ลุงตู่2อยู่ยืดแค่ไหน?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374105?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่2อยู่ยืดแค่ไหน?

3 มิถุนายน 2562 – 07:34 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ลุงตู่,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลอเปรม ติณสูลานนท์
เปิดอ่าน 10,007 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก

แทบจะไม่มีข้อโต้แย้งทางการเมืองว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะเป็นคนเดิมที่ชื่อลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะมีเสียงฮึ่มๆ บ้างจากทั้งพรรรคการเมืองอื่นที่ตั้งเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล หรือ “คลื่นใต้น้ำ” ในพรรคพลังประชารัฐ แต่ด้วยเงื่อนไข (กติกา) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 คิดมุมใดนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะโหวตเลือกกัน 5 มิถุนายน หนีไม่พ้น “ลุงตู่”

ประเด็นของการเมืองไทยวันนี้ คือรัฐบาลลุงตู่ 2 จะมีเสถียรภาพแค่ไหนและอยู่ได้นานเพียงใด คำถามนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนทั้งคอการเมือง-นักลงทุน-ต่างชาติ กังวลมากกว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิด “แรงกระเพื่อม” ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดความคิดสองขั้วภายในพรรค ซึ่งกำลังต่อสู้กันระหว่างขั้วความคิด “เอาลุงตู่” กับ “ไม่เอาลุงตู่” ที่ไม่ว่าท้ายที่สุดพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ล้วนแล้วแต่มี “ความเสี่ยง” ในความเป็นเอกภาพต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาล บทเรียนทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ 10 มกราคม 2530 ประวัติศาสตร์ที่ “ชำรุด” ของประชาธิปัตย์ ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนนำไปสู่การยุบสภาปี 2531 คงเป็น “บทเรียน” ทางประสัติศาสตร์ที่รัฐบาลประยุทธ์ 2 ต้องระมัดระวัง

ปัจจัยสำคัญต่ออายุของรัฐบาลประยุทธ์ 2 คือการบริหารการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐที่รวมเอากลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันและมารวมกันด้วย “การต่อรองผลประโยชน์” แต่การแบ่งกระทรวงที่ไม่ลงตัวเห็นอาการ “ไม่พอใจ” ของกลุ่ม “สามมิตร” แล้วน่าวิตก แม้ว่า จะมีผู้มากบารมีสีเขียว” มา “จัดการ” ให้ความไม่พอใจครั้งนี้หยุดลง แต่จะจัดการได้ทุกครั้งหรือไม่เพราะมีคำพูดหนึ่งจากฝั่งแกนนำสามมิตร หลุดระหว่างการ “ชักเย่อ” “เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต่อกรกับ “คำสั่งผู้ใหญ่” ถึงขนาดคนโตในสามมิตรประกาศในกลุ่มว่า “การเมืองวันนี้เป็นประชาธิปไตยแล้ว หมดเวลาที่สีเขียวจะมีอำนาจเหนือผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง” นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่ามี “อาการ” ในพลังประชารัฐที่ไม่เป็นเอกภาพที่พร้อมจะเป็น “คลื่นใต้น้ำ” ที่รอจังหวะและโอกาส เท่านั้น

ปัจจัยภายนอกต้องโฟกัสที่พรรคคู่แข่ง สำคัญที่สุดคือ เพื่อไทยและอนาคตใหม่ที่มุ่งมั่นทำลาย “ความชอบธรรม” ในการดำรงอยู่ของประยุทธ์ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย และทั้งสองพรรคต้องใช้ทุกวิถีทางทั้งในและนอกรัฐสภาเพื่อ “กระชาก” ประยุทธ์ 2 ลงมาและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

ความพร้อมของการ “ปั่นกระแส” นอกสภา ต้องยอมรับว่าทีมสนับสนุนของทั้งสองพรรคนี้มีมากกว่าพลังประชารัฐ เพื่อไทยมีความชำนาญการสร้างการสนับสนุนมวลชน แพลตฟอร์มเดิมคือมวลชนที่พร้อมออกมาสนับสนุน ขณะที่อนาคตใหม่ มีความสำคัญในการปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ในโซเชียลมีเดีย หากทั้งสองแพลตฟอร์มมาประสานกันในการเคลื่อนไหว รับประกันได้ “ประยุทธ์ 2 อาการหนัก”

แต่ปัจจัยชี้ขาดทั้งจะทำให้ “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” คือความขัดแย้งภายในของประชาธิปัตย์และความไม่เป็นเอกภาพภายในของพลังประชารัฐ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของพรรคคู่แข่งจะมีประสิทธิผลบั่นทอนรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลประยุทธ์ 2 เป็นสำคัญ หากยังมีภาพความไม่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นรัฐบาลที่แบ่งผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนและแผ่นดิน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ประยุทธ์ 2 นอกจากจะอายุสั้น การลงจากหลังเสือของผู้มีอำนาจทั้งหลายจะมีจุดจบที่ไม่สวยงาม

ตรงกันข้ามถ้ารัฐบาลตั้งมั่นใจในการสร้างประโยชน์สุขให้บังเกิดแก่ประชาชนและแผ่นดิน หัวหน้ารัฐบาลควบคุมมิให้ผู้มาดำรงตำแหน่งทั้งการเมืองและราชการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง แม้เสียงจะปริ่มน้ำแต่ “เกราะความตั้งใจดี” จะช่วยให้ประยุทธ์ 2 อยู่ได้ยาว

จอมยุทธ์ชื่อ “ทวี” ได้ดีเพราะไปรษณียบัตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จอมยุทธ์ชื่อ “ทวี” ได้ดีเพราะไปรษณียบัตร

1 มิถุนายน 2562 – 10:25 น.
ทวี ไกรคุปต์,ปารีณา ไกรคุปต์,นักการเมือง,เจาะประเด็นร้อน,สสราชบุรี,สาวโพธาราม
เปิดอ่าน 12,342 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 1-6 มิ.ย.2562

*********************************

นักการเมืองอาวุโสหลายคนคงลืมไปแล้ว “ทวี ไกรคุปต์” ผู้สร้างตำนาน “ไปรษณียบัตร” ต่ออายุราชการป๋าเปรม อันโด่งดัง

“ทวี” เป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมาย ทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ “จังพานิช” โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ คือ สวัสดิ์ จังพานิช เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จึงเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้ทวีได้เป็น ส.ส.มา 7 สมัย

ปี 2522 ทวีได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ราชบุรี สมัยแรก แต่ไม่สังกัดพรรคการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 เปิดโอกาสให้ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคได้ นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย

ปี 2523 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา 225 เสียง ร่วมกับ 3 พรรคการเมือง ยกมือโหวตเลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          ระหว่างนั้น ทวีได้รวบรวม ส.ส.ไม่สังกัดพรรค 43 คน จับมือ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ ตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย โดย “เสธ.พล” เป็นหัวหน้าพรรค และทวี เป็นเลขาธิการพรรค เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเปรม

ฉะนั้น ช่วงที่มีการต่ออายุราชการ พล.อ.เปรม ให้อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อไป ทวี ไกรคุปต์ จึงเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาชนไทย ส่งไปรษณียบัตรแสดงพลังหนุนการต่ออายุราชการป๋าเปรม

ต้นปี 2524 พล.อ.เปรม ปรับคณะรัฐมนตรีเอาพรรคกิจสังคมออกไป ในรัฐบาลเปรม 2 ทวีจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์

          ทวีเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่ผลงาน “ไปรษณียบัตรต่ออายุราชการ” เข้าตาป๋าเปรม เลยได้เก้าอี้รัฐมนตรี

ปี 2526 ป๋าเปรมยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ ทวีและเพื่อน ส.ส.หนุ่ม แยกตัวออกมาจากพรรคสยามประชาธิปไตย มาตั้งพรรคประชาไทย โดยทวี เป็นหัวหน้าพรรค

ทวีกลับเข้าสภา ในสีเสื้อพรรคประชาไทย แต่ก็ได้ลาออกไปสังกัดพรรคชาติไทย ส่วนพรรคประชาไทย กลุ่ม ส.ส.ที่เหลืออยู่ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรครวมไทย”

หลังจากนั้น ทวีก็ย้ายไปหลายพรรค อาทิ พรรคกิจสังคม, พรรคความหวังใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

นับแต่การเลือกตั้งปี 2548 ทวี ถอยมาอยู่หลังม่าน เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาว ปารีณา ลงสนามการเมืองแทน

ไผเป็นไผ “พลังประชารัฐ” ร้อยบุปผาหรือร้อยซุ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374006?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ “พลังประชารัฐ” ร้อยบุปผาหรือร้อยซุ้ม

1 มิถุนายน 2562 – 10:11 น.
พลังประชารัฐ,ซุ้มวังน้ำยม,สามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุชาติ ตันเจริญ,ซุ้มการเมือง
เปิดอ่าน 10,339 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุด คมชัดลึก วันที่ 1-2 มิ.ย.2562

สมัยประธานเหมา เจ๋อตง ดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เมืองจีน ได้ประดิษฐ์วาทกรรม “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ” เหมือนจะบอกว่า ยอมรับให้สมาชิกพรรคมีความคิดต่างกัน เพื่อทุกคนจะแข่งขันกันสร้างสรรค์สังคมนิยมให้ก้าวรุดหน้าไป

เฉกเช่นเดียวกัน จุดเริ่มต้นของ พรรคพลังประชารัฐ” ก็มาจากหลากหลายกลุ่มการเมือง ทั้งที่เคยเป็น ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่น

มีข้อมูลที่น่าสนใจ จำนวน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 116 คน แยกเป็น ส.ส.เขต 97 คน และบัญชีรายชื่อ 19 คน ปรากฏว่า ในชัยชนะ 97 เขตเลือกตั้ง มี ส.ส.หน้าใหม่ ที่มาจากอดีตนักการเมืองท้องถิ่น 35 เขต ซึ่งกวาดคะแนนไปทั้งสิ้น 1,177,485 คะแนน

ซุ้มเมืองหลวง

ไม่น่าเชื่อว่า พรรคพลังประชารัฐ จะกวาด ส.ส.กรุงเทพฯ มาได้ 12 ที่นั่ง และเป็นแชมป์สนามเมืองหลวง ด้วยกระแสลุงตู่ไปต่อ จึงทำให้พรรคน้องใหม่แจ้งเกิดสำเร็จ

ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ซึ่งรับบทแม่ทัพเมืองหลวง โดยเริ่มจากดึงการเมืองท้องถิ่น ที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย มาสวมเสื้อ พปชร.ลงสนาม

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ปรากฏว่า ในกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นได้เป็น ส.ส.จำนวน 5 คนคือ กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา, กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ, จักรพันธ์ พรนิมิตร, กษิดิ์เดช ชุติมันต์ และศิริพงษ์ รัศมี

ซุ้มวังน้ำยม 2

สมัยรัฐบาลไทยรักไทย “ซุ้มวังน้ำยม” ที่มี สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวเรือใหญ่ และ “อนุชา นาคาศัย” เป็นแม่บ้าน คอยดูแลบรรดา ส.ส.ในซุ้มประมาณ 80 คน

วันนี้ ซุ้มวังน้ำยม หรือกลุ่มสามมิตร มีไพร่พลจำนวน 28 คน รวมทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ

แยกเป็นวังน้ำยม สายสุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก มี ส.ส.เขต 7 คน และมีส่วนที่เป็นกำลังเสริมจากภาคกลาง ที่อยู่ในการดูแลของ “เสี่ยแฮงก์ อนุชา” ซึ่งกวาดมาเกือบ 20 คน ทั้งชัยนาท, ราชบุรี, กาญจนบุรี และสระบุรี

อนุชา นาคาศัย และ สมศักดิ์ เทพสุทิน

ซุ้มชากังราว

นอกจากกลุ่มสามมิตร ก็ยังมีแนวร่วมของสมศักดิ์-สุริยะ ได้แก่กลุ่มกำแพงหรือกลุ่มชากังราวของ “วราเทพ รัตนากร” กวาดเก้าอี้ ส.ส.มายกจังหวัด ทั้งไผ่ ลิกค์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย

พันธมิตรของวราเทพคือ ซุ้มปากน้ำโพ นำโดย ภิญโญ นิโรจน์, วีระกร คำประกอบ, นิโรธ สุนทรเลขา และ สัญญา นิลสุพรรณ

ซุ้มมะขามหวาน

แม้ช่วงเลือกตัั้ง สันติ พร้อมพัฒน์” จะเจอกระแสโจมตีมากมาย แต่ทีมสันติ ก็ยังกวาด 5 ที่นั่ง ยกจังหวัด ได้แก่ เอี่ยม ทองใจสด, วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์, จักรัตน์ พั้วช่วย, สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ และน้องใหม่ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์

เสี่ยสันติย่อมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มสามมิตร และกลุ่มวราเทพ เพราะรู้จักรู้ใจกันมาสมัยพรรคไทยรักไทย

ซุ้มรัตนเศรษฐ

สนามเลือกตั้งอีสาน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ สอบตกกว่าร้อยละ 90 เหลืออยู่ 11 เขตในอีสานใต้ ที่เอาชนะพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยได้

สุชาติ ตันเจริญ และ วิรัช รัตนเศรษฐ

ตระกูลรัตนเศรษฐ นำโดย วิรัช รัตนเศรษฐ” ได้เป็น ส.ส. 4 คนคือ ทัศนียา, อธิรัฐ, ทวิรัฐ และทัศนาพร เกษเมธีการุณ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลง น้องสาวทัศนียา พ่วงด้วย วิรัช ได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ส่วน ส.ส.โคราชอีก 1 และ ส.ส.สุรินทร์ 1 คน ยังอยู่ในสายวิรัช เหลือ ส.ส.ชัยภูมิ 2 คน และโคราช 1 คนที่อยู่ในกลุ่มสามมิตร

ซุ้มรวมดาวภาคกลาง

พรรคพลังประชารัฐ ได้รับชัยชนะจากสนามเลือกตั้งภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก รวมแล้วประมาณ 36 คน

ในจำนวนนี้ แยกเป็นกลุ่มชลบุรีของตระกูล “คุณปลื้ม” 6 คน และกลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ” อีก 7 คน โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.สายสามมิตร ที่มี “เสี่ยแฮงก์” ดูแลอยู่

ซุ้มทักษิณ

ไม่มีใครคาดฝันหรอกว่า พรรคพลังประชารัฐ จะปักธงที่สมรภูมิภาคใต้ ได้ถึง 13 ที่นั่ง จากสนามสงขลา, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช, ตรัง และยะลา ผู้ที่ได้เครดิตจากชัยชนะหนนี้ คงหนีไม่พ้น พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ด้วยความหลากหลายทางความคิดของนักเลือกตั้งที่กล่าวมาทุกซุ้ม ย่อมไม่ง่ายที่จะจัดสรรปันส่วนเก้าอี้ รมต.ได้ลงตัวง่ายๆ

“สัตว์การเมือง” “ลุงตู่” อ่านเกมอำนาจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374003?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สัตว์การเมือง” “ลุงตู่” อ่านเกมอำนาจ

1 มิถุนายน 2562 – 08:38 น.
animal farm,นายกฯ แนะนำหนังสือ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 7,572 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ คมชัดลึก 1-2 มิ.ย.2562

**********************

อย่าห้ามไทยไม่ให้โยงนิยายเป็นการเมือง เพราะตอนนี้ทุกอย่างเป็นการเมืองไปเสียทั้งหมดนั่นแหละ !

ท่านผู้นำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลุกขึ้นมาแนะหนังสือเด็ดที่คนไทยควรอ่านทั้งที แถมเป็น “Animal Farm” นิยายการเมืองของนักเขียนหัวรังเกียจเผด็จการแล้ว อะไรๆ มันจะไม่พุ่งกลับไปแทงสวนคนแนะนำยังไงไหว

สังคมไทยช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จึงทั้งคุกรุ่น ขบขัน และคึกคักไปด้วยเรื่องราวของ “บิ๊กตู่” และ “Animal Farm” ใครรู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือนี้ก็จะปล่อยของกันเต็มที่

ฟาร์มเล็กโลกใหญ่

น่าสนใจมาก ขณะที่ Rap Against Dictatorship เจ้าของเพลง ประเทศกูมี” กำลังรับรางวัลอยู่บนเวทีสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เป็นหมุดหมายหนึ่งของสังคมไทย

คาบเกี่ยวกัน ข้ามทวีปมาบ้านเรา คนไทยกลุ่มไม่ใช่นักอ่าน ยังถึงกับต้องวุ่นวายตามหาเล่มนี้มาเสพให้เข้าใจ เพื่อจะได้เก็ตว่าดราม่าที่กำลังเกิดมันประมาณไหน

มีคำถามหนึ่งคือ บิ๊กตู่อ่านจบหรือยัง? ที่เป็นคำถามสำคัญที่สะท้อนคำตอบได้สองทาง คือ ถ้ายังไม่อ่าน หรืออ่านไม่จบ คนไทยเข้าใจดราม่าได้ไม่ยาก

จอร์จ ออร์เวลล์

แต่อีกทางคือนายกฯ ของเราน่าจะอ่านจบแล้วมากกว่า ซึ่งนั่นแปลว่า “เมสเสจ” ที่่กำลังสื่อมาถึงคนไทย ต้องลึกล้ำกว่าดราม่าสามบรรทัดในโลกออนไลน์แน่ๆ

Animal Farm เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชื่อก้องโลก โดยชื่อเต็มคือ  Animal Farm: A Fairy Story ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488

ใครอ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่า สะท้อน เสียดสี ภาพของสังคมรัสเซียหลังการปฏิวัติและการครองอำนาจของ โจเซฟ สตาลิน“ (ที่มาแทน วลาดิมีร์ เลนิน) หลังพรรคบอลเชวิคของพวกเขาทำการโค่นระบอบกษัตริย์ได้สำเร็จ แต่ใน Animal Farm ใช้ตัวละครเป็นสัตว์ในฟาร์มแห่งหนึ่ง มีมนุษย์คนเดียวคือเจ้าของฟาร์มแห่งนั้น

ปกพิมพ์แรก ปี 2488

              

Animal Farm เวอร์ชั่นต่างๆ

เสน่ห์สนุก

ความสนุกมันก็อยู่ที่การ “จับคู่” คนและสัตว์ว่าใครเป็นใครกันแน่ !

เจ้าของฟาร์มผู้ซึ่งมีนิสัยปล่อยปละละเลยสัตว์ คือ “พระเจ้าซาร์นิโคลัส” กษัตริย์องค์สุดท้ายของรัสเซีย

หมูแก่ เมเจอร์” ที่เปรียบเป็น คาร์ล มากซ์” ผู้วางรากฐานแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ โดยหมูแก่ได้ทิ้งทุ่นก่อนตายไว้ทำนองว่า “เสรีภาพและความเท่าเทียมคือคำตอบ”

เมื่อหมูขาว สโนว์บอล” ที่เปรียบเป็น วลาดิมีร์ เลนิน ผู้นำปฏิวัติที่สามารถขับไล่เจ้าของฟาร์มไปได้ แต่ภายหลังเขาก็โดนหมูดำ นโปเลียน” ที่เปรียบเป็น โจเซฟ สตาลิน” ซึ่งเด็ดขาดรุนแรงกว่า ยึดอำนาจมาไว้ที่ตนเองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกที

เวอร์ชั้นภาพนตร์ทั้งแบบแอนิเมชั่น ปี 2497 และนักแสดงสัตว์และคนจริง ปี 2542

จากนั้น พวกสัตว์ในฟาร์ม ทั้ง หมู ม้า ไก่ เป็ด ฯลฯ ก็ทำการปกครองกันเอง แล้วตั้งกฎ 7 ข้อใช้ร่วมกัน เช่น อะไรที่เดินสองขาถือว่าเป็นศัตรูสัตว์จะต้องไม่นอนบนเตียงสัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน ฯลฯ

แต่ผลสุดท้ายไม่เหมือนที่คุยกันไว้ เพราะสัตว์ที่ถูกปกครองยังคงทำหน้าที่ผู้ผลิต เหนื่อยเหมือนเดิม หิวเหมือนเดิม ทุกอย่างวนกลับลูปเดิม

ขณะที่หมูผู้นำปฏิวัติ ก็เป็นแค่เจ้าปกครองคนใหม่ แถมยังไปเออออ ทำข้อตกลง ยืนสองขากับมนุษย์ แล้วแก้กฎจาก “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน” เป็น “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน…แต่สัตว์บางตัวเเท่าเทียมกว่าสัตว์อื่นๆ” ซะอย่างนั้น

ครื้นเครงดราม่า

พอคนไทยรู้เนื้อเรื่องแล้ว ความสนุกเลยยกระดับขึ้นมาอีกชั้น คือการจับคู่บรรยากาศเมืองไทยกับบรรยากาศในเรื่องราว หัวเสรีนิยมครางฮือว่าเหมือนเด๊ะ อ่านท่าไหน ภาษาใด กลับหัวอ่านยังไงก็ชี้ไปทางคนแนะนำนั่นแหละ (ฮา)

หนักเข้าก็ประชดว่าน่าจะแนะอ่าน “1984” ซะเลย ซึ่งเล่มนี้ก็มาจากปากกาด้ามเดิมของนักเขียนคนเดิม คือถ้า “Animal Farm” เป็นแบบเรียนปฏิวัติฉบับเบาๆ “1984” ก็คือแบบศึกษา “เผด็จการวิทยา” ฉบับเข้มข้น!

แต่พอดราม่าเริ่มเลอะเทอะ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็แจงรัวว่า อย่าเชื่อมโยงทุกอย่างเป็นการเมือง และอย่าตีความว่าการแนะนำให้อ่านหนังสือเป็นการดูถูก เพราะการอ่านจะช่วยสร้างหลักคิด สร้างปัญญาไม่ใช่ปัญหา และมนุษย์ควรดูแลใส่ใจสิ่งที่อยู่รอบตัวให้ดี รวมถึงสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ทุกชีวิตต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

อีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่อคติ ที่ผ่านมาบิ๊กตู่ก็เป็นนายกฯ ไทยอีกคน (นอกเหนือจากอดีตนายกฯ ทักษิณ) ที่ชอบออกมาแนะนำหนังสือดีๆ อยู่เสมอ

ก่อนหน้านี้ เช่นปี 2559 แนะนำให้อ่าน “The Governance of China” เขียนโดย สี จิ้นผิง ผู้นำจีน, ช่วงปลายปี 2559 แนะนำ ชีวิตของประเทศ” ของวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

จากนั้นปี 2560 แนะนำ พูดอย่างไรไม่ให้พัง” ของเดอะนิวยอร์กไทมส์ และที่เป็นไวรัลช่วงปีที่แล้ว ที่ลุงตู่แนะนำ จินดามณี” แต่โป๊ะแตกโชว์ความจำผิดเล่ม ไปท่องตอนหนึ่งจาก “นิราศภูเขาทอง” ของสุนทรภู่แทน

ลึกในลึก จากลุง

ที่จริงยังมีอีกหลายเล่มที่ลุงตู่กรุณาแนะนำให้คนไทยอ่านกันมากขึ้นกว่า 8 บรรทัด แต่ไม่มีเล่มไหนที่ปังเท่ากับ “Animal Farm”

แต่ถ้าใครยังไม่เก็ตสารของลุงตู่ ลองดูมุมมองของ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากนิด้า ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าคิด ในรายการเจาะลึกทั่วไทยทางช่องสปริงนิวส์ ว่าลุงตู่อาจต้องการบอกเราสองเรื่อง

ส่วนแรกคาดว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ ที่มีอุดมการณ์ในเชิงเสรีนิยมแบบเข้มข้น และบางอย่างเน้นเรื่องรัฐสวัสดิการ การสร้างความเท่าเทียมให้กับคน

“คนรุ่นใหม่ที่เข้าไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ถ้าเข้าไปอ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะเห็นภาพว่าตอนแรกที่เสนอมา กับท้ายที่สุดมันเป็นยังไง สื่อถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ เลือกพรรคใหม่”

ส่วนที่ 2 อาจจะเป็นการพูดในเชิงประชดประชันถึงสภาพการเมืองในปัจจุบัน ที่อาจกำลังมีการแก่งแย่งอำนาจกันตอนนี้

พร้อมทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะอย่างไร หนังสือเรื่องนี้เราทุกคนควรอ่าน เพราะมันชี้ถึงคำสัญญาในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่อำนาจ ที่จะมีแต่คำหวานทั้งสิ้น

คนไทยฟังแล้วเข้าใจไม่ยาก ว่าที่สุดแล้วไม่ว่าคนเอ่ยคำหวานจะเป็นใคร ฝ่ายไหน คำสัญญานั้นก็จะกลายกลับ เหมือนใน “Animal Farm” ที่พอมีอำนาจก็เขียนกฎใหม่ให้เข้าทางตน

“ลุงตู่” ยังถือแต้มต่อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงตู่” ยังถือแต้มต่อ

31 พฤษภาคม 2562 – 10:35 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคเพื่อไทย,พรรคภูมิใจไทย,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคอนาคตใหม่,ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 7,997 ครั้ง

โดย…   โอภาส บุญล้อม

พรรคพลังประชารัฐยังเดินหน้าต่อในการจัดตั้งรัฐบาลและยืนยันเสนอชื่อ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม แม้จะขลุกขลักไปบ้างจากกรณีที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์วงแตก ยกเลิกการประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรคกับส.ส. เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อตัดสินใจทางการเมืองของพรรคว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

เมื่อวาน (30 พ.ค) พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ก็ยกคณะไปเทียบเชิญพรรคพชาติไทยพัฒนา  ที่มีส.ส.10 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะเดินทางมาเทียบเชิญช้าไปหน่อย และก่อนหน้านี้ถูกนายวราวุธ ศิลปอาชา  แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาขู่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นฝ่ายค้านอิสระก็ได้ เพราะเมื่อเสนอไปแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปโดยราบรื่น  และพรรคพลังประชารัฐก็จะเดินทางไปเชิญพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมรัฐบาลต่อ

       การเดินหน้าต่อของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้สอดคล้องกับข่าวที่ว่ามีการส่งสัญญาณจาก “ผู้ใหญ่” ในรัฐบาลปัจจุบัน  ให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นรูปแบบของการเมืองมากขึ้น โดยมีนายอุตตม และนายสนธิรัตน์ เป็นผู้ดำเนินการ และสอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า การตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของพรรคการเมือง  อีกทั้งยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่นายอุตตม  แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า การดำเนินการและตัดสินใจทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามระบบของพรรคพลังประชารัฐโดยมีคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนเมื่อได้ตัวนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเข้ามาพิจารณาในส่วนของคณะรัฐมนตรี  

สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในต้นเดือนมิถุนายนนี้  จะมีใครบ้างที่มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากว่ากันตามรัฐธรรมนูญก็ต้องดูจากบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่แจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองนั้นจะต้องได้จำนวนส.ส.จากการเลือกตั้งคิดเป็น 5% ของจำนวน ส.ส. ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 500 คน ซึ่งก็คือ 25 ที่นั่ง

ดังนั้นก็จะมีพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พรรคประชาธิปัตย์ ก็คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, พรรคภูมิใจไทย คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล, พรรคเพื่อไทยมี 3 คน คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ   และพรรคอนาคตใหม่ ก็คือ นายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ  แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จากกรณีถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นสื่อ แต่ก็ยังมีสิทธิเป็นนายกฯ ได้

เมื่อดูจากรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ทั้งหมดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาสได้รับการโหวตจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่าใครเพื่อน   เพราะว่าหากแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว  ขณะนี้ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” มีอยู่ประมาณ   254 เสียง ส่วน “ขั้วเพื่อไทย” มีประมาณ 245 เสียง ห่างกันอยู่แค่ประมาณ 9 เสียง ซึ่งอาจมองว่ามากกว่ากันเล็กน้อย แต่เมื่อนำเสียงของ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” ไปรวมกับส.ว. ซึ่งมีถึง 250 เสียง  ซึ่ง ส.ว. สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  เป็นนายกฯ อยู่แล้ว เพราะพล.อ.ประยุทธ์  เลือกมากับมือ  พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน

          อย่างไรก็ตามพรรคพลังประชารัฐจะใช้แนวทางเลือกโหวตนายกรัฐมนตรีไปก่อน แล้วค่อยจัดตั้งรัฐบาลภายหลัง ก็ต่อเมื่อไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวกับ “พรรคตัวแปร” อย่างพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย โดยโหวตนายกฯ ก่อน แล้วค่อยคุยกับสองพรรคดังกล่าวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อในภายหลัง

และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโหวตจากสมาชิกรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ล็อกเวลาว่าจะต้องจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้เสร็จสิ้นเมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังเป็นนายกฯ เต็มตัว “รัฐบาล คสช.” ยังมีอำนาจบริหารเต็มและไม่ใช่ “รักษาการ”  เพราะในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 264 บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อน เป็นคณะรัฐมนตรีต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และอำนาจคสช. ก็ยังอยู่ เนื่องจากมาตรา 265 บัญญัติว่า ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกจะเข้ารับหน้าที่

          หรือถึงที่สุด  พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่าถึงทางตัน ไม่มีหนทางจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้ หรือจัดตั้งได้ก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยคงอยู่ได้ไม่นาน ก็ยังมีไพ่ใบสุดท้ายถืออยู่ คืออำนาจนายกรัฐมนตรี  ในการที่พล.อ.ประยุทธ์ สั่งยุบสภา ล้างไพ่เลือกตั้งกันใหม่ได้  เพราะถ้าขืนยอมตาม “พรรคตัวแปร” มากเกินไป ภาพมันจะชัดเลยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยอมทุกอย่างเพียงเพื่อแลกคะแนนเสียงสืบทอดอำนาจ

ส่วนโควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีที่ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” คุยกันเอาไว้ หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ มีดังนี้

พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะได้ สำนักนายกรัฐมนตรี, กลาโหม, คลัง, ต่างประเทศ, ศึกษาธิการ, มหาดไทย, พลังงาน, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, อุตสาหกรรม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, วัฒนธรรม, ยุติธรรม

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์  จะได้รองนายกฯ, เกษตรและสหกรณ์, พาณิชย์, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  และรัฐมนตรีช่วยอีก 4 ตำแหน่ง

พรรคภูมิใจไทย จะได้สาธารณสุข, คมนาคม, ท่องเที่ยวและกีฬา

พรรคชาติไทยพัฒนา จะได้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พรรครวมพลังประชาชาติไทย จะได้กระทรวงแรงงาน

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์วงแตก ต้องเลื่อนการมีมติว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่ แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องของโควตากระทรวงนี่เอง เพราะทางพรรคพลังประชารัฐ ต้องการได้กระทรวงเกรดเอ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คืน โดยขอเอากระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพลังงาน มาแลกกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ยอมโดยยืนยันว่าจะต้องได้กระทรวงตามที่ตกลงรับปากกันไว้ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น

ส่วนทาง “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ได้หารือและเห็นร่วมกันว่า แคนดิเดตนายกฯ ที่ทั้ง 7 พรรคร่วมจะเสนอให้รัฐสภาโหวตควรมาจากพรรคเพื่อไทย เพราะถือเป็นพรรคที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุด โดยไม่ว่าแพ้หรือชนะในการโหวตเลือกนายกฯ ก็ต้องแสดงจุดยืนเรื่องกติการะบอบประชาธิปไตย ส่วน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่   ยังมีการถกเถียงกันในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการที่นายธนาธรถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งห้ามให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.จึงต้องตัดชื่อนายธนาธรทิ้งไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่จะเสนอนั้นตอนนี้เหลืออยู่ 2 คน คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ หากนายชัชชาติไม่รับก็เป็นชื่อของนายชัยเกษม ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ นั้น เจ้าตัวปฏิเสธทั้งในที่ประชุมและต่อสาธารณะไปแล้ว จึงไม่เสนอชื่อ แม้ว่าจะมีชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ อยู่ด้วยในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรคก็ตาม

          สรุปว่าเกมการเมืองก็ยังเดินไปตามรอยเดิมๆ กับการต่อรองเก้าอี้และผลประโยชน์ทางการเมือง  หากจัดสรรกันลงตัวเมื่อไหร่ก็จัดตั้งรัฐบาลได้ 

ต่อเติมเพิ่มชั้นของอาคาร-ดัดแปลงที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนสร้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต่อเติมเพิ่มชั้นของอาคาร-ดัดแปลงที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนสร้าง

31 พฤษภาคม 2562 – 10:03 น.
ต่อเติม,อาคาร,ดัดแปลง,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 4,612 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้..กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

แม้จะเป็นอาคารบ้านเรือนของเราเอง ก็ใช่ว่าอยากจะปรับปรุงหรือต่อเติมอย่างไรก็ได้ …ทั้งนี้เพราะพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารให้ผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตหรือผิดไปจากเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ในใบอนุญาต กรณีหากมีการฝ่าฝืน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการกับเจ้าของอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร

วันนี้นายปกครองมีตัวอย่างการกระทำที่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารและเจ้าของจำต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ดังกล่าว

เหตุของคดีเกิดจากเจ้าของอาคารได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ที่ตั้งอยู่ริมทางสาธารณะกว้าง 7.50–8.00 เมตร โดยเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 5 ชั้น แต่ต่อมาทางสำนักงานเขตได้ตรวจสอบพบว่ามีการต่อเติมเสา คาน พื้นบางส่วน และบันไดคอนกรีตเสริมเหล็กบนชั้นหลังคาของอาคาร 5 ชั้น เป็นอาคาร 6 ชั้น โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) โดยผู้อำนวยการเขต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) จึงมีคำสั่ง (1) ให้เจ้าของอาคารระงับการดัดแปลงอาคาร (2) ห้ามมิให้ใช้หรือเข้าไปในส่วนที่ดัดแปลง และ (3) ให้รื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าของอาคารยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสามฉบับ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ยกอุทธรณ์ เจ้าของอาคารจึงได้นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร

โดยโต้แย้งว่า สภาพพื้นชั้นบนสุดของอาคารไม่มีหลังคาปกคลุมและมีบันไดให้บุคคลอื่นขึ้นไปใช้สอยได้ พื้นที่ชั้น 5 ของอาคารจึงถือเป็นดาดฟ้า ไม่ใช่ชั้น 6 ประกอบกับพื้นที่อาคารมีขนาดไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร การต่อเติมเสาและคานดังกล่าวเพื่อรองรับถังน้ำและแผงบังแดด จึงเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้โดยไม่จำเป็นต้องรื้อถอน

คดีจึงมีประเด็นที่ศาลพิจารณาว่า คำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอันเกี่ยวกับการควบคุมอาคารทั้งสามฉบับดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร 5 ชั้น เพื่อใช้เป็นอาคารอยู่อาศัยรวม ส่วนบนสุดเป็นคอนกรีตปกคลุมสำหรับป้องกันแดดและฝน อันเป็นโครงสร้างของอาคารหลังนี้ รวมทั้งตามแบบที่ได้รับอนุญาตไม่มีบันไดหรือช่องบันไดขึ้นไปบนหลังคา ดังนั้นบุคคลจึงไม่สามารถขึ้นไปใช้สอยส่วนบนสุดของอาคารได้ และไม่ใช่ดาดฟ้า (พื้นส่วนบนสุดของอาคารที่ไม่มีหลังคาปกคลุมและบุคคลสามารถขึ้นไปใช้สอยได้) ตามข้อ 1 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แต่ถือเป็นหลังคา (สิ่งปกคลุมส่วนบนของอาคารสำหรับป้องกันแดดและฝน รวมทั้งโครงสร้างหรือสิ่งใดซึ่งประกอบขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวสิ่งปกคลุมนี้ให้มั่นคงแข็งแรง) ตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน

การต่อเติมโครงสร้างเสา คาน และติดตั้งโครงเหล็ก พร้อมมุงกระเบื้อง ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นแผงบังแดดโดยรอบอาคาร ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพจากหลังคาแบบคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารชั้นที่ 5 มาเป็นพื้นอาคารชั้นที่ 6 แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้มุงกระเบื้องปกคลุมส่วนบนสุดของอาคาร แต่เมื่อมีการก่อสร้างต่อเติมจนแล้วเสร็จ ทำให้บุคคลสามารถเข้าใช้สอยได้และทำให้หลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กตามแบบที่ได้รับอนุญาตกลายเป็นพื้นของอาคารชั้นที่ 6

การก่อสร้างดังกล่าวจึงถือเป็นการต่อเติมจากอาคาร 5 ชั้น เป็นอาคาร 6 ชั้น ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเพิ่มโครงสร้างเพื่อรับน้ำหนักถังน้ำและแผงบังแดดตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่มซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ น้ำหนัก และเนื้อที่ของโครงสร้างอาคาร ซึ่งผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต อันเป็นการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงหรือได้แจ้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายควบคุมอาคาร เจ้าพนักงานท้องถิ่นย่อมมีอำนาจตามมาตรา 40 (1) และ (2) ในการออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการดัดแปลงอาคาร และห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารได้ และเมื่ออาคารส่วนที่ดัดแปลงเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จึงเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1620/2559)

จะเห็นได้ว่ากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาคารมีเจตนารมณ์ในการที่จะควบคุมการก่อสร้างอาคารของเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัยและประชาชนทั่วไป ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราจำเป็นต้องทราบและตระหนักถึงข้อกฎหมายดังกล่าว

หากจะต้องดำเนินการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคารให้แตกต่างไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตไว้ จะต้องดำเนินการขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน เพราะถ้ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากจะถูกคำสั่งให้รื้อถอนดังเช่นผู้ฟ้องคดีในคดีนี้แล้ว ยังอาจต้องรับโทษทั้งในทางอาญาและทางปกครองด้วยครับ…

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ส่องลึก “สมศักดิ์” ประมุขวังน้ำยม (ภาค 2)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องลึก “สมศักดิ์” ประมุขวังน้ำยม (ภาค 2)

31 พฤษภาคม 2562 – 09:55 น.
ซุ้มวังน้ำยม,แกนนำกลุ่มวังน้ำยม,สมศักดิ์ เทพสุทิน,พรรคพลังประชารัฐ,อนุชา นาคาสัย,กลุ่มสามมิตร
เปิดอ่าน 8,648 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 31 พ.ค.2562

*****************

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลลุงตู่ ต้องสะดุดเพราะอิทธิฤทธิ์ของ “นักเลือกตั้ง” ภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ยอมรับ “ดีลพี่ใหญ่” ซึ่งทำให้กระทรวงเกรดเอ ตกไปอยู่ฟากประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย 

          นัยว่า “กลุ่มสามมิตร” นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่มีขุมกำลังพอประมาณสำแดงกำลังค้านดีลพี่ใหญ่สุดลิ่มทิ่มประตู

ซุ้มวังน้ำยม ภาค 2

          สมัยรัฐบาลไทยรักไทย มีซุ้มการเมืองอยู่มากมาย แต่ที่ใหญ่พอๆ กับ “ซุ้มวังบัวบาน” ของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ก็คือ “ซุ้มวังน้ำยม” ที่มี “สมศักดิ์สุริยะ” เป็นหัวเรือใหญ่ และมี “อนุชา นาคาศัย” เป็นแม่บ้าน คอยดูแลบรรดา ส..ในซุ้มประมาณ 80 คน

สมศักดิ์ และ อนุชา แม่ทัพภาคกลาง

          จากซุ้มวังน้ำยม ได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มสามมิตร” โดยตัวละครคนหน้าเดิม เพียงแต่ไพร่พลลดเหลือจริงๆ แค่ 20 คน รวมทั้ง ส..เขต และบัญชีรายชื่อ  

          สำหรับการเลือกตั้งเที่ยวนี้ สมรภูมิสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐชนะไม่ยกจังหวัด ได้แก่เขต 1 “พรรณสิริ กุลนาถศิริ” น้องสาวสมศักดิ์ และเขต 2 “ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง” อดีต ส.อบจ.สุโขทัย และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย 

          แม้จะเสียหน้าไปบ้าง แต่สมศักดิ์ก็มีกำลังเสริมจากภาคกลาง ที่อยู่ในการดูแลของ “เสี่ยแฮงก์ อนุชา” ซึ่งกวาดหลายสิบคน ทั้งชัยนาทราชบุรีกาญจนบุรี และสระบุรี 

          แถมแม่ทัพสมศักดิ์ยังโชคดี ที่กวาด ส..แถบภาคเหนือตอนล่างมาได้เป็นกอบเป็นกำ 

ยึดพิจิตรพิษณุโลก

          ผลการเลือกตั้งในโซนภาคเหนือตอนล่าง หากไม่ได้ ส..ป้ายแดงจากพิจิตรและพิษณุโลกมาช่วย เสี่ยไก่ชนแห่งสุโขทัย คงต่อรองยากเหมือนกัน

          รวมแล้ว สมาชิกวังน้ำยม ภาค สายสุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก มี ส..เขต คน ที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของเสี่ยสมศักดิ์

สมศักดิ์ กลับกลุ่ม ส.ส. สุโขทัย พิจิตร และ พิษณุโลก

          นอกจากสุโขทัย ที่นั่ง ก็ไล่ดูจาก ที่นั่ง สนามพิจิตร เขต พรชัย อินทรสุข อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลกเขต ภูดิท อินสุวรรณ์ อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.ทับคล้อ และสุรชาติ ศรีบุศกร อดีตประธานสภา อบจ.พิจิตร

          เดิมที สมศักดิ์ เทพสุทิน คาดหวังไว้ที่ “ส..ไก่ สุรชาติ” เป็นอดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.โพทะเล ที่มีฐานคะแนนหนาแน่นใน อำเภอใหญ่ อย่างบางมูลนากและโพทะเล แต่ดันกวาดยกจังหวัด

          อีก ที่นั่งจากสนามพิษณุโลก เดิมมีเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ เป็นแชมป์เก่า สมศักดิ์จัดทัพนักการเมืองท้องถิ่นสวมเสื้อพลังประชารัฐ เซียนมวยบอกว่า จบเห่ แต่เด็กเสี่ยสมศักดิ์ ก็เบียดเข้าป้ายที่เขต อนุชา น้อยวงศ์ อดีต ส.อบจ.พิษณุโลก เขต อ.เนินมะปราง เจ้าของฟาร์มโคกระบือรายใหญ่ของภาคเหนือ และเขต มานัส อ่อนอ้าย อดีต ส.อบจ.พิษณุโลก เขต อ.นครไทย

          นี่คือโฉมหน้านักเลือกตั้งป้ายแดง ที่เรียกขานสมศักดิ์ “ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ” ไว้ล่วงหน้าแล้ว

แนวร่วม “วราเทพสันติ”

          นอกจากกลุ่มสามมิตร หรือวังน้ำยม ภาค ก็ยังมีแนวร่วมของสมศักดิ์สุริยะ ได้แก่กลุ่มกำแพงของ วราเทพ รัตนากร” กุนซือหลังม่านของ พปชรก็สามารถกวาดเก้าอี้ ส..มายกจังหวัด ทั้ง ไผ่ ลิกค์...ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย

ไผ่ ลิกค์ และไวพจน์ ทีมกำแพงเพชร

          ตามด้วยซุ้มนครสวรรค์ นั่นคือ ภิญโญ นิโรจน์ อดีตเจ้าพ่อรถทัวร์สายเหนือวีระกร คำประกอบ จอมเก๋าแห่งปากน้ำโพ และ นิโรธ สุนทรเลขา คนดังอำเภอลาดยาว พร้อมกับคนหน้าใหม่ สัญญา นิลสุพรรณ

          ข้ามเทือกเขาไปฝั่งเพชรบูรณ์ “สันติ พร้อมพัฒน์” เดิมพันสุดตัว ยกทีมอดีต ส..เมืองมะขาม พรรคเพื่อไทย ไปอยู่พลังประชารัฐ แต่ก็แสดงแสนยานุภาพกวาด ที่นั่งยกจังหวัด ได้แก่ เอี่ยม ทองใจสด (.วิเชียรบุรี), วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ (.ชนแดน), จักรัตน์ พั้วช่วย (.หล่มสักและสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ (.หนองไผ่)

จักรัตน์- วันเพ็ญ และพิมพืพร ทีมเพชรบูรณ์

          มีรายเดียวที่ไม่ได้เป็น ส..มาก่อน คือ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ รองประธานสภา อบจ.เพชรบูรณ์ ซึ่งตระกูล “พรพฤฒิพันธุ์” นั้น ยึดเทศบาลนครเพชรบูรณ์ และ ส.อบจ.เขตเมืองเพชรบูรณ์ เป็นฐานที่มั่นมายาวนาน

          ยังไง เสี่ยสันติและวราเทพ ก็น่าจะยืนเคียงข้าง .สามมิตร 

อย่าให้เสียโอกาส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373847?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้เสียโอกาส

31 พฤษภาคม 2562 – 08:51 น.
อย่าให้เสียโอกาส,สงครามการค้าโลก,จีน,สหรัฐ
เปิดอ่าน 3,932 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562

ท่ามกลางความวุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ดูเหมือนจะเข้ารูปเข้ารอย แต่ก็ยังติดๆ ขัดๆ จนกลายเป็นปัญหาให้ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการแก้ไข ความคาราคาซังของปัญหาฉุดรั้งการบริหารประเทศในลักษณะเดินไม่เต็มสูบ ทำให้ประเทศและคนไทยเสียโอกาสในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศที่ต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์ในอนาคต และแน่นอนประเทศเล็กๆ อย่างเราปัญหาต่างๆ ก็ต้องเพิ่มทวีคูณ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้ตระหนักและคาดหวังให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้มองเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในภูมิภาค และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ขณะที่ความตึงเครียดในสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ดูทีท่าจะยืดยาวไม่จบลงง่ายๆ และเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้าง ซึ่งไทยก็ไม่อยู่นอกเหนือทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ผลกระทบจะมีทั้งด้านบวกและด้านลบในแต่ละอุตสาหกรรม มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจกันเป็นระลอก ทุกภาคส่วนเดินหน้าแก้ไขและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ที่สำคัญยังรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนภารกิจการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องประกาศอย่างชัดเจนว่านโยบายขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลนั้นจะไปในทิศทางใดและต้องปฏิบัติได้จริง นอกเหนือจากนี้จะต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่มั่นคงแข็งแกร่งสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนานด้วย

บนความน่าสะพรึงกลัวของสงครามการค้าโลก ก็ยังมีข่าวดีและเป็นโอกาสของประเทศไทย เมื่อผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (ไอเอ็มดี) สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 ทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ช่วงต้นปี 2562 พบว่าประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากอันดับ 30 เป็นอันดับ 25 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกคือ สิงคโปร์เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 แทนที่สหรัฐ ซึ่งลดอันดับลงไปเป็นที่ 3 รองลงมาคือ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามลำดับ

ผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานขณะที่การเติบโตในด้านการลงทุนต่างประเทศ ไทยมีอันดับที่ดีขึ้นเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย คล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างในทุกด้าน และกำลังผลักดันต่อไปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าหากมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศโดยเร็ว การขับเคลื่อนประเทศก็จะมีประสิทธิภาพขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดังรากหญ้า  ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะลดความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างคนในเมืองกับคนชนบท ดูแลรายได้ของภาคการเกษตร เพื่อให้โครงการต่างๆ ลงไปสู่ฐานราก สู่ภาคเกษตร และกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นด้วย

เหตุใด “เหวง” จึงซูฮก “ป๋าเปรม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหตุใด “เหวง” จึงซูฮก “ป๋าเปรม”

31 พฤษภาคม 2562 – 08:27 น.
พลอเปรม ติณสูลานนท์,นพเหวง โตจิราการ,นปช
เปิดอ่าน 27,560 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

เท่าที่ตรวจสอบดูในสื่อโซเชียล มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่เข้าใจบริบทสังคมการเมืองเรื่องคำสั่งที่ 66/2523 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในช่วงสงครามกลางเมืองกำลังร้อนแรง จึงมองข้ามคุณูปการอันสำคัญยิ่งของท่านรัฐบุรุษ 2 แผ่นดิน ผู้นำความปรองดองกลับคืนสู่ประเทศ

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ได้เขียนแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ พล.อ.เปรม เมื่อ 27 พฤษภาคม 2562 ทางเฟซบุ๊กส่วนตัวน่าสนใจยิ่ง

“พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีคุณงามความดีต่อแผ่นดินหลายด้านหลายประการ แต่สำหรับส่วนตัวผมแล้ว คุณงามความดีที่ผมต้องการพูดถึง (ซึ่งอันที่จริงผมได้พูดมาโดยตลอด ไม่ใช่มาพูดในวาระที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว) เพราะว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะในวาระที่ท่านมีอำนาจดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เป็นแบบฉบับที่สามารถนำมาใช้ได้โดยตลอดไป…”

ท่าทีของแกนนำ นปช. แสดงถึงวุฒิภาวะของนักการเมืองคนหนึ่ง ที่แยกเรื่องอดีต และปัจจุบันได้ชัดเจน

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของ “ป๋าเปรม” สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หมอเหวงชี้ชัด “นั่นคือการยุติสงครามกลางเมืองที่สู้รบกันมาอย่างยาวนานระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับรัฐบาลไทย”

ดังที่รู้กัน พล.อ.เปรม ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ให้ “ยุติสงครามกลางเมืองด้วยการเมืองนำการทหาร” เมื่อ 23 เมษายน 2523

ระหว่างนั้น “เหวง” หรือ “สหายเข้ม” เป็นนายแพทย์ประจำหน่วยหมอ ศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) สาขาอีสานเหนือ บริเวณเทือกเขาภูพาน

         ต้นปี 2524 “สหายสยาม” เลขาธิการใหญ่ พคท.อีสาน กับนักศึกษาที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลา 19 เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เกี่ยวกับแนวทางการปฏิวัติ นักศึกษาประมาณ 100 คน จึงขอคืนเมือง ยกเว้น “สหายเข้ม” คนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่บนภูพาน

หลังจากขบวนนักศึกษาทิ้งภูพาน สหายสยามก็ปรับทัพครั้งใหญ่ ปลุกขวัญนักรบชาวนาให้ยืนหยัดต่อสู้ตามแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง” โดยมีสหายเข้ม ยืนเคียงข้าง

สหายสยาม ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ “การทหารนำการเมือง” เพื่อกู้วิกฤติศรัทธา ภายใต้คำขวัญ “ทุกคนเป็นทหาร ทุกหน่วยงานประสานการรบ และหนุนช่วยสงคราม”

ด้วยความเชื่อมั่นว่า ยุทธศาสตร์การทหารนำการเมือง จะเอาชนะ “การเมืองนำการทหาร” ของรัฐบาลเปรมได้

แม้จะมีข่าวสารชัยชนะจากสนามรบ แต่ด้วยความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง ก็ทำให้ “ทหารป่า” ทยอยออกมอบตัวไม่ขาดสาย และความคาดหวังที่จะเอาชนะยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารของ พล.อ.เปรม ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เหตุการณ์สหายเขตงาน 444 (มุกดาหาร-อำนาจเจริญ-ยโสธร) จำนวน 400 คน ยกขบวนมอบตัวครั้งใหญ่ เมื่อ 1 ธันวาคม 2525 ส่งผลให้คำสั่ง 66/23 การเมืองนำการทหาร ของ พล.อ.เปรม โดดเด่นเป็นที่ยอมรับทั่วประเทศ

เบื้องหลังการมอบตัวครั้งใหญ่ คือ มีสหายนำเขตงาน 444 เข้ามาเจรจาสงบศึกกับรัฐบาล พล.อ.เปรม โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้แทนเจรจาฝ่ายรัฐบาล

          ฝ่ายสหายในป่า ตั้งเงื่อนไข 3 ข้อคือ 1.ไม่เอาโทษทัณฑ์ย้อนหลัง 2.ขอบ้าน 1 หลัง ที่ดิน 15 ไร่ 3.ขอให้เรียกว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” แทนคำว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลับใจ”

พล.อ.เปรม ในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้เซ็นคำสั่ง 66/23 รับข้อเสนอของสหายเขตงาน 444 ทุกข้อ และให้กองทัพภาคที่ 2 จัดงานวันสันติภาพ ต้อนรับ “เพื่อนร่วมชาติ” อย่างยิ่งใหญ่ ที่บ้านบาก อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร และมอบหมายให้ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น ไปรับพี่น้องร่วมชาติด้วยตัวเอง

ถัดจากนั้นไม่นาน “หมอเหวง” หรือ “สหายเข้ม” ได้เข้าพบกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แสดงความจำนงขอกลับเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทยเช่นกัน และเขียนหนังสือชื่อ “ป่าแตก” วิพากษ์การนำที่ผิดพลาดของ พคท.

ด้วยเหตุนี้ หมอเหวงจึงเขียนถึง พล.อ.เปรม โดยไม่หวั่นกระแสตีกลับจากคนเสื้อแดง เพราะนี่คือเรื่องจริงที่จับต้องได้

          “ถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะนำความปรองดองสมานฉันท์ และสันติสุขคืนมาสู่ประเทศไทย และระหว่างประชาชนไทย ได้สงบเรียบร้อยราบรื่นเช่นนี้หรือ” 

ยุทธการ’ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373842?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธการ’ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด’

31 พฤษภาคม 2562 – 08:01 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 4,162 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

เทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันแพร่หลาย เข้าถึงง่าย ใช้สะดวก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม หากเรียนรู้นำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการทำงานด้วย ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลรวดเร็ว ฉับไว ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะงานของตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิด ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ “บิ๊กแซ็ก” พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภาค 1) จึงดึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่ว่านี้มาให้ตำรวจใต้บังคับบัญชาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยได้ริเริ่มโครงการ “ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด” ในพื้นที่รับผิดชอบทุกจัวหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และ สระบุรี รวม 134 โรงพัก

พล.ต.ท.อำพล อธิบายว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ที่ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นไลน์แทบทุกเครื่อง มาใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เกิดผลเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการแจ้งข่าวสารซึ่งกันและกัน ระหว่างตำรวจกับตำรวจ และระหว่างตำรวจกับประชาชน ในพื้นที่สำหรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายหรือเบาะแสต่างๆ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดึงให้ประชาชนในพื้นที่ของแต่ละสถานีตำรวจเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมมือกันสอดส่องดูแลเหตุต่างๆ ในพื้นที่ของตนเอง เมื่อพบเหตุต่างๆ ก็สามารถแจ้งเตือนหรือเข้าไปตรวจสอบเหตุต้องสงสัยได้ทันที

“ที่ผ่านมาโครงการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดทำให้การทำงานของตำรวจสามารถติดตามจับกุมคดีอาชญากรรมได้หลายคดี ซึ่งล่าสุดคือ คดีที่คนร้ายก่อตระเวนลักยางอะไหล่รถกระบะหลายคันในพื้นที่คลองหลวง ปทุมธานี ซึ่งตำรวจได้หลักฐานชิ้นสำคัญจากกล้องบันทึกหน้ารถของคนขับแท็กซี่ ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดของตำรวจภูธรภาค 1 พอดี ทำให้ระบุรูปพรรณสัญฐานของคนร้าย รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้ลงมือเหตุ จนนำมาขยายผลและตามไปจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีคดีลักตัดสายไฟฟ้า หรือมิเตอร์น้ำ ที่คนร้ายกำลังลงมือก่อเหตุอยู่ กระทั่งสมาชิกในกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดไปพบเห็น จึงถ่ายภาพและแจ้งตำรวจไปตรวจสอบทันที และสามารถจับกุมคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุได้พร้อมของกลางแบบทันควัน” พล.ต.ท.อำพล อธิบายประสิทธิภาพที่ใช้ได้ผลจริง

นอกจากนี้ผลการดำเนินการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด ยังถูกดึงนำมาใช้ในการบังคับใช้กฎหมายจราจรอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่รถทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่าสัญญานไฟจราจร การขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย การขับขี่รถย้อนศรหรือขับขี่ขึ้นทางเท้า เมื่อสมาชิกในกลุ่มไปพบเห็นการกระทำผิดเช่นนี้ และถ่ายภาพมาลงแจ้งในไลน์กลุ่มตาสับปะรด เมื่อได้หลักฐานที่ชัดเจนก็จะดำเนินการส่งใบสั่งให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่กระทำผิดทันที เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ

พล.ต.ท.อำพล บอกอีกว่า โครงการนี้เป็นการดึงประชาชนและผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ของแต่ละโรงพักเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมตำรวจ ซึ่งมีทั้งสายป้องกันและปราบปราม สายสืบสวน งานจราจร และศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ ขณะเดียวกันยังสามารถขยายจำนวนสมาชิกให้ครบ 500 คน ในการร่วมทำงาน แจ้งเบาะแส เป็นหูเป็นตาช่วยเหลืองานตำรวจในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งปัจจุบัน บช.ภ.1 มีสถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 134 สถานี แต่ละสถานีมีสมาชิกกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด 500 คน เมื่อรวมกันแล้วจะมีสมาชิกที่เป็นหูเป็นตาแจ้งข่าวแจ้งเบาะแสต่างๆ ถึง 67,000 คน สำหรับการเฝ้าระวังดูแลเหตุอาชญากรรมในพื้น ส่งผลให้ระงับป้องกันเหตุอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี เหมือนว่าทุกชุมชนมีกล้องวงจรปิดไปในตัว

หากทุกคนต้องร่วมมือ ช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่สังคม ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของตำรวจฝ่ายเดียว จะส่งเสริมให้สังคมสงบสุขน่าอยู่ ปลอดภัยจากเหตุปัญหาอาชญากรรมได้…!!