อนค.โต้ “ไกลก้อง”ไม่ใช่หัวเรือใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนค.โต้ “ไกลก้อง”ไม่ใช่หัวเรือใหญ่

29 พฤษภาคม 2562 – 12:20 น.
ไกลก้อง ไวทยากร,ไซเบอร์,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,103 ครั้ง

รายงาน…

จากการสอบถามข้อมูลไปยังแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ได้รับการยืนยันว่า จริงๆ แล้ว ไกลก้อง ไวทยากร ไม่ใช่ผู้ที่ดูแลภาพรวมยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ เพราะเขารับผิดชอบสนับสนุนด้านอุปกรณ์ไอที ส่วนทีมที่ดูแลความเคลื่อนไหวบนหน้าเพจ และการสร้างกิจกรรมต่างๆ มีทีมงานของพรรคคอยดำเนินการ เป็นทีมงานคนรุ่นใหม่ไฟแรง ผสานกับทีมสื่อของพรรค

ขณะที่ พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร อธิบายปรากฏการณ์ของโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับการเมืองไทยว่า ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เช่น การจัดตั้งรัฐบาล การถูกห้ามปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.บางคน มักเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอยู่ 3 อย่างคือ

1.มีการเผยแพร่ข่าวการเมืองมากกว่าปกติ ทั้งจากพรรคการเมืองที่นิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการติดต่อสื่อสาร และจากบุคคลที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง

2.ความรู้สึกและอารมณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ มักเกิดปฏิกิริยาห้องเสียงสะท้อน หรือ Echo chamber effect ซึ่งเกิดจากการนำข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ไปเผยแพร่ซ้ำขยายความต่อในกลุ่มของตนเอง ปิดประตูการรับฟังความเห็นต่าง จนกระทั่งกลายเป็นความเชื่อฝังใจในกลุ่มจนยากที่จะหาเหตุผลใดๆ มาลบล้างความเชื่อนั้นได้ ปฏิกิริยาห้องเสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์สามารถนำไปสู่ความพึงพอใจต่อพรรคการเมืองในแบบแบ่งขั้วทางการเมืองและความเชื่ออย่างสุดโต่งทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ไม่ยาก

3.การใช้อุปกรณ์ Gadget สำหรับต่อเชื่อมกับสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้เสพสื่อเกิดพฤติกรรมการเสพติดและนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองเชิงก้าวร้าวรุนแรง

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองที่นิยมชมชอบการใช้สื่อโซเชียลในการเผยแพร่ข่าวนั้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ
1.ข้อความที่ใช้สื่อสารเป็นข้อความสั้นๆ ที่หยิบมาไม่ครบถ้วน ทำให้ความจริงส่วนหนึ่งหายไป อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้เสพสื่อ 2.มีการออกแบบวิธีเลือกข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้ใช้สื่อได้ทราบเฉพาะบางสถานการณ์ เพื่อให้มีการโต้ตอบจากฝ่ายกองเชียร์ของตน หรือหวังผลในทางมวลชน ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และ 3.มีการนำสถานการณ์บางช่วงบางตอนที่เรียกร้องความสนใจได้ ไปเผยแพร่ต่อ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อภายในกลุ่มซึ่งมีความโน้มเอียงที่จะเชื่ออยู่ จนอาจนำไปสู่ปฏิกิริยาห้องสะท้อน จนกลายเป็นความเชื่อที่ฝังใจ หากผู้เสพสื่อไม่ได้กลั่นกรองข้อมูลด้วยวิจารณญาณที่มากพอ

นี่คืออันตรายที่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยมีใครตระหนักหรือรู้เท่าทัน !

“ตั๊น” ยิ้มร่า “พ่อใหญ่สุทัศน์” ยังยิ้มรอ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตั๊น” ยิ้มร่า “พ่อใหญ่สุทัศน์” ยังยิ้มรอ?

29 พฤษภาคม 2562 – 10:55 น.
ตั๊น,ตั๊น-จิตภัสร์ กฤษดาก,พรรคประชาธิปัตย์,เลือกตั้งซ่อม สสเขต,สุทัศน์ เงินหมื่น,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ดะนัย มะหิพันธ์,ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร,จิตภัสร์ กฤดากร,สสบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 8,072 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29 พ.ค.62

**********************

หลังขบวนขันหมากพลังประชารัฐ ออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีข่าวสะพัดว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ได้ร่างหนังสือเตรียมที่จะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากพรรคตัดสินใจร่วมกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะลั่นคำไปแล้วช่วงหาเสียงว่า “ไม่เอาลุงตู่”

ตกเย็นวันอังคาร 28 พฤษภาคม 2562 ปชป.เลื่อนประชุมออกอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากมีปัญหาภายในฝั่งพลังประชารัฐ เรื่องจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ยังไม่ลงตัว ทำให้ผู้ที่รอส้มหล่นเป็น “ผู้แทน” คนใหม่ ถ้า “เดอะมาร์ค” ลาออก ก็ต้องร้องเพลงรอต่อไป

เปิดตัว ส.ส.คนที่ 53

ในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพิ่มมา 1 คน นั่นคือ ตั๊น” จิตภัสร์ กฤดากร ลำดับที่ 20 ซึ่งจะว่าไปแล้ว “ตั๊น” ควรได้เป็น ส.ส.ไปพร้อมคนอื่น บังเอิญ กกต.แจกใบส้มผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เลยเว้นไว้ 1 ที่นั่งสำหรับการประกาศรับรอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ประจวบกับเมื่อมีการนับคะแนนใหม่ หลังการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 เชียงใหม่ เป็นผลให้ พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม ที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ต้องพ้นจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคพลังประชารัฐ ได้เก้าอี้ ส.ส.ไปอีก 1 คนเช่นกัน

ตั๊น ส.ส. ลำดับที่ 53

เท่ากับว่า ในชั่วโมงนี้ พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 คน ประกอบด้วย 1.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2.ชวน หลีกภัย 3.บัญญัติ บรรทัดฐาน 4.เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ 5.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 6.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

7.กรณ์ จาติกวณิช 8.จุติ ไกรฤกษ์ 9.องอาจ คล้ามไพบูลย์ 10.ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู 11.อิสสระ สมชัย 12.อัศวิน วิภูศิริ 13.เกียรติ สิทธีอมร 14.กนก วงษ์ตระหง่าน 15.ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ 16.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 17.พนิต วิกิตเศรษฐ์ 18.อภิชัย เตชะอุบล 19.วีระชัย วีระเมธากุล 20.จิตภัสร์ กฤดากร

          ส่วนลำดับที่ 21 คือ สุทัศน์ เงินหมื่น นักการเมืองอาวุโส ที่คงต้องรอไปอีกสักพัก หากว่า มีคนลาออกจาก ส.ส.จริง ดั่งที่ได้ลั่นวาจาไว้

บ้าน “เงินหมื่น”

เมื่อ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “สุทัศน์ เงินหมื่น” ได้อัพสเตตัสผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วันนี้ทำบุญตักบาตรเช้า ที่หน้าบ้าน เนื่องในวันครบรอบวันเกิด 74 ปี ขอขอบคุณทุกคำอวยพรที่ได้มอบให้ผมในวันนี้ครับ”

“สุทัศน์” ในวัยหนุ่ม เป็นทนายหัวก้าวหน้า จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ในนามพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และเป็น ส.ส.อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2518 (สมัยโน้น อ.อำนาจเจริญยังขึ้นต่อ จ.อุบลฯ) จากนั้นได้ย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

สุทัศน์ เงินหมื่น ทำบุญวันเกิด

          เมื่อมาอยู่พรรค ปชป. อนาคตการเมืองก็รุ่งโรจน์ ในฐานะแม่ทัพอีสาน “พ่อใหญ่สุทัศน์” เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในหลายกระทรวง

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป.ครั้งล่าสุด พ่อใหญ่สุทัศน์จับมือ “อิสสระ สมชัย” สนับสนุนพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค ส่วน “วิฑูรย์ นามบุตร” หนุนจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

เมื่อ “อู๊ดด้า” เป็นหัวหน้าพรรค จึงตั้ง “ไชยยศ จิรเมธากร” เสี่ยใหญ่ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ขึ้นมาเป็นแม่ทัพอีสาน

          ว่ากันว่า เหตุผลที่สองพ่อใหญ่ เลือกพีระพันธุ์ เพราะเห็นแก่ความสงบของชาติบ้านเมือง

ช่วงเลือกตั้ง สุทัศน์เดินหาเสียงทั่วอีสาน

อำนาจที่เปลี่ยนไป

เลือกตั้งในอำนาจเจริญครั้งที่ผ่านมา พ่อใหญ่สุทัศน์ เจอศึกหนักไม่แพ้ปี 2548 ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.ลืออำนาจ, อ.พนา, อ.ปทุมราชวงศา ,อ.ชานุมาน และ อ.เสนางคนิคม

จะว่าไปแล้ว เขต 2 เป็นฐานเสียงหลักของสุทัศน์มาตั้งแต่ปี 2518 แต่ในการเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พ่อใหญ่สุทัศน์ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส่งลูกชายชื่อ “อภิวัฒน์ เงินหมื่น” ลงสนามเขต 2 สู้ทั้งกระแสทักษิณ กระแสยิ่งลักษณ์ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

อภิวัฒน์ เงินหมื่น

เลือกตั้ง 2562 พ่อใหญ่สุทัศน์เจอโจทย์เก่าคือ พรรคเพื่อไทยส่งคนหน้าใหม่ “ดะนัย มะหิพันธ์” อดีตรองเลขาธิการ สกสค. ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับพ่อใหญ่สุทัศน์

ดะนัย มะหิพันธ์ ส.ส.อำนาจเจริญ เพื่อไทย

ขณะเดียวกัน “กลุ่มทุนท้องถิ่น” กระโจนออกมาหนุน ญาณีนาถ เข็มนาค อดีต ส.ว.อำนาจเจริญ แถมทุนสีเขียวส่ง จันทร์เพ็ญ เจริญรัตน์ มาลงสนามอีกคน

          เที่ยวนี้กระแสพายุลมแรงจัด เกินกำลังพ่อใหญ่สุทัศน์ที่จะอุ้มลูกชายเข้าสภาได้

เจาะทีมไซเบอร์อนาคตใหม่…ความสำเร็จที่ “ล็อกผลได้” ของธนาธร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะทีมไซเบอร์อนาคตใหม่…ความสำเร็จที่ “ล็อกผลได้” ของธนาธร

29 พฤษภาคม 2562 – 10:35 น.
ทีมไซเบอร์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 72,782 ครั้ง

โดย…  ภคนันท์ มุมาน / อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์ 

หลายคนคงเคยสงสัยเหมือนๆ กันว่า พรรคอนาคตใหม่มีดีอะไร ทำไมถึงได้ ส.ส.เข้าสภาเกือบ 100 คน ทั้งๆ ที่มีแต่ผู้สมัครหน้าใหม่ โนเนม และทำไมเวลามีความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ ที่กระทบต่อพรรคจึงมีผู้คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งแฮชแท็กยอดนิยม และยอดไลค์ ยอดแชร์พุ่งกระฉูด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพโดยทีมงานด้านไซเบอร์ทีมใหญ่ที่รวมสุดยอดระดับ “จอมยุทธ์” ในวงการมาทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย “อนาคตใหม่” และส่งรับข้อมูลกันจนสามารถสร้าง “ชุดความคิด” ให้คนจำนวนมากได้

หัวหอกที่จัดการงานด้านไซเบอร์ให้พรรคคือ ไกลก้อง ไวทยากร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ประวัติของเขามีความเชี่ยวชาญอย่างสูงด้านการจัดทำข้อมูล บิ๊กดาต้า และสื่อออนไลน์

การทำงานต้องบอกว่าขับเคลื่อนไปอย่างมียุทธศาสตร์ สร้างกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางไซเบอร์ตลอดเวลา แม้แต่การให้ช่วยตั้งชื่อพรรค คิดชื่อพรรค คิดนโยบาย ยังกลายเป็นแฮชแท็กยอดนิยมทุกครั้ง

ช่วงพรรคเริ่มตั้งไข่และยังไม่มีใครให้ความสนใจพรรคใหม่พรรคนี้ แกนนำพรรคและทีมไซเบอร์ได้จัดสัมมนาในลักษณะแข่งขันให้ผู้ที่มีความสามารถด้านไอที ระดมความคิด ไอเดีย และร่วมมือกันแก้โจทย์ที่ทางพรรคอนาคตใหม่ตั้งขึ้น ด้านหนึ่งทำให้พรรคสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้คนผ่านโลกออนไลน์ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ตามรั้วมหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน ทั้งยังมีโอกาสคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถเข้ารวมทีมไซเบอร์ของพรรคได้ด้วย

การขับเคลื่อนงานด้านไอทีของพรรคไม่ได้ทำอย่างกะโหลกกะลา แค่จ้างบริษัททำเว็บเปิดเว็บแล้วใส่ข้อมูลลงไปเหมือนพรรคการเมืองอื่น แต่อนาคตใหม่จับมือกับบริษัทเอกชนที่มีความสามารถในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บิ๊กดาต้า มีการตั้งทีมงานรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการเมือง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการออกแบบนโยบายและแนวทางการหาเสียงให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและคนทำงาน

บริษัทใหญ่ด้านไอทีแห่งนี้ยังเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ (คล้ายๆ กับที่ “อาลีบาบา” มีกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลความสนใจและการจับจ่ายซื้อสินค้าของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งภายหลังต่อยอดพัฒนาเป็นการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อกุมข้อมูลและรสนิยมของผู้คน จะได้เสนอขายสินค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย) และยังเคยจัดทำฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐ ทำให้มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวนมาก เช่น ไอพี แอดเดรส / เบราเซอร์ที่ใช้ / ระบบปฏิบัติการที่ใช้ / ทำให้บริษัทแห่งนี้มีฐานข้อมูลประชาชนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก เมื่อมาจับมือกับพรรคอนาคตใหม่ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นในทางการเมืองได้ไร้ขีดจำกัด

ในขณะเดียวกันก็สามารถหยิบปรากฏการณ์ที่กำลังเป็นกระแสมาเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรค หรือเป็นชื่อกิจกรรมได้อย่างโดนใจ ทำให้พรรคการเมืองนี้ใกล้ชิดคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเกือบทั้งหมดในชีวิตประจำวัน

เช่น การจัดกิจกรรม “อนาคตใหม่ไฟแรงเฟร่อ” ที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง “เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ” ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น หรือการสร้าง “จุดร่วม” ของบรรดาแฟนคลับหรือสาวกว่า “ฟ้ารักพ่อ” ซึ่งหยิบมาจากละครโทรทัศน์ยอดนิยมเรื่อง “ดอกส้มสีทอง”

คำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดครองสื่อและข้อมูลข่าวสาร ผู้นั้นครองโลก” คือวลีที่สามารถอธิบายความสำเร็จแบบ “ก้าวกระโดด” ของพรรคอนาคตใหม่และนายธนาธร

จากการตรวจสอบเชิงลึกยังพบว่านอกจากปฏิบัติการทางไซเบอร์เพื่อสร้างความนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่พื้นๆ ในรูปแบบปั่นไลค์ปั่นแชร์เท่านั้น แต่เป็นการนำข้อมูล ความคิด และรสนิยมของประชาชนมาสร้างนโยบายและกำหนดทิศทางทางการเมืองแล้ว พรรคอนาคตใหม่และทีมไซเบอร์ยังสร้างเครือข่ายกับเว็บไซต์บางแห่งเพื่อขยายผลหรือตอกย้ำ “ชุดความคิด” ที่ตนสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในระดับ “ปฏิเสธไม่ได้” จากผู้รับข้อมูลข่าวสาร

เว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายของอนาคตใหม่ก็เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับกฎหมายที่ประกาศตัวอยู่ฝ่ายตรงข้าม คสช. คอยตรวจสอบการใช้อำนาจและการตรากฎหมายในยุค คสช.อย่างเข้มข้น

นอกจากนั้้นยังมีเว็บไซต์ข่าวการเมืองที่คนรุ่นใหม่นิยมติดตาม มีการออกแบบหน้าเว็บที่ทันสมัย เน้นการนำเสนอข้อมูลโดยใช้ “อินโฟกราฟฟิก” เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ในระยะเวลาสั้นๆ

ขณะเดียวกันก็มีแอดมินเพจที่มีผู้ติดตามมากกว่า 3 แสนคน คอยสร้างประเด็นหรือส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่และนายธนาธร รวมทั้งปั่นกระแสต่างๆ ในโลกออนไลน์ โดยแอดมินเพจรายนี้เป็นอดีตนักเรียนทุนมูลนิธิไทยคม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับนายทักษิณ ชินวัตร

ทีมงานระดับพระกาฬยังมีทีมออกแบบกราฟฟิกที่ใช้ในสื่อออนไลน์และป้ายหาเสียง ทีมกราฟฟิกดีไซน์ เชี่ยวชาญการออกแบบโลโก้ ฟอนท์ตัวหนังสือ ภาพไดอะแกรม และอินโฟกราฟฟิก ทีมดีไซน์หน้าเว็บ ทีมงานที่ทำนิตยสารแนวสาระที่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่นิยมอ่าน ทีมโปรแกรมเมอร์และวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงทีมผู้เชี่ยวชาญการแสดงข้อมูลด้วยภาพ ซึ่งทำงานอยู่ในโซเชียลชื่อดังอย่างทวิตเตอร์

ทั้งยังมีบริษัทที่ทำงานด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไอที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศอีกหลายแห่ง บางแห่งอยู่ในระดับยักษ์ใหญ่ในวงการ ซึ่งผู้บริหารและกรรมการบริษัทเหล่านี้บางคนได้กลายมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ด้วย หนำซ้ำบางรายยังทำธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนบิตคอยน์

กล่าวสำหรับการปั่นไลค์สร้างกระแส (หมายถึงกรณีทั่วๆ ไป ไม่ได้เจาะจงว่าพรรคอนาคตใหม่ทำ) มีผล 2 อย่าง คือ “ผลลวง” ให้ดูเหมือนมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก มีคนสนใจมาก เรียกว่าการสร้างภาพลวงหรือภาพลักษณ์ดีเกินจริงในโลกออนไลน์ แต่ต้องไม่ลืมว่าผลลวงลักษณะนี้มีโอกาสสร้างกระแสจริงๆ ได้ด้วย ถ้าผู้รับสารกลายเป็นสาวกของ “นักปั่น” ไปแล้วจริงๆ ท่ามกลางสถานการณ์เลือกข้างและสร้างความเกลียดชังอย่างที่เป็นอยู่

เหมือนกับปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ในตะวันออกกลางที่สร้างกระแสล้มรัฐบาล ลบล้างขนบดั้งเดิม หรือทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้เลยทีเดียว

แต่สำหรับรูปแบบการทำงานด้านไซเบอร์ของพรรคอนาคตใหม่ไปไกลกว่านั้นมาก ทำให้สามารถขีดเส้นทางความสำเร็จแบบข้ามคืนที่ “ล็อกผลล่วงหน้าได้” ของทั้งพรรคและตัวนายธนาธร

น่าคิดว่าการต่อสู้ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเขาซึ่งยังใช้ขนบดั้งเดิมและเทคนิคกฎหมายลายลักษณ์อักษร กำลังทำให้เกิดการปะทะกันระหว่าง “ดิจิทัล” กับ “อนาล็อก” อีกครั้งในการเมืองไทย และใครจะเป็นฝ่ายชนะ

มาถึงจุดนี้ได้ไง…บุกทำร้ายไม่เว้นโรงหมอ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาถึงจุดนี้ได้ไง…บุกทำร้ายไม่เว้นโรงหมอ

29 พฤษภาคม 2562 – 09:16 น.
มงคลกิตติ์,ล่าความจริง,โรงพยาบาล,หมอ,สืบพงษ์ ม่วงชู
เปิดอ่าน 3,575 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… อนุรักษ์ เพ็ญสวัสวดิ์

ประเด็นทางสังคมที่ไม่ควรปล่อยผ่านหรือถูกกลบด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ก็คือปัญหาการใช้ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท หรือตามเช็กบิลกันในโรงพยาบาลของกลุ่มอันธพาล ทั้งวัยโจ๋และวัยดึก ซึ่งระยะหลังเกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งโรงพยาบาลตามต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็ไม่เว้น

หลังเกิดเรื่องร้าย 2 เหตุการณ์ในคืนเดียวกันที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จ.ยโสธร และโรงพยาบาลเหล่าเสือโก้ก จ.อุบลราชธานี ทำให้กระทรวงสาธารณสุขออกมาตรการป้องกัน หรือจะเรียกว่า “ล้อมคอก” ก็ไม่ผิด จำนวน 7 ข้อ 7 มาตรการ ซึ่งแต่ละมาตรการต้องใช้เวลาและงบประมาณ จึงไม่ใช่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

“ล่าความจริง” ส่งทีมข่าวไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาลที่อยู่ในต่างจังหวัด พวกเขาบอกเล่าถึงความรู้สึกหวาดผวาในแต่ละวัน เพราะต้องทำงานบนความเสี่ยง ไม่รู้จะถููกอันธพาลบุกเมื่อไร โดยเฉพาะคนทำงานในหน้าที่ รปภ. เวรเปล และห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเสมือนด่านหน้าของสถานพยาบาล

พฤติกรรมย่ามใจก่อเหตุได้ไม่เว้นในโรงหมอนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจค้นหา

“ล่าความจริง” ส่งทีมข่าวไปพูดคุยกับมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ส.ส.เพียงหนึ่งเดียวของพรรคที่ได้โอกาสเดินเข้าสภา หลังจากเขาแสดงตัวว่ามีความช่ำชองในแวดวงนักเลง จากวลีที่ว่า “พี่ไม่ใช่คนติ๋มนะ” และ “พี่เปิดเองทั้งหมด”

มงคลกิตติ์ บอกว่า กลุ่มที่ยกพวกตีกันในโรงพยาบาลนั้นเป็นพวกจริยธรรมและคุณธรรมบกพร่อง เพราะในภาวะศึกสงครามยังมีกฎยกเว้นสถานพยาบาล และไม่มีการแย่งศพข้าศึกกัน ฉะนั้นควรเรียกคนกลุ่มนี้เข้าไปฝึกเป็นกำลังพลสำรอง ระยะเวลา 3 เดือน โดยออกเป็นระเบียบบังคับเพิ่มเติม แล้วส่งไปลาดตระเวนตามแนวชายแดนที่มีกับระเบิดเยอะๆ เลย เชื่อว่าการใช้ไม้แข็งแบบนี้จะช่วยสร้างความเป็นระเบียบวินัยให้คนกลุ่มนี้ได้อย่างมาก

“ปัญหาเด็กตีกันเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับมัธยม อาชีวะ หรือแม้แต่อายุอานามมากแล้วก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้น สะท้อนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงศึกษาธิการที่มีหน้าที่ดูแลเยาวชน กระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ไม่บูรณาการการทำงานร่วมกัน ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องใช้มิติใหม่ สร้างการเชื่อมต่อไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้มีการธำรงวินัยกับผู้ที่ใช้ความรุนแรง รวมถึงการเรียกเข้าไปรับการฝึกกำลังพลสำรองด้วย” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าว

มงคลกิตติ์ บอกด้วยว่า การที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์เรื่องการชกต่อยทะเลาะวิวาทในอดีตนั้น เพราะเห็นว่าสังคมควรจะต้องพูดความจริงและยอมรับความจริงกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้นำไปสู่การแก้ไขได้เสียที

ด้านอาจารย์สืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า สิ่งที่ทำให้วัยรุ่นก่อเหตุร้ายแรงโดยไม่เคารพสถานที่ มีหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งการอบรมดูแลของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในยุคที่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง ทำให้แข่งขันกันหาเลี้ยงชีพจนไม่มีเวลาอบรมลูกหลาน หากบ้านไหนมีฐานะดีก็จะจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาคอยดูแล แต่ถ้าฐานะไม่ดีก็ต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเด็ก รวมถึงการสั่งสอนของอาจารย์ในรั้วโรงเรียน

ในสมัยก่อนอาจารย์จะมีจิตวิญญาณในการเป็นผู้สอนวิชาให้ศิษย์เหมือนเป็นลูกหลานตัวเอง แต่ในยุคปัจจุบันหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งที่เป็นปัจจัยที่ทำให้แนวคิดของอาจารย์เปลี่ยนก็มาจากสภาพเศรษฐกิจอีกเช่นกัน เนื่องจากอาจารย์ส่วนใหญ่เอาเวลาที่เคยทุ่มเทให้ลูกศิษย์ไป “ขายตรง” ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่เหล่าอาจารย์ทำได้ง่ายที่สุดแล้ว

“ผมมองว่าอาจารย์ในยุคนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่เลือกอาชีพขายตรงมาเป็นอาชีพเสริม เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของตัวเองและครอบครัว ฉะนั้นเมื่อเด็กได้รับการใส่ใจการให้ความรู้น้อยลง ก็ต้องปรึกษาเพื่อนมากขึ้น หากโชคดีเจอเพื่อนที่ดีก็จะเป็นผลดีแก่ตัวเด็ก แต่ถ้าเจอเพื่อนไม่ดีก็อาจจะทำให้เสียคนได้ เราจึงไม่ควรไปโทษที่ตัวเด็กอย่างเดียวเพราะสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อเด็กเอง”

“ผมขอฝากไปยังรัฐบาลชุดใหม่ให้พัฒนาสวัสดิการครูและเงินเดือนของอาจารย์ด้วย เพราะเมื่ออาจารย์มีเงินรายได้ที่เพียงพอ มีสวัสดิการที่ดี ก็คงไม่ต้องไปขายตรง หากคุณภาพของครูดีขึ้น คุณภาพเด็กก็จะดีขึ้นแน่นอน” อาจารย์สืบพงษ์ กล่าว

ถือเป็นโจทย์ข้อยากอีกหนึ่งข้อของรัฐบาลชุดใหม่เพราะปัญหานี้ ม.44 ยังแก้ไม่ได้!

ฝนมาอย่าลืมแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝนมาอย่าลืมแล้ง

29 พฤษภาคม 2562 – 09:12 น.
กรมอุตุนิยมวิทยา,ฝน,แล้ง
เปิดอ่าน 2,440 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2562

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ตามด้วยการออกคำเตือนต่อมาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไล่ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน โดยสรุปก็คือ จะมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไม่ได้วิตกกังวลว่า ในปีนี้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เพราะปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าเมื่อปี 2560-2561 หากแต่เรื่องที่น่าห่วงใยก็คือสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังมีปริมาณน้อยกว่า 30% ของความจุเท่านั้น สทนช.จึงได้เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยติดตามสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิด หากสุ่มเสี่ยงกับปริมาณน้ำต้นทุนในอนาคตก็ต้องประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือจากกรมฝนหลวง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ในภาคเหนือ มีเขื่อนที่น้ำน้อยกว่า 30% ของความจุอ่าง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง กับเขื่อนแควน้อย มีน้ำอยู่เพียง 21% ในภาคอีสาน เขื่อนลำปาวมีน้ำ 26% เขื่อนลำพระเพลิงมีน้ำในอ่าง 15% เขื่อนอุบลรัตน์ที่มีความจุอ่างถึง 2,431 ล้านลูกบาศก์เมตร กลับมีน้ำเหลืออยู่ 24% ถือเป็นวิกฤติของเขื่อนแห่งนี้มาเป็นปีที่ 3 ขณะที่เขื่อนห้วยหลวงมีน้ำเหลืออยู่ในอ่าง 21% ส่วนภาคกลาง มีถึง 3 เขื่อนที่ปริมาณน้ำในอ่างน้อยมากน้อยคือ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว และเขื่อนทับเสลา มีน้ำเหลืออยู่ในอ่างเพียง 13-22-24% ตามลำดับ ส่วนในภาคตะวันออก เขื่อนคลองสียัดมีน้ำอยู่ 20% เขื่อนขุนด่านปราการชลเหลือน้ำขอดก้นอ่างเท่าเขื่อนป่าสักฯ คือ 13% อย่างไรก็ตาม เขื่อนอื่นๆ ที่มีน้ำมากกว่า 30% แต่ก็ไม่ได้มากถึงระดับที่น่าพอใจ โดยภาพรวมแล้ว เขื่อนทั่วประเทศมีน้ำสำรองทั้งหมด 37,816 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่างรวมกัน 70,926 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 53% ของความจุอ่าง ซึ่งถือว่า สุ่มเสี่ยงที่จะประสบภัยแล้งในปี 2562/2563

ตามคาดการณ์สำหรับฤดูฝนปีนี้ ของสทนช.สรุปเอาไว้ว่า แนวโน้มฝนตกในภาพรวมจะมีปริมาณฝนไม่มากนัก และจะตกหนักเพียงบางจุด ปริมาณฝนมากเป็นช่วงๆ โดยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายนจะตกหนักบริเวณภาคเหนือ ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมจะมีฝนที่ภาคอีสานและภาคกลางเล็กน้อย ขณะที่แหล่งน้ำต่างๆ ยังสามารถรองรับน้ำฝนได้อีกมาก โดยปริมาณน้ำในปีนี้น้อยกว่าเมื่อปีที่แล้วถึง 5,000-6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพายุที่จะเข้าคาดการณ์ว่าจะมี 1-2 ลูกในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จากข้อมูลของ สทนช.ที่ว่านี้ ก็น่าห่วงยิ่งว่า ฝนที่จะตกแบบกระจัดกระจายในทุกภาคจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการให้เติมน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ที่ยังมีปริมาณกักเก็บไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนลำปาว ฯลฯ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่เป็นปัญหาในปีต่อๆ ไป

กระนั้นก็ตาม ในแต่ละภาคของประเทศ สภาพปัญหาการจัดการน้ำก็มีแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ภาคเหนือ ขาดแคลนน้ำบางพื้นที่ตามฤดูกาล หลายพื้นที่มีปัญหาอุทกภัย ภาคอีสาน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก เพราะสภาพพื้นที่ไม่อุ้มน้ำ และหน้าฝนก็จะเกิดอุทกภัยตามลุ่มน้ำต่างๆ ส่วนภาคกลาง พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน และต้องการใช้น้ำปริมาณมาก ซึ่งกรมชลประทานต้องประกาศห้ามทำนาปรังแทบทุกปี ขณะที่ภาคตะวันออกนอกจากขาดแคลนน้ำตามชุมชนริมทะเลแล้ว การก่อเกิดของนิคมอุตสาหกรรม และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็ต้องการใช้น้ำปริมาณมหาศาล แต่ตามตัวเลขกักเก็บของเขื่อนต่างๆ 1,515 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำในอ่างรวมกันเพียง 29% หรือ 436 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องบูรณาการแผนงานรับมือให้พร้อมมากที่สุด สำหรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำตั้งแต่หน้าฝนปีนี้ถึงหน้าแล้งปี 2563 อย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อนในการตัดสินใจ นำไปสู่อาการตื่นตูม บริหารผิดพลาดเหมือนในอดีต ที่สำคัญคือ ต้องจัดการน้ำให้เป็นธรรมกับทุกกิจกรรม

ขอรัฐบาลให้ใช้กฎเหล็กจัดระเบียบราชการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอรัฐบาลให้ใช้กฎเหล็กจัดระเบียบราชการ

29 พฤษภาคม 2562 – 09:07 น.
สี จิ้น ผิง,อ๊อด เทอร์โบ,ข้าราชการ
เปิดอ่าน 7,983 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีจดหมายจากคุณ ‘ภิญโญ’ ราชครูเกี่ยวกับ ‘กฎเหล็ก 11 ประการ’ ที่ประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ได้กำหนดไว้ให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด และรัฐบาลจีนได้ปราบปรามผู้ทุจริตคิดโกงโดยใช้กฎหมายลงโทษอย่างหนักถึงประหารชีวิต ยึดทรัพย์ จำคุก ปลดออกจากราชการ ฯลฯ

จึงขอให้รัฐบาลใหม่ของเราพิจารณาวางกฎเหล็กเช่นนี้บ้าง จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
อ๊อด เทอร์โบ


 กฎเหล็ก 11 ประการของจีน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมสนใจความเจริญของจีน ซึ่งเหลือเชื่อว่าพัฒนาได้รวดเร็วขนาดนี้ จนกลายเป็นมหาอำนาจโลกจากประเทศที่เคยถูกดูหมิ่นว่าคนป่วยแห่งเอเชีย โดนญี่ปุ่น โดนฝรั่งชาติตะวันตกรุกราน ฆ่าคนจีนตายหลายล้านคน

วันก่อนมีผู้ส่งไลน์แจ้งให้ทราบว่าที่จีนแข็งแรงขนาดนี้เพราะการเมืองมั่นคงเป็นรากฐานสำคัญให้ทุกอย่างเข็มแข็ง โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ซึ่งเวลานี้เป็นผู้นำที่มีอำนาจมากสุดและจะมีไปอีกนาน

ประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ได้นำเสนอข้อปฏิบัติ 11 ประการ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ นายทหารทุกระดับชั้น และภาคธุรกิจเอกชนของจีนได้ปฏิบัติอย่างเข้มข้น ดังนี้

1.ห้ามขึ้นป้าย ปูพรมแดง หรือมอบช่อดอกไม้แก่คนในรัฐบาล ข้าราชการ และนายทหารระดับสูง ไม่ว่าจะในโอกาสใด

2.ห้ามใช้จ่ายเงินหลวงอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในระหว่างไปตรวจราชการ ต้องไม่พักโรงแรมหรู 3.ห้ามจัดเลี้ยงด้วยอาหารราคาแพงหรือสั่งอาหารจนล้นโต๊ะแม้จะปฏิบัติจนเป็นธรรมเนียมก็ตาม 4.ห้ามมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกงานเลี้ยง 5.ห้ามคนในรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของกรมการเมือง ข้าราชการ และนายทหารระดับสูงใช้สัญญาณไซเรนเพื่อขอทางสะดวกแก่ตน

6.ให้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และนายทหารระดับสูงทุกคน อบรมสั่งสอนภรรยาและลูกให้กระทำตนเป็นเยี่ยงอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามรับสินบนทั้งหน้าบ้าน ในบ้าน และหลังบ้าน ด้วยเหตุแห่งหน้าที่ของตนเป็นอันขาด 7.ทุกคนที่กินเงินเดือนหลวงต้องใช้ชุดที่ราชการตัดให้ 8.ห้ามเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และนายทหารระดับสูง เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต 9.ให้เวลาหาหลักฐานพิสูจน์ว่ารถหรูราคาแพงกับนาฬิกาแบรนด์ดังที่ใช้อยู่ได้มาจากไหน? เพราะเหตุใด? 10.บัญชีเงินฝากในต่างประเทศให้เอากลับมาฝากในประเทศ และ 11.บุตรหลานที่เรียนอยู่ต่างประเทศ ต้องกลับมาเรียนในประเทศให้หมด

กฎเหล็กข้อ 9, 10 และ 11 ให้ใช้กับผู้มีตำแหน่งระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนอย่างเข้มข้น และแม้แต่นายสีจิ้น ผิง เองก็จะไม่มีอภิสิทธิ์หรือขอรับการยกเว้นในการปฏิบัติใดๆ

ทันทีที่คณะกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ประกาศใช้กฎเหล็กทั้ง 11 ข้อนี้แล้ว ประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ก็สั่งให้บุตรีที่เรียนอยู่ในต่างประเทศเดินทางกลับมาศึกษาในประเทศทันที

นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่แท้จริง ที่ต้องทำเป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และอยากจะถามว่าประเทศไทยของเราจะมีผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทำเช่นนี้ได้หรือไม่

แล้วถ้าใช้กฎเหล็กแบบจีนจะเหลือข้าราชการดีๆ สักเท่าไหร่?
ภิญโญ (ราชครู)


 บัตรประชารัฐมีปัญหา
 คนจนไม่จริงเอาเปรียบ

นโยบายให้บัตรประชารัฐแก่คนไทยรายได้น้อย หรือเรียกว่า คนจนนั้น มีประเด็นก็คือคนที่ถือบัตรนี้บางคนไม่ได้จนจริง และบางครัวเรือนมีสมาชิกหลายคนก็ได้หลายใบ รัฐไม่ได้กำหนดบัตรต่อครัวเรือน ทำให้บางครัวเรือนส่วนใหญ่มีสมาชิกหลายคนก็ได้บัตรหลายใบ และเงินที่รัฐบาลให้ทุกเดือนเข้าบัตรไปซื้อของตามร้านชำต่างๆ ชาวบ้านทุกคนก็ต้องรีบใช้ให้หมด มิฉะนั้นจะเสียสิทธิ์

ทุกต้นเดือนชาวบ้านจะไปเข้าคิวซื้อของใช้ประจำวันตามร้านชำหมู่บ้าน ร้านชำใหญ่ๆ ในอำเภอ เพราะกลัวสินค้าจะหมด หรือเสียสิทธิ์ หลังๆ ของใช้ประจำวัน เช่น น้ำปลา น้ำตาล น้ำมัน ที่ใช้บัตรประชารัฐรูด เริ่มเยอะเต็มบ้าน ชาวบ้านใช้ไม่ทัน

ก็มีการเอาสินค้าที่ได้มาวางขายหน้าบ้านในราคาต่ำกว่าทุน ขอให้ได้เอาเงินมาใช้ ดีกว่าเก็บของไว้ล้นบ้าน ขายแลกเงินไปซื้อเหล้าดีกว่า

ต่อมาหลังๆ ชาวบ้านเริ่มไม่ทำงาน ไม่สนใจปลูกข้าว งานการไม่ต้องทำ รอต้นเดือนก็มีเงินเข้าบัตรไปรูดเอาสินค้า หนักกว่านั้นคือเอาบัตรไปรูดที่ร้านค้าแล้วไม่เอาสินค้า แต่ขอเงินสด เอาไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ซื้อเหล้า บุหรี่ เอาไปแต่งรถมอเตอร์ไซค์แว้น เติมเงินมือถือให้ลูกหลานเล่นเกม ส่วนร้านค้าจะคิดค่าธรรมเนียมรูดบัตรประชารัฐเท่าไหร่ ก็แล้วแต่จะตกลงกัน

ยิ่งไปกว่านั้นส่วนมากฝากบัตรประชารัฐไว้ที่ร้านชำ เอาเงินไปใช้ล่วงหน้าก่อน ต้นเดือนร้านชำก็มีหน้าที่รูดบัตรที่ฝากไว้ที่ร้านชำ บางหมู่บ้านบัตรประชารัฐแทบทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านที่รัฐบอกว่าจน แต่บัตรกองไว้ที่ร้านชำรอรูดการ์ดต้นเดือน แต่เอาเงินไปใช้ก่อนล่วงหน้า

ขนาดเงินที่รัฐบาลคิดว่าจะช่วยเหลือคนจน เขากลับเอาไปรูดเอาเงินสด ไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น แถมยังเป็นหนี้ขอเงินร้านชำก่อนรูดการ์ดทีหลัง เป็นหนี้ล่วงหน้ากับเงินที่ได้มาฟรีๆ อนาคตประเทศชาติจะเป็นอย่างไร? เมื่อไหร่ชาวบ้านจะเลี้ยงดูตนเอง ทำงาน ทำมาหากินเองได้ ไม่ใช่รอแต่เงินอุดหนุน ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้

เวลานี้เห็นแต่คนไม่ทำงาน งานการที่ทำก็ไม่มีประสิทธิภาพแข่งขันไม่ได้ รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด นำพาประเทศเดินไปข้างหน้า มากกว่าแจกเงินคนไม่ทำงาน แต่มีสิทธิ์พิเศษเพราะความจน ไม่ได้อะไร

คนถือบัตรคนจน อีกสิบปีก็ยังจนอยู่วันยังค่ำ พึ่งพาตัวเองยังไม่ได้ เมื่อไหร่จะเป็นคนทำงาน เมื่อไหร่คนจนเหล่านี้จะทำงานมีประสิทธิภาพ แล้วหลุดจากความจนได้ด้วยตนเอง เหมือนกับประเทศนี้ยังมองไม่เห็นอนาคต เมื่อรัฐบาลไม่สนใจพัฒนาคุณภาพคน คุณภาพงาน ทำเป็นแต่แจกเงินเพราะง่ายดี

พปชร.ต้องระวัง”งูเห่า”ใน”พรรคร่วม”มากกว่าพรรคตัวเอง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.ต้องระวัง”งูเห่า”ใน”พรรคร่วม”มากกว่าพรรคตัวเอง!

28 พฤษภาคม 2562 – 12:20 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พรรคภูมิใจไทย,พรรคพลังประชารัฐ,ชวน หลีกภัย,งูเห่า,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,บิ๊กตู่,สุชาติ ตันเจริญ,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,ประธานสภา
เปิดอ่าน 4,117 ครั้ง

รายงาน…

การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา ถึงแม้ว่า จะเป็นไปตามเป้าที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ตกลงกับบรรดาพรรคร่วมไว้ก็ตาม

แต่ขั้นตอนระหว่างที่เดินหน้าโหวตนั้น ดันเกิดอาการสะดุดจากคนในกันเอง ด้วยเหตุผลต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ที่บางกระทรวงถูกประเคนให้ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” แบบไม่ปรึกษากันก่อน

แต่สุดท้าย การจัดการภายในของ “พลังประชารัฐ” ก็ได้ข้อยุติ เมื่อมีคนบางคนถูกส่งมาเพื่อภารกิจพิเศษ ให้กำราบศึกในจนได้ข้อยุติ

ผลการโหวต นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ชนะนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 258 ต่อ 235

ขณะที่ การโหวตเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ชนะ น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ด้วยคะแนน 248 ต่อ 246

ส่วนการโหวตรองประธานสภา คนที่ 2 นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ชนะ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างมากกว่าการโหวตประธานและรองประธานสภา คนที่ 1 ด้วยคะแนน 256 ต่อ 239

หากดูจากการรวมเสียงของ “พลังประชารัฐ” และบรรดาพรรคร่วมก่อนหน้านี้มีรวม 253 เสียง ส่วนอีกฟากฝั่งที่นำโดย “พรรคเพื่อไทย” รวมเสียงได้ 245 เสียง

ดังนั้น หลายคนจึงปักใจเชื่อว่า การโหวตเลือกประมุขและรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ มี “งูเห่า” จากทั้งขั้ว “เพื่อไทย” และ “พลังประชารัฐ” เรียกว่าเสียงไม่นิ่งสวิงไปมา จนหลายคนสับสน ไม่รู้ว่าเป็นแท็กติกให้จับงูเห่าไม่ได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากดูกันดีๆ “งูเห่า” จากขั้ว “พลังประชารัฐ” รวมถึงพรรคต่างๆ นั้นมีอยู่จริง แม้แกนนำ “พลังประชารัฐ” บางคนจะออกมาเปิดเผยหลังการโหวตว่า ไม่กังวล แม้การโหวตนายสุชาติ เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 ชนะด้วยคะแนนเฉียดฉิวเพียง 2 เสียงเท่านั้น

ด่านต่อไปจากนี้คือ การฟอร์มเสียง พรรคที่คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ทั้งกับพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคเล็กๆ คือ เกมที่ต้องชิงไหวพริบ และฝ่าด่านสุดเขี้ยวจากบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่ร่วมรัฐบาลให้ได้

สำหรับทางป้องกันในอนาคต  หนึ่งในแกนนำพรรคพลังประชารัฐ บอกว่า ต่อไปการลงมติต่างๆ ต้องวางแผนให้เข้มข้นว่าจะวางหมากแก้เกมอย่างไร เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ ต้องแก้เกมนาทีต่อนาที และเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้สามารถทำให้อยู่ในระบบได้ด้วยการพูดคุยกับพรรคร่วมให้มากขึ้น

ส่วนการยุบสภา ที่มองกันว่าเป็นการแก้เผ็ดนักการเมืองพรรคร่วมที่เริ่มฮึดฮัด แม้จะมีการระบุกันว่าเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่จะใช้ แต่หากสถานการณ์บีบคั้นมากๆ “บิ๊กตู่” อาจดัดหลัง “พวกเขี้ยวลากดิน” ด้วยการยุบสภาเป็นทางเลือกแรกก็ได้ หรือมีใครอยากให้มีปฏิวัติอีก !!!

ทั้งนี้ มีรายงานเปิดเผยว่า ในการโหวตประธานและรองประธานสภานั้น มีความพยายามจากทั้ง 2 ฝ่ายในการดึงเสียงสนับสนุนจากขั้วตรงข้ามให้มาโหวตหนุนแคนดิเดตของฝั่งตัวเอง และเป็นที่ชัดเจนว่า คะแนนของ “ชวน” ที่ได้ 258 นั้น มี “งูเห่า” จากขั้วที่จับกับ “เพื่อไทย” ถูกกระชากมาได้จากตัวเลขอย่างที่เห็น

ส่วนการโหวต “สุชาติ” มีรายงานข่าวระบุว่า มีคนในประชาธิปัตย์บางส่วนที่ไม่โหวตให้ “สุชาติ” ด้วยเหตุผลจากเรื่องเก่า อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ส.ป.ก.4-01” เมื่อครั้งรัฐบาลชวน หลีกภัย โดย “สุชาติ” ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม 16 ที่ซักฟอกรัฐบาล มีการนำหลักฐานต่างๆ นานาออกมาประกอบ โดยหลักฐานเด็ดคือภาพกระจงในพื้นที่ป่า จนทำให้รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นต้องลาออก ก่อนจะยุบสภาในเวลาต่อมา การโหวตครั้งนี้ เหมือนเป็นการถอนแค้น “สุชาติ” อย่างไรอย่างนั้น

นอกจากนั้น เสียงบางส่วนที่หายไปอยู่กับคู่แข่งของ “สุชาติ” ก็มีเสียงเล่าอ้างกันมาว่า เป็นเพราะ ส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคร่วมอีกพรรค ที่ตัดสินใจโหวตสวน “พลังประชารัฐ” ด้วยเหตุและปัจจัยบางอย่าง จนฝ่าย “พลังประชารัฐ” เกือบเอาตัวไม่รอด ยังดีที่ทีมงานหูตาไว สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้ได้

ดังนั้น หากมีการจับมือตั้ง “รัฐบาลร่วมประยุทธ์ 1” ได้แล้ว สิ่งที่ต้องระวัง ไม่เฉพาะ “งูเห่า” ใน “พลังประชารัฐ” แต่ต้องระวัง “งูเห่า” ในพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าด้วยซ้ำ

ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” เชี่ยวชาญนัก โดยเฉพาะ “ประชาธิปัตย์” ที่ทะนงใน “ความเขี้ยว” มานานหลายชั่วอายุคน ที่แม้จะเป็นขาลงคว้ามาได้เพียง 52 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ความเก๋าเกมสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส บริหารจัดการเสียงในมืออย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ในสิ่งที่ต้องการ ประเดิมด้วยตำแหน่ง “ประธานสภา” และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เก้าอี้กระทรวงสำคัญ ก็จะได้ตามมา

ดูอย่างวันนี้ที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อุตส่าห์ให้เกียรติขนคณะไปส่งเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลถึงที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้ทางพรรคพลังประชารัฐก็ยอมยกเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเก้าอี้สำคัญให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว ใครๆ ก็นึกว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์คงตกลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแน่

แต่เอาเข้าจริงพรรคประชาธิปัตย์ก็ยัง “แทงกั๊ก” ไม่ยอมตกลงเข้าร่วมรัฐบาลง่ายๆ โดยบอกว่า การร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ยังต้องรอเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะมีมติต่อไป

“ต้องตอบสมาชิกพรรคกับคนทั้งหมดได้ว่า หากเราจะร่วมรัฐบาลเพราะอะไร หรือถ้าจะไม่ร่วมเพราะอะไร ดังนั้นขอให้รอหน่อย รอให้รอบคอบ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ประชาธิปัตย์ยังเสนอต่อพรรคพลังประชารัฐ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี หากร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐ เองไม่ต้องการยกให้ เพราะเป็นกระทรวงที่ทางพรรคพลังประชารัฐต้องการใช้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ อีกทั้งเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เก้าอี้สำคัญไปแล้วคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแกนนำพรรคพลังประชารัฐยืนยันว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจควรอยู่ในการดูแลของพรรคพลังประชารัฐ จึงเสนอเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ แก่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแลกเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ กลับคืน เป็นการพบกันครึ่งทาง

วันนี้หลังการส่งเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลเสร็จสิ้นลง ยังมี “วัชระ เพชรทอง”  อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถือกระดาษขนาด A4 พิมพ์ข้อความ “ไม่เอาประยุทธ์ เป็นนายก” มายืนบริเวณหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม หน้าทางเข้าอาคารพรรคประชาธิปัตย์ โดย “วัชระ” บอกว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากทั่วประเทศให้ตนมาส่งสาร แสดงเจตจำนงของสมาชิกพรรคที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

อาจเป็นเพราะ “ประชาธิปัตย์” ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่เคยหวั่นต้องเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น เมื่อมีจังหวะเหมาะๆ เลยเรียกอะไรไปเกินตัว แล้วก็มักจะได้ตามนั้น

และถ้าต่อไป “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งวันนี้ได้ตอบตกลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแล้ว  และที่ผ่านมากว่าจะตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ  ก็ดึงเกมอยู่นานเหมือนกัน โดยอ้างว่า ต้องรอฟังเสียงประชาชนก่อน  ดังนั้นดูเหมือน “ภูมิใจไทย” ก็กำลังจะเดินตามรอยนั้นให้เห็น

ต่อไปหาก “พลังประชารัฐ” ไม่ตามใจ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” อย่างที่เป็นมา ก็อาจจะได้เห็นมุกเก่าเรื่อง “ขั้วที่ 3” ถูกงัดออกมาขู่จะย้ายฝั่งสลับขั้วอีกก็ไม่แน่

แต่ที่แน่ๆ ถ้า “พลังประชารัฐ” โดนหักหลัง คงจะเจ็บใจน่าดู และคงดูไม่จืดในสายตาคอการเมือง ไม่รู้ว่าตอนนี้ “บิ๊กตู่” และพ้องพวก หาเซรุ่มแก้พิษงูติดกระเป๋าเอาไว้หรือยัง

ส.ส.อายุสั้น “พรรคจิ๋ว” คือใครกันแน่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373354?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ส.อายุสั้น “พรรคจิ๋ว” คือใครกันแน่?

28 พฤษภาคม 2562 – 11:38 น.
ผลการเลือกตั้งซ่อม,จเชียงใหม่,ผลเลือกตั้งซ่อม,สสเขต 8 จเชียงใหม่,พรรคไทรักธรรม,พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค,ศรีนวล บุญลือ
เปิดอ่าน 26,682 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 พ.ค.2562

****************

เป็นเรื่องโจษขานในโลกโซเชียล เมื่อผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ชนะ แต่คะแนนของผู้สมัคร ส.ส.ทุกพรรค ยังจะถูกนำมาคิด ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย

ก่อนหน้านี้ กกต.ได้ประกาศรับรอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 149 คน แต่จากคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงใหม่ คาดว่า พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกพรรคละ 1 คน ขณะที่พรรคไทรักธรรม จากเดิมได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน อาจจะไม่ได้แล้ว

ได้ฐานเสียงเพื่อไทย

สำหรับการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เหตุมาจาก กกต.มีมติแจกใบส้มตัดสิทธิ์ สุรพล เกียรติไชยากร” ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

เดิมมีผลคะแนนดังนี้ สุรพลชนะเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 52,165 คะแนน ตามมาด้วย นเรศ ธำรงค์ทิพยกุล พรรคพลังประชารัฐ ได้ 39,221 คะแนน และ ศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 29,556 คะแนน

ศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่

เขต 8 ประกอบไปด้วย 4 อำเภอคือ อ.จอมทอง อ.สันป่าตอง อ.แม่วาง และ อ.ดอยหล่อ ซึ่ง กกต.เชียงใหม่ ได้ประกาศผลคะแนน ปรากฏว่า ศรีนวล บุญลือ ได้ 75,891 คะแนน ลำดับที่ 2 นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ได้ 27,861 คะแนน

อนึ่ง ศรีนวล บุญลือ” ที่มี 75,891 คะแนน มีคะแนนเพิ่มขึ้น 46,335 คะแนน จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ 29,556 คะแนน ก็น่าจะมาจากฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากวันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปหาเสียงที่ อ.จอมทอง ก็ได้พบกับ สุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

สุรพล เกียรติไชยากร และธนาธร

สำหรับ “ศรีนวล” เป็น ส.อบจ.เชียงใหม่ เขต อ.แม่วาง และเป็นขวัญใจชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์รอบดอยอินทนนท์

เลือกตั้งสมัยหน้า คงจะได้พิสูจน์อีกครั้งระหว่างเพื่อไทยกับอนาคตใหม่ ใครจะเข้าวิน ?

เสียดายแต่ก็สู้ต่อไป

ดังที่เป็นข่าวสะพัดว่า ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตเชียงใหม่ มีเอฟเฟกต์ไปถึง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยพรรคไทรักธรรม อาจถูกริบเก้าอี้ ส.ส. หลังเข้าทำหน้าที่ในสภาผู้แทนฯ เพียง 3 วัน

“พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค” ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ทีมไทยรัฐออนไลน์ว่า หาก กกต.มีคำสั่งออกมาเช่นใด ก็พร้อมยอมรับ จะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป และจะพยายามประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักพรรคของตนให้มากยิ่งขึ้น

พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม

ความรู้สึกของพีระวิทย์ รู้สึกเสียดาย “ตอนนี้ก็ทำใจโล่งๆ ไว้ เพื่อรอคำสั่งจาก กกต.อย่างเดียว หาก กกต.มีคำสั่งให้ผมต้องพ้นจากสภาพ ผมก็ต้องยอมรับ” (ไทยรัฐออนไลน์)

พีระวิทย์ได้ขอบคุณตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ที่เห็นคุณค่าของพรรคเล็ก ตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาเลย

ด้วยกติกาเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน จึงทำให้พรรคเล็กได้รับโอกาส

พีระวิทย์คือใคร ?

พรรคไทรักธรรม ไม่ใช่พรรคใหม่เอี่ยม ได้จดทะเบียนก่อตั้งพรรคมาแต่ปี 2556 ชื่อเดิมคือ “พรรคไทยรักธรรม” โดยมีหัวหน้าพรรคคือ นราวิชญ์ ซะยะ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค

กลางปี 2556 พรรคเล็กประมาณ 30 พรรค ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มสหประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเรียกร้องให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เมื่อเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคไทยรักธรรม ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หลังจากนั้น พรรคนี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคไทรักธรรม

คำขวัญตอนหาเสียงของพรรคไทรักธรรม

19 ตุลาคม 2561 พรรคไทรักธรรมได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกพีระวิทย์ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป

ระหว่างหาเสียง พรรคไทรักธรรม ได้นำ ชิษณุพงศ์ ไตรรัตน์รังษี รองหัวหน้าพรรค และ เดซี่ สมชาย เล็กน้อย” สาวข้ามเพศ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Gossip star รองโฆษกพรรค มาขายฝันสร้างเมืองไทย เป็นเมืองหลวงเกย์โลก ทางด้านการท่องเที่ยวและบันเทิง

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคไทรักธรรมได้คะแนนโหวตทั่วประเทศทั้งสิ้น 33,754 เสียง จึงส่งผลให้ พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ต้องลุ้นกันจนถึงสมัยหน้า ยังจะมีพรรคชื่อนี้อยู่บนเวทีเลือกตั้งหรือไม่ ?

“เสือคาบดาบ” ประดับหน้าอก…กว่าจะได้เป็นนักรบจู่โจม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373353?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เสือคาบดาบ” ประดับหน้าอก…กว่าจะได้เป็นนักรบจู่โจม

28 พฤษภาคม 2562 – 10:50 น.
เสือคาบดาบ,จปร,เรนเจอร์,นักรบจู่โจม
เปิดอ่าน 8,050 ครั้ง

โดย…  อัญชลี อริยกิจเจริญ

ชายชาญทหารกล้าส่วนใหญ่ มักมีเครื่องหมายประดับหน้าอกเสื้อให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการฝึกหลักสูตรต่างๆ ก็จะมีสารพัดเข็มสัญลักษณ์ของหลักสูตรนั้นๆ เต็มหน้าอกไปหมด

แต่สำหรับทหารบก หลักสูตรสำคัญของการเป็นผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็กที่นักเรียน จปร.ปีสุดท้าย และกำลังพลที่รักความท้าทายต้องการฝ่าด่านเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตนเอง ทั้งเพื่อให้ได้เครื่องหมาย “เสือคาบดาบ” มาประดับหน้าอก ก็คือหลักสูตรการรบแบบจู่โจม หรือ เรนเจอร์ (Ranger)

ปัจจุบันมีศูนย์ฝึกอยู่ 3 แห่ง คือ ศูนย์สงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี, ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี และศูนย์การทหารราบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หลักสูตรนี้ถือว่าลำบากและเหนื่อยยากที่สุดของกองทัพบก มีความคล้ายคลึงกับหลักสูตร Ranger ของกองทัพสหรัฐที่ทำการฝึกโดยโรงเรียนทหารราบ ฟอร์ตเบนนิ่ง

การฝึกหลักสูตรนี้ก็เพื่อพัฒนาทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพให้เป็นผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็ก มีความรู้ความสามารถในการรบแบบจู่โจม และนำมาประยุกต์ใช้ รวมถึงนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการฝึกทางยุทธวิธีขั้นสูงต่อไป ที่สำคัญผู้ที่ผ่านการฝึกจะทรหดอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ ดำรงภารกิจได้ทุกสภาพภูมิประเทศ

แต่ก่อนที่จะเข้ารับการฝึก ต้องเตรียมร่างกาย เตรียมใจมาให้พร้อม เพราะต้องทดสอบร่างกาย ทั้งการวิ่งแบบปกติ, วิ่งประกอบเครื่องสนาม, ทดสอบว่ายน้ำ, การเอาตัวรอดทางน้ำ, ทดสอบกำลังใจ, ทดสอบภาควิชาการในห้องเรียน คือ ทดสอบการเป็นผู้นำหน่วยในการฝึกภาคสนาม 1,000 คะแนน มีผู้ผ่านการทดสอบ 180 นาย

ระยะเวลาการฝึกประมาณ 10 สัปดาห์ หรือ 2 เดือนครึ่ง โดยรุ่นที่ 131 ที่ฝึกโดยศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เริ่มฝึกตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมถึง 19 พฤษภาคม แบ่งเป็น 5 ภาคการฝึก ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ละศูนย์ฝึกจะเรียงลำดับต่างกัน แต่โดยรวมจะต้องมีรายละเอียดคือ

ภาคที่ตั้ง – จะฝึกหลักการลาดตระเวน บุคคลทำการรบในเวลากลางวันและกลางคืน การติดต่อสื่อสาร การปฐมพยาบาล การดำรงชีพในป่า การระเบิดทำลาย อาวุธศึกษา แผนที่เข็มทิศ การปรับอาวุธยิงสนับสนุน การใช้เชือก การยุทธวิธีเคลื่อนที่ทางอากาศ การรับของทางอากาศ การชี้เป้าให้เครื่องบินโจมตี

ภาคการรบในเมืองและสิ่งปลูกสร้าง – ฝึกลาดตระเวนหาข่าว ปิดล้อมตรวจค้น ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการเข้าตีกวาดล้างพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง

ภาคป่าที่ราบ – ทำการฝึกซุ่มโจมตี ตีโฉบฉวย ตีที่มั่นแข็งแรง ปัญหาเชลยศึก และการเล็ดลอดหลบหนี

ภาคป่าภูเขา – ฝึกกวาดล้างไล่ติดตาม การซุ่มโจมตี ปิดล้อมตรวจค้น และการดำรงชีพในป่า

ภาคทะเลที่ลุ่ม – ฝึกว่ายน้ำในทะเลเบื้องต้น การลาดตระเวนชายฝั่ง การใช้และบำรุงรักษาเรือยาง การฏิบัติการทางยุทธวิธี การสละเรือใหญ่ การดำรงชีพในทะเล ลาดตระเวนหาข่าว การแทรกซึมขึ้นหาดชายเลน และการเข้าตีที่มั่นแข็งแรง

เมื่อจบหลักสูตรแล้ว เหลือนักเรียน 172 นายที่ได้รับ “เสือคาบดาบ” เป็นเครื่องหมายประดับหน้าอก แสดงว่าผู้นั้นมีความสามารถ มีความเป็นผู้นำหน่วย และทรหดอดทน เพราะกว่าจะได้มา ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อ เหงื่อ และน้ำตา ที่สำคัญยังได้เพื่อนร่วมรบจากร้อยพ่อพันแม่อีกด้วย

สำหรับสัญลักษณ์เสือคาบดาบ มีความหมายคือ

หัวเสือ : แสดงถึงอำนาจ ความเป็นเจ้าป่า เหี้ยมโหดต่อศัตรู

ดาบ : คือสัญลักษณ์การต่อสู้ หมายถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมของทหารจู่โจมที่จะสังหารข้าศึกได้อย่างเงียบกริบ รวดเร็ว และฉับพลัน

ช่อชัยพฤกษ์ : เป็นสัญลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เป็นตัวอย่างและผู้นำที่ดี

พล.ท.สุนัย ประภูชะเนย์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ บอกกับผู้จบหลักสูตรครั้งนี้ว่า หลักสูตรการรบแบบจู่โจม เป็นเพียงหลักสูตรที่เพิ่มพูนขีดความสามารถทางยุทธวิธีและทักษะการปฏิบัติขั้นพื้นฐานเท่านั้น ขอให้นำความรู้ประสบการณ์ที่ได้รับไปเป็นพื้นฐานในการต่อยอดสู่การฝึกที่มีเทคนิคทางยุทธวิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อเป็นกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถสูงของกองทัพบก และเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสาหลักของชาติ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยจู่โจมจะอยู่ที่ไหนย่อมเป็นผู้นำที่ดี และเป็นตัวอย่างที่ดีอยู่เสมอ

ล่าสุดมีรายงานว่า กองทัพบกมีนโยบายที่จะปรับปรุงหลักสูตรจู่โจม เพราะปัจจุบันมีหน่วยฝึกถึง 3 แห่ง การฝึกอาจมีความแตกต่างกัน โดยจะยุบให้เหลือเพียงแห่งเดียว เพื่อให้ทุกคนเป็นมาตรฐานเดียวกัน

คำสั่ง 66/2523 “ป๋าเปรม” คิด “จิ๋ว” ทำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำสั่ง 66/2523 “ป๋าเปรม” คิด “จิ๋ว” ทำ

28 พฤษภาคม 2562 – 10:25 น.
รัฐบุรุษสองแผ่นดิน,พลอเปรม ติณสูลานนท์,กระดานความคิด,บางนา บางปะกง,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,บิ๊กจิ๋ว,ป๋าเปรม
เปิดอ่าน 6,596 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

การจากไปของรัฐบุรุษสองแผ่นดิน ในห้วงเวลาที่สังคมไทยยังแตกแยกทางความคิด จึงมีคนไทยบางกลุ่มฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสีผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ล่วงลับ โดยมิได้คำนึงถึง “พื้นที่ความเป็นมนุษย์” เหมือนดังคำพูดของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.

อย่างกรณี “คำสั่งที่ 66/2523” หรือนโยบายการเมืองนำการทหาร ของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีบางคนพยายามบิดเบือนว่าเป็นผลงานของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดย พล.อ.เปรม ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เหมือนจะโจมตีว่า ป๋าเปรมฉวยโอกาส

อันที่จริง การใช้นโยบายป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ โดยใช้นโยบายทางการเมืองแทนการทหารนั้น มีนายทหารบางกลุ่มเสนอต่อจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปี 2512 และได้มีการออกคำสั่งฉบับหนึ่งไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจผิด หรือมีการตีความทางการเมืองที่แคบเกินไป คิดว่าการเมืองคือ วิถีทางรัฐสภาเท่านั้น

กระทั่ง ยุคสมัยของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีเงื่อนไขภายนอกและภายใน เอื้อต่อการรุกทางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพ จึงได้มีคำสั่งที่ 66/2523 ว่าด้วยการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยใช้การรุกทางการเมือง เมื่อ 23 เมษายน 2523

กว่าจะมาถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว ต้องย้อนไปดูจุดเปลี่ยนในชีวิตทหารของ “พล.ต.เปรม ติณสูลานนท์” ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) เมื่อได้ไปดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อ 1 ตุลาคม 2516

ถัดจากนั้นสิบกว่าวัน เกิดเหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 บ้านเมืองมีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง สถานการณ์การเมืองในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ส่งผลให้การต่อสู้ในเขตป่าเขาของพรรคคอมมิิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เติบใหญ่ขยายตัว

ไฟสงครามลามไหม้ไปทั่วประเทศ “พล.ต.เปรม” ในฐานะรองแม่ทัพภาคที่ 2 ตัดสินใจไปปักหลักบัญชาการรบที่กองทัพภาคที่ 2 (ส่วนหน้า) จ.สกลนคร

          “รองแม่ทัพเปรม” ได้เรียนรู้ปัญหาสงครามประชาชนอย่างถ่องแท้ จึงพบว่า ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการถูกกดขี่ข่มเหงจากข้าราชการ เป็นต้นตอที่ทำให้ชาวอีสานเข้าป่าจับปืนต่อต้านรัฐ

ประกอบกับคณะเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “บ้านล้อมป่า” ต่อรองแม่ทัพเปรม โดยเน้นการพัฒนาที่หมู่บ้าน และส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรมวลชนคือ “ไทยอาสาป้องกันชาติ” (ทสปช.)

เมื่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้เป็น “ยุทธศาสตร์มวลชน” หรือ “การเมืองนำการทหาร” และนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง เมื่อต้นปี 2518

ยุทธศาสตร์มวลชนของ พล.อ.เปรม ทำให้กองทัพภาคที่ 2 ยึดครองฐานมวลชนในหมู่บ้าน ที่เป็นเขตอิทธิพลของ พคท.อีสานได้ ขณะเดียวกัน ก็ดำเนินยุทธการทางทหารในเขตป่าเขา กดดันให้นักรบและมวลชนของ พคท.ออกมามอบตัวจำนวนหนึ่ง

ปี 2523 พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงออกคำสั่งที่ 66/2523 เรื่องนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยการรุกทางการเมือง มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ

เวลานั้น “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก แต่มีภารกิจ “ลับเฉพาะ” ในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ “การทูตใต้ดิน” มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ซึ่งการทำงานลับของ “บิ๊กจิ๋ว” ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการยุติการสู้รบในประเทศไทย

ต่อมา “บิ๊กจิ๋ว” ได้ควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายธุรการ กองอำนวยการรักษาความสงบแห่งชาติ(กอ.รมน.) เพื่อความคล่องตัวในการทำงานตามคำสั่งที่ 66/2523 ให้บรรลุผล

          ผลงานโบแดงของ “บิ๊กจิ๋ว” คือ ภารกิจการทูตใต้ดิน เปิดการเจรจากับผู้นำกลุ่มสหายเขตงาน 444 อีสานเหนือ จนเกิดวันสันติภาพ 1 ธันวาคม 2525 มีสหาย 400 คน แบกปืนมามอบตัวต่อหน้า พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ.สมัยโน้น

รูปธรรมของการมอบตัวครั้งใหญ่ ได้ส่งผลสะเทือนไปทั่วประเทศ นี่คือชัยชนะของกองทัพแห่งชาติต่อ พคท. โดยชูยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร ได้นำประเทศไทยไปสู่การปรองดองชาติ และดับไฟสงครามประชาชน