อาลัย ‘ป๋าเปรม’เสาหลักของแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373347?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อาลัย ‘ป๋าเปรม’เสาหลักของแผ่นดิน

28 พฤษภาคม 2562 – 09:30 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อาลัย,พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม
เปิดอ่าน 3,266 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอไว้อาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้ซึ่งสร้างคุณงามความดีและคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมากมายเหลือคณานับ ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของคนไทยในทุกวิถีทาง

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ ซึ่งคนไทยเรียกอย่างให้เกียรติว่า ‘ป๋าเปรม’ ดำรงตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการและการเมืองแบบจะไม่มีผู้ใดทำได้ในอนาคต

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ‘ป๋าเปรม’ ได้รับการเคารพนับถือจากประชาชน ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง

ชีวประวัติและผลงานนั้น เป็นที่ทราบอยู่ในหัวใจและนับเป็นโชควาสนาของชีวิตที่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ได้เคยเข้าคารวะ ‘ป๋าเปรม’ สมัยเป็นนิสิตฝึกงาน ซึ่งเวลานั้นท่านเป็นแม่ทัพภาค 2 อยู่สกลนคร เรียกกันว่า ทัพภาค2 (ส่วนหน้า) เพราะต้องบัญชาการรบกับ ผกค.ในสมรภูมิภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง ส่วนกองบัญชาการทัพภาค 2 นั้นอยู่โคราช

ขณะนั้น ‘แม่ทัพเปรม’ หรือ ‘ป๋าเปรม’ มีขุนพลข้างกายที่มาเติบโตในชีวิตราชการที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม เช่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ยังเป็นสวญ. อ.นาแก ครองยศ พ.ต.ท.เสรี เตมียเวส และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจฝึกงานอยู่ สภ.นาแก โดยมีนายพิศาล มูลศาสตรสาทร เป็นผู้ว่าฯ นครพนม และนายสมพร กลิ่นพงษา เป็นผู้ว่าฯ สกลนคร

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ สั่งสอนว่าเกิดเป็นคนไทยต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งท่านได้ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก, นายกรัฐมนตรี, ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ, ผู้สำเร็จราชการ

ขอดวงวิญญาณของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” จงสู่สุคติและจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป
‘อ๊อด เทอร์โบ’


จดหมายจากคุณ ‘ไพศาล’ แม่สอด ต่อไปนี้เรียกร้องไปยังรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลใหม่ ขอให้ช่วยปรับปรุงโรงพยาบาลต่างจังหวัด โดยเฉพาะแผนกโรคหัวใจ ซึ่งยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์อยู่มาก

ขอให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อให้ความเท่าเทียมกัน เพราะคนไทยในชนบทหรือต่างจังหวัดจะได้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตและยากลำบากมาโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ หรือ กทม.

ที่สำคัญคนไทยทุกคนจะต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาลเท่าเทียมกันและคนไทยในชนบทไม่ใช่เป็นพลเมืองชั้น 2
‘อ๊อด เทอร์โบ’


 ปรับปรุง รพ.ตจว.มีแผนกโรคหัวใจ
 รพ.เอกชนค่ารักษาแพง

นาทีนี้ผมยังไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งปกติจะเป็นหมอ แต่เวลานี้เห็นมีการจับจองกระทรวงนี้กันบ้างแล้ว และอยากจะฝากเรื่องสำคัญให้รัฐบาลและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โปรดทราบถึงความเดือดร้อนของคนต่างจังหวัดและเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพเวลาเจ็บป่วย เพราะคนบ้านนอกก็เป็นคนไทยไม่ใช่พลเมืองชั้น 2

ขอเรียกร้องพิจารณาให้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดมีแผนกโรคหัวใจ หลอดเลือดและจัดหาแพทย์และเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับทางโรคหัวใจให้พร้อมกว่าปัจจุบันและดำเนินการได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการสวนหัวใจหรือการผ่าตัดหัวใจ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขของผู้ที่จะเรียนแพทย์ในอนาคตว่าต้องมาทางนี้บ้างกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องกระจายไปต่างจังหวัด

จัดหาเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ที่จำเป็นมาใช้ เพราะบางแห่งไม่มีแพทย์และไม่มีเครื่องมือที่จะรักษาผู้ป่วยได้ทันที และจะต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอื่นในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางและค่าใช้จ่ายของผู้ยากไร้ในชนบทมากขึ้น

โรคหัวใจ เวลาทุกนาทีและวินาทีมีค่าและจำเป็นเร่งด่วนในการรักษาชีวิตของคนไข้ อาทิ หากเจ็บป่วยที่ จ.น่าน หรือที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทางรพ.น่าน หรือ รพ.แม่สอด จ.ตาก ก็จำเป็นต้องส่งตัวมารักษาที่จังหวัดอื่น เพราะโรงพยาบาลของรัฐตรงนั้นยังขาดแพทย์เฉพาะทางของโรคนี้ และขาดอุปกรณ์ที่จะรักษาได้อย่างเต็มที่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องส่งไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่พร้อมกว่า ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตราษฎร นอกจากนี้โรคมะเร็งก็เช่นกันที่คนไทยเป็นกันมาก ควรกำหนดไปเลยว่าทุกโรงพยาบาลจะต้องมีความพร้อมทั้งแพทย์พยาบาลและอุปกรณ์ในการรักษา ผ่าตัดและดำเนินการได้เลย ณ สถานที่นั้นๆ ไม่ต้องส่งต่อ

เชื่อว่าสามารถกระทำได้ จากงบประมาณหรือการขอรับบริจาคมาดำเนินการ ดีกว่าใช้งบประมาณไปซื้อยุทธภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากลำดับความจำเป็นน้อยกว่า

ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว โรคหัวใจและโรคมะเร็งจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นกันบ่อยขึ้นยิ่งในปัจจุบัน และจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ที่มีอันจะกินกับชาวชนบทที่ยากไร้ จะได้รับการดูแลด้านสุขภาพอนามัยที่เท่าเทียมกัน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการช่วยเหลือของภาครัฐ นักการเมืองและรัฐบาล ดีกว่าแจกเงินที่ไร้สาระ เพราะแจกเท่าไรก็คงไม่พอในการรักษาชีวิต เมื่อเจอโรคเหล่านี้กับตัวเอง

กระทรวงสาธารณสุขควรพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนให้แล้วเสร็จและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลของรัฐ อย่าทำข่าวแบบไฟไหม้ฟางและก็หายเงียบไปโดยประชาชนไม่ทราบความคืบหน้า ว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว

ควรตัดสินใจอย่างรวดเร็ว นำผลที่ได้มาใช้บังคับโดยเร็ว อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกเอาเปรียบและไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งมีมานานแล้วและปล่อยไว้จะมีอยู่ต่อไป
ไพศาล (แม่สอด)

งูเห่ายั้วเยี้ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373349?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่ายั้วเยี้ย

28 พฤษภาคม 2562 – 08:35 น.
งูเห่ายั้วเยี้ย,พลังประชารัฐ,งูเห่า,สส
เปิดอ่าน 734 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 28 พฤษภาคม 2562

มีเสียงบ่นกันมากพอสมควรถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ดำเนินไปเหมือนย่ำรอยเดิม จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ใช้เวลายาวนานเกือบทั้งวัน เพราะนอกจากแสดงออกชั้นเชิงลีลาที่สั่งสมมาแต่อดีตแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยการต่อรองกันจนถึงวินาทีสุดท้ายของการลงคะแนน อย่างที่ปรากฏเหตุการณ์พรรคพลังประชารัฐ ที่หมายมั่นว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งก็ต้องการตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้ในฝ่ายของรัฐบาลด้วย ได้ขอให้เลื่อนญัตตินี้ออกไป แต่สุดท้ายก็แพ้มติของเสียงข้างมากที่สนับสนุนให้เดินหน้าลงคะแนนเสียงด้วยมติ 248 ต่อ 246 เสียง โดยฝ่ายพลังประชารัฐลงมติผิด 5 เสียง เกมการเมืองครั้งนี้ถูกมองว่า มีการต่อรองกันอย่างหนัก สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อนายชวน หลีกภัย พลิกกลับมาชนะได้ด้วยคะแนนเสียง 258 ต่อ 235 เสียง ซึ่งฝ่ายพ่ายแพ้มติ 235 เสียงนั้น คะแนนหายไปประมาณ 7 เสียง จนลือกันว่า เกิดงูเห่าออกจากฝ่าย 7 พรรคตรงข้ามพลังประชารัฐ

การบวกลบทางคณิตศาสตร์ คงจะเป็นเกมที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในอนาคต นั่งกดเครื่องคิดเลขกันเป็นกิจวัตรทุกครั้งที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังที่มีข้อสังเกตว่า เสียงจากฟากหนึ่งไปเพิ่มให้อีกฝ่ายหนึ่ง หรือที่เรียกว่างูเห่า ขณะเดียวกัน ในอนาคตก็ใช่ว่าจะไม่มีงูเห่าในฝ่ายของรัฐบาล เพราะในสภาพที่เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนั้น การต่อรองย่อมมีสูงยิ่ง เช่นเดียวกับฝ่ายค้าน ที่อาจแพ้มติในเรื่องสำคัญๆ เพราะงูเห่าก็ได้ อย่างเช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี การลงมติในญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฯลฯ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องควบคุม ส.ส.ในสังกัดไม่ให้เป็นงูเห่าแตกแถว และยังอาจต้องพึ่งพิงเสียงสนับสนุนจากอีกฟากหนึ่งเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นได้ นั่นก็เท่ากับว่า รัฐบาลนับจากนี้ไป จะต้องบริหารบ้านเมืองแบบห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ตลอดเวลา เสถียรภาพแขวนไว้บนเส้นด้ายภายใต้การเจรจาต่อรองตลอดสมัยการประชุม

ถึงแม้ว่า การประชุมรัฐสภา อันประกอบด้วย ส.ว.250 คน ร่วมกับ ส.ส. 497 เสียง เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จะดำเนินไปตามโผของพรรคพลังประชารัฐ เพราะเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียงนั้้น ต้องการเสียงสนับสนุนจากส.ส.อย่างน้อยที่สุด 126 เสียงเท่านั้น แต่หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และเข้าสู่ช่วงการแต่งตั้งรัฐมนตรี คะแนนเสียงสนับสนุนรัฐบาลจะต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ 250 เสียง เพราะนับจากนี้การลงมติต่างๆ จะไม่มี ส.ว.ร่วมลงคะแนนด้วยแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า แกนนำพรรครัฐบาลต้องเจรจากับพรรคร่วมที่เหลือให้ลงตัว การต่อรองกระทรวงสำคัญย่อมเกิดขึ้นเหมือนเช่นที่เป็นข่าวมาตลอด ถ้าหากยังไม่สมประโยชน์ก็จะทำให้การจัดตั้้งรัฐบาลสะดุด ซึ่งก็ขึ้นกับว่า นายกรัฐมนตรีที่คาดกันว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธฺ์ จันทร์โอชา ต้องตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง

ทุกพรรคการเมือง ยืนยันตรงกันว่า จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาล หน้าฉากมักบอกว่า ไม่มีเงื่อนไขอะไร แต่ก็มีข่าวออกมาแทบไม่เว้นวันว่า การเจรจาที่ปิดลับอยู่หลังฉากนั้น ได้ต่อรองขอกระทรวงสำคัญแทบจะไม่ลดราวาศอก จากเหตุการณ์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญวิบากกรรม จากทั้งฝ่ายค้านที่มีคะแนนเสียงใกล้เคียงกับรัฐบาล และ ส.ส.บางคนบางพรรคในปีกของรัฐบาลเองที่พร้อมจะแตกแถวเพียงเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว  นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่สังคมเรียกร้องเสมอมาให้ปฏิรูปการเมือง  เพื่อนำชาติหลุดพ้นจากวังวนของผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

โพสต์เตือนภัยยังมี’โจรออนไลน์’โกงเงิน!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โพสต์เตือนภัยยังมี’โจรออนไลน์’โกงเงิน!!

27 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรออนไลน์
เปิดอ่าน 3,465 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เรื่องฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์มีให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจไซเบอร์” อย่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก็ออกมาเตือนประชาชนให้ระแวดระวังอยู่เป็นระยะ รวมถึงผู้เสียหายก็โพสต์เรื่องราวเตือนภัยกันเอง แต่ก็ไม่วายมีโจรหน้าใหม่และเหยื่อป้ายแดงเกิดขึ้นตลอด

สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Pakpaew Kiattiya Tasee” ซึ่งเป็นของ น.ส.เครือมาศ พรหมสา อดีตนักข่าวสปริงนิวส์ ได้โพสต์เรื่องเพื่อเตือนภัยเนื่องจากถูกมิจฉาชีพออนไลน์ติดต่อขายสินค้าหลอกให้สั่งของ เมื่อโอนเงินให้แล้วกลับเงียบหายไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่งไว้ ซึ่งอาจทำเป็นขบวนการและสร้างความเดือดร้อนแก่คนทั่วไปได้ จึงโพสต์เรื่องราวแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้คนอื่นหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ

สำหรับเรื่องราวที่โพสต์เตือนภัยครั้งนี้ น.ส.เครือมาศ บอกว่า เรื่องเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้เสียหายเป็นแฟนหนุ่มชื่อ นายเอกราช ทาสี เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า โดยเริ่มจากมีมิจฉาชีพ ชื่อว่า “เจี๊ยบ” หรือ นายนิทัศน์ แซ่ตั้ง โทรมาเสนอสินค้าจำพวกวัตถุดิบทำน้ำหวาน ชา กาแฟ ซึ่งบอกว่าได้เบอร์มาจากเพจ เห็นขายของพวกนี้อยู่ เผื่อสนใจสินค้าของเขา เมื่อคุยกันไปสักพักรู้สึกว่านายเจี๊ยบดูรู้จักสินค้าดี พอโทรต่อรองราคากันเสร็จจึงตัดสินใจสั่งของกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยมิจฉาชีพรายนี้ใช้ชื่อไลน์ว่า “jeab”

“หลังสั่งของเสร็จ นายเจี๊ยบก็รวมยอดให้เป็นเงิน 50,600 บาท และแจ้งว่าจะต้องโอนเงินก่อนรับสินค้า แฟนของหนูจึงโอนเงินตามยอดที่แจ้งเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ของนายเจี๊ยบ ชื่อบัญชี นายนิทัศน์ แซ่ตั้ง ซึ่งโดยปกติที่ร้านเคยสั่งของมาขายแบบนี้ ก็จำเป็นต้องโอนเงินก่อนของมาส่ง เลยไม่ได้เอะใจอะไร จนลืมขอดูใบตัวแทนการค้า หรือชื่อบริษัท อันนี้ถือว่าพลาดเองจริงๆ พอโอนเงินเสร็จแล้ว ก็คุยเรื่องจัดส่งสินค้า ขอที่อยู่ โดยนายเจี๊ยบแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าในวันถัดไป พอถึงวันที่ต้องจัดส่งสินค้าผู้เสียหายโทรไปขอรายละเอียดการจัดส่ง แต่นายเจี๊ยบอ้างว่าจำชื่อขนส่งไม่ได้ และใบหลักฐานการส่งสินค้าอยู่ที่คนขับรถไม่ได้อยู่กับตน ก่อนจะเงียบหายบ่ายเบี่ยง โทรไปก็ไม่ยอมรับสาย ตัดสายและปิดเครื่อง ถามไถ่ไปทางไลน์ เปิดอ่านแต่ไม่ตอบกันเลย จึงเชื่อว่านายเจี๊ยบหลอกลวงให้โอนเงิน ส่อเป็นมิจฉาชีพ จึงไปแจ้งความที่ สภ.เซกา จ.บึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม” น.ส.เครือมาศ กล่าว

ทว่าการไปแจ้งความครั้งนี้ตำรวจทำแค่ลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วบอกว่าค่อยนัดมาสอบปากคำทีหลัง เมื่อไปขอความช่วยเหลือกับทางธนาคารเพื่ออายัดบัญชีของมิจฉาชีพกลับทำอะไรไม่ได้เพราะต้องเป็นใบแจ้งความดำเนินคดีไม่ใช่แค่บันทึกประจำวันธรรมดา จึงทำให้ผู้เสียหายต้องย้อนกลับมาโรงพักเพื่อแจ้งความใหม่ในวันถัดมา แต่คำพูดของพนักงานสอบสวนกลับทำให้ผู้เสียหายที่ประสบเรื่องทุกข์ร้อนเสียความรู้สึก แม้สุดท้ายตำรวจจะโทรเรียกให้มาสอบปากคำและออกใบแจ้งความที่ไม่ใช่แค่การลงบันทึกประจำวันให้ก็ตาม

ทั้งนี้ผู้เสียหายระบายว่าพอไปขอแจ้งความใหม่ตำรวจก็ออกลูกหงุดหงิด ชักสีหน้า บอกให้รอ เพราะลงบันทึกประจำวันให้แล้ว ขั้นตอนเยอะ คดีมีเป็นร้อยเป็นพัน และผู้ที่ถูกกล่าวหาเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือเขาอาจถูกคนอื่นสวมรอย ต้องตรวจสอบอีกเยอะ เงินที่โอนไปคงไม่ได้คืน ขณะเดียวกันก็เต็มใจโอนให้เขา เรื่องสั่งของออนไลน์ถูกโกงกันเยอะ ยังจะสั่งกันอีกควรเลิกสั่งกันได้แล้ว สุดท้ายก็ต้องมาเดือดร้อนตำรวจ โดยคำพูดเหล่านี้ทำให้เสียความรู้สึกของผู้มีเรื่องทุกข์ร้อนหวังจะมาพึ่งเย็น เพราะคิดว่าตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน แม้ไม่ได้เงินคืนแต่อยากให้เร่งดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษ ตัดวงจรมิจฉาชีพไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่คนอื่นอีก และหวังว่าบทสรุปจะเป็นเช่นนั้น

เชื่อว่าคดีฉ้อโกงจากโจรออนไลน์ที่เกิดขึ้นบนสังคมยุคโซเชียลมีเดียจะยังไม่ใช่คดีสุดท้าย ยิ่งทำธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านช่องทางนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังตรวจสอบให้ถ้วนถี่ ถ้าเกิดเรื่องแล้วหวังพึ่งตำรวจฝ่ายเดียวคงต้องทำใจ เพราะบางทีอาจเจอตำรวจ(บางคน) ที่มักจะใส่เกียร์ว่าง..!!

แรงปะทะยกแรก..หวิดม้วยพปชร.และลุงตู่จะแก้เชิงเช่นใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แรงปะทะยกแรก..หวิดม้วยพปชร.และลุงตู่จะแก้เชิงเช่นใด

27 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
พลังประชารัฐ,ลุงตู่,พลออประยุทธ์ จันทร์โอชา,งูเห่า,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,640 ครั้ง

โดย…   สมัชชา หุ่นสาระ

ยกแรกเริ่มแบบนี้ ชาวบ้านร้านตลาดจะอุ่นใจได้หรือว่า ว่าที่ครม.ชุดใหม่ที่มีพลังประชารัฐรวมทั้งลุงตู่และพรรคร่วมจะนำทัพและเดินได้สะดวกโยธิน…เพราะเกมการเมืองที่บังเกิดในอาคารทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ ล่าสุดนั้น สะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า “เหนื่อย”

อย่าลืมว่าภาวะการเมืองยามนี้แตกต่างกับช่วงห้าปีที่แล้วยิ่งนักสำหรับลุงตู่ เพราะคนการเมืองเจนจัดกว่าแม่ทัพนายกองในยามที่เล่นการเมืองแบบปลอดอำนาจท็อปบู๊ท และยิ่งเจอลูกล่อลูกชนของคนการเมืองนั้น คนหนุนลุงตู่รู้แล้วว่ายากเพียงใด ยิ่งต้องอาศัยงูเห่าภาคสามที่บางครั้งใช้ได้ผล บางหนก็เสียวสันหลังเช่นนี้…มันคงมิสนุกนัก

งานนี้กว่าจะสร้างตำนานครั้งล่าสุดได้…แว่วว่าเล่นเอาคนการเมืองหลายขั้วเหนื่อย เพราะกรรมวิธีคราวนี้แตกต่างจากงูเห่าสองภาคแรกยิ่ง…แม้โครงสร้างจะไม่แตกต่าง แต่รายละเอียดระหว่างบรรทัดนั้นน่ายลยิ่งนัก

ยามหน้าก็เช่นกัน…ใครบางคนควรเตรียมตัวไว้ด้วยว่าการเผยเบื้องหลังการอำนวยการสร้างตำนานงูเห่าภาคสามนั้น…เมื่อราคาค่าตัวของนักแสดงไม่เท่ากัน บางคนที่ไม่พอใจอาจมีการแฉยับออกมา และรอดูว่า “ใครจะรับกรรม”

แต่เบื้องต้นห้วงเวลานี้ “เจ็ดพรรคแนวร่วมต้านลุงตู่” น่าจะรู้ตัวแล้วว่าจะมี สร.1 คนใหม่ที่หน้าตาคล้ายคนเดิมเหมือนห้าปีที่แล้วกลับมาทำงาน โดยเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ต้องไปตรวจสอบว่าจะเหลือกำลังพลที่แน่ชัดกี่คน เพราะตอนนี้คล้ายจะทราบกลายๆ แล้วว่า มีใครบางคนย้ายค่ายและให้เหตุผลเยี่ยงใดที่แปรใจไปสวมบทบาทงูเห่าภาคสามกันบ้าง…

แสดงว่างูเห่าภาคสามนั้น “มีจริง” ดั่งคำทำนาย เพราะบังเกิดแล้วในการโหวตเมื่อสองวันที่ผ่านมา และจะบังเกิดอีกแน่ในช่วงลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพราะช่วงไม่กี่อึดใจที่ผ่านมากระแสลือวงในคนการเมืองแทบทุกพรรคยืนยันว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่เปิดก๊อกแบบไหลไม่ยั้ง เพื่อหวัง “สี่สิบชีวิต” จากทุกพรรคแปรผันย้ายพรรคในการโหวตเมื่อวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมารวมทั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยนั้น จำนวนอักโขที่แปรเปลี่ยนชีวิตจากลบเป็นบวกได้ในคราวเดียว แต่จะเป็นใครและสังกัดพรรคใด? เร็วๆ นี้คำตอบชัดแจ้งจากย่านถนนแจ้งวัฒนะจะเผยออกมา

แต่ที่แน่ๆ แล้วคือ งูเห่าภาคสามมาจากขั้วต้านลุงตู่ล้านเปอร์เซ็นต์ และอาจมีแหกมาจากขั้วหนุนลุงตู่ด้วย เพราะปรากฏแล้วในช่วงการเลือกพ่อมดดำและครูแก้วเป็นรองประธานสภาคนที่หนึ่งและคนที่สอง เพราะผลคะแนนแปรผันแบบงงๆ และสื่อว่างูเห่าภาคสามแผลงฤทธิ์เป็นรายกรณี

เมื่อเหลียวมองเกมหย่อนแต้มประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีผลโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ยามนี้ใครต่อใครรู้แล้วว่าหากจะเจรจาความกับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยนั้น หากมิใช่วินาทีสุดท้ายแล้ว เกมอาจแปรผันและทำให้หลายคนรู้ว่าสองพรรคนี้ใช่ย่อยเสียที่ไหน…ในชั่วโมงนี้

แม้พรรคสีน้ำเงินจะยอมรับเบื้องต้นแล้วว่าไปร่วมงานกับพปชร. หลังจากไม่กี่วันก่อนเสี่ยหนูเพิ่งโชว์ภาพการไปแตะมือพรรคสีฟ้าเพื่อดึงจังหวะเรื่องขั้วที่สามเมื่อหลายวันก่อน แต่สุดท้ายเมื่อภูมิใจไทยสมปรารถนาก็เผยไต๋กันง่ายๆ แต่ประชาธิปัตย์นั้นยามนี้ยังดึงจังหวะ เพราะคล้ายจะเป็นต่อ และในวันข้างหน้าเชื่อขนมกินเลยว่า ปชป.จะยิ่งขี่ พปชร.ไปเรื่อยๆ

เพราะพลันที่ “ชวน หลีกภัย” จากพรรคสีฟ้าหวนมาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาอีกคราว หลังชนะ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ด้วยจำนวน 258 : 235 เสียง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เสียงของทั้งสองฝ่ายนั้นขาดๆ เกินๆ ด้วยกันทั้งคู่ และเมื่อ พปชร.เปิดเกมเลื่อนญัตติ การรวนเรจึงเกิดขึ้นทันควัน เพราะคนใน พปชร.ก็ไม่ยอม ขั้ว ปชป.ก็ใช่ว่าจะลดจังหวะให้ง่ายๆ สุดท้ายแล้วเมื่อ พปชร.และคนหลังม่านต้องเล่นบทจำยอมให้พรรคสีฟ้าคว้าเก้าอี้นี้ไปเพราะหลากเหตุผล ไม่เช่นนั้นเรื่องจะยาว…

รวมทั้งเสียงที่หนุนรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคือ สุชาติ ตันเจริญ จาก พปชร. และ ศุภชัย โพธิ์สุ ของภูมิใจไทยนั้น ผู้แทนฯ ของทุกพรรคลงมติให้พ่อมดดำและครูแก้วชนะแบบคะแนนไม่เสถียรเช่นนี้ สะท้อนว่า “สภาวะปริ่มน้ำ” เริ่มฉายแวว “เหนื่อยรายวัน” สำหรับ ครม.ใหม่และผู้แทนฯ ฝ่ายรัฐบาลชุดหน้าแล้ว

เพราะหากเสียงหายไปเพียงนิดเดียว แนวร่วมต้านลุงตู่ที่จะสวมสิทธิฝ่ายค้านขย่มยับแน่นอน…จนมีใครบางคนทายทักในวันข้างหน้าแล้วว่า “สภาล่มจะเป็นข่าวปกติ”

และเมื่อมองจังหวะการเริ่มแตะมือระหว่าง พปชร.กับพรรคสีฟ้าในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ กลับเกิดวาทะ “ยามนี้พปชร.ยังไม่พร้อม” และพบ “ห้าอ.” ของ พปชร. ที่แจ้งสังคมว่าลงมติผิด จริงหรือแสร้งว่า… แต่ที่แน่ๆ เกมนี้ พปชร.เสียแต้มไปโขเพราะเกมการเมืองที่ พปชร.ไปดีลกับพรรคสีฟ้าและสีน้ำเงินนั้น มีการหักมุมในช่วงนาทีท้ายๆ ก่อนการโหวต และคนการเมืองมองออกว่ามันเสมือนเค้าลางที่สามารถล่มรัฐนาวาลำใหม่ได้ตลอดเวลา

พปชร.บางคนมองเงื่อนไขที่มีการไปเจรจากับ ปชป.ในโควตาประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินี้ว่า พปชร.มิควรมอบให้ เพราะหากปล่อยให้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในการดูแลของปชป.แล้วจะคุมจังหวะได้หรือ ทั้งในยามนี้และยามหน้า และเมื่อทราบว่า “นายหัวชวน” จะมารับหน้าที่นี้ เกมก็เปลี่ยนตั้งแต่ค่ำวันศุกร์ทันควัน ความอลหม่านจาก พปชร.บังเกิดพลัน เพราะลีลาของคนการเมืองจากตรังคนนี้ใช่ย่อยที่ไหน และ พปชร.อาจไม่สมหวังกับหลากจังหวะในอนาคตบนเวทีสภา ผนวกกับลีลาของ ปชป.ที่ยอมกลืนน้ำลายมาแตะขั้วลุงตู่

ถามว่า ปชป.จะเป็นหมูในอวยให้ พปชร.เถือได้ง่ายๆ เชียวหรือ…คำตอบคือ เซียนการเมืองที่เซี้ยวสุดในยามนี้ของเมืองไทยคือคนในพรรคสีฟ้า

หากจะมีคำถามต่อมาว่า…เกมนี้ใครได้แต้ม คำตอบนั้น น่าจะเริ่มจากฝ่ายเสียราคาก่อนคือ พปชร. และขุนพลหลังม่านจากคสช. คือสองฝ่ายที่ต้องรับกรรมในยามนี้เป็นลำดับต้นๆ เพราะเชิงมวยทางการเมืองนั้น นับว่าเสียเปรียบ โดนนับแปดและมีแผลแตกในยกแรกแบบกองเชียร์แทบถอดใจตั้งแต่เริ่มขบวนจนถึงยามนี้

คำถามถัดมาคือ วันนี้ความหวั่นใจของ พปชร.ชัดแล้วหรือไม่ คำตอบคือ ควรไปถามใจคนวงใน พปชร.และคนที่หนุนลุงตู่ว่าจะปล่อยให้ ปชป.พลิกกลับมาคุมสภาแทนเช่นนี้หรือ…

เพราะคำตอบที่ชัดกว่าทุกคำตอบคือ “ปชป.” แม้จะเป็นพรรคอันดับสี่ ที่มีห้าสิบสองชีวิต แต่วันนี้กลับคุมเกมการเมืองไว้ได้เกือบหมด จนคีย์แมน พปชร. ขุนพลท็อปบู๊ทที่อยู่หลังม่านการเมือง ต้องถอนหายใจ แต่เมื่อเหตุมันเกิดย่อมมีผลออกมาแบบนี้ และต้องคอยแก้เกมรายวันเพื่อประทังให้อยู่รอดปลอดภัย

สุดท้ายการเมืองวันนี้ก็ยังย่ำรอยเดิม อยู่ในวังวนเก่าๆ แต่แนบเพิ่มด้วยลีลาและเชิงชั้นที่ไม่เคยบังเกิดขึ้นในเวทีการเมืองไทย

จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี: สำรวจแนวรบฝั่งตะวันออก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี: สำรวจแนวรบฝั่งตะวันออก

27 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,สงครามการค้า,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 1,004 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ  ผศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารจากบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน และสั่งห้ามธุรกิจอเมริกันทำการค้ากับบริษัทเทคโนโลยีของจีนอย่างน้อย 2 เจ้า นั่นคือ Huawei และ ZTE

แถมยังขู่อีกว่าหากจีนยังไม่มีมาตรการในการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นจากสหรัฐ พร้อมกับยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าอย่างไม่เป็นธรรมผ่านกิจการที่เป็นวิสาหกิจของรัฐบาลจีน สหรัฐจะปรับขึ้นอัตราภาษีอีกระลอก และเที่ยวนี้จะปรับขึ้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

มาตรการดังกล่าวนับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในสงครามการค้าระลอกที่ 2 (ระลอกแรกเมื่อกรกฎาคม ปีที่แล้ว) ที่สหรัฐเป็นฝ่ายเริ่มออกอาวุธก่อน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจาก 10% เป็น 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกฝ่ายจีนตอบโต้มาโดยการประกาศว่าจะปรับขึ้นภาษีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์

แน่นอนว่าทั่วโลกต่างหวั่นวิตก ทั้งในมิติผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการค้าและการลงทุนของแต่ละประเทศ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เพราะภาษีที่ขึ้นในคราวนี้ กว่า 5,000 รายการสินค้าเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายซื้อนำเข้าโดยตรงจากจีน นำไปสู่ข้อสงสัยมากมาย

แต่สิ่งที่เราจะมาอธิบายกันวันนี้ก็คือ แล้วกับฝ่ายจีนล่ะ เขามีการเตรียมรับมือเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์เหล่านี้เพียงใด อย่างไร เพราะต้องอย่าลืมว่า สงครามการค้าที่พัฒนาต่อเนื่องเป็นสงครามเทคโนโลยีในคราวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะสหรัฐเองที่ต้องการกีดกันและปิดล้อมเพื่อไม่ให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ที่สามารถขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกได้ภายใต้  ปรากฏการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2010

สำหรับจีน ทางการจีนตระหนักถึงภัยคุกคามต่ออธิปไตยของจีนบนโลกไซเบอร์ที่ไร้พรมแดนมาตั้งแต่ ค.ศ.1996 เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นครื่องมือสื่อสารใหม่ที่เป็นสากลและเปิดกว้าง ด้วยเหตุนี้ เพื่อรักษาอธิปไตย(ความสามารถในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆภายในประเทศของตน) บนโลกไซเบอร์ ที่ง่ายต่อการแทรกแซงจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงจีนเริ่มพัฒนาโครงการ “Golden Shield Project: GSP” ภายใต้การกำกับดูแลของสำนัก Bureau of Public Information and Network Security Supervision มาตั้งแต่ ค.ศ.1997

รัฐบาลจีนเริ่มควบคุมการเข้าถึงบริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ของประชาชนจีนมาตั้งแต่ปี 1998 นั่นทำให้ประชาชนจีนที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลบางแหล่งจากต่างประเทศได้ ไม่สามารถเข้าถึง website และ application ต่างๆ ในต่างประเทศได้อย่างอิสระ ซึ่งรวมถึงบริการชื่อดังระดับโลก อาทิ Google, Facebook, Twitter, Wikipedia, Youtube ฯลฯ แน่นอนว่าการปิดกั้นระบบเหล่านี้ภายใต้ The Great Firewall (ชื่อเล่นของ GSP ที่ตั้งล้อกับกำแพงเมืองจีน (The Great Wall)) ก็เป็นผลให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ของจีนจำเป็นต้องพัฒนาระบบของตนเองขึ้นมาให้ได้

จากที่ในปี 2000 ผู้คนส่วนใหญ่เปรียบเทียบเสมอๆ ว่าเมื่อทั่วโลกมี Facebook, Amazon และ Google ในจีนก็จะมี application คู่แฝด เช่น Tencent, Alibaba และ Baidu ขึ้นมา แต่นั่นคือการเปรียบเทียบเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว

เพราะในปัจจุบันหากคนจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากบุคคลต่างๆ (เช่นเดียวกับในโลกมี eBay) ในจีนก็จะมี Taobao.com เป็น platform ในการทำธุรกิจแบบ C2C (Customer-to-Customer); หากคนจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจ (Business-to-Customer: B2C) พวกเขาก็สามารถเข้าถึงได้ด้วย Tmall.com

คนจีนสามารถสั่งซื้อของสดออนไลน์ได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่มีหน้าร้านจริง (On-line to Off-line: O2O) ที่สามารถสั่งให้ทางร้านต้ม ทอด ปิ้ง ย่างของสดเหล่านั้นแล้วนำมาส่งถึงบ้านด้วย Hema คนจีนสามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักด้วย Feizhu เหมือนกับที่พวกเราใช้ Agoda, Expedia, และ Traveloka คนจีนดูคลิปวิดีโอออนไลน์ ผ่าน Youku และ Tudou.com เพราะเข้า YouTube ไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ Blockbuster ชื่อดังอย่าง Mission Impossible ภาคล่าสุด Fall Out ก็ผลิตโดย Alibaba Pictures พวกเขาเล่นเกมผ่าน 9Apps Gaming Platform ฟังเพลง On-line ผ่าน Ali Music ใช้ Social Media ที่ชื่อ Weibo กู้เงินออนไลน์โดยสถาบันการเงิน Ant Financial Service ซึ่งเป็นเจ้าของระบบการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในจีนที่พวกเรารู้จักกันในนาม AliPay

ด้านเจ้าของร้านโชห่วยก็ไปซื้อสินค้าจากบริการค้าส่ง LST.1688.com ขณะที่ผู้บริโภคก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ Bailian แต่ถ้าอยากช็อปปิ้งมากกว่าของร้านสะดวกซื้อ ก็เข้าไปที่ Intime Retail หรือร้านที่เป็นแหล่งรวมสินค้าวัยรุ่นเฟี้ยวๆ ก็ต้อง Koubei หรือ ซื้อของแบรนด์เนมผ่าน Yintai Center และสินค้าทั้งหมดนั้นก็จะถูกจัดส่งไปที่บ้านด้วยบริการโลจิสติกส์ Cai Niao ที่สำคัญคือเขาไม่ได้เข้า website บริการเหล่านี้ด้วย Google Chrome เหมือนที่พวกเราใช้กันในประเทศไทยนะครับ เพราะเขามี Web Browser ของตัวเองที่ชื่อ UCBrower

แต่ความมหัศจรรย์คือ ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงไปแล้วในย่อหน้าที่แล้วคือ สารพัดเครื่องมือของบริษัทเพียงบริษัทเดียวนั่นคือ Alibaba Group

ดังนั้นในปี 2019/2020 Alibaba จึงไม่ใช่คู่ชกที่เปรียบมวยกับ Amazon.com เท่านั้น และต้องอย่าลืมด้วยว่า Tencent, Baidu, JD ฯลฯ ต่างก็มีระบบนิเวศหรือมีจักรวาลของตนเองที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Alibaba และนั่นเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนสร้าง The Great Firewall ขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เพราะเมื่อไม่สามารถใช้งานบริการของต่างชาติได้ คนจีนก็พัฒนาเทคโนโลยีของตนขึ้นมาใช้ และเผลอๆ จะแซงหน้าเทคโนโลยีของฝั่งตะวันตกได้ด้วยในบางกรณี

ดังนั้นการที่บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐถูกสั่งไม่ให้ค้าขายกับบริษัทอย่าง Huawei ของจีน แน่นอนในระยะสั้นมีผลกระทบ แต่ในระยะต่อๆ ไป จีนก็จะสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทดแทนชิ้นส่วนและบริการที่ต้องนำเข้าได้อย่างแน่นอน นอกจากการปิดกั้นแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนทำเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะจีนมีตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ เพราะต้องอย่าลืมว่าประชาชนจีนกว่า 1.4 พันล้านคน นอกจากจะเป็นตลาดขนาดใหญ่แล้ว นี่ยังเป็นแหล่งรวมของทรัพยากรมนุษย์ที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดอีกด้วย

นโยบายของรัฐบาลจีนเองก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการค้าและการลดการพึ่งพาสหรัฐและตะวันตกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงปลายของผู้นำรุ่นที่ 4 Hu Jintao ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ผู้นำรุ่นที่ 5 Xi Jinping ช่วงนั้นเป็นช่วงที่จีนได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากวิกฤติเศรษฐกิจ Sub-Prime ในสหรัฐและในยุโรป วิกฤติในสหรัฐและยุโรปทำให้กำลังซื้อตกต่ำ และในเมื่อกว่า 80% ของ GDP ของจีนในขณะนั้นขึ้นกับการส่งออก และตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนก็คือสหรัฐและยุโรป นั่นทำให้จีนเจอภาวะถดถอยในอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออก จนนำไปสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2009/2010 ภายใต้นโยบาย New Normal (新常态, Xīn chángtài)

ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าว จีนตั้งเป้าหมายไว้ 2 เป้าหมาย นั่นคือ 1) การลดการพึ่งพาการส่งออก และกำหนดเป้าหมายให้มากกว่า 60% ของผลผลิตที่ผลผลิตในจีน (GDP) ต้องถูกบริโภคภายในประเทศ และ 2) จีนต้องหาคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่พึ่งพาแต่เฉพาะสหรัฐและยุโรป โดยข้อที่ 2 ทำให้เกิดการเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road, 一带一路, Yīdài yīlù) เพื่อเชื่อมจีนสู่ตลาดและแหล่งทรัพยากรในเอเซีย แอฟริกา และยุโรป

ในขณะที่ข้อ 1 เพื่อเสริมสร้างให้การบริโภคภายในประเทศกลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จีนต้องทำ 2 เรื่อง นั่นคือ 1) ต้องทำให้คนจีนรวยขึ้น ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2009 (และนั่นทำให้ไทยได้อานิสงส์เพราะนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวในไทย) และ 2) คนจีนที่รวยขึ้นเหล่านั้นจะกินของจีน ใช้ของจีนก็ต่อเมื่อ พวกเขาเห็นว่า สินค้าจากจีนเป็นสินค้าคุณภาพสูง นั่นทำให้เกิดนโยบาย Made in China 2025 (中国制造2025, Zhōngguó zhìzào èrlíng’èrwǔ) ที่ทางการจีนพยายามยกระดับ ล้างภาพลักษณ์ของสินค้าจีน ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ เป็นสินค้าปลอม ให้สินค้าจีนกลายเป็นสินค้าคุณภาพสูงให้ได้สำเร็จในปี 2025

นโยบาย Made in China 2025 ดำเนินการผ่านการสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยทางการจีนให้สิทธิพิเศษทางการลงทุนในเงื่อนไขที่ดีที่สุดกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยทำตามนโยบายของจีนที่ต้องการการพัฒนาคนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีน นั่นทำให้เราได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในจีนที่จับตาจับใจผู้บริโภคอย่างยิ่ง อาทิ โทรศัพท์มือถือหัวเว่ย P30Pro ที่ Zoom ได้ 50 เท่า ด้วยอุปกรณ์ของ Sony (ญี่ปุ่น) ผนวกกับเทคโนโลยีของ Laica (เยอรมัน) และในปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนม สินค้าคุณภาพสูงจำนวนมากก็ผลิตจากประเทศจีน

อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าสงครามการค้าที่ขยายผลลุกลามกลายเป็นสงครามเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐก็ต้องเร่งควบคุมการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน แต่ผู้นำคนไหนจะเลือกใช้วิธีการอย่างไรก็เท่านั้นเอง จะใช้วิธีการเจรจาเพื่อวางกฎระเบียบการค้าการลงทุนในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างโอบามา หรือจะทำสงครามใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอย่างกรณีของทรัมป์ก็เป็นเรื่องที่สหรัฐต้องทำ เพื่อรักษาสถานะมหาอำนาจผู้ควบคุมระเบียบโลกของตน

ในขณะที่จีนเอง คุณผู้อ่านก็คงจะเห็นแล้วว่า การรับมือของจีนก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หากแต่จีนก็เตรียมตัวมาแล้วนานวันจนมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้ว และเป็นที่แน่นอนว่าเวทีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจจะเพิ่มความซับซ้อนและคงขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดต่อไปในอนาคต

ผู้มีบารมีนอกพรรค ทำ ปชป.-พปชร.ป่วน !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผู้มีบารมีนอกพรรค ทำ ปชป.-พปชร.ป่วน !

27 พฤษภาคม 2562 – 11:05 น.
ประธานสภาผู้แทนราษฎร,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,ชวน หลีกภัย,ประชุมสภา,ผู้มีบารมีนอกพรรค,จอมบงการ
เปิดอ่าน 21,432 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก

ความอลหม่านในการจัดตั้งรัฐบาล จนนำไปสู่การเล่นเกมแรกของการประชุมสภาปริ่มน้ำนัดแรก ต่อศึกชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ท้ายสุดจะลงเอยด้วย ชวน หลีกภัย แต่เป็นการลงเลยโดยมีร่องรอยแห่งความขัดแย้งทั้งในพรรคประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ

ความไม่ลงตัวในช่วงก่อนและระหว่างการประชุมมาจาก การแทรกแซงของ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะเรื่องการจัดแบ่งกระทรวงให้แต่ละพรรคที่กระทบต่อ “ความต้องการ”ของคนในพรรคและนอกพรรค

เริ่มต้นด้วย เมื่อมี “ผู้มีบารมีนอกพรรค”พลังประชารัฐ อาชา เข้ามาจัดแบ่งกระทรวงให้ ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย เมื่อคืนวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ตั้งเงื่อนไขร่วมรัฐบาล “แย่งของรักของหวง” ของผู้มีบารมีสีเขียว คือ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ที่ “ผู้มีบารมีสีเขียว” ไม่ยอมให้โควต้านี้ไปตกไปอยู่ในมือ “นักการเมือง” แม้จะเป็นภายในพรรรพลังประชารัฐเองก็ตาม จึงไม่ต้องพูดถึงว่าจะยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่น

โผการแบ่งเค้กจึงถูกจัดสรรใหม่ โดยให้กระทรวง พาณิชย์-พลังงาน -ศึกษา-พัฒานาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แก่ประชาธิปัตย์ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์-สาธารณสุข-ท่องเที่ยวและกีฬาแก่ภูมิใจไทย ซึ่งเหมือนจะลงตัว แต่ทันทีที่คนในพลังประชารัฐรับรู้ว่ามีการแบ่งเค้กเช่นนี้และกระทบกับ “ความฝัน”นักเลือกตั้งในพรรคที่หมายมั่นจะจองเก้าอี้เสนาบดีใหญ่ จึงเกิดอาการ  “รวน” ขนานใหญ่ที่ใช้อิทธิพลนอกพรรคปั่นป่วนพรรคจนต้อง “ล้ม”การเจรจานั้นไป

เก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเจรจา เพราะกลายเป็นเก้าอี้จ่องหมายปองของณัฐพล ทีปสุวรรณ ขุนพล กปปส. ที่มาเป็นหมายเลข1 ปาร์ตี้ลิสต์พลังประชารัฐ ซึ่งเกิดกำลังภายในนอกพรรคที่จะ “ล็อก”เก้าอี้นี้ให้ ณัฐพล ทีปสุวรรณ จึงไม่ยอมให้เป็นโควต้าของประชาธิปัตย์

ผู้มีบารมี “ส”จึงใช้เส้นสายในทั้งประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐก่อหวอดจนต้องล้ม “ดีล” จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมมีมติเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลในการประชุมวันที่ 23 และ 24 พฤษภาคม เพราะความไม่ชัดเจนของการ “แบ่งกระทรวง” และเป็นต้นเหตุต่อ “ความขัดแย้ง”การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาธิปัตย์ เข็น ชวน หลีกภัย ลงสู้สุชาติ ตันเจริญ จากพลังประชารัฐ ก่อนจะตกลงกันวินาทีสุดท้ายหลีกทางให้ ชวน หลีกภัย ไม่งั้นแพ้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากฝั่งเพื่อไทย ที่จะหนักหนากว่า

ปรากฎการณ์ “ผู้มีบารมีนอกพรรค”แทรกพรรคการเมือง สอดคล้องกับที่ชวน หลีกภัย ระบุว่า มี “คนนอกพรรค”แทรกแซงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นการสู้ระหว่าง จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ กับพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค มาแล้ว

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยที่วุ่นวายอยู่ทั้งการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และการตั้งรัฐบาล มาจาก  “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ทั้งประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ  และเอาเข้าจริงอีกฝากหนึ่งคือขั้วเพื่อไทยก็วุ่นวาย เพราะการ “บงการ”ของผู้มีบารมี “แดนไกล” ที่บงการ หลายพรรคจน ดำรงความเป็น “ขั่ว”ขัดแย้งทางการเมืองอยู่

อนิจาการเมืองไทยสุดท้าย …วุ่นวายเพราะ “จอมบงการ”

8 ปี 5 เดือน ‘ป๋าเปรม’ บนถนนสายการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

8 ปี 5 เดือน ‘ป๋าเปรม’ บนถนนสายการเมือง

27 พฤษภาคม 2562 – 08:02 น.
พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม,บ้านสี่เสาเทเวศร์
เปิดอ่าน 3,191 ครั้ง

รายงาน…

ชีวิตของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวและเปลี่ยนไปทุกครั้ง มักจะเป็นไปตามฟันเฟืองตัวจักรแห่งสถานการณ์ให้หมุนไปข้างหน้า

          ต้นเดือนตุลาคม 2520 พล.อ.เปรม ได้เลื่อนตำแหน่งจากแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเริ่มมีบทบาททางการเมือง 

20 ตุลาคม 2520 พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ นำคณะทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 โดย พล.อ.เปรม เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

1 ตุลาคม 2521 ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก และปีถัดมา เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งตอนนัั้น คนไทยเริ่มรู้จักนายทหารบ้านนอกบ้างแล้ว

++

 รัฐบาลใต้ร่มพระบารมี
พลันที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประกาศลาออกกลางสภา เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523 เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พล.อ.เปรม ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย

พล.อ.เปรม ได้กล่าวย้ำกับคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเหนือพรรค เหนือพวก เหนือผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” 

รัฐบาลเปรม สมัยที่สอง (2526-2529) พล.อ.เปรม ได้รับการสนับสนุนจาก 4 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคชาติประชาธิปไตย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 30 เมษายน 2526

รัฐบาลเปรม สมัยที่สาม (2529-2531) พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2529

เนื่องจากความขัดแย้งของพรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.เปรมจึงได้ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2531 และได้จัดให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2531

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2531 ปรากฏว่า พรรคชาติไทย ได้รับเลือกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตอนค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม 2531 หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค 5 พรรค อันประกอบด้วย พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคราษฎร และพรรคสหประชาธิปไตย ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม เพื่อเชิญให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมได้กล่าวขอบคุณพร้อมกับพูดว่า “ผมขอพอ” ส่งผลให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

มีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่รัฐบาลเปรม 1 ถึงเปรม 5 พล.อ.เปรม ได้ยึดตำแหน่งในกระทรวงสำคัญ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจนั้น บรรดาเทคโนแครตจากสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้จับจองไว้ ที่เหลือให้พรรคการเมืองไปแบ่งกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า นโยบายเศรษฐกิจในยุค พล.อ.เปรม ถูกขับเคลื่อนด้วย “พลังเทคโนแครต”

++

      การเมืองนำการทหาร
ผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลเปรม สมัยแรก คือ พล.อ.เปรมได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ในวันที่ 23 เมษายน 2523 ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยใช้การรุกทางการเมือง ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ทางทหาร ส่งผลให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบความพ่ายแพ้ นักรบและมวลชนได้ออกมามอบตัวต่อทางการ อันนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมือง ระหว่างกองทัพแห่งชาติ กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อย่างเด็ดขาดเมื่อปี 2530

ที่มาของ “การเมืองนำการทหาร” เริ่มจากปี 2516 สมัยที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข้าประจำการที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า(สกลนคร) จึงเรียนรู้ปัญหาสงครามประชาชนอย่างถ่องแท้ เมื่อ พล.อ.เปรม ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้นำแนวคิดการเมืองนำการทหาร หรือ “ยุทธศาสตร์มวลชน” สู่การปฏิบัติที่เป็นจริง

ชัยชนะของกองทัพแห่งชาติต่อ พคท. นำไปสู่การปรองดองชาติ ดับไฟสงครามประชาชน ทำให้คำสั่ง 66/2523 ได้รับการอ้างถึงในช่วงหลังๆ อยู่บ่อยครั้ง

++

    ต้านยุทธการยึดเมือง
พล.อ.เปรม ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการสนับสนุนของกองทัพ โดยเฉพาะกลุ่มยังเติร์ก แต่ พล.อ.เปรมก็ไม่ไว้ใจผู้นำ “กลุ่มยังเติร์ก” พล.อ.เปรมจึงต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าปีแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขาจะไม่ลอยจากกองทัพ

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มยังเติร์กจึงไม่พอใจ วันที่ 1-3 เมษายน 2524  จึงก่อการยึดอำนาจ ในชั้นแรกจะให้ พล.อ.เปรมเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่ พล.อ.เปรมปฏิเสธ กลุ่มยังเติร์กจึงให้ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติแต่การยึดอำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

          การยึดอำนาจที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้กลุ่มยังเติร์กหรือทหารหนุ่ม จปร.7 ต้องหมดบทบาททางการเมือง และ พล.อ.เปรม มีอำนาจในการคุมกองทัพที่เข้มแข็งมากขึ้น

วันที่ 9 กันยายน 2528 ได้มีความพยายามยึดอำนาจอีกครั้ง ในระหว่างที่ พล.อ.เปรมเดินทางเยือนอินโดนีเซีย นำโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร (ชื่อและยศในเวลานั้น) และนายทหารนอกราชการ แต่การยึดอำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

++

  ลอบสังหารป๋าเปรม
บนถนนการเมืองของ พล.อ.เปรม ต้องเผชิญหน้ากับการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง และมีแผนการลอบสังหารผู้นำการเมือง และบุคคลสำคัญเกือบ 10 ครั้ง อันเป็นผลมาจากการรัฐประหารที่ล้มเหลวในเดือนเมษายน 2524

จากข้อมูลการลอบสังหารผู้นำการเมือง ที่มีการบันทึกไว้ 9 ครั้ง แต่มีอยู่ 2 ครั้ง ที่เป็นความพยายามลอบสังหาร พล.อ.เปรม

ครั้งที่ 1 วันที่ 14-16 กรกฎาคม 2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวดขนาด 66 มม. เอ็ม 72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

ครั้งที่ 2 วันที่ 20 ตุลาคม 2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์, พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์พระบรมวงศานุวงศ์ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

ห้วงเวลานั้น พล.อ.เปรม ได้ฉายา “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เนื่องจากมีกระบวนท่าทางการเมืองที่พลิกแพลง แม้บุคลิกส่วนตัวดูอ่อนน้อม แต่ก็เฉียบขาด

จากสมรภูมิภาคอีสาน สู่ทำเนียบรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 8 ปี 5 เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ให้ความสำคัญกับการจัดสมดุลทางอำนาจ จึงประคองตัวให้รอดพ้นจากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ความพยายามยึดอำนาจ และการลอบสังหาร

         พล.อ.เปรม เป็นนักการเมืองที่เก่งกาจ ยากที่จะมีนายทหารคนใดทำได้ มีทักษะในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ยอมถอยเมื่อเสียเปรียบ และพร้อมเผด็จศึกเมื่อโอกาสมาถึง

วาสนาชะตาคน “พ่อมดดำ” ฝัน(ยัง)ไม่เป็นจริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาสนาชะตาคน “พ่อมดดำ” ฝัน(ยัง)ไม่เป็นจริง

26 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
สุชาติ ตันเจริญ,มดดำ,มดดำ คชาภา ตันเจริญ,พรรคพลังประชารัฐ,ประธานรัฐสภา,สส,เลือกประธานรัฐสภา
เปิดอ่าน 16,371 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 พ.ค. 2562

********************

การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 พ.ค.2562 โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะใช้หอประชุมทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเสนอชื่อ“สุชาติ ตันเจริญ”ส.ส.ฉะเชิงเทรา เพียงคนเดียว ไม่สนับสนุน ส.ส.จากพรรคอื่น

“สุชาติ” เคยดำรงแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติมาสองหนแล้วคือ สมัยที่พรรคความหวังใหม่ยุบรวมพรรคไทยรักไทย สุชาติ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 (9 ก.พ.2545 – 5 ม.ค.2548)

หลังเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทย ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯสุชาติขยับเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 (7 มี.ค.2548 – 24 ก.พ.2549) แต่บังเอิญเกมต่อรองเรื่องตั้งรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน พรรคพลังประชารัฐ ต้องสนับสนุน “ชวน หลีกภัย” เป็นประธาน สุชาติจึงถอยทัพ

ขาใหญ่ไทย-จีน

หลายคนอาจไม่ทราบว่า สุชาติ ตันเจริญ มีบทบาทสำคัญในสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน ตลอดช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จึงมีนักธุรกิจจีนเดินเข้าออกบ้านริมน้ำเป็นว่าเล่น

เมื่อ 8 พ.ค.2562สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ที่อาคารธรรมนิติโดยมี โภคิน พลกุล นายกสมาคมเป็นประธานที่ประชุม โดยที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการชุดเดิมกลับเข้าดำรงตำแหน่ง และโภคิน พลกุล ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่ออีกสมัย

ทั้งโภคิน และสุชาติ ต่างก็เป็นคนบ้านเดียวกัน โภคินอยู่ อ.บ้านสร้าง สุชาติอยู่ อ.พนมสารคาม ซึ่งนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีนคนที่ 4 ก็ชื่อ พินิจ จารุสมบัติ ก็เป็นชาวแปดริ้วเช่นเดียวกัน

สำหรับคณะกรรมการสมาคมไทยจีนชุดใหม่ สุชาติ ตันเจริญ ได้นั่งเก้าอี้อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีนด้วย

วันก่อนสุชาติเปิดเผยว่าเตรียมจัดตั้งอนุกรรมการประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ไทย-จีน เพื่อประสานการลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ของจีนมาถ่ายทำในประเทศไทย คาดว่าจะเชิญปองพล อดิเรกสาร, ฟิล์ม รัฐภูมิและมดดำ-คชาภา ตันเจริญ เข้าร่วมด้วย

พ่อลูกผูกพัน

ชื่อมดดำต้องอยู่ในรายชื่ออนุกรรมการประสานงานการถ่ายหนังฯ แน่นอน เพราะสายใยรักและความผูกพันในครอบครัวของพ่อลูกคู่นี้ ยังมั่นคงแม้ “มดดำ คชาภา” จะเป็นเพื่อนรักโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร และช่วงเลือกตั้ง มดดำเป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ

ด้วยการมีลูกชายคนโต “มดดำ” เป็นพิธีกรรายการวิทยุและทีวีชื่อดัง คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก “มดดำ แฉแต่เช้า” ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชนจึงเรียกสุชาติ ว่า “พ่อมดดำ” แทน “ตี๋กร่าง” ที่เป็นภาพลบ

เลือกตั้ง ส.ส.เที่ยวนี้ มีเดิมพันสูง สุชาติ ตันเจริญ จะแพ้ไม่ได้ ซึ่งในเขต 3อ.ท่าตะเกียบ,อ.สนามชัยเขตและอ.พนมสารคาม จุดบอดของสุชาติอยู่ที่ อ.สนามชัยเขต ที่มีคนอีสานพลัดถิ่นอาศัยอยู่เยอะ และเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย

สุชาติสวมเสื้อพลังประชารัฐ จึงหาเสียงลำบาก ฉะนั้นในวันปราศรัยใหญ่ที่สนามชัยเขต “มดดำ” จึงไปขึ้นเวทีพลังประชารัฐ อ้อนคนเสื้อแดงให้เลือก “พ่อของมดดำ” และคืนนั้น ลูกหลานของสุชาติยกขบวนไปให้กำลังใจแน่นเวที

ด้านลูกชายคนเล็ก “มดเล็ก-ศักดิ์ชาย ตันเจริญ” เดินตามรอยพ่อสุชาติ เล่นการเมืองท้องถิ่น และเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา

มดดำไปช่วยพ่อสุชาติหาเสียง ถ่ายภาพร่วมกับมดเล็ก

ก่อนวันเลือกตั้ง 3 วัน สุชาติ นักการเมืองใหญ่ไปออกทีวีร่วมกับลูกชาย-มดดำ เป็นครั้งแรกในรายการวาไรตี้ทางทีวีดิจิตอลช่องหนึ่ง

สุชาติบอกว่า “รู้สึกปลื้มใจ ไปไหนมาไหน คนเรียกพ่อมดดำ เพราะเราก็ห่างเหินการเมืองไปนานหลายปี อยู่บ้าน 111 มีปฏิวัติ คนก็ลืมๆไปบ้าง พอไปปราศรัย ชาวบ้านก็เรียก พ่อมดดำ แฉแต่เช้า”

หลังประกาศผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ “มดดำ” โพสต์ไอจี แสดงความยินดีกับ “พ่อสุชาติ” ที่ชนะเลือกตั้ง “ถึงแม้คิดต่างทางการเมือง ถึงแม้จะมีอุดมการทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป แต่สายใยรักและความผูกพันของครอบครัวถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

อย่างไรก็ตามเลือกตั้ง 2562 ผู้สมัคร ส.ส.ในสังกัดบ้านริมน้ำ ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่จะสอบตก แต่ก็ทำแต้มได้หลักหมื่นขึ้นไป และการช่วยให้ได้ 2 ที่นั่งในสนามแปดริ้ว และชนะยกจังหวัดสระแก้ว ย่อมทำให้ประมุข “บ้านริมน้ำ” มีสิทธิ์ฝัน

          สุชาติฝันอยากเป็นประธานสภาผู้แทนฯ มานานแล้ว แต่ฝันนั้นพลันสะดุด ต้องเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯ อีกครั้ง

ธนาธร คุณพ่อสายเปย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธร คุณพ่อสายเปย์

25 พฤษภาคม 2562 – 12:26 น.
ธนาธร,ศรีสุวรรณร้อง,เจาะประเด็นร้อน,พ่อของฟ้า,พ่อฟ้า,พรรคอนาคตใหม่,ศรีสุวรรณ จรรยา
เปิดอ่าน 5,563 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25-26 พ.ค.2562

***************

อีกคดีที่คนไทยเชื่อว่าโดนแน่ แล้วก็โดนจริงๆ คือโดนศรีสุวรรณนักร้องแห่งชาติเจ้าเก่าส่งเรื่องให้กกต.พิจารณาสอบสวนจนได้

กับกรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินส่วนตัว 110 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยเรื่องนี้อาจผิดกฎหมายพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 โดยเฉพาะเรื่องรายได้ของพรรคการเมืองตาม ม.62 ไม่ได้ระบุให้บุคคลใดหรือให้พรรคการเมืองใดกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจกรรมของพรรคการเมืองได้

          และถ้าหากผิดจริงก็อาจถึงขั้นจำคุก ปรับ หรือทั้งจําทั้งปรับ แถมยังอาจโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ปี รวมถึงพรรคที่จะเจอบทลงโทษปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ปี อีกด้วย

แน่นอนเรื่องนี้โฆษกพรรคมือดีอย่าง พรรณิการ์ วานิช ออกมาแจงยาวว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ระบุเฉพาะที่มารายได้ของพรรคการเมือง ไม่ได้ระบุรายจ่าย

แต่นี่คือ “การกู้เงิน” ซึ่งในการเป็นหนี้ของพรรคถือเป็น “รายจ่าย” ไม่ใช่รายได้ และพรรคจะทยอยใช้คืนแน่นอน โดยธนาธรคิดดอกเบี้ยต่ำ จ่ายคืนระยะยาว

ส่วนที่บอกกันว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคจะเข้าข่ายครอบงำพรรคก็ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นการให้กู้เงิน ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ของกฎหมาย

และยังมีในส่วนที่มีการระบุว่าธนาธรบริจาคเงินให้พรรคเกินกำหนด ก็ยืนยันว่านี่ไม่ใช่เงินบริจาค แต่เป็นเงินกู้ ขณะที่ในส่วนของเงินบริจาค ธนาธรก็บริจาคให้พรรค 10 ล้านตามที่กฎหมายกำหนด

หรือก่อนหน้านั้น ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคก็ได้แจงไว้ว่า

 “การกู้ยืมเงิน 110 ล้านบาทมีเอกสารกู้ยืมเงินที่ชัดเจน จากนายธนาธร ที่เป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี และมีเอกสารกู้ยืมที่กำหนดเงินคืนภายใน 3 ปีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยร้อยละ 7.5  ทั้งนี้ผมยืนยันว่าพรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ทั้งนี้ศักดิ์ของกฎหมายที่บังคับ สิ่งที่จะห้ามให้พรรคกระทำสิ่งใดต้องเขียนไว้อย่างชัดเจนและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ในกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองไม่ได้เขียนห้ามไว้ แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายของผู้ยกร่างกฎหมายจะระบุไว้ กรณีการรับเงินบุคคลจำนวนมากห้ามกระทำเพราะป้องกันการครอบงำกิจการของพรรคการเมือง ดังนั้นการพิจารณากฎหมายต้องดูเนื้อหาไม่ใช่พิจารณาตามจิตนาการ ดังนั้นหากจะห้ามพรรคการเมืองกู้ยืมเงินต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน แต่เมื่อไม่ได้เขียนพรรคจึงสามารถทำได้”

เงินกู้ยืมจากนายธนาธรนั้นไม่ใช่เพื่อใช้ในการหาเสียงตามที่กฎหมายระบุว่าพรรคการเมืองห้ามใช้งบเกิน 35 ล้านบาท แต่เงินที่กู้ยืมมานั้นใช้เพื่อการบริหารจัดการภายในพรรค อาทิ ค่าเดินทางเป็นต้น ทั้งนี้ยืนยันว่าการใช้งบของพรรคเป็นไปอย่างโปร่งใสและพร้อมจะยื่นรายงานต่อกกต. เมื่อถึงกำหนดเวลาให้รายงาน

อ่านไปอ่านมา หลายคนบอก มุมนี้มันมีตรงไหนต้องเถียง ต้องสู้กันอีก! แต่หลายคนก็บอก มีแน่..

โดยเฉพาะ หลายฝ่ายคาดว่าในมุมที่ศรีสุวรรณ จะร้องน่าพยายามเน้น ก็คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2560  หมวด 5 รายได้ของพรรคการเมือง นั่นแหละ ที่ในส่วนของ มาตรา 62 ระบุ พรรคการเมืองอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

1. เงินทุนประเดิมตามมาตรา 9 วรรคสอง
2. เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองตามที่กำหนดในข้อบังคับ
3. เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง
4. เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง
5. เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค
6. เงินอุดหนุนจากกองทุน
7. ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง

การได้มาซึ่งรายได้ตาม (2) (3) (4) และ (5) ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการได้มาซึ่งรายได้นั้นเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

การจำหน่ายสินค้าหรือบริการตาม (3) และการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมืองตาม (4) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

รายได้ของพรรคการเมืองจะนำไปใช้เพื่อการอื่นใด นอกจากการดำเนินงานของพรรคการเมืองมิได้

จากข้างต้น ไม่มีข้อใดที่ระบุถึง “การกู้ยืมเงิน” เลย งานนี้หลายคนจึงคาดว่าในเมื่อรูปการณ์มาขนาดนี้ ฝ่ายส้มหวาน และคุณพ่อสายเปย์ คงต้องลุ้นต่อไปอีกสักพักเหมือนกัน

“เอก ไทยซัมมิท” ผู้แทนนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เอก ไทยซัมมิท” ผู้แทนนอกสภา

25 พฤษภาคม 2562 – 10:20 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,รัฐพิธี,สส,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 6,176 ครั้ง

ถนนการเมืองของไทคูนหมื่นล้าน “ธนาธร” นับวันจะคล้ายไทคูนโทรคมนาคม “ทักษิณ” ล้านคนชอบ แต่ก็มีล้านคนชัง จังหวะก้าวของทายาท “ไทยซัมมิท” นับจากนี้ไปสำคัญยิ่ง

***************

สาวกชาวฟ้าถึงกับร้อง โอว์มายก๊อด การเมืองไทย!!” เมื่อพบว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. ที่คนไทยเทใจให้ อาจมีเหตุที่ต้องถึงฆาตทางการเมือง

วันนี้การที่เราต้องมานั่งโล่งใจที่ได้เห็น “พ่อฟ้า” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ภายใต้เครื่องแบบชุดขาวปกติ ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคอนาคตใหม่ ตบเท้าเข้าร่วมงานรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะยังมีสถานะเป็นส.ส. เนื่องจากยังไม่ได้กล่าวคำปฏิญาณตน ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ส.ส.จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต้องกล่าวคำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน

ทั้งหมดที่มาจนถึงจุดนี้ก็เพราะสิ่งที่บางคนเรียก ความกล้า” แต่บางคนเรียก “ความสด” ที่นำพาจนมาติดหล่มต้นส้มของตนเอง ต้องดิ้นรนต่อสู้กับบางสิ่งที่ทำร้ายจิตใจลูกฟ้าเป็นอันมากตอนนี้

ขอเป็นนายกฯ

ย้อนไปตั้งต้นช่วง 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ฉากหน้าของข่าวที่พาดหัวว่า นายแน่มาก” เมื่อธนาธรลุกขึ้นมาป่าวร้องขอเป็นแกนนำในการจั้ดตั้งรัฐบาลเสียเอง

หากแต่ฉากหลังกลับมาจากการที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง ธนาธรเจอลูกต่อเนื่องจากเรื่องหุ้นสื่อ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลง กรณีที่อาจเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

ช่วงบ่ายพ่อของฟ้าจึงเปิดแถลงข่าวระบุทำนองว่าถ้าดูรูปการณ์แล้วสังคมไทยยังคงอยู่ในความคลุมเครือมีแต่ความสิ้นหวัง แถมวี่แววเราจะได้นายกฯ คนเดิมที่เราไม่อยากได้ พรรคอนาคตใหม่ก็จะขอเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเอง และตนก็พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

มองในแง่ความกล้านี่คือการประกาศว่าเขาจะไม่มีวันทิ้งสัญญาประชาคมที่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ และปักหมุดประชาธิปไตย

มองในแง่ความบ้า ความสด นี่คือการประกาศว่าต่อให้ไล่จนสุดมุม เขาก็จะเอาหลังชนกำแพงและดันตัวเองขึ้นไปจนได้

ก้าวเดียวก็ไม่ถอย

แน่นอน แม้บรรยากาศหลังจากนั้นหลายพรรคในฝ่ายที่ประกาศกร้าวจะเคียงข้างพระเอกสีส้ม กลับแค่หืออือเบาๆ คือไม่แย้ง แต่ก็ไม่ย้วยตาม เพราะสุ่มเสี่ยงจะยวบไปทั้งพรรค

แต่ลองธนาธรลั่นวาจาแล้วถ้าจะเดินคนเดียวก็ต้องไปต่อให้สุด หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น 17 พฤษภาคม 2562 ธนาธรพุ่งไปที่สโมสรนักข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย หลังรับเชิญไปร่วมเสวนาเกี่ยวกับที่มาและอนาคตของพรรคอนาคตใหม่

วันนั้นเขาสวมบทนักการเมืองไทยจอมแฉ ฟุตฟิตว่ามีคนโตจากพรรคใหญ่ได้โทรมาล็อบบี้มารดาของตน ให้แบ่ง ส.ส. 20 ที่นั่งเพื่อแลกกับการยกเลิกการดำเนินคดีทั้งหมด หรือแม้แต่ตนเองก็ยังได้รับโทรศัพท์แบบนี้เช่นกัน

ปรากฏว่างานนี้ไม่จบเพราะกลายเป็นว่าธนาธรได้เปิดแผลใหม่เพิ่มเข้ามาอีกจนได้อีกถึง 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือพรรคพลังประชารัฐเตรียมฟ้องดำเนินคดีธนาธร ฐานที่ทำให้พรรคเสียชื่อเสียง อ้างว่าพรรคไม่เคยมีการกระทำเช่นนั้น

ตามมาด้วยเรื่องที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ลุกขึ้นมายื่นเรื่องสอบกรณีที่ธนาธรได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินในช่วงก่อนการเลือกตั้งเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองจำนวน 110 ล้านบาท ว่าเข้าขายผิดกฎหมายหรือไม่

ทั้งหมดนี้จึงเหมือนประเดประดังเข้าใส่พรรคส้มหวานและธนาธร ในช่วงที่การเมืองยิ่งงวดเข้ามาทุกขณะพอดี

สุดกว่านี้ได้อีก

ถามว่าสุดทางแล้วหรือยัง เมื่อที่สุดแล้วช่วงวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ กกต.ได้ยื่นคำร้องไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์ 9:0 รับพิจารณาคุณสมบัติของธนาธร เรื่องการถือหุ้นสื่อในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด

แถมยังมีมติอีก 8:1 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ทันที จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าถ้ายังทำหน้าที่ส.ส.อยู่ อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของที่ประชุม ส.ส.ได้

แต่จากคำถามนี้ดูลีลาธนาธรแล้วน่าจะยังไม่สุด เพราะวันเดียวกันธนาธรก็เปิดแถลงข่าวอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม แต่บางคนแอบเห็นควันออกหู!

นั่นคือการประกาศแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาคำร้องของ กกต.ดูรีบร้อนหรือมีมูลเหตุทางการเมืองหรือไม่ ถามว่าเป็นธรรมกับตนหรือไม่

จากนั้นก็ยังคงประกาศเจตนารมณ์เดิมที่จะเดินหน้ารวมเสียงพรรคการเมืองที่ต่อต้านเผด็จการเพื่อผลักดันให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี

และย้ำไปยังชาวส้มหวานว่าตัวเขายังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังพร้อมเป็นนายกฯ ยังมีศักดิ์และสิทธิ์เป็นนายกฯ ทุกประการ เพื่อหยุดยั้ง คสช. และอำนาจเผด็จการต่อไป

พร้อมเรียกน้ำย่อยกองเชียร์ได้อีกว่า “ในเมื่อพวกเขาไม่ให้ผมเข้าสภา ผมก็จะอยู่กับประชาชน”

แน่นอนจากวันนั้นจนถึงวันรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อาจพอจะทำให้กองเชียร์ธนาธรพอใจชื้นอยู่บ้าง ที่อย่างน้อยๆ พ่อของฟ้าก็ยังได้สวมชุดขาวเข้าพิธีการอันสำคัญพร้อมเพื่อน ส.ส.คนอื่นๆ

แต่เชื่อว่าหลังจากนี้การขึ้นชกระหว่างฝ่ายส้มกับฝ่ายเขียวน่าจะสวนหมัดกันนัวขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะส่งผลให้เส้นทางการเป็นนายกฯ ของธนาธร ริบหรี่ลง นอกจากจะเกิดปาฏิหาริย์ทางการเมืองเท่านั้น!