง เป็นตัวช่วยที่สำคัญ    เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ประเทศชาติ และเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานแก่ประชาชน เห็นเป็นการสมควรปรับโครงสร้างการบริหารประเทศใหม่ ตามที่กล่าวข้างต้น การกระจุกอำนาจไว้ส่วนกลาง ทำให้เกิดการเสพติดในอำนาจและผลประโยชน์

จึงต้องกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในอำนาจและผลประโยชน์ ตลอดทั้งให้มีโอกาสเงยหน้า
ศักดา (ร้อยเอ็ด)

ตอบคุณ ‘ศักดา’ ร้อยเอ็ด
เคยมีเสียงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมานานแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จสักที เพราะทางรัฐบาลอ้างโน่นนี่ โดยเฉพาะเหตุผลที่เหมือนกับดูถูกประชาชนเจ้าของพื้นที่ว่า ผู้ว่าฯ ที่จะมาจากการเลือกตั้งอาจจะเป็นผู้มีอิทธิพล-นักเลงหรือขาใหญ่ ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านธรรมดาเกรงกลัวหรืออาจจะไม่มีผู้ลงสมัครแข่งขัน

ด้วยเหตุนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นข้าราชการประจำที่ส่งไปจากมหาดไทย ไปทำงาน 2-3 ปีแล้วก็ย้ายออกไป กินตำแหน่งใหญ่กว่าหรือทำงานแบบเรื่อยๆ ตามน้ำ รอปลดเกษียณ

มีผู้สงสัยว่า แล้วบรรดา ส.ส. หรือผู้บริหารท้องถิ่นอย่าง อบต./อบจ. ทำไมเลือกตั้งได้และไม่เข้าข่ายผู้มีอิทธิพลบารมีหรือใช้เงินซื้อเสียงหรอกหรือ ?

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้ผู้ว่าฯ แต่งตั้ง ไม่เข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชน และทำให้จังหวัดนั้นๆ ไม่มีความเจริญพัฒนา

ที่พิสูจน์เห็นชัดเจนคือ เวลานี้มีคนจนมากกว่าคนรวยแบบที่เรียกว่า ‘รวยกระจุก-จนกระจาย’ เป็นช่องว่างเกิดขึ้นทุกที

รัฐบาลต้องลดช่องว่างคนจน-คนรวยให้ได้ เพราะปล่อยไว้เป็นอันตรายและจะเป็นเชื้อไฟลุกลามก่อเหตุตามมาอีกมากมาย
อ๊อด เทอร์โบ

พิมพ์นิยมออนไลน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิมพ์นิยมออนไลน์

21 พฤษภาคม 2562 – 09:08 น.
โรงพยาบาล,นักเรียน,ทรงผม,ทรงผมนักเรียน,เครื่องแต่งกาย,อริ
เปิดอ่าน 313 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562

เหตุการณ์วัยรุ่นและหนุ่มฉกรรจ์ ยกพวกบุกสถานพยาบาลทำร้ายคู่อริที่ไปพักรักษาตัวด้วยอาการบาดเจ็บจากเหตุวิวาทรุนแรง ยังคงเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดเหตุขึ้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จ.ยโสธร นับเป็นเรื่องที่สังคมควรร่วมกันขบคิด และหาทางเยียวยาต่อไป เพราะกรณีอย่างนี้ไม่ใช่เหตุทะเลาะวิวาทหรือยกพวกตีรันฟันแทงที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในหมู่เยาวชนซึ่งยังขาดไร้วุฒิภาวะแต่ก็ยังแก้ไม่ตก หากแต่แตกต่างออกไปตรงที่การเรียนรู้กติกาสังคมหรือแม้แต่การรับรู้ในเรื่องผิดชอบชั่วดีอันน่าพิศวงงงงวย ว่าเป็นเพราะเหตุใด พวกเขาจึงลงมือก่อเหตุเลวร้ายเช่นนั้นได้ ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่ทั่วโลกถือว่าปลอดภัยที่สุดแม้ในยามศึกสงคราม เหตุเพราะพวกเขาขาดการศึกษา อบรมเลี้ยงดูที่ดี สภาพทางครอบครัว นิสัยติดตัว หรือเป็นเพราะว่า สภาวะแวดล้อมอื่นใดกันแน่

ในช่วงเปิดภาคเรียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีหัวข้อปะทะสังสรรค์กันมากพอสมควรเกี่ยวกับระเบียบของโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเรียกอีกอย่างว่าโรงเรียนรัฐ มหาวิทยาลัยรัฐ ว่าด้วยทรงผมนักเรียน และการแต่งกายของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนวัยเรียนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า สถานศึกษาของรัฐควรเปิดกว้างให้นักศึกษาแต่งกายสุภาพ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบไปสถานศึกษาในวันสำคัญ เช่นวันลงทะเบียน วันสอบ ฯลฯ หลายเสียงจากผู้หลักผู้ใหญ่เห็นว่าสังคมเปลี่ยนไปแล้ว หน่วยราชการควรปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่อีกบางเสียงก็บอกว่า ทรงผมและการแต่งเครื่องแบบทำให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ในเรื่องระเบียบวินัย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม อันจะนำไปสู่การเคารพกฎหมายและกติกาอื่นๆ เมื่อเขาเติบโตขึ้น

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบกฎเกณฑ์ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย มองไปไกลว่า จริงๆ แล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนควรจะเอาใจใส่ในเรื่องที่เป็นพิษภัยต่ออนาคตของชาติจริงๆ ดีกว่าจะมัวมาเสียเวลากับเรื่องยิบย่อยอย่างทรงผมและการแต่งกาย เพราะทุกวันนี้สังคมได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของเนื้อหา โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่นำเสนอสารพัดรูปแบบสนุกเร้าใจอันล้วนแต่บ่มเพาะความรุนแรงก้าวร้าวทั้งสิ้น แต่ขาดการดูแลสอดส่องอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ แม้แต่สถานศึกษา หรือพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ไม่อาจเข้าถึง เขตแดนของความอันตรายที่อาจชักนำให้เด็กและเยาวชนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเดินหลงทางได้

กรณีเยาวชนและวัยรุ่นยกพวกบุกทำร้ายคู่อริในโรงพยาบาลนั้น เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเหล่านี้ นอกจากจะไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่รู้จักมันเลยก็ได้แล้ว พวกเขายังถูกอารมณ์พาไปขาดไร้ซึ่งมโนสำนึกผิดชอบชั่วดีแบบพื้นๆ หากแต่ยกเอาว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความกล้าหาญชาญชัย เป็นความท้าทายที่ลูกผู้ชายควรได้ลิ้มลองและได้รับการยกย่องเป็นวีรกรรมในลำดับถัดไป เหมือนเช่นที่ซอฟต์แวร์เกมออนไลน์ออกแบบให้ผู้เล่นได้ใช้ความระห่ำได้อย่างสุดโต่งไร้ขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการปล้น ฆ่าไม่เลือกหน้า และค้ายาเสพติด ลำพังแค่้บุกโรงพยาบาลไปทำร้ายคู่อรินั้นถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเกมด้วยซ้ำไป สังคมของเราถลำลึกถึงขนาดนี้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการหน่วยงานที่รับผิดชอบยังมัวมะงุมมะงาหราอยู่กับแนวทางเดิมๆ อยู่อีกหรือ

ความท้าทายที่ยังไม่จบของทีวีดิจิทัล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372285?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายที่ยังไม่จบของทีวีดิจิทัล

20 พฤษภาคม 2562 – 15:10 น.
ทีวีดิจิทัล,คืนช่อง,รู้ลึกจุฬาฯ
เปิดอ่าน 945 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกจุฬาฯ

กระแส “คืนช่อง” ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีประกาศคำสั่งเปิดทางให้ผู้ประกอบการคืนใบอนุญาตได้ แต่หลายฝ่ายมองว่ารากเหง้าของปัญหาทีวีดิจิทัลยังไม่ได้ถูกแก้ไขและอุตสาหกรรมทีวีไทยยังคงอยู่ในความท้าทายต่อเนื่องไป

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงจัดเวทีจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 20 เรื่อง “ปัญหาและทางออกของทีวีดิจิทัล” โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทีวีปัจจุบัน ท่ามกลางการแข่งขันและการอยู่รอดในวงการสื่อยุคใหม่

หนึ่งในวิทยากรคือ ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี ผู้อำนวยการโครงการ CU Transformation และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและระบบโทรคมนาคม กล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ในยุคปัจจุบันไปจนถึงยุค 5G ที่กำลังจะมาถึงทำให้ประชาชนเข้าถึงสื่อได้ทุกที่ทุกเวลา กระทบต่อการรับชมสื่อจอโทรทัศน์ผ่านผังรายการในรูปแบบเดิมๆ อีกทั้งการหลอมรวมสื่อก็ทำให้การแบ่งแยกการกำกับดูแลระหว่าง การแพร่ภาพและกระจายเสียงกับ การโทรคมนาคม เป็นสิ่งที่ไม่เสถียรอีกต่อไป

“คนรุ่นใหม่ดูทีวีน้อยลงมากเพราะมีคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นกว่ามารองรับ แต่ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ยังคงปรับตัวช้า โดยเฉพาะในแง่ Business model และการกำกับดูแลที่แยกส่วนของกสทช.ก็ไม่ได้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สำคัญและจำเป็นนี้”

แม้จะติดภารกิจและไม่สามารถมาร่วมเวทีเสวนาได้ แต่นักกฎหมายด้านการสื่อสารอย่าง ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้แสดงทัศนะกับคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬาฯ ต่อเรื่องนี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ กสทช. ต้องออกมาช่วยเหลือทีวีดิจิทัลเพราะว่า กสทช. เองมีส่วนต่อการสร้างความผิดพลาดในอดีต

“เรื่องใบอนุญาตที่เคยพูดกันว่าไม่เหมาะสมเพราะมันไปบิดเบือนตลาด ทั้งในแง่ของการกำหนดจำนวนใบอนุญาตที่เยอะเกินไป หรือการแยกช่องเด็กออกเป็นอีกช่อง เข้าใจว่าต้องการแบ่งช่องเพื่อให้คนเข้าสู่ตลาดได้หลากหลาย แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยการกำกับดูแลที่ไม่เข้มแข็งพอ เนื้อหามันก็กลืนไปหมด เอกชนเองที่ผ่านมาเหมือนถูกบีบถูกปิดกั้นโอกาสมานานเพราะเดิมมีไม่กี่ช่อง พอเปิดทีวีดีจิทัลคนก็กระโจนเข้าใส่ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของการออกแบบตั้งแต่ทีแรก”

ขณะที่การแจกคูปองทีวีดิจิทัลก็มีความล่าช้า ไม่สามารถกระจายกล่องได้รวดเร็วพอ ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ
อาจารย์ปิยบุตรกล่าวต่อว่า ประเทศไทยนับว่าเปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อกสู่ยุคดิจิทัลค่อนข้างเร็ว ถึงแม้ว่าทีวีดิจิทัลจะเข้ามาเร็วกว่านี้ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง เชื่อว่ายังเหมือนปัจจุบันคือคนหันไปดูทีวีออนไลน์หรือบริการทีวีสตรีมมิ่งในอินเทอร์เน็ต

“คงพูดไม่ได้ว่าถ้าคนไม่ดูทีวีออนไลน์จะหันไปดูทีวีดิจิทัลเลย ต้องยอมรับว่าการดูทีวีออนไลน์เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก เป็นหนึ่งในแนวทางการบริโภคเนื้อหาที่นับวันจะมีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ประกอบการออนไลน์ก็ต้องเผชิญความท้าทายเรื่องเนื้อหา หรือคอนเทนต์เช่นเดียวกับทีวีทั่วไป”
กฎหมายว่าด้วยโทรคมนาคมในอดีตเองก็มีความเคร่งครัด ซึ่งอาจารย์ปิยะบุตรชี้ว่า เดิมใบอนุญาตผู้ประกอบการต้องห้ามเปลี่ยนชื่อผู้ถือใบอนุญาต ต้องดำเนินการให้สุดทางจนจบ แต่เมื่อเกิดปัญหาทางโทรคมนาคม มีการควบรวมกิจการก็ทำให้เกิดการติดขัด นำมาสู่การแก้กฎหมาย จนกระทั่งล่าสุดที่ กสทช. อนุญาตให้คืนคลื่นได้แล้ว

“เรื่องคืนคลื่นก็เป็นอีกประเด็นนึ่งที่ กสทช. ยอมออกมารับผิดชอบ สมมุติจุดสมดุลอยู่ที่ 15 ช่อง ก็จะต้องมีช่องมาคืนทั้งหมด 9 ช่องจาก 24 ช่อง คลื่นที่เขาคืนมานี้ก็เอาไปทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีก เช่นทำระบบ 5G แทนที่จะดันทุรังทำต่อ ก็สู้เอาคลื่นไปใช้ประโยชน์ดีกว่า”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นความท้าทายของกสทช. ในการบริหารจัดการคือวิธีการในการคืนคลื่นคือจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าวิธีการรูปแบบไหนและควรกระทำให้เหมือนกรณีเวนคืนที่ดินซึ่งระบุชัดเจนถึงค่าชดเชย ราคาตลาด ขั้นตอนต่างๆ ควรมีวิธีจัดการและจัดสรรให้ดี

“อาจจะใช้วิธี incentive option กล่าวคือ ใครคืนก่อนได้เงินชดเชยมากกว่าก็ได้ เป็นอีกกลไกหนึ่งไว้ใช้จูงใจ ส่วนคลื่นที่จะเอามาใช้บริการสาธารณะจะเป็นอย่างไรแค่ไหนในอนาคต กสทช. ก็ต้องวางโรดแม็พไว้ให้ดี ชัดเจน โมเดลที่จะใช้ทำ 5G อาจจะต้องเป็นโมเดลหลากหลายเฉพาะพื้นที่ การประมูลคลื่นอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว”
หน้าที่ของกสทช ในขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนในการจัดการให้ชัดเจน ขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวและหาทางออก ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนหลังจากมีบางช่องคืนช่อง และน่าจะหาจุดสมดุลชองทีวีดิจิทัลได้ในที่สุด

ปชป.ส่อเสียงแตกร่วมพลังประชารัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปชป.ส่อเสียงแตกร่วมพลังประชารัฐ

20 พฤษภาคม 2562 – 14:55 น.
พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคพลังประชารัฐ,ชวน หลีกภัย,บัญญัติ บรรทัดฐาน,เสียงแตก
เปิดอ่าน 2,270 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

การก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 ของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ทำให้ “กูรูการเมือง” คาดการณ์ว่า การรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐจะยากลำบากขึ้น

และจะส่งผลให้การสานฝัน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ สมัยสอง ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ทำไม “กูรูการเมือง” ถึงมองแบบนั้น สาเหตุสำคัญก็เป็นเพราะจุรินทร์ไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แตกต่างจากผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคบางคนที่เปิดตัวชัดเจนอย่าง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค/หนำซ้ำจุรินทร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจาก “ผู้ใหญ่ในพรรค” นำโดย ชวน หลีกภัย และ บัญญัติ บรรทัดฐาน ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าชวนไม่ได้สนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์โดดร่วมรัฐบาลโดยไม่ดูกระแสสังคม ไม่ดูตาม้าตาเรือ

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือสาเหตุที่ทำให้จุรินทร์ชนะคู่แข่งแบบขาดลอย เป็นเพราะมีคะแนนส.ส.11 เสียงของกลุ่มอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหน้าพรรคโหวตสนับสนุน โดยแม้อภิสิทธิ์จะสนิทสนมกับ กรณ์ จาติกวณิช ผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคอีกคน ในฐานะเพื่อนนักเรียนอังกฤษด้วยกัน แต่ก็ประเมินแล้วว่าถ้าเทคะแนนให้กรณ์ ก็ยังเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้อยู่ดี จึงหันไปเทคะแนนให้จุรินทร์ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายยึดพรรค ขณะที่เสียงส.ส.มีน้ำหนักถึง 70% ในการคิดคะแนนโหวตเลือกหัวหน้าพรรค ทำให้คะแนนของจุรินทร์ทิ้งห่าง

และต้องไม่ลืมว่าอภิสิทธิ์คือผู้ที่ประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกลุ่มอภิสิทธิ์ยังเห็นด้วยกับแนวทาง “ฝ่ายค้านอิสระ” ด้วย โดย “เดอะมาร์ค” เพิ่งให้สัมภาษณ์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์กับ “หมอเอ้ก” คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 กทม. ย้ำว่าสิ่งที่เขาประกาศจุดยืนไปช่วงก่อนเลือกตั้ง สอดคล้องกับอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะทำให้พรรคพ่ายแพ้เลือกตั้งก็ตาม แต่ 3.9 ล้านเสียงที่เลือกมา มากกว่า 70% น่าจะสนับสนุนจุดยืนนี้

แต่การตัดสินใจร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจล่าสุดไม่ใช่อภิสิทธิ์แล้ว แต่เป็นที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับส.ส. การวิเคราะห์แนวโน้มจึงต้องพิจารณาจากตัวเลขผู้มีสิทธิ์โหวตตัดสินใจ พบว่าใช้เสียงกรรมการบริหารพรรค 41 เสียง กับเสียงส.ส.อีก 52 เสียง

แต่ผลการเลือกกรรมการบริหารพรรคเมื่อวาน ปรากฏว่ามีกรรมการบริหารพรรค 7 คนเป็น ส.ส.ด้วย ฉะนั้นคะแนนโหวตรวมก็จะหายไป 7 คะแนน คือไม่ใช่เอา 41+52 เป็น 93 เสียง แต่เสียงซ้ำซ้อนต้องตัดออกไปคือจะเหลือเสียงที่จะโหวตได้จริงๆ แค่ 86 เสียง

เมื่อแยกแยะออกมาชัดๆ ระหว่างคะแนนส.ส. กับคะแนนกรรมการบริหารพรรค โดยเอาคะแนนกรรมการบริหารพรรคเป็นหลัก จะพบว่าเสียง ส.ส. 52 เสียง ซ้ำซ้อน 7 เสียง ก็จะเหลือ 45 เสียง ในจำนวน ส.ส.ทั้งหมดนี้ เป็นส.ส.เขต 33 คน น่าจะโหวตร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐทั้งหมด ขณะที่เสียงกรรมการบริหารพรรค 41 เสียง ส่วนใหญ่เป็นสายชวน บัญญัติ และอภิสิทธิ์ งานนี้คนในพรรคเองยังยอมรับว่าเสียงก้ำกึ่งกันมากจริงๆ แนวทางที่เป็นไปได้มี 3 แนวทาง คือ

1.โหวตเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เสียงก้ำกึ่งกัน สุดท้ายเมื่อถึงเวลาโหวตเลือกนายกฯ อาจมีส.ส.บางคน เช่น อภิสิทธิ์ งดออกเสียง เพื่อรักษาจุดยืนพรรคและจุดยืนของตัวเองที่เคยประกาศว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ

2.โหวตไม่เข้าร่วมรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านอิสระ แต่แน่นอนว่าเมื่อเสียงก้ำกึ่งกันอาจมี ส.ส.บางส่วนเป็น “งูเห่า” ได้เหมือนกัน

หรือ 3.ปล่อยฟรีโหวต โดยอ้างว่าการโหวตเลือกนายกฯ เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. มติพรรคบังคับไม่ได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คืออำนาจต่อรองการร่วมรัฐบาลและแบ่งกระทรวงจะอ่อนลงไป

จากการสอบถามแกนนำพรรคหลายคนยืนยันตรงกันว่า แนวทางที่พรรคจะออกมติ “เป็นฝ่ายค้านอิสระ” มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด โอกาสที่มากกว่าคือมติร่วมรัฐบาล แล้วแกนนำบางคนงดออกเสียง

ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งวิเคราะห์แล้วโอกาสสูงสุดคือเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เสียงโหวตสนับสนุนของส.ส.อาจไม่ครบ 52 เสียง ฉะนั้นหากพรรคพลังประชารัฐต้องการความแน่นอน โดยเฉพาะการชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็อาจต้องหา “งูเห่า” จากขั้วเพื่อไทยมาเติมเพื่อการันตีว่าจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาอย่างแน่นอน

คอการเมืองจึงเชื่อว่างานนี้ต้องมี “งูเห่า” อย่างน้อยๆ 20 เสียงเลยทีเดียว