“ก้าว” ซีซั่น 2 ดราม่าเยอะ ตูน (ไม่) ยับ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ก้าว” ซีซั่น 2  ดราม่าเยอะ ตูน (ไม่) ยับ?

25 พฤษภาคม 2562 – 08:55 น.
ตูน,ตูน บอดี้สแลม,อาทิวราห์ คงมาลัย,ก้อย รัชวิน,โครงการก้าวคนละก้าว
เปิดอ่าน 3,520 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25-26 พ.ค.2562

*******************

          โลกมีขั้วบวกลบเหรียญมีสองด้าน, 13 หมูป่าอาจเป็นเด็กหัวใจแกร่ง หรือเด็กโชคดีเกินไป?, แรงเงา ยังพังมากกว่าปัง แล้ว “พี่ตูน” เป็นใครที่จะไม่โดนกับเขาบ้าง

          เขาก็คือ “พี่ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย จากวงบอดี้สแลม นักร้อง นักวิ่งวัยย่าง 40 คนที่วิ่งเพื่อระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลนั่นแหละ

          ปลายปี 2559 ตูนวิ่งจากกทม.ถึงประจวบคีรีขันธ์ 400 กิโลเมตร ช่วยโรงพยาบาลบางสะพาน ได้เงินถึง 85 ล้านบาท

          ปลายปี 2560  ตูนเปิดแคมเปญ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” วิ่ง 2,100 กิโลเมตร จากเบตงถึงแม่สาย ได้เงินบริจาคมาพันกว่าล้าน เกินเป้าจนขนลุก

          แต่วันนี้เมื่อเขากำลังจะก้าวไปในการวิ่งอีกครั้ง แต่ทำไมยังหนีไม่พ้นดราม่า!

ก้าว” มาดใหม่

          ก่อนจะพูดเรื่องลบ มาว่ากันที่เรื่องดีๆ ก่อน โครงการก้าวคนละก้าวรอบนี้ (2562-2563) ใช้ชื่อว่า “ก้าวคนละก้าว ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ”

          ครั้งนี้เป็นการช่วยระดมทุนให้โรงพยาบาลขนาดเล็กในต่างจังหวัด เนื่องจากมีเสียงเรียกร้องเข้ามาว่ายังมีโรงพยาบาลน้อยๆ ที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่มาก

          จึงเป็นที่มาว่าครั้งนี้จะเดินหน้าเพื่อโรงพยาบาลเล็กๆ เหล่านี้ทั่วประเทศ โดยจะแบ่งออกไปเป็น ภาคใหญ่ ทั้ง อีสานใต้เหนือตะวันออก และกลาง ตามลำดับ ตั้งจำนวนโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือไว้ 7-8 โรงต่อการวิ่ง ครั้ง

          กิจกรรมแรกเริ่มที่ภาคอีสานกับการวิ่งเพื่อโรงพยาบาลชุมชน แห่ง คือ โรงพยาบาลบึงกาฬ จ.บึงกาฬ โรงพยาบาลสระใคร จ.หนองคาย โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย โรงพยาบาลนาวัง จ.หนองบัวลำภู โรงพยาบาลหนองหาน จ.อุดรธานี โรงพยาบาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี โรงพยาบาลพล จ.ขอนแก่น และโรงพยาบาลขอนแก่น .ขอนแก่น

          อย่างไรก็ดี หลายคนมองออกว่ากิจกรรมในรอบนี้ดูทรงแล้วน่าจะใช้จุดอ่อนของครั้งที่แล้วมาปรับแก้

          ตั้งแต่การวิ่งที่ปรับเป็น “วิ่งผลัด” พี่ตูนจะไม่เป็นซูเปอร์ตูนคนเดียว แต่จะรวมพลังอเวนเจอร์ สลับกับทีมก้าว หรือบรรดาดารา คนดัง ที่จะมาช่วยวิ่งต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย ผลัดละ 10 กิโลเมตร

          ขณะที่ระยะเวลาการวิ่งก็ใช้เวลา วัน ไม่มากและไม่ล้าจนตรากตรำเกินไป

          สำหรับกิจกรรมนี้จะเกิดขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 15-16 มิถุนายนนี้ โดยวิ่งจากหนองคายไปขอนแก่น รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 187 กิโลเมตร

          นอกจากนี้การวิ่งในช่วง 11 กิโลเมตรสุดท้ายจากศาลากลางจังหวัดขอนแก่นไปจนถึงสนามกีฬาขอนแก่นพี่ตูนยังมีกิมมิค เชิญชวนประชนชนทุกคนมาวิ่งด้วยกัน

          นัยหนึ่งก็เพื่อสร้างสถิติ “การวิ่งมินิมาราธอนที่มีนักวิ่งมากที่สุดในภาคอีสาน” แต่อีกทางยังสามารถหารายได้เพิ่มเติมจากการหย่อนลงถุงรายทางจากชาวบ้านอีกด้วย

          เพราะผู้ที่สนใจก็แค่สมัครวิ่งในราคา 200 บาท ที่ http://www.kaokonlakao.com รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่ โรงพยาบาลชุมชนในภาคอีสาน

ดราม่าเดิมๆ

          แก้ปัญหาทางเทคนิคคงไม่ยาก แต่แก้ทางฟีลลิ่งนั้นจนปัญญา

          อย่างที่รู้วันนี้ก้าวซีซั่น ยังข้ามไม่พ้นดราม่าปัญหาเดิม ไล่ตั้งแต่เรื่องไม้จิ้มฟันไปถึงแกนโลก หรือจากคนไทยกลุ่มเล็กไปจนถึงกลุ่มปัญญาชน คนเรียนสูงๆ

          กลุ่มชาวบ้านบางคนอาจมองเรื่องหยุมหยิมว่า ตูน ขอทาน ดังนั้นถ้าใครอยากช่วยก็ไปบริจาคยังโรงพยาบาลแต่ละแห่งโดยตรงไม่ต้องผ่านมูลนิธิก้าวคนละก้าวเพื่อความโปร่งใสในกระบวนการระดมทุน

          กลุ่มมีความรู้ก็มองที่ปัญหาโครงสร้างด้านการบริการสาธารณสุข ทำนองว่านี่ไม่ใช่ธุระของร็อกสตาร์ แต่เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีอำนาจโดยตรงมากกว่า พูดจบก็หยอดด้วยการป้อชมว่าการวิ่งระดมทุนเป็นสิ่งที่ดี!

          ลามไปถึงคนไทยบางกลุ่มที่โยงการวิ่งของพี่ตูนไปถึงสายสัมพันธ์กับรัฐบาล คสชเพราะ อนุศักดิ์ คงมาลัย ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของตูน ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (..) ชุดนี้

          และนี่ไม่ใช่เพิ่งเกิด ตูนเจอดราม่าตั้งแต่วิ่งรอบก่อนในท่วงทำนองวิ่งกลบข่าวรัฐบาลเพราะข่าวของตูนชิงพื้นที่สื่อไปแทบทั้งหมด

          ช่วงนั้นถึงขนาดมีการวิเคราะห์ว่าตูนออกมาจังหวะเดียวกับที่ผู้นำไทยไปจับมือกับผู้นำสหรัฐท่ามกลางข่าวลือว่ามีดีลซื้ออาวุธอะไรสักอย่างแน่ๆ

          ลามไปถึงผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ค่อนขอดการวิ่งของตูนเป็นเรื่องโลกสวย แค่ตอบสนองสลิ่มในทุ่งลาเวนเดอร์

          ยกตัวอย่างนักวิเคราะห์ข่าวคนหนึ่งที่มองว่า 11 โรงพยาบาลที่ตูนช่วย ไม่ได้ขาดแคลนงบประมาณ แต่ที่ขาดทุนอาจเพราะมีบุคลากรเยอะเกินไป หรือบริหารงานไม่เป็น

          ขณะที่ยังมีกระแสข่าวว่ามีการวิจารณ์ไปถึงโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘บัตรทอง’ ว่าเป็นตัวการทำให้ โรงพยาบาลศูนย์ขาดทุน

          ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ตูนต้องเจอ แต่คิดอีกมุมก็ถือเป็นความงอกงามทางความคิดทำให้เราคนไทยได้ถกเถียงเพื่อต่อยอดในการแก้ไขปัญหากันมากขึ้น

          เพียงแต่มันได้มีการแก้ไขกันไปบ้างหรือยังแค่นั้นเอง คงไม่ได้รอตูนวิ่งอย่างเดียวใช่มั้ย

พี่ตูนว่าไง ?

          อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งก็นับว่าเห็นใจอยู่เพราะคนไทยเจอมาหนัก ถือเป็นการฝึกวิชาว่าด้วย “ทฤษฎีสมคบคิด” ไปโดยปริยาย วันนี้ใครลุกมาทำอะไรต้องมีอเจนด้าไปเสียหมด!

          แต่งานนี้ไม่ต้องถึง “ก้อย รัชวิน” คนรู้ใจตูน คนไทยทั่วไปมองออกว่าตูนจะไม่มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ นอกจาก Keep Calm and Run

          เพราะเป้าหมายของเขาคือการวิ่งมาราธอน และที่ผ่านมาตูนก็ไม่เคยพูดอะไรถึงเรื่องนี้สักแอะ

          แต่แน่นอน จะไม่พูดบ้างก็ใช่ที่ ชายชาญ ใบมงคล ครีเอทีฟโครงการก้าวคนละก้าวจึงออกมาแจงแทน ผ่านสื่อมติชนว่า โครงการนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองฝ่ายใดข้างไหนทั้งนั้น นอกจากเป้าหมายระดมทุนเพื่อนำไปมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเท่านั้น (https://www.matichon.co.th/region/news_1505337)

          อ่านใจตูนภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย…เชื่อว่าถ้าถามเรื่องโครงสร้างทางบริการสาธารณสุข พี่ตูนก็คงตอบว่าให้ว่ากันไปตามบทบาทหน้าที่ ตัวเองมีหน้าที่บริการสร้างความสุขให้คนไทยเท่านั้น

          ถ้าถามเรื่องการเมือง พี่ตูนก็คงตอบว่า ใครที่สงสัยในวาระของตนก็คงต้องให้เวลามาพิสูจน์ ไว้ลง ส..เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน (ฮา)

          แต่ที่แน่ๆ การเดินหน้าจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิก้าวคนละก้าว” แล้วตั้งแต่วันที่ พฤษภาคม 2562 ก็ยืนยันว่าตูนแอนด์เดอะแก๊งไม่ได้มาเล่นๆ

          ย้อนไปดูข่าวพี่ตูนเพิ่งมอบเครื่องมือแพทย์ 60 รายการให้แก่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แล้วมีข่าวว่ามีผู้ป่วยได้เปิดซิงใช้เครื่องในการรักษาจนอาการดีขึ้น บางคนก็น้ำตาไหล หรือไม่จริง

ขวานซิ่งสะท้านเกาะคู่โหดล่าระห่ำ รถพยาบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372908?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขวานซิ่งสะท้านเกาะคู่โหดล่าระห่ำ รถพยาบาล

24 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
รถพยาบาล,เดชณรรงค์ ส่งแสง
เปิดอ่าน 647 ครั้ง

รายงาน…

เมืองไทยตอนนี้อากาศเย็นลงมากแล้ว

แต่ที่ภูเก็ตเห็นว่าอุณหภูมิร้อนฉ่า จากอิทธิพล “ขวานซิ่ง”!

เดชณรรงค์ ส่งแสง อาชีพหลักเป็นทนายความ ยามว่างอาสาช่วยงานมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต เจออิทธิฤทธิ์ขวานซิ่งเข้าไปเต็มๆ เลยเอาเรื่องมาโพสต์เฟซบุ๊กตามหาสองเกลอเจ้าของขวาน

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ตอนสี่โมงเย็น ทนายเดชณรงค์ ถูกสองหนุ่มหัวร้อนควบมอเตอร์ไซค์เอาขวานไล่ฟันรถจนเยินรอบคัน

ที่แย่กว่านั้นคือรถที่ทนายเดชณรงค์ ขับนั้นเป็นรถพยาบาลกู้ชีพ ที่ไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งญาติสนิทมิตรสหายของเจ้าพวกนี้เคยได้ใช้บริการยามวิกฤติชีวิตมาเยือนบ้างหรือเปล่า

ทนายเดชณรงค์ เล่านาทีระทึกว่า ขณะกำลังขับรถพยาบาลอาสาสมัคร รหัสเทพกษัตรี 05 จากนาคา มุ่งหน้าแยกเซ็นทรัล  พอขึ้นจากอุโมงค์หน้าห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ก็วิ่งอยู่เลนขวาสุด แล้วก็เปลี่ยนเข้าเลนกลาง

เดชณรรงค์ ส่งแสง

เมื่อเข้าเลนกลางแล้วมองกระจกมองข้างด้านซ้ายเห็นจักรยานยนต์จากเลนซ้ายจะแซงรถกระบะสีแดง จึงได้บีบแตรเตือน เพราะรถเกือบจะชนด้านซ้ายของรถพยาบาลแล้ว ปรากฏว่าคนซ้อนท้ายจักรยานยนต์ได้ใช้ของแข็งขว้างใส่กระจกหลังรถพยาบาล

เมื่อถูกโจมตีทนายเดชณรงค์จึงชะลอรถเพื่อจะลงไปเคลียร์ จังหวะนั้นสองเกลอหัวร้อนก็ขี่จักรยานต์มาเทียบข้างพอดีและบอกให้จอด ทนายเดชณรงค์ก็ทำท่าว่าจะจอดเข้าข้างทางอยู่แล้ว แต่เผอิญเหลือบไปเห็นทางกระจกมองข้างว่าคนที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ชักอาวุธสีดำออกมา จึงต้องรีบขับรถต่อไป ไม่จอด

“ผมเห็นคนซ้อนท้ายชักอาวุธสีดำขึ้นมาผมเลยไม่จอด แต่เขาก็ขับตามมาและบอกให้จอด ผมก็ขับไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเขาไม่ตามผมจะได้เลี้ยวเข้าโลตัสเพื่อไปซื้อยาใส่รถพยาบาล ปรากฏว่าเขาลงมาจากจักรยานยนต์และวิ่งตามมา ผมจึงได้เร่งขับออกไป แต่เขาก็ขึ้นรถขับตามมาขว้างของแข็งใส่กระจกอีกครั้ง”

ทนายเดชณรงค์ลำดับเหตุการณ์ตอนที่ถูกสองเกลอเลือดร้อนไล่ล่าเป็นช่วงๆ ก่อนมาถึงฉากระทึกตอนที่ถูกผู้ร้ายบิดมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาประกบด้านข้างด้วยอาการเกรี้ยวกราดปานว่าจะฆ่าให้ตายคารถ

“หลังจากขว้างกระจกแล้วพวกเขาก็เร่งแซงขึ้นมาทางด้านคนขับ คนซ้อนได้เงื้อมีดจะแทงกระจกฝั่งคนขับ ผมจึงเบี่ยงรถไปหาเขาเพื่อให้เขาหลบออกไป แต่เขาได้เร่งแซงขึ้นหน้ารถและชี้หน้าด้วยมีดในมือ ผมเห็นว่าเขาไม่ปล่อยผมแน่ ผมจึงเบิ้ลเครื่องขู่แต่เขาใช้มีดแทงหน้ารถ ผมจึงเร่งเครื่องเบียดรถจักรยานยนต์เพื่อให้เขากลัว แต่ปรากฏว่าเขาขับไล่ตามมาใช้ขวานฟันกระจกหลังรถและกระจกด้านข้าง ผมจึงเร่งเครื่องหนี และมีตำรวจจราจรขับรถอยู่ด้านหน้าไกลๆ เขาเห็นตำรวจจึงเลี้ยวรถกลับไปทางโลตัส”

ท่ามกลางภาวะวิกฤติทนายจิตอาสายังมี “โชค” เข้าข้าง เมื่อตำรวจจราจรออกมาปรากฏกายให้ผู้ร้ายเกิดความยำเกรงได้ทันท่วงที หาไม่แล้วทนายหนุ่มผู้นี้คงไม่มีชีวิตรอดมาแฉพฤติกรรมสุดป่าเถื่อนของคนพวกนี้ได้อย่างแน่นอน

“ถามว่ากลัวหรือเปล่า บอกเลยว่ากลัว เพราะว่าจากพฤติการณ์นี้ ถ้าเขาทุบกระจกรถผมได้ ถ้าผมจอดรถแล้วปล่อยให้เขาเข้ามาได้ ผมตายแน่นอน และถ้าตอนนั้นเขามีปืน เชื่อว่าเขาคงยิงผมตายแน่นอน ผมคงไม่รอดออกมาให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรอก”

ทนายเดชณรงค์บอกถึงความรู้สึกในตอนนั้นยอมรับว่ากลัวกับพฤติกรรมของคนร้าย แต่เมื่อถามว่าทำไมไม่ตัดสินใจขับรถชนเพื่อป้องกันตัว เขากลับตอบอย่างผู้มีจิตอาสาอย่างจริงใจว่า เขาถูกฝึกให้มาช่วยคน ไม่ใช่ทำร้ายคน

“มีคนถามว่าทำไมไม่ชน ผมเป็นรถพยาบาล เราถูกฝึกมาช่วยคนไม่ใช่ทำร้ายคน”

หลังเหตุการณ์ผ่านไป ทนายเดชณรงค์เข้าแจ้งความที่ สภ.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต จากนั้น ร.ต.อ.ณัฐธีร์ พิชิตชัยนิธิเมธ รอง สว.(สอบสวน) สภ.วิชิต เจ้าของคดี ได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต และชุดสืบสวนภูธรจังหวัดภูเก็ต ติดตามจับกุมสองหนุ่มเลือดร้อน

ต่อมา   พล.ต.ต.วิศาล พันธ์มณี ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ประวิทย์ เอ้งฉ้วน ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต ลงพื้นที่สืบหาตัวทันที เพราะถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย

จากนั้นวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ต.อ.ประวิทย์ ได้นำกำลังเข้าจับกุมวัยรุ่นทั้งสองคนได้ที่ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พร้อมของกลางมีทั้งอาวุธมีด ขวาน ปืน อุปกรณ์เสพยาเสพติด ก่อนหิ้วตัวไปสอบปากคำที่ บก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยและทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ” ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของชาวบ้านและผู้ติดตามข่าว

ขณะที่เว็บข่าว phukethotnews รายงานว่า ตำรวจได้สอบสวนขยายผลว่าเจ้าสองเกลอหัวร้อนคู่นี้เคยก่อคดีในลักษณะดังกล่าว หรือมีคดีอื่นๆ อีกหรือไม่ ขณะที่โลกโซเชียลยังคงแชร์ข้อมูลและให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดเข้ามาจำนวนมาก บางรายระบุว่าน่าจะเคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาก่อน

ทนายเดชณรงค์ ได้แสดงความขอบคุณและชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูเก็ตที่สามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้ฝากเตือนไปยังผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีน้ำใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย อย่าใจร้อน เวลามีใครบีบแตรใส่อย่าเพิ่งคิดร้ายไปว่าเขาหาเรื่อง แต่จงคิดเสมอว่านั่นเป็นการส่งสัญญาณเตือนเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย

คั่ว…จนขั้วแตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คั่ว…จนขั้วแตก

24 พฤษภาคม 2562 – 10:50 น.
พ่อมดดำ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 12,681 ครั้ง

โดย… ข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่า แววของขั้วหนุนลุงตู่น่าจะตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้แน่นอนแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

หากไล่เรียงไทม์ไลน์การเมืองและจังหวะที่แต่ละพรรคส่งสารความเคลื่อนไหวออกมาให้สังคมรับรู้ก็อ่านได้เลาๆ แล้วว่า สองเดือนพอดีหลังการหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้น จังหวะเวลายามนี้มันคือคำตอบของการไหลเลื่อนทางการเมืองไทยได้แบบเหมาะเจาะ แม้จะมีอะไรมัวๆ ไปบ้างในบางช่วง แต่มันคือลีลาปกติของคนการเมืองที่ต้องดึงช็อตเด็ดไว้เผยตอนท้ายรายการ แต่หลายจังหวะมันบ่งชี้สถานะวันหน้าแล้วว่า บางเก้าอี้นั้น “ใคร..จะเข้ารับปฏิบัติหน้าที่” บ้าง

เริ่มตั้งแต่ประธานสภาผู้แทนราษฎร..ชัดแล้วว่า “พ่อมดดำ” แห่งลุ่มน้ำบางปะกง คือ บุคคลที่พปชร.จะรับหน้าที่ผู้ชิงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หลังแข่งขันในมุ้งกับ “วิรัช รัตนเศรษฐ” มาหลายนาที แต่วันนี้ “สุชาติ ตันเจริญ” คือหนึ่งเดียวของพปชร.ที่ถูกเสนอชื่อในคราวนี้หลังจากที่พ่อมดดำเคยทำหน้าที่ที่ “ท่านรองประธานที่เคารพ” มาสองสมัยแล้ว

และต้องรอลุ้นว่า “พรรคเพื่อไทย” จะเคาะใครมาสู้กับพ่อมดดำ เพราะพท.จะเผยชื่อผู้ชิงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในวันศุกร์นี้และรอดูว่า “พรรคสีฟ้า” ที่ยังเล่นเชิงและให้ข่าวไปวันวานว่าพร้อมที่จะเสนอตัวเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติโดยอ้างสารพัดเหตุในอดีตที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติขัดขากันเองแต่ยังอุบชื่อว่า “ใครควรจะเข้าไปชิง”

ส่วนการจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลนั้น พรรคสีฟ้ายังเด้งเชือกโดยอ้างว่ารอคุยกันอีกครั้ง แต่เซียนการเมืองไม่รับแทงแล้วว่าปชป.และภท.จะย้ายขั้วไปแตะมือกับขั้วต้านลุงตู่ แม้ยามนี้เพื่อไทยจะยังไม่ปิดประตูต้อนรับพรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงิน…แต่ในใจคีย์แมนพท.คงรู้และรับสภาพแล้วว่าไม่กี่วันข้างหน้าจะต้องทำหน้าที่อะไรแม้จะอ้างว่าได้รับการไว้วางใจมาเป็นอันดับหนึ่งจากการหย่อนบัตรก็ตาม

สุดท้ายแล้วพรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินที่มีหนึ่งร้อยสามชีวิต รวมทั้งชาติไทยพัฒนาและชาติพัฒนาจนป่านนี้ก็ไม่มีข่าวแพลมออกมาว่า ใครบางคนของพรรคเหล่านี้ได้ไปเจรจาต้าอ้วยกับแกนนำย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ตามเทียบเชิญเลย…

และที่ผ่านมาอย่าลืมว่ากระแสข่าวหลากระลอกลอยมาทำนองว่า “สัญญาณเชิงบวกของขั้วต้านลุงตู่” นั้น โอกาสน้อยยิ่งที่รวมเสียงเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแม้จะมี 7 พรรคที่ลงสัตยาบัน แต่อย่าลืมว่าช่วงนั้นก็มีข่าวแพลมๆ มาเสมอว่า งูเห่าภาคสามจะเกิดจากขั้วนี้มากที่สุดและยามนี้เริ่มฉายแววดังกล่าวแล้ว

เริ่มตั้งแต่การที่ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ลาออกจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่มีเรื่องร้องเรียนในพรรคเกี่ยวกับเงินๆทองๆ แต่คนวงในที่เกาะติดนั้นรับรู้มาหลายวันท่ามกลางกระแสข่าวว่า พลพรรคเศรษฐกิจใหม่บางชีวิตจะไหลเลื้อยไปยังขั้วหนุนลุงตู่มานานแล้ว แม้เพื่อไทยจะอ้างว่า “ลุงมิ่ง” ยังอยู่ขั้วนี้ แต่ไม่รู้ว่าวันลงมติในรัฐสภาคนของพรรคนี้จะเป็นเอกภาพตามที่บางคนในพท.หวังไว้หรือไม่ และยังต้องส่องว่าจะมีบางคนในบางพรรคจากขั้วต้านลุงตู่เตรียมสละการค้านแปรไปเป็นการหนุนลุงตู่แทนด้วยการอ้างสารพัดเหตุผลหรือไม่…

ขณะที่ประมุขพรรคสีส้มก็หมดหวังไปเบื้องต้นที่จะเข้าไปประชุมในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยแล้ว…เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “เสี่ยเอก แห่งพรรคอนาคตใหม่” หยุดปฏิบัติการทำหน้าที่ส.ส.ไปแล้วจนกว่าจะชี้แจงการถือหุ้นสื่อเสร็จสิ้น เท่ากับว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หมดสิทธิถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีและยังไม่มีโอกาสลงมติ “เลือกประมุขฝ่ายนิติบัญญัติและประมุขฝ่ายบริหาร” ฉะนั้นต้องจับตาแเนวโน้ม “เจ็ดสิบเก้าชีวิต” ของ ”อนค.” ว่า “งูเห่าสีส้ม” ที่เคยทำนายทายทักไว้ว่าจะมีหลายชีวิตแปรพักตร์นั้น…จะบังเกิดจริงหรือไม่ เพราะแกนนำอนาคตใหม่หลายคนเคยยอมรับหลังม่านแล้วว่า การเสนอเงื่อนไขย้ายค่ายเบอร์เดิมนั้น มาแรงยิ่งด้วยปัจจัยแปดหลักต่อหนึ่งชีวิต

วันนี้เกมการเมืองง่ายขึ้นหลายขีดสำหรับขั้วหนุนลุงตู่เพราะหลายวันมานี้ข่าวความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคพลิกมาพลิกไปหลายคราว..แต่อย่าลืมว่ามันคือเชิงของคนการเมืองที่ต้องเคาะค่าตัวให้ขึ้นสูงสุดจนนาทีสุดท้าย

เกมการเมืองที่มีการคั่วกันจนเกือบนาทีสุดท้ายจนบางขั้วต้องแตกลงในกาลนี้นั้น ต้องติดตามกันอีกหลายช็อต เพราะไม่รู้ว่าหลายขั้วที่เริ่มไปแตะมือหนุนลุงตู่จะมีการคั่วกันเองจนขั้วจะเหลวลงเมื่อใด

เพราะแต่ละขั้วที่จะไปแตะมือหนุนลุงตู่นั้น ชั่วโมงบินที่หิ้วติดตัวไประดับเขี้ยวรากดินในเชิงการเมืองทั้งนั้น

ส่องชีวิต “สุนัย” 5 ปี ที่เร่ร่อนหลบภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องชีวิต “สุนัย” 5 ปี ที่เร่ร่อนหลบภัย

24 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น,สุนัย จุลพงศธร,เสื้อแดง
เปิดอ่าน 21,028 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

ครบรอบ 5 ปี แห่งการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีความเคลื่อนไหวของนักการเมือง และกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างแดน ที่พอจะนำมาบอกเล่ากันได้ในบางเรื่อง

กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น 4 คนที่หลบภัยใน สปป.ลาว ออกมาตีฆ้องร้องป่าวว่า ถูกหน่วยล่าสังหารไล่ล่า ชีวิตไม่ปลอดภัย เรียกร้องให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในเมืองไทยช่วยกันกระจายข่าว

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนไทยในยุโรป ได้ส่งหนังสือถึงผู้นำหลายประเทศ เพื่อให้ช่วยเหลือสมาชิกวงไฟเย็น 4 คนได้มีโอกาสลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส

ที่น่าเจ็บปวด พวกเขาพยายามส่งสารไปถึงบรรดา “เซเลบแดง” ในไทยให้ช่วย “เซฟ” ผู้หลบภัยทางการเมืองในลาว แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เหมือนจงใจลอยแพแดงพลัดบ้าน

“แอนตี้” หรือพิษณุ พรหมสร แดงอิสระที่หลบภัยในกัมพูชา และจัดรายการวิทยุใต้ดิน ร่วมกับ “หนิง ดีเค” แดงตัวแม่ที่อยู่ในยุโรป แต่สัปดาห์ที่แล้ว แอนตี้เพิ่งแจ้งข่าวว่า ขอเลิกจัดวิทยุใต้ดิน เนื่องจากเจ้าบ้าน ไม่ยอมให้ใช้เขมรเป็นฐานโจมตี คสช.

ข้ามไปอีกฟากหนึ่งของโลก สำนักข่าว VOA Thai ได้จัดทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับการใช้ชีวิตผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยในสหรัฐ  และที่น่าสนใจคือเรื่องราวของ “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่เคยเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม “3 ส.ตาสว่าง” ร่วมกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข และสุรชัย แซ่ด่าน

“สุนัย” บอกว่า ตลอด 5 ปี ได้ตระเวนขอพักอาศัยตามบ้านของชาวชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุน หมุนเวียนไปตามรัฐต่างๆ

          “เวลาพักก็พักง่ายๆ บ้านไหนมีห้องก็นอนห้อง ถ้าไม่มีก็นอนโซฟา นอนตามพื้น เราอยู่ต้องไม่รบกวนเขามาก มีอาหารการกินอะไรก็กินกับเขา ทำให้เราไม่ประมาทนะครับ เพราะทำให้ คสช.ไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน”

ภาพที่สุนัยเล่า ช่างต่างจากวันที่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศก่อตั้ง “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

          ยังจำได้ พวกแดงในลาว สมัยที่ยังจัดวิทยุใต้ดิน ได้ออกมาเหน็บแนมแกนนำองค์การเสรีไทย ว่าอยู่ดีกินดี มีชีวิตสุขสบาย จึงไม่ช่วยพวกเขาให้ได้ไปอยู่ประเทศที่สาม แต่เมื่อฟังสุนัยเล่า ก็เลยรู้ว่าชีวิตอดีต ส.ส.ก็ไม่ต่างจากแดงพลัดบ้านในเขมรและลาว

ไม่น่าแปลกใจที่องค์การเสรีไทย ตีปี๊บเสียงดังผ่านเครือข่ายวิทยุใต้ดิน ทั้งในสหรัฐ, ออสเตรเลีย, ยุโรป และลาว ให้มีการทำกิจกรรม “ไล่ประยุทธ์” ทั่วโลก เมื่อต้นปี 2561 เมื่อถึงเวลาจริง มีคนไทยในสหรัฐไม่ถึง 20 คนมารวมตัวที่ร้านอาหารคนไทยในย่านเบลฟลาวเวอร์ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

สุนัยรู้ดีว่า องค์การเสรีไทยไปไหนไม่ได้ไกลแน่ๆ จึงเลือกวิธีการต่อสู้ผ่านสื่อเฟซบุ๊ก โดยจัดรายการวิเคราะห์การเมือง

ทีมงาน VOA Thai บรรยายเบื้องหลังฉากการจัดรายการของอดีต ส.ส.คนดังว่า สุนัยแต่งหน้าเอง ติดตั้งฉากสตูดิโอชั่วคราว ไปจนถึงเปิดประเด็นสนทนาการเมืองผ่านกล้องโทรศัพท์ กับผู้ติดตามบนโลกออนไลน์หลายหมื่นคนเป็นประจำ หลายวันต่อสัปดาห์

“…เงื่อนไข ภาวะวิสัย อุณหภูมิตอนนี้ ยังไม่พร้อมที่จะให้ไปสู้ในประเทศ (แม้จะผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว?) ก็ยังไม่ไปครับ ยังต้องดูสถานการณ์ก่อน จนกระทั่งสังคมเริ่มเข้าสู่กฎเกณฑ์ เราก็จะเข้าไปสู่การต่อสู้ต่อไป…”

สุนัยยังหวังที่จะได้กลับบ้านเกิด เพราะรู้ดีว่า การยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย บางประเทศอาจจะให้การรับรองสถานะให้ผู้ลี้ภัยพำนักได้ แต่หลายประเทศไม่อาจรับรองสถานะใดๆ ให้ผู้ลี้ภัยที่เห็นต่างทางการเมืองจากไทยได้

          ด้วยเหตุนี้ สุนัยจึงต้องร่อนเร่ไปตามมลรัฐต่างๆ ทั่วแผ่นดินลุงแซม สลับกับการจัดรายการวิทยุใต้ดิน(ไลฟ์เฟซบุ๊ก) เพื่อหารายได้จากพ่อยกแม่ยกฝ่ายประชาธิปไตย 

‘บัตรรูดปรื๊ด’ป้องกันแบบไหน..ให้ปลอดภัยจากโจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บัตรรูดปรื๊ด’ป้องกันแบบไหน..ให้ปลอดภัยจากโจร

24 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตตไมตรี ฉิมเฉิด,บัตรรูดปรื๊ด,บัตรเคดิต,เดบิต
เปิดอ่าน 1,065 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

จะว่าไปแล้วยุคนี้ผู้คนจำนวนมากจับจ่ายใช้สอยด้วยบัตรเคดิต หรือเดบิต ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “บัตรรูดปรื๊ด” เพราะมีความสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ไปซื้อสินค้า รูดปุ๊บ รับของปั๊บ แต่ก็ไม่วายมีมิจฉาชีพตามหลอกหลอนขโมยบัตรไปใช้ หรือเนียนหน่อยก็ขโมยข้อมูลไปทำบัตรปลอมกดทั้งเงินสด และรูดซื้อของแบรนด์เนมไปเปลี่ยนเป็นเงินภายหลัง สร้างความเดือดร้อน ก่อความเสียหายอยู่เป็นระยะ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีผลงานการจับกุมคนร้ายซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างตำรวจสองหน่วยงานระหว่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กับ กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) โดยสามารถจับกุม นายอำพล อนันมา อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาคดี “ปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม” ที่หลบหนีการจับกุมมานานถึง 10 ปี

เกี่ยวกับคดีลักษณะนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ปอศ. บอกว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากประชาชนอาจขาดความมั่นใจในการใช้บัตรเครดิต

ด้วยเหตุนี้ทางเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” จึงได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีป้องกันบัตรเครดิต-เดบิต ที่ถูกขโมยไปใช้ ให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ โดยมีอยู่ 10 วิธี คือ 1.อย่าปล่อยให้บัตรคลาดสายตา เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลบนบัตร หรือถูกนำบัตรไปรูดซื้อสินค้าอื่นๆ จึงควรสังเกตบัตรของตนเองอยู่เสมอเวลายื่นให้พนักงานตอนจ่ายเงิน 2.ตั้งรหัสให้เดายาก แนะนำว่าไม่ควรตั้งรหัสเป็นเลขซ้ำกัน เช่น 1111 หรือเลขเรียงกัน เช่น 1234, 6789 หรือเป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับตัวเองจนคนร้ายเดาได้ง่าย เช่น เลขวันเกิด หรือบัตรประชาชน เป็นต้น 3.ใช้บัตรกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือเท่านั้น การซื้อของผ่านบัตรสิ่งสำคัญเลยคือต้องเลือกร้านที่น่าเชื่อถือมากกว่าปกติ เพราะมีโอกาสถูกโกงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นการซื้อของออนไลน์ยิ่งควรเลือกร้านที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้เท่านั้น หรือเป็นร้านที่มีหน้าร้านชัดเจนก็จะปลอดภัยมากกว่า 4.เปิดใช้งานแจ้งเตือนผ่าน SMS เพื่อให้เรารู้ถึงความเคลื่อนไหวเมื่อมีการใช้บัตรและจะทำให้เรารู้ด้วยหากมีคนแอบนำบัตรของเราไปใช้

5.ตรวจสอบยอดใช้จ่ายอยู่เสมอ ต้องคอยเช็กการใช้จ่ายอยู่เสมอว่าตรงกับราคาสินค้าที่เราจ่ายไปจริงๆ ไหม ทั้งก่อนเซ็นเซลล์สลิป และหลังจากใช้จ่ายไปแล้วในใบแจ้งบัญชีประจำเดือน 6.ปิดรหัสเลข 3 หลัก CVV ไว้ ซึ่งรหัส CVV คือเลข 3 หลักที่อยู่หลังบัตร ซึ่งเป็นรหัสเพื่อการยืนยันตัวตนในการชำระเงินออนไลน์ และหากมิจฉาชีพได้รหัสนี้ไป ก็มีโอกาสที่จะนำไปซื้อสินค้าได้ง่ายๆ โดยเราสามารถป้องกันได้ด้วยการจดจำตัวเลขหรือจดบันทึกรหัสไว้ในที่ปลอดภัย แล้วขูดรหัส CVV ด้านหลังบัตรทิ้ง หรืออาจจะใช้วิธีติดสติกเกอร์ปิดรหัส CVV ไว้ ก็ได้เช่นกัน 7.ใช้กระเป๋าป้องกัน RFID ลองสังเกตบัตรเดบิต-บัตรเครดิตของตัวเองดูดีๆ ว่าเป็นบัตรประเภท Visa Paywave ที่ใช้แตะจ่ายผ่านเครื่องได้หรือเปล่า เพราะหากเป็นแบบนั้นแล้ว ก็มีโอกาสที่เหล่ามิจฉาชีพจะนำเครื่องที่ชื่อว่า RFID Scanners แอบมาแตะบัตรของเราเพื่อขโมยข้อมูลไปอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ดีเราสามารถป้องกันได้ด้วยการหาซื้อกระเป๋าป้องกัน RFID มาใช้งาน ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับกระเป๋าสตางค์ทั่วๆ ไปเลย

8.อย่าบอกข้อมูลบัตรกับคนอื่น เพราะเป็นเหมือนการเปิดช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเข้ามาขโมยบัตรของเราไปใช้ได้ง่ายๆ เลย ซึ่งรวมถึงการกรอกข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ด้วย 9.หากพบความผิดปกติติดต่อธนาคารทันที

ถ้าบัตรของเราสูญหาย หรือมียอดใช้จ่ายที่ผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือการแจ้งธนาคารผู้ออกบัตรทันทีเพื่อทำการอายัดบัตร หลังจากนั้นควรรีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจด้วย เพื่อจะได้ติดตามและป้องกันความเสียหายได้ทันท่วงที และ 10.สมัคร Verified by Visa, MasterCard Secure Code หรือ JCB J/Secure โดยเป็นบริการที่ผู้ออกบัตรร่วมกับ Visa, MasterCard และ JCB พัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต โดยจะให้เราใช้งานบัตรด้วยรหัสผ่าน (Password) และข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Assurance Message: PAM) เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า แม้จะมีคนขโมยบัตร หรือจำเลขบัตรของเราไป ก็จะไม่สามารถนำไปใช้จ่ายออนไลน์ได้นั่นเอง

ส้มร้อนเร่า “ซ้ายเก่า” ขยับเกมนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มร้อนเร่า “ซ้ายเก่า” ขยับเกมนอกสภา

24 พฤษภาคม 2562 – 09:35 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,เอก ธนาธร,ุตุลาการศาลรัฐธรรมนู
เปิดอ่าน 5,899 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 พ.ค.2562

*********************

พลันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของกกต.ไว้พิจารณา กรณีถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ และสั่งให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทำเอาอุณหภูมิภายในใจของกองเชียร์ส้มหวาน และกลุ่มแดงอิสระร้อนรุ่ม

แกนนำแดงอิสระรายหนึ่งถึงโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เสื้อแดงแกล้งตายมา​นานเกินพอแล้ว” หมายถึงพวกเขารู้สึกอึดอัดคับข้องใจ ภายใต้ระบอบท็อปบู๊ท ถึงเวลาที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่นั่งรอนอนรออยู่อย่างนี้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สมาชิกพรรคส้มหวานปีกซ้ายเก่า และแดงอิสระ ได้วางแผนทำกิจกรรมต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.นอกสภาเคียงคู่การทำงานในสภาของ ส.ส.อนาคตใหม่ เหมือนย้อนรอยยุทธศาสตร์คู่ขนาน “เพื่อไทย-นปช.”

อนาคตใหม่ของซ้ายเก่า

แม้ว่าคนเสื้อแดง (กองเชียร์พรรคเพื่อไทย) จะไม่ค่อยพอใจพรรคอนาคตใหม่ ที่ตัดคะแนนผู้สมัครส.ส.เพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แต่บรรดากลุ่มแดงอิสระจำนวนไม่น้อยก็หันมาสนับสนุน “ธนาธร-ปิยบุตร”

อย่างเช่น อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” หรือ “เจี๊ยบ นครปฐม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระมาตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และปี 2557 อมรัตน์ ตั้ง “กลุ่มสันติภาพนครปฐม” ออกมาเคลื่อนไหวต้านการชุมนุมของ กปปส.

เจี๊ยบ นครปฐม และ อำนาจ สถาวรฤทธิ์

นอกจากกลุ่มแดงอิสระ ก็มี “คนเดือนตุลา” อีกจำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานเบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่ อาทิ อำนาจ สถาวรฤทธิ์” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ฝ่ายการเมือง อำนาจเคยช่วยงานพรรคไทยรักไทยมาก่อน และ “พลากร จิรโสภณ” เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมี Four Bears พลากรไม่เคยเล่นการเมือง แต่ก็อาสามาช่วยงานเต็มกำลัง

           ยุทธศาสตร์ ขา ฉบับอนาคตใหม่ อาจมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับคนรุ่นเจนวาย เจนเอ็กซ์

กุนซือนามสกุล “พืชมงคล”

กุนซือหลังม่านของค่ายส้มหวานอีกรายคือ พิชัย พืชมงคล” ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการบริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นน้องชายของไพศาล พืชมงคล

          หลายคนรู้แปลกใจที่ “ไพศาล” ที่ปรึกษา “ลุงป้อม” จึงรู้เรื่องลึกๆ ของพรรคอนาคตใหม่ และบางคราวก็แอบเขียนเชียร์ธนาธร จนแฟนคลับยุคเสื้อเหลืองรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อรู้ว่าน้องชายอยู่ค่ายส้มหวาน ก็ถึงบางอ้อ

มีรายงานข่าวว่า พิชัยได้เข้ามาช่วยพรรคส้มหวานตั้งแต่ก่อนวันก่อตั้งพรรค พร้อมกับชักชวนของเพื่อนๆ ในนาม “คนรุ่น 6 ตุลา” สายยุวชนสยาม หรือสายศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย เข้ามาสานต่อความฝันแต่วัยเยาว์

กลุ่มยุวชน ส้มหวาน นัดแต่งดำวันศุกร์นี้

“คนรุ่น 6 ตุลา” มีความมั่นคงในอุดมการณ์เดือนตุลา สังเกตได้ว่าคนเหล่านี้จะยกย่องทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่มาถึงวันนี้ทักษิณติดบ่วงคดีจนดิ้นไม่หลุด พวกเขาเลยหันมาปั้นธนาธรแทน

          คนรุ่นนี้อายุ 60 ปีโดยเฉลี่ย แต่ก็หวังอยากให้บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์

รวมดาวแดงอุดมการณ์

เมืิ่อปลายเดือนกันยายน 2561 ไพศาล พืชมงคล ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มีข่าวว่าสหายธง แจ่มศรี อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้าเป็นกุนซือพรรคแล้ว จึงเป็นพรรคที่มีหลักทฤษฎี ว่าด้วยการสร้างพรรคการเมืองของประชาชนที่ชัดเจนที่สุด

ตอนนั้นบรรดากองเชียร์ส้มหวานไล่ถล่มกุนซือลุงป้อมเสียยับเยิน แต่วันนี้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นหายไป เพราะกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรืออดีตสหายสาย “ลุงธง” ได้ระดมสรรพกำลังช่วยหาเสียงให้พรรคอนาคตใหม่ แถมมีลูกหลานได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนี้ด้วย

วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร แกนนำแดงอีสานใหม่

          ในความเป็นจริงลุงธงไม่ได้มาเป็นที่ปรึกษาพรรค แต่ ผรท.สายลุงธง ต่างหากที่เป็นกองหนุนอนาคตใหม่ พวกเขาชื่นชอบทักษิณ และพรรคเพื่อไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ด้านปีกแดงอุดมการณ์ วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด ก็เป็นแม่ทัพอีสานและได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

วิเชียรชนินทร์เคลื่อนไหวงานการเมืองภาคประชาชน สนิทชิดเชื้อกับ พิชิต พิทักษ์” นักกิจกรรมมวลชน และที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงอีสาน สายผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยพิชิตเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่ ในภาคอีสาน

          ฝ่ายความมั่นคงจึงจับตามอง “อนาคตใหม่” สายอีสานมากเป็นพิเศษ เพราะเคยเห็นฝีมือจัดตั้งมวลชนของจอมยุทธ์แดงใหม่มาแล้ว

ห้ามรถพยาบาลวิ่งไม่เกิน80 กม./ชม.มาตรการส่งผู้ป่วยโดยปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ห้ามรถพยาบาลวิ่งไม่เกิน80 กม./ชม.มาตรการส่งผู้ป่วยโดยปลอดภัย

24 พฤษภาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ดับเครื่องชน,ห้ามรถพยาบาลวิ่งไม่เกิน80 กมชม,ความปลอดภัย,กระทรวงสาธารณสุข
เปิดอ่าน 728 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

กรณีกระทรวงสาธารณสุขสั่งรถพยาบาลห้ามใช้ความเร็วเกิน 80 กม./ชม. และห้ามฝ่าไฟแดง ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยและเป็นห่วงว่าผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาที่ล่าช้า ซึ่งทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

อธิบายได้ว่าจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขปี 2559-2562 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาลและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 รายพิการ 2 ราย ผู้ป่วยบาดเจ็บ 58 รายเสียชีวิต 3 ราย คู่กรณีเสียชีวิต 14 ราย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลถึงร้อยละ 80

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับรถเร็ว ฝ่าสัญญาณไฟจราจร และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เน้นย้ำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาล กรณีนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลจะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.ตามประกาศของกระทรวง ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558

หลายคนอาจคิดว่ายิ่งส่งผู้ป่วยถึงมือแพทย์เร็วเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากเท่านั้น แถมกฎหมายจราจรก็ยกเว้นให้รถพยาบาลสามารถใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดได้ ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่ความปลอดภัยในการเดินทางก็สำคัญไม่แพ้กัน

จึงถือเป็นการเพิ่มความคุ้มครองสวัสดิภาพการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ป่วย โดยประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงหากรถพยาบาลวิ่งช้า เนื่องจากอุปกรณ์กู้ชีพภายในรถพยาบาลมีเพียงพอ และรถพยาบาลเองยังสามารถเปิดไซเรนหรือไฟฉุกเฉินเพื่อแจ้งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรู้ว่าภายในรถมีผู้ป่วย เป็นการขอความร่วมมือในการเปิดทางให้รถพยาบาล

มาตรการนี้ใช้เฉพาะกับรถพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่รวมถึงรถกู้ภัย กู้ชีพ หรือสังกัดอื่นๆ และหากจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น แพทย์เจ้าของไข้จะประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมีสัญญาณชีพคงที่ ไม่อยู่ในภาวะวิกฤติ และคาดว่าจะไม่ทรุดลงรุนแรงในขณะเดินทาง ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงสาธารณสุขยังมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยอื่นๆ อีก ได้แก่

โรงพยาบาลทุกแห่งต้องทำประกันภัยรถพยาบาลชั้น 1 ภาคสมัครใจ และเพิ่มวงเงินประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารหากเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร เป็นคนละ 2 ล้านบาท, ในรถต้องมีผู้โดยสารรวมพนักงานขับทั้งหมดไม่เกิน 7 คน, พนักงานขับรถพยาบาลต้องผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมของกระทรวงสาธารณสุข และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย, รถพยาบาลทุกคันต้องติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอสควบคุมความเร็ว และกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ และห้ามขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงทุกกรณี

ไม่ทำหัตถการขณะรถเคลื่อนที่ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในรถพยาบาล หากเกิดการร้องขอจากพยาบาลต้องรีบหาที่จอดที่เหมาะสมและปลอดภัยทันทีเพื่อให้การช่วยเหลือบนรถพยาบาลขณะนำส่ง อย่างไรก็ตามแม้จะมีมาตรการที่เข้มงวดกับรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว แต่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนก็ควรให้ความร่วมมือในการขับขี่รถหรือเดินเท้า เมื่อเจอรถพยาบาลฉุกเฉิน

โดยคนเดินเท้าต้องหยุดหรือหลบชิดขอบทาง หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด ส่วนผู้ขับขี่รถต้องหยุดรถชิดขอบทางด้านซ้าย หรืออาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ชะลอความเร็ว แล้วเบี่ยงซ้ายหรือขวา เพื่อให้รถพยาบาลแซงผ่านไปได้สะดวก และต้องไม่ขับไปเรื่อยๆ หรือไม่ขับตามรถพยาบาลฉุกเฉินโดยเด็ดขาด

เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้รถพยาบาลเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และลดการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี


จดหมายจากคุณ ‘บรรพต’ กทม. ต่อไปนี้ ร้องเรียนขอความเป็นธรรมมายังสำนักงานประกันสังคม เพราะรู้สึกว่าผู้สูงอายุถูกเอาเปรียบ ทำให้เดือดร้อนด้านการเงินอย่างหนัก

จึงขอให้พิจารณาและถ้าติดขัดต่อกฎหมายหรือกฎระเบียบอย่างไร โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอความเป็นธรรม
 สนง.ประกันสังคมพิจารณาด่วน
ผมเกษียณอายุจากการทำงานเมื่อ 31 ธันวาคม 2561 ระหว่างผมทำงานเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท มาตั้งแต่ 1 เมษายน 2545 จนถึง ณ วันเกษียณ ผมได้ส่งเงินสมทบมาแล้ว 16 ปีเศษ ไม่เคยขาดส่ง

ก่อนวันเกษียณผมได้ไปติดต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อทำเรื่องขอรับเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้คำนวณแล้ว ผมจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,225 บาท ไปตลอดชีวิต โดยเงินบำนาญชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจะโอนเข้าบัญชีธนาคารของผมเดือนแรกภายในไม่เกินวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562

ผมอยากเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อ จึงไปติดต่อ สำนักงานประกันสังคมอีกครั้งเพื่อสอบถามรายละเอียด เจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องรีบตัดสินใจภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันเกษียณ คือไม่เกิน 30 มิถุนายน 2562 ที่จะถึงนี้ ว่าจะเลือกรับเงินบำนาญชราภาพแล้วเข้าระบบบัตรทอง 30 บาท หรือจะเลือกเป็นผู้ประกันตนตามาตรา 39 ต่อ โดยต้องส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท แต่จะไม่ได้รับเงินบำนาญชราภาพ

ถ้าส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท ไปเรื่อยๆ แล้วหยุดส่ง ก็จะได้รับเงินบำนาญเช่นกัน แต่จะใช้ฐานเงินเดือน 4,800 บาทมาคำนวณ ไม่ใช่ 15,000 บาทเหมือนเดิม ซึ่งเงินบำนาญชราภาพจะลดลงไป 3 เท่ากว่าๆ หรือได้รับเดือนละ 960 บาท

ทำไมสำนักงานประกันสังคมถึงเอาเปรียบผู้สูงอายุแบบนี้ เงินบำนาญชราภาพควรได้รับตามปกติเพราะเปรียบเสมือนเงินออมที่ส่งมา 16 ปีเศษ

ถ้าผมสมัครตามมาตรา 39 ผมต้องสูญรายได้รายเดือนไป 3,225 บาท และต้องส่งเงินสมทบอีกเดือนละ 432 บาท เท่ากับว่าผมต้องสูญเสียรายได้ไป 3,225+432 = 3,657 บาทต่อเดือน ผมว่ามันไม่ยุติธรรม
บรรพต (กทม.)

แปลงเพศแล้วขอแก้ไขคำนำหน้านามและเพศในทะเบียนราษฎรได้หรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปลงเพศแล้วขอแก้ไขคำนำหน้านามและเพศในทะเบียนราษฎรได้หรือไม่?

24 พฤษภาคม 2562 – 08:27 น.
แปลงเพศ,คำนำหน้านาม,ทะเบียนราษฎร,นายปกครอง
เปิดอ่าน 3,558 ครั้ง

โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้ …มีคดีปกครองที่น่าสนใจ กรณีบุคคลผู้ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศเรียบร้อยแล้ว ได้ยื่นคำร้องขอต่อนายทะเบียนอำเภอเพื่อขอแก้ไขข้อมูลประวัติในเอกสารทะเบียนราษฎรให้เป็นปัจจุบัน เข้ากับเพศสรีระของตน โดยได้ขอเปลี่ยนคำนำหน้านามจาก “นาย” เป็น “นางสาว” และแก้ไขเพศจาก “เพศชาย” เป็น “เพศหญิง”

แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่ผู้ยื่นคำขอคาดหวังไว้ เพราะนายทะเบียนอำเภอไม่รับคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรของผู้ยื่นคำขอ ด้วยเหตุผลที่ว่า การลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎร ที่ระบุเพศว่าเป็นเพศชาย ถูกต้องตามข้อเท็จจริงในขณะเกิดแล้ว

แม้ผู้ยื่นคำขอจะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายเป็นเพศหญิง ก็ไม่ทำให้สถานะทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปเป็นเพศหญิงได้แต่อย่างใด การร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรดังกล่าวจึงไม่อาจทำได้ !!

ผู้ยื่นคำขอดังกล่าวเห็นว่าตนถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งเพศสภาพในปัจจุบันไม่ตรงกับเพศกำเนิดในเอกสารทางกฎหมาย ทำให้ต้องเสียสิทธิต่างๆ ที่ผู้หญิงพึงได้รับตามกฎหมาย จึงยื่นฟ้องนายอำเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรและดำเนินการแก้ไขข้อมูลทางทะเบียนให้เป็นไปตามคำขอ

ถึงตรงนี้ …ท่านผู้อ่านคงอยากทราบแล้วใช่ไหมครับ ! ว่า… การที่ผู้ฟ้องคดีผ่าตัดแปลงเพศแล้ว จะสามารถร้องขอให้นายทะเบียนอำเภอแก้ไขข้อมูลสถานะทางกฎหมายในเอกสารทะเบียนราษฎรได้หรือไม่…?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลใบรับรองแพทย์ซึ่งระบุว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นโรคความผิดปกติของเอกลักษณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นสภาวะทางจิตใจไม่ตรงกับเพศที่ถือกำเนิด การรักษาโดยวิธีผ่าตัดแปลงเพศก็เพื่อแก้ไขความผิดปกติดังกล่าว และเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีใช้ชีวิตได้สอดคล้องกับสภาพจิตใจที่เป็นหญิงของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น หาใช่เป็นการแก้ไขความบกพร่องของร่างกายกรณีเพศกำกวมแต่อย่างใด

ฉะนั้นแม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะได้รับการผ่าตัดโดยแก้ไขให้มีอวัยวะเพศเป็นหญิงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้สถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงจากเพศชายเป็นเพศหญิงได้ เนื่องจากสถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีย่อมขึ้นอยู่กับเพศกำเนิด และไม่มีกฎหมายรับรองไว้เช่นนั้น

เมื่อยังไม่มีกฎหมายใดรับรองสิทธิที่ผู้ฟ้องคดี จะสามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพศที่ถือกำเนิด และเปลี่ยนคำนำหน้านามจาก นาย เป็น นางสาว ได้ นายอำเภอจึงไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ คำสั่งของนายอำเภอที่ยืนยันไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอ จึงชอบแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.203/2562)

คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวได้วางหลักว่า เมื่อกฎหมายรับรองสถานะทางเพศโดยให้ถือเอาเพศตามที่กำเนิดมาโดยธรรมชาติ และยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรับรองที่จะให้สิทธิแก่บุคคลที่แปลงเพศมาแล้วสามารถที่จะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเอกสารทะเบียนราษฎรได้ นายอำเภอจึงไม่อาจดำเนินการให้ตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอได้ โดยสรุปก็คือ ไม่มีสิทธิ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้กระทำได้นั่นเองครับ !!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ปากพาจนกับเทวดาตกสวรรค์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372896?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปากพาจนกับเทวดาตกสวรรค์

24 พฤษภาคม 2562 – 08:23 น.
คติพจน์,คำสั่งสอน,สุภาษิต,ปากพาจนกับเทวดาตกสวรรค์
เปิดอ่าน 1,544 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562

คำสั่งสอน คติพจน์ หรือสุภาษิตสอนใจที่มีมาแต่โบราณกาลยังคงนำมาใช้เป็นข้อคิดสอนใจเพื่อให้คนเราประคับประคองชีวิตให้ดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควร แต่ถ้าเมื่อใดเรานำพาชีวิตด้วยอาการไร้สติ ปราศจากความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดและการกระทำ…ความเสียหายก็อาจมาเคาะประตูรออยู่หน้าบ้านแบบไม่ทันตั้งตัว ดังเช่นนักการเมืองหลายคนที่ต้องตกระกำลำบากด้วยคำพูดที่ออกมาจาก “ปาก” ของตัวเอง…พูดง่ายๆ คือ “ปากพาจน” ดังนั้นหากคนใดไม่ต้องการนำชีวิตไปสู่ความตกอับหรือเสียหาย ก็ควรท่องจำให้มั่นว่า “ก่อนพูดเราเป็นนาย…พูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเรา”

หากยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ความพลาดพลั้งที่เกิดจาก “ปาก” คงหนีไม่พ้น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังตกอยู่อาการ “ปลาหมอตายเพราะปาก” หลังจากนำพาตัวเองเข้าสู่ตาจน เพราะอยู่ดีไม่ว่าดีดันไปพูดบนเวทีสัมมนาสื่อนอกด้วยอาการมันปากในประเด็นให้พรรคตนเองกู้ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาท จนกลายเป็นประเด็นใหญ่นำไปสู่การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบว่าการกู้ยืมเงินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้มีบทบัญญัติในส่วนใดที่ให้อำนาจพรรคการเมืองกู้ยืมเงินจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดได้…

น่าห่วงยิ่งนัก แม้ฝ่ายกฎหมายของนายธนาธรจะอ้างว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่า การให้กู้ยืมเงินพรรคการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นนายธนาธรสามารถกระทำได้ แต่อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างชี้ชัดตรงกันว่างานนี้ “ไม่น่ารอด” เพราะเจตนาของการมีพรรคการเมืองเป็นการรวบรวมคนที่มีจุดยืนและนโยบายเดียวกัน เพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน ดังนั้นแหล่งเงินหลักจึงควรจะมาจากผู้ที่เข้ามาร่วมกัน เพราะฉะนั้น การที่อนาคตใหม่กู้เงินจากนายธนาธร จึงเป็นการกระทำที่ผิดหลักการ และผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลเสียหายอย่างหนักจนถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นไปได้

อาการพลาดพลั้งอย่างไม่น่าให้อภัยจนต้องแทบตบปากตัวเองให้หลาบจำครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้นายธนาธรรู้จักสงวนท่าทีต่างๆ ไว้บ้าง…สิ่งใดที่พูดแล้วเป็นคุณก็ไม่ควรลังเลที่จะนำเสนอต่อสาธารณชนในทันที แต่สิ่งใดถ้าส่งสัญญาณออกไปแล้วจะส่งผลร้ายก็ควรเลือกที่จะเก็บงำไว้ให้มิด…แต่ดูเหมือนจะสายเกินแก้ เพราะล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยปมร้อนในการถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อของนายธนาธร

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ กกต.ร้องขอ ตามมาตรา 82 วรรคสอง ด้วย ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะหมดสิทธิเข้าสภาในฐานะ ส.ส.โดยอัตโนมัติ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว และที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าคือ นายธนาธรจะหมดสิทธิสวมชุดขาวอันทรงเกียรติเพื่อเข้าร่วม “รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา” ในวันที่ 25 พฤษภาคม …ทั้งที่เหลือแค่เพียงวันเดียว…ถือเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด และน่าเห็นใจยิ่งนัก เมื่อพ่อของฟ้าดันมาตกสวรรค์ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มอะไร…!

สิ่งท้าทาย ส.ว.แต่งตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ่งท้าทาย ส.ว.แต่งตั้ง

23 พฤษภาคม 2562 – 13:35 น.
สิ่งท้าทาย สวแต่งตั้ง,รัฐธรรมนูญ,สว
เปิดอ่าน 864 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น 

หลังจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) 250 คน คลอดออกมา ปรากฏว่า มีคนที่เคยได้รับตำแหน่งในยุค คสช. เป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), คสช., ครม., กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ, คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ  ถึง 157 คน

นอกจากนั้นในจำนวน 250 คน  หากแบ่งเป็นอาชีพ  มี “อดีตข้าราชการ” รวมกันอย่างน้อย 143 คน แบ่งเป็นทหาร 89 คน ข้าราชการ 40 คน และตำรวจ 14 คน ซึ่งถ้านับเฉพาะนายทหารและตำรวจ ยศนายพล จะเท่ากับ 103 คน
จึงทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส.ว.ชุดนี้ ล้วนแต่เป็นคนใกล้ชิด คสช. และเป็น ทหาร ตำรวจ ตั้งขึ้นมาเพื่อค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยและสืบทอดอำนาจของ คสช.

เป็นการมองจากภายนอก ดูหน้าตา องค์ประกอบ  ซึ่งอาจเข้าทำนอง “ติเรือทั้งโกลน” โดยที่ ส.ว. เหล่านี้ยังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ

สำหรับ ส.ว.ชุดนี้ มีอายุ 5 ปี  ดังนั้น จึงควรรอดูว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของ ส.ว.ชุดนี้ มีผลงานอะไรบ้างและมีพฤติกรรมอย่างไร  จะเป็นไปอย่างที่คนเขาวิจารณ์และหวั่นเกรงหรือไม่

และต้องช่วยกันจับตาการทำงานของ ส.ว.ในสภา เพราะหากพลิกรัฐธรรมนูญู ก็จะพบว่า ส.ว.มีอำนาจและบทบาทอย่างมากเลยทีเดียว

– อำนาจในการพิจารณาและยับยัั้งร่างกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภา (ม.136) และถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อนและส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 137 (2)

จึงต้องรอดูกันว่า หากเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ส.ว.จะทำหน้าที่อย่างขมีขมัน เข้มแข็งในการตรวจสอบ กลั่นกรอง แค่ไหน หรือว่าแค่ทำหน้าที่ “ตรายาง” ปล่อยผ่านอย่างเดียว

– เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ส.ว.ชุดนี้ มีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาตามบทเฉพาะกาล คือ ดูเรื่องการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยบทเฉพาะกาล มาตรา 270 บัญญัติว่า ให้วุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศ  ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่จะตราขึ้นเพื่อการปฏิรูปประเทศ, ส.ว. จำนวน 1 ใน 5 เข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานรัฐสภาให้วินิจฉัยกรณีคณะรัฐมนตรีไม่แจ้งประธานรัฐสภาว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่ตราขึ้นเพืื่อการปฏิรูปประเทศ

คำถามคือว่า ส.ว.ชุดนี้ มีความสามารถพอที่จะขับเคลื่อนงานปฏิรูปประเทศหรือไม่ เพราะส่วนมากมาจากอดีตข้าราชการ ยังไม่หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย

– ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

– เปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล   ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3  ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ

ก็ต้องวัดใจ ส.ว.ชุดนี้ ว่าจะเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลหรือไม่ หากรัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร

– แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส. และ ส.ว. เข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

คำถาม คือ ส.ว.ชุดนี้ จะแก้ไขกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกมองว่าสร้างปัญหาหรือไม่ เช่น ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ที่ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ไม่มีเสถียรภาพ หรือเกือบทำให้เกิด “เดดล็อก” ทางการเมือง

สำหรับ ส.ว.นั้น นอกจากรัฐต้องมีภาระในการจ่ายเงินเดือนให้คนละแสนกว่าบาทแล้ว ยังมีภาระงบประมาณอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีสิทธิตั้งผู้ช่วย ส.ว. ซึ่งรัฐต้องจ่ายเงินเดือนให้, มีการลงพื้นที่พบปะผู้คน สามารถเบิกค่าใช้จ่าย 1.5 ล้านบาท/คน/ปี บางคนสูงถึง 3 ล้านบาท/ปี รวมทั้งยังมีสวัสดิการรักษาพยาบาล มีเบี้ยประชุมกรรมาธิการ เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ตกประมาณ 5,538.75 ล้านบาท/ปี

ดังนั้น ส.ว.จะต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็นว่า เป็นสภาที่ทำงานสมกับเงินภาษีของประชาชนและเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี จริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือของใคร

อีกทั้ง รัฐธรรมนูญมาตรา 113 บัญญัติว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

และมาตรา 114 บัญญัติว่า สมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนเช่นนี้ หาก ส.ว. ไปทำตาม “ใบสั่ง” ของฝ่ายการเมืองหรือของใคร ในการโหวตลงมติใดๆ ก็เท่ากับว่า จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ซึ่งนอกจากจะต้องพ้นตำแหน่งแล้ว ยังต้องถูกดำเนินคดีอีกด้วย