โรคมือ–เท้า–ปากโทรสายด่วน 1422

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรคมือ–เท้า–ปากโทรสายด่วน 1422

31 พฤษภาคม 2562 – 07:57 น.
อ๊อดเทอร์โบ,โรคมือ เท้า ปาก
เปิดอ่าน 3,138 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ สภาพอากาศเย็นชื้น โปรดระวังการติดเชื้อในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นไปได้อย่างมาก จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งข้อมูลที่น่าสนใจจากกรมควบคุมโรคเพื่อเฝ้าระวังป้องกันลูกหลานของท่าน

โดยเฉพาะโรงเรียนเด็กเล็กซึ่งมีเด็กอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ครูและผู้ปกครองตลอดจนพี่เลี้ยงกำหนดแผนปฏิบัติป้องกันการติดเชื้อไวรัสไว้ด้วยครับ และขอแจ้งให้ทราบว่า

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ติดต่อจากการได้รับเชื้อทางปากจากเชื้อไวรัสที่ติดมากับมือ การใช้ช้อน แก้วน้ำร่วมกัน หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง แผลในปาก ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย

บางรายอาจมีไข้ร่วมกับตุ่มพองเล็กๆ ที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าและภายในช่องปาก ลิ้น และกระพุ้งแก้ม โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 7-10 วัน แต่หากอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ แขนขาอ่อนแรง กินอาหารหรือนมไม่ได้ ให้รีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที

มาตรการป้องกันควบคุมโรคในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน คือ

1.ตรวจคัดกรองเด็กเป็นประจำทุกวัน 2.ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ 3.เด็กป่วยให้แจ้งผู้ปกครองรับกลับ และหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 4.ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องมือ ของใช้ ของเล่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ และทุกครั้งที่พบมีเด็กป่วย 5.หากพบเด็กป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที และ 6.จัดประชุมอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

เวลานี้เปิดภาคเรียนแล้ว ประกอบกับเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศที่เย็นและชื้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งโรคที่ควรระวังในเด็กเล็ก คือ โรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพร่กระจายโรคได้ง่าย

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำ โปรดโทรสายด่วน 1422

จึงขอเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและด้วยความห่วงใย
อ๊อด เทอร์โบ


 ป้องกันนักเรียนอันธพาลตีกัน
 วาง 6 มาตรการรับมือ

ผมเป็นครูเด็กอาชีวะ และอยากขอความเข้าใจว่าเด็กๆ ลูกศิษย์ผมเหล่านี้เป็นเด็กดีมากกว่าพวกก่อเรื่อง ซึ่งมีส่วนน้อย และทำให้พลอยเสียชื่อไปหมด แบบคนโบราณบอกว่า ปลาเน่าตัวเดียวในข้อง ทำให้เหม็นไปหมด

ผมจึงขอสนับสนุนมาตรการที่ทางการออกมา 6 อย่างที่จะป้องกันแก้ไขไว้ก่อน และขอแจ้งว่า

ช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ของทุกปีมักพบปัญหานักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน จนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงกำหนดมาตรการเฝ้าระวังพฤติกรรมนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2562 ที่จะก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท และปัญหาอื่นๆ ตามมาใน 6 มาตรการ คือ

1.มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา ให้สถานศึกษาจัดทำแผนเฝ้าระวังเหตุและปฏิทินการดำเนินงาน และวิธีป้องกันการทะเลาะวิวาทของแต่ละสถานศึกษาให้ชัดเจน พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ 47 สถานศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

2.ห้ามจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ ห้ามมิให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมรับน้องใหม่อย่างเด็ดขาดทั้งภายในและภายนอกสถาบัน รวมถึงห้ามมิให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือของมึนเมาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรม

3.ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา  4.มาตรการป้องกันการเล่นพนันภายในสถานศึกษา 5.มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาแข่งขันรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในทาง และความปลอดภัยทางถนน โดยในกรณีพบนักเรียน นักศึกษารวมกลุ่มมั่วสุม ให้ถือเป็นความผิดของผู้ปกครองแล้วแต่กรณี

6.ป้องกันและแนวปฏิบัติการใช้สื่อออนไลน์ภายในและภายนอกสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและนักศึกษาต้องไม่โพสต์ข้อความใดๆ ที่เป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และระบุที่มาของข้อมูล

เวลานี้มีนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในบางสถาบันได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการโพสต์ข้อความยั่วยุ หรือท้าทายคู่อริต่างสถาบันกันอย่างแพร่หลาย สร้างความเกลียดชังระหว่างสถาบันเกิดขึ้น เช่น มีการนำเสื้อช็อปของสถาบันคู่อริมาเหยียบแล้วเขียนข้อความท้าทาย ก่อนจะถ่ายภาพแล้วนำไปโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย

ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในแต่ละวิทยาลัยต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพบการท้าทายผ่านโซเชียลมีเดียต้องเรียกเด็กคนที่โพสต์มาพบโดยด่วน เพราะถือเป็นต้นเหตุ และหลังจากเปิดภาคเรียนไม่นาน มีเหตุการณ์ตีกันหลายแห่ง ซึ่งต้องขอให้ป้องกันโดยเร็ว และอย่าลืมว่าทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ต้องร่วมมือกัน เพราะอาจจะมีความผิดด้วย อย่าให้ตำรวจคอยดูแลฝ่ายเดียว ซึ่งหมายความว่าเกิดเรื่องไปแล้วกลายเป็นคดีความไปแล้วทำให้เสียอนาคตทันที
ครูชาติชาย


ตอบ ‘ครูชาติชาย’
ก่อนอื่นผมขอชื่นชมในจิตวิญญาณความเป็นครูของท่านที่มีความห่วงใขต่อลูกศิษย์ และแจ้งถึงมาตรการต่างๆ ที่ทางกระทรวงได้ออกกฎระเบียบมา เพื่อป้องกันเด็กนักเรียนตีกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาโลกแตกเพราะสามารถแก้ไขได้

ข้อสำคัญคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งตัวเด็กนักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ โดยเฉพาะรุ่นพี่บางคนที่พยายามปลูกฝังการล้างแค้นหรือรักศักดิ์ศรีตามล่าตามล้างแค้นเหมือนแก๊งอันธพาลกวนเมือง

ผมก็มีความเชื่ออยู่ตลอดมาว่า เด็กนักเรียนส่วนมากเป็นคนดีมีอนาคต อยากเรียนจบเพื่ออนาคตที่สดใสไปประกอบอาชีพ เป็นพลเมืองที่ดี และเลี้ยงดูพ่อแม่ในอนาคต

อย่าให้อนาคตจบสิ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลย
อ๊อด เทอร์โบ


“ประยุทธ์” เคว้ง บ้านสี่เสาไร้ ‘ป๋าเปรม’ แต่เวทีนี้ยังมีพี่เลี้ยง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ประยุทธ์” เคว้ง บ้านสี่เสาไร้ ‘ป๋าเปรม’ แต่เวทีนี้ยังมีพี่เ

30 พฤษภาคม 2562 – 12:45 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ป๋าเปรม,พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา,พลอเปรม ติณสูลานนท์
เปิดอ่าน 7,838 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

   เดี๋ยวนี้ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ไม่ได้เข้า-ออกกันง่ายๆ เหมือนสมัยก่อน เพราะ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องรัก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เข้าไปวางระบบรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ใครจะไปจะมา ต้องมีบัตรแตะผ่านประตูอัตโนมัติ พร้อมให้เจ้าหน้าที่มารอรับ ถึงจะมีสิทธิ์เดินเข้าไปภายในได้

          เพราะนี่คือ ‘วอร์รูม’ ของ “บิ๊กป้อม” ใช้เป็นสถานที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ทั้งเรื่องความมั่นคงและงานด้านการเมือง ในทุกๆ เช้าจะมีคนใกล้ชิดทั้งในและนอกราชการแวะเวียนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นประจำ เผลอๆ นักการเมืองหลายคนเคยเข้ามานั่งจิบน้ำชา กาแฟ ถกปัญหาบ้านเมืองกันมาหลายครั้งแล้ว

ว่ากันว่าห้วงวันเสาร์ที่ผ่านมา บรรยากาศในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ คับคั่งไปด้วยเหล่าบรรดาขุนศึก และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ฟาก “บิ๊กป้อม” เข้ามาร่วมติดตามการประชุมรัฐสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านจอแอลอีดีขนาดใหญ่ตั้งแต่เช้า จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ได้เก้าอี้นี้ไปครอบครอง

ส่วนวันอาทิตย์ค่อนข้างชุลมุน เพราะ 3 ป. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันตรวจสอบติดตาม กรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หมดสติที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ และถึงแก่อสัญกรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

พล.อ.เปรม นับเป็นต้นแบบของทหารในกองทัพทุกมิติ ทั้งการเป็นผู้นำที่ดี การรักษาระเบียบวินัย และใส่ใจผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับชั้นผู้น้อย จนเป็นที่เคารพรัก ส่วนด้านการเมือง ‘ซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และ จงรักภักดี’ คือ ‘มอตโต้’ ประจำใจ ที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน จนเป็นที่ยอมรับของประชาชน และสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 สมัย 8 ปี ติดต่อกัน

          และ ‘มอตโต้’ เดียวกันนี้ที่ “บิ๊กตู่” ยึดเป็นแนวทางการปฏิบัติงานและเป็นจุดแข็งที่กำลังนำส่งให้ดำรงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ เป็นสมัยที่สอง แต่การจากไปอย่างกะทันหันของบุคคลต้นแบบ ไม่เพียงบั่นทอนขวัญและกำลังใจ แต่ยังขาด ‘กองหนุน’ คนสำคัญที่คอยให้คำแนะนำเพื่อนำพาบ้านเมืองก้าวสู่ประชาธิปไตยสากล ให้มีธรรมาภิบาล โปร่งใส เป็นธรรม อย่างที่ตั้งใจไว้

“ทันทีทราบข่าวแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่ลึกๆ แล้วท่านเสียใจมาก เพราะ พล.อ.เปรม เป็นบุคคลท่านเคารพนับถือมาตั้งแต่รับราชการทหาร และยึดเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานมาโดยตลอด และเมื่อก้าวมาสู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านเคยระบุ ขอยึดแบบอย่างของ พล.อ.เปรม นำมาปรับใช้ทำให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย” แหล่งข่าวจากกองทัพ ระบุ

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา พล.อ.เปรม มีบทบาท อิทธิพลในกองทัพ และการเมือง ดูได้จากอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน ก็เคยเดินเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เพื่อขอคำปรึกษาในห้วงบ้านเมืองมีปัญหา เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา หลังถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตีการบริหารประเทศไร้ประสิทธิภาพ รวมถึง ที่มาของสัญชาติ  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในช่วงประเทศประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เรื่อง ลอยค่าเงินบาท หรือแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทั้งนี้ “พล.อ.เปรม” ถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายการเมือง เพราะเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้เกิดเหตุการรัฐประหาร นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 หลังเดินสายแสดง ‘ปาฐกถา’ เรื่องการปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ใน 3 เหล่าทัพ และถูกกล่าวหาเป็นสาเหตุวิกฤติการเมือง

จากนั้น พล.อ.เปรมเริ่มถอยห่างจากความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดรัฐประหารปี 2557 ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ก็ทำหน้าที่เพียงผู้ให้คำปรึกษาและกองเชียร์ เพราะเชื่อมั่นว่า นายทหารรุ่นน้องคนนี้ จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ และนำความสงบสุขกลับมาให้คนไทย

ข่าวการจากไป พล.อ.เปรม ทำให้บรรยากาศภายในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ไม่ครึกครื้นเหมือนวันก่อน ทหารใน-นอกราชการ หันเหความสนใจจากการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มานั่งจับเข่าคุยถึงผลงานของบุคคลที่เป็นต้นแบบ รวมทั้งแสดงความเป็นห่วงอนาคตของกองทัพ ที่ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญไป

          ส่วน ‘บิ๊กตู่’ ก็ได้กำลังใจจาก “บิ๊กป้อม” เพราะคนที่ยังอยู่ก็ต้องสู้และทำงานให้ชาติบ้านเมืองอย่างเข้มแข็งในบทบาทที่ควรจะเป็นต่อไป

ฤา..จะไปไม่ถึงฝั่งฝันกันแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา..จะไปไม่ถึงฝั่งฝันกันแล้ว

30 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
พลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,อุตตม สาวนายน,พรรคประชาธิปัตย์,ชาติไทยพัฒนา,พรรคชาติพัฒนา
เปิดอ่าน 7,708 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” หรือไม่นั้นก็ไม่ทราบ…สำหรับการส่งเทียบเชิญพรรคต่างๆ ให้ไปฟอร์มรัฐบาลใหม่ตามที่พลังประชารัฐอาสาเป็นพรรคแกนนำที่วันนี้เกมการเมือง “พลิกไป พลิกมา” แบบจับต้นชนปลายไม่ถูก

เพราะเงื่อนไขการต่อรองโควตาครม.ของพรรคร่วมรัฐบาลและพปชร.ที่ยามนี้ยังไม่ลงตัวและมีการจ้องไปยัง “คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พลังงาน” ที่ใครหลายคนได้ยินมาแว่วๆ ว่า “ต้องว่ากันใหม่หมด” รวมทั้งบางเก้าอี้ของว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล เช่น ชาติไทยพัฒนา ที่ออกมาขู่บอยคอต พปชร.ร่วมกับพรรคสีฟ้า และพรรคสีน้ำเงิน ด้วยนั้น….

แปลความว่า “คนการเมืองจากพรรคต่างๆ” ที่เคยพร้อมพิจารณาเทียบเชิญของ “พลังประชารัฐ” เมื่อหลายนาทีก่อน ยามนี้ปัดข้อเสนอไปแล้วหลังจากได้ยินวาทะเกี่ยวกับแนวทางของว่าที่รัฐบาลใหม่จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งบางมุมมองจาก “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพปชร.ที่แสดงความเห็นไว้ว่า

“การเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ยังต้องใช้เวลาในการเจรจาเพื่อทำสมการในการร่วมรัฐบาลให้ลงตัว ไม่ใช่เพียงเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์อย่างที่มีกระแสข่าวว่ายังตกลงกันไม่ได้ แต่มีหลายปัจจัย ทั้งกระทรวงที่กล่าวถึง และอีกหลายกระทรวง ซึ่งปัจจัยหลายกระทรวงนั้นเป็นเพราะทั้งสองพรรคต้องการทำประโยชน์ให้ประชาชน อยู่ที่ว่าใครจะเป็นแกนนำ

ขอเวลานิดเราไม่ได้กังวลเรื่องเสถียรภาพ แต่ต้องพูดคุยเพื่อให้เหมาะสมกับทั้งสองพรรค ไม่ต้องการนำไปเสนอ ส.ส.แล้ว ไม่มีเสถียรภาพ และไม่เหมาะสมกับทั้งสองพรรค เชื่อมั่นว่าระยะเวลาที่เหลือก่อนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็น่าจะตกลงกันได้ แต่พรรคพปชร.ยืนยันว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีก่อน ส่วนพรรคอื่นๆ ก็ขึ้นกับมติแต่ละพรรคว่ามีความมั่นใจหรือไม่ในการเป็นรัฐมนตรี เพราะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะมีรัฐมนตรี และพรรคพปชร.มั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการตรงนี้ได้สามารถทำสมการให้ลงตัวได้”

ส่วนโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจยุบสภา หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่สามารถตกลงกันได้นั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า “ไม่อยากให้ไปถึงตรงนั้นเพราะประชาชนมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.อย่างท่วมท้น แต่หากเป็นความจำเป็นก็เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี”

เรื่องราวเมื่อช่วงหัวค่ำวันอังคารที่ผ่านมาซึ่งเสี่ยตั้นสื่อออกมา ส่งผลให้แกนนำพปชร.และตัวแทนรัฐบาลต้องออกมาแถลงชี้แจงเคลียร์ใจทันควัน…

“พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง จึงขอให้รอความชัดเจน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีเคารพกฎหมาย คะแนนเสียงของทุกพรรค และความต้องการของประชาชน ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการมีส่วนร่วมของทุกพรรคการเมือง

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีหวังเพียงให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้สังคมมองเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในภูมิภาค และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไม่อยากให้โยงนายกรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองของพรรค ดังนั้นหากเป็นเรื่องการเมืองให้สอบถามกับพรรคการเมืองจะเหมาะสมกว่า

“วันนี้นายกฯ ยังคงทำงานตามปกติ โดยเฉพาะงานเอกสารที่มีเข้ามาให้พิจารณาทุกวัน และยังฝากแนะนำให้อ่านหนังสือ Animal Farm ฉบับภาษาไทย ซึ่งเป็นหนังสือน่าอ่านที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี”

บางช่วงบางตอนล่าสุดที่ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยท่าทีของลุงตู่ที่เหน็บคนการเมืองเเบบเเรงๆ เเละสะดุ้งกันทั้งบาง

ส่วน อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า “การเดินหน้าเจรจากับพรรคแนวร่วมที่มีอุดมการณ์เดียวกันยังไม่ยุติ โดยมีหลักการใหญ่คือการจับมือร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย และการจัดสรรตำแหน่งตามนโยบายของแต่ละพรรคที่สอดคล้องกับเนื้องาน ยังไม่มีการกำหนดเก้าอี้หรือตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคการเมืองใด พร้อมปฏิเสธแนวคิดการชิงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อน โดยไม่รอเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรียุบสภาในอนาคต และไม่อยากให้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาล เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา”

“การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นกลไกภายในพรรคพลังประชารัฐ และพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเข้ามาดูรายชื่อครม.เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ขณะเดียวกันยังไม่ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ยังเป็นปัญหาความไม่ลงตัว จะยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ และพรรคไม่ได้เสียเปรียบ เพราะการต่อรองเป็นเรื่องปกติของการเมือง พร้อมให้ทุกพรรคยึดมั่นประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน ยืนยันการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลยังมีเวลา และไม่ได้ล่าช้ากว่ากำหนด แต่ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาได้ โดยหลังจากนี้จะประสานไปยังพรรคแนวร่วมอื่นๆ เพื่อพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ อาทิ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานเวลา ทั้งนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเห็นภาพการแถลงข่าวจับมือจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองแนวร่วม”

คนการเมืองมองกันออกหมดแล้วว่า “หมากการเมืองตอนนี้ที่พปชร.เริ่มมาหลายวันเท่ากับยุติชั่วคราวและเริ่มใหม่หมด มันคงไม่ใช่แต้มต่อที่ดีนักสำหรับพปชร.และลุงตู่”

ใครหลายคนมองว่าพรรคสีฟ้าเล่นตัวที่สุดสำหรับการเจรจาคราวนี้…เพราะใครบางคนในพปชร.โวยกันในบ้าว่า “ประชาธิปัตย์ได้คืบจะเอาศอก” หลังจากที่มีการหักกันกลางวงเมื่อช่วงก่อนลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อหลายวันก่อนแล้ว โดยพปชร.เปิดพื้นที่ให้ “ชวน หลีกภัย” ได้ทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติครั้งที่สองแทน “พ่อมดดำ” ท่ามกลางเสียงค้านของบางขั้วในพปชร.ที่รู้ลีลาของพรรคสีฟ้าดีว่าจะมาไม้ไหน…และสุดท้ายก็มองชัดขึ้นเมื่อบางคนในพปชร.บอกว่าปชป.ออกลีลาดึงเกมต่อรองเก้าอี้เสนาบดีเพิ่มเติมอีกหลายตัวจากพลังประชารัฐ

แต่คนจากค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมก็ให้ข้อมูลว่า ” พปชร.เองนั้น เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากับข้อเสนอที่มาส่งเทียบเชิญเมื่อหลายวันก่อนเองเพราะโควตาที่แจ้งไปก็มีการปรับไป-ปรับมาจนสับสน ไม่มีความชัดแจ้งและคงไม่ต้องคุยหากพปชร.ยังเคลียร์เรื่องในบ้านไม่จบ”

เมื่อพรรคสีฟ้ายังไม่แสดงจุดยืนทำให้พรรคอื่นๆ ที่เคยแสดงเจตจำนงว่าพร้อมจะพิจารณาข้อเสนอของพปชร. เช่น ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนานั้น ยามนี้สองพรรคนี้แสดงตนแล้วว่าหันเหไปแนวไหน…

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ผมก็อาจพิจารณาที่จะถอนตัวเนื่องจากเงื่อนไขแรกที่ผมเองตั้งไว้คือไม่ยอมให้ ส.ว.250 คน ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน มากำหนดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี

หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่มาร่วม พรรคภูมิใจไทยก็ร่วมไม่ได้ เพราะก่อนจะไปโหวตนายกรัฐมนตรีก็ต้องแถลงกันก่อน อันนี้ก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไข ก่อนจะไปโหวตนายกฯ พรรคแกนนำจะต้องนำพรรคที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาแถลงร่วมกันก่อนว่าเราได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว มีเสียงจำนวนสมาชิกเพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว และจะต้องเป็นเสียงข้างมากซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ถ้าอย่างนั้นผมไป แต่ผมก็หวังว่าท่านณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์จริงนะที่บอกว่า พร้อมจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะถ้าไม่รวมประชาธิปัตย์แล้วก็ยังมีเสียง ส.ว.อยู่ อันนั้นต้องลบผมออกไปด้วย

หากผมไปร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็จะถือว่าทำผิดคำพูด ตอนนี้ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ ปีกพรรคพลังประชารัฐจะมี 188 เสียง รวมพรรคผมด้วย ไปรวมกับส.ว.250 เสียง แม้จะสามารถเป็นรัฐบาลได้แต่ก็ถือว่าผิด และหากไม่มีพรรคผมพรรคพลังประชารัฐก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ต่ำกว่า 250 ไปไม่ได้ผิดหลักการ เรามีรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพไม่ได้ ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยแม้แต่ครั้งเดียว รัฐบาลต้องเข้าเฝ้าถวายสัตย์ นายกฯ คนไหนจะกล้าพาคณะรัฐมนตรีที่มีเสียงข้างน้อยเข้าไปถวายสัตย์ และสุดท้ายก็ต้องจบด้วยการยุบสภา มันจะมีปัญหาอื่นๆ มากมายเต็มไปหมด” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

และก่อนหน้านี้ก็ไม่ควรละเลย 10 เสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาที่แบะท่าเป็นพรรคแรกๆ ที่พร้อมหนุนลุงตู่ แต่เมื่อต้องรอเก้อก็ออกลีลาใหม่…

“ไม่มีความเดือดร้อนที่จะเป็นรัฐบาล ตามที่ผมเคยพูดตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง พรรคชาติไทยพัฒนาเราเป็นมาทุกสถานะแล้วทั้งแกนนำรัฐบาล แกนนำฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน เราเป็นมาหมดแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่เคยเป็นคือฝ่ายกลาง” วราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าว

คล้ายว่าสิ่งที่เคยพูดจากันมาเมื่อวันก่อน วันนี้ต้องคุยใหม่ เเละที่เเกนนำพปชร.มีกำหนดการไปหมั้นหมายพรรคลูกบรรหารนั้นในวันนี้ก็ต้องดูว่าผลจะมาหน้าไหน….

และยังมีข้อมูลลือว่า “การเมืองขั้วที่สาม” นั้นเริ่มมีขึ้นมาใหม่เเละอาจจะมีงูเห่าลวดลายไตรรงค์หลายชีวิตไหลเลื้อยมาจากถนนรัชดาภิเษกด้วย เพราะเงื่อนไขเก้าอี้ที่พปชร.เคาะกันเองไม่ลงตัวในรัง เเละใครบางคนอาจพลาดตำเเหน่ง

ดังนั้นคงจะเหนื่อยไม่น้อยสำหรับพปชร.ที่ต้องไปเปิดดีลใหม่ ฉะนั้น…เกมที่หลายฝ่ายฟันธงไปแล้วว่า “ลุงตู่” จะกลับมาเป็นสร.1 รอบที่สองมาหลายวันแล้วนั้น ตอนนี้คล้ายว่าต้องเปิด เงื่อนไขกันใหม่หมดทุกเรื่องราว

งานนี้พปชร.ต้องบริหารจัดการกิจการในบ้านให้ยุติก่อนที่จะเดินไปส่งเทียบเชิญพรรคต่างๆ ในวันข้างหน้าอีกคราว…เพราะหมากที่วางไว้นั้น พลาดให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลหมดกระดาน

ฉะนั้นการกลืนเลือดของฝ่ายพปชร.ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นใหม่ หากไม่ต้องการการล้มกระดานเพราะการล้มกระดานคราวนี้จะไม่เกิดผลดีต่อฝ่ายใดก็ตาม แต่เมื่อมันเข้าสู่ทางตัน….การล้มกระดานก็อาจจะกลับมาสู่การวางหมากใหม่ที่ลำบากไปกว่าเดิม

แต่มันก็ดีกว่าดันทุรังไปแบบนี้หรือไม่…ลองตรองกันดู

‘วรรณกุล ไสยเขต’ หญิงไทยไร้สิทธิ์ชีวิตสั้นกว่าการรอคอย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373692?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘วรรณกุล ไสยเขต’ หญิงไทยไร้สิทธิ์ชีวิตสั้นกว่าการรอคอย

30 พฤษภาคม 2562 – 10:19 น.
ป้าวรรณกุล,วรรณกุล ไสยเขต,หญิงไร้สัญชาติ
เปิดอ่าน 3,418 ครั้ง

วรรณกุล ไสยเขต หญิงไร้บ้าน วัย 61 ปี สิ้นลมหายใจลงพร้อมกับความสิ้นหวังที่จะได้รับสิทธิเป็นคนไทยไปตลอดกาล

ตอนมีชีวิตอยู่ ป้าวรรณกุล พยายามยื่นเรื่องขอทำบัตรประชาชนหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะติดเงื่อนไขทางราชการหลายอย่าง

 เธอจึงต้องอยู่อย่างคนไม่มีสิทธิ์มาชั่วชีวิต

ข่าวการจากไปของป้าวรรณกุล ได้รับการเปิดเผยจากเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ผ่าน วรรณา แก้วชาติ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานชุมชน มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ทำให้รู้ว่า ป้าวรรณกุล ไม่เคยได้รับสิทธิ์ใดที่คนไทยพึงมีเลย หรือแม้แต่สิทธิด้านหลักประกันสุขภาพที่คนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมายได้รับ เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์

วรรณา แก้วชาติ

วรรณา บอกว่า เมื่อปลายเดือนเมษายน 2562 ได้รับแจ้งจาก เครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ว่ามี “คนไทยไร้สิทธิ” เสียชีวิตลงเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา หลังจากเพิ่งได้รับผลการตรวจดีเอ็นเอ เมื่อกุมภาพันธ์ 2562 ยืนยันว่าเป็นคนไทยจริง และอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นหลักฐานเพื่อทำบัตรประชาชน ชื่อ น.ส.วรรณกุล ไสยเขต อายุ 61 ปี โดยใช้ที่อยู่ บ้านหนองกุง หมู่ 2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ป้าวรรณกุล มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและเก็บของเก่าขาย เธอพยายามทำเรื่องเพื่อยื่นขอทำบัตรประชาชนหลายครั้ง แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากติดขั้นตอนที่ต้องตรวจดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 8,000 บาท

แน่นอนว่า สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ที่เป็นคนยากไร้ ฐานะยากจน เงินจำนวน 8,000 บาท ถือว่าสูงมาก เพราะเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ไม่เพียงพอแล้ว

วรรณา บอกว่า มพศ.ได้ทำงานประสานความร่วมมือกับเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ในการร่วมพัฒนาศูนย์ฟื้นฟู และพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น มานานแล้ว ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2561 ได้มีการสำรวจจำนวนคนไทยไร้สิทธิเพื่อคืนสิทธิความเป็นคนไทยให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งก็มีชื่อ ป้าวรรณกุล รวมอยู่ด้วย

เครือข่ายคนไร้บ้านซึ่งทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รู้จัก ป้าวรรณกุล และทราบมานานแล้วว่าไม่มีบัตรประชาชน แต่ยังไม่มีช่องทางช่วยเหลือ

กระทั่งต่อมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้ลงมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ก็มีกระบวนการช่วยเหลือการพิสูจน์สถานะให้แก่คนไทยที่ไม่มีบัตรประชาชน รวมถึงมีช่องทางการตรวจดีเอ็นเอ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทำให้ ป้าวรรณกุล ได้รับการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ในที่สุด

วรรณา บอกว่า กรณีของป้าวรรณกุล ทำได้ไม่ยากเพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่มานาน จึงยังมีญาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น เป็นพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกันมายืนยันสถานะและเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในครอบครัวได้

แต่กว่าที่เธอจะสามารถพิสูจน์ความเป็นคนไทยได้ ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต จนถึงวันนี้แม้ว่าผลดีเอ็นเอได้ยืนยันความเป็นคนไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับบัตรประชาชน เพราะอยู่ระหว่างดำเนินการและเสียชีวิตลงก่อน

ที่ผ่านมา ป้าวรรณกุลมีภาวะเจ็บป่วยต้องรับการรักษาต่อเนื่อง แต่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ เพราะไม่มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) รองรับเหมือนคนอื่น ทำให้ต้องจ่ายเงินเองหรือขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลบ้าง

เวลาเจ็บป่วย ป้าวรรณกุลต้องจ่ายเงินเองมาตลอด และด้วยความที่ป่วยเป็นวัณโรค ทำให้ต้องกินยาต่อเนื่อง ค่ารักษาค่ายาอยู่ที่ 600-1,000 บาทต่อเดือน อาชีพรับจ้างและเก็บของเก่าขายแค่ลำพังค่ากินค่าอยู่ก็ไม่พอแล้ว เมื่อเจ็บป่วยงานก็ทำได้น้อยลงและต้องมาจ่ายค่ารักษาเองอีก ทำให้มีความเสี่ยงมากในชีวิต

“ป้าวรรณกุลฝันมาตลอดว่าจะได้มีบัตรประชาชน มีสิทธิบัตรทอง เวลาเจ็บป่วยไปหาหมอจะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ก็มาเสียชีวิตลงหลังได้รับผลตรวจดีเอ็นเอเพียง 2 เดือน”

วรรณา บอกว่า จากการทำงานมีหลายกรณีที่เป็นแบบนี้ อย่างกรณีของ ยายไอ๊ วาเส็ง คนไทยไร้สิทธิที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ที่กว่าจะพิสูจน์และได้รับสิทธิความเป็นคนไทยก็อายุ 65 ปีแล้ว จนได้รับบัตรประชาชนในปี 2560 แต่ก็เสียชีวิตลงไม่กี่เดือนถัดมา

กรณีของ ป้าวรรณกุล เป็นกรณีหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ในประเทศยังมีกลุ่มคนไทยที่เกิดในประเทศไทย เป็นคนไทยตั้งแต่กำเนิด แต่ยังไร้สิทธิความเป็นคนไทย ไม่มีเลข 13 หลัก ไม่มีบัตรประชาชนอยู่จำนวนมาก

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากสาเหตุที่ต่างกันไป ทั้งกรณีผู้ปกครองไม่ได้แจ้งเกิดให้ เช่นกรณีของ ป้าวรรณกุล และยายไอ๊ ทำให้ไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้ เพราะในอดีตมองไม่เห็นความสำคัญของการมีบัตรประชาชน

ขณะที่ปัจจุบันการจะเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการภาครัฐต่างๆ ต้องใช้บัตรประชาชน

“กรณีคนหนีออกจากบ้านแล้วบัตรประชาชนหาย และไม่ได้ต่ออายุบัตรประชาชน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ขณะที่กระบวนการพิสูจน์สถานะ แม้ว่าจะมีระเบียบหลักเกณฑ์กำหนดอยู่ แต่ความยากง่ายก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ทะเบียนในอำเภอและเทศบาลแต่ละแห่ง ซึ่งบางคนกังวลกับการรับรองจึงต้องการหลักฐานเอกสารการตรวจดีเอ็นเอที่เป็นผลพิสูจน์ยืนยัน คนที่ไม่มีเงินก็ต้องรอไปก่อน ทำให้บางคนใช้เวลานับสิบปีอย่างกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ดังนั้นภาครัฐควรเร่งดูแลคนกลุ่มนี้ในฐานะคนไทยด้วยกัน”

วรรณา ยังเผยข้อมูลการสำรวจคนไทยไร้สิทธิที่ มพศ. ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ว่า สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวน 700 คนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้คัดกรองข้อมูลเฉพาะที่เป็นคนไทยจริงๆ ประมาณ 600 คน ตัดในกลุ่มที่เป็นคนต่างด้าวออก

ในจำนวนนี้ได้ผ่านการวิเคราะห์ทางกฎหมายแล้วกว่า 300 คน อยู่ระหว่างทำการวิเคราะห์อีกกว่า 200 คน เบื้องต้นได้ประสานกับเครือข่ายและหน่วยงานในพื้นที่ในการช่วยเหลือแล้วประมาณ 110 ราย โดยมีผู้ที่ได้บัตรประชาชนคืนสิทธิคนไทยแล้ว 15 คน

แต่เมื่อย้อนหลังในช่วง 2 ปี ที่มูลนิธิได้ทำงานนี้รวมทุกพื้นที่สามารถผลักดันให้คนไทยไร้สิทธิได้รับบัตรประชาชนแล้วประมาณ 70 คน อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีคนไทยไร้สิทธิอยู่อีกจำนวนมาก จึงอยากให้ภาครัฐเปิดลงทะเบียนกับคนกลุ่มนี้

วรรณา ยังขยายความถึงการจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลคนไทยไร้สิทธิว่า ขณะนี้มีความพยายามผลักดันเพื่อให้คนเหล่านี้เข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นในช่วงที่รอการพิสูจน์สิทธิ ทั้งในส่วนกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และ สปสช. โดยให้มีงบประมาณรองรับการเบิกจ่ายค่ารักษาที่ชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันทั้งในส่วนของ พม. และโรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่ารักษาปีละนับสิบล้านบาท

“คนเหล่านี้เป็นคนไทยควรได้รับสิทธิ เพราะแม้แต่กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายยังมีระบบรองรับที่ให้สามารถซื้อประกันสุขภาพได้”
อย่างไรก็ดี วรรณา บอกว่า จากการดำเนินงานเพื่อคืนสิทธิให้กับคนไทยไร้สิทธิในช่วง 2 ปี เรื่องนี้ถูกขยับไปค่อนข้างมาก แม้ว่าจะยังไม่สามารถจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลคนไทยไร้สิทธิได้ แต่มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ขณะที่สังคมเริ่มมองเห็นปัญหาและมีความเข้าใจคนเหล่านี้มากขึ้น ดีกว่าในอดีตค่อนข้างมาก ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาไม่ได้สูญเปล่า

ตลาดแตก “ปารีณา” สาวห้าวแห่งโพธาราม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตลาดแตก “ปารีณา” สาวห้าวแห่งโพธาราม

30 พฤษภาคม 2562 – 10:15 น.
ปารีณา ไกรคุปต์,สส,พรรณิการ์ วานิช,พรรคอนาคตใหม่,ประชุมสภา,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 15,714 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิพ์ คมชัดลึก 30 พ.ค. 2562

*******************

สภาเปิดแล้ว แค่ประชุมไปสองนัดก็เรียกเรตติ้งกระฉูด แถมมีรายการนอกจอ เมื่อ ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตอนหนึ่งได้หลุดคำว่าใช้ “อีช่อ” ออกมา

เมื่อวานนี้ “ปารีณา” และบิดา “ทวี ไกรคุปต์” ได้เดินทางเข้าชี้แจงกรณีคำว่า ช่อ ตนไม่ได้ระบุถึงใคร แต่คำว่าอีช่อ แถวบ้านหมายถึงคนที่ไม่รักษากฎระเบียบ เป็นคนที่เรียกกันแถวบ้าน เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนที่รักษากฎระเบียบ เราก็จะเรียกกันอย่างนี้

นี่คือลีลาอดีตส.ส.ราชบุรี 4 สมัย และลูกสาวของนักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองโพธาราม

ปารีณา กลับสู่สภาฯ สมัยที่ 4 

จอมยุทธ์เมืองโอ่ง

“ทวี ไกรคุปต์” อดีต ส.ส. 7 สมัย ได้ชื่อว่าเป็นจอมพเนจรคนหนึ่ง ทวีได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรกในปี 2522 โดยไม่สังกัดพรรค หลังจากนั้น ทวีได้รวบรวมส.ส.อิสระ ตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย ที่มี พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ เป็นหัวหน้าพรรค และทวีเป็นเลขาธิการพรรค

เลือกตั้งปี 2526 ทวีตั้งพรรคประชาไทย ได้เป็น ส.ส.ราชบุรี สมัยที่ 2 จากนั้นทวีก็ยุบพรรคเดิมแล้วย้ายมาอยู่พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

ทวี ไกรคุปต์ เป็นส.ส.ตัวจริง งานบวช งานบุญ ไปหมดเพื่อรักษาฐานเสียง

          ปี 2544 ทวีย้ายจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคของทักษิณ ชินวัตร แต่เจอคนโพธารามสั่งสอนด้วยการเลือกนักการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “ประไพพรรณ เส็งประเสริฐ” จากค่ายปชป. เธอเป็นลูกสาวกำนัน และไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน

ทวีได้เขียนบันทึกความเจ็บปวดไว้ว่า “ผมต้องพบความพ่ายแพ้ แพ้ใครมาจากไหน ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ค่ำคืนนั้นผมนั่งดูผลการเลือกตั้งอยู่กับภรรยา และปารีณาลูกสาว ที่เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกามาเยี่ยมบ้าน..”

ปี 2548 ทวีจึงส่งปารีณา ลูกสาว ลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย ซึ่งปีนั้นประไพพรรณได้ลาออกจากพรรคปชป. และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไทยรักไทย ช่วยหาเสียงให้ปารีณา

          ลูกสาวดีกรีนางงามของทวี จึงได้เป็นผู้แทนสมัยแรกแบบไม่ยากเย็น

ย้อนรอยศึกคนกันเอง

ปี 2562 สมรภูมิเขต 3 อ.จอมบึง และอ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และต.ดอนทราย) “ปารีณา” แชมป์เก่าลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ต้องเจอคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง “เสี่ยเส็ง” ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีต ส.อบจ.ราชบุรี จากค่าย ปชป. และกล้าหาญ เจริญธรรม อดีตนายกเทศบาลตำบลหนองโพ อ.โพธาราม

          ผลเลือกตั้ง ปารีณานำโด่งม้วนเดียวจบ ได้ 46,409 คะแนน ตามด้วย ส.จ.เส็ง ได้ 29,423 คะแนน และอันดับ วรชาติ ภูมิอุไร พรรคอนาคตใหม่ ได้ 15,621 คะแนน

ปารีณาช่วงหาเสียง ได้ชื่อว่า ส.ส. สายแว้น

คะแนนหมื่นกว่าอาจดูไม่เยอะ เมื่อเปรียบเทียบกับ 4 หมื่นกว่า แต่ “วรชาติ” มาแบบคนโนเนม ก็น่าสนใจมากทีเดียว

วรชาติ ภูมิอุไร อนาคตใหม่ พ่ายปารีณา

แม้เลือกตั้งหนนี้ ปารีณาจะลอยลำ แต่การเลือกตั้งปี 2554 สนามเลือกตั้งเขต 3 ราชบุรี ผลคะแนนสูสีกันมาก เมื่อปารีณา ได้ 32,702 คะแนน เอาชนะลูกชายของลุงแท้ๆ สายัณห์ จังพานิช เพื่อไทย ที่ได้ 31,531 คะแนน และอันดับ 3 ปรีชญา ขำเจริญ อดีต ส.ส.ค่าย ปชป.ได้ 30,663 คะแนน

          ทั้งปารีณาและสาวองุ่น ปรีชญา ต่างเคยเป็นส.ส.สมัยเดียวกันมาก่อน และเคยมีวิวาทะกันมาแล้ว

จอมบึง-โพธาราม”ฐานแน่น

ทวี ไกรคุปต์ เป็นชาว อ.โพธาราม มีเครือญาติมากมาย ทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ จังพานิช”

สวัสดิ์ จังพานิช ผู้เป็นลุงแท้ๆ ของปารีณา เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จึงเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้ทวีได้เป็น ส.ส.มา 7 สมัย

สวัสดิ์ จังพานิช นายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม

แต่หลังจากทวีหนุนปารีณา ลูกสาวลงสนามการเมือง ทำให้ “สวัสดิ์” ส่ง สายันต์ จังพานิช อดีต ส.อบจ.ราชบุรี ลงแข่งกับหลานสาวสองครั้ง โดยครั้งแรกปี 2550 สายันต์สวมเสื้อมัชฌิมาธิปไตย และปี 2554 สวมเสื้อเพื่อไทย แต่ก็พ่ายปารีณาทุกครั้ง

ตระกูล จังพานิช หนุน เสี่ยเส็ง (สวมแว่นดำ) ลงสนามแข่งปารีณา เมื่อเลือกตั้งที่ผ่านมา

แม้แต่ในสนามเล็ก ปี 2552 สวัสดิ์ จังพานิช ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ทวี ไกรคุปต์ ก็ส่ง วารี จันเกษม หัวคะแนนปารีณา ลงชิงชัย ด้วยฐานคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งของทวี วารีได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเล็กโพธาราม ปี 2555 สวัสดิ์ล้างแค้นทวีสำเร็จ กลับมาชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม มาจนถึงปัจจุบัน

           คนโพธารามกำลังเฝ้ามองว่าจะมีนักการเมืองคนใดล้มตระกูลไกรคุปต์ได้ เหมือนปี 2544 

“งูเห่า”ส่งผลรบ.อายุสั้น หรือว่า..แค่”ชิลๆ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 “งูเห่า”ส่งผลรบ.อายุสั้น หรือว่า..แค่”ชิลๆ”

30 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
พรรคประชาธิปัตย์,งูเห่า,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,พรรคชาติไทยพัฒนา
เปิดอ่าน 5,190 ครั้ง

คอลัมน์…   กระดานความคิด  โดย…   ร่มเย็น 

สถานการณ์การเมืองยังต้องจับตาชนิดไม่กะพริบ เพราะพร้อมที่จะพลิกผันได้ตลอดเวลา

เมื่อวานซืนที่ประชุมร่วมกรรมการบริหารและส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ วงแตก เลื่อนการลงมติออกไปก่อนว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ว่ากันว่า..มีสาเหตุมาจากหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ  พิโธ่…ก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของ “ต้องห้าม” ก็ยังอุตส่าห์ไปเสนอ
เรื่องที่ “เทพไท เสนพงศ์ ” ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉว่า “บิ๊กตู่” เข้ามาล้วงลูกเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคพลังประชารัฐ ออกมายืนยันที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ไม่เคยเข้ามายุ่ง

รวมทั้งเรื่องของเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ออกมาขู่ไม่ร่วมรัฐบาล เหตุเพราะข้อเสนอที่ทางพรรคเสนอไปไม่ได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ
ส่วนเสี่ยหนู “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว  ก็ออกมาประกาศหากพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมถอย ไม่ร่วมด้วย
“คับขัน” ขนาดนี้ พรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ล่าช้า ยังอยู่ในกรอบเวลา โดยมองว่าการต่อรองทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหาภายในพรรค ถ้าคุยกันเรียบร้อยก็จัดตั้งรัฐบาลได้

คราวนี้หันมามอง…เกี่ยวกับการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และรองประธานสภาผู้แทนฯ เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ทีี่ผ่านมา ที่เกิด “งูเห่า” เยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากฝั่งขั้วพรรคพลังประชารัฐ ทั้งการเลือกประธานและรองประธานสภา ทำให้มีการมองว่าหากพรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ  รัฐบาลจะไปรอดหรือไม่

“อย่าไปมองเป็นความวุ่นวาย มันมีเรื่องของการผิดเกม แทงข้างหลัง  เพราะเป็นการโหวตลับ  ไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร  แต่ก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ซึ่งก็ต้องมีกันบ้าง ก็ต้องตามแก้กันไปเป็นเปลาะๆ ใช้วิปคุมกันไป เมื่อก่อนเวลาลงคะแนน ถึงขนาดวางตัวประกบคนที่ไม่น่าไว้ใจ ชะโงกดูตอนลงคะแนนกันเลย”  รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มเปิดมุมมอง และว่า…. แต่ก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เดินเกมเก่ง  ทำให้พรรคพลังประชารัฐไม่มีทางเลือกต้องยกเก้าอี้ประธานสภาให้พรรคประชาธิปัตย์
แต่ในส่วนของพรคประชาธิปัตย์เอง ก็ไม่มีทางเลือก ต้องเลือกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีหรอกฝ่ายค้านอิสระ ก็เป็นการแลกเกมกันไป.. เพราะถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องผิดคำพูดที่ว่าจะไม่สืบทอดอำนาจให้ใคร ดังนั้น..คุณ” (พลังประชารัฐ) ต้องยอมยกเก้าอี้ประธานสภาให้ผม (ประชาธิปัตย์) ไม่เช่นนั้นพลังประชารัฐ จะต้องเสียเก้าอี้ให้ “เพื่อไทย” ไป  ส่วน “ประชาธิปัตย์” เอง ก็ตกที่นั่งลำบาก อาจต้อง “กลืนคำพูดของตัวเอง”

ส่วนการที่เกิด “งูเห่า” ในการโหวตประธานสภาและรองประธานสภาซึ่งเกิดขึ้นกับ “ขั้วพลังประชารัฐ” ด้วยนั้น อย่ามองว่าเมื่อถึงตอนตั้งรัฐบาลแล้วรัฐบาลจะไปไม่รอด เพราะว่านักการเมืองมีความพลิ้ว ก็จะกระเสือกกระสน ถูลู่ถูกังไปจนได้
อาจารย์สุขุม บอกว่า ดูตัวอย่างได้จากการเลือกประธานสภา  ที่ต้องโหวตในญัตติว่าจะ “เลื่อน-ไม่เลื่อน” เลือกประธานผู้แทนฯ ออกไป ตามที่นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เสนอญัตติให้เลื่อนการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไปก่อน เนื่องจากทางขั้วพรรคพลังประชารัฐยังไม่พร้อม  แต่ขั้วเพื่อไทยค้านไม่ให้เลื่อน โดยยืนยันให้พิจารณาตามระเบียบวาระ พอขั้วพรรคพลังประชารัฐแพ้โหวต ทีี่ประชุมไม่ให้เลื่อน ก็คงมีคนคิดว่าขั้วพรรคพลังประชารัฐแย่แน่ ต้องเสียเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ขั้วเพื่อไทย  แต่สุดท้ายขั้วพรรรคพลังประชารัฐก็แก้เกมจนได้ โดยทางพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อนายชวน หลีกภัย  เข้าแข่งกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย  และชนะโหวต ไม่ต้องเสียเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ขั้วเพื่อไทยไป
“เรื่องเกมในสภาทางพรรคการเมืองจะไปวางมาตรการหรือเป็นสูตรสำเร็จกับส.ส.ของพรรคว่า  ต้องทำอย่างนี้อย่างนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมขึ้นอีก คงไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์  เพราะถึงแม้วางมาตรการกับส.ส.ของพรรคไว้ ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอถึงสถานการณ์จริงฝั่งตรงข้ามก็แก้เกมที่วางไว้อีก  มาตรการหรือสูตรของพรรคที่วางไว้ก็แค่เขียนไว้ในเศษกระดาษ  ดังนั้นจึงต้องแก้เกมกันหน้างานเป็นครั้งๆ ไป  ก็ต้องใช้วิปคุมเกม แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไปและอย่าไปคิดว่าหากพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้จะเป็นรัฐบาลอายุสั้น เพราะยังมีคำว่า “แก้เกม-พลิ้ว” ซึ่งเป็นธรรมชาติของนักการเมือง อีกทั้งยังมี ส.ว.คอยค้ำจุนและยังมีกองเชียร์ “บิ๊กตู่” คอยหนุนอีก ซึ่งคะแนนที่โหวตให้พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีมากถึงกว่า 8 ล้านเสียง เป็นการเชียร์ตรง พล.อ.ประยุทธ์ เลย และยังมีที่เชียร์อ้อมอีก”

ปรมาจารย์ทางการเมือง ว่าไว้อย่างนี้ก็ต้องเงี่ยหูฟัง

อย่าติดหล่มนานเกินไป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373686?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าติดหล่มนานเกินไป

30 พฤษภาคม 2562 – 09:48 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,557 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวัน

สถานการณ์การเมืองยังฝุ่นตลบพลิกไปพลิกมาและการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากเกมการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีและพรรคขนาดกลางยังไม่มีข้อสรุปเข้าร่วมเพราะภายในพรรคเสียงยังแตกกันอยู่ไม่เป็นเอกฉันท์ ประกอบกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะขอตรวจสอบคัดกรองรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของพรรคผสมโดยรอให้เสนอขึ้นมานั้นยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมในเกมจัดตั้งรัฐบาลเพราะบางพรรคมองว่าเป็นการกดหัวไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและมองว่าเป็นการที่เข้าล้วงลูกในขณะที่เป็นแค่เพียงการเริ่มต้นยังไม่ทันทำงานร่วมกันด้วยซ้ำ และบางส่วนก็มองไปถึงข้างหน้าว่าถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนท่าทีและคิดว่าคนอื่นเป็นลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาน่าจะเป็นอุปสรรคในการทำงานบริหารร่วมกันแน่ ซึ่งทำให้สถานการณ์การเมืองยากลำบากและอ่อนไหวมากขึ้น

แกนนำพรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าการเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาในรายละเอียด เพราะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำในการสร้างผลงานของทุกพรรคการเมืองที่ได้หาเสียงกับประชาชนไว้และเชื่อว่าพรรคร่วมจะเข้าใจในการทำงานในรูปแบบที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำ และยังมั่นใจว่าระยะเวลาที่เหลือก่อนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่น่าจะตกลงกันได้ ขณะเดียวกันแกนนำพลังประชารัฐก็ได้ทิ้งไพ่ว่าถ้าประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมก็จะยืนยันการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่มีเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. 250 เสียง พร้อมทั้งกดดันว่าหากมีความจำเป็นในการยุบสภาก็เป็นอำนาจการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งการยุบสภาเป็นทางเลือกหนึ่งและเป็นทางเลือกสุดท้าย อย่างไรก็ตามมองโอกาสแล้วยังเชื่อว่าไม่น่าไปถึงจุดนั้น น่าจะเดินหน้าไปได้

มุมมองจากซีกนักวิชาการชี้ว่าการเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาลหนทางร่วมมือกันดูริบหรี่ลงเรื่อยๆ และถึงแม้จะจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ก็จะเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ เนื่องจากเสียงในสภาที่สนับสนุนอยู่ในสภาพปริ่มน้ำ อีกทั้งพรรคร่วมนับสิบพรรคจะยิ่งมีแรงเสียดทานในการต่อรองผลประโยชน์ไม่จบสิ้น สุดท้ายโอกาสอยู่ครบเทอมยากมาก อย่าว่าแต่อยู่ครบเทอมแค่บริหารได้สัก 2 ปีก็ถือว่าเก่งแล้ว ที่สำคัญห่วงว่าปัญหาหลักของประเทศและปัญหาเศรษฐกิจที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่กำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์สิ่งใดได้ แต่แค่ตั้งไข่รัฐบาลผสมก็เห็นถึงเกมต่อรองผลประโยชน์และลีลางูเห่าในสภาที่ย้อนกลับสู่วังวนการเมืองแบบเดิมๆ จึงต้องระวังว่าจะมาฉุดรั้งความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน

กระแสข่าวลือข่าวปล่อยยังมีออกมาตลอดจากทุกฝ่ายที่หวังประโยชน์ให้เกิดแก่ฝ่ายตนเองท่ามกลางการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ชัดว่า “จะไปต่อได้หรือไปต่อไม่ได้” มีการปล่อยข่าว “รถถังจะออกจากกรม” ถ้าเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าบางฝ่ายก็ตระเตรียมไว้แล้วถ้ารถถังมาจริงมีหวังได้เจอพลังมวลชนแน่เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน จนดูเสมือนว่าตอนนี้เป็นช่วงอันตราย “ไปต่อได้-ไม่ได้” อีกทั้งยังส่งผลต่อภาพรวมและเศรษฐกิจรวมทั้งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศแม้จะมีรัฐบาลคสช.อยู่ก็ตาม ดังนั้นสถานการณ์อึมครึมติดหล่มไม่ควรอยู่นานไปจนเกิดความสับสน ยิ่งข่าวไม่จริงท่วมท้นยิ่งซ้ำเติมโดยทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ฝ่ายตน ใช้กลไกขั้นตอนประชาธิปไตยเข้ามากำกับแก้ไขเพื่อให้ประเทศเดินหน้าโดยมุ่งประโยชน์ส่วนรวม

ประชาธิปัตย์ บนบ่า “จุรินทร์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาธิปัตย์ บนบ่า “จุรินทร์”

30 พฤษภาคม 2562 – 09:40 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,บัญญัติ บรรทัดฐาน,ชวน หลีกภัย,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 7,479 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

ความแตกแยกในพรรคประชาธิปัตย์ มีความชัดเจนขึ้น หลังอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทัพพระแม่ธรณีบีบมวยผม พ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งอย่างยับเยิน ตามมาด้วยศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 แม้ว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คว้าชัย แต่เป็นหัวหน้าพรรคท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประชาธิปัตย์

ประชาธิปัตย์เคยผ่านการขัดแย้งใหญ่ในเหตุการณ์ “10 มกรา” ความขัดแย้งใหญ่สุดในพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่าง พิชัย รัตตกุล กับ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ (พ่อตา ณัฐพล ทีปสุวรรณ ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 พรรคพลังประชารัฐ) เมื่อ วันที่ 10 มกราคม 2530 หรือ 32 ปีก่อน ที่จบด้วยความพ่ายแพ้ของนายเฉลิมพันธ์

ตามมาด้วยความขัดแย้งที่กลุ่ม 10 มกรา ของเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ และ วีระ มุสิกพงศ์ นำ ส.ส.37 คน โหวตสวนร่างพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ส่งผลให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต้องยุบสภาในปี 2531 และ กลุ่ม 10 มกรา ได้แยกไปตั้งพรรคประชาชน

32 ปีให้หลัง เกิดความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ ที่สั่งสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมเสนอชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรคต่อ เมื่อปี 2553 และได้สั่งสมความขัดแย้งจนถึงจุดวิกฤติ ในยุคที่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มารับช่วงเป็นหัวหน้าพรรค

ประเด็น ร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล เป็นเพียงปลายเหตุความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต้นเหตุมาจากฝั่งหนึ่ง มองว่าพรรคถูกยึดจากผู้กุมบังเหียนหลัก 3 คน คือ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ยอมให้ “คนอื่น” ก้าวขึ้นมาบริหารพรรค หากไม่ใช่ทายาททางการเมืองของ “ผู้มีบารมีในพรรค”

ขณะที่ “ผู้มีบารมีในพรรค” เชื่อว่า มี “ผู้มีบารมีนอกพรรค” เข้ามาแทรกแซงทั้งการเลือกหัวหน้าพรรคและการตัดสินใจร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล “ผู้มีบารมีนอกพรรค”นี้ ถูกจับตาว่า เป็น “บิ๊ก”สีเขียว กับ “ส” จอมบงการนอกสภา

การเลื่อนตัดสินใจ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เพราะประชาธิปัตย์กำลังซื้อเวลา รักษา “ฝี”ที่ใกล้แตก อันเป็นปัญหาความขัดแย้งภายใน แต่เอาประเด็นเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ เป็นเหตุแห่งการ “ซื้อเวลา” เพื่อแก้ปัญหาภายในของตัวเองเท่านั้น

ช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373565?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลก

30 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อุดหนุน,ผลไม้ไทย
เปิดอ่าน 2,994 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ถึงฤดูผลไม้ไทยแล้ว ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเชิญชวนช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทย เพราะมีมากมายหลายอย่างจนเรียกได้ว่าครบทุกอย่าง และนอกจากรับประทานแล้วยังสามารถส่งเป็นของขวัญหรือของฝากได้อย่างดี

ผลไม้ไทยนั้นอร่อยที่สุดในโลก เป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่ทุกปีจะมีปัญหาเรื่องผลิตผลล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ ชาวสวนผลไม้ถูกกดราคาจนขาดทุนเดือดร้อน

รัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้ในระยะยาวและมอบให้กระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดส่งออกทั่วโลกอย่านิ่งเฉยให้ประเทศอื่นแซงหน้าเราเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 ผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลก
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนชอบกินผลไม้ทุกชนิด และเวลานี้มีผลไม้วางขายมากมายและอาจจะล้นตลาดจึงขอเชิญชวนอุดหนุนและขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยกัน ซึ่งเห็นข่าวล่าสุดว่า ภารกิจในการส่งเสริมขยายตลาดผลไม้ไทยในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และในอาเซียน โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าสู่ช่องทางการตลาดผ่านทางเว็บไซต์

ผลไม้ที่มุ่งเน้นในการขยายตลาดครั้งนี้คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ก็ถือเป็นข่าวดีต่อเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของไทย ก็จะมีช่องทางในการขายผลไม้ได้มากขึ้น อาจขายได้ราคาดีด้วย

ชาวสวนผลไม้หันมาให้ความสนใจปลูกทุเรียนกันมากขึ้น เพราะคิดว่าขายได้ราคาดี แต่เมื่อปลูกกันมากขึ้นทุเรียนออกมามากล้นตลาดจึงทำให้ราคาในตอนนี้ตกลงมามาก ชาวสวนทุเรียนขายทุเรียนได้ราคาไม่ดี กระทบต่อรายได้ที่วางแผนไว้ และชาวสวนทุเรียนที่เริ่มปลูกมา 2-3 ปี คาดว่าจะออกผลไม้ได้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และคิดว่าคงจะมีปริมาณมากที่จะออกสู่ตลาด เพราะมีเกษตรกรที่หันมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยมิได้มีการควบคุมพื้นที่ในการปลูก

และปริมาณที่จะออกสู่ตลาดอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหากับราคาของทุเรียนคือ ทุเรียนราคาตก และปัญหาของตลาดที่จะรองรับ ซึ่งเท่าที่กระทรวงพาณิชย์แถลงข่าวก็จะเป็นตลาดหลักในเอเชีย และมีอเมริกา

แค่นี้ยังไม่พอควรจะมองหาตลาดใหญ่ๆ เช่น ในแถบตะวันออกกลาง ในยุโรป (อาจยากเพราะต้องผ่านตลาดกลางของกลุ่มอียู) รัสเซีย ควรเจาะทุกกลุ่มตลาด ไปเจรจา ประสานงานเพื่อเปิดช่องทางจะที่เข้าไปจัดงานแสดงผลไม้ไทย เพื่อเปิดผลไม้ไทย ทว่าที่เห็นชาวตะวันออกกลางที่มาเที่ยวเมืองไทยชอบกินทุเรียน มังคุด มะม่วง และสับปะรดของไทยมาก

ก็เห็นชอบกินกันแบบปลอกเปลือกแล้วเป็นแพ็กวางขายที่แผงผลไม้ข้างโรงแรม

เราต้องหาตลาดให้มาก ขยายตลาดให้มากกว่าที่จะมีแค่ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง อย่ายึดตลาดเพียงแค่นี้หรือแค่ตลาดอเมริกา ถ้าประเทศพวกนี้เล่นงานเราในเรื่องผลไม้ เราจะเกิดปัญหา เกิดผลกระทบมาก จึงควรมีตลาดรองรับเยอะๆ หลากหลาย ตลาดอินเดียก็น่าลอง ถ้าไทยจะเป็นตลาดผลไม้โลกก็ต้องรุกทุกตลาด และต้องเพิ่มประเภทของผลไม้ไทยให้มากขึ้นด้วย

เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ จีน เวียดนาม มาเลเซีย ก็พยายามปลูกทุเรียนแข่งกับไทยอยู่ในขณะนี้

ผมเห็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมงานผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลกแล้วปลื้มใจครับ มีพรีเซ็นเตอร์หรือนายแบบระดับนี้ขายดี 100% ครับ
ชัยยุทธ (เมืองตราด)


 เรื่องน่ารู้จากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
 อย่ากังวลเรื่องนอนไม่หลับ

1.การผ่อนคลาย สำคัญกว่าการพยายามนอนหลับ 2.การพักผ่อน กับการผ่อนคลายไม่เหมือนกัน เพราะการพักผ่อนบางอย่างไม่ใช่การผ่อนคลาย แต่อาจเพิ่มความคิด ความเครียด และ ความกดดันด้วยซ้ำ เช่น การพักผ่อนโดยการเล่นไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หลายครั้ง เล่นไปเล่นมากลับเครียด หรือใจคอไม่สงบ เพราะเกิดดราม่าขึ้นในใจอย่างมากมาย

3.หลับ หรือไม่หลับไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการผ่อนคลาย เมื่อผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจนอนหลับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตอนเช้าสามารถสดชื่นได้ 4.การนอนหลับ หรือไม่หลับเป็น เรื่องธรรมชาติ (บังคับไม่ได้) แต่การผ่อนคลาย ร่างกาย และจิตใจเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และการผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพกาย และสุขภาพใจมากกว่า

5.สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการนอน คือ “ความคาดหวัง” ที่จะหลับฝึกรู้ทันและวางมันลง คือเคล็ดลับของความสุขในยามค่ำคืน รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วย 6.การนอนไม่หลับไม่ใช่หายนะ การตื่นกลางดึกก็ไม่ใช่หายนะเช่นกัน การไม่ผ่อนคลายความกดดัน และการบังคับตัวเองให้หลับต่างหากที่เป็น เมื่อใจและกายผ่อนคลาย ตอนเช้าก็สดชื่นได้แม้ไม่ได้นอน

7.การนอนหลับไม่ใช่หนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยาร่างกายตอนกลางคืน การผ่อนคลาย การปล่อยวางต่างหากที่ช่วย เมื่อไม่ตั้งใจจะหลับ การหลับที่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นเอง 8.เมื่อไม่กลัว “การนอนไม่หลับ” ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ นอนหลับหรือไม่หลับจึงไม่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เครียด กังวลอีกต่อไป

9.สรุปปัญหา “การนอนไม่หลับ” ไม่ใช่ปัญหา แต่วิธี “การคิด” และ “การพยายามที่จะหลับให้ได้” ต่างหากที่เป็นปัญหา
สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย


 ลูกจ้าง กทม. เดือดร้อน
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังผู้ว่าฯ กทม.)

พวกเราเป็นลูกจ้างชั่วคราวของ กทม. ในตำแหน่งคนเลี้ยงเด็ก มาคนละ 10 กว่าปี ยังไม่ได้บรรจุ เงินเดือนก็ไม่ขึ้นให้เรามา 4-5 ปีแล้ว เบิกอะไรก็ไม่ได้ พวกเราต้องกินต้องใช้ ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ซึ่งได้ขึ้นราคาแล้ว ค่าเรียนของลูกที่เราเบิกไม่ได้

ไม่ทราบผู้ใหญ่ใช้เกณฑ์อะไรในการบรรจุตำแหน่งอื่นบรรจุกันทุกปี แต่ตำแหน่งนี้บรรจุทีละคน บอกงบไม่มี พวกเรากินเงินเดือน 8,690 บาท มีค่าครองชีพชั่วคราว 3,000 บาท เดือนหนึ่งได้ประมาณ 11,000 บาท หลังจากหักค่าประกันสังคมเดือนละ 650 บาท จะไปกู้ในระบบฐานเงินเดือนก็ต่ำ ต้องกู้นอกระบบร้อยละ 20-40 บาทมาให้ บอกให้พวกเราอยู่อย่างพอเพียงได้อย่างไร

ทุกอย่างขึ้นราคาหมด ข้าราชการบรรจุเงินเดือน 3-40,000 บาท ยังไม่พอใช้ทั้งๆ ที่มีค่าประจำตำแหน่ง แล้วพวกเราหละ ไม่มีค่าอะไรเลย พม่า แรงงานต่างด้าวยังเงินค่าแรงเยอะกว่าพวกเราอีก

ขอรบกวนคุณอ๊อด ช่วยเป็นสื่อกลางถึงท่านผู้ว่าฯ ช่วยพิจารณาและมองต่ำลงมาเห็นพวกเราด้วย
บุญส่ง (ดินแดง)


ดูกร…ท่านผู้มาใหม่”อย่าร้อนวิชา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูกร…ท่านผู้มาใหม่”อย่าร้อนวิชา”

29 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
สส,ผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 10,380 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตายคลายจุดเป็น   โดย…เร้นกาย ไร้เงา

ปรากฏการณ์ทางกฎหมายที่ทำให้ผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคสามารถแจ้งเกิดและดับสูญได้เสมอหากมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.บังเกิด เพราะตัวเลขขึ้นๆ ลงๆ ของ ส.ส.ทุกพรรคที่สามารถเดินเข้ารัฐสภาได้นั้น มันแปรผันได้และกระทบกับการวางจำนวน ส.ส.ของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ทุกเมื่อ

บางพรรคได้ประโยชน์ บางพรรคเสียประโยชน์จากการคำนวณแต้ม ที่มิสามารถคาดเดาได้หากต้องมีการหย่อนบัตร

หลายพรรคกลัวแล้วว่าหากต้องเลือกตั้งซ่อมในหนหน้า แกนนำหลายพรรคภาวนาว่าอย่ามีเลย เพราะบางกระแสที่เกิดขึ้นนั้นมันบอกแล้วว่า พรรคใดและผู้สมัคร ส.ส.คนไหนควรที่จะได้รับฉันทานุมัติจากเขตเลือกตั้งนั้นๆ

จำนวนผู้แทนฯ ที่แต่ละพรรคมีอยู่ บางพรรคมีสองระบบ บางพรรคมีระบบเดียว หากใบสารพัดสีผลิเมื่อใด ย่อมมิใช่สิ่งที่หลายพรรคเคยหวังแล้วในยามนี้

แต่สาระหลักของจำนวนผู้แทนฯ ในคราวนี้แม้จะมีผลในเรื่องเสถียรภาพการทำงานของรัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่หนึ่งเสียงก็มีความหมายยิ่งสำหรับการเมืองวันนี้ แต่สิ่งที่น่าพินิจไปมากกว่านั้นคือการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย

คำปฏิญาณตนของ ส.ส.ทุกคนทุกพรรคนั้น ต้องปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน แต่วาระแรกของคนการเมืองเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาก็พบแล้วว่า ส.ส.ที่ดีนั้น มีพฤติกรรมและทัศนคติเช่นใด

ภาพข่าวที่บังเกิดขึ้นในการลงมติเลือกประธานและรองประธานผู้แทนราษฎรคราวนี้ มันเริ่มด้วยความน้ำเน่าจากวิธีการเดิมๆ ที่ยังมิจางหายไปจากคนการเมืองบางคนทั้งรุ่นเก่าและหน้าใหม่ที่ยังจงใจป่วนการทำหน้าที่ เพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แต่มิมองความเสียหายในภาพรวมที่เสียไป

แน่นอนว่าสังคมจดจำลีลาของคนการเมืองเหล่านี้ไว้แล้วตั้งแต่แรกพบ ดังนั้นโอกาสหน้าที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภาคงจะตีบตัน เพราะมองลีลาก็รู้แล้วว่ามาทำหน้าที่ ส.ส.เพื่อสิ่งใด ขณะเดียวกันสังคมก็รู้แล้วว่าคนการเมืองที่ทำหน้าที่ได้ดีทั้งที่เป็น ส.ส.สมัยแรกและผู้แทนฯ หลายสมัยในคราวนี้ก็มีหลายคนที่สังคมพอจะอาศัยได้ว่ามาทำหน้าที่เพื่อราษฎรที่แท้จริงสมควรชมเชย

อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์จารึกด้านบวกและลบไว้ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการประชุมรัฐสภา เพราะสังคมรับรู้การสาดน้ำลายและลีลาแปลกๆ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีมากมาย

คนหน้าใหม่การเมืองหลายคนประกาศไว้ก่อนหย่อนบัตรว่าจะมารังสรรค์การเมืองใหม่และจะหยุดสิ่งไม่ดีในห้องประชุม แต่ความจริงครั้งนี้สังคมคงพบแล้วว่า ใครบางคนร้อนวิชาเพราะแสดงออกไปด้วยความอยากโด่งดังแบบชั่วลัดนิ้วมือ จนลืมคำปฏิญาณตนไปแล้ว

การร้อนวิชาในยุคออนไลน์นั้น เจ้าตัวคงรู้แล้วว่าสังคมให้ราคาคราวนี้อย่างไรบ้าง…ดังนั้นสติเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดยามที่จะต้องแสดงพฤติการณ์ต่างๆ ออกมา

ดังนั้นคนหน้าใหม่ที่มาทำงานการเมืองคราวนี้ ลีลาที่มิจำเป็นก็ไม่ควรนำมาใช้ เพราะมันเสียเวลาอันมีค่าของประเทศแบบไร้สาระ และยังเป็นการกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งในห้องประชุมที่พร้อมจะตอกกลับในทุกขณะจิต และดีไม่ดีจะลามปามจนภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติเสียหายไปมากกว่าที่เคยปรากฏ

ขอวิงวอน ส.ส.ทุกคนว่า เงินเดือนและสวัสดิการที่ได้รับนั้นคือภาษีของประชาชนที่ต้องจ่ายไป ดังนั้นการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ควรดำเนินการสุดความสามารถ ด้วยจิตปรารถนาที่ดีต่อสังคม

ยามนี้มีกระแสข่าวงูเห่าและการจ่ายค่าหัว ส.ส. ให้กระทำหรืองดกระทำการบางอย่างออกมาตามหน้าสื่อเป็นระยะ อามิสสินจ้างอันมิควรได้นั้น หากความปรากฏชัดการลงโทษตามกฎหมายและการประณามจากสังคมจะเกิดขึ้นทันที

อนาคตของคนเหล่านี้จะดับพลันและหมดโอกาสในเวทีการเมืองไปอีกนาน…ดังนั้นการร้อนวิชากับเรื่องไร้สาระนั้น จากนี้ไปควรยุติได้แล้ว