ตั้งรัฐบาลใหม่ “พปชร.” แข็ง “พรรคตัวแปร” เขี้ยว!!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้งรัฐบาลใหม่ “พปชร.” แข็ง “พรรคตัวแปร” เขี้ยว!!!

23 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
ตั้งรัฐบาลใหม่,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,884 ครั้ง

โดย…   ณัฐภัทร พรหมแก้ว

ธรรมชาติของการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่งของสภา หรือการที่แต่ละพรรคได้ส.ส.ในจำนวนไม่ทิ้งห่างกันมาก อย่างการเลือกตั้งครั้งนี้ดุลต่อรองจึงอยู่ที่พรรคตัวแปรขนาดกลางอย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย”

ที่ผ่านมาพรรคตัวแปรมีอำนาจต่อรองมหาศาล เห็นได้จากครั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคภูมิใจไทยถือว่าสมดังอารมณ์หมาย เมื่อได้คุมกระทรวงเกรดเออย่าง “คมนาคม” และ “มหาดไทย” เที่ยวนี้ความเขี้ยวแบบนั้นอาจใช้ต่อรองกับ “พลังประชารัฐ” ลำบาก

เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ตัวเต็งที่จะเป็นนายกฯ คนต่อไป ของ “พลังประชารัฐ” ออกตัวแล้วว่า กระทรวงเกรดพรีเมียมทั้ง กระทรวงกลาโหม มหาดไทย คมนาคม และ คลัง ต้องอยู่กับทีมบริหารชุดเดิม

สัญญาณความไม่พอใจของพรรคที่คาดว่าจะมาร่วมตั้งรัฐบาลกับ “พลังประชารัฐ” ทั้ง “ภูมิใจไทย” และ “ประชาธิปัตย์” มีเล็ดลอดออกมาตลอด

มีรายงานว่า “ภูมิใจไทย” จ้องตาเป็นมันว่าต้องการ 3 เก้าอี้ว่าการสำคัญอย่าง “คมนาคม” ที่นอกจากจะมีอำนาจบริหารโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีการคาดกันว่าอยากจะเข้ามาผลักดันการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี รวมถึงเก้าอี้กระทรวงหมอ “สาธารณสุข” ที่ภูมิใจไทยต้องการปลดล็อกในเรื่องกัญชา และเก้าอี้ “การท่องการเที่ยวและกีฬา” ที่อาจมีส่วนสนับสนุนต่อยอดกิจกรรมด้านกีฬาเพื่อยกระดับบางจังหวัดขึ้นแท่นท็อปคลาส

ทว่ามีรายงานอีกเช่นเดียวกันว่า ข้อเสนอที่ “ภูมิใจไทย” ได้รับจาก “พลังประชารัฐ” ประมาณ 7 ที่นั่ง โดยได้ 1-2 เก้าอี้ว่าการ ส่วนที่เหลือเป็นรัฐมนตรีช่วยทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่มีบางกระแสระบุว่า หมายปอง มหาดไทย ศึกษาธิการ พาณิชย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คลัง แถมอาจจะได้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปด้วย

ดังนั้นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับ “พลังประชารัฐ” จึงเห็นภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งวงกินข้าว คุยการเมือง

แต่การตั้งวงต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกับ “พลังประชารัฐ” นั้นไม่ง่าย เพราะ “พลังประชารัฐ” รู้ดีว่าพรรคร่วมต่างหวังสูง แต่ “พลังประชารัฐ” ก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เลยได้เห็นเกมปล่อยข่าว ขย่มเช้าขย่มเย็น ให้ผู้จัดการรัฐบาลคายกระทรวงเศรษฐกิจ และกระทรวงเกรดเอออกมาบ้าง

เพราะตาม “โผครม.ล่าสุด” มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ควบรมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจได้นั่งรองนายกฯ หรือกระทรวงพลังงาน หรืออุตสาหกรรม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.มหาดไทย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นรมว.พาณิชย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรมว.คมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา เป็นรมช.คมนาคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี เป็นรมช.อุตสาหกรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รองหัวหน้าพรรค เป็นรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคมีชื่อเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ เช่นเดียวกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค หรืออาจเป็นรมว.ศึกษาธิการ ขณะที่ นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ก็เป็นอีกคนที่อยู่ในข่ายถูกวางตัวนั่งรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน ซึ่งยังต้องรอความชัดเจน เช่นเดียวกับ นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

โดยโควตาของประชาธิปัตย์ตามโผอาจได้ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ยุติธรรม, แรงงาน, รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรมช.มหาดไทย หรือ รมช.คลัง หรือ รมช.ศึกษาธิการ

ขณะที่โควตาในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะได้ รมว.สาธารณสุข, รมช.สาธารณสุข, รมช.คมนาคม, รมช.มหาดไทย, รมช.เกษตรและสหกรณ์, รมช.คลัง, รมช.พาณิชย์ ซึ่งนอกจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีแล้ว ยังมีชื่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี มีชื่อคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีด้วย

ส่วน “พรรคชาติไทยพัฒนา” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอีก 1 เก้าอี้ รมช.กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ส่วนพรรคอื่นๆ ที่เหลือยังไม่มีความชัดเจน

ทั้งนี้ในเมื่ออะไรๆ ยังไม่ลงตัว เกมตั้งรัฐบาลจึงออกลูกยื้อกันถึงนาทีสุดท้าย เรียกว่าต่างฝ่ายต่างแข็ง ยืนยันในจุดที่ตัวเองต้องการ ฝ่ายหนึ่งกันท่า ต้องการกระทรวงเกรดเอ ขณะที่พรรคร่วมก็ต้องการเช่นเดียวกัน

จึงต้องดูฝีมือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริงว่าจะแข็งหรืออ่อนให้พรรคร่วมได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อพยุงนาวาที่กำลังจะมีชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั่งเป็นหัวเรือใหญ่

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

23 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
ชนตบทรัพย์,ทาวหลวง
เปิดอ่าน 2,316 ครั้ง

รายงาน…

มีข่าวเตือนภัยแจ้งถึงคนใช้รถใช้ถนน

ตอนนี้แก๊งขับรถชนแล้วตบทรัพย์กลับมาอาละวาดบนท้องถนนอีกแล้ว

พฤติกรรมของมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้วิธีแกล้งขับรถเข้าไปเบียดรถเหยื่อที่ขับอยู่บนถนน แล้วทำทีว่าเกิดการเฉี่ยวชนกัน ก่อนจะเรียกให้เหยื่อจอดรถลงมาเจรจาจ่ายค่าเสียหาย

เหยื่อรายล่าสุดคือคุณลุงทหารวัยเกษียณยศร้อยตรี

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ลุงทหารท่านนี้คือ ร.ต.ณัฐกรณ์ ภิรมย์สุข ถูกแก๊งมิจฉาชีพจัดฉากตามประกบตั้งแต่ออกจาก อ.นางรอง จ.บุรีรัย์ ขณะขับรถกระบะไปทำธุระในตัวเมือง

ร.ต.ณัฐกรณ์ เล่าให้ฟังว่า ขณะขับรถมาถึง ต.หนองโสน ก็มีรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ขับแซงขึ้นไปแล้วชะลอความเร็วลงจนรถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ ตามมาทันอีกครั้ง แต่รถเก๋งฮอนด้า ก็ยังคงขับช้าๆ ขวางหน้าอยู่

ปกติ ร.ต.ณัฐกรณ์ เป็นคนขับรถไม่เร็ว แต่รถเก๋งฮอนด้าที่อยู่ข้างหน้าก็ขับช้าเกินจะตามไหว จึงตัดสินใจเร่งเครื่องแซงให้พ้นๆ ไป ทว่าเมื่อแซงขึ้นไปได้ไม่นานกลับถูกรถเก๋งคันเดิมขับเข้ามาจี้ท้ายแล้วก็แซงกลับขึ้นไปอีก เป็นแบบนี้ตลอดระยะทางประมาณ 2-3 กม.

ถึงตอนนี้ ร.ต.ณัฐกรณ์ เริ่มรู้สึกผิดสังเกตแต่ก็ยังไม่ได้เฉลียวใจและยังขับรถต่อไปตามปกติ

ทันใดนั้นตัวละครในทีมงานของแก๊งมิจฉาชีพอีกคนก็ขับรถกระบะสีน้ำเงินมาเข้าฉาก ด้วยการขับตามจี้ท้ายเพื่อบีบให้รถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ ซึ่งกำลังจะแซงรถเก๋งฮอนด้า ต้องรีบหักเข้าเลนซ้ายโดยเร็ว

เมื่อรถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ หลบเข้าช่องทางซ้ายแล้ว จังหวะนั้นเองคนขับรถกระบะสีน้ำเงินก็โบกมือเรียกให้ ร.ต.ณัฐกรณ์ จอดรถ แล้วบอกว่าลุงขับรถปาดหน้าเฉี่ยวรถเก๋งจนรถได้รับความเสียหาย

ตอนนั้น ร.ต.ณัฐกรณ์ งงอยู่ว่าไปเฉี่ยวรถเก๋งตอนไหน แต่ปรากฏว่าผู้หญิงที่ขับรถเก๋งได้ลงมาเจรจาแล้วพยายามเร่งให้ ร.ต.ณัฐกรณ์ จ่ายค่าเสียหาย 4 พันบาท เพื่อที่เรื่องจะได้ไม่ต้องถึงตำรวจ

แต่ลุงบอกว่าไม่มีเงินมากขนาดนั้น  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหญิงสาวไว้ จนทำให้หญิงสาวคู่กรณีไม่พอใจแล้วบอกให้ลบรูปทิ้งซะ!

ด้วยความที่เป็นคนใจเย็นและไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต ร.ต.ณัฐกรณ์ จึงยอมลบรูปทิ้งแล้วควักเงินที่มีทั้งเนื้อทั้งตัว 800 บาท ส่งให้หญิงสาว ก่อนที่เธอจะรับไปแล้วรีบขับรถหายเข้ากลีบเมฆทันที

หลังเกิดเหตุ ร.ต.ณัฐกรณ์ ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ เพียงแต่นำเรื่องไปเล่าให้ครอบครัวฟังและคุยกันว่าพวกนี้น่าจะเป็นมิจฉาชีพก่อเหตุตบทรัพย์หรือเปล่า เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายพื้นที่ก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน

จนกระทั่งลูกสาวของร.ต.ณัฐกรณ์ นำเรื่องราวมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัยผู้ใช้รถใช้ถนนให้ระมัดระวัง และมีคนเข้ามาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลมากมาย จึงได้รู้ว่า “ลุงเจอดีเข้าแล้วจริงๆ”

“ไม่ได้แจ้งความอะไร เพราะเสียเงินไปไม่เยอะ แต่อยากจะเตือนคนที่ขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวโดยเฉพาะคนสูงอายุให้ระวัง ถ้าเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันให้โทรแจ้งตำรวจหรือประกันเลย อย่าจ่ายเงินให้คู่กรณีเด็ดขาด”

เหตุการณ์ที่เกิดกับ ร.ต.ณัฐกรณ์ แม้เจ้าตัวไม่ได้แจ้งความเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่เมื่อดูพฤติการณ์แล้วเชื่อได้ว่าเป็นการจัดฉากเพื่อกรรโชกทรัพย์ของแก๊งแกล้งขับรถชนแล้วตบทรัพย์อย่างแน่นอน เพราะพฤติกรรมการก่อเหตุมีลักษณะเดียวกับกรณีแกล้งขับรถเฉี่ยวชนแล้วตบทรัพย์ที่เคยเกิดขึ้นกับเหยื่อหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อถูกต้อนแล้วมักไม่ค่อยมีใครรอดไปได้ง่ายๆ

เพราะพวกนี้คือ มืออาชีพ และน่าจะได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาจากแหล่งเดียวกันคือ หมู่บ้านชนตบทรัพย์!

ย้อนกลับไปราว 5-6 ปี พื้นที่ภาคอีสานพากันกล่าวขานถึงเหตุการณ์ชนแล้วตบทรัพย์อย่างกว้างขวาง

“คม ชัด ลึก” เคยรายงานตีแผ่เบื้องหลังของขบวนการนี้ไว้อย่างละเอียดจนทำให้รู้ว่าจุดกำเนิดวิชามาร “ชนแล้วตบทรัพย์” นี้มาจากคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด

ผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ข้อมูลแก่ “คม ชัด ลึก” ตอนนั้นว่า  เดิมทีวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านนี้ก็เหมือนกับวิถีของชาวบ้านหมู่อื่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา

กระทั่งวันหนึ่งมีชาวบ้านที่ไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมาเล่าให้พรรคพวกฟังถึงเหตุการณ์ที่ไปขับรถเฉี่ยวชนรถคันอื่นแล้วได้ค่าเสียหายจากคู่กรณีมาจำนวนมาก เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีจึงชักชวนกันไปทำจนมีเครือข่ายกว้างขวางขึ้น จากครอบครัวหนึ่งก็เพิ่มเป็น 20 ครอบครัว จนถูกขนานนามว่า “หมู่บ้านชนตบทรัพย์”

“บางกลุ่มจะทำเป็นขบวนการในกลุ่มเครือญาติ บางรายติดตามไปดูลาดเลากับคนที่ก่อเหตุชำนาญแล้ว เมื่อไปก่อเหตุบ่อยครั้งก็เริ่มจะแยกตัวออกมาทำเองในครอบครัว ทำให้กลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ดีจากการติดตามข้อมูลทางคดีช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าแก๊งมิจฉาชีพที่ว่านี้ได้ออกตระเวนก่อเหตุ “ชนแล้วตบทรัพย์” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคอีสานและลงมาถึงภาคกลาง แต่ภายหลังถูกชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ออกติดตามกวาดล้างจนเงียบไปพักหนึ่ง

กระทั่ง 1-2 ปีที่ผ่ามนมาข่าวคราวเเกี่ยวกับเหตุการณ์ชนแล้วตบทรัพย์เริ่มกลับมาปรากฏให้เห็นอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นฝีมือของแก๊งตบทรัพย์จากหมู่บ้านเดิมหรือไม่

จนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ได้เกิดคดีคนร้ายก่อเหตุชนแล้วตบทรัพย์หญิงวัยกลางคนในพื้นที่ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ขณะขับรถพาสามีกลับจากโรงพยาบาล ซึ่งต่อมาชุดสืบสวน สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สืบทราบว่าแก๊งคนร้ายรายนี้คือ นายวิศรุต หรือ ตื้ด อนันทวัน อายุ 25 ปี ชาว อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด และน.ส.มาระตี หรือ บุ๋ม บัวระพันธ์ อายุ 38 ปี ชาว อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด จึงประสานตำรวจ สภ.จังหาร ร่วมกันติดตามจับตัวนายวิศรุตได้คาบ้านพักใน อ.จังหาร เมื่อช่วงสงกรานต์ปีนี้ ส่วน น.ส.มาระตี ยังหลบหนีลอยนวล

เปิดแฟ้มประวัติอาชญากรรม นายวิศรุตเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ กรรโชกทรัพย์มาอย่างโชกโชน เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาได้ 2 ปี ก่อนจะกลับมาร่วมกับพรรคพวกตระเวนก่อเหตุลักษณะเดิมอีกหลายครั้งในพื้นที่ภาคอีสานและเป็นบุคคลตามหมายจับในคดีร่วมกันก่อเหตุใช้รถยนต์ตบทรัพย์ก่อนจะทำร้ายเหยื่อจนเสียชีวิตในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ด้วย

พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ให้ข้อมูลว่า แก๊งตบทรัพย์กลุ่มนี้จะตระเวนก่อเหตุไปตามจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน มีทั้งทำเป็นขบวนการและลงมือคนเดียว หลังก่อเหตุคนกลุ่มนี้จะกลับเข้าหมู่บ้านใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุแล้วเหยื่อไม่ไปแจ้งความจึงไม่มีหลักฐานเอาผิดคนกลุ่มนี้ไปดำเนินคดี

ผกก.สภ.บ้านไผ่ ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า เริ่มแรกคนกลุ่มนี้ทำงานกันอยู่ 1-2 ครอบครัว เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีก็จะชักชวนกันไปก่อเหตุ ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ติดตามพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้มาโดยตลอดและให้ข้อมูลว่ามีรายชื่อของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ทั้งหมดแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างติดตามพฤติกรรม

จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจ เป็นไปได้มากทีเดียวว่า แม้นายวิศรุต ผู้ต้องหาระดับหัวโจกแห่งหมู่บ้านชนตบทรัพย์จะถูกซิวไปแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าแก๊งมิจฉาชีพที่ก่อเหตุในลักษณะนี้จะสูญหายไปจากท้องถนน

เพราะความจริงยังพบว่าเครือข่ายของแก๊งนี้ได้แตกแขนงไปตามพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวางจนยากที่จะปราบปรามให้สิ้นซากได้

ฉะนั้นเรื่องนี้อ่านจบแล้วต้องแชร์ต่อเพื่อช่วยระแวดระวังกันอีกทาง!!

อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่า ม็อบ’วิญญูชน’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่า ม็อบ’วิญญูชน’

23 พฤษภาคม 2562 – 10:20 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ภูมิธรรม เวชยชัย,พรรคเพื่อไทย,สว,ถอดรหัสลายพราง,รังสิมันต์ โรม,ศาลรัฐธรรมนูญ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 7,845 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง   โดย…  พลซุ่มยิง          

รู้ว่าเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีถือหุ้นสื่อ บริษัท วีลัค-มีเดีย จำกัด อันมีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ยังไม่นับคดีเก่า-คดีใหม่ ที่ตามมาเป็นหางว่าว

เช่น ข้อหากระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 116 ให้ที่พักพิงผู้ต้องหาตามหมายจับ กรณีนำ นายรังสิมันต์ โรม ขึ้นรถตู้หลบหนี เมื่อ 24 มิถุนายน 2558, คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จกรณีไลฟ์สดวิจารณ์พลังดูด คสช., การกระทำความผิด ป.อาญา มาตรา 84 และมาตรา 86 กรณีรับรองผู้ขาดคุณสมบัติลงเลือกตั้ง และที่สดๆ ร้อนๆ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่น กกต. กรณี ‘ธนาธร’ ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงิน 110 ล้านบาท ขัด พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 66 หรือไม่ โดยฐานความผิดคดีทั้งหมด มีตั้งแต่การถอดถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จำคุก และยุบพรรค

อะไรทำให้ ‘ธนาธร’ มั่นใจถึงขนาดยอมกลืนน้ำลายตัวเองหลังเคยประกาศจะรักษาวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่หวงแหน “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น” มาวันนี้ พรรคอันดับ 3 อย่างอนาคตใหม่ขอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ ‘ธนาธร’ ขอนั่งเก้าอี้นายกฯเสียเอง

ที่ ‘เซอร์ไพรส์’ กว่านั้น ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาการันตี ‘ธนาธร’ เหมาะสมและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ 6 พรรคการเมืองที่เคยลงสัตยาบันหยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการสร้างรัฐบาลประชาธิปไตย ประกอบด้วย เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ พลังปวงชนชาวไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ ก็เห็นพ้องต้องกัน

ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แคมเปญตั้งรัฐบาลขั้วที่สาม ปิดสวิตช์ ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) สกัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกรัฐมนตรี แค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะลำพัง ‘อนาคตใหม่’ กำลังตกม้าตายตามรอยพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ ส่วนหัวหน้าพรรค ต้องลุ้นกันรายวันจะได้เข้าไปนั่งในสภาหรือไม่ ขณะที่ลูกพรรคก็เริ่มมองหาสังกัดใหม่

เรื่องนี้ ‘ธนาธร’ ก็มองเห็นและไม่ได้หวังผลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการต่อยอดเพื่อนำไปสู่การเรียกพลังคนรุ่นใหม่ 6.2 ล้านเสียง ที่อนาคตใหม่ได้จากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ให้ออกมาบนถนน เพราะเชื่อว่า คนเหล่านี้ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดได้ ต้องยุติการสืบทอดอำนาจ คสช.

โดยในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาที่กระทรวงการต่างประเทศ หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ขณะที่วันรุ่งขึ้น 25 พฤษภาคม จะมีการประชุมเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และหลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา ประธานรัฐสภาจะเรียกประชุม ส.ส.-ส.ว. เพื่อโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’

สิ่งที่ ‘ธนาธร’ จะเล่นต่อจากนี้คือ ‘บทผู้ถูกกระทำ’ โดยในสภา ในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ จะถูกปิดทางด้วยอำนาจ 250 เสียง ส.ว. ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจาก ‘วงศ์วาน’ พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนนอกสภาผลจากคำตัดสินคดีความนับรวมกันแล้วประมาณ 16 คดี จะสามารถปลุกกระแสคนหนุ่ม-สาว ให้เกิดการชุมนุมใหญ่ได้หรือไม่

เนื่องจากพิเคราะห์แล้วว่า ในประเทศไทยไม่มีม็อบใดจะมีพลังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้เท่ากับ กลุ่มวิญญูชน ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เช่น การชุมนุมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา, การชุมนุมของชนชั้นกลาง เรียกว่า ม็อบรถเก๋ง และม็อบมือถือ ในเหตุการณ์พฤษภา 35 เพราะเป็นกลุ่มมีความรู้และยึดมั่นในความเชื่อ ไม่เช่นนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย คงไม่ขุดภาพเมื่อ 27 ปีที่แล้ว สมัยเป็น ส.ส.กทม.สังกัดพรรคพลังธรรม ขึ้นเวทีไฮด์ปาร์ค บริเวณสะพานผ่านฟ้า ร่วมประท้วงรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จนประสบความสำเร็จมาแล้ว

แผนลึก “เพื่อนเนวิน” เบื้องหลังขั้ว 103 เสียง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนลึก “เพื่อนเนวิน” เบื้องหลังขั้ว 103 เสียง

23 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
เสี่ยต่อ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,เนวิน ชิดชอบ,กลุ่มเพื่อนเนวิน,พรรคประชาธิปัตย์,ตั้งรัฐบาล,รัฐบาลขั้วที่ 3,พรรคภูมิใจไทย,กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย,เสี่ยต่อ เฉลิมชัย,ร่วมรัฐบาล,ดีลลับ
เปิดอ่าน 15,688 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 พ.ค.2562

********************

หลังพบกันที่ร้านทีเฮ้าส์ พระราม 6 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ร่อนข่าวแจก “ชงขั้วที่ 3” (สองพรรค 103 เสียง) ไปให้ทุกสำนักข่าว แถมด้วยภาพชุดนั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

ก่อนหน้านั้น 30 เมษายน ที่ผ่านมา เสี่ยหนูกับเสี่ยต่อ ก็พบกันมาแล้วที่ร้านเชฟแมน ราชดำริ โดยการพบกันทั้งสองครั้ง เสี่ยต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นฝ่ายประสานงาน

พบกันครั้งแรก เฉลิมชัย อนุทิน และ มนตรี

ขณะเดียวกัน เสี่ยต๊งได้ไปให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนักว่า สองพรรค (ปชป.-ภท.) ขอคุมกระทรวงเกรดเอ อาทิ คมนาคม, สาธารณสุข, มหาดไทย, พาณิชย์ และพลังงาน

เสี่ยต๊ง” มือขวา “เสี่ยต่อ”

เกมดึงเช็งตั้งรัฐบาลเที่ยวนี้ คอการเมืองคงจะได้รู้จัก มนตรี ปาน้อยนนท์” ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ 5 สมัย แต่สำหรับคนเมืองสามอ่าว ในเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ อ.กุยบุรี และอ.สามร้อยยอด ต่างรู้จัก “เสี่ยต๊ง” ผู้ล้มช้างผู้แทนผูกขาด “สำเภา ประจวบเหมาะ” เมื่อปี 2554

“มนตรี” มีฐานธุรกิจอยู่ที่ ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไต่เต้าจาก ส.อบจ.เขต อ.สามร้อยยอด และขยับขึ้นเป็นรองประธานสภา อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

พบกันครั้งที่ 2 มนตรี อนุทิน เฉลิมชัย

          เวลานั้นนักการเมืองหนุ่มในนาม “กลุ่ม 16” เฉลิมชัย ศรีอ่อนมนตรี ปาน้อยนนท์ และประมวล พงศ์ถาวราเดช ได้ยึดสภา อบจ. และอบจ.ประจวบฯ มาตั้งแต่ปี 2537

กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ประมวล เฉลิมชัย และ มนตรี

หาเสียงเที่ยวนี้ “เสี่ยต๊ง” ออกแรงเหนื่อยหน่อย แต่ก็ชนะ หลังทราบผลคะแนน เสี่ยต๊งให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า การเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้จะเป็นโอกาสได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยคมนาคม หรือรัฐมนตรีเกษตรฯ

          เรียกว่าฝันกันดังๆ และฝันคงใกล้เป็นจริงแล้วล่ะ..เสี่ยใหญ่แห่งสามร้อยยอด

เพื่อนเนวิน-เพื่อนเฉลิมชัย

อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่าง “เนวิน ชิดชอบ” กับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน” และพลพรรคเพื่อนเฉลิมชัย เริ่มก่อตัวกันมาตั้งแต่สมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย

ตอนนั้นกลุ่มนักการเมืองสายประจวบฯ ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะอยู่กันคนละก๊วนกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จึงน้อยอกน้อยใจ เลยหันเหไปหา “เจ้าพ่อบุรีรัมย์”

         ถ้ายังจำกันได้ 30 พฤษภาคม 2552 “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัยมนตรี และประมวล สวมเสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำพรรคภูมิใจไทย ต้อนรับ ชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ไปตรวจราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

มนตรี ตัวแทนกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ไปอวยพรวันเกิดเนวิน

จากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มเสี่ยต่อยังอยู่พรรค ปชป. และพวกเขาได้พบปะกับศักดิ์สยาม ชิดชอบ อยู่เป็นประจำ

          วันเกิดเนวินปีที่แล้วเสี่ยต๊งนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเสี่ยหนูไปอวยพรประมุขค่ายเซราะกราว

ต่อพิฆาต”เครือข่ายสายฟ้า

อย่างที่รู้กันปี 2555 “เสี่ยต่อ เฉลิมชัย” ตัดสินใจเข้ามาพลิกฟื้นสโมสรฟุตบอลประจวบ เอฟซี พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจาก “ช้างคู่” มาเป็น ต่อพิฆาต” ซึ่งมีที่มาจากชื่อเล่นของเฉลิมชัย และมอบให้ “ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์” หรือ “นายกเกียร์” นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้บริหาร

เฉลิมชัย และภรรยา ในชุดแข่ง “ต่อพิฆาต” ยุคแรกๆ

          หากเสี่ยต๊ง-มนตรี ปาน้อยนนท์ เป็นมือขวา “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ ก็เป็นมือซ้ายของเสี่ยต่อ

ปี 2561 ประจวบ เอฟซี ได้เลื่อนชั้นจากไทยลีก 2 สู่ไทยลีก 1 ก็มีบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลัก จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พีที ประจวบ เอฟซี”

เนวิน กับ เสี่ยต๊ง คุยกันข้างสนามอ่าวสเตเดี้ยม

พอเห็นชื่อพีทีจี เอ็นเนอยีฯ จึงทำให้คนวงการลูกหนังฟันธงทันทีว่า ทีมต่อพิฆาต ก็เป็นเครือข่ายทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เนื่องจาก “ปั๊มพีที” นั้นแปลงร่างมาจากบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ของตระกูล “รัชกิจประการ” โดยผู้บุกเบิกธุรกิจน้ำมันและการประมงคือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ

โกเกี๊ยะเป็นสามีของ เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย และส.ส.บัญชีรายชื่อ

การเลือกตั้งที่ผ่านมา “เจ๊เปี๊ยะ” กับ “โกเกี๊ยะ” เป็นแม่ทัพภาคใต้ของพรรคสีน้ำเงิน และนำ ส.ส.เข้าสภาได้ตามเป้าหมาย

          ทีมลูกหนังต่อพิฆาต จึงเป็น “ทีมพี่ทีมน้อง” กับทีมปราสาทสายฟ้า ด้วยเหตุฉะนี้

ใครคือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครคือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง?

23 พฤษภาคม 2562 – 09:30 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ใครคือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง,อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ
เปิดอ่าน 15,648 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีพรรคพลังประชารัฐ กำลังสะดุดลง เพราะคู่เจรจา คือพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งขนาดจิ๋ว เกิดคำถามเดียวกันว่า เจรจา “ถูกคนไหม?”

โดยทางการ การเจรจาน่าจะเป็นการเจรจากับ อุตตม สาวนายน ในฐานะหัวหน้าพรรค หรือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค แต่ปัญหาที่พรรคซึ่งเจรจาด้วยมีคำถามตลอดคือ ทั้งสองคนมีอำนาจในการตัดสินใจขนาดไหน หรือเป็นเพียงหน้าฉาก ที่ต้องขอความเห็นชอบจากหลังฉาก และหลังฉากคนนั้นคือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือสุดท้ายต้องมีมากกว่านั้น

ขณะที่มีความพยายามตั้งตัวเป็นทูตเจรจาของอดีตนายทหารที่อ้างตัวว่า เป็นตัวแทน “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาเจรจาอีกฟากหนึ่ง ที่ทำให้บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายเริ่มงงงวยว่า “สรุปต้องเจรจากับใคร ถึงจะเป็น คำตอบสุดท้าย”

ด้วยอำนาจและโครงสร้างที่มาของการก่อกำเนิดพรรคพลังประชารัฐไม่เป็น “อันหนึ่งอันเดียวกัน” การอ้าง “อำนาจ”การเจรจาจึงมีหลากหลาย แต่ท้ายสุด “ไม่รู้ใครมีอำนาจตัดสินใจ”

นี่คือปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นของการเจรจาตั้งรัฐบาล ทั้งการตกลงเรื่องใครคือประธานสภาผู้แทนราษฎร และแต่ละพรรคจะได้กระทรวงอะไร

เวลานี้มีแต่พลังประชารัฐคิดไปเองว่า พรรคการเมืองอื่นจะ “ยอม” กระทรวงที่ตัวเองล็อกไว้

ต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองก่อนจัดตั้งรัฐบาลผสม ว่าไม่ง่าย เหมือนการสั่ง “ซ้ายหัน-ขวาหัน” ในกองทัพ หรือการจัดรัฐบาลพรรคเดียวที่จำเป็นต้องใช้ “ศิลปะชั้นสูง” ในการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชนะอีกขั้วหนึ่งแบบ ”ไม่เด็ดขาด” ดังที่เกิดขึ้น

สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐต้องมีให้ชัดเจนก่อนในวันนี้คือ “ผู้จัดการรัฐบาล” จะเป็น สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ต้องให้เกิดความชัดเจน ทั้งการเจรจาร่วมรัฐบาลในขณะนี้ และปัญหาการร่วมรัฐบาลในอนาคต

การไม่มีผู้จัดการรัฐบาล ที่เป็นที่รู้กันเพียงแท้จริงคนเดียว จะทำให้รัฐนาวาที่กำลังก่อกำเนิดขึ้น “ล่มก่อนออกเรือ”

สงครามการค้า ‘จีน-อเมริกา’ไทยส้มหล่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามการค้า ‘จีน-อเมริกา’ไทยส้มหล่น

23 พฤษภาคม 2562 – 09:00 น.
สี จิ้นผิง,สงครามการค้า,ไทย,จีน,อเมริกา,ดับเครื่องชน,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 8,754 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีมาบอกว่าสงครามการค้าจีน-อเมริกา จะทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์ในหลายๆ ทาง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว

อย่าไปตระหนกตกใจว่า จีน-อเมริกา ขัดแย้งกันเพราะเชื่อว่าต่อไปจะตกลงเจรจากันได้ ซึ่งปล่อยให้เป็นแบบนี้จะเจ็บตัวทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะ ‘พญาอินทรี’ อเมริกา ซึ่งสมัยก่อนเป็นมหาอำนาจโลก แต่เดี๋ยวนี้มังกรจีนผงาดโลกไล่มาทันแล้ว และบางอย่างล้ำหน้าอเมริกา

ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมือง การทหาร โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเชิงรุกไปทั่วโลกภายใต้การนำของประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ที่จะครองอำนาจไปไม่รู้จบ แต่ในขณะที่ประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ สถานภาพการเมืองย่ำแย่อาจจะหมดอำนาจเป็นประธานาธิบดีสมัยเดียว

ก่อนอื่นขอสรุปข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แจ้งให้ทราบข้อมูลล่าสุดว่า

สงครามการค้า (เทรดวอร์) มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีโอกาสที่นักท่องเที่ยวจีนจะมาไทยมากขึ้นเพราะพฤติกรรมอนุรักษนิยมของจีนที่ต่อต้านการท่องเที่ยวสหรัฐในช่วงนี้ ประกอบกับเงินหยวนอ่อนค่ามาก ทำให้รู้สึกไม่คุ้มค่าเดินทางระยะไกลจึงเดินทางตลาดระยะใกล้แทนโดยมีไทยเป็นจุดหมายปลายทาง

นอกจากนี้กลุ่มครอบครัวเป็นอีกกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีกระแสเดินทางมาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น          ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 10.5 ล้านคน ขณะที่ปีนี้ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตตา) ประเมินจะมี 11.5-12 ล้านคน โดย ททท.เพิ่มความเข้มข้นทำการตลาดกลุ่มคนจีนที่เป็นคนรวยมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้นำเสนอกิจกรรมซัมเมอร์แคมป์ ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อดึงดูดคนรวยที่เคยส่งลูกไปซัมเมอร์แคมป์ที่สหรัฐ แต่ปัจจุบันเริ่มส่งไปน้อยลงเพราะมีปัญหาค่าเงิน จึงต้องดึงมาไทยมากขึ้น

เราจึงต้องรอฟังทางการจีนว่าจะรณรงค์ไม่ให้ชาวจีนเดินทางไปสหรัฐเหมือนในอดีตที่มีข้อพิพาทกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นไทยอาจรับอานิสงส์ที่คนจีนจะมาไทย

สายน้ำและวันเวลาไม่คอยใคร อย่าไปรอถึงรัฐบาลใหม่ซึ่งยังไม่ทราบว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา

แต่ขอให้ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ‘ยุทธศักดิ์ สุภสร’ แปรวิกฤติให้เป็นโอกาสเพราะนักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวไทยและซื้อสินค้าไทยอยู่แล้ว

นี่คือโอกาสทองของไทย
อ๊อด เทอร์โบ


 แห่นางแมวขอฝน
 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ผมเป็นคนพบพระ เมืองตาก ขอร้องเรียนไปยังรัฐบาลว่า เวลานี้อากาศร้อน เกิดภัยแล้งสร้างความเสียหายแก่ชาวไร่ชาวนา ชาวสวน และเกษตรกรทุกอย่าง ขนาดไม่มีน้ำให้วัวควายกิน

เมื่อเป็นแบบนี้เลยต้องพึ่งประเพณีความเชื่อโบราณกาล โดยการแห่นางแมวขอฝน และอย่าดูถูกว่าพวกผมงมงาย แต่ขอบอกว่า ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ เพราะมีฝนตกมาหลังแห่นางแมว

เห็นนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะช่วยเหลือเกษตรและสั่งการให้สู้ภัยแล้ง แต่ไม่เห็นมีใครทำ เห็นอยู่เฉยๆ สบายกว่า ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ กินเงินเดือนสบายกว่า

ผมเป็นคนสูงวัย หรือเรียกตรงๆ ว่าคนแก่ อยากจะบอกว่าปีนี้ อ.พบพระ บ้านผมแล้งมาก และขอขยายความรู้เรื่องแห่นางแมวพอสังเขปเผื่อคนรุ่นใหม่จะได้ทราบ

ชาวบ้าน อ.พบพระ จ.ตาก ทำพิธีแห่นางแมวขอฝน หลังเจอภัยแล้งยาวนานฝนไม่ยอมตกต้องตามฤดูกาล เพื่อขอฝนตามความเชื่อโบราณ เนื่องจากปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้งยาวนาน ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ แห้งขอด

แม้จะเข้าสู่หน้าฝนแล้วแต่ยังไม่มีทีท่าว่าฝนจะตกลงมา ชาวบ้านไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักผลไม้ได้ โดยพิธีขอฝนในครั้งนี้ชาวบ้านใช้ตุ๊กตาแมว 2 ตัว ให้เด็กหญิง 2 คนอุ้มนั่งในสุ่มไก่ในท้ายรถกระบะแห่ไปรอบหมู่บ้าน

ผ่านบ้านหลังไหนเจ้าของบ้านก็จะสาดน้ำใส่ไปตลอดทางจนถึงวัดรวมไทยพัฒนา 8 จากนั้นชาวบ้านได้กราบไหว้พระขอพรให้ฝนตก

ปีนี้มีปัญหาภัยแล้งที่สุดในรอบ 50 ปี ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก  จึงประกอบพิธีแห่นางแมวขอฝนตามความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมา เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างมากไม่มีน้ำในการเพาะปลูกพืช แหล่งน้ำต่างๆ ก็แห้งขอด

ผมจึงเรียนมาถึงรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้นว่าชาวบ้านไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว เลยต้องแห่นางแมว
สมชัย (พบพระ)

ตอบคุณ ‘สมชัย’ พบพระ

ผมอ่านจดหมายแล้วรู้สึกว่าคนไทยส่วนหนึ่งถูกทอดทิ้งจากรัฐบาล หรือหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ จนไม่รู้จะพึ่งพาใคร เลยต้องอาศัยทางไสยศาสตร์ ความเชื่อ ‘แห่นางแมว’ ขอฝน

เมื่อไหร่ภัยแล้งจะหมดไปเสียที หรือจะให้ชาวบ้านต้อง ‘แห่นางแมว’ ขอฝนเช่นนี้ทุกปี ตลอดไป

ขอเรียนให้ทราบว่าทุกรัฐบาลมีนโยบายต้านภัยแล้งและมีโครงการมากมาย แต่ปรากฏว่าไม่บรรลุผล ด้วยเหตุผล ข้ออ้างต่างๆ นานา ทั้งๆ ที่ใช้งบประมาณมหาศาล เช่นเดียวกับการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งชาวบ้าน ประชาชน ก็เจอน้ำท่วมทุกปีจนเรียกว่าเป็นปัญหาโลกแตก
อ๊อด เทอร์โบ

สร้างคุณภาพพลเมืองดิจิทัล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างคุณภาพพลเมืองดิจิทัล

23 พฤษภาคม 2562 – 08:25 น.
สร้างคุณภาพพลเมืองดิจิทัล,อาชญากรรมทางเทคโนโลยี,สื่อออนไลน์
เปิดอ่าน 692 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม 2562

กรณีเรื่องราวเศร้าสลดของเด็กสาววัย 16 ปี ของมาเลเซียรายหนึ่ง ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังเปิดโพลล์ในออนไลน์ให้โหวตแล้วปรากฏว่ามีชาวเน็ตสนับสนุนถึง 69 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เด็กสาวเลือกจบชีวิตด้วยกระโดดจากตึก 3 ชั้นในเมืองกูชิง รัฐซาราวัก โดยก่อนหน้านี้เด็กสาวได้โพสต์ตัดพ้อโชคชะตากับปัญหาครอบครัว ซึ่งเบื้องต้นจากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยการก่ออาชญากรรมและแนวทางสอบสวนมุ่งไปในทิศทางว่าเป็นเหตุอัตวินิบาตกรรม เนื่องจากเด็กสาวเผชิญปัญหาส่วนตัวและครอบครัว แต่ที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางคือการที่ชาวเน็ตเข้าไปโหวตสนับสนุน สะท้อนถึงการขาดความรับผิดชอบและขาดจริยธรรม จากเหตุดังกล่าวสมาชิกรัฐสภามาเลเซียระบุว่าคนที่โหวตให้เด็กสาวคิดสั่้นจบชีวิตควรมีความผิดตามกฎหมายฐานกระตุ้นยุยงให้ผู้เยาว์ฆ่าตัวตาย

ปัจจุบันยุคดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือบนโลกออนไลน์ก็กำลังโตตามไปด้วย เพราะได้กลายเป็นช่องทางของกลุ่มมิจฉาชีพ ทั้งในเรื่องยาเสพติด การพนันออนไลน์ และการหลอกลวงขายสินค้า การหลอกลวงไปค้าประเวณี ซึ่งมีเกิดมากมายสารพัดเรื่องส่งผลให้คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสูงขึ้นในแต่ละปี จนกลายเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรที่จะหยุดยั้งคดีเหล่านี้ให้ลดลง และจะสร้างแนวทางป้องกันหรือเกราะป้องกันอย่างไรได้โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งในข้อเท็จจริงก็ยังมีคดีหมิ่นประมาทที่เกิดบนโลกออนไลน์อีกจำนวนมาก รวมไปถึงพฤติกรรมกลั่นแกล้งคุกคามรังแกบนโลกโซเชียลมีเดียจนเกิดกรณีฆ่าตัวตายมาแล้วในหลายประเทศซึ่งโลกออนไลน์มีด้านลบอยู่มากจึงอยู่ที่ผู้ใช้ว่าจะเข้าใจแยกแยะและควบคุมการใช้ได้ดีแค่ไหน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน ได้ให้คำจำกัดความถึงพลเมืองดิจิทัลต้องมีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม และเคารพผู้อื่น และมุ่งเน้นความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งต้องมีทักษะที่สำคัญ 8 ประการ คือ 1.ทักษะในการสร้างและบริหารอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองทั้งในโลกออนไลน์และโลกความจริง 2.ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว-การแชร์ข้อมูลเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวทั้งของตนเองและผู้อื่น 3.ทักษะในการคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลในออนไลน์ได้ 4.ทักษะจัดสรรเวลาหน้าจอเพื่อสมดุล 5.ทักษะรับมือการคุกคามทางโลกออนไลน์ 6.ทักษะจัดการข้อมูลรวมถึงเข้าใจผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อความรับผิดชอบ 7.ทักษะป้องกันการโจรกรรมข้อมูล 8.ทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมในการเห็นอกเห็นใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์

กฎหมายเป็นเครื่องมือกำกับสังคมให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ขณะที่ศีลธรรมเป็นข้อบัญญัติหรือหลักการทางศาสนาที่ใช้เป็นเครื่องครองตน และจริยธรรมเป็นเรื่องของการกำหนดความถูกต้องดีงามเพื่อเป็นกรอบของสังคม ซึ่งประเทศไทยโดยรัฐบาลผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ มีการตั้งเป้าไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งนโยบายเสริมสร้างศักยภาพการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและก้าวเข้าสู่ความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลที่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างไรและปกป้องจากความเสี่ยงต่างๆ อย่างไร รวมทั้งรู้จักเคารพสิทธิของตนเองและมีความรับผิดชอบไปจนถึงเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะการใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงสร้างสรรค์

‘ร้านทอง-โรงรับจำนำ’ต้องทำตาม(กฎ)ห้ามเอาเปรียบ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ร้านทอง-โรงรับจำนำ’ต้องทำตาม(กฎ)ห้ามเอาเปรียบ!

22 พฤษภาคม 2562 – 14:40 น.
ร้านทอง,โรงรับจำนำ,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 10,199 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

เกิดเป็นกรณีดราม่าและสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องที่ร้านทองบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนทองให้แก่ลูกค้าที่มาจำนำไว้ จนมีการร้องเรียนกับกรมการปกครองและแจ้งความเอาผิดที่ สน.ราษฎร์บูรณะ ก่อนที่เจ้าของร้านจะส่งตัวแทนนำสร้อยทองมาคืนให้แก่ผู้ร้องเรียน ส่วนผู้ร้องรายอื่นๆ อีก 5 คน ยังไม่ได้ทองคืน โดยเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้มีการลงพื้นที่ตรวจเข้มบรรดา ร้านทอง โรงรับจำนำ และ ร้านค้าของเก่า เพื่อย้ำให้ผู้ประกอบการต้องทำตามกฎหมาย ไม่เอาเปรียบลูกค้า เป็นการ “ล้อมคอก” ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชัยวัฒน์ วงศางาม เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ ส่วนกำกับสืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง อธิบายว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายโรงรับจำนำ และกฎหมายควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานสามารถเข้าไปควบคุมดูแลการกระทำต่างๆ ของผู้ประกอบอาชีพโรงรับจำนำและค้าของเก่า เพื่อเป็นการป้องกันมิให้สถานประกอบการเป็นแหล่งกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น การฉ้อโกง การฟอกเงิน หรือการรับซื้อของโจร

“ผู้ประกอบการโรงรับจำนำและร้านค้าของเก่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน กรมการปกครองจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบใบอนุญาต ตรวจการปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ประกอบการ ว่าเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่” นายชัยวัฒน์ กล่าวย้ำ

ทว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่รู้ว่ามีกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการโรงรับจำนำ ร้านทอง หรือร้านค้าของเก่าทุกประเภท มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อประชาชนหรือลูกค้า สำหรับโรงรับจำนำ กฎหมายกำหนดดังนี้ 1.ต้องจัดให้มีคำว่า “โรงรับจํานํา/สถานธนานุเคราะห์/สถานธนานุบาล” ในที่เปิดเผย เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบ 2.ต้องมีที่เก็บทรัพย์จำนำอันมีค่าไว้โดยปลอดภัยในโรงรับจำนำ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท 3.ผู้รับจํานําต้องจัดให้มีป้ายอัตราดอกเบี้ย แสดงไว้ในที่เปิดเผยภายในโรงรับจํานํา และห้ามมิให้ผู้รับจํานําเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด  (1) เงินต้นไม่เกิน 2,000 บาท ร้อยละ 2 ต่อเดือน (2) เงินต้นส่วนที่เกิน 2,000 บาท ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000-20,000 บาท หรือจําคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจํา

4.ผู้รับจํานําต้องทําบัญชีทรัพย์จํานํา ที่ขาดส่งดอกเบี้ยเป็นเวลากว่า 4 เดือน ยื่นต่อเจ้าพนักงาน และปิดประกาศบัญชีนั้นไว้ ณ ที่เปิดเผย ที่โรงรับจํานํานั้น เพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบว่าขาดส่งดอกเบี้ยแล้ว หากลูกค้าไม่มาขอไถ่ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศ ทรัพย์จึงจะหลุดเป็นสิทธิแก่ผู้รับจํานํา 5.ผู้รับจำนำต้องไม่รับจำนำทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย และ 6.หากผู้ใดฝ่าฝืนตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

ส่วนผู้ประกอบการร้านทอง หรือร้านค้าของเก่าทุกประเภท กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ คือ 1.ให้มีสมุดบัญชีสําหรับการค้าของร้าน และจดรายการที่สําคัญของทรัพย์ไว้ทุกรายการ หากไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท 2.แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ทันที เมื่อมีเหตุสงสัยว่า ทรัพย์ที่มีผู้นํามาเสนอหรือโอนให้นั้น เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทุจริต หากไม่ปฏิบัติต้องระวางโทษ ถึงจําคุก 1- 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-30,000 บาท 3.ต้องทำเลขเป็นเครื่องหมายไว้ที่ของให้ตรงกับเลขในสมุดบัญชี เพื่อสะดวกในการสํารวจตรวจสอบ หากไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท 4.อย่าเอาเปรียบลูกค้าในเรื่องราคา และปกปิดความจริงประวัติของทรัพย์ที่ขาย และ 5.หากผู้ใดฝ่าฝืนประกอบอาชีพค้าของเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าโรงรับจำนำ หรือร้านทอง ยึดปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากจะไม่เอาเปรียบประชาชนหรือลูกค้า ยังช่วยประเทศชาติในการป้องกันอาชญากรรม โดยเฉพาะทรัพย์สิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด..!!

เอาแล้ว…เกมยุ่งขิงบังเกิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาแล้ว…เกมยุ่งขิงบังเกิด

22 พฤษภาคม 2562 – 13:15 น.
ตั้งรัฐบาล,ลุงตู่,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 27,127 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

นับแต่วันที่ “ลุงตู่” เปรยความพร้อมการตั้งครม.ชุดใหม่ที่พลังประชารัฐจะเป็นว่าที่แกนนำตั้งรัฐบาลชุดใหม่

กระทรวงเกรดเอที่คนการเมืองหวังไว้นั้น หากไปมองสิ่งที่ลุงตู่กล่าวไว้ในวันวานก็พานพบว่า ข้อเสนอที่คีย์แมนพชปร.ไปแตะมือว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลให้มาร่วมวงไพบูลย์ก็ลือกันว่า “วงเเตก” โดยพลัน

แว่วว่า ว่าที่พรรคที่จะมาแตะมือขั้วลุงตู่ เช่น ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยนั้น ระงับการต่อสายไว้ทันทีเพราะไม่แฮปปี้กับหลายประโยคที่ลุงตู่เผยมาเกี่ยวกับโควตาเสนาบดี เมื่อบวกกับโผครม.ชุดหน้าตามหน้าสื่อที่ว่อนออกมาหลายวันก่อนนั้น ยิ่งทำให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลมิพอใจเพราะ “เก้าอี้หลักๆ” ร่วงในมือของคีย์แมนหลากมุ้งในพปชร.และบรรดาคนแวดล้อมลุงตู่แทบทั้งนั้น

เรียกว่า “ชิ้นปลามัน” ไม่ถูกแบ่งปันไปยังพรรคที่จะมา “สานฝัน” ให้ลุงตู่และพปชร.เลย แม้บางกระทรวงจะมีการเปิดทางให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลไปบ้าง แต่มองแล้ว..ยังไม่ใช่คำตอบที่โดนใจพรรคที่จะมาเติมเต็มความฝันของลุงตู่และพปชร.

และเมื่อตีความดีๆ กับสิ่งที่ลุงตู่เผยเกี่ยวกับ “สเปกและแนวทางทำงานของรัฐนาวาชุดหน้า” นั้น แว่วว่าคนวงในของพรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินไม่พอใจเท่าใดนัก เพราะคล้ายว่าสองพรรคนี้คือ “ตัวประกอบ” ที่มาทำให้ลุงตู่กับพชปร.เดินถึงฝั่งฝันของตัวเอง

และคีย์แมนของสองพรรคนี้มองว่ายามนี้ “พปชร.” ใช่ว่าจะมีส.ส.เพียงพอที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้เสียเมื่อไหร่…และยามนี้ “ชาติไทยพัฒนา” ก็ผสมโรงไปกับภท.และปชป.ด้วย แม้ ชพน.จะมีสิบเสียงก็ตามที

แต่ยามนี้ “หนึ่งส.ส.” ก็มีความหมายยิ่งนักสำหรับขั้วหนุนลุงตู่…

ฉะนั้นการดึงจังหวะของพรรคสีฟ้า-พรรคสีน้ำเงิน และพรรคของลูกบรรหาร จึงเข้ามุมของตัวเองเพื่อส่งสัญญาณว่ายังไม่แฮปปี้กับเงื่อนไขที่พชปร.และลุงตู่เสนอไว้และอาจแยกวงออกมา

ความยุ่งขิงกลับไปอยู่ในมือพปชร.ทันทีในตอนนี้

แม้คนวงในพปชร.ก็น่าจะมองออกว่าสองพรรคนั้นล้วนมีอะไรบางอย่างที่มีช่องโหว่และน่าจะรับดีลของพปชร.ไว้ค่อนข้างชัวร์ก็ตาม…..

เริ่มที่ “พรรคสีฟ้า” ก่อน หลังจากที่อู๊ดด้าได้เป็นหัวหน้าพรรคปชป.คนใหม่และรับหน้าที่ประสานรอยปริแยกของแกนนำในพรรคก็ส่อแววปริร้าวแยกลึกออกมาเรื่อยๆ เพราะบางมุ้งในพรรคอยากร่วมรัฐบาล บางกลุ่มไม่ไปแตะมือกับพปชร.และเพื่อไทย และเริ่มมีวิวาทะของคนในพรรคจวกกันเองโผล่มาแบบไม่มีสาเหตุ จนปรากฏการณ์ “10 มกรารอบสอง” ใกล้บังเกิด โดยมองสองมุมว่า มุมแรกคือ อย่างน้อย 20 ส.ส.พรรคสีฟ้าจะมาขั้วหนุนลุงตู่ และมุมที่สองคือ ทางที่ดี 52 ส.ส.ของปชป.ควรมาทั้งหมด

ส่วน “พรรคสีน้ำเงิน” นั้น ไม่ว่าอย่างไรเสีย “คนโตแดนอีสานใต้” คือคนกุมบังเหียนพรรคตัวจริง แม้เสี่ยหนูจะได้ฉันทานุมัติจาก 51 ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ก็ตาม แต่ใครต่อใครในวงการการเมืองรู้ดีว่าหากภท.จะเคาะโต๊ะนั้น คนที่มีสิทธิขาดคือคนโตแดนอีสานใต้เท่านั้น และตรงนี้ที่ทำให้เสี่ยหนูอึดอัดไม่น้อย และมองว่าสิ่งที่เสี่ยหนูเปิดมานั้น เอาเข้าจริงคนเคาะโต๊ะว่าพรรคสีน้ำเงินจะวางบทไว้ที่ใดนั้นอยู่ที่บุรีรัมย์

แม้ว่าพปชร.จะนัดหารือกับว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ แต่เมื่อปชป.ยังดึงจังหวะไม่โยนไพ่ ภท.ก็เดินเกมแนวเดียวกันและยังบอกสังคมว่าพร้อมเป็นเจ้าภาพขั้วตัวแปรที่จะหารือกับพรรคต่างๆ เพื่อให้ภาคการเมืองมีคำตอบในไม่กี่วันนี้เกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองที่ชัดเจนต่อสังคม

ผนวกกับเงื่อนไขที่เพื่อไทยเปิดออกมายั่วใจปชป.-ภท.แบบไม่มีเม้มนั้น หากอยู่ในภาวะปกติ..ไม่มีทางเป็นไปได้ที่พรรคอันดับหนึ่งจากการหย่อนบัตรจะไร้เงื่อนไขแบบนี้ แถมยังเปิดประตูเชิญคู่ปรับในรอบสิบกว่าปีและอดีตคนกบฏที่แปรพักตร์ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนให้มาสังฆกรรมเช่นนี้

งานนี้ความร้อนรนจึงกระเด้งกลับไปยังพปชร.แบบช่วยไม่ได้ เพราะพรรคอันดับหนึ่งก็ใช่ว่าจะอยู่นิ่งๆ แล้วรอพรรคอันดับสองเดินเกมเพียงเจ้าเดียวเสียเมื่อไหร่

ตอนนี้แว่วว่าพท.พร้อมจะส่งตัวจริงเสียงจริงควงกับคีย์แมนพรรคสีส้มเพื่อไปดีลกับเสี่ยหนูและตัวแทนปชป.แล้วเพื่อให้เหลียวมองเงื่อนไขของขั้วต้านลุงตู่แบบจริงจัง

แน่นอนว่า…คนที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ในยามนี้คือพปชร.เพราะจำนวนส.ส.ที่มีในมือนั้น แม้นำไปบวกกับ 250 ส.ว.ก็เพียงพอในขั้นต้นว่าลุงตู่มีสิทธิกลับมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลวาระที่สองได้ แต่มันเหนื่อยต่อไปเพราะจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ทำอะไรแทบจะไม่ได้

เมื่อพรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงิน ที่มีตัวเลขรวมกัน 103 ที่นั่ง ยังไม่ตอบว่าจะเอาอย่างไร..ไม่ว่าจะไปขั้วหนุนลุงตู่หรือขั้วต้านลุงตู่

สมมุติว่า พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงิน ไปรับดีลของขั้วต้านลุงตู่จริง มันจะเป็นการพลิกล็อกการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

งานนี้รอดูกันแบบวันต่อวัน….ว่าจะเป็นเช่นใดเพราะการเมืองนั้นสามารถเเปรผันได้เสมอ

แม้แต่เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เเต่ก็สามารถเป็นไปได้ และมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งบนบันทึกการเมืองไทย!

ไม่ง่าย ตั้ง”รัฐบาลลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ง่าย ตั้ง”รัฐบาลลุงตู่”

22 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,รัฐบาลลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,696 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

ถึงเวลานี้ ก็ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่าขั้วไหนจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ “ขั้วพลังประชารัฐ” หรือ “ขั้วเพื่อไทย” หรือว่าขั้วที่ 3 ที่มี “พรรคอนาคตใหม่” เป็นแกนนำ

ที่ยังไม่ชัดเจนส่วนหนึ่งก็มาจาก สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 250 คน ที่กลไกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสร้างขึ้นให้ ส.ว.มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย มิเช่นนั้นป่านนี้ก็คงรู้ไปตั้งนานแล้วว่า “ขั้วไหน” จะได้เป็นรัฐบาล ซึ่งปกติฝ่ายไหนรวบรวมเสียง ส.ส.ได้มากกว่าก็ได้ตั้งรัฐบาล แต่ครั้งนี้อาจไม่ใช่ เพราะยังมี “ตัวแปร” ที่สำคัญ ก็คือ ส.ว.นั่นเอง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่

อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคการเมืองนี้มีเสียงรวมกันถึง 103 เสียง ก็ยังไม่ “ฟันธง” ว่า จะไปอยู่ขั้วไหน

สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีข่าวออกมาเป็น 2 ทาง คนในพรรคยังเห็นต่างกันอยู่ มีทั้งต้องการ “ร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ” กับต้องการเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ”

ส่วน พรรคภูมิใจไทย ก็บอกว่า ฟังเสียงประชาชนอยู่ ที่ชัดเจนก็มีเพียงว่า จะไม่ร่วมกับ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” โดยที่ประชุม ส.ส.ของพรรคมีมติยืนยันจุดนี้ และพรรคมีมติให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นคนตัดสินใจว่าจะร่วมกับขั้วไหน โดยไปดำเนินการพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ

ที่สำคัญ ตอนนี้ยังมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศตัวเป็นแกนนำชิงตั้งรัฐบาลแข่งกับ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” โดยให้เหตุผลว่าในเมื่อไม่มีใครเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. พรรคอนาคตใหม่จึงขออาสาทำเองและถ้าหากพรรคอนาคตใหม่สามารถรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ นายธนาธรพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี โดยขอประกาศตัวเป็น “นายกรัฐมนตรีแห่งการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.” และนายธนาธร ยังบอกว่า จะเดินทางไปพบนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง น.ส.กัญจนา และนายวราวุธ ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทยพัฒนา ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้นายธนาธร เชื่อว่า ถ้ารวมเสียง ส.ส.ในสภาได้มากสุดพอ ส.ว.คงไม่กล้าโหวตสวนมติของ ส.ส. โดยกระแสสังคมจะกดดันให้ ส.ว.ยอมรับไปเอง

อย่างไรก็ตาม การประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคอนาคตใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่มติของ 7 พรรคแนวร่วม ที่เคยลงนามในหนังสือบันทึกความเข้าใจจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่อย่างใด

แต่เชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่คงคุยกับพรรคเพื่อไทยก่อนที่่นายธนาธรจะออกมาชิงนำตั้งรัฐบาล เพราะไม่เห็นอาการไม่พอใจจากทางพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้แต่อย่างใด

โดยทางแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาพูดชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยต้องการให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะฝ่ายสืบทอดอำนาจ จึงไม่ยึดติดเรื่องตำแหน่ง ไม่ว่าเป็นจะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร ยอมเสียสละเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองใดๆ ขอเพียงประเทศเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง ขอเพียงพรรคขั้วที่ 3 ตัดสินใจเลือกข้างประชาชนอย่างที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง

แต่ในความจริงแล้ว อาจเป็นเพราะทางพรรคเพื่อไทยเอง ก็ไม่มีตัวคนที่จะแข่งตั้งรัฐบาลกับขั้วพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากแกนนำคนสำคัญๆ ของพรรคเพื่อไทยที่่ลงบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ สอบตกหมด รวมทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ และผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็สอบตกเช่นกัน

อีกทั้งจะเห็นได้ว่าหลังเลือกตั้ง แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เปิดเกมรุกในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทางแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ก็คงเห็นจุดนี้เหมือนกัน จึงประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน

และการที่นายธนาธร ออกมาประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีความเป็นไปได้ที่จะดึงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ให้มาร่วมด้วยได้มากกว่าที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ คงยากที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย เป็นเพราะอดีตระหว่าง 2 พรรคการเมืองนี้ ดังนั้นการที่เป็น “ธนาธร” เงื่อนไขจึงเปลี่ยนไป

แต่ว่าไปแล้วโอกาสที่ขั้วที่ 3 ซึ่งนำโดยนายธนาธร จะประสบความสำเร็จในการตั้งรัฐบาล โดย “ปิดสวิตช์ ส.ว. 250 คน” ที่มีอำนาจในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นไปได้ยากมาก เพราะขณะนี้พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี 115 เสียง และมี 11 พรรคการเมืองเล็ก รวม 11 เสียง ที่ประกาศชัดเจนแล้วว่าอยู่ขั้วพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้นเมื่อรวมกันแล้วได้ 126 เสียง และหากนำไปรวมกับ ส.ว.อีก 250 คน เชื่อว่าคงโหวตสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ถึง 376 เสียงพอดี ซึ่งเป็นเสียงที่จำเป็นต้องได้อย่างน้อยในการโหวตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 272 บัญญัติว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (ส.ส.500 คน + ส.ว. 250 คน = 750 คน มากกว่าครึ่งหนึ่ง =376)

และนี่…ยังไม่รวมถึงพรรครวมพลังประชาชาติไทยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 5 เสียง, พรรคประชาชนปฏิรูปของนายไพบูลย์ นิติตะวัน 1 เสียง, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่แล้ว

ดังนั้น แทบ “ปิดประตูตาย” ทาง “ขั้วที่ 3” ไปแล้ว เพราะต่อให้นายธนาธรสามารถรวมเสียงจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และรวมถึงพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ก็ไม่มีทางชนะโหวตนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาได้ เพราะได้ไม่ถึง 376 เสียง เว้นเสียแต่ว่า ฝั่งนี้ได้คะแนนมาเติมจากทาง ส.ว.เท่านั้น

ซึ่งหากมองไปทาง ส.ว.ว่ามีกลุ่มไหนที่พอจะแตกแถวได้บ้าง ก็คงเป็น กลุ่ม ส.ว. จำนวน 50 คน ที่เลือกกันมาเองตามกลุ่มอาชีพ เนื่องจากไม่ได้อิงกับ คสช.มากนัก ดังนั้นเมื่อคนกลุ่มนี้เลือกกันมาเอง การที่จะโหวตอย่างอิสระก็พอมีความเป็นไปได้ แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่จะ “แตกแถว”

อีกอย่างหนึ่งที่ต้องจับตา ก็คือ การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ถ้าปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรไปในทางเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่ว่าคนจากพรรคพลังประชารัฐ หรือคนจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งคนจากพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอน

แต่ถ้าปรากฏว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นคนจากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอนาคตใหม่ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ร่วมโหวตสนับสนุนด้วย กรณีนี้ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยต้องพึ่งเสียงจาก ส.ว. 250 คน ช่วยโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยสรุปสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพียงแต่ว่าจะเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” หรือ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” เท่านั้น

และต้องรอดูว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว จะมีปรากฏการณ์ “งูเห่า” ในกลุ่ม 7 พรรคการเมืองที่จับมือกันอยู่ “ขั้วตรงข้าม” ให้เปลี่ยนใจหันมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เพราะนั่นหมายถึงเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ที่ว่าจะมีอายุได้นานแค่ไหน

อาจมีคำถามว่า แล้วประเทศไทยเราจะอยู่กันอย่างนี้หรือ เพราะเป็นการต่อรองกันในเชิงเก้าอี้และผลประโยชน์ทางการเมือง

แต่ก็ต้องว่ากันไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญ และอย่างน้อย เราก็ได้กลับมามีสภาผู้แทนราษฎร มีฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้มากกว่าเดิม, เมื่อมีรัฐบาลใหม่ คสช.ก็พ้นสภาพไป, มีกลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล และหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีมาตรา 44 คุ้มครองอีกต่อไป และแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังไม่ได้เริ่มทำงาน ก็สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ โดยนำการทำงานของรัฐบาล คสช. 5 ปีทีี่ผ่านมา มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ประชาธิปไตยไทย” พัฒนาไปอีกจุดหนึ่งแล้ว